Transcription
สรุปดีเบตเศรษฐกิจไทย ศุภจี Vs สิริกัญญา
เคยรู้สึกไหมคะ เวลาดูดีเบตการเมือง บางทีก็เหมือนการดูดวนผู้บริหาร 2 ทราย คนนึงเน้นสั่งให้จบเร็ว อีกคนเน้นรื้อระบบให้โปร่งใส คำถามคือแบบไหนแก้ปากท้องได้จริง?
คู่ที่ถูกพูดถึงเยอะมากช่วงนี้คือคุณไหม สิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน กับคุณแตม สุภจี สุธัมพันธ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ที่มาดีเบตร่วมกันในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอในวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา
ยังไม่ทันหลงนโยบาย คุณสรยุทธเริ่มถามจากภาพใหญ่ว่าปัญหาปากท้องและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็นอย่างไร? ฝั่งคุณสุภจียอมรับว่าเศรษฐกิจปีที่ผ่านมาโตต่ำมากเลย วิเคราะห์แบ่งปัญหาออกเป็น 2 ด้าน ยกตัวอย่างเช่น ปัจจัยภายนอกอย่างพายุ ภูมิรัฐศาสตร์ มองว่าไทยอยู่ในสงครามการค้าและการแบ่งขั้วมหาอำนาจที่แรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เรื่องซื้อขาย แต่เป็นเรื่องห่วงโซ่อุปทาน
คุณสุภจีเลยเสนอแนวคิด Trade Plus ว่าไทยต้องเลิกเป็นแค่ผู้รับจ้างผลิตแล้วขยับไปเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ พร้อมเสนอการค้าสมัยใหม่ เช่น ใช้สินค้าเกษตรมูลค่าสูงเป็นแลกเปลี่ยน หรือทำข้อตกลงที่ไทยได้เปรียบมากกว่าแค่เงิน และอีกอย่างที่คุณสุภจีพูดชัดมากคือ รัฐราชการเป็นกำแพง เพราะกฎหมายทับซ้อนและล้าหลัง เลยเสนอใช้ AI และ Digital Transformation เข้าไปผ่าตัดระบบราชการ เพื่อลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดคอร์รัปชัน ลดความล่าช้า ตั้งเป้าว่าต้องทลายกำแพงกฎเกณฑ์ภายใน 18 เดือนให้ SME หายใจคล่องขึ้น
ฝั่งคุณสิริกัญญาโฟกัสระเบิดเวลาภายหลังเลือกตั้ง โดยเตือนว่าหากการเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2569 กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลและการรับรอง สส. กินเวลานาน จะทำให้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ล่าช้าอย่างน้อย 2 เดือน คุณสิริกัญญามองว่างบประมาณคือเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ถ้า งบไม่ออกในเดือนตุลาคม โครงการลงทุนใหม่จะหยุดชะงัก เครื่องยนต์ภาครัฐจะดับทันที และยังมองว่ารัฐบาลเดิมจัดงบแบบโกหก ตัวเลขบางก้อนตั้งไว้ไม่พอ พรรคประชาชนจึงเสนอว่าต้องรื้อ งบประมาณทันที ตัดงบไม่จำเป็น แล้วเอาไปสร้างรัฐสวัสดิการและกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่
แล้วมีช่วงที่ไวรัลมากคือประเด็นข้าว คุณสิริกัญญายกตัวอย่างใบอนุญาตส่งออกข้าวที่เป็นอุปสรรคต่อคนตัวเล็ก เพราะมีเงื่อนไขว่าใครที่จะส่งออกข้าวได้จะต้องมีสต๊อกข้าวไม่ต่ำกว่า 500 ตัน หรือ 100 ตันในบางกรณี คุณสิริกัญญากล่าวว่ากฎนี้รองรับผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่ไม่ใช่ชาวบ้านที่รวมกลุ่มทำข้าวพรีเมียม ข้าวออร์แกนิก กลุ่มนี้ไม่มีทางมีสต๊อกถึง และการบังคับให้มีสต๊อกเป็นการเพิ่มต้นทุนมหาศาลโดยไม่จำเป็น
ฝั่งคุณสุภจีหยิบมือถือขึ้นมาเปิดเครื่องคิดเลขคำนวณสดกลางรายการว่าข้าว 500 ตัน ตันละประมาณ 15,000-20,000 บาท เท่ากับ SME ต้องเอาเงินไปจมเป็นทุนหมุนเวียน 7.5-10 ล้านบาท แค่เพื่อขอใบอนุญาตส่งออก คุณสุภจีจึงบอกว่านี่คือการตัดโอกาสคนตัวเล็ก มันคือความล้าหลังที่ต้องยกเลิกทันที ไม่ต้องรอศึกษานาน
หลังจากนั้นคุณสรยุทธถามว่า ทำไมพูดปฏิรูปกันมานานแต่ทำไม่ได้? ทั้งคู่โชว์ไม้เด็ดต่างกัน คุณสุภจีเน้นโมเดลบริหารแบบฉับไวจากบนลงล่าง ให้มีคนรับผิดชอบชัด และทำให้เห็นผลภายใน 18 เดือน คุณสิริกัญญาเน้นเปลี่ยนโครงสร้างผ่าน Open Government, Budget Reform และทำรัฐให้เป็น Digital by Default
แต่สิ่งที่ทั้งคู่ประสานเสียงตรงกันคือกฎเหล็กสต๊อกข้าว 500 ตัน ควรถูกยกเลิกแล้ว
คำถามที่อยากชวนทุกคนตอบง่ายๆ ถ้าให้เลือกแนวทางแก้ปากท้องตอนนี้ คุณอยู่ทีมไหน ลองคอมเมนต์มาแชร์กันค่ะ >> ความรู้ดีๆ แบบนี้ กดติดตาม Today Beit View คู่มือธุรกิจสำหรับชีวิตของทุกคน