Transcription
คนรู้สึกว่าอช.อีกแล้วเหรอ? อื... คือ นาฬิกาเนี่ย... อ่าค่ะ... นาฬิกาเพื่อนเนี่ยนะ ก็ต้อง... อื... ถอนหายใจยาวๆ แล้วก็... อื... โอเค... นะ วช.เหรอ? แล้วคิดว่าจบพอรอบนี้เนี่ย... เอาคนรู้สึกว่า... อือฮึ... โห! [เสียงสูดหายใจ] หนักกว่านาฬิกาเพื่อนอีก... ไอ้สิ่งเนี้ยผมคิดว่า... มันเซาะก่อนความรู้สึก... แว่าเซาะก่อนความรู้สึกของผู้คนที่มองต่อ เรื่องปเรื่องเปปช. [เพลง] สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่รายการ One1 โพสต์ scpt ค่ะ คุยข่าวนอกสิปแบบ อยู่กับเค้กค่ะ อินแก้ว โอพานุคุล พี่วิสุทธ คมวัชรพงษ์ และอาจารย์สิริพันธ์ นกสวน สวัสดี สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ >> สวัสดีค่ะ >> สวัสดีค่ะทั้ง 2 คน ไปเที่ยวสงกรานต์กันมาไหมคะ? >> ไปค่ะ [เสียงหัวเราะ] >> ไปนิดหน่อย อ๋อ พี่วิสุทธเฝ้ากรุงเทพฯ? >> อยู่เฝ้ากรุงเทพฯ บรรยากาศดีมาก กรุงเทพฯ ร้อน [เสียงหัวเราะ] >> คนไม่ใช่หุ่นยนต์ >> เป็นยังไงบ้างคะ อาจารย์สิ? คือบรรยากาศก่อนหน้านี้เหมือนเราอยู่ในวิกฤตใช่มั้ยคะ? แล้วเราก็คุยกันว่า เออ สงกรานต์ในวิกฤตพลังงานเนี่ย มันจะเงียบเหงากว่าเดิมมั้ย? หรือว่าคนจะกล้าออกมาใช้จ่ายเล่นน้ำกัน? หรือเปล่า? บรรยากาศที่อาจารย์ >> ตรงกันข้ามกับที่คิดใช่มั้ยคะ? คนออกมาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น >> เยอะมากครับ >> กรุงเทพฯ ทั้งเข้าใจว่าทั้งสีลม เข้าสาร สีลมคนแน่นมาก >> แล้วเชียงใหม่เนี่ย ผมคิดว่าคนจะน้อย เพราะเจอ PM 2.5 ดักมากนะ โอ คนแน่นมาก [เสียงหัวเราะ] >> ต่างจังหวัดด้วย? >> ต่างจังหวัดด้วย >> เอ่อ รวมทั้งจังหวัดตัวเอง ราชบุรีก็คนเยอะมาก >> ไม่แน่ใจว่าคือคน >> อัดอั้นก็เลยออกมาระบายกับสายน้ำหรือเปล่า? แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอากาศร้อนมาก >> โห อากาศร้อน สงกรานต์คนก็อยากเที่ยวเนาะ แต่ส่วนหนึ่งผมก็จะว่าช่วงนั้นราคาน้ำมันคือคนค่อนข้างมั่นใจว่ามีน้ำมันให้เติม >> ค่ะ >> อ่า ก็คนจะทิ้งรถก็น้อยลงแหละ >> บรรยากาศช่วงสงกรานต์นะ >> แล้วคนที่ออกรถ เอิ่ม เอิ่ม EV ใหม่ๆ ก็อยากจะไปลอง >> เออ ได้ลองเลยฮะ รอ [เสียงหัวเราะ] >> ได้ลองและได้รอค่ะ แต่ส่วนหนึ่งอ่ะคิดว่าพอมี content ในโซเชียลมีมันก็บิอารมณ์อ่ะ คนก็ยิ่งอยากออกไป >> นะคะ แล้วก็เข้าใจว่าอย่างกิจกรรมที่สวนลุมที่มีการเต้นแอรบิก ซึ่งตอนนี้ก็ไวรัลไปทั่วโลกเนี่ย มันก็ช่วยต่อเนื่องความ >> อยากจะออกมาทำกิจกรรมอะไรอย่างเงี้ยค่ะ ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายที่ดี ผมใช้วิธีคาดดาวอารมณ์คนนะ ส่วนหนึ่งแบบว่า เฮ้ย สงกรานต์นี่ก็จะว่าหนักนะ แล้วก็กลับว่าเดี๋ยวไปเที่ยวสงกรานต์กลับมาค่อยมารับศึกหนัก >> คือแบบ เอาวะ ไหนๆก็ไหนๆนะ ของมันจะขึ้น ชีวิตจะแย่ก็ไปเที่ยวซะก่อนเนี่ย >> ก็มีส่วนนะ [เสียงหัวเราะ] ขอเครียดก่อน แล้วเดี๋ยวถ้าจะมีเรื่องเครียดก็ค่อยว่ากัน >> ค่ะ วันนี้ที่เราคุยกันก็มีเรื่องที่ทุกคนจับตามองก็คือกรณีของ ปปช. ที่มีการยกคำร้องของคุณศักดิ์สยามในกรณีว่ามีการยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเท็จหรือเปล่าอะไรเงี้ยค่ะ แล้วก็ >> อย่างที่เห็นข่าวกันว่ามีการยกคำร้อง ก็เลยจะมาชวนคุย เพราะว่าคนก็ตั้งประเด็นจากกรณีนี้หลายอย่าง เพราะว่ามันก็โอเค แอบขัดกับศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำวินิจฉัยออกมา ก่อนหน้านี้มั้ย? ปปช. 2 มาตรฐานมั้ย? อะไรเงี้ยค่ะ ในประเด็นนี้ก็เลยอยากจะชวนอาจารย์สิคุยว่า มัน มันมีเรื่องอะไรน่าสนใจในกรณีนี้บ้าง >> อื ค่ะ คือคิดว่า เอ่อ ประชาชนจำนวนหนึ่งอาจจะตั้งคำถามแรกก่อนว่า เอ๊ะ ทำไมในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้ว >> ค่ะ >> คดีมันถึงมาที่ ปปช. ด้วยนะคะ ก็ต้องบอกเลยว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เนี่ย >> เปิดช่องให้มีการร้องเรียนหลายช่องทางมากนะคะ ช่องของศาลรัฐธรรมนูญก็ช่องนึง ช่องของ ปปช. ก็ช่องนึง อันนี้ถ้าเทียบเคียงกับคดีของคุณเศรษฐา คดีคุณแพทองธารก็เหมือนกัน ก็มีการยื่นร้องทั้ง 2 ช่องนะคะ แล้วก็การยื่นร้อง ปปช. เนี่ย เข้าใจว่ามีคนไปร้องก่อนที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญด้วยนะคะ ทีนี้ประเด็นที่มันน่าสนใจก็คือ เอ่อ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไปแล้วนะคะว่ามีความผิด >> ทั้ง ปปช. เนี่ย คำอธิบายซึ่งออกมาเมื่อเช้านี้ เพราะว่าเราอัดเทปกันวันพฤหัสบดีเนี่ยนะคะ ปปช. บอกว่า เอ่อ ยกคำร้องโดยให้เหตุผลหลักๆ ก็คือไม่พบว่า เอ่อ มีเจตนาทุจริต >> นะคะ แล้วที่สำคัญเนี่ย เอ่อ อยากจะเน้นว่า ปปช. บอกว่าใช้กฎหมายคนละมาตรา >> ครับ >> อือ >> นะคะ ทีนี้เราอาจจะต้องมาดูว่าแล้วกฎหมายอะไรที่ ปปช. ใช้ >> อ >> เอ่อ ปปช. เนี่ย ใช้มาตรา เอ่อ 234 นะคะ วรรค วรรค 3 นะคะ ซึ่งมาตรา 234 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญเนี่ย เป็นเรื่องการให้อำนาจของ ปปช. ในการกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องชี้แจงบัญชีทรัพย์สินครับ >> นะคะ คือในก ในมาตรานี้เนี่ย มีกิริยาอยู่ 3 คำคือกำหนดให้ต้องชี้แจงบัญชีทรัพย์สิน >> ค่ะ >> นะคะ ตรวจสอบและเผยแพร่บัญชี >> อื >> นะคะ ซึ่ง ปปช. บอกว่าก็คุณศักดิ์สยามได้ >> ยื่นแล้ว >> ยื่นแล้ว >> ค่ะ >> จึงไม่มีเจตนาปกปิด >> อ่า จึงไม่มีเจตนาปกปิดนะคะ ส่วนที่เค้กบอกว่าคดีเนี้ยก็ไปขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ >> ศาลรัฐธรรมนูญใช้มาตรา 187 >> นะฮ 187 ก็คือว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี >> นะคะ ซึ่งในนั้นน่ะก็ระบุว่าจะต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้น >> อ >> นะคะ ทีนี้ศาลรัฐธรรมนูญ เอ่อ มองว่าคุณศักดิ์สยามเนี่ยจริงๆ แล้วถึงแม้จะบอกว่าไม่ได้ถือหุ้นแต่มีพฤติกรรม >> อื >> ปกปิดข้อเท็จจริง >> หรือเรียกกันว่าภาษาไทยเราเรียกกันว่าซุกหุ้นค่ะ ภาษาอังกฤษก็คือนอมินีนะคะ มีนอมินี หรือพูดถึงหุ้นแทนนะคะ ซึ่งในคำชี้แจงของ ปปช. เนี่ยจะใช้คำว่านายสศาลาสศา >> นายสศาลานะคะ ซึ่งทางอันนี้คือความต่างกัน เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย มองว่าคุณศักดิ์สยามมีพฤติกรรมปกปิด เนื่องจาก เอ่อ เหตุผลหลายประการอย่างเช่นที่ตั้งของบริษัทเนี่ยนะคะ เอ่อ ก็ใกล้กับบ้านพรรคของคุณศักดิ์สยาม หรือคุณสอซึ่งเป็นคนที่ถือหุ้นแทนเนี่ย ก็ไม่พบว่าไม่น่าจะมี เอ่อ ทรัพย์สินมากขนาดนั้นประมาณ 119 ล้านนะคะ ดังนั้นทางศาลรัฐธรรมนูญก็เลยวินิจฉัยว่า กรณีเนี้ยเป็นความผิดในฐานะที่คุณศักดิ์สยามถือหุ้นถึงแม้จะชี้แจงว่าไม่ได้ถือหุ้นแล้ว แต่ก็คือการซุกหุ้น หรือให้ผู้ถือหุ้นแทนนะคะ ทีนี้กลับมาที่ ปปช. คำชี้แจงของ ปปช. ซึ่งตามมาตรา 234 วรรค 4 เนี่ยนะคะ ปปช. บอกว่าไม่พบ หรือไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าคุณศักดิ์สยามมีเจตนาที่จะไม่ชี้แจง >> อื >> ทรัพย์สินนะฮะ ซึ่งโอเค คุณศักดิ์สยยื่นบัญชีทรัพย์สินเนี่ย ยื่นไป 6 ครั้ง เพราะว่าเป็นตำดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายครั้งมาก >> แต่ไม่ได้ยื่นก้อนนี้? >> ไม่ได้ยื่นก้อนนี้ ซึ่ง ปปช. บอกว่า >> ไม่อาจพบว่ามีเจตนาในการจะปกปิดนะคะ แต่ประเด็นหลักก็คือว่ามาตรา 234 เนี่ย คือ ปปช. เลือกใช้กฎหมายที่เป็นกฎหมายว่าตัวเองมีอำนาจอะไรค่ะ ไม่ได้ไปดูว่าคุณศักดิ์สยามมีคุณสมบัติหรือไม่ อันนี้คือคำอธิบายว่าใช้กฎหมายคนละมาตรา ศาลรัฐธรรมนูญใช้กฎหมายเพื่อไปดูว่าคุณศักดิ์สยามนี่มีคุณสมบัติหรือไม่ เมื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ซุกเอาไว้เนี่ยนะคะ จึงขาดคุณสมบัติ >> แต่ ปปช. เนี่ย เลือกที่จะดูว่าตัวเองมีอำนาจอะไร >> ค่ะ >> อำนาจของ ปปช. คือกำหนดให้ยื่นอ่ะ ยื่นแล้ว >> ยื่น >> แล้ว ปปช. ก็เผยแพร่แล้ว แต่จุดโหว่ของ ปปช. เนี่ย อยู่ตรงที่ตรวจสอบหรือไม่ว่าที่ยื่นนั้นเนี่ย เป็นไปตามความจริงหรือเปล่า >> อ ค่ะ >> อันนี้คือจุดที่ต่างกัน แล้วก็เป็นจุดโหว่ที่คิดว่า เอ่อ สังคมคงต้องตั้งคำถามพอสมควรนะคะว่า ปปช. ได้ทำหน้าที่นี้เนี่ย เอ่อ อย่างซื่อตรง >> ค่ะ >> รอบด้าน รอบคอบ >> จนปราศจากความเคลือบแคลงว่า เอ่อ ขัดจริยธรรมเองหรือไม่ >> อื >> ไม่ใครขัด ปปช. เหรอฮะ >> ใช่ค่ะ เพราะว่าอาจารย์สิบอกว่าให้ยื่นใช่ มั้ยคะ ให้นักการเมืองยื่นให้ต้องตรวจ ปปช. ต้องตรวจสอบแล้วก็เผยแพร่ แล้วถ้าคนเกิด >> เอ่อ ตั้งข้อสงสัยว่าเนี่ย อย่างที่อาจารย์สิบอกว่า ปปช. ไม่ได้ทำหน้าที่ตัวเองในการตรวจสอบ แล้วมีคนอยากไป >> อ >> ยังไงดีอ่ะ ตรวจสอบ ปปช. ว่าทำหน้าที่ตัวเองไม่ครบอย่างเงี้ยคะ ได้มั้ยคะ >> เอ่อ ถ้าจะให้ดูจริงๆ เนี่ย เอ่อ ช่องที่จะยื่นตรวจสอบ ปปช. ได้เนี่ย น่าจะเป็นมาตรา 211 >> อือ >> เอ่อ ก็คือมาตราที่ระบุว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถึงเป็นที่สิ้นสุดและมี >> ผลผูกพันกับทุกองค์กร >> อือ >> นะคะ เพราะว่ามันตรงเมันเป็นเรื่องของแทบจะเป็นเรื่องของเทคนิคทางกฎหมายที่เข้าใจค่อนข้างยากนะคะ เพราะว่าอย่างที่บอกว่า ปปช. เนี่ย เลือกที่จะใช้กฎหมายที่จะบอกว่าตัวเองมีอำนาจเท่านี้นะคะ แต่ว่าถ้าเกิดมองในแง่ว่ามาตรา 211 211 ไม่ใช่ 112 นะฮ 211 [เสียงหัวเราะ] บอกว่า เอ่อ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กรเนี่ย ก็ต้องย่อมมีผลผูกพันกับ ปปช. ด้วยนะคะ แล้วจริงๆ แล้วมันคือมันคือเรื่องเดียวกันน่ะ ปปช. จะบอกว่าใช้กฎหมายคนละมาตรา >> ฉบับเดียวกันคือรัฐธรรมนูญเหมือนกัน แต่คนละมาตราเนี่ย มันเข้าใจได้ยาก >> แต่ ปปช. ก็บอกว่าได้เอาคำวินิจฉัยของศาลนูญมาประกอบการประกอบแล้ว >> ตัดสินของทาง ปปช. ทีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ถ้าไปอ่านจริงๆ เนี่ย เขียนไว้ค่อนข้างละเอียดนะคะ คือไล่เรียงมาเลยว่าทำไมถึงมองว่าคุณศักดิ์สยามเนี่ยจริงๆ แล้วเป็นเจ้าของที่แท้จริงของ >> เอ่อ หุ้น >> เอ่อ บุรีรุจ Construction ค่ะ เพราะว่ามีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่า แต่ทาง ปปช. เนี่ย มองว่าไม่สามารถพิสูจน์เจตนาได้ แล้วก็เชื่อว่าคุณศักดิ์สยามเนี่ยไม่มีเจตนาปกปิด เนื่องจากได้ชี้แจงทรัพย์สินแล้วนะคะ แต่ประเด็นเนี่ยก็คือเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้ว ย่อมมีผลผูกพัน ดังนั้นประเด็นเนี้ย ถ้าเกิดจะมีใครร้อง ปปช. เนี่ย ก็คงต้องไปเข้าขายมาตรา 211 วรรค 4 ว่ามีผลผูกพันทุกองค์กร เพราะว่าในที่สุดแล้วเนี่ย ก็คงจะไปพิสูจน์เจตนาของ ปปช. ได้ยากอีก >> ค่ะ >> ว่าได้ทำตาม เอ่อ มาตรา 234 วรรค 3 เรื่องอำนาจหน้าที่ในการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งจริงๆ ก็รวมถึงตุลาการสาธรนู องค์กรอิสระในการยื่นบัญชีทรัพย์สิน >> ค่ะ >> ค่ะ พี่วิสุทธ ดูแล้วจากคำ เอ่อ วินิจฉัยของ ปปช. คะว่าไม่มีเจตนาปกปิดกับสิ่งที่เราเห็นข้อเท็จจริงในหน้าสื่อ คิดว่ามันไปด้วยกันมั้ยคะ >> คือผม ผมดูจากคำนิยายเนี้ยนะฮะ [เสียงกระแอม] >> ปปช. ยังบอกว่าพอคดีคดีของทางศาล เอ่อ >> ศาลรัฐธรรมนูญเสร็จใช่มั้ย คุณศักดิ์สยามขอยื่นปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเป็นปัจจุบันต่อ ปปช. แปลว่ายืดทีหลัง แล้วก็มีการไปเคลียร์เรื่อง เอ่อ หุ้นที่ให้กับสเ แบบ >> จะไม่ยอมปล่อยเมีการเจรจา >> ซื้อซื้อขายที่ดินอะไรเงี้ยนะ ซึ่งมันก็ ผมก็ดูบรรย ข้อที่ข้อข้อมูลที่ประกอบแบต เอ่อ พอตกลงกันไม่ได้ซื้อขายที่ดิน 19 แปลงเนี่ย แล้วก็ตกลงว่าคุณสยามก็ซื้อที่ดินต่อในราคา 51 ล้านบาท คือแบบ มันไม่รู้สิ ตัวเลขมัน 100 กว่าล้าน 52 มันมันดูแปลกๆ ยังไงไอ้นี่มีความรู้สึกของคนที่ที่ดูนะ เสร็จแล้วไปยื่นทีหลังนะฮะ แต่ไงก็ตามแต่ ผมคิดว่าถ้าดูจากพฤติกรรม >> ที่มีคำวินิจฉัยออกมาแล้วนะ ก็คือว่าไอ้กระบวนการในการที่จะ เอ่อ โอนหุ้นเนี่ย >> อื >> มันอย่างงี้ฮะ มันใช้เวลาประมาณ 10 นาทีนะ จากคุณศักดิ์สยามไปที่เบศที่ลงโม่อะไร ศิลาชัย ถ้าผมจำผิดต้องขอโทษนะ โมไปที่ส เสือ จากคุณสเสือโอนกับบัญชีคุณชาวสยามอ [เสียงหัวเราะ] มันก็แบบ >> เฮ้ย นี่ไม่เอาข้อกฎหมายแต่เอาดูแบบข้อเท็จจริงที่มันปรากฏน่ะ มันก็ดูแฝงๆ แปลกๆ นะ ในเมื่อเงินไหลจากต้นทาง >> อือ >> ไปตึ๊กๆ 2 อย่างแล้วกลับมา >> ภายใน 10 นาที >> กลับมาอือ >> ผม ผมไม่รู้อธิบายข้อกฎหมายไง แต่ว่าไอ้นี้คือมันก็ดูแปลกๆ เนาะ แต่ว่าถ้าเปรียบเทียบจากคดีคุณไม่ใช่คดีคดีของคุณเศรษฐาเนี่ย เค้าก็โอนให้ลูกเนาะ >> ค่ะ >> คดีของคุณอนุทิน เค้าก็โอนให้ไอ้ไอ้ไอ้ไอ้กองทุนที่ดูแลพวกนี้โดยเฉพาะอ่ะ มันก็ มันมันก็โอเคอ่ะ มันก็จะดู >> แปลกๆ แปลกๆ กับคำอธิบาย >> นะฮะ ทีนี้ผมคิดว่าเรื่องนี้เนี่ยในทางคดีไม่รู้จบมั้ย แต่ฟังจากอาจารย์สิ หรือฟังจากหลายท่าน คือคดีคนอาจจะร้องเรียน ปปช. ได้ต่อเนาะ แต่ผมคิดว่าในทาง ปปช. เนี่ย ผมว่า ปปช. ถือว่าจบนะ [เสียงหัวเราะ] คือจบแล้วอ่ะ เรื่องนี้จบแล้วนะ แต่ ปปช. ไม่จบ คือ ปปช. ปิดคดีที่ได้ในทางคดีนะ จบ >> แต่สำหรับ ปปช. ผมว่าไม่จบ จะมี >> มันเป็นสังคมมอง ปปช. เนี่ยไม่จบ >> มันจะมีทั้งสังคม มีทั้งมุมเมมีการยื่น ผมว่าไม่ไม่จบครับ ทีนี้ไอ้สิ่งที่เกิดขึ้นเนี่ย >> เอ่อ เยนยายทีผมไม่ได้ดูข้อกฎหมายไงนะ แต่ดูว่าคนรู้สึกว่าอช.อีกแล้วเหรอ >> อื >> คือ นาฬิกาเนี่ย >> อ่าค่ะ >> นาฬิกาเพื่อนเนี่ยนะ >> อ >> ก็ [เสียงสูดหายใจ] ต้อง อื ขอใจยาวๆ แล้วก็ อื >> โอเคนะ วช.เหรอ? แล้วคิดว่าจบพอรอบนี้เนี่ย เอาคนรู้สึกว่า อือฮึ [เสียงสูดหายใจ] โห หนักกว่านาฬิกาเพื่อนอีก >> ไอ้สิ่งเนี้ยผมคิดว่า >> มันเซาะก่อนความรู้สึก [เสียงหัวเราะ] ค่ะ >> แต่ว่าเซาะก่อนความรู้สึกของผู้คนที่มองต่อ เรื่องปเรื่องเรียก ปปช. นะครับ >> อื คือขอเสริมพี่พิสุทธิ์เลยค่ะ เพราะว่าตอนที่อ่านคำแถลงของ ปปช. เนี่ยก็นึกถึงกรณีนาฬิกาเพื่อนเหมือนกัน เพราะว่า ปปช. เลือกที่จะดูเจตนาของผู้ยื่นว่าผู้ยื่นน่ะไม่ได้มีจงใจเจตนาจงใจปกปิดค่ะ >> ทีนี้คำถามก็คือ ปปช. ใช้อะไรวัดเจตนาว่าไม่จงใจปกปิดอ >> อื >> นะคะ เอ่อ ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ดูตามหลักฐานและข้อเท็จจริงว่ามันมีพฤติกรรมที่เคลือบแครลงสงสัย มีสอไปในทางต้องตั้งใจปกปิดแล้วก็ให้ให้ถือหุ้นแทน >> นะคะ ดังนั้น [เสียงกระแอม] อันนี้เป็นสิ่งที่ เอ่อ ปปช. ถึงแม้บอกว่าได้ปิดไปแล้ว แต่สังคมเนี่ยน่าจะยังไม่ยอมจบกับ ปปช. ผมก็ เปิดเปิดรอบใหม่ >> แล้วที่สำคัญมันอยู่ตรงนี้ด้วยค่ะว่า >> เอ่อ นอกเหนือจากเรื่องของเนื้อหาของคำอธิบายแล้วเนี่ย มันยังมีเรื่องของกระบวนการ เพราะว่าถ้าเรื่องเนี้ยเราจะเห็นว่า จริงๆ แล้วเนี่ย มีคนไปยื่น ปปช. ตั้งแต่กันยายน 2565 >> แล้ว ปปปปช. เนี่ย ยกคำร้องเรื่องเนี้ยปีไหน ทราบมั้ยคะ? >> ล่าสุดึป่ะ? เอ้ย สักปีที่แล้วเปล่า? กูจำได้ >> ปีที่แล้วก็คือกันยายน 256 แต่ถามว่าสังคมรู้มั้ย? >> เงียบ >> เงียบ >> เหมือนเรื่องนี้แทจะเรื่องนี้นะ >> ค่ะ >> เอ่อ ใช่นักข่าวถามไม่ไม่มีการแถลงจนกระทั่งนักข่าวถาม >> ถูก คือไม่มีการแถลงจนนักข่าวถาม >> มันก็ดูแปลกๆ แปล่งๆ >> ค่ะ ดังนั้นตรงเนี้ยมันก็กลับไปที่ประเด็น และมาตรา 234 ซึ่งให้อำนาจ ปปช. เนี่ยนะคะ ก็คือกำหนดให้ผู้ดำรงแต่งทางการเมืองต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ปปช. ต้องตรวจสอบ ต้องตรวจสอบถึงที่สุด และศาลรัฐธรรมนูญได้ตรวจสอบถึงที่สุดไปแล้ว แต่ วินิจฉัยต่างกันกับ ต้องเปิดเผย ทีเนี้ย เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินก็เรื่องนึง ก็ใช่นะคะ ซึ่งก็เข้าไปดูในหน้าเว็บ ปปช. เปิดกระบวนการตรวจสอบด้วยเช่นกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีการเปิดเผย ถ้านักข่าวไม่ถามก็เงียบไป >> และเมื่อตอบว่าได้ยกคำร้องไปแล้วเนี่ย ก็เพิ่งมามีคำอธิบายชี้แจงเป็นลักษณ์อักษร เมื่อเช้านี้เอง >> ซึ่งซึในแง่ของการสื่อสารมันก็แปลกอ่ะ คือหลังจากนักข่าวถาม >> ค่ะ >> แล้วก็บอกจะมีการแถลง แล้วก็บอกว่าไม่แถลง จะขอเป็นเอกสาร >> อือ ซึ่ง process มันนานมากแล้วดูเหมือนมีความพยายามที่จะแบบ >> ทำให้เรื่องเงียบที่สุด >> อ่า ให้มันใช้เวลานานที่สุดงี้นะ >> อือ >> ก็ดูแปลกๆ >> ค่ะ เมื่อกี้อาจารย์สิบอกว่าสังคมเนี่ย จะไม่จบกับ ปปช. แน่นอน กับ เอ่อ การตัดสินที่ดูค้านสายตา แต่ทีนี้ไอ้ความไม่จบเนี่ยค่ะ มันจะกระทบไปถึงรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยด้วยมั้ย? เพราะคนก็มีการตั้งคำถามว่า เอ๊ะ กรณีแบบเนี้ย ที่ผ่านมาค่ะ พอเป็นพรรคอื่นก็จะได้ผลตรงกันข้าม ก็คือเป็นผลลบ แต่ว่าพอเป็นกรณีของคุณศักดิ์สยามเนี่ย มันเป็นเพราะว่าเค้าอยู่พรรคภูมิใจไทยหรือเปล่า? คือต้องบอก ถ้าให้มองค่ะ ต้องต้องบอกแบบนี้เหมือนกันว่า เอ่อ ทำไม เอ่อ คดีเนี้ย หลายคนมองว่า หรือสื่อ เอ่อ นักวิเคราะห์จำนวนนึง มองว่าให้คุณศักดิ์สยามรอด เพื่อที่จะไปรอเสียบตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะว่ามีรัฐมนตรีตอนเนี้ยว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง 1 ที่นั่งนะคะ แต่ถ้าให้วิเคราะห์ประเด็นนี้ก่อนเนี่ย คิดว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้น มันแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยนะคะ เพราะว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของคุณศักดิ์สยามตามมาตรา 187 ไปแล้ว อันนี้เป็นเรื่องคุณสมบัติ นะคะ ว่าขาดคุณสมบัติเนี่ย ดังนั้นถ้าคุณอนุทินจะตั้งคุณศักดิ์สยามให้มาเป็นรัฐมนตรีเนี่ย จะมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญอีกในเรื่องจริยธรรมและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ >> ซึ่งตอนเนี้ยประเด็นเรื่องจริยธรรมและ ความซื่อสัตย์เนี่ยยังไม่เกิดขึ้นนะคะ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ยมีผลผูกพัน ทำให้คุณศักดิ์สยามเนี่ยขาดคุณสมบัติของรัฐมนตรีไปแล้ว ซึ่งพอขาดคุณสมบัติเนี่ย มันจบอยู่แค่นั้น ขาดคุณสมบัติของการเป็นรัฐมนตรี >> นะฮะ แต่คดีของ ปปช. เนี่ย ความต่างกันก็คือ ถ้า ปปช. พบว่าคุณศักดิ์สยามมีความผิด คดีเนี่ยมันจะดำเนินไปคล้ายกับคดี 44 ส.ส. ของพรรคประชาชนก็คือไปยังศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งถึงการไปยังคดีศาลฎีกานะคะ เส้นทางเนี่ยของ ปปช. เราจะไปที่ศาลฎีกา ทีนี้ถ้าไปที่ศาลฎีกาใช่มั้ยครับ >> ศาลฎีกาจะเป็นเรื่องของการตัดสิทธิ์ทางการเมือง >> นะคะ แล้วก็ เอ่อ สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งนะ คะ ซึ่งเมื่อ ปปช. มีคำวินิจฉัยยกคำร้องคุณศักดิ์สยามเนี่ย นั่นหมายความว่า 1 คุณศักดิ์สยามยังดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่ไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ อันนี้ต้องทักต้องต่างกัน เพราะตำแหน่งตำแหน่งทางการเมืองเนี่ยมีเยอะแยะมากมาย >> นะคะ แต่ตำแหน่งรัฐมนตรีเนี่ย น่าจะยากอ >> ถ้ามีคุณอนุทินเกิด >> อยากตั้งขึ้นมาตั้งขึ้นมา >> ก็อาจจะมีคนไปรอก็จะคล้ายๆกับเคสคุณ เศรษฐาที่ตั้งคุณพิชิแล้วก็พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไป >> ก็จะก็จะปลิวไปด้วย แต่ถ้ามีรัฐมนตรีคนอื่นตั้งคุณศักดิ์สยามเป็นที่ปรึกษา หรือตำแหน่งอื่นๆ >> ใน เอ่อ ในทางการเมือง อันนี้คุณศักดิ์สยามยังยังดำรงตำแหน่งได้ ดังนั้นการที่ ปปช. มีมติยกคำร้องเนี่ย มันก็เหมือนปลดโซ่ตรวนคุณศักดิ์สยามให้กลับเข้าสู่เวทีทางการเมืองได้ เพียงแต่ไม่ใช่ตำแหน่งรัฐมนตรีเท่านั้นเอง >> ค่ะ >> แต่ทีเนี้ยประเด็นที่ เอ่อ คิดว่า >> พี่วิสุทธพูดไว้อ่ะชัดเจนก็คือ ณวันนี้เนี่ย ปปช. รวมถึงคดีอื่นๆ ที่ผ่านมาเนี่ย ได้ใช้ต้นทุนของ ปปช. เองแล้วองค์กรอิสระไปเยอะมาก ในขณะที่ประชาชนเนี่ย มององค์กรอิสระและ ปปช. ในมุมที่มี เอ่อ เหลือต้นทุนน้อยมาก >> นะคะ ดังนั้นอันนี้คือความสุ่มเสี่ยงที่ >> เอ่อ ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของ ปปช. เอง แต่เป็นความเชื่อมั่นไว้เนื้อเชื่อใจองค์กรอิสระ แล้วก็สถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย >> เคกถามเรื่องภูมิใจไทยเนี่ย >> คือคือช่วงแรกอ่ะนะ ผมผม >> ผมเชื่อเรื่องนี้นะ ผมเชื่อเรื่อง >> คุณสยามจะกลับมาเป็นรัฐมนตรี >> อือ >> เพราะผมเชื่อว่าไม่ใช่ผมคิดว่าเงี้ย ศาลรัฐธรรมนูญบอกคุณสยามสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี >> ค่ะ >> แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นรัฐมนตรีต่อไม่ได้ อันนี้ผมตีความก่อนนะ >> อ่า >> แต่พอ ปปช. พอออกมาอย่างเงี้ยนะ ผมคิดว่าปิดละ คือไม่ว่าไงเส้นทางคุณแสกมาเป็นรนตรีเ ปิดละปิดนะ ทีนี้แต่ว่าคดีนี้กระเทือนมั้ย? คือถ้าภูมิใจไทยบอกว่าไม่เกี่ยว ถูกมั้ย? ต้องบอกว่าเฮ้ยไม่เกี่ยวกัน ไม่เกี่ยวกัน คนถามนายก นายกก็ไม่พูด นายกตอนนี้เล่นบทไม่พูดนะ >> ค่ะ >> นะฮะ แต่คนก็จะแบบว่า เฮ้ย เสากระโดง >> หัวสว เฮ้ย เรื่องศักดิสยามอีกเหรอ >> อื >> คือหลายๆเรื่องอ่ะนะ มันยังไม่มีคำตัดสิน >> ค่ะ >> แต่ว่าความรู้สึกคนมันไปละ อารมณ์คนมันเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นเนี่ย >> มันก็มีผลมั้ย? มีผลต่อความเชื่อมั่น หรือ เอ่อ ความไม่เชื่อมั่นทั้งต่อ ภูมิใจไทยนะ ทั้งต่อ ปปช. อื >> ไอ้อย่างเงี้ยมันแบบไม่ไม่อาจตีค่าทาง มูลค่าแบบทางกฎหมายหรือทางสูญเสียเศรษฐกิจได้ แต่มันมันมันสูญเสียความมั่นใจ หรือว่าไม่เชื่อใจมากเหมือนกัน >> อันนั้นเรื่องอย่างเงี้ยนี่แค่ 2-3 เรื่อง มีเรื่องอื่นๆที่มันทำให้รู้สึกว่า เอ่อ การเดินหน้าต่อไปของทั้ง ปปช. เอง องค์กรอิสระบางองค์กรเอง ทั้ง >> อือ >> เอ่อ รัฐบาลซึ่งมีภูมิชนเป็นแกนนำแล้ว แม้ว่ายังพิสูจน์ไม่ได้ชัดเจน บอกไม่ชัดเจน แล้วมาจากเกี่ยวข้องเกี่ยวพันธ์กันนะ >> อื >> แต่ว่ามันก็ท้าทายรัฐบาลน่ะ เพราะหลังนี้ต่อไปตั้งแต่เรื่องของการแก้ปัญหาวิกฤต >> อื >> ที่แม้ว่าน้ำมันจะลดลงอะไรก็ตามแต่ แต่ว่าวิกฤตอย่างอื่นมันมันตามแล้วมันยาว >> กับเรื่องวิกฤตความรู้สึกอ่ะ บางทีมันจะแมตกัน >> มันจะเป็นคลื่นลม >> ของรัฐบาลก็ได้นะครับ >> อื เพราะหลายๆคนก็เชื่อว่ายุคนี้เป็นยุคของสีน้ำเงินครองเมือง สามารถคุยกับวุฒิสภาได้ สามารถคุยกับองค์กรอิสระได้ อะไรเหล่านี้ >> คือคนเชื่อเป็นความเชื่อเท่านั้นนะ >> คือไม่ใช่แค่คุยไง ตั้งได้เถอะเว้ย เออ อันนี้ [เสียงหัวเราะ] ความคือความเชื่อคนเราไปทางนั้นจริงๆ นะครับ เออๆ คือถ้าให้เทียบเคียงพอเค้กถามว่า เอ่อ มันจะสัมพันธ์กับภูมิใจไทยมั้ย >> ค่ะ >> เอ่อ ถ้าให้เทียบเคียงเพราะวิสุทธิ์พูดถึงคดีกรณีนาฬิกายืมเพื่อนของพลเอกประวิตร ก็อย่างคุยนอกรอบกับเค้กก่อนหน้านี้สั้นๆ น่ะ มองว่าภูมิใจไทยกับพลังประชารัฐเนี่ย ก็คือเป็นพรรคการเมืองที่ถ้าให้เทียบเคียงแล้ว เป็นพรรคการเมืองที่มีความใกล้ชิดกับองค์กรอิสระนะคะ ถึงแม้ว่า เอ่อ ภูมิใจไทยไม่ได้มีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรกนะคะ เอ่อ เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เนี่ย ถูกร่างมาโดย คสช. เป็นคนเลือก เอ่อ คุณมีชัยมาร่างนะคะ แล้วก็ตั้งพลังประชพลังประชารัฐขึ้นมา เป็นเหมือนกับพรรคที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคณะรัฐประหารนะฮะ แต่ถ้าเรามองว่าเมื่อพรรคของคณะรัฐประหารเนี่ย เอ่อ ไม่สามารถชนะในพื้นที่ทางการเมืองได้ ชนชั้นนำเลือกพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา และพรรค นั้นเนี่ย ก็คือพรรคภูมิใจไทย และคุณสมบัติของพรรคภูมิใจไทยเนี่ย ใกล้เคียงกับพรรคประชาพังพลังประชารัฐ ในฐานะที่ถ้าเรามองนะฮะ 1 ก็คือ เอ่อ ได้รับความยินยอมเห็นชอบ สนับสนุนจากองคาพยพหลักของชนชั้นนำ ซึ่งเคยพูดไปแล้วในเทพอื่นๆนะฮะ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนทางการเมือง ทหาร ระบบราชการ แล้วก็เครือข่ายชนชั้นนำ อันนี้ภูมิใจไทยก็เหมือนกันนะคะ แล้วที่สำคัญมากเลยก็คือ เอ่อ สามารถ จะใช้คำว่าอะไร มีความใกล้ชิดแล้วกันนะคะ กับองค์กรอิสระ แล้วก็ สว. คือถ้าเทียบพลังประชารัฐเนี่ย พลเอกประยุทธกับพลเอกประวิตรก็เป็นคนเลือก สว. ชุดนั้นมา >> สว. ชุดนี้ >> เอ่อ มาจากการเลือกกันเอง แต่ว่าหลายคนก็บอกว่ามีสีเฉพาะตัว >> นะคะ ดังนั้นในแง่นี้ ถ้าเทียบเคียงพลังประชารัฐกับภูมิใจไทย ณ วันนี้คือใกล้กัน นั้นพอเค้กถามว่าจะโยงกลับไปที่ภูมิใจไทย ได้มั้ย อันนี้มันน่าสนใจว่าถ้าเรามองบทบาทของ ปปช. และองค์กรอิสระในกรณีนาฬิกายืมเพื่อนกับกรณีคุณศักดิ์สยามเนี่ยนะคะ องค์กรอิสระและ ปปช. นายมุมเนี้ย ทำหน้าที่ปกป้องเครือข่ายชนชั้นนำ >> อื >> นะคะ แต่ถ้าเกิดไปเทียบเคียงกับอีกคดีนึง ก็คือคดี ส.ส. พรรคประชาชน 44 ท่าน ตอนนี้เหลือ 10 คนเนี่ย จะเห็นว่าองค์กรอิสระและ ปปช. ก็มีอีกหน้าที่นึง คือหน้าที่กำหนดวาระและทิศทางของการเมือง คือกำหนด agenda ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ดังนั้นองค์กรอิสระและ เอ่อ ปปช. ทั้งหมดเนี่ย เอิ่ ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกับที่หลายๆคนบอก ว่าเป็นนิติสงคราม หรือใช้กฎหมายเป็น เอ่อ เครื่องมือทำลายล้างอีกฝั่งหนึ่งเท่านั้น แต่ในกรณีนี้ยังทำหน้าที่ปกป้องเครือข่ายชนชั้นนำของพรรคพวกกลุ่มกันเองด้วย >> นะ ดังนั้น เอ่อ >> บทบาทและหน้าที่ขององค์กรอิสระเนี่ย มันมีความละเอียดอ่อนซับซ้อนและหลากหลาย มากกว่าที่เราจะมองเพียงผิวเผิน >> อื ค่ะ แต่ที่ผ่านมาค่ะ เราจะ เอ่อ เอ่อ เวลาเรามองกรณีแบบเนี้ย คนก็จะวิจารณ์ว่าองค์กรอิสระทั้งหลายเหมือนเป็นกลไกนึง เครื่องมือนึงของเครือข่ายชนชั้นนำในการกำหนดทิศทาง หรือว่าปกป้องเครือข่ายของตัวเองเงี้ย ค่ะ แต่ว่าเหมือนกับว่าจะไม่มีพรรคการเมืองและนักการเมืองเข้าไปในการพยายามโน้มน้าว หรือชี้นำให้ผลออกมาเพื่อเป็นประโยชน์ของฝั่งตัวเองได้ขนาดนั้น แต่ดูเหมือนว่าทุกวันเนี้ย พรรคภูมิใจไทยสามารถเข้าไปแชร์สิ่งนั้นได้หรือเปล่า ในการไปมีบทบาทบางอย่างในการชี้นำองค์กรอิสระด้วย? ไม่แน่ใจว่าพี่วิสุทธกับอาจารย์สิมองแบบนั้นมั้ยคะ >> มันก็พูดอย่างนั้นโดยตรงมันก็ไม่ชัดน่ะ ใช่มั้ยฮะ คือไม่มีหลักฐาน >> ยัง [เสียงหัวเราะ] พิสูจน์ไม่ได้เหมือน ปปช. ค่ะ ยังพิสูจน์เจตนาไม่ได้ >> พิสูจน์ไม่ได้ แล้วก็ดูจาก เอ่อ พฤติการ ถ้าต้องสืบสอบมันก็บอกไม่ได้ว่าเกี่ยวพันโดยตรง เพียงแต่ว่าดูจากผลหลายๆ เรื่องเนี่ย สิ่งที่องค์กรอิสระหลายองค์กรคิดมันทั้งตรงกับอย่าง กกต. ปปช. เนี่ย มันคิดเหมือนกันเป๊ะๆ เงี้นะ หรือ แต่ท่าทีข้อสรุป หรือคำวินิจฉัย หรือคำตัดสินเนี่ย มันก็ดูจะ เป็นประโยชน์กับฝั่งรัฐบาล >> อื >> เกือบทุกเรื่อง เกือบทุกเรื่อง ซึ่งอย่างเงี้ยก็ ปัญหาคือ คนเชื่ออย่างเงี้ย ผมก็เชื่อ หลายคนก็เชื่ออย่างเงี้ย แต่ประเด็นก็คือว่า ถ้ามองไกลนะ เราจะอยู่เงียบวะ [เสียงหัวเราะ] เราจะอยู่อย่างนี้อีกนานมั้ย? จะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรใช่มั้ย? >> อ >> แล้วสิ่งที่ทำได้ รัฐบาลก็ปฏิเสธแล้ว ไม่เกี่ยว >> ไม่เกี่ยว สว. ไม่เกี่ยว เขากระโดงว่าไปตามระเบียบว่าไปตามขั้นตอนอ่ะ สักสยามก็ ช. ก็ ก็จบแล้ว อะไรเงี้นะ แต่จริงๆ ก็พูดๆ มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องของ อันเกี่ยวกับภูมิใจไทยนะอ่ะ อาจจะเพื่อไทยก็ได้นะ มันก็มีหลายคดีมันก็เป็นอย่างเงี้ย มันคือหลายเรื่องมันรู้สึกว่า พอพอใครเป็นรัฐบาลเนี่ย ไอ้กลไกการขยับขององค์กรอิสระที่มันเกี่ยวพันเนี่ย มันมันช้า มันอืด และมันก็ไม่ตอบโจทย์ หรือจริง อาจารย์ศิพพันธ์สรุปได้ตรงมากก็คือว่า มันมันเป็นการทำลายล้าง หรือเป็นการคงสาระของรัฐ หรืออำนาจรัฐ หรือเปล่า? คือผมไม่ได้พูดเฉพาะเพื่อนไทยละ ไอ้หรือภูมิใจไทยละ มันเป็นงี้จริงๆ นะ ผมก็เลยแบบ คนก็รู้สึกว่า เอ๊ะ มันหมดหวังรึเปล่าวะ จะอยู่ต่อไปเหรอวะ หรือกระทั่งประเด็นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญอันเป็นที่มาของอำนาจเหล่านี้ >> อือ >> ไม่มีการพูดถึงในรัฐบาลชุดในบาชุดนี้ >> ไม่ได้อยู่ในนโยบายที่แถลงต่อ >> ใช่ ใช่ แล้วก็ตอนนี้มันก็กลายเป็นพูดเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การจะกู้เงินอย่างระมัดระวัง การบริหารวิกฤต >> การนำความ เอ่อ ปากท้องกลับมาอยู่ให้ได้ เงี้ยนะ >> ไม่ได้มองเรื่องนี้ แต่เนี้ยเราเห็นแล้วว่าเรื่องนี้มันส่งผลกระทบจริงๆ งั้นทำยังไงที่ ภูมิใจไทยต้องเทคแอชัมากกว่านี้ เช่น เราจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป เอาล่ะ ไม่ต้องแถลงนโยบายก็ได้แล้วแต่แถลงตอนนี้นะ อันนี้ผมหวังนะ >> อื >> ไอ้เงี้ยมันเกี่ยวพันใช่มั้ยฮะ มันก็จะโยงอื่น หรืออย่างน้อยภูมิยาไทยตั้งคณะชุดนึง ที่แฟชศึกษา หรือผลักดันเรื่องแก้ต่อไปอ่ะ >> โอ๊ย ไม่ต้องศึกษาแล้วมั้งค่ะ >> ไม่ [เสียงหัวเราะ] เป็นไร ให้มันดูดีหน่อย ดูดูอะไรก็ดีไง >> ซื้อเวลาต่อไป >> ก็ยังดีกว่าไม่พูดอะไร [เสียงหัวเราะ] ไง ไม่พูดอะไร >> คือเราทำประชามติผ่านมา >> ไม่ไม่เป็นไร ไม่ก็ [เสียงหัวเราะ] หาทางหาทางให้เค้าขยับหน่อย หรือกระทั่ง พรบ. อากาศสะอาดเงี้ยนะ คือผมว่าผมเกี่ยวกันหมดนะ เกี่ยว >> ใช่มั้ยครับ มันมันเกี่ยวพันกันหมดไง >> งั้น >> เอ่อ นี่แหละ ไม่รู้จะทนแค่ไหน แต่ว่ายังคิดว่าเรื่องรัฐธรรมนูญปี 60 มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องขยับแล้วต้องเดินต่อไป เอ่อ ทั้งรัฐบาลทั้งฝ่ายค้านนี่ดูเงียบๆ เลยตอนนี้ >> คือพอพี่พิสุทธพูดแบบเนี้ย ขออนุญาตพูดแบบวิชาการนิดนึง คือปรากฏการณ์ที่มันเกิดขึ้นเนี่ย ในทางรัฐศาสตร์ต่างประเทศเาก็มีคำเรียก >> ระบบแบบนี้ โอแป [เสียงหัวเราะ] >> competitive คือให้มีการแข่งขัน คือให้มีการเลือกตั้งครับ >> แต่ authoritarian คือตัวอำนาจนิยมของคน ที่คุมอำนาจที่ไม่ต้องการให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเนี่ย ยังสามารถจับกุม >> ระบบไว้ได้ >> ค่ะ >> นะคะ แต่ยอมให้มีการแข่งขัน >> ก็คือเราก็เห็นการแข่งขันอ่านะคะ แต่ในการแข่งขันนั้นเนี่ย มันก็อาจจะเป็นพื้นที่ที่ผู้เล่นมีโอกาส โอกาสไม่เท่ากัน >> อือ >> คือตัวระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวรัฐธรรมนูญเนี่ย ถูกออกแบบมาให้เอื้อกับบางพรรคการเมือง อย่างตอนเลือกตั้ง เอ่อ ปี 63 ต่อก่อนหน้านั้นแล้วก็จะเอื้อพรรคพลังประชารัฐนะคะ พอมาปี 66 เนี่ย พรรคที่ เราพอจะรู้ว่าถูกเลือกมาแล้วเนี่ยนะคะ ปี 69 เนี่ยนะคะ ก็คือพรรค เอ่อ ภูมิใจไทย แล้วก็ เอ่อ องค์กรองคพยพต่างๆ เนี่ย ก็จะในแง่ของคำวินิจฉัย ความใกล้ชิด ความโน้มเอียงก็จะใกล้กับบางพรรคที่ถูกเลือกขึ้นมาให้คงไว้ซึ่งระบอบที่ถูกที่เกาะกลุ่ม หรือยึดกุม >> เอ่อ องค์กรต่างๆ องคพยพกลไกทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไว้แล้วนะคะ อันนี้ก็ เอ่อ เหมือนที่พี่วิสุทธพูดนะ คะ ดังนั้น เอ่อ ในแง่นี้เนี่ย เครื่องมือสำคัญที่สุดที่เป็นรากฐานเลยเนี่ย คือตัวรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะว่า เอ่อ ทั้ง สว. สว. นะคะ องค์กรอิสระ ถูกออกแบบมาที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน สว. ก็ไม่ได้มาจากประชาชนเลือกตั้งนะ คะ เอ่อ องค์กรอิสระก็ตรวจสอบยากเหลือเกินนะคะ จะก็ตรวจสอบกันได้ก็เนี่ย ต้องเป็นเรื่องของจริยธรรมนะคะ ทีเนี้ยที่มันน่าสนใจเมื่อพี่วิสุทธพูดก็คือว่า ความใกล้ชิดที่จริงๆ แล้วประชาชนรู้สึกได้ อย่างอย่างกรณี สว. เนี่ยนะคะ อ่า เอาเข้าจริง ๆ ก็มีคนอย่าง DSI เนี่ยก็ตรวจสอบว่ามีความสัมพันธ์เหมือนว่าการได้มาซึ่ง สว. เนี่ยมีความสัมพันธ์กับ เอ่อ บางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลอยู่ตอนนี้ เอ่อ พรรคภูมิใจไทยหลายคนก็มีชื่อปรากฏอยู่ในสำนวนด้วยซ้ำไป แต่เรื่องก็เงียบไปนะคะ และเราจะเห็นท่าทีของ สว. หลายเรื่องเนี่ย ก็จะใกล้ชิดใกล้เคียงกับรัฐบาลมาก อย่างเช่นเรื่องการขึ้นแวต >> อื >> ภาษีนะคะ ก็ สว. มีการศึกษามาแล้วก็จะขึ้นเป็น 10% แต่ว่า เอ่อ อันนี้ต้องต้องทำความเข้าใจกับสังคมด้วยเหมือนกันว่า รัฐธรรมนูญ 60 เนี่ย อย่างไรก็ตาม สว. มีอำนาจน้อยกว่า สส. ดังนั้น สว. ไม่สามารถเสนอ กฎหมายได้เองนะคะ จะต้องให้ สส. เป็นคนเสนอ หรือคณะรัฐมนตรีเสนอ หรือประชาชนเสนอร่วมกันหมื่นชื่อ แต่ สว. เสนอไม่ได้นะคะ แต่ว่าพอเหมือนกับ สว. ทำหน้าที่อะไร ทำหน้าที่เหมือนโยนหินถามทางว่าถ้าจะขึ้น 10% เนี่ย สังคมรับได้มั้ย ปรากฏว่าถูกถล่มใช่ไหมคะ สว. ก็ถอนไป >> ถอนฟืนให้รัฐบาลเลยอ่ะ >> ถอนฟืนให้รัฐบาลนะคะ แต่แต่เห็นอันเนี้ย คือเราอาจจะบอกไม่ได้ว่า อื พิสูจน์ทราบได้ยาก ว่ามันเป็นเรื่องทางเทคนิค แต่อารมณ์ของคนเนี่ย มันมันเห็นหลายกรณีที่มันไปในทิศทางเดียวกัน แล้วพอมาถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ 260 เนี่ย จะโดยส่วนตัวพูดไว้หลายที่ว่า พอมีรัฐธรรมนูญ 2560 เนี่ย มันไม่จำเป็นต้องเอารถถังออกมารัฐประหาร >> ใช่มั้ยคะ เพราะว่ามันสามารถยึดกุมคุมกลไกอำนาจรัฐได้ไม่ชอบ พี่พิสุทธก็ถอถอนได้ ใช่มั้ยคะ ดังนั้นการที่จะเห็นท่าทีที่ เอ่อ พรรคภูมิใจไทยนิ่งเฉยกับการจะแก้รัฐธรรมนูญเนี่ย มันก็เป็นนัยยะที่สงผ่านเหมือนกันว่า ถ้าจะให้แก้ เค้าก็กลัวไปกระเพื่อมกับโครงสร้างอำนาจที่พยุงที่ เป็นเสาหลักอ่ะนะคะ >> เป็น [เสียงกระแอม] supporting pillar เสาหลักที่พยุงเขาไว้ ดังนั้นการเมินเฉย หรือการเอ่อยื้อไปก่อนตีมึนเนี่ย จึง >> ไม่แปลกใจ ดังนั้นกลับมาว่าแล้วเราจะต้องทำอย่างไรที่จะทำให้ >> ที่อย่างที่เค้กว่าประชามติผ่านแล้วเราจะ ดำเนินการยังไงต่อ >> ประชามติไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใช่มั้ย >> อันนี้มีผล [เสียงหัวเราะ] มีผล >> อ๋อ มีผล >> มีผล ไม่ใช่อังกฤษ ถ้าอังกฤษเนี่ยไม่มีผล แต่ประเทศไทยครั้งนี้เราบอกเลยนะคะว่ามี มีผล >> แต่ไม่ทำก็ได้มั้ย? แต่ถามว่าอาจารย์น่าสนใจไง คือแล้วจะทำต่อยังไง เพราะว่าจริงๆ อย่างที่ว่า เราก็อยากเห็นแล้ว เห็นภูมิใจไทยขยับ แต่ถ้าฟังจากอาจารย์สิก็คือว่า คือถ้าผมมีภูมิใจผมขยับทำไมอ่ะ ใช่มั้ย หรือว่าเราก็ได้ประโยชน์เต็มๆ จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้อ่ะ แต่คำถามอาจารย์ 4 แล้วจะยังไงต่อ >> แต่ว่าแต่ว่าเข้าใจว่าคนที่จะขยับเนี่ย คือถ้าฟังจากคุณอนุทินบอกว่าเป็นเรื่องของรัฐสภา ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องของรัฐสภานะคะ ต้องเป็นเรื่องของรัฐบาลด้วย แต่ว่าคงรอให้รัฐสภาแหละเป็นคนขยับ เพราะว่า เอ่อ การพิจารณาแต่งตั้งกรรมาธิการยก ร่างแล้วก็กระบวนการต่อจากนี้เนี่ย มันค้างอยู่ในรัฐสภาตั้งแต่ครั้งที่แล้วอ >> นะคะ แต่ว่าเข้าใจว่าเดี๋ยวพอเข้ารูปเข้า รอยตอนเนี้ย >> วันก่อนไปเยี่ยมรัฐสภามา >> แต่ไม่ได้เจอ สส. นะคะ เพราะว่าไปวันจันทร์ >> ประชุมกันพุทธพฤหัสบดี เกำลังเอ่อ จัดสรรที่นั่งกรรมาธิการกันอยู่ >> เดี๋ยพอเสร็จแล้วก็คงจะขยับมาเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ก็เป็นหน้าที่ของประชาชนเหมือนกันที่จะต้องถามค่ะ ดูอกจะดูภูมิใจไทย >> ค่ะ >> เพื่อไทยในศูนย์เป็นพรรคหลักเนาะ >> พรรคประชาชนใช่มั้ย แล้วก็ 3 พรรคที่ >> เป็นตัวตั้งตัวตีว่าตกลงจะขยับเนาะอ >> ใช่ >> แต่เมื่อกี้พออาจารย์สิพูดแล้วเคกเพิ่งนึกได้ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ที่ก่อนยุบสภาไปอ่ะค่ะ ก็ยังค้างอยู่ สามารถหยิบกลับมาพิจารณาต่อได้ภายใน 60 วัน >> แต่ว่าถ้าเป็นร่างนั้นเราจะอยากได้หรอคะ? เราไม่อยากได้ [เสียงหัวเราะ] >> คือสุดแล้วก็สุดหยิบ 1 ตอนเนี้ย ก็อาจจะไม่ใช่สุดจริงๆ ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับสูตร 20 หยิบ 1 ตั้งแต่ตอนนั้นอยู่แล้วนะคะ ก็จริง อยากให้เริ่มกระบวนการใหม่ >> อื >> อ ผมคิดต่อ ถ้าภูมิทธหยิบล่ะ เพราะว่าเค้าเป็นเจ้าของไอเดียแล้วเคิดว่าเน่า หมายถึงว่าเค้าก็ตอนหลังตกๆ ตกนะ มาจากทาง >> มาจากทางพรรคประชาชน >> พรรคประชาชนแล้วตหลังก็ตบเป็นตัวเลข >> แล้วผมคิดว่าเป็นตัวที่ค่อนข้างจะแบบ >> แต่ตอนนี้สัดส่วนในสภาเปลี่ยนค่ะ >> สอ๋อ เปลี่ยนใช่มั้ย >> ใช่ค่ะ สัดส่วนในสภาตอนนี้พรรคประชาชนไม่ ได้มี สส. สูงสุดแล้วค่ะ >> อือๆ >> ก็แต่อันนั้นน่ะ ถึงถึงติงไว้ตั้งแต่ครั้งที่แล้วว่า คือสูตรใดก็ตามเนี่ย ไม่ว่าใครจะเป็นแกนนำหลัก มันควรจะต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน คือไม่ใช่ว่าพอเราไม่ได้เป็นเสียงข้างมากแล้วเราจะไปล้มสูตร >> นะคะ แต่ว่าโดยภาพรวมก็คือไม่เห็นด้วยกับสูตรนี้ตั้งแต่แรก คือเป็นความเข้าใจว่า พยายามที่จะแก้ปัญหาว่า >> จะพอหน้าป่ะ >> อ่า เป็นการแก้ปัญหาว่าจะจะทำจะให้ เอ่อ คนที่จะมายกร่างเนี่ย เอ่อ เอ่อ มีที่มาที่สะท้อนเสียงในสภา แล้วก็เชื่อมโยงกับประชาชน แต่จริงๆ ถ้าจะเริ่มตอนเนี้ย ก็ เอ่อ หา กระบวนการอื่นได้นะคะ มาช่วยกันคิด ช่วยกันคิดร่วมกัน ช่วยกันคิดใหม่ก็ได้ แล้วจริงก็อยากจะพูดซ้ำอีกรอบนึงนะคะว่า ระหว่างเนี้ย เสนอแก้รายมาตราบางมาตราก็ได้ >> เพราะว่ากลัวว่าเกิดรัฐบาลมีภารกิจอื่น >> อื >> ที่ไม่จริงจังนักในการจะขยับเรื่องแก้ รัฐธรรมนูญ อย่างน้อยเราอาจจะอยากเห็น รัฐธรรมนูญบางมาตราที่มีความสำคัญในการ เดินหน้าแก้ก่อน แก้ก่อน >> ให้แก้อะไรก่อน? หลายมาตรา >> กที่มา สว. ก็แก้ได้นะคะ >> โหยากเลยอ่ะ [เสียงหัวเราะ] >> คือทุกเรื่องยากหมด >> ยากเลย >> คือทุกเรื่องยากหมด เพราะว่ายังไงก็ต้องใช้ สว. แต่ว่า >> อ่ะ ถ้าถ้าให้พูดถึงประเด็นนี้เนี่ย >> ค่ะ >> เอ่อ สิ่งที่ชนชั้นนำกลัวก็คือว่า ถ้าแก้ทั้งฉบับเนี่ย เากลัวว่ามันจะมีหลายมาตราที่ที่หมกเม็ดสอดไส้ แล้วก็ไปกระทบเา ถ้าแก้รายมาตราเนี่ย มันจะรู้ว่าตอนนี้กำลังคุยกันเรื่องมาตราไหนอ >> อย่าอย่าลืมนะคะว่า สว. ชุดนี้ก็เข้ามา สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาในอนาคตไม่ได้ >> อื >> ดังนั้นเขาก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ดังนั้นเรื่องแก้ที่มาของวุฒิสภาเพื่อให้ เชื่อมโยงกับประชาชนเพื่อลดขอบเขตอำนาจ หรือลดจำนวนลงมาเนี่ย เาไม่ได้กระทบนะคะ >> ค่ะ >> เาอาจจะได้รับการชื่นชมว่าได้เป็นคนวาง หมากหมุดอ >> ครั้งใหม่ของโครงสร้างองคาพยพของรัฐสภาก็ ใช่ >> อื >> ค่ะ >> แต่เคกคิดอีกแบบค่ะ [เสียงหัวเราะ] >> ถ้าเราเชื่อว่า สว. ชุดนี้เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองบางพรรคเป็นพิเศษ แล้วพรรคการเมืองพรรคนั้นเห็นกลไกในการที่เขาจะได้ประโยชน์จากการมี สยกับ สว. ได้แล้วเนี่ย เขาก็อาจจะส่งสัญญาณบอก สว. ว่าไม่ต้องแก้หรอก >> ก็จริง ก็ถูกต้อง คือเราเราไม่ได้เถียงว่า ในความเป็นจริงอ่ะ จะเป็นอย่างงั้น แต่ว่า >> เอ่อ พลังของสังคมคือยังไงก็ตามเนี่ย เรา เราไม่มีเครื่องมืออื่น สิ่งที่เรามีตอนเนี้ยคือพลังของสังคมและการสร้างฉันทามติร่วมกันอ >> นะคะ ยังไงโดยส่วนตัวเนี่ยเชื่อในในแง่ของ การสร้างฉันติของพลังที่เห็นร่วมกัน แต่ที่ผ่านมาเนี่ย พลังของฝ่ายค้านเนี่ยถูกทำให้แตกแยก ณ วันนี้ก็ยังรวมกันไม่ติด ถ้ารวมกันติดเนี่ย พลังของฝ่ายค้านถ้ารวมอ่ะ สมมุติ เอ่อ เพื่อไทย พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นๆ เนี่ย ก็มากกว่าพรรคภูมิใจไทยได้ >> ตอนนี้เพื่อไทยเป็นรัฐบาลค่ะ อาจารย์ >> การเป็นรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าจะต้องเห็นร่วมกับพรรครัฐบาล อันนี้เป็นประเด็นสำคัญมากนะคะ แล้วก็ยังเชื่อครั้งก่อนจำได้เค้กถามว่า อ่ะ พอเพื่อไทยภัยเป็นรัฐบาล จะตรวจสอบได้มั้ย >> ค่ะ >> พรรครัฐบาลตรวจสอบกันเองได้เสมอนะคะ แต่ อย่าลืมลืมว่า ส.ส. ทุกคนเนี่ย เบื้องต้นคือคุณเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแทนทำหน้าที่เป็นแทนปุชนชาวไทย แล้วคุณถึงไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลทีหลัง ดังนั้นหน้าที่ของ ส.ส. ทุกคนคือปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน ส่วนการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลนั้นก็นั่นก็คือบทอีกบทบาทนึงนะ ดังนั้นบทบาทของการแก้รัฐธรรมนูญเนี่ย มันไม่จำเป็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องเห็นเหมือนกัน พรรคร่วมรัฐบาลอาจจะเห็นร่วมกับพรรคฝ่ายค้านก็ได้ ตรงนี้แหละมันจะเป็นการพิสูจน์ >> ว่า เอ่อ เป้าหมายที่แท้จริงทางการเมืองของ การแก้ปัญหาประเทศเนี่ยของคุณยึดอยู่ที่ตรงไหน >> อ >> ค่ะ >> ก็จริง เรื่องนี้ก็พรรคเพื่อไทยเป็นคนพูดเองนะ เท่าไหรเองนะ ก็ก็จริงช่วยย้ำก็คือว่า คือเพื่อไทยเบอกนะว่า >> แม้จะเป็นพรรครัฐบาลแต่ก็ยังทำหน้าที่ ในการตรวจสอบและ >> ทำหน้าที่ของ สส. ต่อไป >> อือ >> งั้น ถ้าพิสูจน์ความตั้งใจจริงนะผมว่าก็ให้ อาจารย์ชูศักดิ์กับคุณจตุรน์สายแสงไง >> อื >> จริงๆ >> ก็เดินหน้าไปสภา >> เราอธิบายอย่างเงี้ย อธิบายอย่างที่เคยอธิบาย >> อื >> เพราะฉะนั้นมันก็สภาก็ทำอะไรไม่ได้อ่ะ >> อือ >> เพราะว่าอย่างที่บอกเวลาพรรคการเมืองไป เป็นรัฐบาลแล้วคิดว่าต้องฟังเสียงรัฐบาล ลืมไปว่าเฮ้ยกูเป็น สส. ใช่ [เสียงหัวเราะ] >> ใช่ค่ะ >> เออ กินเงินเดือน สส. เว้ย งี้ >> ใช่ค่ะ แต่ถ้าคิดว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มันจะยังอยู่ต่อไป เราจะต้องเลือก สว. ด้วยกลไกเดิมของรัฐธรรมนูญนี้ในครั้งหน้าค่ะ ภาพที่จินตนาการไว้คิดว่ามันโอ้โหน่าจะใช้คำว่าถ้าฮัว้วกันอย่างมหาศาลเลยมั้ยคะ >> กลเพราะว่าคิดว่าสูตรที่บางพรรคทำสำเร็จแล้วเนี่ย ตอนนี้ก็มีคนแกะออกมาแล้วพรรคอื่นๆ ก็คงจะทำคล้ายกัน >> แต่ต่อให้มีสูตรแล้วเนี่ย ความสำเร็จตรงนั้นเนี่ย มันคือการควบคุมองคพยพของระบบราชการ >> อื >> เช่นเดียวกับความสำเร็จที่พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ มันไม่ใช่แค่เงินอย่างเดียวนะคะ มันคือทำให้องคพยพของระบบราชการเนี่ย มันหันหน้าหนี มองไม่เห็น [เสียงหัวเราะ] นะคะ >> แกล้งๆ มองไม่เห็น >> หรือในบางกรณีก็เข้าไปอบอุ้มด้วยซ้ำไปนะ คะ ดังนั้นดังนั้น เอ่อ แน่นอนว่าบางพรรคก็จะได้ประโยชน์ในการในการเลือก เอ่อ จัดเลือกตั้งให้เลือกกันเองของ สว. ค่ะ >> แต่ว่าสิ่งที่เราจะต้องตั้งคำถามมากๆ เลยก็คือ คนที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งก็คือ กกต. นะ ครั้งนี้ก็น่าจะมีการจับตามองกันเยอะ ตั้งแต่อันนี้พูดง่ายๆ เลย ตั้งแต่การตรวจสอบว่าคุณสมบัติเนี่ย ตรงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือเปล่า ซึ่งครั้งที่แล้วเนี่ย กกต. โอนอำนาจอันเนี้ยไปให้นายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด >> นะคะ ดังนั้นตรงเนี้ย ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง สว. ครั้งเนี้ย คงจะต้องมีการสะสาง เอ่อ คุณสมบัติ นะคะ อาจจะต้องทำเป็นตารางให้เห็นชัดเลยว่า คุณจะต้องทำอะไรบ้าง ตรวจสอบอะไรบ้าง จุดโหว่ จุดอ่อนอยู่ตรงไหน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ แต่ถ้าต้องเกิดซ้ำอีกทีนึง ก็อาจจะต้องเป็นพิสูจน์อ่ะ เราจะทำใจกันไปถึงตรงไหน >> อืมนั่นสิเ้แต่เสผมเป็นคน [เสียงกระแอม] มองในแง่บวกนะ ผมผมคิดว่า >> รัฐบาลยภูมิใจไทยเนี่ย ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐบาลร่วมรัฐบาล เวลามีเสียงท้วงติงเสียงคามากๆ เค้าก็ฟังนะ จริงๆ ฟังแล้วก็ปรับแก้บ้าง คือ [เสียงหัวเราะ] จะไม่สุดสุด เค้าเรียกไง สุดสุด สุดสุด สุดสุด สุดสุดประตู สุดติ่ง สุดตีนนะ ขอ >> ค่ะ >> จะลดนี้ ถ้าถ้ามองแบบอาจจะเฟ้อฝันแต่ว่า ก็เป็นไปได้ถึงรัฐธรรมนูญนะ ถ้ามีการตื่นตัวของทางภาคประชาชน แล้วก็ทางฝ่ายค้าน แต่ มันเป็นกระแสที่มันใหญ่ ผมว่าเค้าเก็ ต้องก็ต้องฟังอ่ะ ส่วนจะหาทางหนีที่ไร่ไง ก็อาจจะต้องเจอกันไม่ถึงกึ่งการก็เจอกัน น่ะ นี่มองในแง่บวกเนาะ ในแง่บวกนะ >> คือไม่ถึงกับว่า >> ไม่มีโอกาสซะทีเดียว คือจากการที่ตามบ้านเมืองมาระยะนึง ผมเป็นคนเชื่อเรื่องเอ้ย ประเด็นเรื่องใหญ่ๆ เวลามันเกิดการปะทะรุนแรงทางความคิดแล้วกลายเป็นการปะทะแบบ เอ่อ ที่แยกขั้วชัดเจนนะ มัน มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ >> อือือ >> เปลี่ยนแปลงได้ แต่เพียงแต่ว่าที่ผ่านมามันเป็นด้วยเลือด ซึ่งเราไม่อยากเห็นไง >> อือ >> เลือดการเราไม่อยากเห็น แต่ว่ายังยังเชื่อว่ามันภายใต้ยุคนี้มันน่าจะมีการเจอกันได้บ้าง ไม่ใช่ไม่เต็มที่ก็ตามแต่ >> ส่วนเรื่องที่ห่วงว่าเอ๊ะ ถ้าเกิดเรื่อง สว. รอบหน้าจะเหมือนเดิมเปล่า ล็อคเดิมหรือเปล่าเงี้นี่ [เสียงสูดหายใจ] ก็ฝันกันนะฮะ >> ค่ะ >> มั่นใจอยู่ 4 ปี รัฐบาลชุดนี้อำนาจจะไม่เปลี่ยน [เสียงหัวเราะ] ไม่มั่นใจ >> เออ แล้วแต่ว่าตัว สว. มันน่าจะคืออำนาจมันเปลี่ยนน่ะ ที่สุดแล้วที่มาของ สว. อ่ะ มันก็ จะรวนก็ได้นะ [เสียงหัวเราะ] พี่พี่ที่ถามย้ำนิดนึง พี่วิสุทธคิดว่ารัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี >> ไม่ครบอ่ะ >> อ่าค่ะ อาจารย์สิก็คิดว่าไม่ครบ ไม่ครบ >> ค่ะ >> เอ่อ วันนี้เราอัดรายการกันวันพฤหัสบดี พรุ่งนี้วันศุกร์ คิดว่าหลายคนน่าจะจับตาเคสของ 44 สส. ซึ่งเป็นอดีตพรรคก้าวไกล ตอนนี้เป็นเหลือ 10 คน เป็น สส. พรรคประชาชน >> หลายคนคาดว่าน่าจะถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ [เสียงหัวเราะ] >> มองยังไงคะ พี่วิสุทธ >> คือคือผม ถ้าถ้าพลาดต้องขออภัย แต่ว่าแต่ก็คิดว่าคงต้องหยุดอ่ะ >> ไม่เห็นไม่เห็นทางที่จะไม่หยุดเนาะ เอ่อ ก็เป็นโจทย์ที่สำหรับพรรคประชาชนก็ต้องปรับ กระบวนกันใหม่ก็ตั้งระดับนึงแล้ว คือพรรคประชาชนก็ต้องปรับขบวนกันเยอะมาก >> แล้วจะแม้ว่าจะมีแถว 2 แถว 3 แถว 4 แต่ มันก็ไม่ง่ายนะ แต่ว่าก็ก็เป็นโอกาสที่จะต้องต้องปรับอ่ะค่ะ >> ส่วน เอ่อ มันก็เจอเจอคำถามนะว่าตกลง เอ่อ อำนาจของ ปปช. แล้วกัน ปปช. กับการทำเรื่อง 44 ก้าไก่เก่า กับเรื่องอื่นๆ อ่ะ หรือเรื่องศักดิสยามเงี้ยนะ >> มันก็มันก็จะเป็นแบตก็กลายเป็นประเด็นเรื่องคุยกันไม่จบอ่ะ >> ว่าไอ้มาตรฐาน >> จะให้ทำ หรือมาตรฐานทางการเมือง หรือมาตรฐานขององค์กรอิสระ มันอิสระจริงหรือเปล่า มันมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนหรือมั้ยนะ มันก็จะเป็นประเด็นค้างคาไป แต่ว่าผมคิดว่ามันก็จะมันก็จะแบตเงียบสักระยะนึง แล้วพอมันมีประเด็นที่ท้าทายจะเป็นประเด็นอีกรอบหนึ่งก็จะพูดคำเดิมก็คือว่า เรื่องนี้ เอ่อ สำหรับ ปปช. จะจบละ คือจบเรื่องกุศาสยามแล้ว สมมุติว่าพรุ่งนี้ เอ้ย ตอนนี้จบแล้วสิ ส่งเรื่องพี่ศาลฎีกาแล้วก็จบแล้ว สำหรับ ปปช. นะ แต่เหมือนกันเปิดไม่จบ สำหรับไม่จบสำหรับ ปปช. นะ เปิดเวทีเปิดช่องทางในการที่จะ เอ่อ เค้าเรียกไงฮะ คือโจท ปปช. เยอะอ่ะ ปปช. ต้องกลายเป็นโจทย์ที่อาจจะ ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์นะ >> อ >> แล้วถ้า ปปช. >> ยังใช้ เอ่อ ท่าทีการทำงานแนวเนี้ย มันก็ไม่ตอบโจทย์อ่ะ พอไม่ตอบโจทย์เนี่ย ผมผมเป็นคนแบบเชื่อมั่นอะไรไม่ตอบโจทย์ มันก็ต้องถูกเขย่าอ่ะ >> มากหรือน้อยก็ต้องโดนนะ >> อืออือ >> อือฮึ >> อือ ค่ะ เอ่อ เมื่อกี้เราคุยกันถึงเรื่องคุณศักดิ์สยามเนี่ย มีเรื่องว่าไม่เจตนาใช่ มั้ยคะ จริงๆ เคส 44 ส.ส. เนี่ย ก็มีเรื่องเจตนาเหมือนกัน ก็คือถ้าเราย้อนกลับไปอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า การยื่นเสนอกฎหมายผ่านกระบวนการนิติบัญญัติเนี่ย ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ว่ากรณีของ 44 สส. เนี่ย เป็นการทำผ่านกระบวนการนิติบัญญัติโดยมิชอบ เพราะว่ามีเจตนาแอบแฝง >> ตรงนี้อยากให้อาจารย์สิช่วยอธิบายเพิ่มเติมเลยค่ะ >> ค่ะ [เสียงหัวเราะ] คือกลับมาที่ เอ่อ คดีพรุ่งนี้นะคะ >> เอ่อ ซึ่งศาลฎีกาบอกว่าจะ เอ่อ ประกาศผลนะคะ >> อื >> แล้วโดยส่วนตัวมองว่ามันมี 3 แนวทางนะ พี่ วิสุทธค่ะ คืออัน 1 ก็คือรับหรือไม่รับคำร้องใช่มั้ยคะ >> ซึ่งคนส่วนมากก็คิดว่ารับ >> ผมก็คิดว่ารับอ่ะ >> ค่ะ ทีเนี้ยพอรับแล้วเนี่ยเนี่ยของศาลฎีกาเนี่ย ถ้าจะไม่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จะเป็นข้อยกเว้น >> ครับ >> ซึ่งจะไม่เหมือนกับศาลรัฐธรรมนูญ ตรงกันข้ามกัน ศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ถ้ารับคำร้องแล้วอาจจะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ กรณีคุณศักดิ์สยามเนี่ย ศาลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ได้อย่างเช่น กรณีคุณ >> เอ่อ พี่ลูกนิด คือคุณเศรษฐา [เสียงหัวเราะ] >> ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ค่ะ แต่ว่ากรณีของศาลฎีกาเนี่ย ถ้าศาลไม่พูดอะไรแสดงว่าต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นพี่วิสุทธและหลายๆท่านถึงมองว่าน่าจะไปตรง >> หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือไม่ได้มีข้อยกเว้น นะคะ กับแนวทางที่ 3 ก็คือให้ ปปช. เขียนคำร้องใหม่ ซึ่งอันเนี้ยมันจะ >> ระยงกับตอบคำถามของเค้กนะคะ ก็คือว่า เขียนคำร้องใหม่คืออะไร เพราะว่าเดิมเนี่ย ปปช. ก็พูดเองว่า เอ่อ ต้องมาดูรายบุคคล เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลเนี่ย ไม่ได้บอกนะคะว่า การยื่นขอแก้ไขมาตรา 112 ทำไม่ได้ เพราะว่าในประเด็นหลักก็คือว่า ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติอยู่แล้ว ดังนั้นสามารถทำได้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย จึงเน้นคำว่าเป็นกระบวนการนิติบัญญัติโดยมิชอบ อะอะไรล่ะ คือโดยมิชอบ ถ้าให้ตีความโดยมิชอบของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย คือนอกเหนือจากกระบวนการนิติบัญญัติโดยปกติแล้ว มีการเอาไปหาเสียง มีการเอาไปใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองเอง ซึ่งศาลเนี่ยละเอียดอ่อนมากว่า ไอ้กระบวนการไปหาเสียงเนี่ย เป็นกระบวนการนิติบัญญัติโดยมิชอบ ซึ่งตรงเนี้ย ถ้าโดยส่วนตัวอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับศาลมากเท่าไหร่นักอ่ะนะคะ ก็เพราะว่าเราก็มองว่า เอ่อ มันก็อยู่ในประกาศของพรรค เอ่อ พรรคก้าวไกลอยู่แล้ว ณ ตอนนั้น >> นะคะ มีอะไรบ้างที่ไม่ชอบ ซึ่งศาลเนี่ยไม่ได้คลี่ออกมาให้เราเห็น ทีเนี้ยถ้าเกิดให้ประเมินว่าโดยมิชอบ ก็อาจจะเป็นหลายๆคน อ อาจจะมองว่าอ้า ไปประกันตัวมั้ย ไปเอ่อ ใช้ถ้อยคำรุนแรงมั้ย ใช้เอ่อ เอ่อ กระบวนการบนเวทีที่ไม่เหมาะสมหรือเปล่า ดังนั้น เอ่อ ทั้ง 10 ท่านเนี่ย แต่ละคนไม่ได้มีพฤติกรรมตรงนั้นเนี่ย เหมือนกัน บางคนแค่ไปลงชื่อเฉยๆ ไม่ได้มีพฤติกรรมอย่างอื่นที่จะบอกว่าเป็นกระบวนการ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนิติบัญญัติโดยมิชอบ ดังนั้นจริงๆ แล้วเนี่ย ถ้าจะให้เป็นธรรมอ่ะค่ะ เอ่อ ปปช. เราควรจะต้องแจกแจงว่าใครมีพฤติกรรมอะไรบ้าง ชุดที่ 1 คือลงชื่ออย่างเดียว อ ชุดที่ 2 มีพฤติกรรม 1 2 3 4 อ่ะ ชุดที่ 3 มีพฤติกรรมที่ เอ่อ มากไปกว่านั้น หรือเปล่า ซึ่งอันนี้เราไม่เราไม่ทราบว่าใช้เกณฑ์อะไร ดังนั้นในแง่นี้เนี่ย ถ้าศาลฎีกาจะออกช่องนี้ก็เป็นไปได้อีกเหมือนกัน >> นะคะ เป็นไปได้อีกเหมือนกัน ก็คือให้ ปปช. กลับไป เอ่อ เขียนคำร้องใหม่ให้มีความละเอียดมากขึ้นว่ากลุ่มไหนอยู่ในอยู่ในมีพฤติกรรมอย่างไรนะคะ แต่ว่าถ้าให้มองแบบ เดาว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็อาจจะไม่ต่างจากพี่บริสุทธิ์ คือคิดว่ารับคำร้องแน่ๆ นะคะ แล้วก็ เอ่อ ถ้าไม่มีคำสั่งเป็นอื่นก็จะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นะคะ ทีเนี้ยตรงนี้แหละ คือ เอ่อ ถ้าให้เทียบเคียงกับกรณีคุณศักดิ์สิทธิยามนะคะ อย่างที่เค้กบอกอ่ะว่า เอ่อ ตกลงกรณีคุณศักดิ์สยามก็มองว่าไม่มีเจตนา ในกรณีของ เอ่อ ส.ส. ก้าวไกลก็มองว่า >> มีเจตนาแอบแฝง >> โดยที่ ปปช. เนี่ย บอกว่าไม่สามารถพิสูจน์เจตนาได้ในกรณีคุณศักดิ์สยาม แต่ในกรณีของ ส.ส. ของพรรคก้าวไกลพิสูจน์เจตนา แต่ถ้าให้ ถ้าให้มองแบบนี้ ซึ่งไม่ได้เห็นด้วย คือกรณี เอ่อ สส. พรรคก้าวไกลเนี่ย เค้าแทบจะไม่ต้องพิสูจน์อะไร เพราะว่ามันมีการลงชื่อ >> อ >> แก้ไขกฎหมายจริงๆ ดังนั้นการลงชื่อแก้ไขกฎหมายเนี่ย ปปช. มองว่าคือเจตนาแล้ว >> อื >> ค่ะ เพียงแต่อย่างที่บอกแหละว่าประเด็นนี้ ต่างหากที่ต้องมามองกันว่ามันไม่ใช่เรื่องเจตนา หรือเรื่องไม่เจตนาทั้ง 2 กรณีนะคะ กรณีคุณศักดิ์สยามก็เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องเจตนาหรือไม่เจตนามันเป็นเรื่องว่า ไอ้การยื่นบัญชีทรัพย์สินของคุณเนี่ย มันเป็นบัญชีทรัพย์สินที่ปกปิดข้อเท็จจริง >> ค่ะ >> จะเจตนาหรือไม่ตั้งใจเรามันพิสูจน์กันไม่ ได้ >> แต่มันเกิดการปกปิดขึ้นแล้ว >> ใช่ คุณต้องดูหลักฐานที่มัน ในกรณีของ สส. พรรคไกลเหมือนกัน เราไม่สามารถไปพิสูจน์ทราบเจตนาได้ >> แต่ว่าสิ่งที่พิสูจน์ทราบก็คือว่า กระบวนการนิติบัญญัติในฐานะ ส.ส. มีเอกสิทธิ์ที่จะเสนอกฎแก้กฎหมายได้
>> อ >> แต่กระบวนการดังนั้นนิติบัญญัติโดยมิชอบเนี่ย ต้องมาละเอียดว่าอะไรที่บอกว่าโดยมิชอบ การกระทำใดที่บอกว่าโดยมิชอบ ตรงเนี้ย ปปช.ถึงต้องไปชี้ให้ชัดว่ามีการกระทำ 1 2 3 4 นะที่เรียกว่าโดยมิชอบ >> อ >> ดังนั้นถ้าจะให้ละเอียดจริงๆเนี่ย ยังหวังว่า >> แต่ไม่ได้เชื่อว่า >> หวัง [เสียงหัวเราะ] ว่า >> ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าให้ไปเขียนคำร้องใหม่ >> ค่ะ >> อือ >> แต่เราก็ต้องยืนยันว่าการลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายของ ส.ส.เนี่ย เป็นสิ่งที่ทำได้ >> ทำได้ตรงนี้ต้องเราต้องยืนยันว่าทำได้ เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าทำไม่ได้ >> ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า >> นิติบัญญัติโดยมิชอบซึ่งถ้าจำได้คร่าวๆเนี่ย ก็จะพูดบ้างเหมือนกัน เป็นตัวอย่างอย่างเช่นการนำไปใช้หาเสียงบนเวที การติดสติ๊กเกอร์หรืออะไรหรือการ >> เอ่อไปประกันตัวเป็นต้นค่ะ >> แล้วก็มีลงรายละเอียดของเนื้อหากฎหมายที่เสนอ บางมาตราอยู่ >> บางมาตราอยู่ใช่บางมาตราแสดงว่าไม่ได้หมายความว่าเสนอกฎหมายแก้ไม่ได้ >> แต่น้ำหนักของการแก้บางมาตราเนี่ยทำไม่ได้อย่างเช่น เอ่อการลดโทษลงมาเป็นต้น >> ค่ะการย้ายหมวด >> การย้ายหมวดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายหมวดค่ะ >> แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ได้เข้าสู่สภาใช่มั้ย ยังไม่เป็นวาระ >> อ่าใช่ค่ะเพราะว่าตอนนั้นคุณชวนเป็นประธานไม่ได้บรรจุบ >> อืค่ะเอ่อหลายคนก็พอมองเห็นพรรคประชาชนตอนเนี้ยค่ะตั้งแต่แพ้เลือกตั้งมาแล้วก็มาเจอเคสนี้คนก็วิเคราะห์วิจารณ์ว่าเอ่อกำลังเมาหมัดอยู่หรือเปล่าจะจัดกระบวนทัพใหม่ยังไงถ้าชวนทั้ง 2 คนคุยว่าชวนมองไปข้างหน้าค่ะให้คำแนะนำพรรคประชาชนหน่อยว่าตั้งต้นยังไงดีกับสิ่งที่กำลังงงๆอยู่ตอนนี้ [เสียงสูดหายใจ] ไม่กล้าใช้มาแนะนำ [เสียงหัวเราะ] จริงๆเพราะเราไม่ใช่คนที่แบบเอ่อเชี่ยวชาญด้านการเมืองขนาดนั้นนะครับ >> แต่ว่าเพียงแต่บอกว่าก็คือผมเห็นอารมณ์คนพรรคประชาชนจะบอกว่าตั้งรับอ่ะแล้วก็ไม่หมดหวังไม่ท้อสู้ต่ออ >> แต่โดยความเป็นจริงเนี่ยเป็นผมผมก็ท้อนะผมก็เหนื่อยนะแต่ว่าก็ต้องสู้ต่ออ่ะผมเมื่อกี้ต้องสู้ต่อแล้วก็เป็นธรรมดาของพรรคที่มันตั้งขึ้นมาแล้วมันก็โตถึงวันนี้นะถือว่าโตนะแต่โตมันก็มีช่องว่างช่องโหว่เยอะนะกระบวนการคัดสรรหาได้มาก็มีช่องโหว่ช่องอะไรเงี้ยแล้วตอนนี้การเมืองมันเปลี่ยนวิทยาจะเปลี่ยนนะเราก็จะเห็นคนคีย์หลักๆของพรรคประชาชนหรือเก่าไกลหรืออนาคตใหม่วิพากษ์วิจารณ์อย่างน้อยก็ 2-3 คนนะค่ะ >> ซึ่งก็จะเห็นว่าพอการเมืองมันเปลี่ยนประเด็นการเคลื่อนไหวมันเปลี่ยนมันก็เกิดการเอ่อวิพากษ์วิจารณ์กันเองเพื่อให้เกิดคงไม่ได้เกิดเพื่อเพื่อเพื่อการมองพรรคก็ต่างกันไปอ่ะผมว่าไม่จะเกิดขึ้นก็ต้องปรับกระบวนการทำงานให้มันสอดคล้องกับประเด็นการเคลื่อนไหวก็ที่ทางการเมืองนะแต่นคือจุดยืนต้องไม่เปลี่ยนคือ DNA ของพรรคประชาชนพรรคก้าไกลพาคือไม่มันคือ DNA ไงมันต้องขับออกมาไม่เปลี่ยนใช่มั้ครับแต่ว่า [เสียงสูดหายใจ] แล้วเอ่อแน่นอนฮะการสร้างแกนนำคนใหม่แม้จะบอกว่าเฮ้ยพร้อมเนี่ยยากแต่ไม่ได้แปลว่าไม่ได้ผมคิดว่าการทำงานที่พิสูจน์ชัดบนเวทีการเมืองเนี่ยการเป็นฝ่ายค้านเนี่ยบอกผมก็เป็นเรื่องที่ดีนะคือต้องอย่างว่าพรรคเนี้ยมีความเป็นตัวตนมีความชัดเจนทางการเมืองจุดเด่นที่ชัดคือการทำที่เป็นฝ่ายค้านที่ทำข้อมูลเต็มที่มีหลักฐานอ้างอิงมีการเสนอและหาทางออกนะแล้วก็บทบาทกรรมาธิการที่ผ่านมาต้องโดดเด่นนะในสภาตั้งแต่พรรคประชาชนเข้ามาคือสิ่งเนี้ย DNA ของพวกประชาชนต้องทำต่อแล้วก็ไอ้คนที่ออกไปก็ผมก็เชื่อก็มาช่วยกันต่อเชื่อว่าหลายคนไม่ได้ทิ้งก็ดูจากบทบาทที่ผ่านมากทำที่อย่างอื่นได้นะเป็นที่ปรึกษาบางคนก็มันเป็นนักอะไรนะเดี๋ยวนี้มันช่องตัวเองนะ [เสียงหัวเราะ] วิเคราะห์สังคมทางการเมืองก็ได้อยู่นะฮะอ >> แต่ว่าสำคัญคือ >> จุดเดนจุดยืนแล้วการสื่อสารกับเค้าเรียก ว่าไงฮะพวกคนที่ชอบคนที่เรียกอาจจะเรียกตอบส้มจะเยอะไปแต่ว่าอย่างเงี้ยมันมันก็ต้องต้องคุยกันมากขึ้นน่ะต้องคุยกันมากขึ้นน่ะว่าตกลงมันคืออะไรนะจุดด้อยของพรรคประชาชนเรื่องพื้นที่มีจริงหรือเปล่าจะขยับยังไงคือมันต้องคือมันต้องคุยกับคนที่เป็น FC คนที่เป็นสนับสนุนคนที่เป็นซอเตอร์ของพรรคประชาชนก็ต้องคุยกันใหม่เหมือนกันนะครับ >> อื >> อาจารย์ศิมีอะไรคอมเมนต์มั้คะ [เสียงหัวเราะ] >> คือจริงๆถ้าอันนี้ถ้าพูดแล้วอาจจะแรงไปนิดนึงแต่คิดว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรคประชาชนเนี่ยก็คือตอนไปโหวตคุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีอันนี้ต้องขอพูดชัดๆนะคะเพราะส่วนตัวก็รู้สึกผิดหวังนะคะแล้วก็ เอ่อท่าทีที่เราเห็นแกนนำออกมาให้คำอธิบายต่อเรื่องนี้รวมถึงผู้สนับสนุนกลุ่มหนึ่งเนี่ยมองว่าคนทำการเมืองในพรรคประชาชนเนี่ยไม่เข้าใจกระบวนการทางการเมืองอย่างอย่างลึกซึ้งคือมองเกมทั้งกระดานไม่ออกว่าการตัดสินใจนี้จะส่งผลอย่างไรในขณะที่อีกฟากฝั่งนึงเนี่ยเา้ามองนอกเหนือจากมองเกมกระดานทั้งการเกมกระดานการเมืองทั้งเกมทั้งกระดานออกแล้วเนี่ยเ้ายังสามารถกดปุ่มได้ด้วย >> อื >> นะฮะดังนั้นจุดเนี้ยมันเป็นจุดที่มโดยส่วนตัวมองว่าพลาดและเสียหายอย่างหนักไม่ใช่แค่กับพรรคประชาชนเองแต่ต่อการจัดตั้งประชาธิปไตยในอนาคตด้วยเพราะว่าถ้าเกิดเชื่อมกับประเด็นที่พูดไปก่อนหน้านี้ว่ามันมีระบบนะคะที่พยายามคงไว้ซึ่งเอ่อพลังของชนชั้นนำที่ยึดกุมองค์กรต่างๆทั้งทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองไว้เนี่ยก็คือการตัดสินใจนี้เนี่ยทำให้เอ่อกลุ่มชนชั้นนำกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่งนะคะดังนั้นอันเนี้ยเป็นความจำเป็นนะคะที่ที่เอ่อเอ่อทั้งแกนนำเอ่อผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคและผู้สนับสนุนของพรรคทั้งคนที่เป็นสมาชิกเป็น ส.ส.แล้วก็เป็นสมาชิกข้างนอกเนี่ยเอ่ออยากจะให้ฟังให้ฟังคือการถกเถียงมันก็ดีนะคะมัน [เสียงกระแอม] มันมีหลายมิติมากอ่ะคือบางทีเถียงกันมากเกินไปมันก็เหมือนกับการเปิดจุดอ่อนให้คนอื่นเห็น >> นะคะแต่ณณเวลานั้นเนี่ยเห็นว่ามีคนออกมาให้ความเห็นต่างๆมากมายแต่ก็ไม่ค่อยฟังกันนะคะแล้วก็หลายครั้งเนี่ยอ่าถ้าจะให้พูดจริงๆก็คือในส่วนของแกนนำเนี่ยอยากจะให้มีวุฒิภาวะแล้วมองเกมกระดานการเมืองให้ออกนะคะนั่นคือในส่วนนั้นในส่วนของผู้สนับสนุนเนี่ยก็เอิ่มติติงอย่างเหมาะสมนะค่ะแต่ว่าถ้าในภาพรวมเนี่ยมองว่าท้อได้แต่อย่ายอมแพ้เอ่อในในระบอบประชาธิปไตยของไทยเนี่ยอันนี้พรรคประชาชนไม่ใช่เป็นพรรคแรกที่โดนสาหัสมาขนาดนี้นะพรรคเอ่อไทยรักไทยก็โดนคุณทักษิณเองผู้เป็นจิตวิญญาณของพรรคก็ถึงกับติดคุกเลยด้วยซ้ำไปนะคะดังนั้นสิ่งที่พรรคประชาชนเจอเอ่อก็ถือว่าในมองอีกมุมหนึ่งอ่ะอาจจะมองได้ว่าเป็นการภูมิใจว่านี่คือเป็นพรรคที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเอ่อในสังคมที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงหรือต้องการชะลอการเปลี่ยนแปลงดังนั้นเอ่อสิ่งนี้ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องคาดเดาไม่ได้นะคะเอิ่มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตพจน์เนี่ยย่อมเกิดขึ้นแน่แหละนะคะแต่มันจะเกิดมาในมุมไหนดังนั้นถ้าจะให้บอกก็คือว่าเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดคุณต้องแข็งแรงให้มากที่สุดเพราะวันนึงเมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นถ้าคุณท้อคุณถอยคุณอ่อนแอคุณจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงแต่ถ้าเกิดคุณแข็งแรงคุณขึ้นมาสู้วางยุทธศาสตร์ให้ดีมองเกมทั้งกระดานให้ออกสร้างพันธมิตรมากกว่าศัตรูทางการเมืองเมื่อวันนั้นน่ะสังคมจะจับมือไปพร้อมกับคุณและร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงก็คงบอกได้แค่นี้แต่ถ้าให้พูดสำคัญที่สุดเลยก็คือว่าสร้างพันธมิตรทางการเมืองเถอะค่ะอย่าสร้างศัตรูเลยอย่าสร้าง Strategic Isolation เหมือนคุณทรัมป์ >> อื >> พันธมิตรตอนนี้หายหมดคำถามคือณวันนี้ใครเป็นพันธมิตรของพรรคประชาชนคุณจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ถ้าคุณไม่สร้างพันธมิตรทางการเมืองคุณเป็นพระเอกคนเดียวไม่ได้บางครั้งคุณต้องเล่นเป็นตัวประกอบบางครั้งคุณก็เป็นพระเอกแต่อย่าเป็นผู้ร้ายเท่านั้นเอง [เพลง]