📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

โจทย์ใหญ่ไทย-อาเซียน หลังเลือกตั้ง 2569 | DECODING THE WORLD #72

THE STANDARD58:49

Transcription

สวัสดีค่ะ พบกับ Decoding the World ถอดรหัสโลกกับดิฉัน นัถาโกมลวาทินค่ะ วันนี้ คุณเผยวีนารัตน์เราหักคกุลไม่อยู่นะคะ ดิฉันก็ทำหน้าที่ดำเนินรายการ เรื่องของการเมืองในประเทศไทยหลังจากการเลือกตั้ง ก็ยังมีโจทย์ที่ต้องติดตามกันมากมายนะคะ โดยเฉพาะจากนี้ไป นโยบายการต่างประเทศไทย จะต้องตั้งหลักอย่างไร ท่ามกลางโจทย์เรื่องของโอกาภิวัฒน์ เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ท่าทีของจีนและสหรัฐที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลต่อการเมืองทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค แล้วจะวางจุดยืนกับประเทศมหาอำนาจอย่างไร โจทย์ที่ใกล้ๆ พรมแดนของไทยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกัมพูชา เรื่องเมียนมาร์ ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังค่ะ

วันนี้ แขกรับเชิญจะมาวิเคราะห์นะคะ ถึงโจทย์ถัดไปของประเทศไทย หลังจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการต่างประเทศค่ะ วันนี้ ดิฉันเชิญรองศาสตราจารย์ ดร. ดุริยภาค ปรีชารัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นนายกสมาคมภูมิภาคศึกษามาร่วมรายการค่ะ สวัสดีค่ะ อาจารย์คะ

>> สวัสดีครับพี่เต่าครับ

>> ค่ะ บางคนต้องรอฉัน 1 ปีกว่าจะได้มาที่นี่

>> ขอทางเลยครับ ขอเป็นอะไรครับ ขอพ่อหนูด้วยค่ะ

>> คุณแม่ของน้องมานะใจดีนะคะค่ะ จะขอแจ้งเลื่อนนัดผ่าตัดของน้องออกไปก่อนค่ะ

>> ถ้ามีห้องผ่าตัดมากพอ ทุกชีวิต

>> รออีกแป๊บนึงนะ

>> จะไม่ต้องรอนาน เพราะทุกการบริจาคคือการพาคน ที่รักกลับไปหาคนที่รอ

>> ถ้าดูความสำคัญอันดับ 1 2 3 เลย เรื่องของการต่างประเทศสำหรับรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งเนี่ย เรื่องไหนสำคัญที่สุดค่ะ

>> ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องการจัดการความสัมพันธ์กับกัมพูชา เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ชาติ นะครับ เรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นที่นายกอนุทินให้ความสำคัญ อ่า ในช่วงเป็นรัฐบาลนะครับ แล้วก็ ณ ขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการแล้วก็ช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ท่านให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเลยทีเดียว แต่ขณะเดียวกันมันก็มีประเด็นอื่นๆ นะครับ ที่น่าจะเป็น priority สำคัญสำหรับทางประเทศไทย ก็คิดว่าเรื่องการในพม่าก็น่าจะมีความสำคัญ แต่จะเป็นลักษณะที่ไทยจะมีบทบาทในการเข้าไปสร้างสันติภาพ แล้วก็เข้าไปคุยกับตัวแสดงทางการเมืองหลากหลายกลุ่ม เพื่อให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของไทยดำเนินหน้าไป ยังไง ซึ่งผมก็เอ่อ เห็นว่าท่านเสียด พวงเก็ตแก้วก็มีความสนใจในเรื่องกิจการพม่าอยู่แล้วนะครับ เพียงแต่ว่า priority อาจจะไม่เทียบเท่ากับกัมพูชา นะครับ อ่า ส่วนอีกเรื่องนึงที่สำคัญมากเลยก็คือ เรื่องของ geopolitical เรื่องของภูมิศาสตร์ ทำยังไงให้ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางของสถาปัตยกรรมเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค เอ่อ หลากหลายพรรคการเมืองพูดกันเยอะนะครับว่าไทยเราจะกลับคืนสู่จอเด้าของโลก อะไรอย่างเงี้ย แต่ผมคิดว่านโยบายต่างประเทศของรัฐบาลภูมิใจไทย นับจากนี้ต่อไปอาจจะเน้นบทบาทของไทยที่มีความโดดเด่น แล้วก็เป็นแกนกลางแกนนำในความเชื่อมโยงนะครับ หลากหลายภูมิภาค หรือว่ามหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐจะต้องมาถ่วงดุลในพื้นที่ที่ไทยเป็นแกนกลางอย่างเหมาะสม

>> ค่ะ ก็ 3 เรื่องหลักนะคะ

>> ใช่ กัมพูชา เมียนมาร์ แล้วก็เรื่อง geopolitical เรื่องของภูมิรัฐศาสตร์

>> ภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยเฉพาะจีนกับสหรัฐนะ

>> ค่ะ มาที่เรื่องกัมพูชากันก่อนค่ะ สถานการณ์ก็ดูเหมือนจะคลี่คลายไปได้ระดับนึงตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง หลังจากที่ได้เห็นการประชุม 3 ฝ่าย มีการหยุดยิง แต่ว่า ก็เริ่มมาเห็นความรุนแรงที่อาจจะเริ่มปะทุ เห็นสัญญาณบางอย่างที่ทหารไทยก็ไปเหยียบทุ่นระเบิดนะคะ

>> อาจารย์ประเมินสถานการณ์

>> ไทย-กัมพูชาเนี่ย จะคลี่คลายไปในรูปแบบไหน ค่ะ กลไกที่มีอยู่เดิมๆ GBC JBC RBC เนี่ย จะยังเดินหน้าได้หรือเปล่า

>> ผมว่ามีอยู่ 2 แนวโน้ม แนวโน้มแรกนะครับ คุณเซ็นกับคุณมเนศคิดหนักและ เพราะว่าสิ่งที่เขายั่วยุหรือว่าปะทะกับไทย 6-7 เดือนที่ผ่านมา คำตอบที่ได้คือรัฐบาลชาตินิยมนะ ครับ ที่นำโดยท่านอนุทิน ซึ่งมีความเป็นชาตินิยมในการปกป้องผลประโยชน์ของไทย แล้วก็ไฟเขียวให้กับกองทัพนะครับ หากมีการสู้รบกับกัมพูชา นายกอนุทินก็คงจะต้องไฟเขียวให้กองทัพเนี่ย กำราบกำลังรบกัมพูชาให้เต็มที่ ฉะนั้น ถ้าเป็นในมุมของหุนเซ็น ผมคิดว่าเขาประสบความล้มเหลวในกลยุทธที่ผ่านมานะครับ เพราะสุดท้ายแล้วได้รัฐบาลไทยที่มีความเข้มแข็ง แล้วก็ปกป้องผลประโยชน์ชายแดนเขตแดนอย่างเอาจริงเอาจัง ฉะนั้น มันก็กระตุกให้คุณเซ็นต้องกลับมาคิดใหม่แล้ว ว่าจะใช้วิธีการ เอ่อ ผ่อนปน รักษาความสัมพันธ์กับทางผู้นำไทย ใช่มั้ยครับ ในแนวทางที่ละมุนละม่อมขึ้น เพื่อให้เกิดการเปิดด่านนะครับ อาจจะใช้ไม้นวมนะ ครับ ใช้การ อ่า แลกเปลี่ยน หรือพูดหวานบ้าง ถ้อยทีถ้อยอาศัย เพื่อให้เกิดการเปิดด่านตามแนวชายแดน แล้วก็ค่อยๆ ฟื้นความสัมพันธ์ เพราะว่าถ้าถ้ายั่วยุรัฐบาลอนุทินแล้วดันไฟเขียวให้กับกองทัพไทย ก็กัมพูชาก็จะมีแต่เสียเปรียบ เพราะว่า ณ วันนี้ ดินแดนต่างๆ ที่กัมพูชา ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของกัมพูชา ก็มีความไม่แน่นอนแล้วนะครับ เพราะว่า เอ่อ ไทยสามารถจะ exercise เรื่องของอธิปไตยของเขตแดนได้มากขึ้น กับอีกแนวโน้ม นึง ตรงกันข้ามเลยครับ พี่เต๋า ก็เป็นแนวโน้มที่กัมพูชานะครับ รัฐบาลพนมเปญยังคิดหนักว่าเป้าหมายสูงสุดของประเทศไทยคือจะต้องขยายดินแดน ผสมกับชิงดินแดนคืนจากศึกปะทะกับไทย รอบ 1 รอบ 2 ที่ผ่านมา ฉะนั้น เขาก็ต้องไปเติมกำลังรบ ใช่มั้ยครับ ไปซ่อมเส้นทางลำเลียงยุทธปัจจัย เพื่อจะเปิดศึกสงครามอีกทีนึง แล้วก็ทำ Hybrid warfare ต่อนะครับ ก็คือโจมตีสู้กับประเทศไทย ทั้งสงครามข้อมูลข่าวสาร เรื่องศาลโลกนะครับ 4 พื้นที่พิพาทที่เขายังยื่นศาลโลก เขาจะจัดการยังไง คือเขาใช้เครื่องไม้เครื่องมือหลากหลายระดมขึ้นมา เพื่อจะกดดันประเทศไทยนะครับ เพราะเขาก็มองว่ารัฐบาลอนุทินแข็งแกร่งขึ้นกว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมา ผลประโยชน์ของกัมพูชาเสียหายแน่นอน กัมพูชาก็อาจจะต้องเล่นบทที่แข็งขึ้นนะครับ ฉะนั้น เราตอบไม่ได้ตอนเนี้ย ว่าพฤติกรรมของพนมเปญจะเป็นยังไงไง แต่เอาเป็นว่ามันมีแนวโน้มที่จะออกได้ 2 ทางนะครับ ก็คือทำสงครามก่อกวนกับไทยต่อ ยกระดับการต่อสู้ หรืออาจจะหันมานะครับ ประนีประนอมกับรัฐบาลใหม่ของไทยมากขึ้น เพื่อจะเปิดทางไปสู่การเปิดด่าน หรือฟื้นความสัมพันธ์

>> ค่ะ เรื่องของการเปิดด่านเนี่ยก็น่าจะเป็นหนึ่งในความต้องการสำหรับทางฝั่งกัมพูชา ด้วยนะคะ ถ้าประเมินแบบนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะได้เห็นท่าทีที่ประนีประนอมมากขึ้นจากผู้นำกัมพูชา เรื่องของด่านไทย-กัมพูชาเนี่ยมีความสำคัญกับกัมพูชามากขนาดไหนค่ะ

>> มีความสำคัญนะครับ เพราะว่าเส้นเงินของนะ ครับ ธุรกรรมต่างๆที่เข้าไปหล่อเลี้ยงความแข็งแกร่งและความร่ำรวยของตระกูลการเมืองในพนมเปญเนี่ย มันผูกพันกับด่านการค้า อย่างเช่น ปอยเปต อรัญประเทศ แล้วก็จุดอื่นๆ ที่มีคาสิโน ใช่มั้ยครับ ที่มีอะไรต่างๆ ที่มันผิดกฎหมาย อะไรทำนองเนี้ยนะครับ แต่ทีนี้รัฐบาลอนุทิน หรือนายกหนู ช่วงที่หาเสียงก็ให้คำมั่นในการหาเสียงของสุดท้าย ว่ายังไงก็ก็ยังไม่เปิดด่าน นี่คือสัญญาณแรงเหมือนกัน นั่นแสดงว่าถ้าคุณอนุทินได้มาเป็นรัฐบาลต่อ กัมพูชาอยู่ในสกาที่ยากลำบาก เพราะไทยจะปิดด่าน รายได้ของระบอบคุณเซ็นจะหดหายลงไป นี่คือสิ่งที่ผมก็คิดว่าคุณเซ็นเองก็จะต้องมาคิดหนัก ว่าทำยังไงถึงจะให้ไทยผ่อนคลายความเข้มงวดในการตรึงชายแดนนะครับ ในการ อ่า ถอนตู้คอนเทนเนอร์ หรือว่าในการเปิดด่านหลายๆ จุด เพื่อให้เกิดการ flow ขึ้นของสินค้า บริการ อันจะเป็นผลดีต่อทางระบอบที่พนมเปญนะครับ ฉะนั้น ตรงเนี้ย คุณอนุทินก็ต้องระมัดระวัง เพราะว่าถ้าคุณเซ็นไปเล่นไม้ อ่อนขึ้นมา ขอฟื้นความสัมพันธ์ แล้วก็ขอ กล่อมนะครับ นายกอนุทินให้ลองเปิดด่าน เปิดบางจุดก่อนก็ได้นะครับ อ่า แล้วค่อยๆ ค่อยคลาย ค่อยคลาย ค่อยคลาย ตลอดแนวพรมแดน 800 กม. อะไรอย่างเงี้ยนะครับ แต่คุณอนุทินก็ต้องถ่วงดุลให้ดีเหมือนกัน ว่าจะฟื้นความสัมพันธ์กับคุณเซ็น ด้วยการเปิดด่าน แต่ได้เคยให้สัจจะวาจาไว้ นะครับ กับพี่น้องประชาชนช่วงหาเสียง ว่ายังไงก็จะไม่เปิดด่าน คุณอนุทินจะมีคำตอบอย่างไรนะครับ ตรงนี้จะเป็นเกมการเมืองอีกอันนึง ที่วัดคะแนนนิยมของกัมพูชา อันเป็นผลจากการขยับเคลื่อนไหวของพนมเปญด้วย

>> ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยก็จับตามองอย่างมากนะคะ แล้วท่าทีของรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ด้านความมั่นคง รัฐบาลเอง เนี่ย ควรจะมองเรื่องการเปิดด่านอย่างไรคะ

>> เออ ผมมองอย่างนี้นะครับว่าต้องเอาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นตัวตั้ง ก็อย่างที่คนในรัฐบาล หรือท่านศรีศักดิ์ก็พูดอยู่บ่อยๆ เรื่องของผลประโยชน์ชาติ มันเป็นอย่างนี้ นะครับ พี่เต๋า ว่าถ้าเราไปกางตำราพื้นฐานทางรัฐศาสตร์ หรือเอ่อ ยุทธศาสตร์การปกครองบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตำราไทยหรือฝรั่ง เขาจะมีหลักการเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อบวกลบโดยประมาณ ข้อแรกก็คือจะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเขตแดนและบูรณภาพแห่งดินแดน ทุกประเทศจะต้องคำนึงถึงสิ่งนี้หมดนะครับ ข้อ 2 คือรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความมั่นคงทางการอาหาร ความมั่นคงของพี่น้องประชาชน จะต้องมีกำลังรบอย่างพอเพียงในการรับมือกับอริราชศัตรู ข้อ 3 คือพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมเรื่องการเปิดด่านตามแนวชายแดน หรือยุทธศาสตร์การพัฒนาอื่นๆ และข้อสุดท้าย รักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศ ผมคิดว่าที่ผ่านมารัฐบาลภูมิใจไทยในช่วง 4 เดือนนะครับ ที่ผ่านมา ผมคิดว่าพยายามทำตาม 4 ข้อนี้่นะครับ แต่ว่าจะเน้นน้ำหนักไปที่ข้อ 1 เรื่องเขตแดน กับเรื่องความมั่นคง อันเนี้ย ท่านอนุทินขับเคลื่อน และหน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะกะลาโหมและกองทัพขับเคลื่อนนะครับ ส่วนข้อ 4 คือเกียรติภูมิของประเทศ ท่านศรีศักดิ์จะขับเคลื่อนเป็นหลัก ด้วยการทำให้ศักดิ์ศรีของประเทศไทยเนี่ย ประเทศไทยสามารถยืนตรงหลังตรงในการต่อสู้กับกัมพูชาได้สง่างามขึ้นบนเวทีโลก ใช่มั้ยครับ ผมคิดว่า 3 ข้อเนี้ย รัฐบาลอนุทินที่ผ่านมาเนี่ย ทำได้ก้าวหน้าตามลำดับ ก็จะเหลือข้อ 3 ซึ่งเป็นความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ใช่มั้ยครับ ซึ่งมันรวมถึงเศรษฐกิจชายแดนด้วย ว่าด้วยการเปิดด่านปิดด่าน แต่ว่ามันก็อยู่ที่การช่างน้ำหนัก เพราะการเปิดด่านมันไม่ได้หมายถึงความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่จะมาเป็นผลประโยชน์ให้กับประเทศไทยเสียทั้งหมด เพราะบางทีเวลาเปิดด่านก็จะมีประเทศที่ได้ดุลขาดดุลในบางในบางประเภทของสินค้าบริการ กัมพูชาได้ดุล แต่ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ เพราะโดนสินค้ากัมพูชาที่ถูกกว่ามาตีตลาด ใช่มั้ยครับ แต่ว่าถ้าปิดด่านบล็อกเอาไว้ มันก็เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น หรือผู้ประกอบการไทยมีที่ยืนมากขึ้นใน segment ใน sector นะครับ ในระบบการตลาดชายแดน ฉะนั้น ในมุมของผมนะครับ ไม่ได้หมายความว่าเปิดด่านแล้วไทยจะได้เปรียบเสมอไป มันจะมีบางส่วนที่ไทยอาจจะเสียเปรียบกัมพูชา ใช่มั้ยครับ แต่สำหรับพนมเปญเนี่ย เคิดว่าถ้าปิดด่านเสียเปรียบมากกว่า เาเลยต้องการให้เปิด ใช่มั้ยครับ ทีเนี้ยก็อยู่ที่นายกอนุทินกับรัฐบาลใหม่ว่าจะทำยังไง แต่เอาเป็นว่าผลประโยชน์แห่งชาติ 4 ประการเนี่ย ผมเห็นว่าอย่างน้อยรัฐบาลภูมิใจที่ผ่านมา ทำ 3 ข้อได้ดี ส่วนข้อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจก็วัดกันอีกทีนึงแล้ว ไม่ใช่เรื่องชายแดนอย่างเดียว ก็ดูต้องต้องดูฝีมือของคุณเอกนิติ คุณสุภจี ต่อจากนี้ต่อไป ในเรื่องของการคลังและการพาณิชย์ด้วยนะครับ

>> ก็คือต้องทำงานเป็นทีมของประเทศไทยนะคะ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชายแดน แน่นอนว่าจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงการต่างประเทศค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องของการเตรียมการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ถ้ากัมพูชาขยับไปขึ้นกับศาลโลก หรือว่าขยับไปทางเวทีองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เนี่ย ไทยก็ต้องเตรียมความพร้อมตรงนี้ ทางอาจารย์ดุริยภาคประเมินว่าไทยเองควรจะต้องมีท่าทีอย่างไร ควรจะต้องทำงานในเชิงรุกมากขึ้น หรือว่าต้องรอดูท่าทีของกัมพูชาว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางไหนค่ะ

>> ครับ ก็ต้องอย่างที่พี่เต๋าว่า ก็ต้องประกอบกันไปหลายๆ อย่าง เอ่อ สำหรับกระทรวงการต่างประเทศก็มีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเขตแดนนะครับ หรือข้อตกลงที่ตามเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เรื่องของอธิปไตย เรื่องของดินแดน แล้วก็มีกรมเอเชียตะวันออก ซึ่งผ่ามาเป็น อ่า เป็นกองต่างๆ แล้วก็รวมถึงมีทีมที่ทำ อ่า ทำงานด้านโต๊ะกัมพูชาด้วยนะครับ แล้วก็มีเอกอัครทูตใช่ มั้ครับ ที่อยู่ที่กัมพูชา อาจจะมีลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตที่ผ่านมา แต่ว่าช่องทางการติดต่อเนี่ย มันมันยังไม่ได้หายไปซะทีเดียว ใช่มั้ครับ ฉะนั้นเนี่ย ในเรื่องของความพร้อมของบุคลากรของกระทรวงการต่างประเทศ ผมว่ามีความพร้อมประมาณนึง เพียงแต่สิ่งที่น่าห่วงคือสงครามข้อมูลข่าวสาร ซึ่งกัมพูชาจะทำได้ว่องไวกว่านะครับ ทำได้ เอ่อ มีน้ำหนักมากกว่า แม้ว่าจะเป็นข่าวปลอม หรือว่าเป็นการนะครับ ให้ข้อมูลข่าวสารที่เลื่อนลอยปราศจากข้อเท็จจริง แต่ว่าเรามักจะ อ่า ก้าวตามหลังกัมพูชาเสมอๆ เลยนะครับ ผมก็เลยคิดว่ามันจะต้องมีการปรับบางอย่าง เช่น การไปสร้างระบบภาคีรัฐกับสื่อมาร่วมกัน ก็จะมีอาจจะทำเป็นแพลตฟอร์มขึ้นมานะครับ พี่เต๋า แล้วก็มีตัวแทนจากกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กรมกิจการพลเรือนของกะลาโหม ของกองทัพบก เรืออากาศ ใช่มั้ครับ แล้วก็หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อนะครับ ที่สำคัญๆ ถ้าขับเคลื่อนแบบนี้ได้ ผมคิดว่าสงครามข้อมูลข่าวสารเราจะไม่แพ้กัมพูชา เราจะอยู่ในสถานการณ์ที่คล่องแคล่ว ว่องไวขึ้น

>> อีกด้านนึง เรื่องของ MOU 44 ค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินก็ได้พูดในช่วงระหว่างหา การหาเสียงก่อนที่จะเลือกตั้งแล้วก็ประกาศให้เดินหน้า ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง MOU เนี่ยจะต้องเดินหน้า เพื่อที่จะยกเลิก MOU 44 ปี 2544 ที่ทำไว้กับกัมพูชา ทางอาจารย์ดุริยภาคประเมินข้อดีข้อเสียที่จะเกิดขึ้นกับการตัดสินใจนี้อย่างไรคะ

>> คือผม ผมมองว่ามันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียนะ ครับ ทั้ง MOU 43 MOU 44 43 ก็เน้นบก 44 ก็เน้นทะเล ใช่มั้ครับ แต่ว่าปัญหาสำคัญก็คือตอนนี้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เอ่อ เราเราต้องทำสงครามกับกัมพูชา เราเจอกัมพูชาละเมิดเขตแดนอยู่ร่ำไป นี่ไม่กี่วันก่อน ก็เรือประมงกัมพูชาก็ลุกล้ำอ่าวไทย หลายๆ จุด อะไรทำนองเนี้ย คำถามก็คือว่า เอ่อ กัมพูชาไม่เคารพบันทึกความเข้าใจ ไม่ไม่เคารพกรอบข้อตกลงลงทั้ง 43 44 ก็เลยมีกระแสในสังคมไทย หรือกลุ่มคนที่คิดว่าการคง MOU ไว้ไม่ว่าจะ 43 44 มันไม่มีประโยชน์ เพราะว่ากัมพูชาละเมิดอยู่ร่ำไป แต่ถ้ามองในอีกมุมนึง ก็จะบอกว่าถึงแม้จะไม่มีประโยชน์มาก เพราะตอนนี้เราขัดแย้งกับกัมพูชา ยังไงกัมพูชาก็จะลุกล้ำดินแดนของเรา เราเองก็ต้องปกป้องดินแดนของเราให้เต็มที่ แต่ถ้ามองอีกมุมนึง การมี MOU มันคือการมีกรอบโครงนะครับ การวางแนวทางปฏิบัติระหว่าง 2 ประเทศ เป็นกลไกแบบทวิภาคีที่หลงเหลืออยู่นะครับ แค่นะครับ mechanism เดียวเท่านั้น กรอบเดียวเท่านั้น ที่สำคัญ นั่นหมายความว่าถ้ากัมพูชาอยากจะไปฟ้องศาลโลก หรือว่าจะเอาเวทีสหประชาชาติเข้ามา กดดันเนี่ย การมี MOU ไม่ว่าจะ 43 44 เราก็สามารถจะแสดงต่อชาวโลกได้ว่า กัมพูชาไม่ควรจะออกทะเลเตลิดเปิดเปลิงไปมากนักนะครับ เพราะสุดท้ายแล้วเรามีข้อตกลง เรามีบันทึกความเข้าใจ เรามีกรอบสำรวจปักปันปักหลักเขตแดนระหว่าง 2 ประเทศนั้น กัมพูชาไม่ต้องไปไกลก็มาเข้าแทรกที่อยู่ในกรอบ MOU ใช่มั้ยครับ แล้วก็มาเจรจากับไทยนะครับ

>> หมายความว่าถ้ายกเลิกไปมันก็จะไม่มีเอกสารกลาง หรือว่าไม่มีหลักการตรงกลางที่จะทำให้ 2 ฝ่ายเนี่ยมาเป็นหลักในการพูดคุยกันสิคะ

>> ใช่ครับ ใช่ครับ แต่ว่าทีนี้เนี่ย ก็เข้าใจ เอาเฉพาะ MOU 44 ที่ตอนนี้นายกรัฐมนตรี ก็ประกาศแล้วว่าเดี๋ยวจะยกเลิกเลยนะครับ เอ่อ ผมก็เห็นว่าถ้ามันไม่มีกรอบ ใช่มั้ยครับ ยกออกไปแล้วเนี่ย มันจะมีความยุ่งเหยิงมากกว่าเดิมมย แต่ว่าคนที่เสนอเรื่องให้มีการยกเลิก MOU 44 เค้าก็มีข้อโต้แย้งของเขา เค้าก็บอกว่าก็ยกเลิกไป เพราะว่า MOU 44 มันมีการตกลงที่ไม่คืบหน้าสักเท่าไหร่ และที่สำคัญก็คือ มันอาณาเขตใต้ท้องทะเลหลายๆ อย่าง ถ้ายึดการตามการอ้างสิทธิ์ของฝั่งไทยเนี่ย มันไม่ควรจะ 50-50 เพราะว่าทรัพยากรใต้ท้องทะเลส่วนใหญ่มันจะ เช่น ก๊าซธรรมชาติ เช่น น้ำมัน ส่วนใหญ่มันจะอยู่ในฝั่งไทยนะครับ การที่ไปตกลงแบบนี้นะครับ ก็ทำให้เราได้เปรียบในพื้นที่ แต่ต้องมาแบ่งกัมพูชาเท่าๆ กัน ซึ่งมันก็จะไม่ดีต่อผลประโยชน์แห่งชาติในระยะยาว สู้ยกเลิกออกไปแล้วก็ เอ่อ ปฏิบัติตามหลักสากลนะครับ ก็คือเส้นเขตแดน เส้นไหล่ทวีปที่ทางไทยขีดอะไรทำนองเนี้ย เราก็ยึดตาม UNCLOS นะครับ กัมพูชาก็ควรจะยึดในแบบนั้นด้วย ใช่มั้ยครับ เพราะว่า MOU 44 มันมันมีข้อไม่สบายใจอย่างนึงนะครับ พี่เต๋า อ่า นั่นก็คือว่า อ่า กัมพูชาเขาขีด อ่า เส้นไหล่ทวีป หรืออาณาเขตทางทะเลเนี่ย มันลากเข้ามาผ่านพื้นที่เกาะกูด ใช่มั้ยครับ หรือจะไม่ ได้พูดถึงเกาะกูดเนี่ยนะครับ พูดถึงการแบ่งเขตทั่วไปตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ กัมพูชาก็ไม่ได้ยึดตามนั้น คือลากเส้นที่เป็น overม ใช่มั้ยครับ แต่ว่าของไทยเรา เราลากตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ทีนี้ MOU 44 คนก็จะบอกว่า เอ้ย เราเหมือนเราไปยอมรับนะครับ การอ้างเส้นที่มันไม่แฟร์ของกัมพูชา หรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็คุยกับบุคลากรกระทรวงการต่างประเทศ เขาบอกว่ามันไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ แต่ละฝ่ายจะอ้างยังไงก็อ้างไปเถอะ แต่ว่านี่เป็นกรอบโครงให้เราได้มาพูดคุยกัน ใช่มั้ยครับ ก็สุดแท้แต่ข้อ debate หรือว่านะครับ การพูดคุยกันให้เหตุผล แต่ผมว่า ณ วันนี้ โมเมนตัมทางการเมืองไทยเราถอยยากแล้ว ว่าเราจะไม่ยกเลิก MOU 44 เพราะว่านายกประกาศไปแล้ว

>> ประกาศแล้วแล้วก็ให้คณะรัฐมนตรีเดินหน้าด้วย

>> ใช่ครับ ใช่ครับ ฉะนั้น ถ้านายกประกาศไปแล้วเนี่ย ก็ต้องดูว่าผลกระทบมันเป็นยังไง แล้วมันมีขั้นตอนการยกเลิกยังไงบ้างนะครับ เพราะว่าตอนนี้มัน debate กันไม่ทันแล้ว ว่าจะคงไว้จะปรับปรุง หรือว่าจะยกเลิก เพราะสำหรับ 44 นายกประกาศไปแล้วว่าให้ยกเลิกนะครับ

>> ค่ะ สิ่งที่ไทยเองต้องระมัดระวังล่ะค่ะ เพราะว่าถ้า MOU 44 เดินหน้ายกเลิกจริงๆ การที่จะพูดคุยกันในอนาคต แล้วจะเกี่ยวเนื่องมาถึง MOU 43 ด้วยมั้ยคะ

>> ครับ ก็เกี่ยวเนื่องกัน แต่ว่าผมดูแล้วเนี่ย ถ้าดูในทีมคณะที่ทำงานในเรื่องการศึกษา MOU 43 44 ก็จะมีทีมจากกระทรวงกลาโหม ทีมจากกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ส่วนทางกะลาโหมก็จะมีทั้งกรมแผนที่ทหาร กับกรมกิจการชายแดน และอีกปีกนึงคือวุฒิสภานะครับ ซึ่งมีกรรมาธิการศึกษาข้อดีข้อเสียของ MOU 43 44 นะครับ แล้วแต่ก่อนจะมีทีมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เนื่องจากสภา ยุบไปแล้ว committee ตรงนี้ก็สลายตัวไปโดยอัตโนมัตินะครับ ก็มีอยู่ 3 กลุ่ม ทีนี้ผม ผมมาดูนะครับ พี่เต๋า ก็กลุ่มของวุฒิสภา ก่อนหน้านั้นก็ศึกษาแล้วก็ออกข่าวว่าให้ยกเลิก MOU 44 แล้วนายกก็ทำตามนั้น ใช่มั้ครับ ทีนี้ก็เหลือข้อสรุปจากวุฒิสภาและนะครับ ว่า MOU 43 จะยกหรือไม่ยก แต่ว่าผมพอทราบข้อมูลมาว่ามีแนวโน้มเหมือนกันว่า อาจจะไม่ยก แต่ให้ปรับปรุง

>> อื

>> นะครับ ให้ปรับปรุง ก็อันนี้เป็นแนวโน้มหนึ่ง ส่วนของกระทรวงต่างประเทศกับกระทรวงกลาโหม เค้าก็อยากให้มี MOU คงอยู่เอาไว้ แต่ว่าถ้า MOU 43 มีการคงอยู่แล้วปรับปรุงแก้ไข ผมคิดว่าทาง กต. ก็รับได้กับสิ่งนี้ ก็ relate กับสิ่งที่วุฒิสภาศึกษาเหมือนกันนะครับ เพียงแต่ว่าเรื่องของ 44 เนี่ย ตอนนี้นายกฟันธงแล้วว่าให้ยกเลิกนะครับ

>> ค่ะ ก็เป็นสถานะที่แตกต่างกันนะคะ

>> ใช่ครับ ใช่ครับ

>> ทีนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องของการเจรจา หรือว่าสถานการณ์บริเวณพรหมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเนี่ย ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องระดับทวิภาคีละ ถึงแม้ว่าทางกระทรวงการต่างประเทศจะพยายามย้ำว่าเราต้องพยายามจำกัดให้อยู่ในระดับทวิภาคี เห็นการลงนามทั้ง KL Acc คอร์ดที่คุณทรัมป์เองก็มาเป็นสักขีพยานที่มาเลเซียนะคะ แล้วเรื่องนี้ก็เข้าสู่ที่ประชุมอาเซียนด้วย ทีนี้ ถ้าจะเดินหน้าต่อไป ปมระหว่าง 2 ประเทศเนี่ยค่ะ อาจารย์เบล อาจารย์ดุริยภาค เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร ที่ไทยเองก็ควรจะต้องระมัดระวังในการเดินหน้าด้านการต่างประเทศกับกัมพูชาในอนาคตนะคะ

>> โอ คำถามน่าสนใจนะครับ เอ่อ คือ คือผมมองว่าทั้งจีนและสหรัฐมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ในไทย กัมพูชา แล้วก็ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนมียุทธศาสตร์มุ่งใต้นะครับ ก็คือขยายอำนาจเข้ามาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนมียุทธศาสตร์ 2 มหาสมุทร คือการพยายามคุมทั้งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก แล้วจีนก็มี Belt and Road Initiative ซึ่งมันมีระเบียงเศรษฐกิจย่อยเข้ามาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช่มั้ครับ เข้ามาที่พม่า เข้ามาที่ลาว ที่กัมพูชา ฉะนั้น สำหรับประเทศจีนเองเนี่ยนะครับ พื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญมากๆ กัมพูชาก็สอดคล้องกับการมองลงใต้ของจีน สอดคล้องกับการที่จีนมีบทบาทในมหาสมุทรแปซิฟิก เพราะกัมพูชามีพื้นที่ติดอ่าวไทย สอดคล้องกับระเบียงเศรษฐกิจจีน-แหลมอินโดจีน ซึ่งอยู่ใน Belt and Road Initiative ของจีน แล้วก็ยังมียุทธศาสตร์สร้อยไข่มุกของจีนนะครับ ก็คือการพัฒนาท่าเรือต่างๆ ในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก แล้วท่าเรือต่างๆ เปรียบเสมือนเม็ดไข่มุก ซึ่งมันมีเส้นทางเดินเรือทางเศรษฐกิจและทางทหาร เป็นสร้อยที่เชื่อมร้อยนะครับ เอ่อ ในยุทธศาสตร์สร้อยไข่มุกก็เล็งเป้าไปที่สีหนุวิลล์ของกัมพูชาด้วย แสดงว่ากัมพูชามีความสำคัญสำหรับจีน อ่า ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ไม่เบาเหมือนกันนะครับ จีนก็ลงทุนในไทยเยอะ จีนเวลาจะมุ่งใต้ก็ต้องผ่านประเทศไทย รถไฟลาว-จีนก็ต้อง access ผ่านภาคอีสานของไทย เพื่อจะเชื่อมกับ EEC ใช่มั้ครับ เอ่อ ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา จีนก็จะต้องมาถ่วงดุลทางการทหารเพิ่มเติม ประเทศไทยก็สำคัญเช่นกัน ฉะนั้น ในสายตาของจีนเนี่ย คือรักพี่เสียดายน้อง พูดแบบตรงไปตรงมา คือเขาจะเก็บความสัมพันธ์ไว้กับทั้งไทยและกัมพูชา ไม่เข้าข้างประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่พยายามจะบริหารความสัมพันธ์ เป็นผู้ อำนวยความสะดวกให้ 2 ประเทศเนี้ยมาคุยกัน เพื่อระงับความขัดแย้ง แต่บนอยู่บนพื้นฐานที่ว่าต้องเป็นการประกันผลประโยชน์ การค้า การลงทุน และยุทธศาสตร์ของจีนใน 2 ประเทศนี้ด้วยนะครับ นี่คือท่าทีของจีน ส่วนสหรัฐอเมริกา พี่เต๋าก็ทราบดีว่าสหรัฐมีมหายุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ก็คือจะต้องการครองอำนาจในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ประเทศไทยเรามีทะเลอันดามันเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรอินเดีย เรามีอ่าวไทยเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก เราเป็น crossroad ของอินโด-แปซิฟิก ดังนั้น ในสายตาของนักยุทธศาสตร์สหรัฐ ประเทศไทยมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ใช่มั้ครับ และถ้าสหรัฐอเมริกาต้องการจะถ่วงดุลจีนในอินโด-แปซิฟิก สหรัฐต้องมาที่นี่ มาที่นี่ คือต้องมา engage กับประเด็นปัญหาไทย-กัมพูชา นะครับ สหรัฐจะเข้ามามีบทบาทอย่างไร เพื่อถ่วงดุลจีน และสหรัฐจะเข้ามาเติมความสัมพันธ์กับประเทศไทยอย่างไร ซึ่งจีนเองก็เริ่มจะเปิดวิทยายุทธที่ล้ำลึกในการกระจับความสัมพันธ์กับไทยมากขึ้นด้วย

>> เห็นได้ชัดล่ะค่ะ เพราะว่าในในรายงานเรื่องของยุทธศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐเนี่ย เรื่องไทย-กัมพูชาเนี่ยเป็นอันดับ 1 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการวางยุทธศาสตร์ของประเทศเขา ทีนี้ถ้ากลับมาดูเรื่องของไทย-กัมพูชา แล้วก็อยู่ระหว่างจีนกับสหรัฐ เห็นได้ชัดเลยว่า 2 มหาอำนาจเนี่ยเข้ามาแล้วก็มองทั้ง 2 ประเทศนี้แน่ๆ อย่างที่อาจารย์อธิบาย แสดงว่าเรื่องของ location ลักษณะในเชิงกายภาพของเรา geography ของเราเนี่ย ถือว่าเป็นจุดแข็งของประเทศไทยจริงๆ มั้คะ แล้วไทยควรจะทำอย่างไร คือเวลาฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เนี่ย ท่านสุภจีก็จะย้ำเสมอว่าเวลาไปเจรจาเรื่องการค้าเนี่ย พลังในการต่อรองของไทยเนี่ย ก็คือ location geography ของประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อต่างๆ เป็นแบบนั้นจริงๆ ไหม ถ้ามองในเวทีโลกแล้วไทยเนี่ย ควรจะใช้โอกาสนี้อย่างไรคะ ทั้งในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในเชิงการค้า

>> โอครับ ผมคิดว่าปัจจัยที่ตั้งมันมีความสำคัญมากๆ ต่อพลังอำนาจของไทย แต่ที่ผ่านมา เป็นที่น่าเสียดายที่รัฐบาลไทยในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา เรา เราไม่ประกาศยุทธศาสตร์ที่วาง position ของประเทศไทยให้มีความโดดเด่น เป็นจุดขาย นะครับ อย่างมีน้ำหนักที่พอเพียงที่จะทำให้ไทยได้รับผลประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล คือก่อนที่ผมจะลงลึกเนี่ย ผมยกตัวอย่างนึงนะครับ พี่เต๋า ถ้าเราไปส่องดู เอ่อ รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะพบว่ารัฐบาลโจโก วิโดโด นะครับ ของอินโดนีเซียที่ผ่านมา ซึ่งเขาบริหารประเทศมาก็ 2 สมัย 5 ปี 5 ปีเป็น 10 ปีอ่ะนะครับ ในช่วงนั้น ประกาศวิสัยทัศน์ GMF นะครับ Global Maritime Fulcrum ก็คือให้อินโดนีเซียเป็นใจสมุทรโลก คือประกาศ

>> เก็มองว่าเขาอยู่ตรงกลางเหมือนกัน

>> อยู่ตรงกลางของมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก อินโดนีเซียเป็นแกนกลางของสถาปัตยกรรมอินโด-แปซิฟิก

>> แล้วความเป็นใจสมุทรโลกของอินโดนีเซียเนี่ย มันก็มีความสัมพันธ์กับหลักการที่เรียกว่า ASEAN Centrality ด้วยนะครับ การให้ประเทศอาเซียนเนี่ยนะครับ มาร่วมมือกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในฐานะเป็นแกนกลางของอินโด-แปซิฟิก ฉะนั้น อินโดนีเซียวาง position ได้น่าประทับใจมาก คือเขาพัฒนาความเป็นประเทศ หรือมหารัฐหมู่เกาะ โดยวาง position เป็นจุดเด่นของอินโด-แปซิฟิก ซึ่งมันเป็น mega trend ใช่มั้ครับ ที่ขับเคลื่อนโดยสหรัฐอเมริกา อินเดีย ญี่ปุ่น แล้วก็ออสเตรเลียนะครับ อ่า ทีนี้ อินโดนีเซียก็ไม่พลาดโอกาส ก็วาง position ให้เด่น แล้วก็ทำให้สถานะของอินโดนีเซียเนี่ย มีความเด่นในเวทีอาเซียน หรือเวทีเอเชียนะครับ เพราะว่าเขาวาง position ที่แน่น แล้วก็ position ตรงนี้ไปรวมกับข้อเสนอของเขาในระดับภูมิภาคด้วย ก็คือ ASEAN Centrality ด้วยนะครับ ซึ่งเราจะเห็นว่าอินโดนีเซียเนี่ย ได้ประโยชน์มากจากสิ่งตรงนี้ แม้กระทั่งเวียดนามเองก็ปักหมุด ประกาศ position ตัวเองว่าเป็น key player หรือว่าเป็นหมุด หรือแกนกลางของอินโด-แปซิฟิก ผมแทบจะประหลาดใจมากว่าเวียดนามไม่มีคุณสมบัติที่จะประกาศเช่นนั้นเลย เพราะว่าเวียดนามอยู่ติดมหาสมุทรแปซิฟิก แต่เวียดนามไม่ติดมหาสมุทรอินเดีย เวียดนามจะเป็น center ของอินโด-แปซิฟิก ได้ยังไงนะครับ มันไม่เหมือนอินโดนีเซีย แต่สิ่งที่เวียดนามแก้ต่างและอธิบายเพิ่มเติม ก็คือการค้าทางทะเลที่มาจากแปซิฟิก จะขึ้นฝั่งที่เวียดนาม แล้วก็เปลี่ยนโหมดเป็นทางบก เข้าไปที่ลาว เข้าไปที่ไทย ออกพม่า ออกมาสู่อินเดีย ทุกอย่างเวียดนามก็จะ เป็น center ที่สำคัญ นี่เขาก็อธิบายอย่างงี้ นะครับ มาเลเซียก็ประกาศว่า มาเลเซียเป็นรัฐภาคพื้นสมุทรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีแต่มีรากรัฐมาจากพื้นทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คืออินโดนีเซีย มาเลเซีย วาง position ว่าจะเชื่อมอินโดนีเซีย บรูไน สิงคโปร์ แล้วก็เชื่อมไทย เชื่อมลาว เชื่อมพม่าด้วย อะไรทำนองเนี้ย เพราะเขามีรากรัฐกำเนิดมาจากพื้นทวีป คำถามก็คือว่า เราไม่เคยเห็นประเทศไทยประกาศอะไรแบบนี้เลย ประกาศ branding ทาง geopolitical แบบนี้ที่มันชัดเจน ผมยอมรับตรงของผมไม่เคยเห็น

>> คือทุกประเทศเนี่ยฟังแล้วมันมี story ของตัวเองไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก

>> แต่ว่าของประเทศไทยเนี่ย พยายามจะบอกว่าเราเป็นศูนย์กลางของ connectivity อยู่ตรงกลางของอาเซียน

>> ใช่ครับ

>> เราต้องสื่อสารเยอะกว่านั้น ใช่มั้คะ สื่อสารให้ชัดกว่านั้น

>> เราต้องสื่อสารเยอะกว่านั้นครับ เช่น เรา เราประกาศไปเลยว่าเราเป็น crossroad เราเป็นจุดตัดของ Belt and Road ของจีน กับ Indo-Pacific ของสหรัฐอเมริกา แล้วก็พันธมิตร มหาอำนาจอย่างจีนกับสหรัฐอเมริกาสุดท้ายแล้วจะต้องมาเจรจา หรือมาแลกเปลี่ยนอำนาจต่อรองกับไทย เพราะไทยเป็น crossroad สินค้าจากจีนจะพาลงมาที่หลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันจำเป็นต้องผ่านไทยนะครับ แล้วเราก็โยงทั้งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ซึ่งสหรัฐรู้ว่าเรามีความสำคัญขนาดไหนในกรอบอินโด-แปซิฟิก และประเทศไทยเป็น crossroad ระหว่างอาเซียนบกกับอาเซียนทะเลจริงๆ แล้วบทบาทเนี้ย เราควรประกาศไม่ใช่มาเลเซียประกาศนะ ครับ เรามีความเด่นในเรื่องนี้พอสมควรเลยทีเดียว ฉะนั้น ถ้าเราประกาศว่าเราเป็น crossroad ระหว่างอาเซียนบก อาเซียนทะเล Belt and Road ของจีน กับ Indo-Pacific ของสหรัฐและพันธมิตร และเราพร้อมเป็น connector นะครับ ก็คือเป็นประเทศที่เชื่อมต่อความเชื่อมโยงต่างๆ ของพื้นที่ที่สำคัญเหล่าเนี้ย ใครก็ตามที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ จะพัฒนาความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ จะต้องมาผ่านประเทศไทย ฉะนั้น เราเป็น Cross Road เราเป็น Connector และขอเป็น Conductor ด้วยนะครับ ก็คือผู้มีบทบาทที่สำคัญนะครับ ในการประสาน ในการเป็นผู้นำนะครับ เพื่อเชื่อมโยงผลประโยชน์ในภูมิภาค ผมเนี่ย เอ่อ สังเกตเห็นว่าท่านศรีศักดิ์พูดคำประมาณนี้อยู่บ้างนะครับ แต่ว่าผมก็ อ่า ในฐานะนักวิชาการที่ตามเรื่องภูมิภาคศึกษา ผมก็คิดว่าถ้าถ้าเรา conceptualize ขึ้นมาหน่อย แล้วเราก็ประกาศเป็นแผนวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ให้ position ของเรามันชัดขึ้นมานะครับ แล้วก็มี detail แยกย่อย 1 2 3 4 แตก ลงไป ผมว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น แล้วก็มีความได้เปรียบในการปักหมุดในอาเซียนนะครับ

>> ก็คือสื่อสารให้ชัด พูดให้ชัดเลยว่าจุดแข็งของไทยเนี่ยคืออะไรนะ

>> ใช่ครับ ใช่ครับ

>> อีกเรื่องนึงที่มองข้ามไม่ได้แน่ๆ เดี๋ยว ก่อนที่จะมาเรื่องของอาเซียนนะคะว่า ประธานอาเซียนฟิลิปปินส์เนี่ย ถัดไปแล้ว เขาจะมองประเด็นเหล่านี้อย่างไร เรื่องที่เกี่ยวข้องกับไทย อันดับ 2 ที่อาจารย์ดุริยภาคพูดถึงก็คือเรื่องของสถานการณ์เมียนมาร์ คือไทยเนี่ยอยู่ติดกับทั้ง 2 ประเทศ ทั้งกัมพูชา และก็เมียนมาร์ ซึ่งก็มีปมเนี่ย แตกต่างกันออกไปนะคะ เรื่องของเมียนมาร์เนี่ย การเลือกตั้งก็ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ว่าก็ยังไม่เห็นการออกมา รับรองอะไรอย่างเป็นทางการจากนานาประเทศเท่าไหร่นะคะ อาเซียนก็ไม่ได้แสดงจุดยืนรับรองนะคะ แต่ว่าไทยในฐานะที่มีพรหมแดนติดกับเมียนมาร์เนี่ย เราควรจะมองสถานการณ์นี้อย่างไร เพราะว่าความขัดแย้งภายในเมียนมาร์ยังไม่ได้หายไป

>> ครับ

>> ยังคงอยู่อย่างนั้น

>> จะเป็นยังไงต่อไปคะ

>> เอ่อ เอ่อ ผมมองอย่างนี้นะครับ พี่เต๋า ผมมองว่า เราก็เราก็ต้องปล่อยไปเรื่องการเลือกตั้งในพม่า เพราะว่าเป็นกิจการภายใน แล้วมันไม่มีทางเป็นโมฆะ เพราะว่าในกฎหมายพม่า ในระเบียบรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าประชาชนจะมาใช้สิทธิ์น้อยนะครับ พรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาลได้คะแนนเท่าไหร่ อะไรอย่างเงี้ย มันไม่ได้มีข้อห้ามอะไร ฉะนั้น การคว่ำบาตร การประท้วง อะไรให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ มันมันทำไม่ได้ ใช่มั้ครับ ถึงแม้ว่าเราจะบอกว่าทหารจัดตั้งก็ตาม อะไรทำนองเนี้ย แต่ว่ามันเป็นไปตามกลไก ตามกฎหมายในประเทศของเขา ฉะนั้น ก็มีโอกาสสูงที่จะได้เปิดสภาแน่นอน แล้วก็เลือกประธานาธิบดีท่านใหม่ แล้วก็ฟอร์มครม. ก็จับตาดูว่ามีนองอยากจะเป็นประธานาธิบดีเอง หรือว่าจะให้คนอื่นขึ้นมา ใช่มั้ครับ สำหรับประเทศไทยเรา เราก็ไม่ไม่สามารถจะไปกดดัน หรือว่าไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรตรงนี้ได้มาก ใช่มั้ครับ แต่ว่าแค่แค่เราไม่ไม่ประกาศตัวชัดเจนว่าเราจะไปยอมรับผลเลือกตั้งที่จัดโดยทหาร ซึ่งนานาชาติก็บอกว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ใช่มั้ครับ เราเราไม่ได้แสดงจุดยืนว่าเราไปรับรองผลเลือกตั้ง แต่เราไม่ปฏิเสธ ไม่ปฏิเสธว่า เอ่อ สุดท้ายแล้ว เราก็ต้องมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ที่เนปีดอร์

>> ก็เป็นการแสดงจุดยืนแบบนึง

>> เป็นการแสดงจุดยืนแบบนึง แล้วก็ไม่ขัดกับท่าทีของอาเซียนส่วนใหญ่ เพราะอาเซียนยังไม่ได้มีมติร่วมในการรับรองผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ใช่มั้ครับ แต่ว่าในฐานะประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐหน้าด่านที่ติดกับพม่า มีอาณาเขตทางบกแล้วรับปัญหาพม่าเต็มๆ อาณาเขตทางบกเกิน 2,400 กม. โดยประมาณ อย่างเงี้ยนะครับ เราเรามีสถานการณ์ มีผลประโยชน์บางอย่าง มีความท้าทายบางอย่าง ที่ไม่เหมือนกับฟิลิปปินส์นะครับ ซึ่งมีอาณาเขตไกลพ้นจากพม่ามาก หรือว่าอาจจะไม่ใช่จุดศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนี่ย นี่คือความแตกต่างนะครับ ฉะนั้น สำหรับประเทศไทยเอง ผมคิดว่าเราก็ไม่ได้ขัดท่าทีของอาเซียน หรือว่าประธานอาเซียน คือเราก็ไม่ได้ไปรับรองผลเลือกตั้ง หรือว่ารัฐบาลใหม่ของเมียนมาร์ที่อาจจะได้มินองเป็นประธานาธิบดี เราเราไม่ได้แสดงออกรวดเร็วและชัดเจนแบบนั้น แต่ว่าด้วยผลประโยชน์และความท้าทายของไทย ที่เราอยู่ติดกับพม่า และด้วยความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าที่มีมายาวนาน เราจะ ignore ปัญหาของพม่าหลายๆ อย่างมันก็ไม่ได้นะครับ เราจะเสียโอกาส เพราะว่าถ้าประเทศไทยไม่มีบทบาทที่แข็งแรง กระตือรือร้นในกิจการพม่าเนี่ย เอ่อ บทบาทจีน บทบาทอินเดีย หรือแม้กระทั่งรัสเซีย หรือประเทศอื่นๆ ก็จะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ ประโยชน์ แล้วก็ทำให้ผู้นำพม่าเนี่ยนะครับ เอ่อ เอ่อ ฝักใฝ่ หรือว่าชื่นชมประเทศเหล่านั้น แล้วก็โอนผลประโยชน์ให้กับประเทศเหล่านั้นนะครับ ซึ่งประเทศไทยอาจจะพลาดโอกาสบางอย่าง ผมก็เลยคิดว่าประเทศไทยก็อาจจะต้องคิดถึงข้อริเริ่ม หรือแนวทางบางอย่างในการพัฒนาสันติภาพชายแดน เช่น การชวนให้กองกำลังติดอาวุธต่างๆ นะครับ รัฐบาล NU กับรัฐบาลใหม่ของพม่าที่อยู่ติดชายแดนไทย มาคุยกันมากขึ้น โดยมีไทยเป็นอ่านะครับ ผู้ทำหน้าที่เชื่อมร้อยประสานอำนวยความสะดวก และการคุยกันเนี่ย มันต้องมี issue ที่เป็นผลประโยชน์ของไทย เช่น ถนน AH1 นะครับ ถนนสายเอเชียหมายเลข 1 จากแม่สอดไปเมียวดี เข้ากรอก แล้วยาวเหยียดไปเนี่ย มันจะไปทะลุ ย่างกุ้ง ได้เป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจที่สำคัญของทางเศรษฐกิจไทย เราจะสร้างกระบวนการสันติภาพ โดยให้กองกำลังต่างๆ ที่ตีกันเนี่ย เปิดช่องให้การขนส่งสินค้า บริการของเราเนี่ย มัน flow ขึ้น เพื่อบุกตลาดพม่าตอนล่างเหมือนเดิม แล้วให้ไทยได้ประโยชน์ มันจะต้องเป็นยังไง แล้วเราก็ต้องมานั่งคิดกันนะครับ

>> หมายความว่าไทยเองก็ต้องแสดงบทบาทเชิงรุก ในการเป็นเจ้าภาพชวนคุย มี convening power ชวนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ติดอาวุธเนี่ย มาคุย ไทยควรจะต้องเกรงใจ หรือว่ามีท่าทีห่วงความรู้สึกของรัฐบาลทหารเมียนมาร์มั้คะ เพราะว่าแต่ก่อนหน้าเนี้ย ไทยไอไทยเองก็อาจจะถูกมองว่าต้องระมัดระวังในการแสดงออก ถ้าจะดึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เนี่ยเข้ามานั่งคุย

>> อ๋อ ครับ ก็ทำแบบจีนยินเลยครับ พี่เต๋า เราเรียกว่าเป็น Dual Track Diplomacy การทูตแบบ 2 ลู่

>> ค่ะ

>> อ่า อย่างกรณีของจีน จีนก็รักษาความสัมพันธ์กับมินอง กับรัฐบาลเนปีดอร์ แต่ใครๆ ก็รู้ดีว่า เอ่อ จีนเองก็มีความสัมพันธ์กับกองกำลังว้าแดง โกกั้ง ตะอางปะหล่อง หรือแม้กระทั่งช่องทางที่รัฐบาลจีนจะคุยกับรัฐบาล Nug มันก็ไม่ได้ถูกปิดตาย ใช่มั้ครับ อันนี้ก็ก็คือเป็นการทูตที่รักษาความสัมพันธ์กับเนปีดอร์เอาไว้ แต่ไม่ปิดโอกาสในการพูดคุยกับตัวแสดงอื่น ๆ แล้วจีนเองก็ใช้ข้อได้เปรียบตรงนี้เนี่ย ในการไปดึงคู่ขัดแย้งของทหารเมียนมาร์เข้ามาพูดคุย ในการเจรจาสันติภาพ แล้วก็อยู่บนพื้นฐานที่กลุ่มต่างๆ เนี่ย เพลาหน่อยในการรบกันนะครับ เพื่อเปิดให้เส้นทางเศรษฐกิจของจีน การลงทุนของจีนมัน flow มากขึ้น จีนก็ได้ประโยชน์ ผมคิดว่าประเทศไทยก็ควรจะคิดใน logic ทำนองนี้ด้วยเหมือนกัน งั้นคือเราศาลสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่เนปีดอร์ ศาลสัมพันธ์กับกองทัพพม่า ก็ศาลไปอย่างงี้ ก็ยังเป็นอย่างนั้น ก็เป็นไปนะครับ แต่ว่าเราเปิดช่องนะครับ ในการพูดคุยกับ KNU KNPP นะครับนะครับ พรรครัฐมอญใหม่ RCSS หรือว่า UWSA หลายๆ กลุ่มอ่ะนะครับ แล้วไปดูพื้นที่ชายแดนตรงไหนที่มันกระทบเรานะครับ เช่น ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ที่เชียงราย เรามีปัญหามลภาวะในแม่น้ำโขงนะ ครับ ในแม่น้ำสาย เราจะต้องคุยกับว้าแดง ขณะเดียวกันเราจะต้องคุยกับของทางจีน ซึ่งมาลงทุนในเขตว้าแดง rare earth แล้วก็ทำ ให้เกิดมลพิษในต้นแม่น้ำโขงนะครับ และขณะเดียวกันเราก็คุยกับรัฐบาลพม่า เราก็คุยกับภาคประชาสังคมอื่นๆ ในพื้นที่นะครับ นี่คือกระบวนการสันติภาพ แล้วก็แก้ปัญหานะครับ ข้ามแดนที่ประเทศไทยจะเข้าไปมีบทบาทได้ ใช่มั้ครับ อ่า ในพื้นที่ชายแดนตะวันตก เราคุยกับแม่ทัพภาคของเมียนมาร์ เราคุยกับ อ่า กองทัพเมียนมาร์ รัฐบาลใหม่เมียนมาร์ แต่เราลองชวนพวกพวกเขาเหล่านั้นเนี่ย มาลองคุยกับ KN นะครับ มาคุยกับกะเหรี่ยงอื่นๆ แล้วมีไทยเป็นผู้ประสาน เพื่อจะแก้ปัญหานะครับ ให้ได้ในพื้นที่ที่มันกระทบต่อไทย ผมคิดว่าเราทำได้ ต้องอย่าลืมว่าพอเรา back นะครับ พี่เต๋า ไปในช่วงช่วงที่มีการปฏิรูปการเมืองพม่า ในสมัยเต็งเซ็ง ปี 2011 จนกระทั่ง เอ่อ มีการหยุดยิงนะครับ ที่สำคัญในปี 2015 เนี่ย ผมตามพม่าในช่วงนั้นมาก่อนนะ ครับ แล้วก็จะพบว่าพื้นที่การพูดคุยส่วนนึงมันอยู่ที่แม่สอด เกิดที่เชียงใหม่

>> ก็คือในไทยนี่เอง

>> ก็คือก็คือในไทย ก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยากได้สหพันธรัฐ ได้ประชาธิปไตย ไม่อยากคุยกับตัวแทนรัฐบาลพม่านะครับ เาคิดว่ามันมันดีสักที่จะคุยกันที่เชียงใหม่นะครับ ก็ประเทศ ไทยก็อำนวยความสะดวกให้รัฐบาลพม่าเดินทางมานะครับ ให้กองกำลังชาติพันธุ์ที่แต่ก่อนก็เป็นผู้ขัดแย้งสู้รบกับทหารพม่าเนี่ยเดินทางมา แล้วก็มาพูดคุยโดยมีประเทศไทยอำนวยความสะดวก ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพียงแต่ว่าฟื้น mechanism นะครับ Practice ที่เคยเป็นมาในช่วงปฏิรูปการเมืองก่อนรัฐประหาร ให้นำมาใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างประโยชน์ที่คุ้มค่ากับประเทศไทยด้วย

>> แสดงว่าพลังของไทยเนี่ยก็คือการเป็นแพลตฟอร์ม การเป็นเวทีให้ฝ่ายต่างๆ ในเมียนมาร์เนี่ย เข้ามาพูดคุย มาใช้พื้นที่ในประเทศไทย แต่ถ้าจะทำแบบนั้นจริงเนี่ย พลังของไทยทำได้จริงมั้คะ แล้วไทยควรจะต้องบอกอาเซียนด้วยมั้ยว่า เอ้ย เรากำลังจะเดินหน้าทำแบบนี้ หรือว่าก็เดินหน้าทำไปเลย

>> โอ คำถามท้าทายมากเลยครับ ผมผมเห็นผมเห็นด้วยกับคำถามนี้ครับ พี่เต๋า แล้วผมอยากจะตอบตรงไปตรงมาเลยว่าเราทำอะไรไม่ได้มากเต็มที่ แต่เราควรจะทำประมาณนึง เพื่อไม่ให้เสียโอกาส ที่บอกอย่างนี้เพราะว่า priority สำคัญสำหรับนโยบายต่างประเทศ ความมั่นคงของไทยยังเป็นเรื่องกัมพูชา ฉะนั้น ทรัพยากรการทูต การทหาร หรือหลายๆ อย่างของไทยจะมาลงที่ชายแดนตะวันออก ใช่มั้ครับ แล้วชายแดนตะวันตกจะเป็น priority ถัดๆ มา ฉะนั้น เราไม่สามารถจะไปพัวพันกับกิจการพม่าได้แบบเต็มพิกัด ใช่มั้ครับ แต่ถ้าเราไม่ทำแบบนั้น เราก็จะเสียโอกาส ฉะนั้น ก็เลยคิดว่าแบ่งกำลัง แบ่งทรัพยากรบางส่วนเข้ามาดูเรื่องกิจการพม่า แต่ขอให้เป็นเบอร์ 2 ลองจากกัมพูชานะครับ เราก็จะพอประคับประคองพลังอำนาจผลประโยชน์ของเราได้ และที่สำคัญ ผมคิดว่าเราจะต้องมีนโยบายเชิงรุกในทางภูมิรัฐศาสตร์ให้มันชัดกว่านี้หน่อย เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ผมบอก อ่า รายการ อ่า Decoding the World เนี่ย ที่แรกเลยว่าผมก็นั่งเปรียบเทียบภูมิรศาสตร์ของพม่า แล้วผมเห็นยุทธศาสตร์จีน มี ยุทธศาสตร์มองลงใต้ ใช่มั้ครับ มาที่พม่า มาที่ลาว มาที่ไทย เพื่อจะให้สินค้าจีนลงมาตีตลาด หรือการแผนอิทธิพลทางยุทธศาสตร์และวัฒนธรรมของจีน ลงมาในประเทศแถวนี้ ทำได้ดีขึ้น อินเดียในทศวรรษ 1990 มีนโยบาย East มองสู่อีสต์ แล้วสมัยนเรนทรา โมดี เนี่ยปรับเป็น Act East นะครับ ปฏิบัติการมุ่งสู่ตะวันออก หมายถึงว่าอินเดียจะเข้าหาพม่า และจะใช้พม่าเนี่ย เป็นเบสสำคัญในการเจาะตลาดมาที่ประเทศไทย มาที่ประเทศในอาเซียน South East อันนี้คือแก่นแท้ของของ East คือมองตะวันออก แต่ปรับให้เป็นปฏิบัติการ คือทำจริงมากขึ้นในสมัยโมดี ใช่มั้ครับ คำถามคือประเทศไทยมีอะไรแบบนี้มั้ย ผมไม่เห็นนโยบาย Look East นะครับ แต่ผมเห็นนโยบาย Look West สมัยท่านทักษิณ ตอนที่ท่านทักษิณขึ้นมาเป็นนายกใหม่ๆ เนี่ย มีการรันนโยบายต่างประเทศมุ่งสู่ตะวันตก แล้วไปบรรจบกับมุ่งตะวันออกของอินเดีย แล้วไปตัดกันที่พม่า นะครับ แล้วตอนนั้นไทยลงทุนในพม่าเยอะ แล้วคุณทักษิณมีแนวคิดเจาะตลาดเอเชียใต้ ก็ก็ใชุ้คมาบรรจบกับ นะครับ มาวันเนี้ย ถ้าเราอยากจะมีการต่างประเทศที่แข็งแรง ผสมกับการค้าการลงทุนที่มองไปทางตะวันตกมากขึ้น ผมคิดว่าเราอาจจะต้องฟื้นนโยบาย Look West แล้วก็ปรับเป็น West นะครับ คือ

>> เพื่อจะไปเชื่อมกับอินเดียให้ได้ เชื่อมกับอินเดียให้ได้นะครับ เพราะเพราะว่าพลังของอินเดียเนี่ยมาแล้ว แต่พลังยังอ่อนนะ ครับ ผมหมายถึงว่าพลังการลงทุน สเกลของธุรกิจที่อินเดียเข้าไปลงทุน ทางหลวงไตรภาคีเชื่อมอินเดียเข้ามาพม่าเข้ามาไทย เอ่อ โครงการแม่น้ำกาลดันอะไรอย่างเงี้ย มันก็คืบหน้า แต่ว่ามันไม่มาก มันติดๆ ขัดๆ คือมันมาแล้ว แต่ว่ามันติดร่องติดขัด มันมันไม่ค่อย flow ฉะนั้นเนี่ย ถ้าจะดึงพลังอินเดียเข้ามาเชื่อมเนี่ย เราจะต้องมีนะครับ ปฏิบัติการตะวันตกนะครับ ไปเชื่อมกับอินเดียมากขึ้น แล้วก็ เอ่อ ถ้าพลังกับพลัง ไทยกับอินเดียเนี่ย มาเชื่อมกัน ผมคิดว่ามันก็จะทำให้เราอยู่ใน position ที่ดีขึ้น เพราะกำลังเรากำลังเชื่อมกับมหาอำนาจในเอเชีย

>> ก็จะเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีพลังมหาศาล ถ้าเราทำได้ก็จะเป็นอีกหนึ่งพลังต่อรองของไทยด้วยในเวทีโลกนะคะ

>> ใช่ครับ ใช่ครับ ใช่ครับ

>> อีกด้านนึงค่ะ เรื่องของประธานอาเซียนปีนี้ก็คือฟิลิปปินส์ ซึ่งจะเข้ามาดูแล

>> ความเป็นอาเซียนเนี่ยก็แน่นอนว่าจะต้องมีการแสดงจุดยืน แล้วก็อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องไทย-กัมพูชา เรื่องของเมียนมาร์ด้วยนะคะ

>> อาจารย์เบลประเมินแล้วว่าการทำหน้าที่ของฟิลิปปินส์ปีนี้จะแตกต่างจากมาเลเซียมั้ย จะเป็นอย่างไร ต้องระมัดระวังอย่างไรมั้ย คะ

>> ครับ คือผมคิดว่าไม่ว่าประเทศไหนจะขึ้นมาเป็นประธานอาเซียน มันมีปัญหา ปัญหานี้ก็คือระยะเวลาการปฏิบัติงานของผู้แทนพิเศษอาเซียน Special Envoy ของประธานอาเซียนที่รับกิจการพม่า นะครับ ที่ผ่านมามีอินโดนีเซีย มี สปป.ลาว มีมาเลเซีย ใช่มั้ยครับ เอ่อ ทูตพิเศษแต่ละท่านเนี่ยนะครับ มีระยะเวลา 1 ปี เพราะว่าประธานอาเซียนมีระยะเวลา 1 ปี กว่าเขาจะมาเรียนรู้สถานการณ์ในพม่า กว่าจะมาต่อ Connection กับกองกำลังต่างๆ ได้เนี่ย มันไปสักพัก 6 เดือนแล้วนะครับ พอตั้งหลักได้ บริหารนะครับ จะเข้าไปช่วยบริหารความขัดแย้งนะครับในพม่าจริงๆ ก็เดี๋ยวก็จะหมดเวลาแล้ว ต้องส่งไม้ต่อให้กับประธานอาเซียนชุดใหม่

>> ใช่มั้ครับ มันก็จะเป็นอย่างนี้อยู่ร่ำไปนะครับ ฉะนั้นก็ครับ ก็มีข้อเสนอจากทางหรือเวทีอาเซียนอยู่บ้างว่าให้ตั้ง Special Envoy ที่มีอายุมากกว่า 1 ปี อย่างเช่น 3 ปีอย่างนี้เป็นต้นนะครับ แต่ว่า

>> ทางอาเซียนรับลูกมั้ยครับข้อเสนอ

>> ผมคิดว่าก็กึ่งรับลูก แต่ในทางปฏิบัติก็ออกมาเหมือนเดิมนะครับนะครับ ก็ก็คือตอนนี้ก็เป็นประธานอาเซียนคือฟิลิปปินส์แล้วก็มี Special Envoy ระยะปฏิบัติการก็ 1 ปี เอ่อ ปีหน้าก็สิงคโปร์แล้วค่อยมาไทย ก็ก็กลายเป็นปัญหาเดิม ใช่มั้ครับ แต่ว่ามันก็อาจจะกังวลมากไปหรือเปล่า เพราะว่าอย่างน้อยเนี่ย สถานการณ์ในพม่าตอนนี้มันมันเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้ง และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือว่า เอ่อ มินอองหล เป็นเด็กดื้อในสายตาอาเซียนเนี่ย อาจจะน้อยลงบ้างนะครับ น้อยลงบ้าง เพราะเพราะว่าเขาแปลงรูปเปลี่ยนระบอบการเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หลายประเทศของอาเซียนก็อาจจะอยากจะกดดันเข้าเหมือนเดิม แต่อาจจะเบาลงหน่อย ใช่มั้ครับ ฉะนั้นมันมันมันก็มีความจำเป็นที่จะทำให้ นโยบายของอาเซียนต่อเมียนมาร์มันมีความต่อเนื่องของเส้นคงวามากขึ้น แต่ว่าถ้าไม่ทำแบบนั้น มันก็ไม่ได้ว่าซีเรียส หรือจะมีผลเสียมากนักขนาดนั้น เพราะพม่าเปลี่ยนตัวเอง ใช่มั้ครับ เปลี่ยนตัวเองด้วย

>> มีใบผ่านทางแล้ว ทางอาเซียนก็จะสบายใจมากขึ้นตรงนี้ นะคะ ซึ่งผมก็คุยกับพี่พี่เต๋านอกรอบว่าอนาคต เอ่อ ก็ยังไม่แน่ใจเลยว่ามีแนวโน้มที่มินอองหลาย หรือว่าผู้แทนรัฐบาลพม่าหลังการเลือกตั้ง เนี่ยนะครับ จะได้เข้ามาประชุมในอาเซียนนะ ครับ จะเข้ามาประชุมใน mechanism สำคัญที่เป็นผู้นำประชุมสุดยอดของทางอาเซียน มันก็เป็นไปได้

>> ก็จะเห็นว่าผู้นำเมียนมาร์ก็อาจจะได้กลับสู่เวทีอาเซียนอย่างเป็นทางการนะคะ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ก็มีคำสั่งว่าไม่ให้เข้าร่วมการประชุม

>> ใช่ค่ะ

>> ทีนี้ ถ้าถอยออกมาดู ดูระดับระดับโลก ชวนคุยมาเรื่องกัมพูชา เรื่องเมียนมาร์ และตั้งแต่ตอนต้นรายการเนี่ย อาจารย์ดุลยภาพบอกว่าเรื่องที่ 3 ที่ไทยจะต้องแสดงจุดยืน แล้วก็พยายามดูสถานการณ์ให้ดี ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการต่างประเทศของไทยก็คือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

>> จีน-สหรัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่าโอ้โห แข่งกันหนัก แล้วก็ได้เห็นจุดยืนของท่านประธานาธิบดีสหรัฐไปประกาศทั้ง Board of Peace ที่เวที World Economic Forum พยายามที่จะมีบทบาทในหลายๆ เวทีทั่วโลกนะคะ เพื่อต้องการที่จะเพิ่มน้ำหนักของสหรัฐให้มากขึ้น แต่ว่าอีกด้านนึงก็มีกระแส กังวล นายกรัฐมนตรีแคนาดาก็ออกมาย้ำแล้วว่ากลุ่มประเทศ Middle Power ทั้งหลาย ประเทศขนาดกลางๆ เนี่ยจะต้องรวมตัวกันคุยกันมากขึ้น เพื่อที่จะอยู่ให้ได้ในสถานการณ์แบบนี้ อาจารย์ดุริยภาคประเมินความเป็นประเทศไทยนะคะ ในฐานะที่เป็น Middle Power เนี่ย เราอยู่ในกลุ่ม Middle Power นั้นได้จริงมั้ย หรือว่าเราเองควรจะต้องวางตัวอย่างไร

>> โอ้ ชอบคำถามนี้มากเลยครับ เอ่อ ก็อยากจะอธิบายคุณผู้ชม แล้วก็พี่เต๋าว่าถ้าเรามองโครงสร้างการเมืองโลกเหมือนสามเหลี่ยมพีระมิดนะครับ แล้วเราประเมินปัจจัยพลังอำนาจแห่งชาติของแต่ละประเทศ เช่น ทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สัญญานุภาพทางทหาร พลังพลังเศรษฐกิจ ศิลปะทางการทูต Soft Power อะไรต่างๆ เหล่านี้ นะครับ เราประเมินประมวลประกอบกัน เราก็จะสามารถนำประเทศต่างๆ เนี่ย มาจัดช่วงชั้นได้ว่า ประเทศไหนมีอำนาจมาก ประเทศไหนมีอำนาจน้อย ประเทศไหนเป็นตัวท็อป ประเทศไหนอยู่เทียรล่าง อะไรทำนองเนี้ยนะครับ มันก็สามารถทำเช่นนั้นได้ในการวิเคราะห์ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมก็คิดว่าโลกยุคหลังสงครามเย็น โลกปัจจุบันร่วมสมัยทุกวันนี้เนี่ย ถ้าเราวิเคราะห์กันเนี่ย ผมคิดว่าชั้นยอดสุด ที่อาจจะใช้คำว่าเป็นอภิมหาอำนาจเลยนะ ผมคิดว่าเป็นสหรัฐอเมริกา กับเป็นจีนนะครับ แล้วก็รัสเซียปริ่มๆ อาจจะเป็นอภิมหาอำนาจ แต่ว่าเป็นอยู่ในช่วงท้ายๆ นะครับ ก็ยังไม่สามารถแข่งกับจีน สหรัฐได้ อย่างเต็มที่ แต่ว่าในเทียร 2 ช่วง 2 เนี่ย ก็จะเป็นมหาอำนาจ คือรัฐที่มีอำนาจ แต่ยังไม่สูงที่สุด เราอาจจะรัสเซียอาจจะก้ำกึ่งกับการจัดประเภทนี้ กับช่วงชั้นนี้ นะครับ อินเดีย ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป อะไรอย่างเงี้ย อาจอาจจะอยู่ประมาณอย่างงี้ นะครับ อ่า แต่ว่าอินเดียเองก็อาจจะ อ่า ไม่ได้อยู่เทียสูงเท่าไหร่ ญี่ปุ่นเองก็เหมือนกัน อาจจะลงมาต่ำๆ หน่อยนิดนึง ซึ่งพอต่ำไปเนี่ย จะเจอชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นของ Middle Power นะครับ นั่นคือรัฐที่มีอำนาจสูงสุด มีอำนาจมาก และมีอำนาจปานกลางนะครับ Middle Power ถ้าเป็นภาษาไทยโบราณหน่อย เป็นมัธยำนาจ ไม่ใช่มหาอำนาจ ใช่มั้ครับ ตรงเนี้ย

>> อยู่กลางๆ

>> อยู่กลางๆ ครับ อยู่กลางๆ แคนาดา บราซิล ใช่มั้ยครับ เอ่อ เกาหลีเหนือ ปากีสถาน

>> เกาหลีเหนือด้วยเหรอ

>> เกาหลีเหนือครับ เพราะว่าเกาหลีเหนือเนี่ย เอ่อ มีจุดอ่อนในเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของขนาดพื้นที่ ประชากร แต่เขาเป็นรัฐแสนยานุภาพ ใช่มั้ครับ มีอาวุธนิวเคลียร์ มีอำนาจทางทหารที่สูง อย่างน้อยก็ในระดับเอเชีย ฉะนั้น เกาหลีเหนือจึงเป็น Middle Power แต่ว่าเทียบกับ Middle Power อื่นๆ เกาหลีเหนืออาจจะไม่ได้สูงสูงมากนะครับ อาจจะกลางๆ หรือค่อนต่ำนะครับ ส่วนแถวล่างสุดเลยเนี่ย ก็เป็นรัฐทั้งหลายแหล่ที่มีปัญหาความยากจนนะครับ หรือว่าขาดสัญญานุภาพทางทหาร ในลาตินอเมริกา ในแอฟริกา ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กัมพูชา สปป.ลาว อยู่ในเทียรนี้ หรืออาจจะขยับขึ้น Middle Power หน่อย อะไรทำนองเนี้ย ก็แล้วแต่การจะวิเคราะห์ ทีนี้ถ้าถามว่าเราจะใส่ประเทศไทยไปอยู่ใน ranking ตรงไหน

>> นั่นน่ะสิ จะจัดกรุ๊ปประเทศไทยอย่างไร

>> นะครับ ในมุมของผมเนี่ย ผมคิดว่าก็อยู่เทีย 3 ก็เป็นมัธยำนาจ เป็น Middle Power

>> ถือว่าอยู่ในกลุ่ม Middle Power

>> ใช่ครับ ใช่ครับ เพราะว่าเรามีสัญญาณทางทหารเนี่ย ไม่ใช่น้อยนะครับ อ่า เรามีพลังทางเศรษฐกิจ คือถึงแม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจมันจะถดถอย หรือว่าทรงตัวไปนานพอสมควรเนี่ย แต่ว่าดูโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ overall ก็ยังพอไหวอยู่ แล้วที่สำคัญก็คือเรามีอำนาจทางวัฒนธรรมสูงนะครับ ศิลปะวัฒนธรรมไทย อารยธรรมไทย อ่า สถานที่ท่องเที่ยวในไทย อาหารไทย เอ่อ เรื่องของประชากรเราก็ไม่ได้น้อยมากนะครับ และเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเราก็ไม่ไม่ได้แพ้ใครมากในระดับโลก ฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าภูมิใจในความเป็นประเทศไทยอ่ะ มองแบบตรงไปตรงมา เราเป็น Middle Power นะครับ แต่เราอาจจะไม่ได้อยู่ในเทียรกลาง Middle Power อื่นๆ นะครับ แต่ว่าเรา เราอยู่ในอยู่ในช่วงชั้นที่ดีกว่าหลายๆ ประเทศแล้วกันในแอฟริกา ในเอเชียนะครับ ฉะนั้น ผมก็เห็นว่านี่คือบทบาทสำคัญ แล้วคำถามพี่เต๋าก็คือ ถ้าระเบียบโลกมันปั่นป่วน ด้วยการที่อภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา พยายามจะจัดระเบียบโลก ใช่มั้ครับ แล้วก็มีระเบียบแปลกๆ ที่มันแหวกขนบของกฎหมายระหว่างประเทศ อะไรทำนองเนี้ย แล้วมันมาแบบฉับพลัน ไม่ค่อยได้ตั้งตัว ฉะนั้นเองก็เป็นธรรมดาที่ Middle Power จะต้องมารวมตัวกัน สร้างเป็นคลับ เป็นกลุ่ม สมาคม เพื่อดึงอำนาจต่อรองนะครับ แล้วประเทศไทยนั้นก็อยู่ในอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ด้วยเช่นกัน

>> แต่จริงๆ มันก็มีกลุ่ม BRICS ที่เป็น Global South คือในในภาพเนี่ย ก็เหมือนกับว่าเป็นกลุ่มที่พยายามจะมาต่อกรกับอำนาจของประเทศสหรัฐ หรือว่ากลุ่มโลกตะวันตกอยู่แล้วนะคะ กลุ่มนี้จะถือว่าเป็น Middle Power มั้ย หรือว่ามันเกินไปละ

>> เอ่อ

>> เพราะมีมีจีนมีรัสเซียอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

>> ครับ คือ คือถ้าเป็น BRICS เนี่ยจะเป็นพลังอำนาจทางเศรษฐกิจและการตลาด ใช่มั้ครับ มีมีจีน มีอินเดีย มีรัสเซีย มีบราซิล แอฟริกาใต้ อะไรอย่างเงี้ย เป็นเป็นตลาดที่น่าสนใจ แล้วเขาก็มารวมพลังกันเป็นอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ว่าถ้าถ้าวัดปัจจัยทางวัฒนธรรม สัญญานุภาพทางทหาร หรืออะไรอย่างเงี้ยครับ มันก็จะจะมีกลุ่มมีเกณฑ์อื่นอื่นให้มาพิจารณาประกอบกัน แต่ว่าโดยรวมแล้วเนี่ย ถ้าเรื่องของ BRICS เนี่ย ผมก็คิดว่ามันมีอภิมหาอำนาจ มหาอำนาจ แล้วก็ Middle Power เนี่ย มาอยู่ด้วยกันนะครับ แต่ว่ามิติของเขาจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลักนะครับ

>> ได้เห็นฉากมิติของอำนาจที่น่าจะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นนะคะ ด้วยความที่โลกยุค Globalization เนี่ยก็เปลี่ยนไปละ มาเป็นยุคของ Geopolitics เกี่ยวข้องกับ GeoEconomics เพราะฉะนั้นไทยในฐานะที่ประเทศก้ำๆ กึ่งๆ อยู่ใน Middle Power แต่ว่าอาจจะอยู่ท้ายๆ กลุ่มเนี่ยค่ะ ควรจะเพิ่มพลังอำนาจในการต่อรองอย่างไร ยังต้องเกาะกลุ่มอาเซียนให้ดี ใช่มั้ยคะ แต่ว่าอาเซียนเองก็แข่งขันกันด้วย

>> แล้วทางที่จะนำไปสู่ความรุ่งโรจน์ของไทย มากกว่าเนี้ย ควรจะต้องวางตัวอย่างไรดี

>> ผม ผมขอเสนอทางเลือกนโยบาย 2 ส่วน ส่วนแรก ระเบียบโลกที่ภูมิศาสตร์ผันผวน แล้วก็จีนกับสหรัฐแข่งการถือธงนำในการจัดระเบียบโลกนะครับ ผมคิดว่าประเทศไทยก็ต้องมีนโยบายต่างประเทศที่ต้องปรับตัวนะครับ กับอำนาจของจีน แล้วก็สหรัฐอเมริกา เราเป็นมัธยำมัธยำนาจที่ต้องปรับตัวกับอภิมหาอำนาจ แต่ว่าสิ่งที่ท้าทายของเราก็คือเราคงยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องเลือกข้าง ณวันนี้ ว่าเรา

>> เลือกไม่ได้ด้วย

>> ยังเลือกไม่ได้ครับ ที่บอกว่ายังเลือกไม่ได้ เพราะว่ามันยังไม่ยังไม่ได้มีแรงบีบคั้นทางยุทธศาสตร์ ที่ทำให้ไทยเราจะต้องแบบ เอ้ย เลือกฝ่ายสหรัฐแล้วเป็นศัตรูกับจีนนะครับ เราไปอยู่ในกรอบอินโด-แปซิฟิกแล้วเราเตรียมรบกับจีนนะครับ มันยังไม่ถึงขั้นนั้น อ่า ถ้ามันจะถึงขั้นนั้น อาจจะต้องมีสัญญาณบอกเหตุบางอย่าง เช่น เอ่อ มีการปิดช่องแคบไต้หวัน ใช่มั้ครับ เช่น จีนล้อมเกาะไต้หวัน แล้วก็พร้อมจะรบ รวบไต้หวันเพื่อรวมชาติ ผ่านการใช้กำลัง แล้วสหรัฐอเมริกา ก็เพิ่มการวางกำลังในการสนับสนุนไต้หวัน ให้ไม่ให้การรวมชาติของจีนมันสัมฤทธิ์ผลโดยง่าย

>> อันนี้เป็น scenario ที่ไม่ควรจะมองข้ามใช่ มั้

>> ไม่ควรจะมองข้ามครับ เพราะว่าช่องแคบไต้หวันเป็นจุดวาบไฟที่สำคัญ แล้วการปะทะกำลังกับจีนเนี่ย มันจะต้องมีพื้นที่ของไต้หวัน เกาหลีใต้ แล้วก็ญี่ปุ่น แล้วก็ทะเลจีนใต้ ที่เป็นฐานกระโจนทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ใช่มั้ครับ ไอ้การปะทะกันแบบสงครามเบ็ดเสร็จระหว่างจีนกับสหรัฐอาจจะเกิดขึ้นยาก แต่ว่าถ้าเป็นสงครามชายฝั่ง รบกันในบางยุทธบริเวณ มันก็เป็นไปได้ แต่ว่าถ้ารบกันในยุทธบริเวณเหล่านั้น มันจะกระทบไทย เพราะว่าเส้นทางขนส่งสินค้า บริการ หรือว่าเส้นทางการปิดล้อมระบบความมั่นคงต่างๆ เราเราไม่ได้ไกลไปจากพื้นที่ตรงนั้น ใช่มั้ครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นเนี่ย มันอาจจะต้องถูกบีบเหมือนกันว่าเราจะต้องอยู่ฝ่ายสหรัฐ หรืออยู่ฝ่ายจีน แต่ว่าถ้าเมื่อซีนาริโอแบบนี้มันยังไม่เกิด มันก็ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องไปเร่งร้อน ประกาศการเลือกข้าง ฉะนั้น ก็ต้องเป็นนโยบายที่เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ถ่วงดุลอำนาจแบบ แบบพอเหมาะพอควรตามสถานการณ์ บางครั้งเราอาจจะโยกเข้าหาสหรัฐได้ บางครั้งอาจจะโยกเข้าหาจีนได้ ใช่มั้ครับ แต่ว่าไม่ได้ไปอยู่กับสหรัฐ หรือจีนเป็นการถาวรนะ ครับ แต่ไอ้ทางเลือกนโยบายแบบเนี้ย มันเป็นแค่การปรับตัวของไทยนะครับ ท่ามกลางมหาอำนาจเท่านั้น พูดแบบตรงไปตรงมา มันเป็นการปรับตัว มันไม่ได้ช่วยให้ประเทศไทยมีอำนาจด้วยขา หรือว่าลำแข้งของเราเอง ผมก็เลยเสนออีกออปชันนึงครับ พี่เต๋า ว่าเราจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ของเราให้ประเทศไทยเราเป็น Pivot หรือเป็นแกนในทางภูมิศาสตร์ แล้วก็ปลดปล่อยอำนาจของเราไปสู่อาณาบริเวณที่อยู่รอบนอก เพื่อผลประโยชน์ของเรา หรือเพื่อการยืนระยะที่ปลอดภัยขึ้น

>> อันนี้หมายถึงว่าการสะสมอาวุธมากขึ้น เพิ่มอำนาจต่อรองในเชิงเศรษฐกิจเหรอคะ ถึงจะมีพลังที่จะเป็นแกนเป็น Pivot ได้

>> ใช่ครับ ใช่ครับ ก็เพิ่มพลังทุกมิติเลย ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน สัญญานุภาพทางทหาร Soft Power แล้วก็ปลดปล่อยออกไปนะครับ ในในพื้นที่ที่ควรจะอยู่ในเขตปริมณฑลแห่งอำนาจของประเทศไทยบ้าง คือพูดแบบตรงไปตรงมา ประเทศไทยไม่ควรจะตั้งรับนะครับ โดยเอาตัวเองอยู่แต่ในแผนที่ขวานทองอย่างเดียว เราจะต้องมองไปไกลกว่านั้น ลุกออกไปรอบนอก มันจะถึงทำให้เรามีบทบาทมากขึ้น ก็ขอเสนอฝากรายการพี่เต๋าไว้ว่า เอ่อ ผมเสนอแผนวิสัยทัศน์ ฝากถึงรัฐบาลด้วยนะครับ อ่า แผนวิสัยทัศน์นี้ชื่อว่า 1 ขวานทอง + 2 ถุงทอง + 4 แสงทอง ถ้าทำได้เนี่ย ผมคิดว่าเราจะเป็น Middle Power โดยไม่มีข้อสงสัยแน่นอนนะครับ 1 ขวานทอง คือเราจะต้องปกป้องเขตแดนประเทศไทยของเรา ที่เป็นขวานทองเนี่ยนะครับ อย่างมีประสิทธิภาพ

>> ค่ะ

>> 2 ถุงทอง หมายถึงทะเลอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ซึ่งมีทรัพยากรใต้ท้องทะเล เราจะต้องเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจ หรือว่านะครับ อ่า กำลังรบทางทะเล เพื่อป้องกันการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ด้วยการบุกถูกโจมตีจากประเทศอื่นๆ ด้วย และ 4 แสงทอง เอ่อ ภาษาอังกฤษก็คือ เวลาเราเรียนเรื่องมหาอำนาจเนี่ย มันจะมีคำว่า Power Projection นะครับ ก็คือการปลดปล่อย การขยายอำนาจ การสาธิตแสดงอำนาจนะครับ นั่นก็คือว่าประเทศไทยนำพลังทางการทหาร เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เนี่ย ฉาดแสนทอง ฉาดแสงทอง คือฉายแสงอำนาจของไทยขึ้นไปตามทิศต่างๆ ทิศเหนือ ทิศตะวันตก ทิศใต้ ทิศตะวันออก

>> ใช่มั้ยครับ เช่นกับกัมพูชาอย่างเงี้ย ทางด้านทิศตะวันออก เราจะต้องมียุทธศาสตร์ชายแดน อีสานใต้ ชายแดนบูรพา ชายแดน เอ่อ เทือกเขาบรรทัด จันทบุรี ตราดนะครับ แล้วเราจะต้องนะครับ เอ่อ ใช้กำลังทางการทหารเข้าไปป้องปราม ไม่ให้อาวุธหนักของกัมพูชาเนี่ย เข้ามาประชิดชายแดนไทย จนทำร้ายประชาชนคนไทย เรามีวิธีการผลักนะครับ อาวุธหนักของกัมพูชา ให้ถอยออกไป แล้วพื้นที่ที่เขาถอยออกไปเนี่ย เราจะสร้างพลังทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ไปพื้นที่ตรงนั้นอย่างไร นี่คือการคิดนอกกรอบขวานทอง คือการให้อำนาจของเราเนี่ย โจรทะยานออกไปนะครับ ในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เปราะบางในทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อให้เรามีพื้นที่ตั้งรับที่ไกลขึ้น ปลอดภัยขึ้น นี่ๆ นี่คือแสงทองทางทิศบูรพานะครับ ผมก็คิดว่า 1 ขวานทอง 2 ถุงทอง 4 แสงทอง บวกกับนโยบายที่ยังไม่เลือกข้างระหว่าง อ่า สหรัฐอเมริกา กับจีน น่าจะเป็น 2 ทางเลือกนโยบายที่ช่วยประกันผลประโยชน์ให้ไทยในช่วงเวลานี้นะครับ

>> โอ้ ได้เห็นยุทธศาสตร์ที่ก็น่าเอากลับมาคิดนะคะ สำหรับประเทศไทยว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร ท่ามกลางความซับซ้อนที่กำลังเกิดขึ้น และเป็นโจทย์ท้าทายต่อทุกๆ ประเทศในโลกในช่วงเวลานี้นะคะ เมื่อจุดยืนของประเทศ Power หรือว่ามหาอำนาจกำลังเปลี่ยนไป แล้วก็กำลังแข่งกันอย่างหายใจรดต้นคอ เพราะฉะนั้นนโยบายของไทยด้านการต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศไทยค่ะ ทั้งหมดก็คือ Decoding the World สำหรับวันนี้นะคะ ขอบคุณอาจารย์ดุริยภาคอย่างมากนะคะ ที่มาให้ความรู้ ให้มุมมองกับเราค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

>> ขอบพระคุณครับพี่เต๋าครับ

>> ค่ะ และลาคุณผู้ชมไปเลยนะคะ สำหรับรายการวันนี้ค่ะ สวัสดีค่ะ