📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

การกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 5 ด้าน

มูลนิธิสร้างเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพ9:10

Transcription

[เพลง] ช่วงอายุวัยแรกเกิดถึง 6 ปีเป็นช่วงเวลา ของพัฒนาการเด็กที่สำคัญที่สุด สามารถปูพื้นฐานพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจและอารมณ์ให้กับเด็กได้ การเข้าใจพัฒนาการตามวัยและส่งเสริม พัฒนาการของเด็กจะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถ คัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการตามวัยได้อย่าง เหมาะสม

DSPM คือ Developmental Screening and Promotion Manual เป็นคู่มือเฝ้าระวังพัฒนาการเด็กปฐมวัยครบทั้งพัฒนาการ 5 ด้าน ที่จัดทำขึ้นโดยกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้เกณฑ์พัฒนาการทั้ง 5 ด้าน ดังนี้

1. ด้านการเคลื่อนไหว

2. ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา

3. ด้านการเข้าใจภาษา

4. ด้านการใช้ภาษา

5. ด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม

ด้านการเคลื่อนไหว ทำงานโดยตรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการคลาน การเดิน การวิ่ง เด็กที่มีกล้ามเนื้อมัดใหญ่แข็งแรง จะมีความคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง สามารถขยับร่างกายได้อย่างมั่นคง

เด็กอ่อนให้จับนอนคว่ำประมาณครั้งละ 3-5 นาที ให้เด็กได้ขยับ ถึงแม้ว่าจะดูเด็กอึดอัดไม่สบาย แต่การทำเช่นนี้ก็คล้ายกับการออกกำลังกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อคอ แขน ขา แข็งแรง ข้อควรระวังคือ ผู้เลี้ยงต้องอยู่กับเด็กตลอดเวลา เพื่อกันเด็กหน้าจมลงไปในที่นอนและขาดอากาศหายใจ ไม่ควรนอนคว่ำบนที่นอนหรือหมอนที่หนานุ่มเกินไป เพราะอาจไปปิดปากปิดจมูกเด็กได้ การผูกเปผ้าให้เด็กนอนนานๆ จะทำให้เด็กถูกผ้าห่อตัวไว้ ไม่มีโอกาสได้ขยับกล้ามเนื้อคอ หลัง ไหล่

เมื่อเด็กเริ่มคลานได้ ให้ปล่อยคลาน เริ่มนั่งได้ ให้จับนั่งทรงตัว ช่วงแรกอาจมีโอนเอนบ้าง ผู้เลี้ยงคอยเฝ้าระวังการหงายหลัง หัวกระแทกพื้น เมื่อเด็กเริ่มลุกยืนได้ ผู้เลี้ยงทำที่เกาะสำหรับเด็กให้สาวตัวขึ้นเอง เมื่อเริ่มเดินได้ ผู้เลี้ยงช่วยพยุง หรือให้เด็กจับมือเดิน และเรียกให้เดินมาหา หรือทำไม้กระแตเวียนเพื่อฝึกเด็กเดิน

เมื่อเด็กเริ่มมีกล้ามเนื้อมัดใหญ่แข็งแรง เดินได้ วิ่งได้ เริ่มเสริมสร้างพัฒนาการด้วยกิจกรรมที่ผู้เลี้ยงจัดขึ้น เช่น การชวนกันเตะลูกบอล การกระโดด 2 ขา การเดินทรงตัวตามเส้น การโยนรับลูกบอล ให้เด็กได้วิ่งเล่นอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นปีนป่าย วิ่งเล่น หรือเล่นดินเล่นทราย สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดใหญ่

[เพลง] ได้ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา เป็นความสามารถในการเรียนรู้ กระบวนการคิด หาเหตุผล รวมทั้งการพัฒนากล้ามเนื้อ มัดเล็ก นั่นก็คือฝ่ามือและนิ้วมือ

เด็กอ่อนเริ่มให้มองตามของเล่นที่เคลื่อนไหว หรือการขยับใบหน้าของผู้เลี้ยงดู เมื่อเริ่มใช้มือกำนิ้วมือของผู้เลี้ยงได้ ให้ยื่นนิ้วให้เด็กจับ หรือให้กำของเล่น สำหรับเด็กอุ้มเดิน ชี้โน่น ชี้ นี่ ให้เด็กมอง การหยิบของใกล้ตัวคือการเสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็ก ผู้เลี้ยงปล่อยให้เด็กหยิบของตามความสนใจ เพียงดูแลให้ปลอดภัย และดูแลความสะอาดสิ่งของที่จะให้เด็กหยิบ

เมื่อเริ่มขีดเขียนได้ ให้จับดินสอหรือสีบ่อยๆ เด็กจะมีพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กจากการขีดเขียน เริ่มให้ขีดเส้นวนๆ เส้นตรง วงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือให้เด็กขีดเขียนอย่างอิสระ เมื่อเด็กเริ่มมีกล้ามเนื้อมัดเล็กแข็งแรง ให้เล่นของเล่นเสริมพัฒนาการ เช่น การต่อบล็อกไม้

เด็กเล็กสามารถกรอกตาไปมา การสบตา การเล่นจ๊ะเอ๋ เมื่อเด็กเริ่มนั่ง เริ่มยืน ให้ใช้ของเล่นได้ ลองหยิบลองจับ เด็กตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไป ให้ฝึกจับดินสอสีขีดเขียน

ด้านการเข้าใจภาษา เด็กจะค่อยๆเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว การแยกแยะรูปทรง สีสัน จะช่วยให้เขาคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจได้ อย่างเป็นเหตุเป็นผล

เด็กเล็ก ผู้เลี้ยงเรียกชื่อเด็กทุกครั้ง ที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ให้เด็ก เมื่อเด็กเริ่มหยิบจับสิ่งของได้ ให้ออกเสียงของสิ่งนั้นทุกครั้ง อุ้มพาออกไปดูสิ่งต่างๆ พร้อมกับชี้และเรียกชื่อสิ่ง ที่ชี้ให้เด็กมอง เมื่อเด็กเริ่มชี้ถามได้ ให้สอนชี้อวัยวะต่างๆ บนใบหน้า สอนให้รู้จักสีและสัญลักษณ์ต่างๆ ด้วยการนับเลขต่อไป อ่านนิทานให้เด็กฟังอย่างสม่ำเสมอ สามารถอ่านเรื่องซ้ำๆ ให้เด็กฟังได้ และสังเกตว่าเด็กฟังได้นานแค่ไหน

เด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไป ให้ช่วยงานบ้าน ให้ช่วยหยิบของ และอัดเพิ่มรายละเอียดของสิ่งของ เช่น หยิบหวีสีขาวให้แม่ 1 อัน และสามารถเพิ่มรายละเอียดมากขึ้นเมื่อโตขึ้นกว่านี้

ด้านการใช้ภาษา เป็นพัฒนาการที่ควรให้ความสำคัญ หากเด็กสื่อสารหรือพูดได้ช้ากว่าช่วงอายุ จะส่งผลต่อความสามารถเรื่องการเรียนรู้อื่นๆ ต่อไปในอนาคตได้

เด็กอ่อน ให้ผู้เลี้ยงยื่นหน้าไปใกล้เด็ก เพื่อให้เด็กเห็นริมฝีปากขยับเวลาทำเสียง พูดช้าๆ และพูดเมื่อเด็กมองหน้าผู้เลี้ยง ไม่หันหลัง พูดกับเด็กเมื่อเด็กต้องการจะทำอะไร ให้ผู้เลี้ยงสังเกตและถามเด็กว่าต้องการอะไร ฝึกให้เด็กพูดคำนั้นๆ ก่อนที่ผู้เลี้ยงจะทำให้ เช่น เมื่อเด็กมองไปที่แก้วน้ำ ให้ผู้เลี้ยงถามว่ามองอะไร อยากได้อะไร เอาอะไร เอายักษ์กับน้ำ งั้นนั่งรยายอยู่นี่นะ เพื่อเป็นการฝึกให้เด็กพูดสิ่งที่ต้องการ ให้ทำลักษณะนี้ทุกครั้ง ระหว่างอ่านนิทานให้เด็กฟัง ชวนตั้งคำถาม เช่น ทำไมต้องใส่รองเท้า ให้เด็กได้มีโอกาสคิดและออกเสียงตามผู้เลี้ยง ตั้งคำถามโดยชี้ไปที่อวัยวะของเด็กแล้วถามว่า นี่อะไร เพื่อให้เด็กพูดชื่ออวัยวะนั้นออกมา แทนการถามว่าตายอยู่ไหน เพราะเด็กจะชี้อย่างเดียวไม่พูด

ด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม การช่วยเหลือดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ตลอดจนมีทักษะในการเข้าสังคมมากขึ้นตามวัยและสังคมรอบข้าง

เด็กเล็กเรียนรู้การเข้าสังคมจากรอยยิ้มของคนเลี้ยง เลียนแบบรอยยิ้ม หัวเราะให้เด็ก ตักข้าวทานเองทุกมื้อ ทานได้น้อยค่อยป้อนเสริม และให้หัดดื่มน้ำจากแก้ว ให้เด็กหัดใส่เสื้อผ้าเอง โดยเริ่มจากกางเกง เสื้อ เริ่มจากการสวนหัวให้แล้วให้เด็กใส่แขนเอง หัดติดกระดุมเสื้อนักเรียน โดยให้เริ่มจากเม็ดล่างสุดไล่ขึ้นไป ผู้เลี้ยงช่วยติดจากเม็ดบนสุดไล่ลงมา สอนเรื่องการทำความสะอาดร่างกาย ล้างมือ เช็ดมือ ผู้เลี้ยงต้องช่วยทำความสะอาดด้วยในตอนต้น พาออกไปเล่นกับเด็กคนอื่น สอนเรื่องการแบ่งปันของเล่นและการเล่นตามกติกา

เมื่อเด็กอายุ 3 ปี เริ่มวางกติกา ง่ายๆ ในบ้าน เช่น เล่นของเล่นเสร็จแล้วต้องเก็บ วางรองเท้าในที่วางรองเท้า รู้จักการรอคอย เข้าแถว มีมารยาท รู้จักขอบคุณ ขอโทษ สวัสดี เด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไป สามารถช่วยงานในบ้านง่ายๆ ได้ และทำเป็นกิจวัตรสม่ำเสมอ เช่น การกรอกน้ำ รวมถึงมอบหมายหน้าที่ในการทำงานในบ้านอื่นๆ ได้ ด้วยพาเด็กออกไปเล่นข้างนอกกับเด็กคนอื่น ๆ สอนเรื่องการแบ่งปันของเล่น การเล่นตามกติกา ได้ฝึกการเข้าสังคม ไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ บ้าง

ผู้ปกครองควรเฝ้าดูพัฒนาการของลูกน้อยทั้ง 5 ด้านอย่างใกล้ชิด และหากพบว่าลูกมีพัฒนาการไม่เป็นไปตามช่วงวัยหรือล่าช้า ให้พ่อแม่ผู้ปกครองช่วยกระตุ้น หรือหากพบความผิดปกติ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ลูกได้เข้ารับการประเมินและหาแนวทางส่งเสริมพัฒนาการเพิ่มเติมต่อไป

[เพลง] เ [เพลง]