Transcription
สวัสดีครับ นี่คือ The Growth Lab ครับ รายการที่จะช่วยทำให้คุณนั้นเก่งขึ้นแล้วก็เติบโตขึ้นทุกครั้งที่เราเจอกันนะครับ
ต้องบอกว่า EP นี้นี่สำคัญมากๆ ครับ เพราะว่าถ้าคุณเนี่ยอยากจะประสบความสำเร็จมากๆ หรือประสบความสำเร็จอย่างสูงนะครับ คุณต้องมีสิ่งนี้ครับ นั่นคือการพูดหรือว่าการสื่อสารที่ดีครับ และวันนี้เราจะเรียนกับปรมาจารย์ระดับโลกเลย นั่นก็คือ Julian Traser ครับ คนนี้เนี่ยเขาเป็นที่ศึกษา นะครับ แล้วก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพูด เขาไปพูด TED Talk มาแล้วถึง 5 ครั้งด้วยกัน ยอดวิวของเขาใน TED Talk ทั้งหมดเนี่ย มากกว่า 150 ล้านวิวด้วยกัน คือเยอะมากๆ อันดับต้นๆ เลยนะ ของคนที่บรรยาย TED Talk ทั้งหมดนะ ครับ
ทีนี้เรามาดูกันว่า การที่จะเป็นคนที่พูดดีหรือว่าสื่อสารดีเนี่ย ไม่ควรทำอะไร และควรทำอะไรบ้าง เรามาเริ่มต้นกันที่ไม่ควรทำก่อนนะครับ Julian เขาบอกว่ามันมีอยู่ 7 ประการด้วยกัน หรือว่า Seven Deadly Sins of Speaking นะครับ 7 ข้อนี่มีอะไรบ้าง เริ่มต้นที่ข้อแรกครับ ก็คือนินทา หรือว่า Gossip นั่นเองนะครับ คุณรู้จักคนชอบนินทามั้ยครับ ลองคอมเมนต์ข้างล่างได้นะ แล้วเวลาคุณฟังคนอื่นนินทาแล้วคุณชอบมั้ย ผมว่าคนส่วนมากก็ไม่ชอบนะ และที่สำคัญคือ ถ้าเรานั่งอยู่กับใครสักคน แล้วคนคนนั้นชอบนินทา ขนาดเรานั่งอยู่กับเรานะ เขายังนินทาคนอื่นได้เลย วันนึงเขาก็นินทาเราได้เหมือนกัน จริงมั้ยครับ
สิ่งหนึ่งที่ผมว่ามันทำให้คนอื่นเนี่ย ไม่อยากจะคบคุณเลยด้วยซ้ำนะ ก็คือการที่คุณเป็นคนขี้นินทานะครับ
ข้อสองคือ Judging หรือเป็นคนชอบตัดสิน ครับ การที่คุณเป็นคนชอบตัดสินเนี่ย ความหมายจริงๆ แล้วคืออะไร ก็คือว่าคุณไม่รู้ข้อมูลทั้งหมด แต่ว่าคุณคิดไปแล้ว นึกออกมั้ยครับ ยังไม่ทันรู้ข้อมูลทั้งหมดเลย แต่คุณก็สามารถตัดสินใจได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น แต่งตัวแบบนี้ จนแน่เลย แต่งตัวแบบนี้ รวยแน่เลย แต่งตัวแบบนี้ ฉลาดแน่เลย เป็นต้น หรือบางทีเห็นในโซเชียลมีเดีย โอ้เขาไปเที่ยวแบบนี้ ชีวิตดีแบบนี้ ต้องรวยแน่ๆ เลย ซึ่งจริงๆ อาจจะไม่ใช่ก็ได้นะครับ อาจจะกู้เงินไปเที่ยวก็ได้นะ หรือตัดสินจากการกระทำ เช่น คนนี้มาสาย ไม่รับผิดชอบ ตัดสินเลย ยังไม่ทันถามเลยว่ามาสายเพราะอะไร อาจจะเป็นเพราะว่าเผอิญที่บ้านมีคนป่วย ต้องไปโรงพยาบาลก่อน แล้วค่อยมาก็เลยมาสาย ก็เป็นไปได้
เพราะฉะนั้นเนี่ย ถ้าคุณไม่อยากเป็นคนชอบตัดสินคนนะครับ ซึ่งผมว่าหลายคนเป็น และยิ่งในยุคนี้ด้วย เป็นยุคของโซเชียลมีเดีย คือเห็นข้อมูล เห็นอะไรมา ข้อมูลมันเยอะไปหมดเลย นึกออกมั้ยครับ มาทุกรอบด้านเลยครับ เรายิ่งต้องมีการวิเคราะห์แยกแยะครับ ก็คือฟังหูไว้หู พยายามหาข้อมูลให้มันมากขึ้น ก่อนที่จะตัดสินใจครับ เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ คุณน่ะจะเป็นคนที่เรียกว่าชอบตัดสินคนอื่นเร็วเกินไปครับ
ข้อ 3 คือการบ่น หรือว่า Complaining ครับ หลายคนเป็นนะครับ และแนะนำว่าควรจะต้องระวัง เพราะยิ่งพูดยิ่งบ่น รู้สึกแย่ลงเรื่อยๆ ครับ ไม่มีใครยิ่งบ่นแล้วชีวิตดีขึ้น เห็นด้วยมั้ยครับ ลองคิดดูนะ เช่น รถติดฉิบหายเลย เจ้านู่นนี่ เพื่อนร่วมงานไม่ดีเลย อากาศร้อนจัง อันนี้คือคุณบ่นตลอดเวลาเลย คุณลองฟัง ลองบ่นสัก 5 อย่างสิครับ ตอนนี้เลย สามารถโพสต์ได้แล้ว ลองดูว่าหลังจากบ่นไป 5 อย่างแล้ว เป็นไง อารมณ์ดีเลยมั้ยครับ ไม่มีอยู่แล้ว เพลิดเพลิน ยิ่งบ่นยิ่งทำให้คนชีวิตแย่ลง รู้สึกแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเท่านี้ อยากจะอันดับแรกนะ ชีวิตดีขึ้น และมีเขาเรียกว่าคนอยากจะฟังคุณมากขึ้น เลิกบ่นเลยครับ ไม่ต้องลดด้วยนะ เลิกไปเลย เลิกบ่นไปเลยครับ
ต่อมาคือข้อ 4 ก็คือการแก้ตัว หรือว่า Excuse นั่นเองครับ มันมีประโยคนึง ผมไม่แน่ใจว่าผมฟังมาจากใครนะ มันเป็นขออภัยจริงๆ นะ อาจจะหยาบคาย นิดนึงเนาะ ก็คืออะไรนะ คนดีแก้ไข คนแก้ตัว อะไรประมาณเนี้ย จำไม่ได้ว่าได้ยินจากใคร จำได้ว่าตอนเด็กๆ เคยได้ยินประโยคนี้ แบบพูดออกทีวีด้วยนะ แล้วยังจำฝังใจ เออ จริง เราก็พยายามเป็นคนไม่แก้ตัวนะ ก็ไม่ได้แบบนี้ เพราะว่า 1 2 3 4 5 ที่เป็นแบบนี้ นี้ไม่ได้ ที่ทำแบบนี้ไม่ได้ ก็คือมีเหตุผลให้ตลอดเวลาเลย ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ผิดอะไรนะครับ แต่ผมว่าแทนที่คุณจะเอาพลังงานหรือ Energy มาแก้ตัว เอาพลังงานนั้นไปแก้ไขดีกว่ามั้ยครับ ก็คือไปทำ ไปพัฒนาให้ตัวเองดีขึ้นเนาะ นะครับ เป็นไปได้ว่าบางทีเราต้องการแก้ตัว เพื่อให้คนเห็นใจว่าเราทำไม่ได้ เพราะว่าอะไร ลองสังเกตได้นะครับ คนที่ประสบความสำเร็จ คนที่เป็นคนพูดแล้วน่าฟัง คือคนที่ไม่แก้ตัวครับ
ข้อ 5 คือการโกหกครับ อันนี้คงตรงตัวอยู่แล้วนะ ไม่มีใครชอบการโกหกนะครับ ข้อเสียของการโกหกคือคุณต้องคอยจำตลอดเวลาว่าเคยโกหกอะไรไว้บ้าง ซึ่งบางทีโกหกไปนานแล้ว นึกออกมั้ย 2 ปีแล้ว 5 ปีแล้ว คุณก็ต้องคอยจำ สมมติว่าเรื่องจริงคือ A แต่คุณพูดไปว่า B ในวันนั้น โอเคมั้ย ผ่านมา 5 ปี มีคนถามคุณเหมือนกันเรื่องเดิม A กับ B คุณก็ต้องคอยจำว่า เอ๊ะ ตอนนั้นคุณตอบว่า A หรือ B นึกออกมั้ยครับ การที่คุณโกหกเยอะๆ มันยิ่งทำให้สมองคุณยิ่งหนัก มันต้องคอยจำตลอดเวลาว่าวันนั้นฉันพูดไปว่าอะไร วันนั้นฉันโกหกไปว่าอะไร แล้วยิ่งโกหกเยอะๆ คนยิ่งไม่ค่อยอยากฟังคุณแล้ว คนก็ไม่ค่อยอยากจะคบคุณด้วยครับ
ข้อ 6 ครับ การพูดอวด หรือว่าการพูดเกินจริงครับ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Exaggeration เนาะ บางคนเป็นนะครับ ก็คือจริงๆ อ่ะ พูดความจริงก็ดีพอแล้ว แต่เขารู้สึกว่ามันยังดีไม่พอ ก็เลยต้องเพิ่มสีสันเข้าไปหน่อย ว่าทำอย่างนี้ได้ ทำอย่างนั้นได้ ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์เลย คือมนุษย์อยากจะดูดี ก็คือแบบ เช่น ตอนตอนนั้น เรียนเรียนมหาลัยนะ เวท 3.5 ซึ่งก็คือเรื่องจริง จบ 3.5 จริงๆ นะครับ แต่บางทีคือไปเพิ่มอย่างอื่นน่ะครับ เช่น แบบ ตอนนั้นจริงๆ เราลำบากมากเลยนะ นู่นนี่นั่น แต่เราก็ยังเรียนได้เท่านี้นะ ผมว่าเล็กๆ น้อยๆ แบบเนี้ย มันคือมันคือการเพิ่มอวดนะครับ แล้วผมว่าพอคนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เขาก็ไม่อยากฟังคุณต่อ
ข้อ 7 คือการยึดมั่นถือมั่น ภาษาอังกฤษเรียกว่า Dogmatism นะ ก็คือว่าคิดว่าความคิดตัวเอง หรือความเชื่อตัวเองเนี่ย เป็นใหญ่ แล้วก็ถูกต้อง ก็เลยทำให้คุณน่ะไม่ฟังความคิดเห็นคนอื่นอีกเลย มันก็เลยทำให้คนไม่ค่อยอยากจะคุยกับคุณ พอมันเป็นแบบนี้ คนก็จะเบื่อคุณใช่มั้ย ก็คือพูดไปคุณก็ไม่ฟัง หรือว่านำเสนอไอเดียอะไรคุณก็ไม่ฟัง มันก็เลยทำให้สุดท้ายคนไม่ค่อยฟังคุณ
และนี่คือ 7 ข้อที่คุณไม่ควรทำครับ ถ้าคุณกำจัด 7 ข้อนี้ได้นะ คุณจะเป็นนักพูดที่ดีขึ้น และจะมีคนฟังคุณมากขึ้น
ก่อนจะไปหัวข้อต่อไป บนโลกใบนี้ หลักๆ มีคนอยู่ 2 กลุ่มครับ ยิ่งเงินเยอะ ยิ่งว่าง ยิ่งเงินเยอะ ยิ่งว่าง คุณอยากเป็นกลุ่มไหนครับ ผมเชื่อว่าอยากเป็น ยิ่งเงินเยอะ ยิ่งว่าง ใช่มั้ย ถ้าอยากยิ่งเงินเยอะ ยิ่งว่าง คุณจะเหมาะมากกับหนังสือที่ชื่อว่า มั่งคั่งทั้งชีวิต เล่มนี้ครับ Money Mastery สอนทุกเครื่องมือการลงทุน ครับ ตั้งแต่เสี่ยงน้อยยังเสี่ยงมาก ผลตอบแทนน้อยยังผลตอบแทนมาก หนังสือนี้ช่วยทำให้คุณเนี่ย ไม่ใช่มั่งคั่งแค่การเงินนะครับ มั่งคั่งทั้งเวลา แล้วก็สุขภาพ สมชื่อเลย แต่ มั่งคั่งทั้งชีวิต ที่มาซี่ครับ
สิ่งที่ไม่ควรทำเนี่ย มีถึง 7 ข้อด้วยกันนะครับ แต่ว่าสิ่งที่ควรทำแล้วทำให้คุณเนี่ย เป็นนักพูด นักสื่อสารที่ดีเนี่ย มีน้อยมากเลย มีแค่ 4 ข้อเองนะครับ ตัวย่อคือ HELP ครับ H A I L ไปกันทีละตัวเลยครับ
H แรกก็คือ Honesty ครับ Honesty ก็คือซื่อสัตย์ พูดความจริง ตรงไปตรงมา คนชอบจริงมั้ยครับ
ต่อมาคือตัว A ครับ ก็คือ Authenticity ก็คือ เป็นตัวของตัวเอง เป็นธรรมชาติ ไม่เสแสร้ง ครับ
ต่อมาคือตัว I หรือว่า Integrity ครับ เป็นคนดี มีคุณธรรม รักษาคำพูด ถ้าคุณพูดแบบนี้นะครับ ไม่โกหก คนจะอยากฟังคุณครับ แล้วคนก็จะนับถือคุณด้วยครับ
สุดท้ายคือตัว L ครับ ให้ทายว่าย่อมาจากอะไร L ย่อมาจาก Love ครับ พูดด้วยความรัก ความเมตตา และความห่วงใย ถ้าคุณมี 4 ข้อนะ ลองทวนดูนะครับ H คือ Honesty ใช่่มั้ย คุณซื่อสัตย์ พูดความจริง ตรงไปตรงมา 2 Authenticity ด้วยก็คือคุณพูดอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอย่างเนื้อแท้ ไม่เสแสร้ง ข้อ 3 ด้วยมี Integrity ด้วย มีคุณธรรม รักษาคำพูดด้วย เป็นคนดี และ 4 คือพูดด้วยมีความเมตตา คือมี Love มีความรัก ลองดูว่าคนที่พูดได้ครบทั้ง 4 อย่างเป็นไงครับ น่าฟังจริงๆ มั้ย และแน่นอน ถ้าเป็นคนพูดที่ดี ก็จะมีคนที่ฟังเขามากมายครับ
ทีนี้พอคุณ Julian เนี่ย เขาบอกว่า การที่พูดดีเนี่ย มีแค่ 4 ข้อนี่เองนะ ผมก็มาดูครับว่า เอ๊ะ ใครบ้างนะ ที่พอจะเป็นตัวอย่างให้กับพวกเราได้นะครับ ผมว่าคนที่มีครบ 4 ข้อเลย หลักๆ ผมคิดได้ 2 คน ตอนนี้น่าเร็วๆ นะครับ
1 ก็คือ Barack Obama ครับ ย้อนไปประมาณสักปี 2007 2008 เนี่ย ที่อเมริกาเนี่ย ยังไม่รู้จักเลยนะ Barack Obama เป็นใคร ตอนที่มีคนได้รู้จักแรกๆ ก็มีแต่คนล้อชื่อเขา เพราะว่าชื่อเขามันไม่ใกล้เคียงกับ Osama Bin Laden ใช่มั้ย จากนั้นเขาก็เริ่มได้มีโอกาสกล่าวสุนทรพจน์ ด้วยความที่เขาเป็นคนที่สื่อสารตรง 4 ข้อเลย มีทั้ง H มี A มี I มี L นะ เขาก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วมาก จนในที่สุดเขาก็ได้กลายเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต เพื่อไปท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แล้วเขาก็ได้เป็นประธานาธิบดีถึง 2 สมัยด้วยกันนะครับ นี่กำลังพูดถึงการสื่อสารของเขานะครับ ส่วนนโยบาย หรือว่าการทำหน้าที่ในสภาของเขา หรือว่าการเป็นนักการเมืองของเขา คดีไม่ดี อันนั้นอันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง
อีกคนนึง ที่มีครบทั้ง 4 ข้อเลยนะ ทั้ง H A I L ก็คือ Oprah Winfrey ครับ Oprah Winfrey เนี่ย ในอดีตและปัจจุบันนะ ก็ยังคงเป็นนะครับ พิธีกรอันดับหนึ่งของอเมริกาครับ เริ่มต้นจากเดิมเป็นแค่ผู้ประกาศข่าวภาคสนาม แล้วก็มาอ่านข่าวโต๊ะ แล้วก็จนได้มีรายการทีวีของตัวเองเล็กๆ จากนั้นก็ใหญ่โตขึ้น ใหญ่โตขึ้น คนเริ่มดูกับทั้งประเทศเลย แล้วก็ดังเป็น Oprah Winfrey ผมว่าหลักๆ ก็เป็นเพราะว่าเธอมี 4 อย่างนี้นะครับ ก็คือมีทั้ง Honesty Authenticity Integrity แล้วก็มี Love ครับ เวลาคุณฟัง Oprah Winfrey เนี่ย คุณจะสัมผัสได้เลยว่าเธอเป็นคนเหมือนใจดี ใจเย็น เต็มไปด้วยความรัก โอ้โห มีเมตตา นะครับ ผมว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เวลาคนมาออกรายการเธอ ก็เลยพูดแล้วก็เปิดใจมากเป็นพิเศษ เพราะว่าเธอเป็นนักฟังที่ดี แล้วก็เหมือนมีเมตตา ผมว่านะ และนี่เป็นอีกสิ่งนึงเลยที่ผมคิดว่าว่าทำให้ Oprah Winfrey นั้นเป็นพิธีกรแถวหน้าของโลกครับ
และนี่คือ The Growth Lab ในวันนี้นะครับ ถ้าคุณชอบเนื้อหาแบบนี้ รู้สึกว่าเฮ้ยมันมีประโยชน์จังเลย แนะนำว่ากดไลค์ให้เราได้นะครับ กด Super Thanks ให้ทีมงานได้นะครับ และสามารถแชร์คลิปนี้ได้ครับ ถ้าคุณเห็นว่ามีประโยชน์นะครับ ที่สำคัญถ้าคุณอยากจะเติบโตขึ้น เก่งขึ้นตลอดเวลา แนะนำว่ากด Subscribe และกดกระดิ่งไว้เลยครับ จะได้ไม่พลาด Growth Lab แม้แต่ EP เดียว แล้วไว้เจอกันใหม่ EP หน้าครับทุกคน Take care สวัสดี ครับ
y [เพลง]