Transcription
โอเค หวัดดีครับ ก็วันนี้อยู่กับพูดมาพcสนะ ครับ อาจจะไม่ได้เห็นพานุมานาน ไม่ได้ ไม่ได้เข้าพcสมาหลายตอนะ วันนี้เราอยู่กับคุณเจนตนะครับ จากมูลนิธิ KFC ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดกันเรื่อง เอ่อ สถานการณ์นักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ทีนี้ทำไมเราถึงพูดมาพูดเรื่องนี้กับมูลนิธิ KFC นะครับ เดี๋ยวฟังไปเดี๋ยวเราจะรู้เอง [เสียงหัวเราะ]
เอ่อ ก็อาจจะให้คุณเจนตเนี่ยแนะนำตัวนิดนึงครับ
ได้ค่ะ ก็สวัสดีค่ะ ก็แจนนะคะ จากมูลนิธิ KFC นะคะ ก็จริงๆ เรียกว่าลูกรักผู้พันนะคะ จะมาเล่าเรื่องกันนะคะว่า ทำไมวันนี้ KFC เนาะ ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ที่ขายทอดนะคะ แต่ว่าเราจะมาช่วยเหลือเรื่องของการศึกษาด้วย
ครับ คือจริงๆ เนี่ย พูดตามตรง ผมเองก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่า KFC มีทำมากกว่านั้น เพราะว่าจริงๆ ข้างๆ ศัตรูก็มี KFC อยู่เหมือนกันครับ ไปกินบ่อย
โอเคครับ ก็อาจจะเริ่มจากสิ่งที่ อ่า KFC ทำก่อนนะครับ ที่ที่เป็นมูลนิธิครับ
ค่ะ ก็ อ่า จริงๆ อาจจะไม่มีไม่ค่อยมีคนรู้เนาะ แต่ว่าจริงๆ แล้ว KFC เนี่ย [เสียงกระแอม] มีมูลนิธิ KFC อยู่นะคะ จริงๆ เราจัดตั้งมาประมาณ 5 ปีละ แล้วเราก็ตั้งใจที่จะเหมือนกับสืบต่อ เอ่อ สาร เอ่อ Vision ของผู้พันแซนเดอร์นะคะ ก็จริงๆ ผู้พันแซนเดอร์เนี่ย เขาเป็นคนนึงที่เขาโหสนใจมากเรื่องของความแบบ เค้าเรียกว่า เอ่อ ความเท่าเทียม คืออันนี้คือเป็นหัวใจหลักมากของผู้พันเองนะคะ แล้วก็จริงๆ แล้วแบรนด์ของเราเนี่ย เอ่อ แต่ละ เอ่อ ที่เนาะ ทั่วโลกจริงๆ มีการช่วยเหลือที่แตกต่างกันไป ซึ่งในประเทศไทยเนาะ ก็เราก็จะมีเรื่องของความสำคัญมากคือเรื่องของการศึกษา มันก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงได้มาเจาะเรื่องของการศึกษา คือจริงๆ อาจจะไม่มีคนรู้ ผู้พันแซนเดอร์เนี่ย คือเขาเป็นคนนึงที่เราเรียกว่าเป็นเด็กดรอปเอาท์ หรือเด็กที่หลุดออกจากการศึกษา คือเขาไม่ได้ไปเรียนตั้งแต่อายุ 14
อ๋อ
เพราะว่าจริงๆ แล้วเขาก็มี struggle อยู่เนาะ จริงๆ ในชีวิตอะไรอย่างเงี้ย คือถ้าเกิดเราได้ยินกันกว่าเขาจะ success นี่ คือ 60 แต่จริงๆ กว่าจะถึงเขาจุด success 60 เนี่ย โอ้โห เรื่องราวเขามันมาก ก็คือมีเรื่องราวผ่านไปเยอะมาก ซึ่งอันนึงตั้งแต่จุดเริ่มต้นคือเขาไม่ได้ไปเรียนต่อตั้งแต่อายุ 14 แล้วเขาก็ต้องไปทำงานหาเงิน [เสียงกระแอม] ตัวเองแล้วก็ครอบครัวอะไรอย่างเงี้ย กว่าเขาจะ success เนี่ย คือเขา โอ้โห น่าจะมีนำบัตรอยู่ประมาณ 100 กว่าใบ อ่ะ เป็นตั้งแต่แบบ ไปเป็นตั้งแต่คนอะไรนะ เอ่อ ซ่อมทางรถไฟ เป็นนักกฎหมาย ไปเป็นเซลส์แมน เอ่อ ไปจนถึงว่าเขาเหมือนกับสุดท้ายกลับมาจุดเบสของเขาเองว่าที่บ้านเขามีสูตรไก่ทอดที่อร่อย แล้วก็ เอ่อ แล้วเขาก็เลยได้ทดลองพัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงเขาได้แบบ มีสูตรเด็ด แล้วก็เขาก็ได้เริ่มต้นในอายุ 60
ซึ่งอันนี้แหละ มันก็เลยเป็นที่มาว่าโห จนถึงกว่าเขาจะ success เนี่ย คือเขาเลยเชื่อว่าโอกาสอ่ะ มันคือสิ่งที่สำคัญ แล้วก็เขาก็เลยตั้งใจว่าวันที่เขา success เนี่ย โห เขาจะต้องแบบช่วยเหลือคนอื่น
ให้เขา success ด้วยเหมือนกัน อันนั้นก็เลยเป็นเหมือน เค้าเรียกว่าปณิธาน เป็นความตั้งใจของเขาในการที่ว่า เอ่อ พอเขาทำแบรนด์ขึ้นมาเป็น KFC เนี่ย เขาก็เลยตั้งใจที่จะสร้างโอกาสให้คนอื่นๆ ด้วย
คือ นอกจากจะทำธุรกิจของเขาแล้วเนี่ย คือมันก็จะมี
อ๋อ
เป้าหมายอีกอันนึงที่ประกอบกันไปด้วย ก็คือเหมือนแบบตามชีวิตเขา [เสียงหัวเราะ] ก็คือเขาอยากให้ทุกคนได้มีโอกาส
ใช่ เพราะว่าในจุดเริ่มต้น ถ้าเกิด เอิ่ม ตอนที่ KFC เริ่มต้นน่ะ คือด้วยความไก่ทอดนะ มันคือเราเรียกว่าเป็น comfort food แล้วกัน เป็นอาหารทุกคนทานได้ แล้วก็เราตั้งใจว่าไก่ทอดเย มันไม่ใช่แค่ว่า อุ๊ย ขายไก่ทอด แต่ว่าเขาตั้งใจว่าอยากที่จะสร้าง อ่า คุณค่าอาหารที่ดี คุณภาพอาหารที่ดีขึ้นมา แล้วก็เขาเป็นคนแรกนะที่คิดแบบ เอ่อ เค้าเรียกว่าเป็น bucket แล้วก็เป็น value เหมือนกับ value เราเรียกกันนะ ก็คือเหมือนกับเป็นอาหารที่เขาถึง ราคาเอื้อมถึงง่าย คุณภาพดี ราคาเอื้อมถึงง่าย อันนั้นมันก็เป็นจริงๆ เป็นจุดเริ่มต้นตั้งแต่นั้นมาว่าการที่เขาตั้งแบรนด์ไม่ใช่แค่จะขายทำธุรกิจ แต่ว่าเขาตั้งใจว่าอยากที่จะให้ลูกค้าได้ทานอาหารที่ดี แล้วก็ราคาที่ accessible อ่ะ ราคาเอื้อมถึง เออ อันนั้นก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นขึ้นมา
อ๋อ ผมเพิ่งรู้นะว่าแบบ คือคอนเซปต์ของ bucket เลยใช่มั้ย
อ๋อ เพราะว่าเมื่อก่อนเค้าจะขายกันชิ้นๆ [เสียงหัวเราะ]
แต่ว่าอันนี้ขายมาเป็นแบบ เอิ่ม ทั้งครอบครัวได้เลยอะไรอย่างเงี้ย
ใช่ เขาก็เลยตั้งใจว่า นอกจาก เอ่อ เขาทำอาหารที่ดีแล้วเนี่ย เขาก็เอาอาหารที่เขาเอื้อมถึงได้ด้วย แล้วก็มีอันนึงที่ถ้าเกิด คือเขาบอกว่า everyone has a seat at my table ก็คือแปลว่าทุกคนเนี่ย สามารถที่จะมานั่งทานร่วมกันได้ จะเป็น truck driver จะเป็นคนขับรถบรรทุก หรือจะเป็นมหาเศรษฐี คือด้วยถ้าเกิดมี bucket ไก่ทอดอยู่ตรงเนี้ย ทุกคนสามารถที่จะมา enjoy ได้ มันก็คือแสดงถึงความที่เขาต้องการที่จะให้ทุกคนมี ความเท่าเทียมกัน แล้วก็สามารถที่จะ access ของที่มันเหมือนกันได้
อืม
อืม
ครับ
เหมือนผมอ่านคีย์เวิร์ดมาก่อนหน้านี้มันจะมีเรื่องของไอ้คอนเซปต์ของเขาที่บอกว่า ทุกศักยภาพต้องสูญเปล่าเลยใช่มั้ยครับ
ซึ่งเมื่อกี้ฟังเรื่องของเขาก็ดูเหมือน
จะสอดคล้องกับเรื่องนี้เลย คือ
ใช่ คืออย่างที่เล่าเนาะ คือ KFC มีอยู่ทั่วโลก แต่ว่า เอ่อ เราก็จะมีการช่วยเหลือที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ คือบางประเทศอย่างเงี้ยเขาสนใจด้านเรื่องของ ถ้าเกิดปัญหาประเทศบางอย่างบางเช่น ถ้าเกิดแถว East หน่อยจะเป็นเรื่องของอาจจะเป็นเรื่องเฟมินิสต์ เรื่องของความพลังหญิง หรือว่าถ้าเกิดจะไปทางประเทศที่เป็นแคนาดาก็จะเป็นพวก immigrant คือแต่ละประเทศก็จะมีช่วยเหลือแตกกันไป แต่ว่าพอมาถึงประเทศไทยอ่ะ เราก็เลยต้องมาดูว่า เอ่อ ความเท่าเทียมอะไรที่เราคิดว่ามันสำคัญ แล้วมันคือรากฐานของประเทศเรา ถึงได้เจาะลงไปเรื่องของการศึกษา มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ว่า เอ่อ เราอ่ะก็เลยสนใจด้านการศึกษา แล้วคิดว่าอันเนี้ย มันคือสิ่งนึงที่เราสามารถที่จะเข้าไปช่วยเหลือได้ มันก็เลยมีที่มาถึงว่า เออ ทุกศักยภาพต้องไม่สูญเปล่า คือเราเชื่อว่าทุกคน เอ่อ มีศักยภาพ แต่ว่ามันถูกทอดทิ้งไประหว่างทาง มันก็จะเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงได้มาเจาะเรื่องนี้
อืม โอเคฮะ ทีนี้ผมอยากจะถามต่อว่า concept ของ KFC Bucket Search คืออะไรครับ
อืม โห ต้องเล่ายาว คือ เอ่อ คืออันเนี้ย จริงๆ โปรเจกต์เนี้ย เราเรียกว่าเป็นโปรเจกต์เลย คือเราตั้งใจทำมาอยู่ประมาณสัก 3 ปีกว่าละ คือมันเริ่มต้นตั้งแต่จุดที่เป็นช่วงเรื่องของโควิด
คือโควิดเราก็เห็นได้ว่าโอ้โหแบบ มันมีอันนึงที่น่าสนใจมากคือ
เด็กที่ไม่ได้ไปเรียนหนังสือต่อเยอะมาก คือเป็นล้านคน เอาจริงๆ เรามันจุดเริ่มต้นที่ว่าเราเห็นจาก เอาจริงๆ ข้างในร้านเราเองด้วยซ้ำว่าเราก็เริ่มเห็นว่าน้องๆ [เสียงกระแอม] หลายคนคือไม่ได้มีโอกาสที่ได้ไปเรียนต่อ เพราะว่าเขาต้องมาทำงาน เพราะว่า เอ่อ มันก็เลยเป็นประกายที่ว่า อ๋อ เฮ้ย มันขนาดแค่เราเห็นในเอเรียของเราเอง อ่ะ เรายังเห็นเลย เราก็เลยไปเจาะดูต่อว่า โหมันมีเป็นล้านคนน่ะที่แบบ [เสียงสูดหายใจ]
ไม่ได้ไปเรียนต่อ ซึ่งอันนี้มันคืออันนึง ที่ถ้าเกิดนึกภาพง่ายๆ ถ้าเกิดร้านอาจจะนึกไม่ออกเนาะ ถ้าเกิดนึกภาพแบบเรามีเพื่อนอยู่ในกลุ่ม 5 คน
อือ
เพื่อนคนนึงอ่ะหายไปอ่ะ คือมัน เฮ้ย มัน [เสียงหัวเราะ] มันเยอะมากใน
เออ 1 ใน 5 คือมันเยอะมาก เพราะงั้นมันก็เลยเป็นอะไรที่คิดว่าเราควร เราสามารถ ถ้าเกิดเราช่วยอะไรได้ อยากที่จะเข้าไปช่วย ซึ่งอันนั้นล่ะค่ะ คือเป็นจุดเริ่มต้นที่ว่าเราค้นพบได้ว่า เอ่อ เด็กเป็นล้านคนที่หลุดออกไป แล้วก็โดยส่วนใหญ่ อย่างที่เล่าเนาะ คือปัญหาที่เด็กที่หลุดออกไปอ่ะ เป็นเพราะว่า 1 คือเรื่องของ เอ่อ ฐานะเนาะ ความยาก เรื่องของสภาพครอบครัว แล้วก็สภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าเด็ก คือไม่ใช่เด็กเป็นเด็กดื้อที่แบบเหนื่อยหนังสือ มันไม่ใช่ แต่จริงๆ มีสภาพแวดล้อมอื่นๆ ที่ทำให้น้องต้องเลือก แล้วก็อีกอันนึงคือ ถ้าเกิดเราทราบกัน คือเราจะมีการซัพพอร์ตกัน รัฐบาลซัพพอร์ตถึงแค่ม. 3
ครับ
เพราะฉะนั้น เราเห็นเรทแล้วแหละว่าหลังจากที่จบม. 3 ไปแล้ว 4, 5, 6 ม.ปลาย เนี่ย เด็กหลุดออกไปเกินครึ่ง ใช่ เกินครึ่ง คือเด็กที่กลุ่มเนี้ยที่หายไป คือมันเกินครึ่ง แล้วก็พอเราจบแค่ม. 3 อ่ะ สิ่งที่ออกไปทำได้ มันก็จะเป็นอะไรที่อาจจะเป็นแรงงานที่ ไม่
จำกัดนิดนึง
จำกัดด้วย แล้วก็ไม่ effective สุดท้ายบางทีมันคือวัฏจักรที่เหมือนเขาไม่สามารถที่จะดูแลทั้งตัวเองและครอบครัวในอนาคตได้ มันจะเป็นอะไรที่ short term มาก เพราะฉะนั้น มันก็เลยเป็นที่มาว่า Bucket Search มันคือไปเสิร์ชหาน้องๆ ที่หลุดออกนอกระบบไป ซึ่งการที่หลุดออกนอกระบบ คือหมายถึงว่า แม้แต่ชื่อเขาอ่ะ จะไม่เจอนะในระบบอ่ะ คือหายไปเลยอ่ะ
เราก็เลยทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์องค์กรชื่อ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือย่อๆ คือ กสศ. เป็นหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับโรงเรียนระดับลงไปถึงชุมชน คุยกับคุณครู แล้วก็มาดูกันว่าน้องคนไหนหายไป เพราะฉะนั้น โครงการของเราเนี่ย เราตั้งใจที่จะไปเสิร์ชหาน้องๆ เลยที่เรียกว่าหลุดออกไป แล้วเพื่อตามเอากลับเข้ามา แล้วก็ระหว่างทางที่เราทำงานกันน่ะ คือบางคนอาจจะคิดว่า เอ้ย เรากลับมาเข้าสู่ระบบสิ
อือ
กลับไปเรียน 4, 5, 6 เหมือนเดิมสิ
อือ
แต่ เอ้ย พอเราทำงานไปสักพักนึง เราได้สัมภาษณ์เด็ก ได้คุยกับเด็กอ่ะ
ระบบไม่ใช่คำตอบของเด็กทุกคน
อืม อืม
เออ คือปัจจุบันมันก็เลยมีที่มาที่เรียกว่า การศึกษาที่ยืดหยุ่น
คือเราทำการศึกษายังไงให้มันยืดหยุ่นพอ ให้กับเด็กสามารถที่จะ
เอ่อ มีทักษะติดตัวและดูแลตัวเองได้
เพราะฉะนั้น เด็กที่เราช่วย เราไปตามหามา แล้วเราก็เรียกว่าเราน้องๆ กลับเข้ามาสู่สังคม คือกลับมาให้เขาได้สามารถที่จะค้นหาตัวเองอีกรอบนึง ตามฝันอีกครั้งนึง ที่อาจจะไม่จำเป็นที่ต้องเป็นแค่คำว่ากลับเข้าสู่ระบบเท่านั้น แต่ว่าเรามา [เสียงกระแอม] ตั้งใจเพื่อ build เรื่องของทักษะ ศักยภาพที่เขาหายไป อันนี้มันก็เลยเป็นที่มาว่า Bucket Search คือเราไปเสิร์ชตามหาน้องๆ ที่หล่นหายไประหว่างทาง แล้วกลับเข้ามา แล้วก็ดึงศักยภาพเขากลับคืนเข้ามา
ครับ โอเค ทีนี้พอไปเสิร์ชมาแล้วเจอน้องๆ แล้ว
อ๋อ
สิ่งที่ไปค้นพบหน้างานคือยังไงบ้างครับ แบบในสภาวะจริงมันเป็นยังไง คือแบบสำหรับคนที่อาจจะแบบไม่คุ้นเคยกับการหลุดออกนอกระบบการศึกษาเนี่ย เราอาจจะไม่เห็นภาพเนี่ย เอ่อ คิดคิดว่ามันเกิดอะไร เอ่อ ไปเจออะไรมาบ้างครับ
อืม คือถ้าเกิดขยายความเด็กที่หลุดออกไปเนาะ ก็คือหลุด คือหมายถึงว่าเขาต้องเลือก ระหว่างจะเรียนหนังสือหรือทำงาน เพราะฉะนั้นแล้วร้อยละแล้วก็คือต้องหลุดออกไป เพื่อ
อ่า เค้าเรียกว่า ต้องไปทำงานเพื่อดูแล เลี้ยงครอบครัว
คือมันต้องทำแล้วอ่ะ คือมันไม่ใช่ว่าแบบ ว่า เออ เรียนให้จบก่อนแล้วค่อยทำ มันมันต้องทำเลย
ใช่ ไม่งั้นไม่มีไม่มีจะกินอ่ะ ไม่ไม่มีจะอยู่ไม่รอด ใช่ เพราะฉะนั้นคือมันก็เลยเป็นทางเลือกที่เขาต้องไปเลือก เพราะฉะนั้นคือเราถึงพูดว่าเอาจริงๆ คอนเซปต์ของ ไม่ใช่คอนเซปต์หมายถึงว่า mindset ของเด็กที่หลุดอ่ะ ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นเด็กดื้ออ่ะ แต่เขาเป็นเด็กที่เก่งมากนะ
คือคิดดูดิ คือเขาสามารถที่จะแบบ อายุเท่าเท่าไหร่เอง 15 ใช่ไหม ม.ม. อย่างเงี้ย ต้องออกไปดูแลเลี้ยงครอบครัว ต้องหาเงินอะไรอย่างเงี้ย เพราะฉะนั้นคือเราเชื่อว่าเด็กพวกเนี้ย น้องๆ กลุ่มเนี้ย มีศักยภาพมาก
เออ คือแล้วพอเรายิ่งไปทำงานลงพื้นที่เข้าไปอ่ะ คือเราเห็นเลยว่าโห เด็กแต่ละคนมีสกิลเซต คือมันไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เรื่องแบบ academic ไม่ได้เป็นแค่เรื่องแบบ โห วิชาการ แต่จริงๆ เด็กเราเจอเด็กกลุ่มที่ โห ตัดผมเก่งมากเลย
เฮ้ย เป็นอาร์ติสต์ วาดรูป สามารถ เอาจริงๆ เป็นช่างศิลป์ อย่างเงี้ย เอาจริงๆ คือเป็นอาร์ติสต์ คืออาชีพอันนึงที่ก็คือเจ๋งเหมือนกัน คือ หรือว่าบางคนเป็น เอ่อ เอ่อ น้องๆ ที่มีคอ่าความสามารถ การแสดง เรื่องของการร้องเพลงอย่างเงี้ย คือจริงๆ แล้วอาชีพมันมีหลากหลายมากที่เราพอไปลงพื้นที่เราก็เลย อย่างที่ว่า เราก็เลยคิดว่าเราตั้งใจที่จะเป็นการช่วยเหลือในแง่ของการดึงศักยภาพเขาคืนมา คือเราตั้งใจ build ทักษะให้กับน้องๆ กลุ่มนี้กลับเข้ามาที่มันเหมาะกับชีวิตของเขา คือเพราะว่าความตั้งใจของโปรเจกต์นี้ คือเราไม่ได้อยากจะ โห เป็นแค่อ้า ให้เงินทุนจบ ซึ่งมันไม่ยั่งยืนอ่ะ คือเราทำยังไงที่เงินทุนของเรามันคือเชื้อเพลิงอย่างนึง ที่ทำให้เด็กสามารถที่จะไป build ทักษะตัวเองได้ แล้วก็มันยั่งยืนกว่ากับการที่ว่า เราต้องพลอยให้เงินทุนเขาจนจบ แต่ว่าเราเหมือนติดอาวุธให้กับเด็กๆ คนนึง แล้วก็เขาสามารถที่จะดูแลตัวเองได้ในอนาคต แล้วก็ครอบครัวด้วย เพราะฉะนั้น คือมันก็เลยเป็นที่มาเราสามารถที่จะเหมือนกับ อ่า ช่วยเหลือได้มากยิ่งขึ้น อืม
ครับ คือเหมือนแบบ คอนเซปต์ของการศึกษาเนาะ ถ้าเกิดแบบที่เราโตกันมามันก็จะเน้นเรื่อง academic เป็นหลักนะครับ โอ้โห ต้องสอบได้เกรดเท่าไหร่เท่าไหร่เท่าไหร่ เหมือนไป [เสียงกระแอม] สอบทุนอะไรอย่างเงี้ยครับ ซึ่งจริงๆ แล้วอย่างที่คุณเจนตบอกครับ คือทักษะมันเยอะเนาะ คือจริงๆ เนี่ย อย่างที่ผมทำกันอยู่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง [เสียงหัวเราะ] แบบว่าต้องเรียนชีวะเก่งหรืออะไรขนาดนั้น แต่ว่าสุดท้ายมันก็สามารถสร้างรายได้ได้ แล้วก็เป็นงานได้ ซึ่งคอนเซปต์ก็คงเหมือนกันก็คือว่า
จริงๆ ตัดผมหรืออะไรอย่างงี้จริงๆ ก็เป็น แบบงานที่สำคัญมากใช่มั้ยฮะ อืม อืม ใช่ๆ ก็คืออันนั้นมันคือสิ่งที่เราค้นพบเลยว่ามันก็ เลยแบบ พอเราตอนแรก อุ้ย เราก็คิด เราจะเอาเด็กเข้ากลับเข้าสู่โรงเรียน แต่มันไม่ใช่ อย่างที่ว่า คือถึงแม้แล้วเราจะเอาเข้ากลับเข้าไป เงินเรื่องของการที่ว่าต้องเดินทาง ซื้ออุปกรณ์ ชุด โอ้ มันมีอีกมากมาย สุดท้ายมันก็เลยเป็นอะไรที่คิดว่ามันอาจจะ เอ่อ ไม่ได้สามารถที่จะช่วยอย่างยั่งยืนที่สุด มันก็เลยเป็นที่มาว่าพอเราทำโครงการ Bucket Search เนี่ย เราก็เลยให้ออปชันกับน้องๆ เพราะว่าเราอยากที่จะให้เด็กเป็นตัวตั้งต้น คือทุกอย่างคือเราเอาน้องๆ เป็นตัวตั้งต้น เพราะฉะนั้น ออปชันที่เราช่วยเหลือจาก เอ่อ จากที่เราเงินทิที่เราช่วยอ่ะ มันจะมี 2 แบบ
อืม
อันนึงที่เราเรียกว่าเป็น work and study ก็คือทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย มันก็คือแปลว่าสามารถที่จะเรียนด้วย แล้วก็ทำงานไปด้วย ระหว่างทางเดียวกัน อันนี้เป็น 1 แบบ
อีกแบบนึงคือไปเลย สุดท้ายคือวิชาชีพ ก็คืออย่างที่เมื่อกี้เล่าก็คือว่าเด็กบางคน เขา เอ่อ สนใจ ณ ด้านเรื่องของ อ่ะ สมมุติตัดผม หรือว่าเป็นช่างไฟฟ้าอะไรอย่างเงี้ย คือเราก็จะช่วยเขาในทางที่เป็นวิชาชีพ
2 ทางมันก็คือจะสามารถจะตอบโจทย์ได้ใน ว่าเขาไม่ต้องเลือกแล้วอ่ะ ระหว่างที่จะต้องเรียนหรือทำงาน คือเขาสามารถที่จะ combine ทั้ง 2 อย่างอ่ะ แล้วก็สามารถที่จะดูแลตัวเองได้อยู่ด้วย แล้วก็มีสกิลติดตัวด้วย
ครับ แต่อันนี้ผมชอบที่เหมือนให้ตัวเด็กเป็นคนเลือกเองว่าเขาชอบอะไร
นะ เพราะว่า คือจริงๆ ถ้าเกิดย้อนกลับไปสมัยผมเป็นเด็กี้ บางทีก็แบบ ก็ไม่รู้หรอกตัว เอง คือหมายถึงว่าของที่เราชอบ เราก็อาจจะไม่ได้ทำ เพราะมันมีแบบ เรื่องนู้นเรื่องนี้มากมาย แบบ เออ ต้องเรียน ต้องสอบให้ได้ หรืออะไรอย่างงี้
แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเลือกได้ เราอาจจะไปทำอย่างอื่นก็ได้
ซึ่งมันก็อาจจะเป็นของที่ คือผมว่าข้อ 1 คืออย่างที่บอก มันก็อาจจะหาเงินหางานได้เนาะ แต่ว่าคือแต่ข้อ 2 คือถ้าเกิดเขาชอบอ่ะ มันก็ดีกว่าทำงานที่ชอบ มันดีกว่าทำงานที่แบบ เหมือนโดนบังคับมาทำอยู่แล้ว
ใช่ ก็คิดว่า คืออย่างน้อย คือเขามีทักษะสักอย่างตัว แต่บางทีทักษะบางอย่างเงี้ย สมมุติเป็นคน อ่า สามารถพูดได้ สื่อสารได้ดี อย่างเงี้ย จริงๆ อาจจะไม่ใช่แค่อาชีพนี้ อาชีพเดียว มันก็อาจจะผันไปเป็นอาชีพอื่นๆ ได้อีกเลย ถึงแม้ว่าน้องลองทำเป็นช่างตัดผม สุดท้ายน้องก็ต้องรู้ว่าเก็บเงินยังไง คิดเงินยังไง สุดท้ายบางทีคือเขาก็สามารถที่จะเอาสกิลนั้นไปทำอย่างอื่นได้อีก บางที เอ่อ การที่เขาได้รู้ตัวเอง ณวันนี้ก็ดีเลย แต่ว่า เอ่อ อย่างน้อยที่สุดที่ดีที่สุด คือเขาสามารถมีทักษะอะไรบางอย่างเพื่อ สามารถไปต่อยอดในอนาคตได้ อืม คืออันนั้นมันก็จะ practical มากยิ่งขึ้นในชีวิตของเด็กอะไรเงี้ยค่ะ ซึ่ง เอ่อ เด็กกลุ่มที่เราช่วย ยังไม่ได้เล่าเนาะ คือกลุ่มที่เราช่วยเนี่ย คืออย่างที่เล่า คือเราทำมาแล้วประมาณ 3 ปีเนาะ กลุ่มแรกเราก็พลอย 100 กว่าคน
เออ แล้วก็ปีที่ 2 ก็ อ่า 400 คน แต่ล่าสุด ก็ 1,000 คน ก็จะขยายขึ้นเรื่อยๆ คือขยายเร็วเหมือนกันนะครับเนี่ย
ใช่ อันนี้คือทั่วประเทศเลยใช่มั้ยเอ้ย ทั่วประเทศเลยค่ะ แต่ว่าสิ่งที่เราเจาะเลย คือเป็นเรื่องของเป็นกลุ่มเด็กแล้วกัน
กลุ่มเด็กกลุ่มแรกที่เราช่วย คือเป็นน้องๆ จาก อ่า สถานพินิจ
อืม
เออ อันนี้เป็นน้องๆ เป็นกลุ่มนึงที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป เอ่อ ซึ่งอันเนี้ เราคิดว่าเขามี potential เขาสามารถมีสกิลเซตที่ดีๆ หลายๆคนอะไรอย่างเงี้ย เพียงแต่ว่า เอ่อ เราต้องปลูกฝังอะไรที่ เอ่อ เหมือนกับให้ชี้แนวทางแนะแนวให้กับเขาได้มากยิ่งขึ้น อีกกลุ่มนึงที่เราช่วยแล้วเป็นเด็กเปราะบาง เด็กเปราะบาง ก็คือเป็นเด็กที่ ถ้าพูดง่ายๆ คือเป็นเด็กที่ อ่า มีปัญหาทางด้านการเงิน แต่ว่าไม่มีฝันนะ แบบไม่มีปัญหาทางด้านการเงิน อีกกลุ่มนึงไปเรียกว่าเป็นคุณพ่อคุณแม่วัยใส
อ๋อ
เออ อันนี้ก็จะมีกลุ่มนึงที่คนก็ เอ่อ หมายถึงบางทีเขาอาจจะพลาดอะไรไป แต่ว่า เอ่อ จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้แปลว่าทั้งชีวิตเขา ต้องต้องจบ มันไม่ใช่อะไรอย่างเงี้ย ซึ่ง การที่เราที่เราช่วยไปเป็น อ่า 400 คน 1,000 คนอะไรอย่างเงี้ย เราตั้งใจช่วยเป็นประเภทกลุ่มน้องๆ เพราะว่าในแต่ละ ถ้าเกิดได้ยินเนี่ย 3 กลุ่มเนี้ย เอาจริงๆ ปัญหาแต่ละคนก็แตกต่างกัน นี้หมายถึงว่าความต้องการ หรือว่าความ เอ่อ ถนัดในของเขาเองก็จะแตกต่างกัน ยกตัวอย่างพ่อแม่วัยใสอย่างเงี้ย คือถ้าเกิดเราบอกเขาว่า เอ้ย ไปกลับไป work and study บางทีมันก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ เขา เพราะเขาก็ต้องดูแลน้องดูแลลูกเขาอะไรอย่างเงี้ย คือจริงๆ แล้วการที่เขาเป็นวิชาชีพเลย ปลูกฝังวิชาชีพเขาสามารถที่จะทำในระหว่างทางเดียวกัน อาจจะเป็นทางออก อืม คือมันก็เลยเป็นที่มาว่า เอ่อ มันไม่ได้เป็นแค่ว่าเราทั่วประเทศมั้ย แต่ว่าเราเจาะ เป็นเรื่องของการที่ว่าเป็นประเภทของน้องๆ ซึ่งมันบังเอิญว่ามัน cover เวอร์ทั่วประเทศอยู่พอดี
อืม ครับ คือก็เข้าใจได้เพราะว่าแต่ละประเภท เมื่อกี้ที่เล่ามาก็ดูมีความเสี่ยงกว่าคนอื่นน่ะ เพราะว่าใช่ มั้
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสมมุติว่าเราเผลอพลาด
อือ
เอ่อ มีลูกขึ้นมาเนี่ย คือบางทีมันก็ต้องทำงานเลยอ่ะ เพราะว่าเราก็ต้อง
อ๋อ
เลี้ยงลูกอ่ะ ใช่มั้ฮะ มันมันไม่มีทางเลือกแล้ว หรือ ถ้าสมมติว่าเราแบบ รายได้ต่ำจริงๆ ต้องช่วยครอบครัว มันก็ต้องทำอ่ะ มันไม่มีทางเลือก
ใช่
แล้ว อืม ผมรู้สึกว่าคนกลุ่มที่ที่บอกมา เมื่อกี้คือเขามักจะเป็นคนที่สังคมอาจจะ แบบ negative ใส่ระดับนึงใช่มั้ยครับ แล้วทีนี้ก็เลยแบบ
แต่จริงๆ มันไม่ใช่ข้ออ้างที่ทำไมเขาจะต้องแบบพลาดโอกาสทางชีวิตเขาไป เพียงพอเขาแบบทำผิดพลาด หรือว่าบางทีก็อาจจะไม่รู้ซ้ำว่าเขาทำผิด หรืออะไรอย่างงี้
อใช่ เพราะว่ามันมีเรื่องสภาพแวดล้อมมันมีหลายๆ อย่างที่เป็นแฟคเตอร์ คือ [เสียงกระแอม] อย่างที่บอกคือบางทีเราอาจจะไม่รู้ อาจจะพลาด หรือว่าบางทีเราก็อาจจะ ด้วยสภาพแวดล้อมมันอาจจะทำให้ต้องเกิดสิ่งนั้นขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราก็เลยตั้งใจช่วยกลุ่มนี้ เอ่อ กลุ่มนี้ก็เลยเป็นกลุ่มที่เราตั้งใจเจาะเลย แล้วก็จะเป็นน้องๆ อย่างที่ว่า คือเป็นกลุ่ม ม.ปลาย ก็คืออายุ 15 จนถึงประมาณ 24 ในระหว่างทางนั้นอะไรอย่างเงี้ย แล้วก็ อ่า น้องๆ อย่างที่เมื่อกี้ว่าเนาะ คือพอน้องเขาหลุดออกไปแล้วอ่ะ คือสิ่งที่เราทำอีกอย่างนึงก็คือว่า เอ่อ เราอ่ะ เอาน้องๆ เข้ามา เราเรียกว่าเป็นการ orientation workshop
อืม
คือเด็กกลุ่มเนี้ย คือนอกจากที่เราจะพยายามที่จะ build ทักษะเขาแล้วอ่ะ แต่ก่อนที่เขาจะกลับมา
ความมั่นใจ เรื่องของ mindset เรื่องของจิตใจก็สำคัญเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคือ เอ่อ สิ่งที่เราช่วยอ่ะ คือ อ่า เงินทุนเป็นแค่ตั้งต้นเนาะ แต่ว่าระหว่างหลังทาง คือเราก็พอเราได้น้องๆ เข้ามาเนี่ย เราก็จะพาน้องๆ มาร่วมกัน orientation หรือ workshop ด้วยกัน ก็คือเป็นการทำให้เขารู้ว่า เอ่อ มันมีคนอีกหลายๆ คนเนาะ ที่ซัพพอร์ตด้วยกัน เป็น community อ่ะ แล้วก็เราก็ได้ชวนคุณครู นักจิตวิทยาวัยรุ่นเข้ามาอะไรอย่างเงี้ย เพื่อทำยังไงให้ เอ่อ น้องๆ เขาสามารถ build ความมั่นใจกลับมา เพราะมันไม่ใช่แค่ว่าเรายื่นให้เขาว่า เอ้ย น้องกลับไปเอเรียนสิ ไปทำงานสิ แต่ว่าสภาพใจก็ต้องสำคัญเหมือนกันว่าเขาต้อง มั่นใจในตัวเอง ต้องมี confidence เขา ต้องรู้ว่าเราจะทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมยังไง อันเนี้ยเป็นอันนึงที่เราก็ น้องๆ ครูทุกคนที่เข้ามาอยู่ในโครงการน่ะ เราจะมีการเค้าเรียกว่าเป็นการทำ workshop ร่วมกัน แล้วเราก็มีทูตของ KFC เองด้วย เรียกว่า True ชื่อ Heartstru ที่ให้รู้ว่ารักตัวเองให้เป็น แล้วก็รักคนอื่นให้เป็นด้วย มันก็จะเป็นกิจกรรมสนุกๆ ที่ เอ่อ เราก็จะเอาเด็กจาก เอ่อ ทั่วประเทศเนาะ ก็คือแล้วมารวมมารวมตัวกัน แล้วก็มาทำกิจกรรมร่วมกัน ก่อนที่ว่าเขาก็จะไปเลือกทางออปชันอย่างที่ว่า Work and study หรือ วิชาชีพต่ออะไรอย่างเงี้ยค่ะ
เอ่อ ผม ผมรู้สึกว่าเรื่อง self-esteem หรือความมั่นใจในตัวเอง หรือการไม่ดูถูกตัวเองจริงๆ มันสำคัญมากครับ เพราะว่า
บางที โดยเฉพาะเวลาเราไปตกอยู่ในสภาวะที่ มันเปราะบางอ่ะ แล้วบางทีเราไปตกอยู่แบบนั้น ไม่ใช่เพราะความผิดของเราเอง แต่มันเป็นเพราะว่าสถานการณ์เนาะเรา หรือว่าการที่เราเลือกเกิดไม่ได้อะไรเงี้ย แต่ว่าผมเข้าใจว่าบางคนมันจะมีความแบบ blame ตัวเอง โทษตัวเองนิดนึง เพราะฉะนั้น ถ้าสมมุติเราไม่เรียกความมั่นใจกลับมาก่อนน่ะ แล้วเราแบบ เอาเลย
อืม
เลือกทางเลย ผมผมว่ามันอาจจะพังได้
คือเหมือนว่าแบบ ให้ คือถ้าเกิดให้แต่เงินอย่างเดียวก็อาจจะไม่เวิร์คก็ได้ใช่ ก็เลยคิดว่าเงินมันคือตั้งต้น เราพูดเลยคือมันไม่ได้เยอะคไม่สามารถดูแลใครได้ทั้งชีวิตอ่ะ เพราะฉะนั้นคือสิ่งที่สำคัญกว่า ทำยังไงให้เขาเปิดใจ แล้วก็พอเขาเปิดใจอ่ะ เขาก็จะรู้แล้วว่า เอ่อ เขาสนใจอะไร หรือว่าอย่างน้อยเขาก็รู้ออปชันตัวเองแล้วว่ามันมีนะ แล้วมันเหมาะกับเขา แล้วเขาก็สามารถทำได้ มีความมั่นใจว่า เอ้ย หนูทำสิ ทำได้ อะไรอย่างเงี้ย มันก็แล้วแล้วพอพอพอผ่านช่วงตรงนี้ไปที่เป็นช่วง build ความมั่นใจ แล้วยังไงต่อฮะ
อ๋อ ก็คือว่าเราก็จะมี หลังจากมี work เอ่อ ตรงนั้นแล้วก็คือก็จะเป็นทางเลือกแล้วว่า น้องๆ จะ เอ่อ เลือกทางเดินไหน ซึ่งเราก็จะมี อุ เรามีทีมงานเยอะมากไม่ใช่แค่ตรงนี้เนาะ ก็คือจะมีทั้งมูลนิธิ มีทั้ง กสศ. เรามีทั้งอันนึงชื่อมูลนิธิปัญญา เป็นศูนย์การเรียน เราก็จะมีคุณครูที่อยู่พื้นที่ หรือว่าแม้แต่คนดูแลในสถานพินิจเอง หรือว่าคนที่เป็น เอ่อ คนดูแลในแต่ละพื้นที่ เขาก็จะเข้ามา ร่วมกันกับเรา ซึ่งอันนี้เป็นเป็นอันนึง ที่มันเป็น community ที่พวก [เสียงกระแอม] ที่เขาชอบพูดกันน่ะว่าเด็กคนนึงต้องใช้ ทั้งหมู่บ้านในการช่วยเหลือจริงๆ อ่ะ เออ คืออันนั้นก็เลยเป็นอีกอันนึง พอพัฒนาใจแล้วทุกคนก็จะมาช่วยกันวิเคราะห์ แล้วก็ดูว่าทางเลือกไหนที่เหมาะกับเด็ก เอ่อ เพราะฉะนั้นคือ อย่างยกยกตัวอย่างเช่น เอ่อ ทหารพินิจอ่ะ เขาก็จะมี เอ่อ พี่ๆ เค้าเรียกว่า นักสังคมสงเคราะห์อยู่ตรงนั้น ซึ่งเขาก็จะช่วยเหมือนกันในการที่ว่า เอ่อ เด็กคนนี้ เอ่อ เหมาะมั้ย เลเวลถึงตรงไหนแล้วก็ อะไรที่เหมาะกับตัวน้องเขาก็จะมีคนช่วยใน การเค้าเรียกว่าติดตามแล้วก็ประเมินไป ด้วยกัน อืม เพราะฉะนั้นก็คือจะเป็นออปชันทางเลือก
ค่ะ แล้วผมอยากฟังเรื่องเกี่ยวกับแบบ success story หรือตัวละตัวอย่างบ้าง ว่าแบบ เอ่อ มีมีเรื่องไหนน่าประทับใจบ้างมั้ย หลังจากที่น้องบางคนผ่านโครงการมาอะไร
อันนี้ก็ 3 ปีแล้วอย่างที่บอกใช่มั้ยครับ
ใช่ๆ คืออันนึงที่ เอ่อ ยังไม่ได้เล่าก็คือว่า ระหว่างทางที่เราได้ทำโครงการมาประมาณ ปีกว่าๆ อย่างที่เราพูดกันว่า เอ่อ ทำยังไงให้การศึกษามันยืดหยุ่น
อันนี้คือยืดหยุ่นตอนนี้เป็นคอนเซปต์ที่ อย่างทอง กสศ. เองเขาก็พยายามจะผลักดันเนาะ มันแปลว่าเด็กทุกคนสามารถที่จะมีสิทธิ์ ที่จะเรียน
อ๋อ
อะไรก็ได้ที่เหมาะกับตัวเอง ด้วยสภาพแวดล้อมด้วยอะไรอย่างเงี้ย เราก็ได้ทำงานร่วมกัน แล้วเราก็ได้คุยกับเด็กเนาะ แล้วเด็กหลายคนพอเราอย่างที่ว่า เรา workshop เราคุยกัน น้องหลายคนมากอยากเป็น
อยากทำอาชีพตัวเอง เออ อยากทำเอง อะไรอย่างเงี้ย เราก็เลยคิดว่า เอ้ย จริงๆ แล้วอ่ะ เรามานั่งคุยกันข้างในเองว่า เอาจริงๆ เวลาทำงานเป็นร้าน น้องร้านใน KFC อ่ะ มันเสมือนเป็นธุรกิจส่วนตัวด้วยซ้ำ เพราะว่าเขาต้องดูแลทุกอย่าง เราก็เลยคุยกัน แล้วก็คิดว่า เออ แล้วทำไมเราไม่เอา เอ่อ การทำงานใน KFC มาเป็น เอ่อ เค้าเรียกว่าเป็น classroom เพื่อทำให้น้องสามารถ Work and Study ได้
อ๋อ เพราะมันเป็นการฝึกสกิลจริงๆ นะ
ใช่ เราก็เลยได้คุยกับทาง กสศ. แล้วก็ เอ่อ ชื่อศูนย์การเรียนปัญญา ที่ทำการร่วมกับ เอ่อ กระทรวงศึกษาเนาะ ก็คือเราก็เลยจดหลักสูตรอันนึงขึ้นมา ชื่อหลักสูตรทักษะอาชีพ และกลายเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งก็คือห้องเรียน KFC เราเรียกกันง่ายๆ ซึ่งอันนั้น มันคืออันนึงที่เราก็เลยคิดว่ามันคือเป็นการปลดล็อคอย่างนึง เราเป็นแบรนด์แรกๆ เนาะ ที่ทำเรื่องนี้ ที่ว่าเอาชั่วโมงการทำงาน เทิร์นเป็นหน่วยกิต ก็สามารถเรียนจบ ม.6 ได้เลย เพราะฉะนั้น น้อง 1 ปีเนี่ย สามารถทำงานในร้าน 1 ปีอ่ะ คือมันจะเป็นการคำนวณชั่วโมง จำนวนชั่วโมงเนาะ ข้างในการทำงาน ที่ร้าน KFC แล้วก็สามารถที่จะ อ่า เอาหน่วยกิตเนี้ย ไปจบมา 6 ได้ มันก็จะมีวิชาต่างๆ ในแต่ละ section อย่างที่ว่าก็คือพอถ้าเกิดทำงานในร้านจริงๆ คือ เอ่อ เราก็จะมีวิชาในแต่ละ เอ่อ เค้าเรียกว่าในแต่ละแผนก
คือเราก็จะมีเรียกว่า แผนก เอ่อ Front Middle Back ซึ่ง Back ก็คือเป็นเรื่องของ เอ่อ การทำงานหลังครัว เราก็จะว่า ปรมาจารย์ด้านการครัว ขึ้นมาทำงน เราก็ นั่งเขียนหลักสูตรไปด้วยกับทางการเรียน ซึ่งอันนั้น มันไม่ใช่เป็นแค่รู้ว่า เอ้ย ทอดไก่ แต่มันต้องเรียนรู้เรื่องของ เอาจริงๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ น้ำมันต้องใช้ยังไง องศา อุณหภูมิ เอ่อ เค้าเรียกว่าเรื่องของ คุณภาพอะไรต่างๆ หรือว่าถ้าอยู่ด้านหน้าก็ คือจะเป็น Front เราก็จะเป็นพวกแคชเชียร์ อะไรอย่างเงี้ย เราก็จะมี เอ่อ เค้าเรียกว่า เอ่อ จักรวาลผสานธุรกิจ เก็ต้องรู้เรื่องของ การสื่อสาร เรื่องบิส แล้วรู้ว่า เฮ้ย การตลาดต้อง เอ่อ อัพเซลยังไง จะต้องขายชุดไหน ถ้าเกิดเห็นลูกค้าแบบนี้แล้ว เฮ้ย มาเป็นกลุ่ม มันเหมาะกับ เอ่อ ชุดแบบไหน คือเขาก็ต้องคิดวิเคราะห์ แล้วก็รวมถึงเรื่องของ พวกเทคโนโลยีต่างๆ ที่มัน เอ่อ ในปัจจุบัน ที่เรามีแอปอะไรมากมาย
เพราะฉะนั้น คือเราก็เลยเทิร์นเรื่องของ เอ่อ การทำงานในร้านเนี่ย แล้วก็สามารถในแต่ละจุดอ่ะ สามารถเทิร์นมาเป็นเรื่องของ เอ่อ การศึกษาได้ ก็คือเสมือนวิชา คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศาสตร์ แล้วก็หน่วยงาน เอ่อ หมายถึงว่าวิชาไหนที่ยังไม่ได้ ยังไม่ได้เรียนในห้องเรียน เราก็จะมีเรียนออนไลน์เพิ่มเติมเสริมเข้าไปจากศูนย์การเรียน
คือ ก็เลยแค่เล่าเบื้องต้นก่อนว่าอันเนี้ เป็นอันนึงที่เราคิดว่ามันช่วยในแง่ของ การที่ว่าปลดล็อคให้กับเด็กที่สามารถที่จะ ไม่ต้องเลือกแล้วระหว่างทำงานหรือเรียน มันก็สามารถที่จะทำพร้อมกัน แล้วก็น้องก็สามารถที่จะหารายได้ในตัวเองด้วย แล้วก็อีกข้อดีนึงคือ ด้วยความที่เรามี KFC อยู่ ทุกๆ เกือบทุกจังหวัดอยู่ ปัจจุบันทุกจังหวัดแล้วนะคะ เอ่อ มันก็แปลว่ามันก็คือช่วยในการที่ทำให้เขาเดินทางสะดวกอีกต่างหาก สามารถที่จะอยู่ที่บ้านได้ ไม่ต้องย้ายข้ามจังหวัด เอ่อ สามารถที่จะเรียนหนังสือได้ แล้วก็สามารถที่จะหาเงินได้ ซึ่งมัน 1 ปีแล้วก็สามารถที่จะเรียนจบได้ โดยที่เราก็ไม่ได้ผูกติดว่า เอ้ย ถ้าเกิดน้องเนี่ย ชอบมาก ทำงาน KFC ทำต่อ อยากเป็นผู้จัดการร้าน อยากไปเป็นตำแหน่งแบบ โห ใหญ่ขึ้นได้ แต่ถ้าเกิดน้องโอเคแล้ว น้องได้วุฒิแล้ว น้องสามารถเอาวุฒิ ม.6 อันเนี้ย ซึ่งคือเป็นวุฒิเสมือนจบ ม.6 แล้วก็ไปสมัครมหาลัย หรือจะอาชีวะ คือได้หมด คืออันเป็นอันนึงคือเล่ายาวเพราะว่า มันมีเคสที่เรารู้สึกว่าเป็นเคสหลายๆ เคสเหมือนกัน ที่ห้องเรียนของเราสามารถที่จะช่วยน้องๆ ได้อยู่นะคะ แล้วก็เป็นเคสน้องปัจจุบันที่เรียกว่า success แล้ว คือเราคิดว่า success แล้วนะ เพราะว่าน้องเขาเนี่ย คือเป็นน้องจากสถานพินิจ
ครับ
เออ ตอนนี้เขาใกล้จบละ คือเขาสามารถเข้ามาทำงานที่ร้าน แล้วก็สามารถที่จะหาเลี้ยงดูตัวเองได้ แล้วก็
อืม อืม
เขาก็สามารถที่จะ ณ ปัจจุบันอีกประมาณแค่เดือนนึง เขาจะเรียนจบละ เอ่อ ซึ่งแล้วคือสิ่งสำคัญคือคนสภาพแวดล้อมรอบด้านก็ยอมรับเขา แล้วก็ความน่ารักคือพี่ผู้จัดการร้านเนาะ พอเราพูดถึงคอนเซปต์ห้องเรียน KFC เนี่ย ผู้จัดการร้านอ่ะ เป็นเสมือนคุณครู
คือเขาก็เป็นครูประจำชั้นของน้องอะไรอย่างเงี้ย เพราะฉะนั้นคือสิ่งที่มันคือ เป็น community ที่ดูแลน้อง แล้วเขาก็ยังอยู่ในพื้นที่ แล้วก็สามารถทำให้เขาได้ เอ่อ เรียนจบได้ อืม อันเนี้ เป็นอันนึงที่คิดว่าคือ เป็นมิติใหม่ที่คิดว่ามันสามารถที่จะช่วยเด็กได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น แล้วก็อีกอันนึงคือ พอเราได้เริ่มหลักสูตรแบบเนี้ย เอ่อ ตอนนี้มันก็จะมีหลักสูตรอื่นๆ ที่เราก็ช่วยเหมือนกัน ก็คือหลักสูตร ถ้าเกิดได้ยิน หลักสูตรหมอลำ
ตอนนี้หมอลำในอีสาน โอ้โห ดังมากเนาะ เอ่อ ตอนเนี้ย ก็คือเป็นอีกอันนึงที่มันก็ต่อยอดกันไปว่า
น้องในกลุ่มภาคอีสานที่สนใจด้านของหมอลำ เขา ก็สามารถที่จะอยู่ในวงหมอลำนั่นแหละ แล้วมันก็คือสามารถเทิร์นไปเรื่องของการศึกษา แล้วเขาก็สามารถเรียนจบได้เหมือนกัน คืออันมันก็เลยเป็นอันนึงที่มันเป็น halo ไปเรื่อยๆ ว่าจริงๆ แล้วการศึกษามันไม่ยึดติดอยู่กับแค่ในโรงเรียนเท่านั้น แต่ว่า สำคัญกว่ามันคือเรื่องของการที่ว่าเรา สามารถ build ทักษะกับน้องๆ ตรงไหนได้บ้าง ที่มัน practical ที่เขาสามารถใช้ได้จริง เอ่อ แล้วก็ เอ่อ ไม่ต้องไป เอ่อ เค้าเรียกว่าอะไรอ่ะ เคลื่อนย้ายเขาไปอยู่ที่ไหน แต่มันยังอยู่ ในสังคมของเขา แล้วก็ community ที่เขา สามารถที่จะสภาพแวดล้อมที่เขาทำได้อยู่ อ่ะ อืม
อืม คือผมฟังมาแล้วก็รู้สึกว่าเหมือน คือโดยรวมแล้วมันทำให้เหมือนความ stress ความเครียด หรือแบบ ความยุ่งยากรากลำบากมันน้อยที่สุด นะ เพื่อทำให้เหมือนเขาแบบ มัน seamless อ่ะ มันง่าย
อืม อืม
แต่ว่ามันได้ผลที่ที่มาก
อืม คือมันเหมาะกับชีวิตเด็กแล้วกัน คือ stress สิ่งที่ stress ก็ยัง stress [เสียงหัวเราะ] หลังร้าน คือจริงๆ คืออย่างไอ้หลักสูตร KFC ของ เราเนี่ย จริงๆ มีน้องไม่กี่คนหรอก ถึงแม้เราพูดไปเนี่ย มีเป็นหลัก 10 คนเอง คือเราตั้งใจแค่เป็นออปชันนึงให้กับน้อง
อ๋อ อ่า มันมี มันมีหลายวิธี เพราะว่าผม เข้าใจเหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะมาทางนี้ไง
คือเพราะว่าสกิลในการทำงาน KFC ก็เป็น สกิลแบบหนึ่งซึ่ง
ใช่
อ่า บางคนอาจจะสนใจ บางคนอาจจะไม่ได้มาทางนี้
ใช่ คืออย่างที่ว่า คือเราช่วย 400 กว่าคน ไปแล้วเนาะ คือมันก็มีหลายออปชันมาก ก็คือน้องบางคนอย่างที่ว่า ไปเป็น เอ่อ มาทำงาน KFC บางคนก็ อ่า ไปทำเป็น เอ่อ เครื่องยนต์ EV
เออ บางคนไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเอง ไปร้านตัด เปิดร้านทำผมเองก็มีแล้ว อะไรอย่างเงี้ย เพราะฉะนั้นคือ เอ่อ มันเป็นออปชันมาก กว่าพอทำ Classroom อย่างนี้ขึ้นมา เป็นออปชันมากกว่าที่เด็กสามารถเลือกได้ แล้วก็มันสามารถที่จะเป็น inspire วงการ อื่นๆ เหมือนกันที่ เอ้ย เขาก็สามารถที่จะ อ่า เหมือนกับผันวิชาการทำงาน หรือว่าอันนั้น ว่าเป็นหน่วยกิตเรียนหนังสือได้เหมือนกัน ปัจจุบันที่ เอ่อ คุยกันอยู่เนาะ ก็คือนอกจากหมอลำแล้ว มันมีด้านกีฬา ก็จะกำลังจะมีก็คือฟุตบอลที่ทำกับ กสศ. อยู่ ก็จะเป็นเด็กที่แบบ เอ่อ สนใจด้าน เอ่อ กีฬาเลย แล้วก็สามารถที่จะ อ่า เรียนจบได้เหมือนกัน ด้วยกีฬาฟุตบอล เอ่อ มันก็คือเป็นเรื่องของความถนัดของเด็ก อืม เมื่อกี้เหมือนจะมีเรื่องของการฝึกสกิล มีมีการเรื่องของแม้แต่ แบบการบริหารธุรกิจ
มีดนตรี แล้วก็มีกีฬา มีมีอะไรอีกมั้ยฮะ
เอ่อ โอ๊ย ก็จะมีหลากหลายอยู่นะ คือจริงๆ แล้วพวก อ่า ทำผมใช่มั้ย ก็จะมีอยู่อะไรอย่างเงี้ย เอ่อ มีอะไรอีกอ่ะ ก็จะมีจริงๆ ดนตรี จริงๆ อยากเจาะอันนี้อีกนิดนึง [เสียงกระแอม] คือดนตรีเนี่ย อย่างปีที่ผ่านมา คือพอเราทำงานกับน้องๆ สถานพินิจเยอะ คืออุ๊ย เขามีวงเยอะมากรู้ป่ะ มีทุกที่ มีวงดนตรี แล้วคนบอกวงดนตรีที่เขาปั้นกันอยู่ในนั้นเลย [เสียงสูดหายใจ] จากศูนย์ จากที่เขาไม่เคยเล่นดนตรีเป็นน่ะ ก็ปั้นกันอยู่นั้นแล้วแบบ เอ้ย มันคือเวิร์คมาก เราก็เลยอยากที่จะเข้าไปช่วย เราก็เลยเข้าไปดูได้ แล้วก็จริงๆ เพลงมันก็เป็นสิ่งนึง ที่ช่วยให้เด็กอะไรอ่ะ เอ่อ เหมือนกับทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ สามารถที่จะแบบ เอ่อ ส่งต่อพลังดีๆ ให้คนอื่นได้ อะไรอย่างเงี้ย เราก็เลยได้มีทำงานร่วมกับ เอ่อ ปีที่แล้วมีทำงานร่วมกับ Warner Music
อ๋อ
เออ ซึ่งก็คือเป็นโปรเจกต์ชื่อ Wave คือปกติ เขาก็จะช่วยเหมือนคล้ายๆ แบบ แต่ก่อนจะเป็นพวก เอ่อ พวก Award ต่างๆ เนาะ ที่เอาเด็กมาประกวดกัน ซึ่งจะเป็นเด็กปกติเนาะ เด็กที่ เอ่อ แต่ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราขอ ยกมือ เอ้ย เราขอชวนน้องๆ จาก อ่า Bucket Search ไปได้มั้ย น้องๆ จากสถานพินิจได้มั้ย เราอยากจะให้เขาแจมด้วย มีความสามารถ แต่เขามีโอกาส
เออ ก็เลยได้ เราได้ร่วมทำงานร่วมกัน แล้วก็ น้องๆ ได้ทำงาน workshop อยู่กับทาง เนี่ย กลุ่มเวฟเนี่ย music เนี่ย 10 เดือน
เออ ซึ่งพอ 10 เดือนผ่านไปเนี่ย ถ้าเกิด เปิด Facebook มูลนิธิ ตอนเนี้ย ลองเปิดดู คือตอนน้องๆ จบคอร์สละ แล้วทุกคนมีเพลงของตัวเอง
ทำ MV กันเอง
เออ แล้วก็แต่งเพลงกันเอง คืออันเนี้ เป็นอันนึงที่เด็กเขาก็มีพอร์ตละ คือมันมีน้องคนนึง อีก success ที่ยังไม่ได้เล่าคือน้องคนเนี้ย คือเราชวนเขามาตั้งแต่ Day one ตั้งแต่บก Day one เลย 3 ปีที่แล้ว เราแค่ชวนเขา เอ้ย มาร้องเพลงเปิดงานให้หน่อยสิ
อือ
เออ แล้วก็พอเสร็จน้องเขาก็เลยมีพอร์ตแล้ว เขาก็มาเล่าให้ฟังว่าเขาใช้พอร์ตวันนั้น น่ะ ไปสมัครเรียนน่ะ ที่มหาลัยอ่ะ แล้วสอบติดมหาลัยได้เลย เอ่อ บูรพา เอ่อ เขาเลิก ตอนปัจจุบันเงี้ย อยู่ปี 2 แล้ว แล้วเขาก็ไปเรียน อ่า ด้านดนตรีโดยเฉพาะ ซึ่งเขาก็คืออยู่ใน เอ่อ 4 วงของเราเหมือนกัน ที่เราช่วย คือบางทีก็เลยคิดว่ามันไม่ใช่แค่ว่า โห ต้อง [เสียงกระแอม] แบบ เรียนจบ เรียนจบเท่านั้น บางครั้งน่ะ การที่เราให้โอกาสสัก ครั้งนึงอ่ะ บางทีมันอาจจะพลิกชีวิตคนนึง ที่สามารถที่จะมีโอกาสในอนาคตได้มากขึ้น ซึ่งอันนี้แหละ มันก็เลยอันนึงที่คิดว่า ดนตรีเป็นอันที่เรา โห เราช่วย เราเราตั้งใจช่วยมาก แล้วตอนนี้เราก็ปั้นอยู่ 4 วง ซึ่ง ตอนนี้น้องเขาก็เขียนเพลงเองด้วยนะ เขียนเอง แล้วก็ความความน่ารักแล้วกันที่เราเรียกกัน คือเพลงที่เขาแต่ง ถ้าเกิดไปฟังดู มันเป็นเพลงที่พอเขาได้โอกาสแล้วอ่ะ เขาตั้งใจส่งโอกาสดีๆ อันนี้ให้คนอื่น เพราะเพลงพวกนี้เป็นเพลงกำลังใจที่
สามารถส่งต่อให้กับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ที่เขา อาจจะหล่นไประหว่างทาง เอ่อ ซึ่งอันนี้เป็นอันนึงที่คิดว่ามัน เอ่อ มันเป็นพลังงานที่ดีที่ส่งต่อ คือเด็กพอเขาได้โอกาสแล้วอ่ะ เขาก็รู้จักให้ต่อด้วยเหมือนกัน ดี
เออ ดีมาก ลองไปฟังค่ะ ลองไปฟัง
เอ่อ เนี่ย เอ่อ เนี่ย ผมผมสนใจเรื่องเกี่ยวกับเรื่อง เอ่อ เรื่องน่าประทับใจของเด็กบางคนที่ผ่านโครงการมา อย่างเมื่อกี้ น่าประทับใจมากเรื่องแบบ แต่งเพลงเองได้อะไรอย่างเงี้ย คือแบบ สุดยอดมาก มีใครที่แบบว่า เอ่อ มีเรื่องน่าประทับใจมั้ยครับ ผมผมเห็น เมื่อกี้บอกไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเอง อันนี้ผมก็ว่าน่าทึ่งมาก มี
อืม อืม
มีเรื่องราวอะไรที่มันแบบ น่าประทับใจอีกมั้ย
คือมี มีเยอะมาก คือจริงๆ แล้วอีกคนนึงก็คือ เขาก็คือไปเปิดร้านทำผมเอง
อ๋อ
เออ คือตอนนี้อยู่ภาคอีสานมั้ง เอ่อ อยู่ภาคอีสานอะไรอย่างเงี้ย คือเขาก็เข้ามา workshop แล้วเขาก็มา inspire กัน คือตอนนั้น คือพอมา workshop นอกจากเรื่องพัฒนาใจอ่ะ เราก็ชวนแบบ เรียกว่าไอดอลแล้วกัน หรือแบบ เหมือนกับวิชาเค้าเรียกว่า เอ่อ ความความสามารถต่างๆ วิชาชีพต่างๆ มาช่วย แล้วเป็นไอดอลของเด็กอันนึง มีพี่เฟดเฟ่ที่เป็นช่างทำผมด้วย
เออ แล้วเขาก็มาแบบ มาช่วยเทรน เอ่อ มาช่วยสอนน้องว่า เออ คือเราอยากให้เด็กๆ รู้ว่า มันมีอาชีพที่มันหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่แบบ คุณครู หมอ อะไรอย่างเงี้ย คือเท่านั้น เราก็พยายามจะให้เห็นอาชีพหลากหลายมากยิ่งขึ้น แล้วก็เอาเขามาอะไรอย่างเงี้ย แล้วเขาก็ inspire ว่า เอ้ย
เขาเป็นช่าง คือพออยู่ในสถานพินิจเขาก็มีการตัดผมกัน อะไรอย่างเงี้ย เขาก็ inspire แล้วก็ไปต่อยอด แล้วพอเขาออกมา เขาก็เอาเงินทุนเรา แล้วก็ไปเปิดร้านทำผม
เออ มันก็จะมีหลายๆ อย่างที่บางทีเล็กๆ น้อยๆ ที่เราพยายามที่จะแบบ หรือฟีดเข้าไปอะไรอย่างเงี้ย มันก็เป็นจุดประกายให้กับเด็ก ระหว่างทางอยู่เหมือนกัน
ครับ เอ่อ เมื่อกี้เหมือนจะเป็นเรื่องของคนที่ไปเปิดธุรกิจของตัวเองใช่มั้ยครับ ไปทำวงดนตรีของตัวเอง แล้วคนที่มีคนที่แบบ ได้งานดีๆ หรืออะไรมั้ยฮะ
คือมันก็จะมีกลุ่มที่ เอ่อ เราเรียกว่า เหมือนเขาได้มีโอกาส อย่างเช่น เอ่อ กลุ่มนึง เขาเรียกว่า เอ่อ ทำงานอยู่ฝั่งภาคตะวันออก คือจะเป็นเรื่องของการที่เขา อ่า เรียกว่า เอ่อ ทำงานเกี่ยวกับเครื่องยนต์ EV
คือสุดท้ายเขาก็ได้บรรจุทำงานอยู่ในแบบ เหมือนมีอาชีพต่อได้เลย คือหลังจากที่เขาได้ไปฝึกงานแล้ว เขาก็สามารถที่จะไปต่อทำงานในอนาคตได้เลย อะไรอย่างเงี้ย เอ่อ ในความที่เขาถนัด
อผมว่าเรื่องที่ผมชอบที่สุดของโครงการนี้ มันคือเรื่องออปชันนี่แหละ ผมว่าออปชันดูจะเป็นคีย์เวิร์ดของเรื่องนี้มาก เพราะว่า ถ้าเกิดสมมุติเราแบบ narrow หรือว่าทำให้ สมมุติว่าแบบ อ่ะ เราจะดันแค่อาชีพเดียว หรือว่าเราจะทำแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เป็นวิชาการอย่างเดียว มันก็อาจจะแบบ มันแคบเกินไปนะ แล้วมันก็อาจจะแบบ ไม่ได้มีคนที่จะอินพอๆ กับเรา
แต่คือพอเราเหมือนให้เขาเลือกเองเนี่ย มัน โอกาสมันไม่มีที่สิ้นสุดเลย เพราะว่าคนเรา ก็อยากเป็นทุกอย่าง
ใช่ ใช่ คืออย่างที่ว่า คีย์เวิร์ดของเราก็เลยเป็นการ เราตั้งใจที่จะช่วยเด็กให้ build ทักษะของเขากลับเข้ามา เอ่อ เพราะฉะนั้น ทักษะมันก็จะมี เอ่อ หลากหลาย แต่อย่างที่ว่าว่า เอ้ย เราก็ไม่ได้ถนัดทุกทักษะ เพราะฉะนั้น คือสิ่งที่เราตอนเคือปัจจุบัน ตั้งนานแล้ว เราก็พยายามที่จะหาพาร์ทเนอร์มา ร่วมกัน อย่าง music มาช่วยเรา หรือว่าอย่าง เช่น อาจจะมีเครือที่เป็นเรื่องของเครื่องยนต์ อะไรอย่างเงี้ย คือเข้ามาช่วย คือความตั้งใจ คือเราอยากที่จะไม่ได้หยุดอยู่ที่แค่เราอ่ะ เราตั้งใจจะหาพาร์ทเนอร์ หรือว่า ถ้าเกิดใครที่เห็นว่าสามารถที่จะเปิด โอกาสให้กับเด็กได้ มันก็คือเป็นโอกาสได้เหมือนกัน อันนี้มันก็เลยเป็นที่มาว่า เออ พอเราเราก็พยายามที่จะไปสัมภาษณ์หาน้องดู แล เอ่อ ดู กับน้องว่า เอ้ย น้องชอบอะไร หรือเทรนด์ของการที่ว่าเด็กแต่ละคนชอบอะไร เราก็เลยพยายามที่จะหา เอ่อ พาร์ทเนอร์เข้ามา อะไรอย่างเงี้ย อย่างเราเองเราก็มีทำงานเยอะกับ เอ่อ เค้าเรียกว่า influencer TikToker อะไรอย่างเงี้ย เราก็มีเหมือนกันว่าให้เขา เข้ามาเทรนน้องเหมือนกัน ว่าเป็น TikToker ทำยังไง ทำ content creator หรือจริงๆ เนี่ย อยากจะชวนเหมือนกันว่า เป็น content creator เนี่ย เอ่อ ต้องทำยังไง ถ้าเกิดเขา สนใจด้านเรื่องของการพูด การสื่อสารอะไรอย่างเงี้ย คืออันนี้เป็นอีกอันนึงที่ เอ่อ เราตั้งใจที่จะเหมือนกับไปเทรนน้องๆ อืม อยู่เหมือนกัน
เมื่อกี้พูดถึง content creator มีใครไปเป็น influencer บ้างอเราแอดมิน KFC ไป
อ๋อ
แอดมิน KFC ไปสอนแอดมินเรา เรา เอ่อ สนุกอยู่ เราก็เลย
พอจริงๆ ช่วงนี้แบบ อาชีพ influencer หรืออาชีพ แบบที่อยู่ในโซเชียลมีเดีย มันก็เริ่มจะ เป็นอาชีพขึ้นมาจริงๆ นะฮะ หมายถึงว่ามันหาเงินได้ระดับนึงเลย มันก็แบบ คือไม่ใช่ว่าแบบ
ใช่
อะไรก็ไม่รู้สมัยเหมือนเมื่อก่อน
อืม
อืม อืม
ครับ แล้วอันนี้ทำมา 3 ปีครับแล้ว
ในอนาคตมีแบบแพลนที่จะขยาย
เพิ่มจำนวนแบบว่าเด็กที่เข้าร่วม หรือมีแบบแผนพิเศษอะไรหรือเปล่าครับ
อืม อืม มีแผน ก็คือ เอ่อ เราไม่ได้ทำแค่ โอ้โห จบไปเป็นแบบ โปรเจกต์อะไรอย่างงี้ไป คือเราตั้งใจจะทำยาวนานนานๆ เลย เพราะว่าอย่างที่รู้กัน มีเด็กเป็นล้านคนน่ะ ที่หลุดออกไปอะไรอย่างเงี้ย เราก็พยายามที่จะช่วย ก็คือตอน นี้เราปัจจุบันปีล่าสุดเราเพิ่มอีก 1,000 คนนะคะ ก็อันนี้ก็เป็น โหมันก็
ก็เยอะอยู่
ดับเบิ้ลเลย เอ่อ ท็อปเลยด้วยซ้ำอะไรอย่างเงี้ย แล้วเราก็ตั้งใจที่จะแบบ อ่ะ ปีหน้า 1,500 คือ เอ่อ เราตั้งใจที่จะเพิ่ม เอ่อ จำนวนของน้องๆ เข้ามาในโครงการนะคะ แล้วก็ อีกอันนึงที่เราตั้งใจก็คือ ด้วยจำนวนที่เยอะขึ้น เราตั้งใจอยากที่จะช่วยอย่างมี quality มากยิ่งขึ้นด้วย ก็คือเราก็คือมีการที่เราจะมีเครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างคือ เอ่อ พอเรามีน้องๆ จำนวนมากอ่ะ อันนึงที่ เอ่อ เรารู้กันคือ วิชาแนะแนว เอาจริงๆ คือหัวใจสำคัญมากกับทุกวิชาในโรงเรียนด้วยซ้ำอะไรอย่างเงี้ย เราก็ตอนนี้เรากำลังทำเครื่องมืออยู่ เราเรียกว่าเป็นเครื่องมือวิชาแนะแนว ทำงานร่วมกับหน่วยงานนึง แล้วก็ เอ่อ เพื่อเราจะได้ช่วย อ่า เด็กๆ ค้นหาตัวเองให้มันเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเครื่องมือเนี้ย มันก็จะมี factor ตั้งแต่ในเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมของเขาด้วยนะ เพราะว่ามันอาจจะไม่ใช่เป็นท่าปกติที่ เอ้ย คนสายศิลป์ไปเลย ไปนั่นไปเลย แต่ว่าเราก็เอาเรื่องของสภาพแวดล้อมเข้ามา ความพร้อมของเด็ก แล้วก็ค่อยเป็นสเต็ปที่ว่า น้องๆ ถนัดด้านอะไร หรือมีสกิลเซตอะไร อะไรอย่างเงี้ย ซึ่งเครื่องมือเนี้ย เราก็ตั้งใจที่อยากที่จะมาช่วยคุณครูด้วย แล้วก็ช่วยเด็กด้วย เพราะว่าบางที ด้วยจำนวนเด็กที่เยอะเนี่ย เอ่อ การที่เรามีเครื่องมือมาช่วยอ่ะ มันก็สามารถกระจายความช่วยเหลือได้มากยิ่งขึ้น อืม อันนี้ก็เลยตั้งใจว่าเราอยากที่จะมีวิชาในแนวที่ช่วยเด็กได้ แล้วอีกอันนึงที่สำคัญคือเราตั้งใจอยากที่ อย่างที่ว่า คือชวนพาร์ทเนอร์มาช่วยมากยิ่งขึ้น พอเราเริ่มมีข้อมูลเยอะแล้วว่าเด็กสนใจอะไร เราก็ตั้งใจที่อยากที่จะไปเชิญชวน หรือว่าถ้าเกิดใครสนใจสามารถเข้ามาให้โอกาสน้องๆ ได้เหมือนกัน อืม เพราะว่าทุกอย่างจริงๆ แล้ว อย่างดนตรีจริงๆ แล้วอ่ะ เราก็ได้คุยกับทางศูนย์การเรียน เขาเอา เอ่อ จำนวนชั่วโมงการ ที่เขาได้ไปฝึกซ้อมไปทำงานเก็ คือสามารถที่จะเทิร์นเป็นหน่วยกิตได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดได้เข้ามาทำงานร่วมกันน่ะ เราก็จะมีทำงานกับร่วมกับศูนย์การเรียน เพื่อลองดูว่าสิ่งที่เราไปเทรน หรือโอกาสที่เขาได้ไปฝึกงานน่ะ มันสามารถ เทิร์นมาเป็นหน่วยการเรียนอะไรได้บ้าง ที่แมตช์กับตัวเขาอะไรอย่างเงี้ยค่ะ อืม
ครับ โอเคฮะ มาเดี๋ยวอาจจะไปคำถามสุดท้ายละ เอ่อ มีความหวังอะไรเกี่ยวกับโครงการนี้ในอนาคตบ้างครับ แบบถ้ามองไกลอยากเห็นอะไรในอนาคตจากโครงการ เพราะว่าผมรู้สึกว่ามันก็ขยายสเกลเร็วอยู่ คิดว่าคิดว่าอยากให้มัน อยากเห็นอะไรในอนาคตในอีกแบบหลักแบบ 2-3 ปีข้างหน้า หรือว่า 10 ปีข้างหน้า เกี่ยวกับโครงการนี้
อืม อืม คือความตั้งใจของโครงการมันคือการทำ ยังไงให้มีความเท่าเทียมอ่ะ ในเรื่องของ การศึกษา เพราะฉะนั้น คือบางทีอาจจะไม่ใช่แค่ดุจเด็กหลุดออกไป หรือหลุดออกไปแล้ว อะไรอย่างเงี้ย คือความตั้งใจของเราคือทำ ยังไงให้การศึกษายืดหยุ่นพอที่เหมาะกับทุกคน แล้วก็เราจะไม่ทิ้งใครไว้ อ่ะ คือทุกคน คืออยากจะให้รู้ว่าทุกคนมีศักยภาพ มีความสามารถของตัวเอง เพียงแต่ว่าเราจะช่วยเขา กลับเข้ามายังไง หรือว่าจะ build ความฝัน เขากลับมายังไง คืออันนึงที่เราคุยกันข้าง ในนะว่าแบบ เอ้ย เราพูดกันเรื่องแบบ เอ่อ พลาสติก waste ขยะ food waste ไม่มีใครเคยพูดเลยนะ เรื่อง potential waste ก็ คือ waste ของคนน่ะ [เสียงกระแอม] ที่คิดมันยิ่งใหญ่กว่าทุกอย่างเลยนะ ถ้าเกิดคนนึง ที่เราต้องถูกออกไป
เพราะงั้น คืออันนี้คือความตั้งใจของเรา คือทำยังไงที่เราจะช่วยกันในแง่ของการ build เรื่องของการที่ เอ่อ มองน้องๆ จากทักษะเขาจริงๆ มากกว่าแค่ว่า อุ๊ย น้องจบจากไหน ต้องเกรดอะไร แต่ว่าเราดูว่าความสามารถของเด็ก อ่ะ คืออะไร อันเนี้ คือคิดว่าเป็นสิ่งนึงที่น่าจะเป็น mindset อันนึงที่สามารถที่จะแทนให้สัมภาษณ์ว่า เอ้ย จบจากไหนหรอ เกรดเท่าไหร่หรอ แต่ว่า สัมภาษณ์จากที่ว่า เอ่อ ความสามารถของเด็ก น้องได้เคยทำอะไรมาแล้วบ้าง มีประสบการณ์อะไร อันนี้น่าจะคิดว่าเป็นอันนึงที่น่าจะ ช่วยทำให้ทั้งที่ทำให้เอาจริงๆ ในแง่ของ การที่เป็น เอ่อ เค้าเรียกว่าอะไรอ่ะ corporate เนาะ การที่เป็น เอ่อ เป็นเป็นบริษัทเองอ่ะ ก็น่าจะได้คนที่เหมาะสมด้วยเหมือนกัน ว่าเขาเคย มี background อะไรที่เหมาะสมด้วย อืม
คิดว่ามันคือสิ่งที่ตั้งใจมากกว่าเรื่อง ของการที่เราจะช่วยเด็กที่หลุด แต่ว่า mindset ของการที่ว่า เอ่อ เรื่องของการศึกษา อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิม
อืม ครับ จริงๆ มันเป็น mindset ของเหมือนสังคมด้วยนะ ว่าแบบ ให้เขามองทักษะที่อาจจะแบบ ไม่ใช่กระแสหลัก หมายถึงกระแสหลักในที่นี้ คือแบบ โอ้ ต้องเรียนเก่ง มันก็ดี ไม่ดีมันจะทำต่อยอดได้สำหรับคนบางประเภทมากกว่าด้วยซ้ำ
เพราะว่าไม่ใช่ทุกคนจะแบบ เกิดมาต้อง
ชอบเรียนหนังสือขนาดนั้น
แต่ว่าสิ่งที่สำคัญคือ อ่ะ โอเคเถอะ ถึงเราพูดไปว่าเราพยายามที่จะยืดหยุ่นอะไร แต่ว่า สำคัญอีกเหมือนกันก็คือเป็นเรื่องของ วินัยแหละ ที่เดี๋ยวเราคงต้องปลูกฝังกันต่อไปว่า เออ สุดท้ายพอสำคัญ เพราะว่ามันไม่ใช่ทุกเคสอ่ะ พูดความจริงคือทุกเคสมันไม่ได้ success เสมอ [เสียงสูดหายใจ] ไป เราก็จะ ได้ เราก็เรียนรู้กันไปว่าสิ่งนึงที่สำคัญ เหมือนกันว่า เออ พอยังเป็นเรื่องของวัยรุ่น เป็นเด็กอยู่ เรื่องวินัย เรื่องของการเข้าสังคม เรื่องของ เอ่อ เอ่อ เนี่ย เป็นสิ่ง ที่สำคัญมากที่เราเองเราก็ เอ่อ การที่เป็น เราเองที่ดูแลเด็ก เราก็ต้องเอ
ซึ่งก็จะเป็น process ที่ในอนาคตก็จะค่อยๆ แบบพัฒนาแล้วก็ improve ต่อไป เครื่องมือ อย่างที่บอกไง มันก็จะแบบ
แม่นยำมากขึ้น ใช่อืม ซึ่งข้อดีอย่างที่ว่า คือเรามันไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่ทำอยู่เนาะ เรามีอย่างที่ก็ต้องขอบคุณเลย กสศ. เนาะ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มูลนิธิปัญญา ศูนย์การเรียนปัญญา พินิจทุกที่ หรือว่าชุมชนทุกชุมชนที่เราลงพื้นที่กันไป อย่างที่ว่าเด็กเปราะบางเนาะ โห ทำงานกันลงระดับพื้นที่อ่ะ คือทำงานระดับตำบล น่ะ เราไปเจอกับพี่ๆ เค้าเรียกว่า พม. ก็คือเป็นคนที่ดูแล ป้าๆ ที่เขาช่วยดูแลเด็กอะไรเงี้ย คือต้องขอบคุณทุกคนจริงๆ ที่ได้มาช่วยกัน อืม
โอเคฮะ ก็ประมาณนี้นะฮะ ก็ขอบคุณคุณเจนตมาก ครับ
ค่ะฮะ ขอบคุณครับ ก็เดี๋ยวถ้ามีลิงก์ Facebook ของโครงการ
ได้ เดี๋ยวจะแปะหย่อนไว้ได้ค่ะ หย่อนไว้
ครับ โอเคครับ ขอบคุณ
ขอบคุณนะครับ
บาย
บ๊ายบาย He.