Transcription
คุณเคยเจอคนแบบนี้ไหม? คนที่ดูเหมือนมีพรสวรรค์ มีความคิด มีเสน่ห์ มีความฝันใหญ่ แต่ชีวิตจริงกลับเหมือนวนอยู่ที่เดิม ปีแล้วปีเล่า เขาไม่ได้โง่ ไม่ได้ไม่มีโอกาส และบางครั้งก็ไม่ได้ขี้เกียจแบบธรรมดา แต่เหมือนมีบางอย่างในใจที่ทำให้เขาไม่ยอมก้าวเข้าสู่ชีวิตผู้ใหญ่เต็มตัวเสียที
ลองนึกภาพเช้าวันหนึ่ง เขาตื่นสายหลังจากกดเลื่อนนาฬิกาปลุกไป 3 ครั้ง มือคว้าโทรศัพท์ก่อนที่เท้าจะแตะพื้น หน้าจอเต็มไปด้วยอินฟลูเอนเซอร์คนดัง คนที่มีชีวิตดูสำเร็จ ดูสวยงาม ดูมั่นใจ และเขาก็รู้สึกหงุดหงิดกับโลกตรงหน้า คนพวกนี้ดูปลอมเหลือเกิน เขาคิดว่าตัวเองฉลาดกว่า ลึกกว่า สร้างสรรค์กว่า มีอะไรบางอย่างที่จริงกว่า แต่หลังจากความคิดทั้งหมดนั้น เขาก็ยังเริ่มวันด้วยกาแฟ บุหรี่ หรือการเลื่อนหน้าจอต่ออีกพักใหญ่ พร้อมความรู้สึกคลุมเครือว่าชีวิตของตัวเองควรจะมีอะไรมากกว่านี้
สิ่งที่เรากำลังพูดถึงไม่ใช่การวินิจฉัยใคร และไม่ใช่การเอาคำว่า "ยังไม่โต" ไปติดป้ายคนอื่นอย่างง่ายๆ เรื่องนี้เป็นการมองเชิงจิตวิทยาและการสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ โดยทั่วไป ถ้าใครกำลังมีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล เสพติด หรือทุกข์ใจรุนแรง การคุยกับผู้เชี่ยวชาญเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะชีวิตคนนึงซับซ้อนกว่าคำอธิบายเพียงคำเดียวเสมอ แต่ถ้ามองในเชิงจิตวิทยา ภาพของผู้ชายที่ยังไม่โต หรือ "แมนชิลด์" ไม่ได้หมายถึงผู้ชายที่ชอบเล่นเกม ชอบดูการ์ตูน หรือยังมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวเท่านั้น ความเป็นเด็กบางส่วนเป็นสิ่งมีค่า เพราะมันเก็บความอยากรู้อยากเห็น ความสนุก ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการเริ่มใหม่ไว้ แต่ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อความเป็นเด็กนั้นกลายเป็นวิธีหนีจากความรับผิดชอบ หนีจากการเลือก หนีจากความล้มเหลว และหนีจากการพิสูจน์ตัวเองในชีวิตจริง
คนแบบนี้อาจไม่ได้ดูแย่ตั้งแต่แรก ตรงกันข้าม เขาอาจดูน่าสนใจมาก เขามีไอเดีย มีรสนิยม มีคำพูดฉลาดๆ มีความเห็นต่อโลก มีความฝันที่ฟังดูใหญ่ เขาอาจพูดเรื่องงานศิลปะ เพลง หนังสือ การเดินทาง ความรัก หรือธุรกิจในอนาคตได้อย่างมีเสน่ห์ แต่พอเวลาผ่านไป สิ่งที่น่ากังวลคือทุกอย่างยังอยู่ในรูปของ "สักวันหนึ่ง" มากกว่า "วันนี้ฉันกำลังทำอะไรอยู่"
ในชีวิตประจำวันของคนไทย ภาพนี้อาจไม่ได้อยู่ไกลเลย อาจเป็นผู้ชายวัย 20 ปลาย หรือ 30 ต้น ที่ยังบอกว่าตัวเองกำลังหาเส้นทาง ทั้งที่เลี่ยงทุกงานที่ต้องรับผิดชอบจริง อาจเป็นคนที่อยู่บ้านกับพ่อแม่ แต่ยังใช้ชีวิตเหมือนเด็กมัธยมที่ไม่มีแผนระยะยาว อาจเป็นแฟนที่พูดเรื่องอนาคตเก่งมาก แต่พอถึงเวลาต้องเก็บเงิน วางแผนแต่งงาน หรือรับผิดชอบความสัมพันธ์จริงๆ กลับหายไปหลังคำว่า "ขอดูก่อน" "ยังไม่พร้อม" หรือ "ชีวิตมันต้องอิสระกว่านี้"
เขาอาจจะทำงานจริงๆ ในวันนึง เขาเปิดคอม เตรียมจะเขียน เตรียมจะสมัครงาน เตรียมจะทำโปรเจกต์ เตรียมจะฝึกทักษะใหม่ แต่มีบางอย่างดึงเขาออกไปอย่างนุ่มนวล เล่นเกมนิดนึง ตอบแชทเพื่อนิดนึง ดูคลิปนิดนึง โทรหาใครสักคน นอนพักสักหน่อย พอรู้ตัวอีก แสงเย็นก็เข้ามาในห้อง และความรู้สึกเดิมก็กลับมา ทั้งวันผ่านไปแล้ว แต่เขายังไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองบอกว่าสำคัญ ช่วงเย็นแบบนี้เป็นช่วงที่เจ็บที่สุด เพราะตอนเช้าเรายังหลอกตัวเองได้ว่าวันนี้จะเริ่ม แต่ตอนเย็น หลักฐานของการไม่เริ่มอยู่ตรงหน้า คนอื่นเหมือนกำลังเดินไปข้างหน้า มีคนทำงานจริง มีคนสร้างผลงานจริง มีคนมีความสัมพันธ์จริง มีคนกล้าปล่อยงานที่ยังไม่สมบูรณ์ออกไปให้โลกเห็น ส่วนเขายังรู้สึกว่าตัวเองเป็นศิลปินที่ยังไม่มีงาน เป็นคนมีพรสวรรค์ที่ยังไม่มีใครค้นพบ เป็นศักยภาพก้อนใหญ่ที่ยังไม่ถึงเวลาของมัน
ปัญหาคือคำว่า "ยังไม่ถึงเวลา" ฟังดูปลอบใจมาก แต่มันก็อันตรายมากเช่นกัน เพราะมันช่วยให้เรารักษาภาพตัวเองไว้ โดยไม่ต้องลงมือ ถ้ายังไม่เริ่ม เราก็ยังไม่ล้มเหลว ถ้ายังไม่ส่งงาน เราก็ยังไม่ถูกปฏิเสธ ถ้ายังไม่รักใครอย่างจริงจัง เราก็ยังไม่ต้องเสี่ยงถูกทำร้าย หรือทำร้ายใคร ถ้ายังไม่เลือกทางเดินหนึ่ง เราก็ยังสามารถจินตนาการได้ว่าทุกทางยังเป็นของเรา
คาร์ล จุง เคยพูดถึง Archetype หนึ่งที่เรียกว่า "Eternus" หรือ "เด็กชายชั่วนิรันดร" บางครั้งถูกเรียกว่า "Eternal Child" หรือในภาษาสมัยใหม่อาจคล้ายกับ Peter Pan Syndrome ภาพนี้หมายถึงคนที่ไม่ยอมเติบโตเข้าสู่ข้อเท็จจริงของชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความสามารถ แต่เพราะเขากลัวสิ่งที่มาพร้อมกับการเติบโต นั่นคือความรับผิดชอบ ความผิดหวัง ความล้มเหลว การถูกจำกัด และการยอมรับว่าเราไม่ได้มีเวลาชั่วนิรันดร
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น การเติบโตไม่ใช่แค่การหาเงินเอง หรือมีอายุเพิ่มขึ้น การเติบโตคือการยอมให้ชีวิตของเรากลายเป็นรูปธรรมมากขึ้น และทุกครั้งที่ชีวิตกลายเป็นรูปธรรม บางสิ่งจะหายไป เมื่อคุณเลือกงาน คุณไม่ได้เลือกงานอื่นอีกมากมาย เมื่อคุณรักคนหนึ่งจริงๆ คุณยอมเสียภาพฝันของคนที่สมบูรณ์แบบกว่า เมื่อคุณสร้างงาน 1 ชิ้นจริงๆ คุณยอมเสียงานในจินตนาการที่ยังดูสมบูรณ์แบบ เพราะงานจริงมักมีรอยตำหนิ
สำหรับผู้ชายที่ยังไม่โต การอยู่กับศักยภาพจึงปลอดภัยกว่าการลงมือทำจริง ศักยภาพไม่มีวันถูกวิจารณ์ เพราะมันยังไม่ปรากฏ ศักยภาพไม่มีวันล้มเหลว เพราะมันยังไม่ถูกทดสอบ ศักยภาพทำให้คนนึงยังสามารถพูดกับตัวเองได้ว่า "ถ้าฉันเอาจริง ฉันทำได้แน่" โดยไม่ต้องเผชิญความจริงว่าบางทีการเอาจริงอาจไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
นี่คือเหตุผลที่คนแบบนี้มักมีชีวิตเหมือนผู้ชม มากกว่าผู้เล่น เขาอาจวิจารณ์เก่งมาก มองเห็นข้อผิดพลาดของคนอื่นเก่งมาก พูดได้ว่าทำไมงานของคนอื่นตื้น ทำไมหนังเรื่องนี้ธรรมดา ทำไมคนๆ นั้นดังได้ทั้งที่ไม่มีอะไร แต่พอถึงเวลาของตัวเอง เขากลับยังไม่มีงานที่จับต้องได้ การวิจารณ์จึงกลายเป็นเกราะบางๆ ที่ช่วยให้เขารู้สึกเหนือกว่าโลก โดยไม่ต้องเสี่ยงลงไปอยู่ในโลกเดียวกับคนที่เขาวิจารณ์
จุง เรียกลักษณะนี้ว่าเป็น "ชีวิตแบบชั่วคราว" หรือ "professional life" คือเหมือนคนที่ยังไม่ยอมอยู่ในชีวิตจริงเต็มตัว ทุกอย่างเป็นเหมือนการซ้อมใหญ่ แต่การแสดงจริงไม่เคยเริ่ม งานที่ทำอยู่เป็นแค่ชั่วคราว เมืองที่อยู่เป็นแค่ชั่วคราว ความสัมพันธ์ที่มีเป็นแค่ชั่วคราว ตัวตนในวันนี้ก็เป็นแค่ชั่วคราว เพราะเขารอเวอร์ชั่นแท้จริงของตัวเองในอนาคต ทั้งที่อนาคตนั้นถูกเลื่อนออกไปทุกวัน
ในสังคมไทย เราอาจเห็นสิ่งนี้ผ่านประโยคที่ฟังดูเท่มาก เช่น "เดี๋ยวค่อยจริงจัง" "ยังไม่เจอสิ่งที่ใช่" "งานนี้ไม่เหมาะกับศักยภาพเรา" "คนนี้ดีนะ แต่ไม่ใช่ที่สุด" หรือ "ตอนนี้ขอใช้ชีวิตก่อน" บางครั้งประโยคเหล่านี้มีเหตุผลจริง เพราะคนเราไม่ควรรีบเลือกทุกอย่างแบบไม่คิด แต่บางครั้งมันก็กลายเป็นภาษาสวยของ "การไม่กล้าเลือกอะไรเลย"
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนแบบนี้ไม่ได้กลัวความธรรมดาอย่างเดียว เขายังดูถูกความธรรมดาด้วย การตื่นเช้าไปทำงาน การเรียนคอร์สตอนกลางคืน การทำงานเล็กๆ เพื่อสะสมประสบการณ์ การรับคำสั่งจากหัวหน้า การประหยัดเงิน การทำสิ่งเดิมซ้ำๆ เพื่อให้เก่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนชีวิตของคนที่ยอมแพ้ระบบ มากกว่าชีวิตของคนพิเศษ แต่ในความจริง หลายสิ่งที่มมีคุณค่าเกิดจากความธรรมดาที่ทำซ้ำได้นานพอ
นี่เป็นจุดที่เจ็บสำหรับคนที่เคยถูกมองว่าพิเศษตั้งแต่เด็ก หลายคนโตมากับคำชมว่า เก่ง ฉลาด พูดดี วาดดี เขียนดี มีแวว มีพรสวรรค์ เรียนรู้เร็วกว่าเพื่อนในวัยเด็กและวัยรุ่น ความสามารถตามธรรมชาติอาจพาเขาไปไกลมาก โดยไม่ต้องฝึกหนักเท่าคนอื่น เขาจึงสร้าง Identity ว่า "ฉันคือคนมีพรสวรรค์" และ Identity นี้ให้ความอบอุ่นมาก แต่เมื่อเข้าสู่โลกผู้ใหญ่ พรสวรรค์อย่างเดียวเริ่มไม่พอ โลกเต็มไปด้วยคนที่เก่งเหมือนกัน หรือเก่งกว่า คนที่เคยเขียนดีต้องเขียนทุกวัน แม้ไม่มีอารมณ์ คนที่เคยวาดเก่งต้องฝึกพื้นฐานซ้ำๆ คนที่เคยเรียนเร็วต้องเจอเรื่องที่เรียนไม่เข้าใจ คนที่เคยโดดเด่นต้องเจอสถานการณ์ที่ตัวเองเป็นแค่คนธรรมดาอีกคนหนึ่งในห้อง และตรงนี้เองที่ความเจ็บปวดเริ่มทำงาน ถ้าเขาเดินต่อ เขาต้องยอมเป็นมือใหม่อีกครั้ง ต้องยอมทำงานที่ยังไม่ดี ต้องยอมโดนสอน ต้องยอมรับ Feedback ต้องยอมเห็นว่าความสามารถของตัวเองมีขอบเขต แต่ถ้าเขาถอยกลับเข้าไปในพื้นที่ศักยภาพ เขายังรักษาภาพตัวเองไว้ได้ว่า "ฉันไม่ได้แพ้ ฉันแค่ยังไม่ลงสนาม"
นี่คือกับดักที่อ่อนโยนมาก เพราะมันไม่ได้ทำลายเราด้วยการบอกว่าเราไม่มีค่า แต่มันทำลายเราด้วยการบอกว่าเรามีค่ามากเกินกว่าจะเสี่ยง
ความโหยหาอดีตของวัยหนุ่มก็มีบทบาทสำคัญ วัยเยาว์มีเสน่ห์ เพราะทุกอย่างยังเปิดอยู่ รักครั้งแรกยังมีความสั่นไหว ความฝันแรกยังมีความแสง เพื่อนใหม่ เมืองใหม่ งานใหม่ คนรักใหม่ ตัวตนใหม่ ทุกอย่างเหมือนยังเป็นไปได้ทั้งหมด เรารู้สึกเหมือนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่มีกิ่งก้านเต็มไปด้วยผลไม้ของชีวิต แต่ละผลคือชีวิตอีกแบบที่เราอาจเลือกได้ ภาพนี้งดงาม แต่ก็เจ็บปวด เพราะการเลือกผลหนึ่งหมายถึงปล่อยผลอื่นให้ร่วง การเลือกคนหนึ่งหมายถึงยอมรับว่าเราไม่ได้ใช้ชีวิตกับคนอื่นอีกมากมาย การเลือกอาชีพหนึ่งหมายถึงยอมรับว่าตัวเราอีกหลายแบบจะไม่ได้เกิดขึ้น การเติบโตจึงมีความเศร้าอยู่ในตัวเสมอ ไม่ใช่เศร้าเพราะมันเลวร้าย แต่เศร้าเพราะทุกชีวิตที่มีรูปทรง ต้องเกิดจากการตัดความเป็นไปได้บางอย่างออก
คนที่ติดอยู่ในสภาวะเด็กนิรันดรมักทนความเศร้านี้ไม่ได้ เขาอยากได้ชีวิตที่ยังเปิดทุกประตูไว้ตลอด แต่ชีวิตที่เปิดทุกประตูไว้ตลอดมักกลาย เป็นชีวิตที่ไม่เคยเดินผ่านประตูไหนจริงๆ เขาอยากเป็นทั้งศิลปิน นักเดินทาง คนรักอิสระ ผู้ประกอบการ นักคิด และคนที่ยังไม่ถูกจำกัดด้วยอะไรทั้งนั้น แต่เมื่อทุกอย่างยังเป็นแค่ความเป็นไปได้ เขาอาจมีตัวตนมากมายในจินตนาการ และไม่มีตัวตนใดในชีวิตจริง
วัฒนธรรมรอบตัวเราก็ยิ่งทำให้ภาพนี้โรแมนติกขึ้น เพลงมากมายพูดถึงความรักช่วงเริ่มต้น ความรู้สึกตื่นเต้นก่อนจะได้กัน ความเจ็บปวดของการคิดถึง ความงามของคนที่ยังอยู่ไกล แต่เพลงไม่ค่อยพูดถึงความรักที่ต้องจ่ายค่าไฟด้วยกัน ต้องแบ่งงานบ้าน ต้องเห็นอีกฝ่ายในวันที่เหนื่อย โทรม หงุดหงิด หรือไม่ได้น่าหลงใหลเหมือนวันแรก ไอเดียของความรักจึงมักดูสวยกว่าความรักในชีวิตจริง อาชีพและความฝันก็คล้ายกัน หนังและนิยายจำนวนมากชอบเล่าเรื่องคนหนุ่มที่ออกเดินทางค้นหาตัวเอง หนีเมืองใหญ่ไปอยู่ป่า ไปพบคนแปลกหน้า ไปมีรักประหลาด ไปเจ็บปวดและค้นพบความหมายบางอย่าง แต่เรื่องมักจบตรงที่เขาค้นพบอะไรบางอย่าง ไม่ค่อยเล่าต่อว่าหลังจากค้นพบแล้ว เขาต้องตื่นกี่โมง ต้องหาเงินอย่างไร ต้องรักษาความสัมพันธ์อย่างไร ต้องอยู่กับวันธรรมดาอย่างช่องว่างหลังตอนจบนี้เองที่ทำให้หลายคนหลงรักการเป็นคนที่กำลังค้นหา มากกว่าการเป็นคนที่กำลังใช้ชีวิต การค้นหาทำให้เราดูมีมิติ ดูลึก ดูยังไม่ถูกตัดสิน แต่ถ้าค้นหานานเกินไป โดยไม่ยอมลงมือ มันอาจไม่ใช่การค้นหาอีกแล้ว มันอาจเป็นการใช้ความสับสนเป็นที่หลบภัย
อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับอย่างเป็นธรรมว่าโลกปัจจุบันทำให้การเติบโตยากขึ้นจริง หลายคนในไทยและทั่วโลกโตมาในเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน งานประจำไม่ได้มั่นคงเหมือนรุ่นก่อน ค่าเช่าห้องแพงขึ้น บ้านไกลเกินเอื้อม เงินเดือนโตไม่ทันค่าครองชีพ ความสำเร็จถูกเปรียบเทียบทุกวันผ่านโซเชียลมีเดีย และผู้ใหญ่จำนวนมากยังคาดหวังให้คนรุ่นใหม่เดินตามสูตรเดิม ทั้งที่โลกไม่ได้ให้เงื่อนไขเดิมอีกต่อไป
ในบริบทแบบนี้ การไม่เลือกอะไรเลยอาจดูเหมือนมีเหตุผล ถ้างานก็ไม่มั่นคง ความรักก็เสี่ยง เศรษฐกิจก็เหนื่อย ระบบก็ไม่ยุติธรรม แล้วทำไมต้องรีบกลายเป็นผู้ใหญ่แบบที่โลกต้องการด้วย? คำถามนี้ไม่ใช่คำถามโง่ มันมีความจริงอยู่ในนั้น แต่ความจริงครึ่งหนึ่งอาจกลายเป็นกับดักได้ ถ้ามันถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงทุกความรับผิดชอบของตัวเอง
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือการวิจารณ์ระบบ กับการไม่ยอมมีชีวิตของตัวเอง ระบบอาจมีปัญหาจริง งานอาจไม่แฟร์จริง ค่าแรงอาจไม่พอจริง สังคมอาจกดดันจริง แต่แม้ทั้งหมดนั้นจะจริง เราก็ยังต้องถามว่า "แล้วชีวิตของเราจะทำอะไรกับความจริงนี้?" หากคำตอบคือ "ไม่ทำอะไรเลย เพราะทุกอย่างพังอยู่แล้ว" เราอาจไม่ได้ต่อต้านระบบอย่างที่คิด แต่อาจกำลังปล่อยให้ระบบและความกลัวร่วมกันขโมยชีวิตของเราไปอย่างเงียบๆ
นี่คือเหตุผลที่ "Po Eternus" เป็นภาพที่ทั้งน่าดึงดูดและน่าเศร้า เขามีเสน่ห์ เพราะเขายังไม่แข็งทื่อ เขามีความเป็นไปได้ มีจินตนาการ มีความฉลาด มีประกายบางอย่างที่คนรอบข้างสัมผัสได้ เขาไม่ใช่คนที่ไม่มีอะไรเลย หลายครั้งเขามีมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เขาขาดคือการยอมให้สิ่งเหล่านั้นผ่านการทดสอบของเวลา ความพยายาม และข้อจำกัด
เขาอาจพูดได้ดีมากว่าอยากทำเพลง อยากเขียนหนังสือ อยากสร้างธุรกิจ อยากทำหนัง อยากเดินทาง อยากมีความรักที่ลึกซึ้ง แต่เมื่อถามว่า "วันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง?" คำตอบมักเบลอ เขาอาจมีโน้ตเต็มโทรศัพท์ มีไอเดียเต็มสมุด มีแผนเต็มหัว แต่ไม่มีตาราง ไม่มีวินัย ไม่มี "การส่งงาน" ไม่มีผลงานที่ยอมให้คนอื่นเห็นจริงๆ ความฝันจึงยังสวย เพราะมันยังไม่โดนโลกแตะต้อง และเมื่อความฝันไม่เคยโดนโลกแตะต้อง มันก็ไม่เคยต้องเจอกับความหยาบของชีวิตจริง ไม่ต้องเจอคำว่า "ยังไม่ดีพอ" ไม่ต้องเจอความเงียบหลังส่งงาน ไม่ต้องเจอการถูกปฏิเสธ ไม่ต้องเจอวันที่ทำเต็มที่แล้วผลลัพธ์ยังธรรมดา ความฝันที่อยู่ในหัวจึงเหมือนห้องปลอดเชื้อ ทุกข์อย่างสะอาด งดงาม และยังรักษาภาพตัวเองไว้ได้เสมอ
แต่ปัญหาคือชีวิตที่อยู่แต่ในห้องปลอดเชื้อ ไม่สามารถเติบโตได้จริง งานศิลปะต้องเจอสายตาคนอื่น ความรักต้องเจอนิสัยจริงของอีกฝ่าย อาชีพต้องเจอระบบ เจอเวลา เจอข้อจำกัด และตัวตนต้องเจอคำถามจากโลกว่า "ถ้าคุณบอกว่าคุณเป็นแบบนั้น แล้วคุณทำอะไรอยู่จริงๆ?" คำถามนี้อาจเจ็บ แต่ถ้าไม่มีมัน เราก็จะอยู่ในภาพฝันของตัวเองไปเรื่อยๆ
"เนเวอร์แลนด์" ของผู้ชายที่ยังไม่โต จึงไม่ได้มีหน้าตาเหมือนเกาะในนิทานเสมอไป มันอาจเป็นห้องนอนที่ไฟเปิดถึง 2:00 น. หน้าจอคอมพิวเตอร์ เกม แชทกลุ่มเพื่อนที่คุยเรื่องใหญ่แต่ไม่เริ่มอะไรจริง เหลาบุหรี่ ความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องนิยาม หรือการเสพคอนเทนต์ไม่หยุด จนไม่ต้องได้ยินเสียงเงียบในใจว่า "เรากำลังใช้ชีวิตแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่?"
บางครั้ง "เนเวอร์แลนด์" ยังมาในรูปของกลุ่มคนที่เข้าใจกันดีเกินไป กลุ่มเพื่อนที่ทุกคนต่างยังไม่โตด้วยกัน หัวเราะกับคนที่มีชีวิตมั่นคง เรียกคนทำงานประจำว่า "โดนระบบกลืน" เรียกคนแต่งงานว่า "เสียอิสระ" เรียกคนเก็บเงินซื้อบ้านว่า "ติดกรอบ" และยืนยันให้กันและกันว่า "การไม่เลือกอะไรเลยคือความลึกซึ้งชนิดหนึ่ง" แน่นอนว่าบางคำวิจารณ์ต่อสังคมมีความจริงอยู่ในนั้น ชีวิตผู้ใหญ่จำนวนมากถูกกดดันจริง ระบบงานหลายแห่งเอาเปรียบจริง การแต่งงาน หรือบ้าน หรือเส้นทางสำเร็จแบบเดิมไม่ได้เหมาะกับทุกคนจริง แต่สิ่งที่ต้องระวังคือความจริงเหล่านี้ อาจถูกใช้เป็นเกราะเพื่อไม่ต้องเผชิญคำถามส่วนตัวว่า "แล้วเราเองกำลังสร้างอะไร รักอะไร รับผิดชอบอะไร หรือยืนอยู่ตรงไหนในชีวิตนี้?"
ในความสัมพันธ์ ผู้ชายแบบนี้มักเริ่มต้นได้ดีมาก เพราะเขามีเสน่ห์ของความเป็นไปได้ เขาอาจดูไม่เหมือนผู้ชายทั่วไป เขาพูดเรื่องความฝันได้ เขาเข้าใจหนัง เพลง หนังสือ หรือความเจ็บปวดของชีวิต เขาอาจดูอ่อนไหว แต่ลึกดูเป็นศิลปิน ดูเหมือนคนที่จะกลายเป็นใครสักคนที่ยิ่งใหญ่ และสำหรับบางคน นั่นเป็นเสน่ห์ที่แรงมาก แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้อยู่ได้ด้วยเสน่ห์ของอนาคตเพียงอย่างเดียว
ช่วงแรกทุกอย่างอาจเต็มไปด้วยบทสนทนาดีๆ การเดินเล่นตอนดึก แผนการใหญ่ และความรู้สึกว่าเราเจอคนที่ไม่ธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรักจะเริ่มถามคำถามที่ธรรมดากว่าเดิมมาก "คุณจะมาไหม?" "คุณจะรับผิดชอบคำพูดตัวเองไหม?" "คุณจะทำงานไหม?" "คุณจะจัดการเงินอย่างไร?" "คุณจะอยู่ตรงนี้ในวันที่มันไม่น่าตื่นเต้น?" ตรงนี้เองที่ความกลัวของเขาเริ่มทำงาน เพราะความรักจึงทำให้ชีวิตมีรูปทรงมากขึ้น และรูปทรงหมายถึงขอบเขต การมีคนรักจริงไม่ใช่แค่มีคนฟังความฝันของเรา แต่คือมีคนที่ได้รับผลจากการกระทำและการไม่กระทำของเรา ถ้าเราหายไป เขาเจ็บ ถ้าเราไม่ชัดเจน เขาสับสน ถ้าเราสัญญาแล้วไม่ทำ เขาต้องแบกผลของความไม่โตของเราไปด้วย
ผู้ชายที่ยังไม่โตจึงอาจเล็กๆ เพื่อถอยออกมา "เธอเรียกร้องมากเกินไป" "เธอไม่เข้าใจอิสระของเรา" "เธอธรรมดาเกินไป" "เธอไม่กระตุ้นจิตใจเราเหมือนช่วงแรก" หรือบางครั้งเหตุผลเล็กมาก เช่น "เธออยู่ไกล" "เขาตอบช้า" "เธอนอนกรน" "เขามีครอบครัววุ่นวาย" เหตุผลเหล่านี้อาจมีจริงบางส่วน แต่บางครั้งมันเป็นแค่ประตูหนีจากความจริงที่ว่าความสัมพันธ์นี้เริ่มต้องการผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็กชายที่อยากได้รับความรักโดยไม่ต้องรับผิดชอบความรักนั้น
ในยุค Dating Apps การหนีแบบนี้ง่ายขึ้นมาก ความเหงาไม่ต้องอยู่นาน เพราะมีคนใหม่อยู่หลังการปัดหน้าจอไม่กี่ครั้ง ความรู้สึกผิดไม่ต้องถูกเผชิญเต็มๆ เพราะสามารถค่อยๆ หายไป ตอบช้าลง เบลอขึ้น บอกว่า "ยังไม่พร้อม" "ยังสับสน" "ยังอยากโฟกัสตัวเอง" และเริ่มบทสนทนาใหม่กับใครอีกคนที่ยังไม่รู้ประวัติการหนีของเรา แต่ลึกๆ แล้ว การเริ่มใหม่ซ้ำๆ โดยไม่เคยอยู่ให้ถึงตอนยาก อาจไม่ใช่อิสระอย่างที่คิด มันอาจเป็นวงจรที่ทำให้คนหนึ่งไม่เคยเรียนรู้ว่าความรักหลังความตื่นเต้นหน้าตาเป็นอย่างไร ความรักที่ดีไม่ใช่แค่ความรู้สึกพิเศษในช่วงแรก แต่คือการอยู่ต่อเมื่อความพิเศษเริ่มกลายเป็นชีวิตประจำวัน และคนที่ยังไม่โตมักเข้าใจผิดว่าเมื่อความรักเริ่มธรรมดา แปลว่ามันไม่ใช่ ทั้งที่บางครั้งความธรรมดานั่นเอง คือจุดที่ความรักจริงเริ่มต้น
ถ้ามองจากพฤติกรรมของมนุษย์ ปัญหาหลักของผู้ชายที่ยังไม่โต ไม่ใช่การมีความฝันใหญ่ แต่คือการไม่ยอมให้ความฝันนั้นกลายเป็นงานเล็กๆ ที่ต้องทำซ้ำ ไม่ใช่การรักอิสระ แต่คือการใช้อิสระเป็นข้ออ้างไม่ต้องสร้างอะไร ไม่ใช่การกลัวระบบอย่างมีเหตุผลเท่านั้น แต่คือการกลัวว่าถ้าเข้าสู่โลกจริงแล้วตัวเองอาจไม่ได้พิเศษเท่าที่เคยเชื่อ
การเติบโตจึงไม่ได้เริ่มจากการด่าตัวเองว่าไร้ค่า หรือจากการตัดทุกข์ความสนุกออกจากชีวิต สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่าความเป็นเด็กในตัวเราไม่ได้เป็นศัตรูทั้งหมด ความเป็นเด็กทำให้เรายังสงสัย ยังเล่น ยังคิดนอกกรอบ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มีเด็กอยู่ในใจ ปัญหาอยู่ที่เด็กคนนั้นนั่งบนพวงมาลัย และขับทั้งชีวิตแทนผู้ใหญ่ที่ควรจะตื่นขึ้นมา
ตามแนวคิดแบบจุงกิ๊น สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่ให้การฆ่าเด็กในตัวเอง แต่คือ "อินทิเกรชั่น" หรือการผสานส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน ความสร้างสรรค์ต้องอยู่ร่วมกับความรับผิดชอบ ความฝันต้องอยู่ร่วมกับวินัย หากไม่มีการผสานนี้ คนนึงอาจมีประกายมาก แต่ประกายนั้นก็อาจเผาตัวเองแล้วดับไป โดยไม่เคยให้ความอบอุ่นกับชีวิตจริง
การโตขึ้นจึงอาจหมายถึงการมีความกล้าที่จะธรรมดา ฟังดูไม่โรแมนติกเลย แต่เป็นความกล้าที่ลึกมาก แต่มันหมายถึงการยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งในโลก ไม่ใช่ตัวละครหลักที่จักรวาลต้องส่งสัญญาณพิเศษมาให้ตลอดเวลา ความกล้าที่จะธรรมดา อาจหมายถึงการรับงานที่ยังไม่ใช่ "งานในฝัน" เพื่อเรียนรู้ว่าตัวเองทำงานกับเวลาและความรับผิดชอบได้ไหม อาจหมายถึงการเรียนคอร์สเล็กๆ หลังเลิกงาน อาจหมายถึงการส่งผลงานที่ยังไม่สมบูรณ์ แทนที่จะรอจนกว่าจะพร้อม 100% ซึ่งอาจไม่มีวันมาถึง
ในสังคมไทยที่ครอบครัวและคนรอบข้างมักมีความคาดหวังสูง เรื่องนี้อาจยิ่งซับซ้อน บางคนกลัวโต เพราะโตแล้วต้องถูกเปรียบเทียบกับลูกพี่ลูกน้อง ต้องถูกถามว่า "เงินเดือนเท่าไหร่?" "เมื่อไหร่จะแต่งงาน?" "เมื่อไหร่จะซื้อบ้าน?" "เมื่อไหร่จะเลิกเล่นๆ กับชีวิต?" บางคนจึงต่อต้านความคาดหวังเหล่านี้ ด้วยการไม่เลือกอะไรเลย แต่การไม่เลือกอะไรเลยก็ยังเป็นการเลือกแบบหนึ่ง และมักเป็นการเลือกที่ทำให้ชีวิตค่อยๆ แคบลงโดยไม่รู้ตัว
ในอีกด้านหนึ่ง บางคนถูกกดดันให้โตเร็วเกินไป จนความเป็นเด็กในใจไม่เคยได้รับพื้นที่ เขาอาจใช้ชีวิตแบบรับผิดชอบภายนอก แต่ข้างในยังโหยหาการหนี การเล่น การได้รับการยอมรับ หรือการถูกมองว่าเป็นคนพิเศษ นี่คือเหตุผลที่เราควรพูดเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง เพราะ "แมนชิลด์" ไม่ได้แปลว่าคนเลวเสมอไป บางครั้งมันคือคนที่ติดอยู่ระหว่างความคาดหวังของโลกกับบาดแผลของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้น ความเจ็บปวดของตัวเองก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้ทำร้าย หรือถ่วงชีวิตของคนอื่น
การก้าวออกจากสภาวะนี้ เริ่มจากคำถามที่เรียบง่ายแต่ไม่ง่ายเลย ว่า "เราแค่อยากดูเหมือนเป็นคนมีศักยภาพ หรือเราอยากให้ศักยภาพนั้นกลายเป็นชีวิตจริง?" ถ้าอยากเป็นนักเขียน วันนี้เขียนอะไร? ถ้าอยากเป็นนักดนตรี วันนี้ซ้อมอะไร? ถ้าอยากมีความรักที่ดี วันนี้รับผิดชอบคำพูดตัวเองอย่างไร? ถ้าอยากเป็นอิสระ วันนี้จัดการเงิน เวลา และร่างกายของตัวเองแบบไหน?
คำถามเหล่านี้ไม่สวย แต่ซื่อสัตย์มาก เพราะมันดึงเราจากภาพใหญ่ที่ฟุ้งสวย ลงมาสู่การกระทำเล็กๆ ที่จับต้องได้ คนที่บอกว่าอยากเขียนหนังสือ แต่ไม่เคยเขียน 1 หน้า อาจยังรักภาพของการเป็นนักเขียน มากกว่ารักงานเขียน คนที่บอกว่าอยากรักใครจริง แต่หนีทุกครั้งที่ต้องชัดเจน อาจยังรักความรู้สึกถูกรัก มากกว่ารักอีกฝ่าย คนที่บอกว่าอยากอิสระ แต่ไม่รับผิดชอบชีวิตพื้นฐานของตัวเอง อาจยังสับสนระหว่าง Freedom กับ Avoidance
ไม่มีใครมาช่วยเราออกจากชีวิตที่เรายังไม่ยอมใช้จริงๆ ได้ทั้งหมด คนรักอาจสนับสนุนได้ ครอบครัวอาจช่วยได้ เพื่อนอาจเตือนได้ นักบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญอาจช่วยให้เราเห็นแพทเทิร์นของตัวเองได้ แต่ไม่มีใครสามารถลงมือแทนเราได้ ไม่มีใครเขียนงานแทนเราแล้วทำให้เราเป็นนักเขียน ไม่มีใครรับผิดชอบความรักแทนเราแล้วทำให้เราเป็นคนรักที่ดี ไม่มีใครเลือกชีวิตแทนเราแล้วทำให้เราโตจากข้างในจริงๆ
นี่อาจฟังโหด แต่ก็มีอิสระซ่อนอยู่ในนั้น เพราะถ้าไม่มีใครมาใช้ชีวิตแทนเรา แปลว่าเรายังมีสิทธิ์เริ่มเอง แม้จะเริ่มช้า แม้จะเริ่มเล็ก แม้จะเริ่มแบบไม่สง่างาม การส่งงานชิ้นแรกที่ยังไม่ดี อาจดีกว่าการเก็บผลงานสมบูรณ์แบบไว้ในหัวตลอดชีวิต การทำงานธรรมดาเพื่อฝึกความรับผิดชอบ อาจดีกว่าการรออาชีพในฝันที่ไม่เคยมาถึง การรักใครด้วยความไม่สมบูรณ์แต่ซื่อสัตย์ อาจดีกว่าการตามหาความสัมพันธ์ในจินตนาการที่ไม่มีมนุษย์จริงคนไหนเป็นได้
การเติบโตไม่ได้หมายความว่าต้องเลิกฝัน แต่หมายความว่าต้องยอมให้ความฝันมีตารางเวลามีต้นทุนมี ความล้มเหลว และมีวันที่ไม่โรแมนติก คนที่อยากสร้างงานศิลปะต้องอยู่กับวันที่ไม่มีแรงบันดาลใจ คนที่อยากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต้องอยู่กับวันที่อีกฝ่ายไม่น่ารัก คนที่อยากเปลี่ยนโลกต้องเริ่มจากงานบางอย่างที่ไม่มีใครปรบมือ คนที่อยากมีชีวิตอิสระต้องรับผิดชอบสิ่งฐานมากพอที่จะไม่ให้ชีวิตตัวเองพัง
สุดท้ายแล้ว ผู้ชายที่ยังไม่โต ไม่จำเป็นต้องถูกดูถูก แต่เขาต้องถูกเรียกกลับเข้าสู่ชีวิตจริงด้วยความซื่อสัตย์ เขาไม่จำเป็นต้องฆ่าความเป็นเด็กในตัวเอง แต่ต้องเลิกปล่อยให้มันใช้ความฝันเป็นข้ออ้างในการหลบหนี เขาไม่จำเป็นต้องกลายเป็นผู้ใหญ่แข็งทื่อ ไร้จินตนาการ ไร้ความเล่นสนุก แต่ต้องเรียนรู้ว่าความสร้างสรรค์ที่ไม่มีความรับผิดชอบ มักกลายเป็นแค่ภาพฝัน และอิสระที่ไม่มีการเลือก มักกลายเป็นความว่างเปล่า
ถ้าเรามองให้ลึก การโตขึ้นไม่ได้ทำให้ศักยภาพตาย ตรงกันข้าม มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ศักยภาพมีโอกาสกลายเป็นของจริง ความฝันที่ไม่เคยทำ ย่อมดูสมบูรณ์แบบเสมอ ความรักที่ไม่เคยผูกพัน ย่อมดูเป็นไปได้เสมอ ตัวตนที่ไม่เคยถูกทดสอบ ย่อมดูยิ่งใหญ่เสมอ แต่ชีวิตจริงไม่ได้ให้รางวัลกับสิ่งที่อาจเป็นได้ตลอดไป มันตอบสนองต่อสิ่งที่เรากล้าทำ กล้าเลือก กล้าผิด และกล้ารับผิดชอบ
บางทีคำถามที่สำคัญที่สุด จึงไม่ใช่ "เรามีศักยภาพ" เพราะหลายคนมีจริง คำถามที่ยากกว่าคือ "เรากล้ายอมให้ศักยภาพนั้นถูกชีวิตจริงตรวจสอบไหม?" กล้าไหมที่จะเริ่มจากงานเล็ก? กล้าไหมที่จะเป็นมือใหม่? กล้าไหมที่จะถูกมองว่าไม่พิเศษ? กล้าไหมที่จะเลือกทางหนึ่งแล้วปล่อยอีกหลายทางไป? กล้าไหมที่จะรักคนจริงที่มีข้อบกพร่อง แทนที่จะรักแต่ภาพของความรักที่สมบูรณ์แบบในหัว?
เพราะมนุษย์ไม่สามารถอยู่บนผิวน้ำได้ตลอดไป ต่อให้ผิวน้ำนั้นสะท้อนภาพตัวเราได้สวยแค่ไหน วันนึงเราต้องดำลงไปในน้ำจริง ต้องเจอความเย็น ความลึก แรงต้าน และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ การดำลงไปอาจน่ากลัว แต่มันคือจุดที่ชีวิตเริ่มมีน้ำหนัก มีรูปทรง และมีความจริง
ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองวนอยู่กับคำว่า "สักวันนึง" มานานเกินไป อาจถึงเวลาถามตัวเองอย่างอ่อนโยนแต่ตรงไปตรงมาว่า "วันนี้มีอะไรเล็กๆ ที่เราจะทำให้เป็นจริงได้บ้าง?" ไม่ต้องเป็นผลงานชิ้นเอก ไม่ต้องเป็นการตัดสินใจทั้งชีวิต ไม่ต้องเป็นการพิสูจน์ให้โลกเห็นทันที แค่ 1 การกระทำที่พาเราออกจากภาพฝัน และกลับเข้าสู่สู่ชีวิตจริง
เพราะการโตขึ้นไม่ใช่การทรยศต่อวัยเยาว์ แต่คือการพาวัยเยาว์ที่เต็มไปด้วยพลัง ความฝัน และความเป็นไปได้ ลงมาสู่พื้นดิน ให้มันได้มีราก ได้เจอแดด เจอฝน เจอลม และค่อยๆ กลายเป็นบางสิ่งที่มีอยู่จริง ไม่ใช่แค่เงาสวยงามในหัวของเราเอง
หากคุณลอยอยู่บนผิวน้ำมานานพอแล้ว บางทีสิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่แรงบันดาลใจอีกก้อนหนึ่ง ไม่ใช่คนรักอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่แผนใหญ่กว่าเดิมอีกแผนหนึ่ง แต่อาจเป็นการลงมือเล็กๆ ที่ยอมให้ชีวิตจริงเริ่มตรวจสอบเรา เพราะศักยภาพที่ไม่เคยถูกใช้ อาจดูงดงามมาก แต่ศักยภาพที่ถูกใช้ แม้จะมีรอยขีดข่วน แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ กลับเป็นสิ่งเดียวที่มีโอกาสกลายเป็นชีวิตของเราอย่างแท้จริง