Transcription
เตรียมตัวกันให้ดีเลยนะครับ เพราะว่าวันที่ 1 มกราคม ปี 2569 โลกการเงินแบบที่เราคุ้นเคยกันอยู่เนี่ย อาจจะเปลี่ยนไปเลย เมื่อจีนเขาประกาศว่าจะใช้เงินหยวนดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบทั่วประเทศ คือเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ นะครับ แต่มันเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่อาจจะสั่นสะเทือนระเบียบโลกได้เลยทีเดียว เรามาเจาะลึกไปพร้อมๆ กันเลยครับว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันเป็นยังไง
คือเป้าหมายของโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่เนี่ย มันชัดเจนมากแล้วก็ท้าทายสุดๆ เลยนะครับ ข้อแรกเลยคือเค้าต้องการสร้างระบบการเงินของตัวเองขึ้นมา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพึ่งเงินดอลลาร์สหรัฐอีกต่อไป และข้อ 2 ก็คือการจัดการกับเศรษฐกิจสีเทา หรือว่าเศรษฐกิจใต้ดินทั้งหมด เรียกได้ว่าตั้งใจจะมาเปลี่ยนเกมกันตั้งแต่เริ่มเลยล่ะครับ
แล้วก็นะครับ นี่ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ในฝันที่อยู่บนกระดาษนะ เพราะแค่ในช่วงทดลองใช้เนี่ย มีการทำธุรกรรมผ่านหยวนดิจิทัลไปแล้วมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียวครับ สูงถึง 2.3838 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โห ตัวเลขนี้มันบอกชัดเลยนะครับว่าระบบของจีนเนี่ย ผ่านการทดสอบมาอย่างดีแล้วก็พร้อมที่จะใช้งานจริงในสเกลที่ใหญ่มากๆ เลยด้วย
เอาล่ะครับ มาถึงคำถามที่สำคัญที่สุดเลย แล้วเจ้าเงินหยวนดิจิทัล หรือที่เขาเรียกกันว่า ECNY เนี่ย หน้าตามันเป็นยังไง แล้วมันทำงานยังไงกันแน่ เรามาทำความเข้าใจแก่นของมันกันดีกว่าครับ จุดนี้สำคัญมากนะครับ ต้องขีดเส้นใต้ไว้เลยว่าหยวนดิจิทัลเนี่ย ไม่ใช่ Cryptocurrency แบบ Bitcoin นะครับ แต่มันคือเงินสดเลยครับ แค่เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของจีนโดยตรง เรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะมันหมายความว่ารัฐบาลควบคุมได้เต็มที่ และมูลค่าของมันก็จะคงที่เท่ากับเงินหยวนปกติเป๊ะๆ เลยครับ
ดูตารางเปรียบเทียบนี้แล้วน่าจะเห็นภาพชัดขึ้นเยอะเลยนะครับ คือในขณะที่คริปโตเนี่ย ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ราคาเหวี่ยงขึ้นลงแบบน่ากลัว สถานะทางกฎหมายก็ยังไม่แน่นอน แต่หยวนดิจิทัลนี้คือตรงกันข้ามทุกอย่างเลยครับ มีธนาคารกลางจีนค้ำประกัน มูลค่ามั่นคง แล้วก็ใช้จ่ายได้ตามกฎหมายเหมือนกับเงินสดในกระเป๋าตังค์เราเลย
แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ มันไม่ใช่แค่เงินสดธรรมดาในมือถือนะ เพราะว่ามันมีความสามารถที่ล้ำไปกว่านั้นอีก อย่างที่น่าสนใจสุดๆ เลยก็คือ Smart Contract ครับ อ่ะ ลองนึกภาพตามนะครับ สมมุติว่ารัฐบาลให้เงินช่วยเหลือมาเป็นหยวนดิจิทัล เงินก้อนนี้จะถูกโปรแกรมไว้เลยว่าให้ใช้ซื้อได้เฉพาะอาหารหรืออุปกรณ์การเรียนเท่านั้น พอเราเอาไปสแกนจ่ายที่ร้านอื่น ปึ๊บ ระบบไม่ให้จ่ายทันที เพราะเงินมันฉลาดพอนะครับ มันรู้ว่าต้องใช้กับอะไร และนี่แหละครับคือฟีเจอร์ที่อาจจะเรียกว่าปฏิวัติวงการที่สุดของหยวนดิจิทัลเลย
นั่นก็คือมันสามารถใช้จ่ายเงินได้แม้ว่าทั้งเราและร้านค้าจะไม่มีอินเทอร์เน็ตเลยแม้แต่ขีดเดียว คำถามนี้คือจุดอ่อนของสังคมไร้เงินสดมาตลอดเลยใช่มั้ยครับ ลองนึกดูสิครับ ถ้าเกิดภัยพิบัติ หรือแค่เน็ตล่มขึ้นมาเฉยๆ เศรษฐกิจอาจจะหยุดชะงักไปก็ได้นะ แต่ว่าเทคโนโลยีของดิจิทัลเนี่ย เขาก้าวข้ามปัญหานี้ไปได้แบบน่าทึ่งมากๆ เลยครับ เบื้องหลังความเจ๋งนี้เขาเรียกว่าเทคโนโลยี Dual-offline payment ครับ พูดง่ายๆ ก็คือเงินส่วนหนึ่งของเราจะถูกเก็บไว้ในชิปพิเศษบนมือถือเลย เหมือนเราพกเงินสดดิจิทัลติดตัวไว้จริงๆ เวลาจะจ่ายเงินก็แค่เอามือถือมาแตะกันปุ๊บ เทคโนโลยี NFC จะทำให้มือถือ 2 เครื่องคุยกันเอง แล้วก็โอนเงินกันได้เลย ไม่ต้องผ่านอินเทอร์เน็ต แล้วพอเครื่องไหนต่อเน็ตได้เมื่อไหร่ ข้อมูลก็จะถูกส่งกลับไปอัปเดตที่ธนาคารกลางเอง เป็นอะไรที่ง่ายและปลอดภัยแบบไม่น่าเชื่อเลยครับ
แต่ความล้ำทางเทคโนโลยีทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อความสะดวกสบายในประเทศอย่างเดียวนะครับ แต่มันคือเครื่องมือสำคัญในเกมการเงินระดับโลกที่จีนตั้งใจจะใช้เพื่อท้าทายบัลลังก์ของเงินดอลลาร์สหรัฐโดยตรงเลย คือทุกวันนี้เนี่ย การโอนเงินข้ามประเทศเกือบทั้งหมดต้องวิ่งผ่านระบบที่ชื่อว่า Swift ซึ่งก็เหมือนเป็นถนนสายหลักที่คุมโดยชาติตะวันตก แล้วก็ใช้เงินดอลลาร์เป็นตัวกลาง มันเลยทั้งช้าทั้งแพง แล้วก็เสี่ยงโดนคว่ำบาตรด้วย แต่สิ่งที่จีนกำลังทำก็คือการสร้างสะพานเส้นใหม่ของตัวเองขึ้นมาเลยครับ ที่จะให้ประเทศต่างๆ โอนเงินหยวนดิจิทัลหากันได้โดยตรง จบในไม่กี่วินาที โดยไม่ต้องผ่านระบบเก่าอีกต่อไปแล้ว
ถ้าเรามาดูข้อมูลนี้ จะเห็นเลยว่าจีนไม่ได้แค่ลงแข่งนะ แต่นำแบบทิ้งห่างเลย ในบรรดามูลค่าธุรกรรมของโปรเจกต์เงินดิจิทัลโดยธนาคารกลางทั่วโลกเนี่ย หยวนดิจิทัลกินส่วนแบ่งไปแล้วถึง 95% ครับ คืองี้มันไม่ใช่การแข่งขันธรรมดาแล้ว แต่มันคือการที่จีนกำลังนำแบบทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่นเลยจริงๆ
เอาล่ะครับ เรื่องราวระดับโลกพวกนี้อาจจะฟังดูไกลตัวไปหน่อย แต่จริงๆ แล้วมันกำลังจะส่งผลกระทบโดยตรงมาถึงเศรษฐกิจของไทยเรานี่แหละครับ ในอีกไม่นานนี้ มาดูกันดีกว่าครับว่ามันจะเกี่ยวกับชีวิตเราได้ยังไง
ลองนึกภาพตามนะครับ นักท่องเที่ยวจีนเดินเข้าร้านอาหารที่เยาวราช สแกน QR Code จ่ายเงินปุ๊บ เงินหยวนดิจิทัลก็จะถูกแปลงเป็นเงินบาท เข้าบัญชีเจ้าของร้านทันทีเลย ไม่ต้องรอข้ามวัน ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแพงๆ เหมือนเมื่อก่อน ในฝั่งการค้าก็เหมือนกันครับ จะจ่ายเงินให้โรงงานที่จีนก็ทำได้ในไม่กี่วินาที นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ธนาคารไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่เลยนะครับ แล้วก็เป็นโมเดลสำคัญให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเอาไปศึกษาเพื่อพัฒนาเงินบาทดิจิทัลของเราเองด้วย
และมีอีกมุมนึงที่สำคัญมากๆ เลย ในมุมของภาครัฐก็คือเงินดิจิทัลแบบนี้มันตรวจสอบได้ทุกธุรกรรมครับ เพราะทุกการเคลื่อนไหวของเงินจะถูกบันทึกไว้ในระบบกลางหมดเลย ทำให้การฟอกเงิน คอร์รัปชัน หรือการเลี่ยงภาษีเนี่ย ทำได้ยากขึ้นแบบก้าวกระโดดเลย มันอาจจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการล้างบางเศรษฐกิจสีเทา แล้วก็ช่วยให้รัฐเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้นด้วยครับ
สุดท้ายแล้วนะครับ การมาของเงินหยวนดิจิทัล มันก็เหมือนเหรียญที่มี 2 ด้าน ด้านนึงคือโลกอนาคตที่ทุกอย่างมันสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ แบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน แต่อีกด้านนึงมันก็คือโลกที่ทุกการใช้จ่ายของเราอาจจะถูกสอดส่องได้ตลอดเวลา คำถามสำคัญที่อยากจะทิ้งท้ายไว้ให้เราได้คิดกันก็คือ ในวันที่เงินบาทดิจิทัลมาถึง เราจะหาสมดุลระหว่างความสะดวกสบายกับความเป็นส่วนตัวของเราได้อย่างไร