Transcription
AI พระเจ้าในโลกใหม่ หรือหายนะ?
ในอนาคตข้างหน้า มีโลก 2 ใบให้มนุษย์เลือกเดินนะคะ โลกใบแรกคือโลกที่เราจะทำงานสบาย 3 วันต่อสัปดาห์ มีทั้งเวลาและมีทั้งเงิน ส่วนโลกอีกใบคือโลกที่คน 99% จะตกงาน
และในยุคที่ AI กำลังจะครองโลก มี 4 ทักษะที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าเราจะรอดหรือไม่ในอนาคต มันคืออะไร The Summary จะสรุปให้ฟังค่ะ
มองไปรอบตัวตอนนี้นะคะ AI ก็ไม่ใช่เรื่องอนาคตอีกต่อไป แต่ว่าเป็นปัจจุบันที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ทุกวันนี้เราใช้ AI ในการสร้างภาพ สร้างวีดีโอ เสิร์ชหาข้อมูล หาที่กิน หาที่เที่ยว หรือแม้กระทั่งดูดวงชะตานะคะ เมื่อความเร็วไปได้ขนาดนี้แล้วก็ความล้ำไปถึงขนาดนี้ ก็ทำให้คนเราเกิดความรู้สึก 2 อย่าง อย่างแรกก็คือตื่นเต้นว่าโลกในอนาคต AI จะล้ำไปได้อีกขนาดไหน เขาจะทำอะไรได้บ้าง แต่อีกด้านนึงก็ทำให้เกิดความกังวล เกิดความกลัวว่าในโลกที่ AI ฉลาดล้ำขนาดนั้น มนุษย์จะยืนอยู่ตรงไหนในสมการนะคะ
วันนี้ก็จะรวบรวมมุมมองทั้ง 2 ด้าน ทั้ง CEO ที่มองโลกในแง่ดีว่า AI จะเข้ามาไขปริศนาของมนุษย์ แก้ไขปัญหาเรื่องยาก ทำให้โลกสงบสุข หรืออีกด้าน AI เป็นความเสี่ยงที่ทำให้มนุษย์ตกงานกันเกือบทั้งโลก และก็อาจจะทำให้มนุษย์ถึงขั้นสูญพันธุ์
ไปดูฉากแรกก่อนนะคะ ฉากที่เป็นฉากสวยงาม ที่มนุษย์อาจจะใช้เวลาการทำงานเพียงแค่ 3 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้มีอยู่จริงๆ นะคะ คอนเฟิร์มโดยบรรดาผู้ที่เป็นผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเอริค หยวน, ซูมบิเกตส์ หรือกระทั่งเจมี่ ไดมอน แห่ง JP Morgan Chase ก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน บอกว่ามันไม่ใช่สวัสดิการใหม่ แต่เป็นการทำงานในโลกจริงของอนาคตนะคะ เพราะว่าถ้าลองย้อนดูในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เครื่องจักรก็คือกล้ามเนื้อเหล็กที่เข้ามาช่วยเราทำงานที่ต้องใช้แรง แต่ว่าในยุคปฏิวัติครั้งใหม่นี้ AI คือสมองกลอัจฉริยะที่จะเข้ามาช่วยทำงานแทนเรา เขาจะเป็นผู้ช่วยที่เรียกว่า AI agent เข้ามาจัดการงานน่าเบื่อที่เคยผ่านเวลาเรา ไม่ว่าจะเป็นการตอบอีเมลยาวๆ การสรุปประชุม หรือว่าการเขียนโค้ดที่สับสน งานทั้งหมดเนี่ยที่ต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ก็อาจจะเสร็จได้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 วันเท่านั้นนะคะ และเมื่อบริษัทนั้นเปลี่ยนไปดูสิ่งที่เรียกว่าเป็นผลลัพธ์ หรือว่า output ของงาน ไม่ได้ต้องดูเพียงแค่ชั่วโมงของการทำงาน มนุษย์เองก็จะมีเวลาเหลือมากขึ้น นี่ก็เป็นฉากแรกของความสำเร็จในทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจาก AI
ส่วนอีกด้านนึงนะคะ AI อาจจะเป็นจุดที่เรียกว่าเป็นทางสองแพร่งของโลกอุดมคติ หรือว่าโลกแห่งโลกาวินาศ
ไปดูฝั่งโลกอุดมคติสวยงามก่อนนะคะ อย่าง CEO ของทาง Google DeepMind, เดมิส ฮัสซาบิส ก็บอกว่า AI จะสร้างโลกยูโทเปียเกิดขึ้นได้ เพราะเขาเชื่อบอกว่าเป้าหมายสูงสุดของ AI ก็คือการไขปริศนาที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ต้องนึกถึงสิ่งที่ เป็นโจทย์ยากๆ ที่มนุษย์คิดไม่ถึงนะคะ AI อาจจะฉลาดพอที่จะคิดถึงได้ การคิดค้นยารักษาโรคร้าย ยารักษามะเร็ง หรือกระทั่งการแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดภัยพิบัติ อันนี้ AI จะเข้ามาช่วยเราได้ ซึ่งก็สอดคล้องกันกับมุมมองของทางผู้บริหารของ Google, มูราต โคคเทล ที่เขาบอกว่าในวันนึงที่ AI และหุ่นยนต์ผลิตทุกๆ อย่างได้จนลดเหลือวันนั้น เงินจะหมดความหมาย และผู้คนก็จะหันไปใช้ชีวิตด้วยสิ่งที่เรียกว่าเป็นความมุ่งมาดปรารถนาทางด้านจิตวิญญาณมากกว่า ไม่ต้องมุ่งหาเพียงแค่เงินทองข้าวของอีกต่อไป ก็เป็นการอวสานโลกทุนนิยม
แต่ภาพที่สวยงามที่มูราต โคคเทล ได้เล่าให้เราฟัง เขาบอกว่าก่อนที่จะไปถึงโลกอุดมคติ โลกจะกลายเป็นนรกก่อน ในอีก 15 ปีข้างหน้า เขาบอกว่า "The next 15 years will be hell." นั่นเป็นเพราะว่าในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน AI ก็จะเข้ามาทำงานแทนคนได้มากขึ้น และจะก่อให้เกิดความไม่สงบในสังคมครั้งใหญ่ ผู้คนจะต้องดิ้นรนกับการสูญเสียอาชีพการงาน สูญเสียเป้าหมายในชีวิต สุขภาพจิตก็เสีย รู้สึกทั้งเหงาและแตกแยกทางสังคม ถ้าไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่เป็นชนชั้นสูงสุด ทำงานกับ AI ได้ดี เป็น 0.1% 1% มูราต โคคเทล ก็บอกว่าคุณเป็นได้คือชาวนา หรือว่าเป็นเกษตรกรไปเลย ไม่มีพื้นที่ให้กับชนชั้นกลาง หรือ White Collar อีกต่อไป
แม้ว่าคำพยากรณ์ของมูราต โคคเทล เนี่ยจะดูหดหู่ แต่ว่าหลังจากยุคที่โลกต้องต่อสู้แล้ว กลายเป็นนรก จนกระทั่งมีการปรับสมดุลแล้ว หลังจากปี 2040 มนุษยชาติจะมุ่งเน้นไปที่การใช้เวลาเพื่อการพัฒนาจิตวิญญาณมากขึ้น
แต่ว่าปัญหาก็คือตอนนี้ บริษัท ยักษ์ใหญ่กำลังแข่งขันในการพัฒนา Artificial General Intelligence ซึ่งเป็น AI ที่คิดได้เหนือมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ ใครที่สร้างเสร็จก่อนก็จะเป็นผู้ที่ครอบครองอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลก ควบคุมทิศทางของเศรษฐกิจและสังคมได้ทั้งหมด ซึ่งนี่คือเกมเดิมพันอนาคตของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ที่ AI ฉลาดเกินไป แต่ว่าอยู่ที่ผู้ใช้ AI จะฉลาดขนาดไหน หรือว่าจะโง่เขลา ความเสี่ยงก็คือผู้นำที่อาจจะไม่ฉลาด แต่ได้ควบคุม AI ที่ฉลาดที่สุด ต้องลองนึกภาพ AI ที่คิดเร็ว กว่าอัลเบิร์ต ไอสไตน์ เป็นพันๆ เท่า ถูกสั่งการโดยผู้ที่ไม่ได้คิดถึงประโยชน์ของส่วนรวม อาจจะคิดถึงประโยชน์ของตัวเอง อาจจะเป็นตัวร้ายที่นำไปสู่การสอดส่อง ควบคุม และการครองโลกอย่างสมบูรณ์แบบ เขาเรียกสถานการณ์นี้ว่า "Super Intelligent AI, Stupid Leaders"
แต่คือสิ่งที่มูราต โคคเทล พยากรณ์ที่อาจจะฟังดูน่ากลัว เนี่ย ดูเบาไปเลยนะคะ เมื่อเทียบกับคำเตือนจาก ดร. โรมัน ยัมโพสกี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย AI ที่เขาทำงานศึกษาด้านนี้มากว่า 2 ทศวรรษ เขาฟันธงว่า AI ที่ฉลาดล้ำนั้นไม่มีทางที่จะควบคุมได้ ดร. โรมัน บอกว่าต่อไปแม้แต่ตัวผู้สร้างเอง ก็อาจจะไม่สามารถเข้าใจการทำงานของ AI ได้ทั้งหมด AI จะกลายเป็นกล่องดำที่เราควบคุมไม่ได้จริง และความคิดที่จะดึงปลั๊ก AI ปิดสวิตช์ AI ให้หยุดทำงาน ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะว่า AI จะฉลาดมากพอที่จะหาทางป้องกันตัวเองไว้ก่อนแล้ว
ที่สำคัญก็คือเขาทำนายบอกว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า คน 99% จะตกงาน ดร. โรมัน บอกว่าในปี 2030 หุ่นยนต์จะทำงานได้แทบจะทุกอย่าง กระทั่งงานช่างประปา ดังนั้นการฝึกอาชีพใหม่ อัพสกิล กิลแทบจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว และการออกแบบการเขียนโค้ดต่างๆ AI จะทำได้ดีทั้งหมด
ในสถานการณ์นี้ ความเสี่ยงสูงสุดก็คือการสูญพันธุ์ของมวลมนุษยชาตินะคะ นี่คือเป็นคำเตือนของ ดร. โรมัน ที่บอกว่าฉากจบที่น่ากลัว แต่มีความเป็นไปได้ ก็คือไม่ว่า AI จะถูกผู้ก่อการร้ายใช้สร้างอาวุธชีวภาพ หรือว่า Super Intelligence เกิดตัดสินใจในทางร้ายขึ้นมาเอง ด้วยตรรกะที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ นี่ก็คือภาพที่น่ากลัว
แต่ท่ามกลางคำเตือนเหล่านี้ มูราต โคคเทล ก็ได้มอบเครื่องมือเป็นชุดอยู่รอด 4 ทักษะให้เราได้ฝึกเอาไว้รับมือกับอนาคตนะคะ ซึ่งเรื่องแรกก็คือทักษะของการใช้เครื่องมือให้เป็น ไม่ว่าจะเป็น AI ในรูปแบบไหน เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะใช้งานให้ได้ นำไปทำให้เกิดประโยชน์ให้ได้ ไม่จำเป็นจะต้องสร้าง AI ได้เองนะคะ แต่ว่าต้องรู้ว่า AI ใช้งานอะไรได้บ้าง ให้มันเป็นแขนขาที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเรา
2 ก็คือทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับสังคม ยิ่งในโลกยุคดิจิทัลมีแต่ระบบมีแต่หุ่นยนต์ ความเป็นมนุษย์น่าจะเป็นสิ่งที่เป็น rare item เป็นความต้องการที่หายาก การทำงานที่ใช้ทักษะการเข้าสังคม ความเห็นอกเห็นใจนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นในยุคต่อไปนะคะ
3 ก็คือเรื่องของการเข้าทันความจริง ต้องแยกให้ออกระหว่างเฟคนิวส์ หรือว่าสิ่งที่เป็นข่าวลวง เป็นข้อมูลเท็จ เพราะว่าในโลกยุคที่มีข้อมูลลวงเต็มไปหมด ทักษะการคิดวิเคราะห์และแยกแยะความจริงออกจากเรื่องโกหก ก็คือทักษะที่จำเป็นที่สุดเพื่อความอยู่รอด
สุดท้ายก็คือการยึดมั่นในจริยธรรมนะคะ สิ่งสำคัญนี้เราคือคนที่จะต้องสอน AI ว่าอะไรถูกอะไรผิด ต้องช่วยกันส่งเสียงด้วยนะคะ ให้เกิดการกำกับดูแล ให้การนำ AI ไปใช้ในอนาคตนี้เกิดไปในทางที่สร้างสรรค์มากกว่าทำลายค่ะ
ทั้งหมดที่เล่ามานี้ อาจจะไม่ทำให้เกิดความสบายใจนะคะ แต่ว่าทำให้เกิดความตระหนักรู้ในจุดที่บอกเราว่า เรากำลังยืนอยู่บนทางแยก 2 ทาง ระหว่างโลกที่ AI คือเครื่องมือไขปริศนาของจักรวาล และโลกที่ AI จะนำไปสู่ความเป็นจุดจบของมวลมนุษยชาติ
สิ่งที่ เป็นตัวชี้วัดนะคะ ไม่ใช่แค่การพัฒนา AI ด้วยชิปประมวลผล แต่คือความเป็นมนุษย์ที่เราจะใส่เข้าไปในสมการของการพัฒนา AI
และท้ายที่สุดนะคะ ในโลกที่ AI คิดตัดสินใจ และลงมือทำได้แทนมนุษย์ทุกอย่าง คำถามสำคัญก็คือเราจะยังคงมีคุณค่าอะไรในฐานะที่เป็นมนุษย์ เมื่อเราขายคำตอบนี้ได้นะคะ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยู่รอดในยุคของ AI ก็เป็นไปได้นะคะ คุณคิดเห็นยังไง คอมเมนต์กันได้ในช่องข้างล่างนี้เลย