📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ธรรมะไม่ใช่แค่เรื่องบนหิ้ง แต่คือวิชาเอาตัวรอดในยุคที่โลกวุ่นวาย | WOODY Avengers

WoodyWorld1:17:33

Transcription

ทำไมฉันต้องมานั่งนับถือศาสนานี้ด้วย?

อืม... ทำไมต้องบังคับให้มาฟังคนที่สิทธัตถะเนี่ย? ทำไมต้องเป็นเขาคนนี้ แล้วเขาคนนี้มันมีความวิเศษยังไง? คือจะตอบยังไงดี?

บุคคลผู้นี้ทุ่มเทแรงกายแรงใจตลอด ไม่รู้ อสงไขยกี่อสงไขยเพื่อหาคำตอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ ถามว่าทำไมต้องเป็นท่านจริงๆ เป็นพี่วูดี้ก็ได้

มุมมองของคนที่ได้ฟังครั้งแรกคิดว่าอะไรที่ทำให้รู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทย์?

เจนหนูอ่ะ มันเปลี่ยนไป ต้องเอาแก่นมาเลยค่ะ

เอาแก่นมาเลย

เอาแก่นมาเลย อยากจะสอนอะไร สิ่งนั้นเกิดประโยชน์ยังไงกับชีวิตเรา?

อ่า หลักสูตรพุทธเนี่ย เราก็เรียนกันมาตั้งแต่วัยเด็กใช่มั้ยครับ แต่ว่าเป็นหลักสูตรแบบ one way communication คุณต้องเชื่ออย่างเดียวนะ คุณห้ามวิพากษ์ เดี๋ยวคุณจะบาป

งั้นพอมันปิดกั้นการตั้งคำถามปุ๊บเนี่ย วัยรุ่นก็ไม่ซื้อ คุณบอดี้

หนูรู้สึกว่ามันเอามาใช้ในชีวิตจริงยังไง? คือมันไม่รู้อ่ะค่ะว่าแล้วมันเกิดประโยชน์อะไร แต่ ณ ตอนนั้นหนูรู้แค่ว่าทำบุญได้บุญ แต่บางทีก็สงสัย อันนี้ได้บุญแล้วใช่มั้ย? [เสียงหัวเราะ] แต่เราก็รู้สึกว่าโอเค ได้บุญ โอเค ชาติหน้าฉันจะเกิดมาสวย

แต่พอหนูมาได้ศึกษาจริงๆ อ้าวมันไม่ใช่สิ่งที่เราได้รู้ได้เห็นที่ผ่านมาเลยอ่ะค่ะ ที่ผ่านมาเราเข้าใจศาสนาผิดไปหมดเลยอ่ะค่ะ

ถ้าเราเข้าใจว่าพุทธะคือตัวรู้ ไม่ได้อยู่ที่พระพุทธรูป ละไม่ได้อยู่ที่เจ้าชายสิทธัตถะ แต่ทุกคนมีพุทธะในตัว Just want ให้คุณรู้เนี่ย พุทธะเกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้น รู้พระธรรมก็คือธรรมชาติที่อยู่ในตัว จะเป็นอริยสงฆ์หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นสังฆะที่อยู่ในตัวเรา ก็คือเรานี่แหละ ก็เป็นพระสงฆ์สาวกที่ปฏิบัติตามพุทธะ ฉะนั้นไม่ได้อยู่ที่ความเชื่อ ละพระธรรมไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎก พระสงฆ์ไม่ใช่อยู่ที่เครื่องแบบ

คุณจะเป็นคริสต์ คุณจะเป็นยิว คุณจะเป็นอิสลาม แต่เมื่อใดก็ตามวันที่คุณเกิดพุทธะ คือความรู้แจ้งขึ้นมา คุณก็ถือว่าเป็นพระสงฆ์ พุทธะแบบนี้ไม่มีศาสนา คุณวดี้ แล้วก็ไม่มีแม้กระทั่งตัวเราที่เข้าไปถึงพุทธะ ด้วยเพราะพุทธะก็เป็นแค่ตัวรู้ ซึ่งตัวรู้ก็ไม่ใช่เรา ฉะนั้นคนที่เข้าถึงพุทธจริงๆ คือคนไม่มีศาสนา

วันเนี้ย เราอาจจะยังไม่เข้าใจ เพราะมันคือไอเดีย นั่นคือปลายทาง แต่พระพุทธเจ้าอ่ะ ไม่ได้ให้แค่ไอเดีย นี่ไม่ใช่ศาสนาว่าด้วยเรื่องของปรัชญา แต่มันคือศาสนา how to มันมีกระบวนการที่พาเราไปสู่ความเห็นแจ้งตรงนั้น ปัญญาเราจะมากพอในการที่เราจะสละ วันนี้เราบอกไม่ ฉันยังสละไม่ได้ ก็สละไม่ได้ ไม่เป็นไร พี่ชายครูเนี่ย กินเหล้าไปด้วย แล้วระลึกพระรัตนตรัยไปด้วยนะ เค้าก็คิดไป เออ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งแล้วก็กิน กินไปด้วยอย่างเงี้ย ผ่านไปปีนึง เลิกเหล้าเองอัตโนมัติ โดยไม่ได้ตั้งเจตนาเลิก

คำสอนของพระพุทธเจ้าเนี่ย มีมากมายเนาะ หลายอันก็มีในหลายศาสนา แต่อะไรล่ะที่มีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ก็คืออริยสัจ 4 นะฮะ

tr

และนี่คือ Woody Avengers

วันนี้เป็น 1 ครั้งที่เรารวมกันเฉพาะกิจนะครับ กับประเด็นที่หลายคนเข้าใจยังไม่เข้าใจ อยากจะเข้าใจ พยายามจะเข้าใจหรือไม่รู้ว่าจะเข้าใจทำไมนะครับ กับคำที่คลาสสิคมากคำว่าธรรมะ ที่บางคนก็ให้นิยามเรียบร้อยว่าคือธรรมชาติ คือปรัชญา หรือแม้กระทั่งบางคนบอกว่ามันคือศาสนาหรือเปล่าด้วยซ้ำไป ดังนั้นวันนี้เรามีเวลาเยอะมากที่จะมาถอดหลัดแล้วก็ตีความสะท้อนคำว่าธรรมะในหลากหลายมุมมากนะครับ ถามความรู้สึกของอาจารย์ก่อนดีกว่าว่าได้มีโอกาสมานั่งในวันนี้เนี่ย คิดว่าคนที่ดู EP นี้ของ Woody Avengers เนี่ยเนี่ยจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจาก EP นี้ครับ

ผมว่าอย่างน้อยก็สิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็คงจะได้ยินได้ฟัง หรือท่านไหนที่เคยได้ยินได้ฟังแล้วเนี่ย ก็น่าจะเข้าใจมากขึ้น แล้วก็หวังว่าสิ่งที่เคยสงสัยเนี่ย มันจะเบาบางลง ซึ่งก็พุทธเจ้าเองเวลาท่านแสดงธรรม ท่านก็พูดอย่างงั้นนะครับ

คุณงอแล้วครับ

คิดเหมือนกันเลย เพราะว่ามันก็คือ ถ้าเกิดในทางพระพุทธศาสนานะ ทำของคว่ำให้มันหงาย อะไรที่เราไม่เคยรู้ เราก็จะได้รู้ เพราะ เพราะปัญญาเริ่มแรกมันเกิดจากการฟังก่อนเนาะ พอเราได้ฟังปุ๊บเนี่ย เอ้ย ไม่เคยรู้มาก่อน หรือไอ้ที่รู้อยู่แล้ว รู้ลึกขึ้น ที่สงสัยมา ก็จะได้คลายสงสัยได้อะไรอย่างเงี้ยค่ะ เพราะว่าชวนคิดดีกว่า เราชวนคิดไปด้วยกันว่าสิ่งที่ศาสนาหรือธรรมะส่งมาถึงเราเนี่ย ศาสนาแปลว่าคำสอนเนาะ ส่งมาถึงเราเนี่ย เฮ้ย เราเอาไปใช้ในชีวิตได้จริงๆมั้ย หรือมันเป็นของแบบไกลตัว เป็นของที่ต้องขึ้นหิ้งแบบที่เราเคยเชื่อมาหรือเปล่า วันนี้เราลองมาคุยกัน

วันนี้ครับ

สำหรับวันนี้นะคะ วันนี้คิดว่าการที่วันนี้มาอยู่ตรงนี้ค่ะ วันนี้ไม่ได้มาเพื่อที่จะทำให้ใครรู้แต่ตัว วันนี้อยากมาแชร์ประสบการณ์ในฐานะของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาศึกษาธรรมแล้วกันค่ะ แต่ว่าในเรื่องของความรู้เนี่ย ก็เอ่อ มีอาจารย์นะคะ มีครูเงาะที่อาจจะมีความรู้มากกว่าตัว วันนี้เองเนี่ย ถือว่าเป็นวัยรุ่นคนนึงที่มาปฏิบัติในเส้นทางนี้อ่ะค่ะ แล้วเห็นว่าชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็เลยอยากจะมาแชร์ค่ะ

งั้นถามวันนี้ก่อนดีกว่าว่า

ค่ะ

มุมมองของคนที่ได้ฟังครั้งคิดว่าอะไรที่ทำให้อาจจะไม่ค

อาจจะรู้สึกว่ามันห่างเหิน อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทย์

อืม ถ้าในมุมของวันนี้แล้วกันนะคะ คือด้วยความเป็นวัยรุ่นเนาะ คือวัยรุ่นในยุคเนี้ยค่ะ เขาต้องการในเรื่องของหลักเหตุหลักผล แล้วสิ่งนั้นก็จะต้องตอบโจทย์วายในชีวิตของเขา หรือตอบโจทย์ว่าในหน้าที่การงานของเขา หรือความสัมพันธ์ของเขา อะไรแบบเนี้ยค่ะ เราอาจจะยังไม่ใช่บุคคลที่เห็นทุกข์เลยในทันทีอ่ะค่ะ เพราะว่าวัยรุ่นเนี่ย ยังต้องใช้ชีวิตอีกเยอะกว่าจะเห็นทุกข์ถูกมั้ยคะ แต่ว่าถ้าหากว่าเราสามารถที่จะพูดในเชิงที่ว่า เฮ้ย ธรรมะเนี่ย สามารถเอามาใช้ในเชิงของความสัมพันธ์เราได้ยังไง แฟนของเราเนี่ย ความสัมพันธ์ดีขึ้น ครอบครัวของเรา แม่ที่เคยทะเลาะกันแล้วเรากลับมาคืนดีกันด้วยธรรมะได้ยังไง หรือว่าการทำงานของเรา เราสามารถทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเป็นหัวหน้างาน การเป็นทีมงาน หรือแม้แต่การทำงานที่เป็นพนักงานประจำที่อยู่ภายใต้การทำงานของใครบางคนที่เรารู้สึกอึดอัด แล้วเราจะต้องเผชิญกับสิ่งๆนั้นน่ะค่ะ เราจะสามารถเผชิญกับสิ่งนั้นได้อย่างไรจากการที่เราเอาธรรมะไปประยุกต์ใช้ หนูคิดว่าถ้าเราพูดกันในเชิงแบบเนี้ย จะตอบโจทย์ให้เขารู้สึกว่า เฮ้ย อันเนี้ยคือเรื่องของเขา

เหตุและผลเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่ต้องการ logic ในการที่จะสะท้อนกลับมาให้กับตัวเขาเองเนี่ย

นั่นคือสิ่งที่เราเจอด้วยมั้ครับคุณเกาะ ในการสอน

แต่ในการแบ่งปันบางทีคือเธอพูดอะไรอ่ะ ฉัน ฉันไม่เข้าใช่ [เสียงหัวเราะ]

ใช่ คือครูเป็นคนที่เป็นนักเถียง เวลาที่ฟังธรรมะจะเถียงทุก [เสียงหัวเราะ] ข้อ จะนั่งแบบนี้ ทำไมงี้ ยังไงอย่างเงี้ยค่ะ แล้วถ้าเกิดบุคคลนั้นตอบให้ครูไม่ได้ ครู ก็ไม่ลงใจในการที่จะไปต่อ เพราะว่าเราศึกษาทางตะวันตกเนาะ ในตอนแรกเราศึกษาในเชิงของแบบจิตวิทยาอะไรพวกนี้ใช่มั้ยคะ วันนึงอ่ะ พี่ดี้ ครูไปที่เยอรมันไปเรียนเกี่ยวกับ psychology เนี่ยแหละ แล้วปรากฏว่าเขาสอนเรื่องสัญญาขันธ์กับสังขารขันธ์ คือความจำกับความคิด

ซึ่งจ่ายตังค์ไปหลายแสนนะคะ ในการที่ไปเรียนครั้งนั้น สอนแค่ 2 ขันธ์ค่ะ มึงเอาอีก 3 ขันธ์กูคืนมาค่ะ อะไรเงี้ยค่ะ แล้วอันเนี้ย เราเรียนฟรีน่ะ อยู่ที่บ้านเรา เรียนฟรีอ่ะ ตอนนั้นน่ะ

แล้วเขาสอนโทษนะ พี่บดี้ ในความรู้สึกเรา รู้สึกว่ามันตื้นแล้วผิวมากๆ เราเคยอ่านหนังสือหลวงปู่ชาแล้วเรารู้สึกว่า โห หลวงปู่ชาได้อธิบายคำว่าสัญญาขันธ์เนี่ย ละเอียดมากว่าที่มาของความทุกข์เรามันเกิดจากความทรงจำของเรายังไง ไปเรียนตรงนั้นเรารู้สึกว่าทัพไทยแตกพ่ายมากตอนนั้นน่ะ ความเจ๋งคือตอนที่ตอนท้ายของคลาสอ่ะ เขาก็จะให้ทุกคนแชร์ คนเรียนเป็น 100 กว่าคนนะ แล้วเราก็ไม่รู้จะแชร์อะไรใช่มั้ย เราก็คิดว่าเอาวะ เอาคำหลวงปู่ชามาแชร์แล้วกัน เพราะว่าสำหรับเขาในมุมของเรารู้สึกว่าผิว แล้วเราก็เลยบอกว่า อ่ะ เนี่ยในมุมเนี้ย เอ่อ อาจารย์ของฉันท่านนึงเคยสอนไว้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เธอสอนเลยนะ ท่านพูดอย่างงี้อย่างงี้อย่างงี้

ประโยคนั่นคือ

วันเนี้ย เอาง่ายๆเลย ถ้าสมมุติสมมุติว่า คุณมีโถโถอุจจาระค่ะ ที่ออกมาจากโรงงานที่มันเพิ่งออกมาเลยนะ ที่เราเห็นโถของผู้ป่วยใช่มั้ยคะ ใสๆเลย เป็นพลาสติกเลย วันนี้ครูเอาฟักทองบดไปวางไว้ในโถอุจจาระนั้น แล้วให้เป็นอาหารเช้าให้พี่วูดี้ทาน ในภาชนะที่เป็นโถอุจจาระนั้น ทั้งๆที่มันคือพลาสติกเหมือนกัน สะอาดออกจากโรงงานเหมือนกัน และนี่คือฟักทองบด แค่เหลืองและละเอียดเท่านั้นเอง แต่เพราะความทรงจำที่เรามีต่อโถนี้ เพราะความทรงจำสัญญาขันธ์ หรือความจำที่เรามีแต่ว่ามันคือโถ แล้วมันเคยมีอึ แล้วมันเคยมีกลิ่น มันเคยน่าขยะแขยง และเหลืองนี้ทำให้ฉันนึกถึงสิ่งนั้น บวกกันปุ๊บ อี๋ ไม่อยากกินนะ เราทุกข์เพราะถูกสัญญาลวงอย่างเงี้ย มา กี่ครั้งกี่หนแล้ว เขาด่าเราครั้งเดียว แล้วเอาสัญญาลวงเนี้ย มาปรุงต่อในชีวิตเราอีกกี่ร้อยรอบ เขาแทงเราหนเดียว เราแทงตัวเองพรุนเลย อย่างเงี้ย พอเงาะยกตัวอย่างอันเนี้ยไปอ่ะค่ะ ว่า เอ่อ เนี่ยมันคือระบบความจำแบบนี้ นั้นในความเป็นจริงแล้วอ่ะ เราไม่เคยเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจริงๆ แต่เราใช้ระบบความจำรันชีวิตของเราอยู่ พอเราพูดเสร็จปุ๊บ กลายเป็นว่าในคนเรียน 100 คนนั้นน่ะ 20 คนเดินมาหาเราโดยประมาณ แล้วมาบอกว่า ยู ฉันเรียนมา 9 วัน ฉันเพิ่งเข้าใจเมื่อกี้อย่างเงี้ย อยู่ไปเรียนจากไหน เราก็บอกว่า ไอเรียนฟรี

ไอเรียนที่ประเทศไทย โดยครูบาอาจารย์ท่านชื่อหลวงปู่ชา อยู่ไปเสิร์ชดูนะ ท่านมีสอนเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษนะ ท่านชยสาโร ท่านก็สอนเป็นภาษาอังกฤษ ก็ให้อันนี้ไป กว่าที่จะเอามาสอนนักเรียนน่ะ ต้องประมวลเองก่อน แล้วเวลาสอนเค้า เราจะไม่สอนแบบศาสนาจ๋า คือเราจะสอนเป็นลักษณะทำให้เค้าเห็นว่ามันมัน apply กับชีวิตของเค้ายังไง เราต้องสอนให้เขาเข้าใจเป็นเหตุเป็นผล แล้วให้เขาถาม พระพุทธเจ้าศาสนาเราอ่ะ เป็นศาสนาที่ยินดีต่อการถูกไถ่ถาม ถูกมั้ยคะ อาจารย์เราไม่มีการห้ามถาม ผิดบาปไม่มี ศาสนานี้ทนต่อการถูกเพ่งพิสูจน์ ฉะนั้นเปิดให้เด็กถามได้หมด เด็กก็จะถามแบบ อ้า แล้วทำไมพระพุทธเจ้าถึงทิ้งลูกทิ้งเมียอย่างเงี้ย เราก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาได้ถาม แล้วเราก็อธิบายในมุมของเรา จนเขาบอก เออ มุมนี้ผมก็ไม่เคยคิดเนาะ เออ make sense ครูเงี้ย สิ่งที่เราแชร์กันได้ มันเลยทำให้เกิดการ connect ได้ง่ายขึ้นอย่างเงี้ยค่ะ

สำหรับคนที่เพิ่งเปิดมาดูแล้วอยู่กับเราถึงจุดๆเนี้ย อาจจะมีคำถามมากมายที่อยากจะสะท้อนกลับไปในโต๊ะนี้ คือพอเรามองดูแล้วเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรม หรือจะเรียกว่าพุทธ หรือศาสนา หรือพพุทธเจ้า ผมว่าเป็นเหมือนขนมชั้นที่มีหลาย layer มาก เพราะว่าสิ่งที่ผมรู้สึกได้ ถ้าผมเพิ่งเปิดมาดู ผมก็จะรู้สึกว่าทำไมฉันต้องมานั่งนับถือศาสนานี้ด้วย

อือๆ

ทำไมต้องบังคับให้มาฟังคนชื่อสิทธัตถะเนี่ย [เสียงหัวเราะ] เขาเป็นใคร เขาพิเศษ ทำไมก็ต้องเป็นคนเดียว หรือทำไมต้องมี 5 คน แล้วมันอะไร [เสียงหัวเราะ] ในหัวมันยังวนอยู่นะ แม้กระทั่ง

จิตตสำนึกผมมันก็ยังขึ้นมาอีกนิดนึงเหมือนกันว่า ฉันจะเอาใช่มั้ย หลักธรรมเนี่ย

เออ

เพราะว่ามันมีทางอื่นที่ไปเยอะแยะมาก หรือมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ในหัวมันก็ยังตั้งเครื่องหมายคำถามเลย ถามอาจารย์ตอบว่า ถ้าเป็นเด็กอายุ 10 ขวบคนนึงถาม

เป็นชุดๆเลยนะ ว่าทำไมฉันต้องมานั่งสนใจ

หรือทำไมต้องเป็นเค้าคนนี้ แล้วเค้าคนนี้มันมีความวิเศษยังไง คือจะตอบยังไงดีให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่ง เพราะอาจารย์คงศึกษามาหลากหลายมิติ คงถามมาเยอะแล้วมาก แล้วเชื่อว่าทั้ง 3 ท่านเริ่มด้วยการตั้งคำถามก่อนแล้ว ไม่ใช่ว่าเข้าใจเรื่องนี้จากการที่บอกว่า อ้อ เก็ [เสียงหัวเราะ]

แต่จากการตั้งคำถาม แล้วเราคิดว่ามาถึงจุดๆนี้บนโต๊ะนี้นะ ผมว่าเราตั้งคำถามเยอะมาก ขอกลับไปที่อาจารย์ว่า แล้วอาจารย์สามารถสะท้อนกลับมาให้เราได้เห็นเป็น layer ได้มั้ยครับ เพื่อเราจะได้เห็นว่าตอนนี้เราอยู่ในจุดๆไหนแล้ว มันคืออะไรกันนะ ถ้าเราซูมเอาออกมา

เด็ก 10 ขวบเนี่ย จริงๆถ้าถามว่าทำไมเขาต้องเชื่อคนๆเนี้ย อันดับแรกก็ต้องถามก่อนว่า มันมีคนยัดเยียดให้เขาต้องเชื่อหรือเปล่า ถ้าเราตั้งต้นการพยายามจะบังคับศรัทธาเนี่ย มันก็ผิดแต่แรกละครับ

เพราะจริงๆแล้ว เอ่อ ศาสนาพุทธเนี่ย แน่นอนศรัทธาเป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าสิ่งที่สำคัญพอๆกับศรัทธาก็คือตัวปัญญา ฉะนั้นการเลือกที่จะเชื่อเลยโดยที่ไม่มีปัญญาเนี่ย มันก็กลับเป็นคำถามที่คุณุที่ตั้งตอนแรกว่า เอ๊ะ มันมีกรอบอะไรที่ทำให้คนอาจจะเข้าไม่ถึงเนี่ย ก็เพราะว่าในสังคมพุทธแบบไทยๆ เนี่ย เราอาจจะเน้นเรื่องศรัทธา

นะครับ เหมือนที่ครูเงาะพูดว่าอ่ะ อาจจะให้เน้นศรัทธาโดยไม่กล้าวิพากษ์ แล้วเราก็ใช้บารมีของคำว่าบุญและบาป ความไม่เคารพ ความลบหลู่ นั่นนู่นนี่มาขวาง ทำให้การวิพากษ์ศาสนาเนี่ยเนี่ย มันเป็นเรื่องที่โดนแบนใช่มั้ยฮะ ซึ่งอันนี้มันก็ไปสัมพันธ์กับเรื่องตั้งแต่หลักสูตรการศึกษาของเราที่ เอ่อ หลักสูตรพุทธเนี่ย เราก็เรียนกันมาตั้งแต่เด็กใช่มั้ยครับ แต่ว่าเป็นหลักสูตรแบบ one way communication ก็คือคุณต้องเชื่ออย่างเดียวนะ คุณห้ามวิพากษ์ เดี๋ยวคุณจะบาป

ฉะนั้นพอมันปิดกั้นการตั้งคำถามปุ๊บเนี่ย ศรัทธามันดิ่งไป ปัญญามันไม่ตาม มันวัยรุ่นก็ไม่ซื้อ คุณบอดี้

ถ้าเด็กๆถามว่าทำไมต้องเชื่อคนนี้ บอกคุณไม่จำเป็นต้องเชื่อก็ได้ แต่ว่าพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่าเอหิปาสิโกนะ แปลว่าคุณลองมาพิสูจน์ก่อนเท่านั้นเอง แม้กระทั่งคำถามคุณวดี้ พระสารีบุตรซึ่งเป็นอัครสาวกเบื้องขวาเนี่ย มีครั้งนึงมีคนมาถามพระสารีบุตรว่า เนี่ย ท่านเ่ะเชื่อพระพุทธเจ้าหรือเปล่า พระสารีบุตรบอกว่าไม่ได้เชื่อ พูดแค่นี้เป็น god of the town เลย คุณภิกษุบอก เอ้ย นี่อัครสาวกนะ พอมีคนถามว่าเชื่อพุทธเจ้ามั้ย ต้องบอกสิว่าเชื่อหมดหัวใจเลยนะเนี่ย ถึงได้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา ถึงบรรลุนั่นนู่นนี่

ปรากฏว่าพุทธเจ้าก็เรียกพระสารีบุตรมาคุย ว่าที่เธอพูดอย่างงั้นน่ะ หมายความว่ายังไง เธอไม่ได้เชื่อเราตถาคตจริงหรือนั่นนู่นนี่ พระสารีบุตรบอกว่า ที่เขาถามมาเนี่ย ท่านเนี่ยไม่ได้บอกว่า เอ่อ ไม่เชื่อตถาคตทีเดียว แต่ที่เชื่อเพราะอะไร เพราะได้ทำตามสิ่งที่พระองค์ตรัส

แล้วมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ จึงเชื่อในสิ่ง ที่ตัวเองได้พิสูจน์

อือ

แต่ไม่ได้เชื่อเพราะเพียงแค่ลำพังฟังปุ๊บ เชื่อทันที

ไม่ว่าใครก็ตามในศาสนาเนี้ย ถ้าคุณเชื่อก่อนเลยเนี่ย แน่นอนศรัทธาเนี่ย มันนำไปสู่การปฏิบัติอย่างอื่นได้ แต่ขณะเดียวกัน เรานึกถึงรถสปอร์ต เวลารถสปอร์ตเนี่ย มันมีความเร็วสูงใช่มั้ย คุณ สิ่งที่ต้องเป็น action ที่ตามกับความเร็วของรถสปอร์ตคืออะไร ฮะ

เบรก

อะไรนะฮะ

เบรกมั้คะ

ถูกต้อง

นั้นบ้านเราอ่ะ เราเร่งสปีดเยอะเลย แต่เราไม่ค่อยมีเบรค คุณวูดี้

งั้นตัวศรัทธาเนี่ย มันเหมือนสปีดอ่ะ

แต่ปัญญาคือตัวเบรก

อื

หยุดก่อน เย็นโยม [เสียงหัวเราะ] ใช่มั้ย แล้วเราไม่เบรก คุณพุเห็นมั้ย แล้วเราก็อกหักมากี่ครั้งละกับการที่ศรัทธาโดยไม่มีปัญญากำกับ

คิดว่าใน EP นี้จะได้ประโยชน์เยอะมากกับหลายๆคนที่ทราบแล้วเข้าใจประมาณหนึ่ง อาจจะมาเติมกับชุดความคิดกับความเข้าใจจากหลากหลายมุมมอง บางคนที่ผมเชื่อว่า advance แล้วก็สามารถมาเติมได้อีกด้วยซ้ำไป ฟังกี่ครั้งกี่ครั้งมันก็ได้มุมมองใหม่เสมอ แล้ว 2 คนที่อาจจะยังไม่เก็ตว่าคุยอะไรกันอยู่เนี่ย อยากให้ลองเปิดใจดูไปเรื่อยๆ

ค่ะ

เดี๋ยวมันจะมีบางเรื่องที่มันอาจจะมาโดนคุณเอกวุฒิ พยายามเป็นกลางที่สุด

ในการถามในวันนี้ ดังนั้นเรามันเข้าโรงเรียนใหม่เหมือนกันนะฮะ วันนี้ เพราะว่าผมไม่อยากทิ้งใครเลยจริงๆ เข้าถึงคำว่าธรรมะก่อนดีครับ อยากให้อ่าแต่ละคนเนี่ย อธิบายง่ายๆในมุมมองของคุณก่อน วันนี้ในมุมวันนี้นะ เวลาที่จะอธิบายธรรมะในคลิปวีดีโอ TikTok 60 วินาที ไม่ใช่ 10 นาทีนะ มันจะมีแบบ

30 วินาที 60 วินาท 1 นาที

ถ้าได้ 60 วินาท คุณจะอธิบายว่า

แหม ปกติตัดต่อคลิปตลอดเลย [เสียงหัวเราะ] ซอยถี่เลย ขอถี่เลยค่ะ คือสำหรับวันนี้มันคือการที่เรากลับมาเข้าใจตัวเองอ่ะค่ะพี่วูดี้ เพราะว่าตัวเราอ่ะมีความไม่ดีเยอะมาก ตัววันนี้มีความขี้อิจฉาก็เยอะ ความโกรธก็เยอะ ความขี้น้อยใจก็เยอะ เรื่องดีก็มีนะคะ อ่ะ แต่ว่าการที่เรามาเรียนรู้ตัวเองอ่ะค่ะ มันคือการเรียนรู้ธรรมในตัวเองนี่แหละค่ะ ธรรมมันเกิดขึ้นกับตัววันนี้ตลอดเวลามันเกิดขึ้นทุกขณะทุกครั้งที่หนูกลับมาเห็นตัวเอง มันคือการที่หนูกลับมาเห็นทุกมิติของอารมณ์ ทุกมิติของพฤติกรรม หรือหรือเรียกว่าสันดาน แต่สันดานในตรงนี้ คือไม่ได้หมายถึงว่าเป็นคำหยาบนะคะ เพราะคำว่าสันดานก็มีทั้งด้านที่ดีและด้านที่ ไม่ดีถูกมั้ยคะ แต่ตัววันนี้อ่ะ กลับมาเรียนรู้ทุกๆสันดานในตัวเองว่าทุกๆ สันดานตรงเนี้ย เมื่อก่อนเราอาจจะไม่กล้ายอมรับ สันดานที่ไม่ดีของเรา เพราะเราพยายามหนีความจริงของตัวเองอยู่ เราอยากจะเป็นวันนี้ที่เพอร์เฟค เราอยากจะเป็นวันนี้ที่ได้รับคำชื่นชม เราอยากจะเป็นวันนี้ที่เก่งในด้านนั้น เก่งในด้านนี้ แล้วเราก็ไม่เคยกล้ายอมรับความไม่เก่งในบางจุดของตัวเองเลยอ่ะค่ะ แต่ในวันที่วันนี้กลับมาศึกษาธรรมอ่ะค่ะ มันคือการที่ทำให้วันนี้กลับมาศึกษาตัวเองว่า อ๋อ เรามีทั้ง 2 ด้าน เรามีทั้งด้านที่ดี ด้านที่ไม่ดี การที่เราจะไปสู่การพัฒนาได้อ่ะค่ะ จุดเริ่มแรกมันคือการที่กลับมาเห็นตัวเองและยอมรับด้านที่ไม่ดีของตัวเอง แล้วสุดท้ายแล้วค่ะ จิตมันจะค่อยๆคลายไอ้สิ่งที่มันยึดความไม่ดีตรงนั้นเอาไว้ สันดานที่ไม่ดีของตัวเองอ่ะค่ะ มันจะค่อยๆคลายลง การเรียนรู้ธรรมของวันนี้ มันเลยเป็นการที่กลับมาเรียนรู้ตัวเอง เข้าใจตัวเอง ให้อภัยในทุกๆมิติของตัวเอง

ของอาจารย์เหรอครับ

ก็จริงๆคุณวี่อาจจะเคยได้ยินบ่อยเนาะ คนชอบนิยามว่าธรรมะคือธรรมชาติ

แต่ว่าเราไม่ไปต่อว่าแล้วธรรมชาติที่ว่า มันคืออะไร

ฉะนั้นจริงๆธรรมะคือธรรมชาติ อันนั้นถูกต้องจริงๆ ธรรมะมันแปลได้เยอะนะฮะ แต่ว่าเอาให้ไปเป็น universal truth เนี่ย ธรรมะก็คือธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แล้วธรรมะที่ว่านั้นก็คือเป็นธรรมะที่เป็นฝ่ายดี เราก็เรียกว่ากุศลธรรม ธรรมะฝ่ายไม่ดีก็เรียกอกุศลธรรม ธรรมะฝ่ายกลางๆ เราเรียกอัพยากตธรรม เมื่อกี้อย่างที่วันนีพูดเนี่ย ฉะนั้นจริงๆเราเนี่ยประกอบไปด้วยธรรมะ 3 อย่าง คือเรามีทั้งฝ่ายดี ฝ่ายนางฟ้า แล้วก็มีฝ่ายมาร แล้วจริงๆเราก็มีฝ่ายกลางๆ ที่เป็นกรรมการห้ามทำเนี่ย เหล่าคือธรรมะที่มันปรากฏขึ้นจริง ซึ่งมันไม่อยู่ที่ความเชื่อของใคร มนุษย์ทุกคน หรือแม้กระทั่งสัตว์ทุกประเภท ก็มีธรรมชาติ 3 อย่างนี้อยู่ในตัวทั้งสิ้น อื ฉะนั้นถ้าให้ นิยามสั้นๆ 60 วินาทีตาม TikTok ธรรมะคือธรรมชาติทั้งดีไม่ดีและกลางๆ

ถูกครับ

คือธรรมะสำหรับครูมันคือกฎความจริงของธรรมชาติ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันล้วนอยู่ในกฎเดียวกัน คือไตรลักษณ์ คือทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มันต้องเสื่อมสิ้น ทนสภาพเดิมไม่ได้ ต้องแปรปรวน อันเนี้ยคือกฎของสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าทั้งภายในและภายนอก ไม่ว่าจะไมค์นี้ หรือตัวครู ทุกอย่างอ่ะ มันคือธรรมะเดี๋ยวกเดียวกัน มันอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้ามาสอนเนี่ย ท่านไม่ได้สอนธรรมะที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์ อ่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงเป็นชุดความจริงของธรรมชาติที่เกี่ยวกับตัวเราทั้งหมด เพื่อพร้อมจะไปรับมือกับความทุกข์ใดๆก็ตามที่ปรากฏ ปัญหาใดๆก็ตามที่เข้ามา ความจริงเกี่ยวกับกายเนี่ย ไอ้สกลกาย ไอ้ร่างกายเนี่ย ไีผมขนเล็บฟันหนัง เนี่ย ความจริงของมันคืออะไร ความจริงของความคิด ความความจริงของความรู้สึก ความจริงของความจำ ความจริงของการรับรู้ที่มันอยู่ในไอ้คนเนี้ย ที่เรียกสมมุติว่าเงาะเนี่ย ความจริงของเธออ่ะคืออะไร เอองั้นพอวัน ที่เรามาเรียนรู้ธรรมะของพพุทธเจ้าก็คือ กลับเข้ามารู้ความจริงธรรมชาติของก้อนนี้ เพื่อให้ก้อนเนี้ยตอบสนองกับธรรมชาติ ต่างๆที่มาปรากฏในชีวิตได้อย่างถูกต้อง เงี้ยค่ะ นี่คือธรรมะในมุมของพระพุทธเจ้า ของของเงาะที่มีต่อพระพุทธศาสนา

งั้นผมไปต่อจากครูเงาะเลยว่าทำไมท่านนี้ ที่เรียกว่าพระพุทธเจ้า

หรือสัมมาสุพระพุทธเจ้าเนี่ย

กลายเป็น the one ที่เห็นเรื่องนี้ ทำไมไม่ใช่วันนี้ที่เห็น [เสียงหัวเราะ] หรือทำไมไม่ใช่ทีมงานที่เห็น ทำไมต้องเป็นเค้าคนนี้ แล้วคงจะคุยได้เป็นวันเลยล่ะเนาะ แต่ แต่โดยสังเขปแล้วกันว่า แล้วทำไมต้องเป็นคนๆนี้ แล้วมันไม่มีคนอื่นอีกแล้วหรือ

มันก็เหมือนกับถามว่ามีใครเป็นพี่บูดี้ได้มั้ย ทำไมพี่ที่เป็นช่างกล้องถึงไม่มาเป็นพี่บูดี้ ถูกมั้ยคะ ทุกคนน่ะมีเหตุปัจจัยที่ส่งให้เราไปเป็นอะไรเนี่ย ที่แตกต่างกัน พระพุทธเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญตนมาไม่รู้กี่อสงไขย ยาวนานมากๆ จากครั้งหนึ่งในอดีตที่ท่านไปเห็นคนหนึ่งคน ที่มีความรู้ในการแจ้งโลกมาก่อน จึงตั้งความปรารถนาว่า ฉันจะมุ่งมั่นอยู่เรื่องเนี้ย อธิษฐานจิตเลย ฉันจะมุ่งมั่นหาทางออกให้ได้ด้วยตัวของฉันเอง โดยเก็บทุกความรู้ในทุกภพชาติ ที่ท่านเกิดไปเป็นสัตว์นรกก็ไปเป็นมาแล้ว ไปเป็นเดรัชฉานก็ไปเป็นมาแล้ว ไปเป็นเทวดา ก็ไปเป็นมาแล้ว ไปเป็นมาให้หมด เพื่อให้รู้รอบในโลกเนี้ย เพื่อมาแฮกกฎของการออกจากโลกนี้ ที่เรียกว่าไปสู่ เอ่อ เรียกอนิพพาน เราจะเรียกนิพพาน อสังขตะ หรืออะไรก็แล้วแต่ สำหรับครูคือบุคคลผู้เนี้ย ทุ่มเทแรงกายแรงใจตลอด ไม่รู้อสงไขยกี่อสงไขย เพื่อหาคำตอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ อ่า ฉะนั้นถามว่าทำไมต้องเป็นท่านจริงๆ เป็นพี่วูดี้ก็ได้ ถ้าพี่วูดี้ตั้งเจตนาวันนี้ว่า ฉันขอเห็นความจริงนี้ในอนาคตรถ แต่ยาวหน่อยนะ

อื

ลงขึ้นเขาลงห้วยหน่อยนะ จะต้องทนแลกอะไรเยอะมากเลยนะ นั่นคือคำว่าที่เราเคยได้เคยได้ยินคำว่าพระโพธิสัตว์ใช่มั้คะครับ

โพระโพธิสัตว์ก็คือบุคคลที่ปรารถนาจะไปแทงตลอดในเรื่องเนี้ย จะไปรู้แจ้งโลกในเรื่องเนี้ย แล้วพอท่านรู้แจ้งแล้วอ่ะ ความเมตตาของท่านน่ะ มันเหลือประมาณน่ะ ท่านก็เอาสิ่งเนี้ยมาสอนให้พวกเราที่ไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดแบบท่านน่ะ

แล้วในวันนั้นเอง ถ้าดูตามหลักการเลย ท่านก็เป็นเหมือนครอรนะจริง

แล้วก็มี follower แล้วก็มีไอดอลด้วย

เป็นกบฏด้วยนะ

ไม่ออกมาเป็นกบฏด้วย ก็เป็นคนนึงแหละที่มีทุกอารมณ์เลย

ค่ะ

แล้วพอวันนั้นตัดสินใจว่าจะลองเดินทางนึง เหมือนกับมี follower ด้วยมั้ มีคนกด follow กี่คนตอนนั้น [เสียงหัวเราะ]

โอ

ตอนเป็นพระพุทธเจ้าหรือยังไม่เป็นพระพุทธเจ้ายัง

ยังไม่เป็น

แถวๆ 5 คนนะคะ เป็น [เสียงหัวเราะ] แล้วมี unfollow มั้ย

unfollow เลยทันที เพราะอะไร

กินข้าวปุ๊บ unfollow เลย

ทำไม unfollow เอ่อ influencer คนนี้ เพราะอะไร

เพราะว่าตอนแรกศรัทธาในปฏิปทา หรือวิธีการปฏิบัติ โอหเคร่งครัดนี่ โอไม่กินข้าว อู้หู ผอมนี่ โอ้โห สุดยอด นี่แหละผู้ทำลายกิเลส ซึ่งในตอนนั้นทำไมคนอยากจะ follow คนแบบนี้

ก็ในยุคนั้นฮะ คุณบดี้ การทรมานตัวเนี่ย เรียกว่าอัตรากิลมฐานโย เป็นเทรนด์ เหมือนเราตอนนี้อาจจะเป็น longevity [เสียงหัวเราะ] นึกออกมั้ คือเป็นเทรนด์ว่าคนจะหลุดพ้นได้เนี่ย มันต้องทรมาน ตอนนั้นเป็นพระโพธิสัตว์เนาะ เจ้าชายสิทธัตถะออกบวชเนี่ย in trend คือเขาทรมานตัว เพื่อเชื่อว่าไอ้ความทรมานร่างกายเนี่ย มันจะทำให้ในที่สุดจิตมันบริสุทธิ์ แล้วมันจะเข้าสู่ความหลุดพ้นที่สมัยนู้นเขาเรียกว่าโมกสะ ซึ่ง เอ่อ เจ้าชายสิทธัตถะก็ลองทุกวิถีทางฮะ อดอาหารอย่างที่ครูว่า ลอง zero gravity แบบ 0 บาท หรือเปล่า เวลาน้ำหน้าหนาวก็ไปไม่ใส่เสื้อผ้า ไปรับความเย็น หน้าร้อนก็ไปอยู่ในที่กลางแจ้งเพื่อให้ร้อน เพื่อทรมานตัว เพื่อหวังว่าเมื่อร่างกายมันทุกข์ มันซัฟเฟอร์แล้วเนี่ย จิตมันก็จะหด ไม่เกิดความอยากนั่นนู่นนี่ แต่ตอนหลังท่านก็เริ่มมาตรัสรู้ว่า เอ้ย หนทางเนี้ย มันไม่น่าจะใช่ละ ไอ้การทรมานร่างกายเนี่ย มันไม่ได้ช่วยทำให้กิเลสมันหมดไป รวมกับการที่พระองค์เคยเสวยสุขในวังแล้วก็เห็นว่า ไอ้การบำเรอตนทุกอย่าง มันก็ไม่ใช่เวที่หลุดพ้น ฉะนั้นอันนึงมันก็คือความติดสุข อีกอันนึงก็คือความทุกข์ทรมาน งั้นท่านเลยตรัสรู้สิ่งที่เรียกว่า middle way หรือทางสายกลาง ก็คือไม่สุดโต่งไปใน 2 ทาง ในการบำเรอตัว หรือการทรมานตัวนี้ ที่คุณวุี้ถามว่าแล้วทำไมเราต้องเชื่อเจ้าชายท่านนี้ล่ะ พ พุทธเจ้าท่านบอกเองนะว่าท่านเนี่ย เป็นเหมือนลูกนกอ่ะ ที่จิกไข่ออกมา กระแทกเปลือกไข่ออกมาได้เป็นคนแรก แล้วท่านก็มาช่วยไอ้ลูกนกตัวอื่นด้วยกันจิก ก็ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเป็นสัมมาสัมพุทธะ คือตรัสรู้เองก่อน และสั่งสอนชาวบ้านด้วย ทีนี้พุทธะมันมีหลายประเภท คุณูดี้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นแบบพุทธเจ้าไงั้น พุทธเจ้าก็เป็น influencer ท่านนึงใช่มั้ย คือท่านเป็นสัมมาสัมพุทธะ คือท่านตรัสรู้แล้วท่านไม่เก็บเงียบ ท่านประกาศ แต่ก็ยังมีพุทธะอีกบางประเภท คุณพุทธอาจจะเคยได้ยินเรื่องปัจเจกพุทธะ อันนี้ตรัสรู้ก็เหมือนกัน แต่ฉันเป็น introvert ฉันไม่บอกใคร ฉันอยู่นิ่งๆของฉันคนเดียว

มี influencer หลายหลาย [เสียงหัวเราะ] ระดับใช่

ไม่ได้สร้าง ไม่ได้สร้างเวลสำหรับการสอน แค่ไม่ต้องการ follower

อยากพระพุทธเจ้าได้เป็น เค้าเรียกว่าเป็น Mega KL มันจะมีใช้ [เสียงหัวเราะ] คำว่า อะไร Mega KL

Mega สูงสุดอ่ะ

ใช่มั้ แล้วก็มี มันมี influencer ที่ไม่แสดงตนด้วย

หลายรูปแบบ

สุดท้ายพุทธะประเภทสุดท้ายก็คือประเภทพวกเราเรียกว่าอนุพุทธะ

อนุนี่ไม่ได้แปลว่าน้อยนะ คุณบดี้ เราชอบเรียกอนุภรรยา เรียกภรรยา จริงๆไม่ใช่อนุนั้นแปลว่าตาม มีภรรยาแล้วยัง มีตามมาเรื่อยๆ งั้นอนุพุทธะแปลว่าผู้ ตรัสรู้ตาม ผู้รู้ตาม รู้ตามใคร รู้ตามสัมมาสัมพุทธะ

อื

นั่นก็คือระบบ ฉะนั้นทำไมเราถึงต้องเชื่อเจ้าชายคนนี้ เขาเป็นสัมมาสัมพุทธะ แต่ถามว่าแล้วเราอยากจะเป็นสัมมาสัมพุทธะได้มั้ย ก็เหมือนที่เมื่อกี้ครูบอกว่าทำได้ ซึ่งพุทธมหายานเนี่ย เขาเน้นให้ทุกคนเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นสัมมาสัมพุทธะกันทั้งสิ้นเลย เพราะกลัวว่าเดี๋ยวจะไม่มี Mega

[เสียงหัวเราะ]

ผู้นำ เอ่อ ต่อไปอีก อ่า ในขณะที่เถรวาทเราเนี่ย เราก็อาจจะเน้นแค่เป็นอนุพุทธะพอ ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าก็พอแล้ว นั้นก็เลยเป็นที่มาของความเชื่อของพุทธของมหายาน หรือเถรวาท

ตรัดภาพมาในวันเนี้ย วัดวาอาราม หรือแม้กระทั่งพิธีการ หรือแม้กระทั่งบทสวดต่างๆ ในบางบางเรื่องเนี่ย ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้เกิดขึ้นในวันนั้น แต่ตามหลังมาอีกที ว่านี่คืออาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนสับสนนิดนึงว่าครอรคนนี้ Influencer ท่านบอกว่าเธอจะต้องกราบแบบนี้ เธอจะต้องนับถือแบบนี้ เธอจะต้องแต่งตัวแบบนี้ มันก็เลยทำให้บางทีพอมาถึงจุดๆเนี้ย ถ้าเกิดไม่ได้เคลียร์ออกมา หรือศึกษา หรือไม่ได้ถามแชท GPT นะ ซึ่งวันนี้โชคดีที่มันเร็วมาก เพราะว่าถามได้เลยใช่มั้ ถามแชท GPT ได้เลย [เสียงหัวเราะ] ทั้งหมดที่เราคุยกันเนี่ย คุณถามต่อได้เหรอ ระหว่างที่ดูอยู่ก็คอมเมนต์มาได้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเราก็อยากจะอ่านบทสนทนาในคอมเมนต์ด้วย พอมาถึงตรงมุมเนี้ยปุ๊บเนี่ย มันก็จะเกิดแบบ อ้ายู มากำหนดชีวิตฉันหมด

แล้วใช้คำว่าศาสนาด้วยนะ

ในวันนั้นเนี่ย เท่าที่เท่าที่อ่านและที่วันนี้เข้าใจมาเองเนี่ย โอเคมั้วันนั้นที่มันเป็นศาสนาตอนแรก

คือเอาจริงๆอ่ะ หนูอ่ะ ก็เติบโตมากับแบบนั้นตั้งแต่เด็กๆอยู่แล้ว คืออยู่กับวัด อยู่กับพระ อยู่กับแม่ชี แบบทำบุญสร้างพระใหญ่ หรืออะไรอย่างนั้นน่ะค่ะ แบบนั้นน่ะมาอยู่แล้ว แต่ ณ ตอนนั้นน่ะ เราไม่ได้รู้สึกอิน คือในมุมของหนูตอนนั้นนะคะ หนูรู้สึกว่ามันเอามาใช้ในชีวิตจริงยังไง คือมันไม่รู้อ่ะคะว่าแล้วมันเกิดประโยชน์อะไร แต่ ณ ตอนนั้นหนูรู้แค่ว่าโอเค ทำบุญได้บุญ แต่บางทีก็สงสัย อันนี้ได้บุญแล้วใช่มั้ย [เสียงหัวเราะ] แต่เราก็รู้สึกว่าโอเค ได้บุญ โอเค ชาติหน้าฉันจะเกิดมาสวย โอเค ตั้งจิตอธิษฐาน เกิดมารวย อ่ะ เกิดมามีแฟนที่ดี หรือเกิดมาในชาติตระกูลที่ดี คือเราก็จะคิดไปในแง่นั้นทั้งหมดเลยอ่ะค่ะ แต่พอหนูมาได้ศึกษาจริงๆ อ้าวมันไม่ใช่สิ่งที่เราแบบ ได้รู้ได้เห็นที่ผ่านมาเลยอ่ะค่ะ ที่ผ่านมาเราเข้าใจศาสนาผิดไปหมดเลยอ่ะค่ะ แต่พอหนูได้เข้ามาศึกษาจริงๆ ถึงแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้าอ่ะค่ะ คือพระพุทธเจ้าอ่ะ สอนให้เรากลับมารู้จักตัวเอง กลับมารู้กาย รู้ใจของตัวเอง แต่ที่ผ่านมาหนูใช้วิธีในการที่ออกไปข้างนอกทั้งหมดเลย มันคือการรู้ข้างนอกๆ แต่ไม่เคยกลับมาทบทวนความทุกข์ในชีวิตของเรา ในวันที่หนูทำบุญเยอะมาก แต่ ณ ตอนนั้นหนูยังเลือกที่จะหนีออกจากบ้านอยู่ หนูยังเลือกที่จะตามผู้ชายไปอยู่ หนูยังเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบที่เรารู้สึกว่าเราด้อยค่าตัวเองอยู่ มันไม่มีแก่นธรรมอะไรที่หนูจะหยิบมาใช้ได้เลย จนหนูรู้สึกว่าหนูอยากจะตาย อยากจะฆ่าตัวตาย ตกหลุมดำ มีภาวะแบบหลุมดำที่ไม่มีใครเข้าใจ มันใช้ อะไรไม่ได้เลยค่ะ พี่วุดดี้ หนูเลยมองว่า ถ้าในอดีตที่ผ่านมา ถ้าหากว่าคนเจนเก่าๆ อ่ะค่ะ การที่ทำตามประเพณี หรือศาสนา เอ่อ พิธีกรรมอะไรต่างๆ รูปแบบ หากว่านำพาเขาไปสู่แก่นของคำสอนพุทธเจ้าได้ อันนั้นเป็นสิ่งที่น่าดีใจ แต่ว่าในเจนของหนูแล้วกันเนาะ หนูรู้สึกว่าเจนหนูอ่ะ มันเปลี่ยนไป มันไม่สามารถที่จะเอาเรื่องของพิธีกรรมแบบนั้นน่ะ มาใช้เพื่อให้หนูนำไปสู่แก่นได้แล้ว ต้องเอาแก่นมาเลยค่ะอ

เอาแก่นมาเลย

เอาแก่นมาเลย อยากจะสอนอะไร สิ่งนั้นเกิดประโยชน์ยังไงกับชีวิตเรา อย่างเงี้ยค่ะ ทำ content เรายังต้องรู้เลยว่า why คืออะไรถูกมั้ยคะ เราก็ต้องรู้เหมือนกันว่าธรรมะนำมาประยุกต์ใช้ยังไง ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นยังไง ครอบครัวของเราดีขึ้นยังไง เราอยากจะเรียนรู้ตัวเอง แต่จริงๆแล้วอ่ะค่ะ เราก็สามารถที่จะเอาคำสอนของพพุทธเจ้ากลับมาเรียนรู้ตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้เลย ทุกวันนี้คือถ้าคนที่ดูอยู่อ่ะค่ะ สามารถเปิด YouTube เข้าไปฟังแล้วเอาไปใช้ได้เลย โดยที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราฟรี

อื

นะคะ ท่านฟรี ทำได้ที่บ้าน ไม่ต้องลงคอร์สปฏิบัติธรรมก็ทำได้

อหลายคนที่ติดตามเนี่ย คงจะต้องตั้งคำถามแล้วว่า ที่คุยกันมาทั้งหมดเนี่ย ฉันอยากจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วเนี่ย ฉันจำเป็นต้องตามคนๆนี้มั้ย เพื่อจะเข้าใจหลักของธรรมชาติ

ทำคู่เงาะท่าน discover แต่ไม่ได้บอกว่ายูจำเป็นต้องมานั่ง

ถูกมั้ครับหมายถึงว่าคุณสามารถที่จะเข้าใจหลักตรงนี้แล้วก็ถ้าเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคุณก็สามารถไปกับมันได้

ใช่ ก็วันนี้ถ้าเราจะไปทำงาน

ครับ

เราจะไป เอ่อ ทำอะไรสักอย่าง เราไปจะทำ AI อ่ะ

เราก็ต้องไปเรียน AI เนาะ เราต้องใช้ชีวิต เราก็ควรเรียนชีวิตเนอะอ

อ่า ทีนี้

สำหรับครูอ่ะ จริงๆในยุคนึงของนักปรัชญาในอดีตเนี่ย เขาบอกว่าศาสนาเนี่ย จริงๆพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนานะ คือเขาบอกว่าคำว่าองค์ประกอบของศาสนาในนักปรัชญายุค 1000 คริสตศักราชเท่าไหร่ Somiเนี่ย ครูจำไม่ได้ละ เขาบอกว่าศาสนาต้องประกอบไปด้วย 1 มีผู้ถ่ายทอด มีผู้อยู่ข้างบนผู้รับสาร หรือหัวหน้าลัทธิ อ่า แล้วก็ Follower แล้วก็คำสอนจะต้องประกอบไปด้วย 4 อย่างนี้ พุทธก็ไม่ใช่สิ เพราะพุทธไม่มี God ถูกมั้ยคะ ภายหลังเนี่ย พุทธศาสนาจัดเป็นศาสนา เพราะคำว่าศาสนาแปลว่าคำสอน วันเนี้เนี่ย ลูกศิษย์มีทั้งคริสต์ อิสระเยอะมาก เวลาอย่างที่วันนี้บอกว่า ในหลักสูตรที่ครูสอนเกี่ยวกับ Self love อะไรต่างๆนานา ในอดีตเนี่ย ครูสอนของฝรั่งเนาะ แล้วครูเห็นครูเห็นว่าครูให้ไปเนี่ย มันดีนะ ไม่ใช่ไม่ดี ของฝรั่งเนี่ยค่ะ แต่มันไม่สุดพิดี้ คือพอเราให้เขาไปแล้วอ่ะ เช่นอย่างสมมุติเขาบอกว่า พอมีอารมณ์เข้ามา เขาจะให้จัดการอารมณ์โดยการเปลี่ยน state ให้เปลี่ยน physiology เปลี่ยนร่างกายก่อน ทำไงก็ได้ให้เปลี่ยนร่างกาย ก็คือสาเหตุ เหตุใหม่ใส่เหตุใหม่ ก็ต้องคลอดอารมณ์ใหม่อยู่แล้วถูกมั้ยคะ เปลี่ยนร่างกายให้เราเปลี่ยนโฟกัส ให้เราไปโฟกัสเรื่องอื่น แทนที่จะไปกดเป้าหมายของตัวเอง อ่า เปลี่ยนคำพูด คือ reframing อ่า เราก็จะเปลี่ยนภาษานี้ เกิดกับเรา ทำไมต้องเกิด เปลี่ยนเป็นอะไรนะ อ่า อันนี้ก็ถือว่าเป็นการให้กุศลกับจิต หรือแนวคิดที่ฉลาด แต่ถามว่ามันแก้ต้นตอได้มั้ย วันๆนึงเราเจอปัญหา กูก็นั่งเปลี่ยนร่างกาย ย้ายโฟกัสครับ คำพูด เปลี่ยนร่างกาย ย้ายโฟกัส มันหนีทั้งวันน่ะ แต่มันไม่เคยเผชิญอารมณ์จริงๆเลย เพราะมันไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าอารมณ์ไม่ใช่ของเรา มันเลยหนีหัวซุกหัวซุน เพราะพุทธศาสนาสอนให้เรากลับมารู้จักอารมณ์ตัวนี้จริงๆ ว่ามันอาศัยเราเกิดยังไง

ต่อหน้าเราเนี่ย มันจะมีชุดเครื่องมือเยอะแยะมากมายนะ เราศึกษาไปเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไตรลักษณ์เอยใช่มั้ครับ อริยสัจ 4 ขันธ์ 5 มรรค 8 เยอะแยะมากมาย พระรัตนตรัยคน ก็จะมีไม่เหมือนกัน อยากจะถามอาจารย์แล้วกันว่า ถ้าจะต้องเลือก 1 tools ในวันเนี้ย ที่จะเป็น true beginner เนอะ เพราะว่าเวลาอย่างที่บอกมีจำกัด ถ้าต้องมี 1 เดือนไลฟ์ [เสียงหัวเราะ] ด้วยนะ ผมว่าเราน่าจะลงได้ลึกมากทุก

ที่เหลือเดี๋คุณจะให้ AI หาให้คุณแล้วกัน ในวันนี้แล้วเดี๋เรามาคุยกันต่อได้ แต่ผมว่าไม่ว่าคุณ เอ่อ จะมีเพื่อนฝูง หรือผู้ที่เรียกว่าผู้ที่รู้เนี่ย คุณสามารถถามตั้งคำถามได้แล้วศึกษากันต่อไป แต่สมมุติวันนี้เรามีเครื่องมือเยอะแยะมากมายกลางโต๊ะเนี่ย อาจารย์คิดว่าในวันนี้เนี่ย ถ้าอาจารย์จะต้องเลือก 1 เครื่องมือนะ

ครับ

ไปติดตัวไว้ตลอด เครื่องมือไหนที่คิดว่าน่าจะอธิบายแล้วเห็นภาพได้ง่ายสุด แล้วก็แล้วก็เป็นประโยชน์สุด

เตรียมมาจากบ้านเลยฮะคุณหลักอันนี้เรียก ว่าอินทรีย์ 5 ไม่รู้คุณคุณดี้เคยได้ยินมั้ย อินทรีย์คือความเป็นใหญ่ครับ

ซึ่งอินทรีย์เนี่ย ถ้ามันพัฒนานะ มันจะกลายเป็นพละ มันจะทำให้จิตมีกำลัง องค์ประกอบ 5 อย่าง มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งผมขออนุญาตเปรียบเทียบกับมือนิ้วมือเรา คุณนิ้วก้อยปกติเราไว้ทำอะไรฮะ

แค่แค่ขี้มูกนะคะ [เสียงหัวเราะ]

ทำไมคิดตรง เราใช้นิ้วก้อยทำอะไรคะ ครูเงาะ ส่วนใหญ่

เออ ดีกันนะ

อ้า ถูกต้อง นิ้วก้อยจึงเหมือน [เสียงหัวเราะ] ศรัทธา นิ้วก้อยจึงเหมือนศรัทธา เวลามีอะไรที่เราศรัทธา ทุกอย่างดีหมด จริงมั้ยฮะ

นิ้วโป้งครับ คุณครูเงาะ

นิ้วโป้งคือเบรกเหรอ หรือเยี่ยมชม กดไลก์ ใช่มั้ย เราใช้นิ้วโป้งอีกอย่างนึง เวลาสมัยอนุบาล เราโป้งเพื่อนเพราะอะไร

โกรธเหรอ

โกรธเราโกรธ

ฉะนั้นเวลาดีเราก็กดนิ้วโป้ง กดไลก์ เวลาเราโกรธเราก็กดนิ้วโป้ง นั่นแปลว่าเวลาเราเห็นความดี หรือความไม่ถูกต้อง เราใช้นิ้วโป้งเสมอ นิ้วโป้งจะอุปมาดุจปัญญา

อื

ปัญญารู้ถูกรู้ผิด ปัญญา ศรัทธา นิ้วโป้ง นิ้วก้อย คุณต้องบาลานซ์ ศรัทธานำปัญญาน้อย เชื่อทุกอย่าง

งมงาย

จอมปลวกก็ไหว้ ก้อนหินก็ไหว้ ต้นไม้ก็ไหว้

ปัญญามากเหลือเกิน ศรัทธาน้อย บาลานซ์ซีมีแต่ความสงสัย ทำไมต้องเชื่อพระพุทธะล่ะ เดินได้ 79 จริงหรือเปล่า ใช่มั้ฮะ ขึ้นสวรรค์จริงเหรอ ไปโปรดพุทธมารดาสวรรค์อยู่ตรงไหนในอวกาศ ไม่เห็นมีเลย เพราะอะไร เพราะปัญญานำศรัทธา ฉะนั้นปัญญา ศรัทธาต้องบาลานซ์ ตัวต่อไป นิ้วชี้เรามักใช้นิ้วชี้ทำอะไรฮะ

สั่งนะคะ

อเงาะทำนั่นนะ วันนี้ทำนี่ พี่วี่ทำนั่น คนงานทำนี่ นี่ความสั่ง ความขยันเนี่ย มันจะเหมือนวิริยะ ความเพียร เหมือนนิ้วชี้อ

นะฮะ นิ้วนางนี่อุตส่าห์เตรียมมาจากบ้าน เรามีหน้าที่ทำอะไรฮะ อวิรแ

นิ้วนางเรามีหน้าที่ทำอะไร

อวิรแบบมั่นค่ะ

ใช่นิ้วนางเราเกิดมาทำหน้าที่อย่างเดียว คือใส่แหวน ฉะนั้นนิ้วนางจะอุปมาดุจสมาธิ นั้นคนที่นิ้วชี้เยอะ สมาธิน้อย พวกนี้ฝูงฟุ้งซ่าน เช้าก็ไลฟ์ ตื่นมาก็ขาย TikTok เดี๋ยวก็ไป

อ่า ทำกิจกรรม เดี๋ยวก็ต้องไปไบบาสกิ เดี๋ยวก็ต้องไปเอาฟิตเนส [เสียงหัวเราะ] เดี๋ยวก็ต้องไปกินคลีน คุณนึกออกมั้ย

แต่ว่า

ความเพี้ยนเยอะ ขยันมากเลย แต่สมาธิน้อย นั้นจิตใจจะฟุ้งซ่าน ส่งออกนอกตัว ที่น้องวันนี้พูด

ในทางตรงกันข้าม นิ้วนางเยอะ สมาธิเยอะ เหลือเกิน พวกเข้าป่าเข้าดอย เข้าสมถะนิ่ง แต่ความเพียรน้อย พวกนี้ก็จะหดหูเซื่องซึม หนีโลก ไม่กล้าเผชิญตามความจริง เพราะติดสุขเนี่ยในสมาธิ แต่นิ้วที่สูงที่สุดในมือเราฮะ

นิ้วกลาง

ห้ามชูนิ้วเดียวนะ [เสียงหัวเราะ] นิ้วกลาง คือสติ

สติคือนิ้วกลาง

ใช่งั้นสติเป็นธรรมที่จำต้องปรารถนาในที่ ทุกสถานในการทุกเมื่อ ฉะนั้นก่อนพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน เราคงเคยเคยได้ยินว่า พระโอวาทสุดท้ายที่พุทธเจ้าตรัสสอนทุกคน คนเราเวลาจะตายเนี่ย มันต้องพูดประโยคเด็ดสุดถูกมั้ย อ่า ประโยคสุดท้ายที่พุทธเจ้าตรัสกับพวกเรา คือให้ทำกิจทั้งปวงด้วยความไม่ประมาท ความไม่ประมาทที่ว่านั้นคือสติ งั้นสติจะเป็นตัวบัลลังก์ปัญญา ศรัทธา วิริยะ สมาธิ ให้บริบูรณ์ ถ้าเราทำตรงเนี้ย เอาไป apply ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม แล้วตอนเนี้ยเรารถม้า 5 ตัวของเราเนี่ย ตัวไหนมันมันเสียศูนย์หรือเปล่า เราปัญญานำเกินจนจิตใจเราแห้งแล้ง ไม่เชื่ออะไรเลยหรือเปล่า หรือเราศรัทธาจนไม่มีปัญญา หน้ามืดตามัวนะฮะ ใช่มั้ฮะ หรือว่าเราเพียรขยันเหลือเกิน จนหาความสงบในใจไม่ได้เลย หรือเราสงบเกินไป จนไม่สนใจที่จะขวนขวายแม้ทางโลกและทางธรรม นั่นแปลว่าสติเราอ่อน ถ้าสติเราบริบูรณ์ 5 ตัวมันจะไปตาม เราก็คิดว่าธรรมะเนี่ย น่าจะเอาไป apply ใช้ได้สำหรับ เอ่อ พุทธศาสนา 0.01 01 [เสียงหัวเราะ]

เชื่อว่าหลายคนที่เอา Content เมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาไป rerun ได้ฟัง 10 รอบเนี่ย โอ้โหมันตื่นได้ในหลายมิติมากของครูเงาะแหละครับ มีหลายเครื่องมือมากเลยครับ ถ้าจะต้องเลือกมาสัก 1 ชุดเครื่องมือที่ รู้สึกว่าช่วงที่ผ่านมามัน

มันมันเป็นประโยชน์เหลือเกิน

คือในคำสอนของพระพุทธเจ้าเนี่ย มีมากมายเนาะ และหลายอันก็มีในหลายศาสนา แต่อะไรล่ะ ที่มีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ก็คืออริยสัจ 4 นะฮะ

Four Noble Truths

อ่ะ ใช่ค่ะ Four Noble Truths อริยสัจ 4 เนี่ย มันคือการเข้าไปเห็นความจริงในทั้งหมดเนี้ยจริงๆ ที่เมื่อกี้พี่บดี้พูด ไม่ว่าจะอริยสัจ 4 ขันธ์ 5 มรรค 8 จริงๆมันเรื่องเดียวกันหมดเลย งั้นข้อที่สำคัญที่สุดก็คือตัวแรกในขบวนของอริยมรรคก็คือ สัมมาทิฏฐิ คือการเห็นให้ถูก ฝรั่งเขาจะบอกว่าให้คิดถูกให้ดี

อือ

เราจะมี mindset ที่ดีไม่ได้เลย ถ้าเราไม่เคยเห็น หรือได้รับความรู้ที่ถูกต้องมาก่อน จริงมั้ยคะ งั้นวันเนี้ยใน mindset อ่ะ พระพุทธเจ้าจึงให้เป็นกระดุมเม็ดที่ 2 นะ ไม่ใช่เม็ดแรก

แต่แล้วไม่ใช่ปรับ mindset ก่อน แต่ก่อนจะปรับ mindset คุณต้องดู

ยูต้องรู้ในสิ่งที่ถูกก่อน รู้ในสิ่งที่ถูก ยูถึงจะคิดถูก แล้วพูดถูก และทำถูก

แล้วรู้ในสิ่งที่ถูก จะรู้ยังไง

ก็นี่ไง การหาคนที่เขามีปัญญา แล้วเราก็เข้าไปศึกษา ฟังก่อน ฟังก่อน ฟังธรรมเนี่ยแหละค่ะ ฟังให้รู้ก่อน ถ้าฟังธรรมเนี่ย ได้อินทรีย์ 5 ครบเลยนะฮะ ถ้าเราฟังธรรมตัวเดียวเนี่ย ได้ทั้งปัญญาที่เกิดขึ้น ศรัทธาก็จะเกิด เพราะหลายครั้งที่ครูเงาะฟังธรรมอ่ะ แล้วครูเงาะแบบ โห พระพระพุทธเจ้า อะไรขนาดนี้เนี่ย เมื่อกี้แค่ อาจารย์เล่าเรื่องพระสารีบุตร ครูยังขนลุกขนพองเนี่ย มันได้ทั้งปัญญา ได้ทั้งศรัทธา ขณะที่ฟัง ตั้งใจฟัง มีทั้งความเพียรและสมาธิ สติอยู่กับสิ่งที่ฟัง ครบอินทรีย์ทั้ง 5 เริ่มกระดุมเม็ดแรก โดยการฟังก่อน หาให้สัมมาทิฏฐิกับตัวเอง ให้ตัวเองเห็นให้ถูก เพราะอะไร ถ้าเราก็เรามาบอก mindset ให้ดีแล้ว ถ้าเกิดไอ้ชุด mindset เรามันดันไปได้ความรู้ที่ผิดมาล่ะ มันจะทำให้เราคิดผิดตาม พูดก็ผิด ผิดทั้งสายโดมิโน พระพุทธเจ้าถึงตรัสไว้ว่าเนี่ย สัมมาทิฏฐิเนี่ย ปุพพังคมา คือเป็นตัวนำของกุศลธรรมทั้งหมด กุศลธรรมธรรมที่เราอยากจะมีศีล อยากมีศรัทธา มีปัญญา อยากเป็นคนดี อยากอะไรก็แล้วแต่ สัมมาทิฏฐิต้องมาก่อน ถ้าสัมมาทิฏฐิถูก ไม่ต้องห่วง กุศลที่เหลือจะมาเองโดยธรรมชาติ ศีลจะมาเองโดยธรรมชาติ งั้นเมื่อไรก็ตามที่วันนี้เราบกพร่อง อย่างเด็กบางคนบอกว่าหนูไม่เอาหรอกศาสนา หนูว่ามันไม่เท่ รู้จักหรือยัง ไปรู้จักก่อน ก่อนที่หนูจะเสียโอกาส วันที่หนูรู้จักจริงๆแล้วหนูปฏิเสธได้เลยลูก ถ้าหนูเห็นว่ามันไม่ตรงกับการใช้ชีวิตของหนู แต่ อย่าทำให้ตัวเองเสียโอกาส เพียงเพราะเราไม่ฉลาดเลือกที่จะฟัง หนูเข้าไปฟังก่อนลูก ฟังย้ำๆ ซ้ำๆ เพราะพอเราฟัง เราจะเริ่มเข้าใจว่าอะไรที่เรียกว่าทุกข์ แล้วเราจะรู้ว่าเหตุของมันน่ะคืออะไร แล้วพอเรารู้ปุ๊บ เราจะรู้เลยว่ามันดับได้นะ ไอ้เหตุตัวเนี้ย และวิธีการของมันน่ะคืออะไร เรารู้แค่นี้เลยค่ะว่าพระพุทธเจ้าเนี่ย ไม่ว่าจะไปสอนที่ไหนแล้วใครแจ้งธรรม จะเปิดด้วยอะไรก็ตาม จะเปิดด้วยอนุปุภิกถาทานศีลอะไรก็ว่าไป หรือบางที่อาจจะเปิดด้วยกสินไฟ แข่งกับท่านจะเปิดด้วยอะไรก็แล้วแต่ เพื่อกำราบเค้าเรียกงามในเบื้องต้น ท่านจะกำราบ stage เนี้ย ต้องฟังเรื่องนี้ ท่านจะไม่ ได้สอนทุกคนเหมือนกัน แต่ stage สุดท้ายคืองามในที่สุด จบด้วยอริยสัจ 4 ทุกครั้ง

ซึ่งกลายเป็นภาษาอังกฤษ Four Noble Truths นั้นก็คือ 4 ความจริงที่เป็นเลิศแล้วกัน อย่างงี้เลิศที่สุด

แต่เวลาพูดว่าอริยสัจ 4 ผมว่าคำเนี่ย บางทีมันกระทบโหแล้วมันอาจจะโอ้โซยากมาก

อ่ะ แปลเป็นไทย ความจริงอันเลิศ

อ่ะ ความจริงเลิศ 4 ประการ

เออ ความจริงเลิศ 4 ข้อ

ซึ่งข้อแรกคือ

รู้ว่าอะไรเรียกว่าทุกข์

รู้ว่าอะไรเรียกว่าทุกข์

เช่นอย่างสมมุติว่าตอนนี้เราเข้าใจว่าทุกข์ คือต้องแง่เออ ชีวิตฉันดีไม่มีความทุกข์เลย จริงเหรอ ลองอยู่กับร่างกายแล้วไม่ขยับซิ ที่บอกว่ามีความสุข ลองยิ้มท่าเนี้ยค้างสัก 5 นาทีซิ สุขจริงมั้ย ไอ้สิ่งที่เรียกว่าสุขเนี่ย อาบน้ำเย็นๆ สบายๆ ลองอาบสัก 3 ชั่วโมงซิ

อือๆ

เปื่อยนะ

อือ

นี่คือความจริง ทุกข์จึงแปลว่าความทนสภาพเดิมไม่ได้ ความเปลี่ยนแปลง ความบีบบังคับ ออกไป

งั้นแปลว่าทุกอย่างในโลกมันมีทุกข์

ใช่ รวมไปถึงทุกข์ที่ก้อนที่ท่านให้ดูคือคำว่าขันธ์ 5 คือก้อนนี้ กายเนี้ย ไปเรียนรู้ทุกข์ของกาย การเกิดทุกข์เนี่ย มันมายังไง

แล้วทุกครั้งที่เกิดทุกข์ จะมีสิ่งที่เกิดร่วม

ข้อ 2 คือ

เหตุของทุกข์ คือแปลได้ 2 อย่าง สมุทัย เนี่ย สมุสมุทัยที่เขาบอกว่าเหตุแห่งทุกข์ จริงๆมันแปลว่าสมะเนี่ยแปลว่าเสมอ คือเกิดร่วม อุทยคือแปลว่าอุทัยเหมือนพระอาทิตย์ขึ้น สุสมุทัยจึงแปลว่าสิ่งที่เกิดร่วมกับอะไรร่วมกับความทุกข์ เช่นถ้าสมมุติครูโกรธ มันจะมีสมุทัยที่เกิดร่วมด้วยเสมอ คือการอยากผลักความโกรธออก อันนี้คือธรรมชาติ อย่าเกลียดตัวเองเวลาที่มีความอยากเกิด มันมาด้วยกันอยู่แล้ว แต่แค่พระพุทธเจ้าให้เข้าไปรู้เนี่ย อยู่ในธรรมจักร กับปวัตนสูตรเลย ให้เข้าไปรู้ในบทแรกที่ท่านสอนเลยนะ เข้าไปรู้ความจริง รู้ความจริงเราจะละตัวนี้ได้ เราจะไม่เข้าไปเป็นความอยาก พอเราเห็นความโกรธเกิดขึ้น อ๋อ ความโกรธเป็นแค่ทุกข์ เป็นแค่ระบบทุกข์ ไม่ใช่ฉันเป็นความโกรธนะ เนี่ยตัวนี้แยกให้ได้ ความโกรธเป็นทุกข์ด้วยตัวของมัน ฉันไม่ต้องเป็นเธอก็ได้ งั้นคนรู้ทุกข์จึงไม่เข้าไปเป็นทุกข์ รู้ทุกข์ว่ามันเกิดยังไง รู้ว่ากายเี่เกิดยังไง จิตเราเกิดยังไง พอเราเห็นปุ๊บ พอมันเสื่อมลงไปได้เนี่ย ไอ้ตัวเนี้ยเราละ เราจะไม่ทะยานอยากไปผลักคนอื่นออก มันจึงเกิดภาวะการดับลงไปของความทุกข์ ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ดับทุกข์ ท่านไม่ได้ให้ดับทุกข์นี้ ท่านให้ดับทุกข์อันเกิดจากการที่ไม่รู้จักตัวนี้ต่างหาก เพราะเมื่อครูเงาะไม่รู้จักทุกข์ของความโกรธ เช่นสมมุติว่าครูเงาะโกรธปุ๊บ ครูเงาะไม่รู้จัก ครูเงาะจะอยากผลักความโกรธออก ถูกมั้ย แล้วครูเงาะผลักด้วยวิธีอะไร ด่ากลับ หรือทำให้คนอื่นมารับผิดชอบ ซึ่งอีเนี่ย ปากแจ๋วอยู่แล้วด้วย แล้วเป็นคนที่มีคลังความรู้ด้านจิตวิทยาการสื่อสารเยอะ สมมุติครูเงาะจะบอกให้แฟนที่ไม่ได้ดังใจครูเงาะเนี่ย ครูเงาะก็ใช้หลักจิตวิทยา เงาะเข้าใจว่าโจอี้คิดอย่างงี้นะ แต่ทีนี้เงาะอยากให้โจอี้ทำอย่างงี้อย่างงี้ ทั้งหมดครูเงาะทำเพื่อ ให้ถูกสันดานตัวเองหมดเลย เพราะครูเงาะพยายามปัดความทุกข์ออกจากจิตครูเงาะ เป็นมันละ แต่ถ้าครูเงาะมองว่าความทุกข์เนี้ย มันก็เกิดจากปัจจัยที่เราสั่งสมมา เกิดบีบคั้นเราให้ตายแค่ไหน อ๋อ การบีบคั้นนี่คือสมุทัย มันอยากให้เราทำอย่างอื่น อ๋อ นี่คือสมุทัย ความสมุทัยเกิดขึ้นในจิต จิตมีสมุทัยเกิดขึ้น โอ๊ย ความอยากเกิดขึ้นในจิต ความอยากบีบคั้นจิต โอ๊ย มันทำให้ร่างกายร้อนขนาดนี้เว้ย เรียนรู้ โอ๊ยร้อนเว้ย โอ๊ย มันปรุงด้วย มันปรุงว่าด่าสิมึงต้องด่า โอนี่คือการปรุงแต่งเพิ่มเติมของความโกรธ แล้วเราดูไปอย่างเงี้ย แล้วมันดับพรึบ ทุกข์ตัวใหม่ ครูไม่เพิ่มแล้วนะ

อื

พระพุทธเจ้าให้ดับทุกข์ตัวนี้ค่ะ

ทุกข์เทียมที่ไม่ใช่ทุกข์แท้ ทุกข์แท้แก้ไม่ได้ ยอมรับอย่างเดียว แต่ทุกข์ที่เราดับได้ คือทุกข์ที่ไม่จำเป็นต้องเกิดอีก อย่างเงี้ยค่ะ เมื่อเราดับได้ ณ การที่ เราเห็นเนี่ย เห็นว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือสมุทัย อะไรคือนิโรธ นี่คือความเห็นอันถูกต้อง ที่เรียกว่ามรรค

มรรคคือ

มรรคคือจะแปล คือหนทางที่จะทำให้เราอ่ะดับทุกข์ได้ อ่า ฉะนั้นมรรคที่ถูกต้องตัวแรก ที่พระพุทธเจ้าบอกก็คือเห็นให้ถูก เห็นว่ามันเป็นทุกข์ อย่าเข้าไปเป็นมัน เห็นว่ามันคือสมุทัย ละมันซะ อย่าไปอย่าเข้าไปเล่นกับมัน เห็นว่าการเกิดของทุกข์มันดับได้ เนี่ยนิโรธ เมื่อเราเห็นมันดับได้ เราจะรู้เลยว่าแกไม่มีอำนาจเหนือชั้นเซียนแล้ว แกปลูกเรือนในจิตข้าไม่ได้แล้ว เพราะข้าเห็นแกแล้ว เออ แกบีบข้าเลย แกบีบข้าเลย แต่แกไม่ใช่ข้า แกอาศัยรถข้าอยู่ แต่เอ็งขับรถข้าไม่ได้ เดี๋ยวป้ายหน้ามึงหมดเวลามึงก็ลง ให้มึงลงป้ายหน้าไปนะ ลงไปนะน้อง อารมณ์จะ คือเราก็ไม่ได้ไปอาฆาตอารมณ์ด้วย ก็เขาก็เกิดของเขาตามเหตุตามปัจจัย เมื่อเขาดับลงไปได้ พรึบลงไปเรียบร้อย มรรคเจริญ พระพุทธเจ้าบอกข้อนี้ทำให้เจริญ คือทำซ้ำๆ ที่เราเรียกภาวนา ภาวนาแล้วคนไทยก็เข้าใจว่าภาวนาก็คือสวดมนต์บ้าง ภาวนาคือทำนั่นทำนี่บ้าง ภาวนาแปลว่าทำให้มากขึ้น ทำอะไรให้มาก ทำความเห็นนี้ให้มาก เห็นว่าทุกข์ อารมณ์มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิด และมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับ เมื่อเห็นอย่างนี้ซ้ำๆ จึงเห็นความไม่เป็นเราในอารมณ์ต่างๆ ทำต่อเนื่องได้เมื่อไหร่ คำว่าเงาะกับการเป็นเงาะอ่ะ มันจะแยกออกจากกัน และนั่นแหละ วันที่พี่วูดี้ไม่ทุกข์ ที่พ่อคนอื่นเสียชีวิตก็เพราะว่าเขาไม่ใช่พ่อพี่ วันนี้ที่เราทุกข์ เพราะเราเห็นผิดว่าทุกอย่างมันเป็นของเรา เราเห็นว่ามันเป็นของเรา เพราะเราแค่เห็นว่ามันเป็นเราตั้งแต่ต้น

อื

มันเป็นเรายังไง ตอนเกิดมามันใช้ผมเส้นนี้เหรอ ถูกมั้ยคะ เราก็แค่กินเข้าไปแล้วก็ย่อยๆออกมา มันก็งอกๆๆๆออกมา แล้วเราก็ไปงง ว่ามันเป็นเรา แต่พอมันร่วงลงมาอยู่ที่โต๊ะเนี่ย มีใครอ่ะ สวัสดีค่ะครูเงาะมั้ย [เสียงหัวเราะ] ไม่มีถูกมั้ยครูง

เหมือนสวัสดีเล็บที่ตัดไป

ใช่ แต่ตอนอยู่บนเนี้ย อุเป็นชั้นทั้งก้อน

อือ

ตัวนี้แหละที่คุมกับความรู้ของพระพุทธเจ้า ว่าท่านไปเห็นต้นตอของมันได้ยังไงอ่ะ คือต้นตอคือคำว่าไม่รู้คำเดียว ไม่รู้ไอ้ตัวเนี้ย ไม่รู้ตัวเดียว จึงเป็นเงาะ พอเป็นเงาะ ก็เป็นของเงาะ เสื้อของเงาะขาดไปปุ๊บ เงาะทุกข์ เพราะเสื้อของเงาะ ความสุขของเงาะ ใครจะมากระทบกระเทือนไม่ได้ เธอต้องรับผิดชอบความสุขของเงาะ โลกวันเนี้มันเดือดร้อนเพราะความไม่รู้ตัวนี้ตัวเดียว ไม่มีคนเลวหรอก มันมีแค่คนไม่รู้กับคนรู้ พระพุทธเจ้าจึงมาทำให้เรารู้ ทำให้เราสว่าง เหมือนเราวันนี้ ถ้าเราสอนกันในแค่ระดับกุศลน่ะ เหมือนวันนี้ครูเงาะอยู่ ในฝันแล้วมีคนให้กุศลครู โอเค กุศลดีนะ เราต้องใช้ในการเดินในชีวิตนี้ เพราะกุศลแปลว่าฉลาด เราจะทำสิ่งที่ไม่เบียดเบียนตัว เองก็คือทำกุศล เหมือนที่วันนี้บอก เลือกพูดดี เพราะไม่อยากเบียดเบียนตัวเองอีกต่อไป งั้นเวลาครูเงาะอยู่ในความฝันเนี่ย ถ้าครูเงาะฝึกแค่ระดับกุศลเนี่ย เต็มที่ครูเงาะได้เหมือนครูเงาะอยู่ในสงครามแล้วกัน ในฝันกำลังสู้รบเลย ครูเงาะได้โล่ ครูเงาะได้มีด แต่พระพุทธเจ้าอ่ะ ท่านไม่ได้ให้โล่กับมีด ท่านมาปลุกว่าตื่นฝันอยู่ ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเลย

อือ

เออ ไม่ต้องเล่นเกมแล้ว

อือ

ไม่ต้องเข้าไปสู้กับใครแล้ว ในระดับกุศลก็ดี อกุศลก็ดียังทำให้เราฝันอยู่ แต่พุทธะแปลว่าตื่นนะฮะ ท่านมาทำให้เราตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน

ขอต่อยอดจากที่คุณเงาะพูดเมื่อสักครู่นึง เพราะว่าการที่เราจะบอกว่านี่ไม่ใช่ตัวเรา นี่ไม่ใช่ความคิดเรา

นี่ไม่ใช่ร่างเราเนี่ย มันจับต้องยากมาก อาจารย์อาจารย์สามารถสะท้อนกลับมาให้ฟังได้มั้ยว่าการเซี้มันบอกว่าไม่ใช่เรา มันช่วยยังไงเนี่ย มันแยะ มันมันทำให้ฟังแล้วมันทุกข์มากกว่าอีกนะเออ [เสียงหัวเราะ] เพราะฉันเกิดมาในร่างนี้มัน 20 30 ปี เธอมาบอกฉันว่า

นี่ไม่ใช่ฉัน

ฉัน

อื

เข้าใจ

คือเราหลงอยู่กับสมมุติเนาะ คุณบูดี้ มันเป็น conventional true อ่ะ ก็คือมันจริง

การมีเราอ่ะ มันเป็นจริงระดับสมมุติ แต่โดยปรมัตถ์แล้ว มันไม่มีเราอยู่จริง ทีนี้สิ่งที่ จะสะท้อนว่าเอ้ย ทำไมมันไม่ใช่เรา ก็เพราะว่าถ้ามันเป็นเราเนี่ย พพุทธเจ้าบอกว่ามันต้องบังคับมันได้ แต่เราก็รู้อยู่ลึกๆอยู่แล้วว่าจริงๆ เราบังคับบัญชาอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจ บางครั้งเราอยากจะไม่โกรธ แต่มันก็โกรธใช่ไหม บางครั้งเราอยากจะไม่โลภ มันก็โลภ ฉะนั้นถ้าเราเข้าไปพิจารณากายและใจบ่อยๆ ที่เรียกว่าวิปัสสนาเนี่ย เข้าไปเห็นเนี่ย มันก็จะเห็นว่าจริงๆแล้วร่างกายมันไม่ใช่เรา แล้วถามว่าเอ๊ะ การเห็นแล้วไม่ใช่เรา แล้วมันควรจะต้องไม่ทุกข์ เพราะว่าอะไร เพราะว่าที่เรายึดมั่นถือมั่นอยู่ทุกวันเนี้ย มันก็เลยทำให้เกิดกองทุกข์ทั้งปนใช่ไหมฮะ เราไปยึดตรงไหนก็ทุกข์ตรงนั้น ถ้าไม่ยึด ความทุกข์มักจะเบาลง เหมือนมีเทวดามาเคยคุยเหมือนที่คุณวุดี้ถามเป๊ะเลย เทวดาเป็นพวกสิ่งมีชีวิตติดสุขเมาบอก พพุทธเจ้าว่าคำสอนพุทธเจ้าไม่น่าจะจริงนะ เพราะว่าเขาบอกว่ามารดาบิดาก็ย่อมมีความสุขเพราะมีบุตร

อื

ใช่มั้ย เรามีทรัพย์สินเงินทอง เราก็มีความสุขจากการจับจ่ายใช้สอย เพราะเรามีอัตราตัวตนเนี่ยแหละ เราถึงมีความสุข เทวดาไปแย้งดีเบตกับพุทธเจ้า พุทธเจ้าบอกว่าดูก่อน เทวดา มารดาบิดาย่อมทุกข์พระบุตร แล้วก็คนที่ มีทรัพย์สินก็ย่อมทุกข์เพราะทรัพย์สิน เพราะการไม่มีตัวตนต่างหากเราจึงไม่ทุกข์ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ไม่สุขนะ แต่คือเราไม่ทุกข์ด้วย

ฉะนั้นตราบใดที่มีตัวตนเข้าไปเนี่ย แน่นอน มันมันมีความสุขนั่นแหละ แต่ถามว่าสุขนั้นอยู่ตลอดไปมั้ย ก็ไม่ตลอด เช่นเดียวกัน ทุกข์ก็ไม่อยู่กับเราตลอด ฉะนั้นถ้าเรายอมรับตรงเนี้ย สละตัวตนออกไปเรื่อยๆ มันก็จะเบา คนความสุขของพวกเราเนี่ย มันสุขเหมือนเราได้เกาอ่ะ แต่ความสุขของพระอริยะท่าน คือความสุขที่ไม่ต้องเกาแล้ว

อื

อันไหนมันสุขกว่ากัน

อื

เกามันอาจจะมันนะ คุณูดี้ มันก็มันดีใช่ไหม มันก็แซ่บนัว แต่เกาไปเรื่อยๆมันยิ่งเหวอะ งั้นความสุขในทางโลก ในโลกิยะเนี่ย มันเหมือนความสุขกับการที่เรายังได้เกา วงเล็บ เกาแผลด้วยนะ

ยิ่งเกายิ่งเละ แต่ของพระอริยะคือไม่มีแผลให้เกา

มันอาจจะไม่สุข ไม่มันนะ

แต่มันไม่ทุกข์

อื

ดีมากเลย ดีใจที่ได้ทำ EP นี้ เพราะว่าเห็นภาพกับบางเรื่องที่เราอาจจะคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่ว่าทั้งครูและอาจารย์เองก็ต่อยอดให้เห็นมันชัดเจนยิ่งขึ้น

แต่ใครที่ดูแล้วอาจจะยังไม่เข้าใจ หรือรู้สึกโอ้โห ยังไม่เก็ต ยังอยากให้ดูไปเรื่อยๆนะครับ ดูมาถึงจุดๆนี้แล้ว คุณต้องดูต่อนะ่

อย่าเพิ่งสิปไปเป็นคลิปอื่นนะ มาถึงจุดนี้แล้ว เดี๋ยวเดี๋ยวมันจะมีบางเรื่องที่

มันจะเป็นประโยชน์ต่อหูและสมองคุณอย่างแน่นอน อันนี้อันนี้ขอการดันตีเดี๋มันจะมา เดี๋มันจะมาวันนี้ล่ะครับ มันมีเครื่องมือมากมายเลยที่ที่อยู่กลางโต๊ะที่ที่คุณสามารถหยิบเลือกใช้ได้ในหลักธรรมเนี่ย มันมีอะไรที่คุณรู้สึกว่าหยิบใช้ได้บ่อยมาก เพราะมันเป็นประโยชน์

คือของวันนี้คือพระรัตนตรัยค่ะ ซึ่งพระรัตนตรัยเนี่ย ในพระพุทธอย่าเงี้ยค่ะ พุทธะ สำหรับวันนี้มันคือปัญญา ซึ่งปัญญาที่พระพุทธเจ้ามีอ่ะค่ะ ปัญญาตรงนั้นน่ะค่ะ ไม่ได้มีแค่พระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราเป็นผู้มีปัญญา ถ้าปัญญานั้นเกิด ขึ้นได้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็คงไม่สอนเรา ถูกมั้ยคะ ฉะนั้นน่ะค่ะ ปัญญาในที่เนี้ย ตัวเราก็มีเช่นกัน แต่ตัวเราก็ต้องเพียรในการที่จะสร้าง ในการสั่งสม ในการทำความเข้าใจ ซึ่งปัญญาตรงนั้นก็ต้องเป็นปัญญาที่เกิด จากที่เราได้เรียนรู้อริยสัจเหมือนที่ครูหงะได้บอกไปเมื่อกี้อ่ะค่ะ และอย่างคำว่าธรรมะอย่างเงี้ยค่ะ ปัญญานั้นกลับมาเรียนรู้ที่ตรงไหน ก็เรียนรู้ที่กายที่ใจของเรานี่แหละ หรือที่พี่วูดี้ เอ่อ ขันธ์ 5 ที่พี่วูดี้เขียนนะคะ คือขันธ์ 5 หรือว่ากายของกับใจของเราเนี่ย มันก็คือธรรมะที่เราสามารถดูมันได้ทุกวัน ดูได้ทุกขณะ แปลว่าเราสามารถเห็นธรรมะได้ทุกขณะ ทุกครั้งที่เรากลับมาดูกายกับใจของเราเอง อันนี้ในความเข้าใจของวันนี้นะคะ แล้วก็สังฆะอย่างเงี้ยค่ะ การที่เราเรียนรู้ขันธ์ 5 นี้อยู่ รู้กายรู้ใจนี้อยู่ เรียนรู้ความทุกข์ของตัวเองนี้อยู่ เรียนรู้ทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้อยู่ สิ่งเนี้ยเรียกว่าการประพฤติปฏิบัติที่เราปฏิบัติต่อทุกข์ และสิ่งนี้แหละที่เรียกว่าสงฆ์ ซึ่งมันเป็นสงฆ์จากการประพฤติของเราเอง นั่นแปลว่าพระรัตนตรัยอ่ะค่ะ พี่วูดี้ ทำให้วันนี้กล้ากราบตัวเอง คือทุกวันเนี้ย วันนี้กราบตัวเองแทบทุกวันเลยค่ะ พี่วูดี้ ที่ผ่านมาเราไม่เคยกล้ากราบตัวเองเลย เพราะว่าเรามองว่าตัวเองอ่ะไม่มีคุณค่า เราด้อยค่าตัวเอง เราเห็นชีวิตตัวเองที่ผ่านมาเสเพลย์เที่ยวกลางคืน ออกจากบ้าน นอนข้างถนน ติดผู้ชาย เสพสารเสพติดอะไรต่างๆ ที่ผ่านมาที่เราเคยทำมา เรามองว่าตัวเองไร้ค่ามากเลยอ่ะค่ะ แต่ในวันที่เรามีพระรัตนตรัยอ่ะค่ะ พี่วุตี้ พระรัตนตรัยที่ทำให้เราเห็นว่าปัญญาอยู่ ที่ตรงนี้ ความจริงที่เราจะต้องเพียรในการทำความเข้าใจอยู่ที่ตรงนี้ การประพฤติที่ตัวเราเองเนี่ยแหละค่ะ ที่จะเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติให้ตัวเราเองอยู่ที่ตรงนี้ แล้วเมื่อเราประพฤติไปเรื่อยๆ เราเป็นผู้ที่กล้ากราบตัวเองจริงๆเนี่ยค่ะ แล้วโห ครั้งแรกที่วันนี้กราบตัวเอง วันนี้แบบจะร้องไห้อ่ะ พี่วูดี้ คือตอนเยังรู้สึก ยังไงกลับยังไงครับ

ตอนที่หนูกราบนะ หนูหนูกราบว่าแบบ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมปัญญาภายในของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมสัจจะความจริงในกายในใจนี้ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมการประพฤติปฏิบัติดีของข้าพเจ้า แล้วหนูท่องแบบเนี้ย หนูกราบแบบเนี้ยกราบคือกราบอย่างเงี้ยเลยอ่ะค่ะ

กราบแล้วก็กอดตัวเองอย่างเงี้ย

เพราะพระรัตนตรัยทำให้เราเห็นว่าพระรัตนตรัยอยู่กับเรา อยู่กับเราตรงนี้เลย แล้วมันเป็นสิ่งที่ทำให้หนูเห็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองว่าเมื่อก่อนน่ะ เราต้องการคำชมจากคนอื่น เราต้องการให้คนอื่นเห็นคุณค่าเรา เราต้องการให้คนอื่น confirm เราอย่างแบบ เนี่ย หนูต้องการให้ครูเงาะชมหนู หนูต้องการให้ครูเงาะบอกว่าวันนี้เก่งมาก แต่ถ้าสมมุติว่าหนูไม่ได้ยินคำพูดจากครูเงาะ หนูจะรู้สึกน้อยใจ แล้วเราก็จะรู้สึกว่า อ้าว เราไม่เก่งหรอ เราไม่มีคุณค่าหรอ แต่ในวันที่เรากลับมาเคารพตัวเองอย่างเงี้ยค่ะ พี่วูดี้ เราไม่ต้องรอคำชมจากใครเลยอ่ะค่ะ เพราะมันศรัทธาหนักแน่น เชื่อมั่น เคารพตัวเองอย่างเต็ม 100% ไปแล้วอ่ะค่ะ แล้วมันเอาไปใช้ในชีวิตอย่างไร ในตอนที่หนูทะเลาะกับแฟนอ่ะ หนูจะมีปัญหาเรื่องแฟนค่อนข้างเยอะนะ [เสียงหัวเราะ] เอ่อ หนูเป็นคนปากจัดมากนะคะ ปากก็คือแบบ ด่าเราจะชอบไม่เกลียดเขาด้วยการด่าเขา เพราะ 1 คือเราไม่ให้เกลียดตัวเอง เราก็เลยไม่ให้เกลียดเขาไปด้วย ทุกคำด่าที่เราบอกเขา มันคือสิ่งที่เราก็พูดกับตัวเองเหมือนกัน แล้วเราก็เลยเอาสิ่งที่เรามีอ่ะ ผลักใสออกไปด่าเขาใช่มั้ยคะ แต่ในวันนึงอ่ะค่ะ หนูตั้งสัจจะตัวเองเลย วันเนี้ย วันนี้นะ วันนี้ก่อนนะคะ ทีละวัน เนี้ย ตัดใจไปทีละวันเนี้ย เราจะไม่พูดอะไรที่เป็นอกุศลออกมาจากปากเรา สิ่งที่ไม่ดีที่เราจะด่าเขา หรือถ้าหากเรามีอารมณ์โกรธอยู่ เราจะยังไม่พูด จนกว่าเราจะเคลียร์ใจตัวเองได้ก่อน แล้วเราค่อยพูด แต่เราจะพูดความต้องการของเราอย่างชัดเจน แต่เราจะไม่พูดเหมือนเดิมที่ด้วยอารมณ์ หรือด้วยการว่า แล้ว ณ ตอนนั้นน่ะ เราได้ยินเสียงที่มันกระทบๆหูเรา กระทบใจเราที่เราไม่ชอบ เราหงุดหงิด เราแบบ อื มันบีบมากเลยค่ะ เราไม่อยากให้เขาพูดกับเราแบบนี้เลย ซึ่งคำพูดของเขามันอาจจะแค่นิดเดียว แต่ มันกระทบใจเราแรง แต่ ณ ตอนนั้นน่ะ สัจจะของเรามันขึ้นมาเลยว่าเราตั้งสัจจะอย่างเงี้ยไว้แล้ว ฉะนั้นตอนเนี้ย สิ่งที่เราเห็นคือมันบีบๆใจเรามาก ความอยากมันปรากฏขึ้นเลย อยากด่า อยาก [เสียงหัวเราะ] เราก็ดูความบีบ ดูความบีบ ดูความบีบอยู่อย่างงั้นน่ะค่ะ ดูจนจะร้องไห้อ่ะ พี่อูดี้ แต่สิ่งที่หนูเห็นคือ เมื่อเราดูมันไปเรื่อยๆอ่ะค่ะ สิ่งที่มันปรากฏคือความภาคภูมิใจในตัวเองมันปรากฏชัดมาก แล้วความสุขที่มันอยู่เหนือความทุกข์ มันก็ปรากฏชัดมากเหมือนกัน ในขณะที่กายกับใจนี้ กายหนูก็สั่น ใจก็เต้น หน้าหนูก็แดง กายมันก็แสดงออกในความทุกข์ของมัน ใจก็บีบของมัน มันเห็นทุกข์อยู่นะคะ แต่มันไม่เข้าไปร่วมกับทุกข์ตรงนั้นนะคะ มันเลยทำให้เราเห็นสุขที่มันอยู่เหนือทุกข์อ่ะค่ะ พี่วูดี้ แล้วอันเนี้ยแหละ มันคือพระรัตนตรัยในตัวหนู ที่ทำให้ต่อให้ตอนนั้นน่ะ แฟนหนูจะไม่พูดในสิ่งที่หนูอยากได้ยินก็ตาม แต่ไม่เป็นไรเลย เพราะเรา success ของเราแล้ว เราไม่จำเป็นจะต้องให้คุณพูดกับเราดีๆก็ได้

จบ

ขออนุญาตเสริมน้อง วันนี้มันเป็นคำถามที่คุณวุดี้ตั้งคำถาม ถ้าเราถึงอย่างเงี้ย ถ้าเราเข้าใจว่าพุทธะคือตัวรู้เนี่ย ไม่ได้อยู่ที่พระพุทธรูป ละไม่ได้อยู่ที่เจ้าชายสิทธัตถะ แต่ทุกคนมีพุทธะในตัว

Just want ให้คุณรู้เนี่ย พุทธะเกิดขึ้น

แล้วเมื่อเกิดขึ้น รู้พระธรรมก็คือธรรมชาติที่อยู่ในตัว ไม่ว่าจะดีชั่วเฉยๆ ที่เราคุยกันตั้งแต่แรกใช่มั้ฮะ เมื่อใดก็ตามที่รู้เกิด รู้เกิด พุทธะในตัว รู้พระธรรมในตัว เมื่อนั้นก็ถ้าจะเป็นอริยสงฆ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นสังฆะที่อยู่ในตัวเรา ก็คือเรานี่แหละ ก็เป็นพระสงฆ์สาวกที่ปฏิบัติตามพุทธะ ก็คือรู้พุทธะตามพระสัมมาสัมพุทธะ ฉะนั้นไม่ได้อยู่ที่ความเชื่อ ละพระธรรมไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎก

ใช่

พระสงฆ์ไม่ใช่อยู่ที่เครื่องแบบ

นึกออกมั้ฮะ ไม่ได้อยู่ที่คุณนับถือศาสนาอะไรก็ตาม คุณจะมีความเชื่อ คุณจะไม่มีความเชื่อ คุณจะเป็นคริสต์ คุณจะเป็นยิว คุณจะ

เป็นอิสลาม แต่เมื่อใดก็ตามวันที่คุณเกิด พุทธะคือความรู้แจ้งขึ้นมารู้ในพระธรรม ก็คือธรรมชาติแล้วก็ขณะนั้นคุณสามารถระงับกิเลสหรืออะไรก็แล้วแต่ คุณก็ถือว่าเป็นพระสงฆ์ พระรัตนตรัยไม่อยู่ที่จัสมาทาน ไม่ได้อยู่ที่การท่อง แต่อยู่ที่การเข้าถึง แล้วก็เข้าถึงได้ทันทีด้วยนะ

>> อื >>

ไม่ต้องไปทำพิธีบริกรรม

>> ใช่มั้ฮะเนี่ยพอเป็นพุทธาตุแบบเนี้ย พุทธาตุแบบนี้ไม่มีศาสนา

>> คุณวุดดี้

>> ครับ

>> อื >>

เพราะมันไม่เป็นสมมติ มันไม่มีคำเป็นสมมติบัญญัติว่าข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ไม่ต้องบริกรรม

>> อื >>

แล้วก็ไม่มีแม้กระทั่งตัวเราที่เข้าไปถึงพุทธะด้วย เพราะพุทธะก็เป็นแค่ตัวรู้ ซึ่งตัวรู้ก็ไม่ใช่เรา

>> อ >>

ฉะนั้นคนที่เข้าถึงพุทธจริงๆ คือคนไม่มีศาสนา

>> อืเยี่ยมมากเลยครับนี่เป็น CAS เป็น user จริงที่ใช้ใช่มั้ครับพระรัตนตรัยแล้ว อาจารย์ก็ขยายความให้มันชัดขึ้น

>> แล้วครูเงาะเองก็พูดเรื่องนี้มาตลอด ผมอยากให้ครบจบใน EP นี้หน่อยดีกว่า มันจะได้ปลดล็อคเรื่องพระรัตนตรัยนะ เพราะว่าคำมันค่อนข้างจะเลี้ยงยากนิดนึง

>> แต่ถ้าต่อยอดกับครูเงาะเพื่อปิดจบประเด็น คือครูเงาะคิดว่าจะจะให้เอาชิปเนี่ยเข้าไปฝังได้เลยยังไงได้อย่างง่ายดาย

>> คือคำว่ารัตนตรัยมันจะดูเป็นคำศาสนาศาสนาจริงๆ รัตนะก็คือแก้ว ประเสริฐคือเก็เทียบในยุคนั้นน่ะ ยุคนั้นเขาสิ่งที่ประเสริฐของจินเพชรนินจินดาคือแก้วอันประเสริฐใช่ มั้คะ ไตรแปลว่า 3

>> นะ 3 สิ่งที่ประเสริฐเท่านั้นเอง มันคืออะไรนะ มันจะประเสริฐมั้ยถ้าวันนี้เรามีปัญญา

>> อ >>

ในการเผชิญความจริง ด้วยตัวของเราเอง สร้างความเป็นสังฆะในตัวของเรา เห็นมั้คะ การที่เราจะเข้าไปสู่ความเป็นพุทธะ ธรรมะ สังฆะน่ะนะ จริงๆแล้วมันมีการเข้าถึงได้หลากหลายวิธี จะเป็นการมอบตัวเป็นสิทธิ์ อ่าเป็นการที่จะเอ่ยยอมเดินตาม คือจะเป็นการอะไรก็ได้อย่างเงี้ยค่ะ อย่างวิธีของครูเอง หรืออาจจะของวันนี้กับครูเนี่ย เราจะมีวิธีคล้ายๆกัน คือเนื่องจากที่พระอาจารย์เนี่ย อย่างพระอาจารย์ต้นเนี่ย ท่านจะบอกว่าวิธีการที่ให้พระรัตนตรัยมาเป็นส่วนหนึ่งกับเราเนี่ย ท่านใช้เหมือนอักขาตุ คือความคงของ ความคงที่ของทาสธาตุของคำว่าธาตุที่มัน คือความเอ่อ ธาตุดินมีสภาพแข่นแข็งใช่มั้คะ ธาตุน้ำมีเอิบอาบเหลวใช่มั้คะ อักขระธาตุมันก็จะมีพลังในอักขระของมัน แล้วก็มีความเปลี่ยนแปลง เช่นอย่างสมมุติครูบอกว่า วันนี้ไปเที่ยวมาสนุกไหม คนตอบสนุกค่ะ อีกคนตอบก็้อสนุกค่ะ เติมก้อคำเดียวเปลี่ยนมั้ย เปลี่ยนทุกส่วนทุกเซลล์ในร่างกายเรา เปลี่ยนเลยนะ พุทโธหรือปัญญา พุทโธหรือพุทธะเมแปลว่าข้าพเจ้านาโถ นาถะแปลว่าที่พึ่ง ในอดีตเนี่ยเวลาคนเข้าถึงธรรมเวลาเค้าไปฟังธรรมจากพระพุทธองค์ พระพุทธองค์พูดธรรมปุ๊บแจ้งธรรมขึ้นมา เขาจะประกาศตนเป็นพุทธมามกะ โดยใช้พุทธังสะระณังคัจฉามิ ข้าพเจ้าอ่ะขอแบบเข้าถึงพระพุทธองค์ด้วยการระลึก จะเป็นมีพระองค์เป็นที่ระลึกตลอดสิ้นชีวิต นั่นคือเขาถึงทำด้วยความศรัทธาเต็มเปี่ยมแล้ว แล้วเขาจึงประกาศคำนี้ออกมาว่าเขาคือพุทธมามกะ ทีนี้ในวันเนี้ยคนไทยเนี่ยส่วนใหญ่คนพุทธเนี่ยส่วนใหญ่ที่เรียกว่าพุทธด้วยซ้ำอ่ะ ยังไม่สามารถเข้าถึง ฉะนั้นบางทีการประกาศว่าพุทธังสระณังคัจฉามิเนี่ย เราบอกว่าเราจะเข้าถึง บางคนแปลว่าสระณัง สรณะเนี่ยแปลว่าที่พึ่งม แต่สระสรธาตุเนี่ยแปลว่าระลึกใช่มั้คะ เราจะระลึกถึงพระพุทธเจ้าเนี่ยเหมือนเราประกาศไว้แล้ว เราจะระลึกถึงพระพุทธเจ้าระลึกมั้ยในแต่ละวัน เราเคยระลึกมั้ยเราก็ไม่เคยระลึกจริงๆ เหมือนแอบโกหกเหมือนกันนะ

>> อื >>

ถูกมั้คะ งั้นในระหว่างวันน่ะ ถ้าวันเนี้ยจิตของเรามันไหลเป็น Mind Wondering ออกไปมั่วๆอยู่เนี่ย หาที่ยึดซะ ยึดซะ บางคนจะยึดพุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ ก็ได้อย่างที่ครูทำกับวันนี้ทำเนี่ย เราจะใช้พุทโธเมนาโถ มันคือคำว่าข้าพเจ้าขอพึ่งปัญญาของพระพุทธองค์ ข้าพเจ้าขอพึ่งสัจจะที่พระพุทองค์ได้กล่าวสอน สัจจะที่เกิดขึ้นในตัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอพึ่งการทำความดีตามคำสอน อย่างนั้นคือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มันคือคำนี้เลยอ่ะค่ะ คือขอเอาความรู้ของท่านน่ะมาอยู่ในข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอยึดพึ่งสิ่งนั้น อาจจะต่างในความหมายสักเล็กน้อย เช่น ถ้าเกิดสมมุติว่าครูพูดว่าเอ่อรู้ๆๆ กับครูบอกว่าขอพึ่งความรู้

>> อื >>

ธรรมชาติของจิตจะวิ่งหาเลยว่าความรู้นั้นคืออะไร ถูกมั้คะ เหมือนครูเงาะบอกว่าวันนี้ วันนี้ วันนี้ วันนี้ กับครูบอกขอพึ่งวันนี้ ขอพึ่งวันนี้ ครูครูมีปัญหาปุ๊บครูจะวิ่งไปหาวันนี้ก่อนเลย ถ้าครูพูดแบบแรกมันคือลักษณะอักขระธาตุที่จะทำให้เราอ่ะน้อมคำว่าพุทธะที่มีอยู่ในอากาศเนี่ย เพราะพุทธะเนี่ยเป็นธาตุ ธาตุรู้เห็นมั้ยฮะ พุทธธาตุ ธรรมธาตุ และสังฆธาตุเนี่ยเป็นนามธรรมหมดเลย เราจะเชื่อมธาตุนั้นมาอยู่กับเราตลอดเวลานะ โดยที่เราพูดอย่าเงี้ย พุทโธเมนาโถ ในระหว่างวันครูก็จะอย่าง เงี้ย ตื่นเช้ามาครูก็ลืมตาเลยนะ พุทโธเมนาโถ ธัมโมเมนาโถ สังโฆเมนาโถ พุทโธเมนาโถ ธัมธัมโมเมนาโถ สังโฆเมนาโถ ระหว่างที่เรามีแก่นตรงเนี้ย มันคิดอะไรปุ๊บเราจะเห็นแล้วออกุศลเกิดอกุศลดับ พุทโธเมนาโถ ธัมโมเมนาโถ สังโคมเมนาโถ กุศลเกิดออกุศลเกิดอันนี้เลือกใช้ได้ใช้ในขณะนี้ อ่ากุศลอันนี้ยังไม่จำเป็นที่ต้องใช้เป็นความฟุ้งซ่านของกุศลอ่ะดับแล้ว พุทโธไม่โถ ธัมโมเมนาโถ สังโฆเมนาโถ ครูทำแบบเนี้ยค่ะ พอเราทำไปเรื่อยๆ จิตมันเป็นธรรมชาติมันจะใฝ่หาสิ่งที่มันบอกทุกวันว่าฉันพึ่งสิ่งเนี้ยงั้น พอครูก็เลยจะต้องฟังธรรมโดยธรรมชาติเองเลยว่าความรู้ที่ท่านบอกอ่ะอะไรที่ฉันจะพึ่งได้ก็ไปเอาอันเนี้ยมาพึ่ง กลายเป็นว่าพอเราเลิกยึดพึ่งซึ่งในตอดเราก็เคยเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองที่ต้องไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ อะไรที่เขาเรียกว่าศักดิ์สิทธิ์กันอย่างเงี้ยค่ะ แต่พอวันที่คุณเลิกยึดพึ่งทั้งหมดนั้นน่ะ แล้วพึ่งพระรัตนตรัยจริงๆ คือพึ่งปัญญา ความรู้ความจริงด้วยการปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง เชื่อมั้พี่วดดี้ การงานของครูเนี่ย อย่างยอดขายบริษัทครูอ่ะเติบโตขึ้น 100% 100% เลยนะ เพราะอะไร เพราะเวลาที่มันมีทุกข์เข้ามา เราไม่กระโจนเข้าไปแล้วแก้ด้วยความกลัว คือไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ เราจะเห็นทุกข์นี้เราจะเห็นปึ้งเราคล้อยตามความจริง เราไม่ขัดแย้งกับความจริงที่เกิดขึ้น มันไม่ทุกข์เทียมแล้วไง มันมีแต่ทุกข์แท้ที่เกิด สมมุติว่ายอดไม่ถึงยอดไม่ถึงเนี่ย ทุกข์แท้เกิดขึ้นและประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พึงพอใจย่อมเป็นทุกข์ใช่มั้คะ เกิดทุกข์ปึ้งเราดูทุกข์นี้โอ้นี่คือความกังวล ความกังวลเกิดขึ้นในจิต จิมีความกังวลเกิดขึ้น ความกังวลกำลังปรุงแต่งจิต จิตกำลังถูกความกังวลปรุงแต่ง ดูไปดับฟึ๊บ หายไปปุ๊บเกิดปัญญาที่เขาบอกสติมาปัญญามี มันเป็นอย่างนั้นจริงๆอ่ะ มันจะเป็นภาวะที่เมื่อทุกข์ดับปึ๊บมันจะเป็นปัญญาวาบมา หลังจากนั้นมันเห็นทางออกว่าแก้ยังไงยังไงยังไง คือมันสว่างแบบนั้นแล้วพอเราทำแบบนั้นได้ค่ะ กลายเป็นว่าเฮ้ยทำไมเราเลิกมู แต่ก่อนเรามูทุกที่ แต่กลายเป็นว่ายอดขายของเราที่มันเคยตันอยู่เท่าเนี้ย มันขึ้นร้อย 100 เท่า เอ่อเค้าเรียกอะไร 100% นะค่ะ ค่ะก็คือเท่าตัวนึงอย่างเงี้ยค่ะ แล้วสิ่งนี้มันไม่ได้เกิดกับแค่ครูกับวันนี้ หรือแม้กระทั่งอาจารย์ครูเชื่อว่าคนที่ปฏิบัติจริงๆทุกคนจะเห็นผลกับตัวเองจริงๆ ว่ามันคือความสุข เพราะว่าเราอ่ะดับทุกข์ในตัวเองได้ ที่ผ่านมาเราดับทุกข์ในตัวเองไม่ได้ เราให้คนอื่นน่ะมาดับทุกข์ให้กับเรา เราจึงไปสร้างทุกข์ให้กับคนอื่น

>> Woody Avengure Ep นี้ดีใจมากที่ทุกคนเปิดมาดูนะครับ แล้วก็ดีใจมากที่ทั้ง 3 ท่านที่ว่ากันว่าจะเป็นว่ากันว่าเป็น Avengอร์ในวันนี้ของธรรมะในระดับหนึ่งที่ศึกษากันมา ที่ได้ influence ด้วยแล้วก็ ได้แบ่งปันด้วยแล้วก็ได้มีโอกาสถ่ายทอดมาโดยตลอดหลาย 10 ปีแล้วด้วยซ้ำไปเนี่ยนะครับ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เรามาเจอกัน มีเรื่องไหนมั้ครับที่คิดว่าเราได้มีโอกาสแบ่งปันแล้วคิดว่าน่าจะขยายอีกนิดนึง เพื่อให้คนเเข้าใจเผื่ออาจจะรู้สึกว่าคนอื่นอาจจะรู้สึกค้างในจุดไหนที่อาจารย์คิดว่าน่าจะขยายอีกนิดนึงมั้ครับ

>> ก็อยากจะเสริมของครูเงาะอนะครับที่ครูเงาะไทยอุบายพุทโธเมนาโทเนี่ยจริงๆก็คือการบริกรรมจิตใช่มั้ฮะ ซึ่งก็อาจจะสงเคราะห์เป็นพุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ ซึ่งจริงๆอุบายเนี่ยมันมีอีกมากมาย เราอาจจะไม่ถนัดลมหายใจ เราอาจจะไม่ถนัดนี้ก็อยากให้ลองศึกษาเพิ่มเติมนะ องค์บริกรรมเนี่ยมันเหมือนห่วงอย่างคนที่ยังว่ายน้ำไม่เป็นเนี่ย ห่วงยางเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่คนที่ว่ายน้ำเป็นนักกีฬาโอลิมปิกเราคงไม่เห็นไมเคลฟใช้พวงพวงยางถูกมั้ยฮะครับ

>> อ่าั้นอย่าไปถกเถียงกันเรื่องอุบาย

>> อือื >>

ห่วงยางนี้ดี ห่วงยางนี้สีสวย ห่วงยางนี้ถูก ห่วงยางนี้ตรง แต่ให้ดูผลลัพธ์ว่าอ

>> อ่อสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติเนี่ยมันทำให้ตัวเราจิตใจเรารู้แจ้งขึ้นมั้ยละกิเลสละตัวตนเพิ่มขึ้นมั้ย แล้วก็อ่ะถ้าจะให้ดี พี่ครูเงาะว่าอ่ะไปตรวจดูว่าสิ่งเหล่าเนี้ยมันตรงตามที่พุทธเจ้าสอนหรือเปล่า เพราะทุกวันเนี้ยคุณวุดดี้ที่สังคมพุทธเราวุ่นวายเพราะเราไปติดบุคคลมากกว่าติดหลักการ

>> อือ >>

แล้วก็เอาครูบาอาจารย์หรือเอาหลักกูมากว่าหลักการ

>> อือ >>

ทั้งๆที่หลักการทั้งหมดเรายอมรับว่าสัมมาสุทธะเป็นเป็นคนตรัสรู้คนแรกสมัน มันก็ต้องกลับไปที่ในฐานะวิชการต้องกลับไป primary source แล้วมันก็จะหยุดเพราะว่าสุดท้ายพพุทธเจ้าไม่ได้ตั้งใครเป็นศาสดาไม่ได้ตั้งผมไม่ได้ตั้งครูเงาะไม่ ได้ตั้งใครทั้งหลายทั้งปดาแต่ท่านบอกว่าให้ธรรมวินัยเป็นศาสดา

>> ฉะนั้นธรรมวินัยสุดท้ายมันก็คือหลักการ ทุกวันนี้ที่ทะเลาะกันส่วนใหญ่แล้วก็เถียงกันมากมายก็เพราะว่าไปใช้หลักกูเกินหลักการเท่านั้นเองงั้นกลับที่หลักการแล้วมันจบนะครับแล้วก็ก็ไม่ต้องทะเลาะกัน ต่างคนต่างดูกิเลสของตัวเองแล้วก็มุ่งไปสู่ความหลุดพ้นซึ่งก็แล้วแต่เพราะว่าศาสนาพุทธมี

>> อย่างที่คุณวดี้พยายามตั้งคำถามพวกเราว่ามีหลักธรรมให้ช้อปปิ้งเยอะไปหมด

>> อ >>

แล้วคุณต้องการสุขแบบไหน ศาสนาพุทธบอก 1 มันมีทิฏฐะความสุขในปัจจุบัน ลืมบาลีแล้วช่างมัน 2 สุขในชาติต่อไป และสุขอย่างยิ่ง เราเรียกว่าปรมัตถประโยชน์ก็คือพระนิพพาน ฉะนั้นถ้าเรายังรู้สึกว่าเรายังไม่อยากหยุดการเวียนว่ายตายเกิด เรายังแฮปปี้กับสุขในปัจจุบปัจุบัน หลักธรรมที่พุทธเจ้าสนองให้เราใช้ชีวิตอย่างปัจจุบันให้มีความสุขนะครับมีเยอะแยะมากในพระไตรปิฎก

>> อ >>

นะฮะ หรือถ้าคุณอยากลงทุนข้ามชาติไม่ใช่ธุรกิจข้ามชาตินะแต่ข้ามภพชาตินะ สัมปราิกัตถประโยชน์พระพุทธเจ้าก็บอกหนทางไว้ว่าเฮ้ยถ้าคุณอยากจะอยู่ในสุคติคุณต้องทำอย่างไร แต่วันถ้าคุณรู้สึกว่าสุขในปัจจุบันคุณพอเพียงแล้ว สุขในภพหน้าคุณก็รู้สึกว่ามันไม่ยั่งยืน คุณต้องการสุขวงเล็บการดับทุกข์ที่มากกว่านั้นคุณก็ต้องไปถึงพระนิพพาน ฉะนั้นเราช้อปปิ้งได้ว่าเฮ้ยอาจจะยังไม่จำเป็นต้องไปนิพพานก็ได้ใช่มฮะ เรายังพอใจกับความสุขในโลกปัจจุบัน มีหลักธรรมเยอะแยะคุณวุดเชื่อมั้ย พพุทธเจ้าสอนแม้กระทั่งการแปรงฟันในพระไตรปิฎกแล้วการแปลงฟันมีอานิสงส์อย่างไร

>> ท่านบอก 1 แปลงแล้วสายตาดี เราก็งงอ้าก็เวลาเราตื่นมางัวเงียใช่มั้ยแล้วพอบีบเนี่ยสีฟันแปลงปุ๊บตาสว่าง 2 ปากไม่มีกลิ่นเหม็น

>> อือ >>

3 รับประทานอาหารแล้วอร่อย 4 ดีและเสมหะไม่รึงรัดอาหาร สังเกตว่าเวลาเราแกะตัวบางทีเราแปลงมันมีการขากเสมออกมาอ่าอย่างนี้เป็นต้น

>> งั้นพุทธเจ้าสอนการเดินจงกรมคุณวดีการเดินจงกรมหลังอาหารเนี่ยท่านบอกว่าอาหารที่ทานแล้วเนี่ยจะย่อยง่ายจะเป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกลเอ่อเป็นผู้สมาธิที่เกิดจากการจงกรมเนี่ยตั้งมั่นอยู่นานหรือแม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ที่เราชอบ IF กันเหลือเกินเนี่ย

>> ถ้าเราศึกษาพระไตรปิฎกเนี่ยพระพุทธเจ้าแนะนำให้ฉันเมื้อเดียวนะคุณบดี้

>> นั้น 231 นะ

>> อ[เสียงหัวเราะ]

>> แต่ถ้าไม่ไหวพระพุทธเจ้าบอกว่าให้ 6 เอ่อ 186

>> ให้ฉันตั้งแต่อรุณขึ้นยันพระอาทิตย์เที่ยงวัน

>> ก็คุณๆ IF 186

>> อื >>

แล้วให้เดินจงกรมเห็นมั้ฮะ นั้นถ้าคุณจะเอาหลักธรรมตรงเนี้ยมันก็เป็นประโยชน์กับชีวิตเรามากแล้วไม่ต้องไปรวมถึงคำสอนที่มันไปไกลกว่านั้นก็อยากให้ชาวพุทธเราเปิดใจว่าคือพระธรรมของบ้านเราอ่ะมันถูกทำให้ดูศักดิ์สิทธิ์

>> อื >>

แล้วก็ถูกแบรออะไรหลายอย่างบานั้นก็ห้ามอันนี้ก็ห้ามๆทุกอย่างทั้งนี้จริงๆพพุทธเจ้าบอกว่าเอหิปัสสิโกเชิญมาพิสูจน์แล้วทุกอย่างวิพากษ์ได้

>> อือ >>

หลักการรามสูตรเนี่ยมีสอนไว้ตลอดว่าอย่าเพิ่งเชื่อแต่ให้พิสูจน์แต่สังคมไทยพุทธเราอาจจะถูกสอนให้เชื่องสอนให้ว่าง่ายนะฮะหลายๆอย่างก็ทำให้เราไม่ไปสู่เพดานที่ควรจะเป็น

>> ฉะนั้นก็อยากให้กล้าที่จะอ่านพระไตรปิฎก ซึ่งไม่ต้องไปซื้อก็ได้ฮะเดี๋ยวนี้ออนไลน์มีเยอะแยะเลยเข้าไปเสิร์ชเนี่ยเจอละอ่านวันละนิดแล้วก็เราอาจจะเจอเวยเวย์ของเรานะครับที่ทำให้เราได้ประโยชน์ในชาตินี้ ประโยชน์ในชาติต่อไปหรือประโยชน์อย่างยิ่งก็คือการพลทุกข์

>> ครับ >>

วันนี้วันนี้ล่ะครับมีประเด็นไหนที่คิดว่าอาจจะตกหล่นแล้วน่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลายคนถ้าเกิดเราได้แบ่งปันมั้ครับ

>> โอไม่น่าจะตกหล่นเลยค่ะน่าจะแบบว่าครบถ้วนนะคะแต่แค่วันนี้ก็อาจจะฝากถึงวัยรุ่นแล้วกันนะคะไม่แน่ใจว่าจะมีมั้ยอาจจะเอ่อลูกๆที่นั่งฟังคุณแม่อยู่[เสียงหัวเราะ]

>> นั่งฟังอยู่ข้างๆนะคะก็อยากให้ลองเปิดใจมาดูค่ะเพราะว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนน่ะไม่ใช่สิ่งงมงายเลยไม่ใช่สิ่งไกลตัวเลยไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกเหนือไปจากเสื้อผ้าเราเลยอ่ะค่ะมันคือสิ่งที่กลับเข้ามาศึกษาตัวเองเรียนรู้ตัวเองล้วนๆเลยนะคะในสิ่งที่วันนี้ปฏิบัตินะคะซึ่งวันนี้เชื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์กับวัยรุ่นทุกคนหรือแม้แต่คนทุกวัยเลยด้วยซ้ำคือวัยแบบ 7 8 9 ขวบจริงๆก็เริ่มได้แล้วอย่างลูกวันนี้วันนี้ก็มีลูกวันนี้ก็สอนลูกเรื่องนี้เหมือนกันในการเรียนรู้อารมณ์ตัวเองในการทักอารมณ์เวลามีความเศร้าเกิดขึ้น ความโกรธเกิดขึ้น ความน้อยใจเกิดขึ้น ให้เขาค่อยๆเรียนรู้อารมณ์ตัวเองอย่าง เงี้ยค่ะ แล้วเมื่อทุกคนน่ะที่ฟังอยู่ได้เกิดการเรียนรู้อารมณ์ตัวเองแล้วอ่ะค่ะ อารมณ์ที่ผ่านมามักจะจูงจมูกเราเนาะให้เราไปทำแบบนั้นให้เราไปทำแบบนี้ให้เราตอบสนองแบบนั้นแบบนี้ตามอารมณ์ของเรา อย่างตัววันนี้เองที่ใช้ชีวิตตามอารมณ์มาตลอดอ่ะค่ะ แต่ถ้าหากว่าในวันเนี้ยเราเริ่มเรียนรู้อารมณ์ของตัวเองได้อารมณ์เหล่า นั้นน่ะมันจะไม่ขึ้นมาเป็นนายเราอีกต่อไป เราจะไม่กลายเป็นทาสของอารมณ์นั้นอีก ฉะนั้นวันนี้เลยมองมองว่าสิ่งเนี้ยอารมณ์ทุกคนมีและทุกคนถ้าหากว่าใครที่ยังมองว่าเฮ้ยเออมันยังมีบ้างเนาะที่บางทีฉันก็แอบด่าแฟน บางทีฉันก็แอบนินทาคนนั้น บางทีฉันก็บ่นป้าข้างบ้าน ลองเข้ามาศึกษาดูแล้วสิ่งนี้มันจะเกิดประโยชน์กับตัวเราเองและเมื่อตัวเราเกิดประโยชน์แล้วคนรอบข้างก็จะได้มวลพลังงานที่ดีจากเราไปด้วย สถานการณ์แวดล้อมในชีวิตหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ทุกอย่างเดี๋ยวมันจะกระจกเป็นกระจกสิ่งที่มันมีอยู่ข้างในเรามันจะสะท้อนออกมาข้างนอกให้เราเห็นเองถ้าหากวันนี้ชีวิตเรายังแย่อยู่อ่ะแล้วเราก็คิดว่าตัวเองดี[เสียงหัวเราะ]เหมือนที่วันนีเคยคิดว่าฉันดีที่สุดแล้วทุกคนบนโลกใบนี้คือไม่ดีหมดเลยทุกคนทำร้ายฉันหมดเลย แต่จริงๆแล้วภายนอกสะท้อนภายในหมดเลย เพราะสิ่งภายนอกที่เราเอาตัวเองไปอยู่จุดนั้นตัวเองไปเป็นเด็กเล่นร่อนนอนข้างถนน ตัวเองไปอยู่ในกลุ่มเด็กเสพสารเสพติดก็ตัวเราเองทั้งนั้นเลยที่เลือกกระทำแอคชั่นตามอารมณ์แค่ไม่อยากอยู่กับแม่ไม่อยากอยู่ที่บ้านแล้วก็เลยออกมาก็ตัวเองนี่น่ะ อ๋อถ้าอย่างงั้นบุคคลที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเราได้ไม่ใช่ใครแต่คือตัวเราเองค่ะ

>> อืค่ะ >>

สรุปได้ดีมากครับวันนี้ครับขอบคุณค่ะ

>> ดีใจที่ได้มีโอกาสมาฟังวันนี้แบ่งปันด้วยนะครับครูงอเหรอครับ

>> ครูมองว่าในการใช้ชีวิตเนาะเราเราเรียนหนังสือเพื่อที่เราจะไปหางานทำได้นะแล้วเราไม่คิดจะเรียนกระดุมเม็ดแรกของการใช้ชีวิตไม่ว่าเราจะกดคีย์บอร์ดอะไรก็แล้วแต่ใครเป็นคนสั่งล่ะถ้าไม่ใช่จิตนี้แล้วถ้าเราไม่รู้จักจิตนี้ที่เป็นตัวกลางของการ take action ทั้งปวงอ่ะมันจะพาเราไปไหนได้บ้างระหว่างของคนที่ไม่เริ่มเมื่อ กี้ได้ฟังน้องวันนี้แล้วก็อยากให้ได้เข้าใจว่าเริ่มจากตัวเราเนี่ยแหละค่ะใครบางคนที่เริ่มแล้วแล้วกำลังหาหนทางมีครูบาอาจารย์มากมายณวันงั้นเวลาที่เราฟังธรรมเราสามารถเลือกกลั่นกรองด้วยสติและปัญญาของเราเองได้อย่าเพิ่งกระโดดกระโจนไปเชื่อเพียงเพราะว่าใครบอกว่าดีเหมือนกาลมสูตรอ่ะพระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามไม่ให้เชื่อแล้วไม่ได้บอกว่าให้เชื่อท่านบอกว่าอย่าเพิ่งลงใจเชื่อให้ใช้สติและปัญญาพิจารณาก่อนใช่มั้คะพอเราใช้สติปัญญาพิจารณาแล้วว่าไม่เสียหายในการทดลองมันไม่มีอะไรที่เราจะเสียหายเลยน่ะก็ลองก่อน แล้วเวลาลองอย่าลอง 50 50 เพราะคุณจะไม่มีสมมุติฐานที่ชัดเจนในการสรุปผลได้ถ้าจะลองอะไรก็ลองลองสักเต็มที่ดูซิว่ามันจะเป็นยังไงอะไรที่เราเคยทำมาแล้วมันไม่เวิร์คก็ลองเปลี่ยนอะไรที่ทำแล้วมันเวิร์คก็ทำยิ่งๆขึ้นไปอย่างเงี้ยค่ะหาหนทางที่ตอบตัวเองให้ได้แต่อย่าเชื่อในจริตตัวเองมากนะเออจริตฉันไม่ชอบอย่างงั้นจริตฉันไม่ชอบอย่างนี้จริตมันดัดจริตบ่อยมากอ่ะค่ะ

>> เออมันหลอกล่อเราเยอะมาก

>> ลองใช้ปัญญาดูแล้วถามตัวเองว่าอันเนี้ยทำแล้วเสียอะไรมั้ยถ้าไม่เสีย why not อย่างเงี้ยค่ะถ้าทำแล้วมันอาจจะเกิดประโยชน์นะลองดูซิแล้วเท่าที่ฟังหลายคนอาจจะแบบอย่างโอโหต้องมาละตัวตนมันจะอะไรยังไงไกลตัวสบายใจได้ค่ะในขั้นตอนของพระพุทธเจ้าที่สอนเนี่ยแม้กระทั่งอริยสัจ 4 ที่เป็นธรรมที่เราว่าสูงสุดเนี่ยแม้คุณจะไม่ได้ทำไปเพื่อถึงนิพพานแต่ชีวิตในปัจจุบันของคุณน่ะมันดีทันตามันสามารถเห็นผลได้ในการทำงานในการอยู่ใช้ชีวิตคู่ครอบครัวและทุกอย่างไอ้เราพูดเป็นไอเดียกันว่าสุดท้ายร่างกายไม่ใช่ของเราวันเนี้ยเราอาจจะยังไม่เข้าใจเพราะมันคือไอเดียนั่นคือปลายทางแต่พระพุทธเจ้าอ่ะไม่ได้ให้แค่ไอเดียนี่ไม่ใช่ศาสนาด้วยว่าด้วยเรื่องของปรัชญาแต่มันคือศาสนา how to มันมีกระบวนการที่พาเราไปสู่ความเห็นแจ้งตรงนั้นแล้วเมื่อเราไปถึงความเห็นแจ้งตรงนั้นปัญญาเราจะมากพอในการที่เราจะสละวันนี้เราบอกไม่ฉันยังสละไม่ได้ก็สละไม่ได้ไม่เป็นไรอย่าเริ่มเมื่อพร้อมค่ะ

>> เริ่มเมื่อไม่พร้อมเนี่ยแหละค่ะ

>> อย่ารอเป็นคนดีแล้วค่อยไปปฏิบัติค่ะเพราะถ้าดีแล้วไปดีแล้วไม่ต้องปฏิบัติค่ะ ปฏิบัติตอนที่มันห่วยอยู่นี่แหละค่ะโดยใช้ปัญญาสัจจะความดีให้กุศลเข้ามาอยู่ในจิตของเราให้มากในแต่ละวันเมื่อวันที่ปัญญาเราถึงจุดที่ต้องละมันจะละตามปัญญาของเราเองเออไม่ต้องเพราะล่าสุดไปคุยกับเด็กติช่าหนูยังไม่อยากละอืมสบายสบายใจได้[เสียงหัวเราะ] มึงยังไม่ถึงเวลานั้นเชื่อเถอะวันที่หนู กินข้าวบูดมาทั้งชีวิตอ่ะแล้ววันนึงหนูไปกินข้าวสุกแล้วอ่ะหนูจะไม่กลับไปกินข้าว ดิบอีกหนูจะไม่กินข้าวบูดอีกเพราะวันที่หนูได้ชิมข้าวสุกแล้วแต่วันนี้หนูยังไม่เจอข้าวสุกก็กินประทังชีวิตไปก่อนเถอะแบบเนี้ยเออครูก็ยังเป็นครูก็ยังไม่ได้เจอภาวะแบบว้าวตื่นรู้แบบนั้นฉะนั้นอะไรที่ครูยังใช้ชีวิตครูยังซื้อของครูยังช้อปปิ้งครูยังใช้ชีวิตตามปกติ แค่มีหลักธรรมคือไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้คนอ่าฉะนั้นเธอจะซื้ออะไรที่มันเกินขอบข่ายดูทุกข์ดับไม่ซื้อได้อะไรที่ซื้อได้ดูทุกข์เกิดดับแล้วเฮ้ยอันนี้ซื้อได้ตามเหตุและปัจจัยก็ซื้อใช้ธรรมให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตค่ะอย่าแยกโลกกับธรรมออกจากกันค่ะมันไม่เคยแยกกันได้ค่ะ เออเพราะไม่รู้จักธรรมนั่นแหละค่ะเลยทำให้โลกอ่ะพังแต่ถ้าโลกและธรรมอยู่รวมกันได้เนี่ยครูบอกเลยว่ามันจะเป็นชีวิตที่สุขได้ตั้งแต่วินาทีนี้ไม่ต้องรอนิพพาน

>> อื >>

อย่างที่บอกนะครับใครที่ดู EP นี้ของ Woody Avenger ได้ประโยชน์เต็มๆนะครับ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในเลเวลไหนก็ตามเลเวลที่ไม่รู้หรือเลเวลที่โคตรรู้มันก็เชื่อว่าต้องได้แน่นอนอย่างบูดี้ฟังเองก็รู้สึกดีใจมากที่เราเองก็ได้ได้เยอะมากจาก EP นี้ นะครับต้องขอบคุณทั้ง 3 ท่าน

>> อ >>

ที่มาร่วมพูดคุยกันนะครับเป็นยังไงบ้างครับหลังจากที่คุยกันแล้วชั่วโมงกว่าๆเลยนะเนี่ยยังรู้สึกเหมือนเดิมมั้ครับว่าว่าตัวเอง[เสียงหัวเราะ] ไม่รู้จะพูดอะไรคือจริงๆเลโอโหหนูตื่นเต้นตั้งแต่เมื่อวานเมื่อคืนคืนอะไรเงี้หัวก็คือรานนอนไม่ค่อยหลับแต่ว่าหนูก็เรียนรู้ถูกไปค่ะณขณะนั้นเมื่อคืนก็ได้ปฏิบัติฉ่ำเลยค่ะ

>> แล้วก็คือหนูรู้ว่าสิ่งที่หนูปฏิบัติอ่ะจะเป็น inspire ให้กับใครบางคนได้ที่เข้ามาฟังหนูอืซึ่งตรงนั้นน่ะหนูอ่ะยินดีในการที่จะ inspire ค่ะ

>> อื >>

เยี่ยมครับอาจารย์รู้สึกไงครับหลังจากที่คุยกันเสร็จแล้ว

>> ก็ดีใจครับที่ได้เห็นมุมมองที่หลากหลาย แล้วก็อย่างคุณมณิเล่าประเด็นหลายอย่างผมมันprคticalเนาะแล้วก็เชื่อว่าเด็กๆที่อาจจะมีประสบการณ์ร่วมอย่างเงี้ยผมว่าน้องน้องน่าจะฟังนั้นน่าจะได้เตือนรู้ อะไรบางอย่างว่าสิ่งที่เป็นอยู่จริงๆแล้วมันสามารถแก้ได้ที่ตัวเราไม่ต้องไปโทษปัจจัยข้างนอก

>> ครับ >>

สุดท้ายครูเงาะ

>> ขอบคุณนะคะที่ทำรายการนี้แล้วก็ EP นี้ ขึ้นมาค่ะครูว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์เอาแค่ครูนั่งฟัง

>> ครูได้ประโยชน์จากอาจารย์ครูได้ประโยชน์จากวันนี้เยอะมาก

>> อือ >>

นะแบบคือเรารู้จักกันแล้วก็ดีครูก็เคยฟังอาจารย์มาแล้วก็ดีอ่ะแต่ทุกครั้งของการฟังอ่ะมันดีจังเลยอ่ะมันเพราะเวลาใครที่พูดสัจจะอ่ะ

>> สัจจะมันจะมีพลังอย่างนี้นี่เองนะ

>> อ >>

เออฉะนั้นก็เลยไม่แปลกใจว่าต่อให้ฟังเรื่องเดิมเคยได้ยินมาแล้วเคยฟังมาแล้วมันก็ยังปิติในการฟังทุกครั้งอ่ะค่ะงั้นเมื่อจิตเราคล้อยเข้าสู่สัจจะอ่ะมันมีพลังจริงๆนะ

>> ขอบคุณมากๆที่เชิญมาวันนี้ค่ะขอขอบคุณ ขอบคุณนะครับ

>> ขอบคุณครับ

>> ขอบคุณอ