Transcription
สวัสดีครับ ในขณะนี้นะครับ ก็มีการระบาดของไวรัสนิพพาที่ประเทศอินเดีย ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ซึ่งหลายคนเนี่ยมีความกังวล เนื่องจากว่าไวรัสตัวนี้เนี่ย อัตราการตายมันสูงมากเลยนะครับ
ดังนั้น วันนี้ผมก็เลยอยากจะหยิบยกเรื่องราวของไวรัสนิพพานเนี่ย มาเล่าให้ฟังนะครับ ว่ามันคืออะไร ติดมาได้อย่างไร อาการเป็นแบบไหน วิธีในการป้องกัน และรักษาเราทำอย่างไรได้บ้าง เดี๋ยวลองฟังรายละเอียดกันดูนะครับ
พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนีธนียวัณ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ
ที่อินเดียนะครับ ก็ได้มีการประกาศว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยไวรัสนิพพาธทั้งหมด 5 คนด้วยกันนะครับ โดย 2 คนแรกเนี่ย เป็นพยาบาล คนหนึ่งผู้ชาย คนหนึ่งผู้หญิง และต่อมาก็มีเพิ่มมาอีก 3 คนครับ คนหนึ่งเป็นหมอ คนหนึ่งเป็นพยาบาล และอีกคนหนึ่งคือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
นอกเหนือจากนี้นะครับ ทางอินเดียยังมีการกักตัวคนอีกกว่า 100 คนเลยทีเดียว ที่มีความใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคนี้นะครับ ตอนแรกเนี่ย เขาก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรนะครับ แต่ตอนหลังมีการตรวจสอบชัดเจน รู้ว่าเป็นโรคนี้ผ้า ก็ต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดมากมายเลยนะครับ
โรคนี้อัตราการตายมันค่อนข้างสูงครับ อยู่ที่ 40-75% เลยทีเดียว แต่ผมจะบอกว่า ก็เพราะแบบนี้แหละครับ ที่เราไม่ต้องกังวลอะไรเลย อ่า ถ้าใครงงนะครับ เหตุผลมันก็คือ ถ้าคุณติดไวรัส นิอาการของคุณเนี่ย จะเริ่มค่อนข้างที่จะเร็วและรุนแรงมาก เวลาคนเรามีอาการอะไรสักอย่างที่รุนแรงเร็วและป่วยหนักเนี่ย มักจะไม่สามารถไปไหนได้นะครับ อาจจะแย่อยู่ตรงนั้น หรือทางโรงพยาบาลก็ต้องรีบแอดมิทเข้าไป ไม่มีโอกาสได้เดินทางไปแพร่เชื้อไปที่ไหนหรอกครับนะครับ
ดังนั้น อะไรก็แล้วแต่ที่ยิ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงมากๆ มันจะไม่ค่อยแพร่ และเรื่องเนี้ย ค่อนข้างจะสบายใจได้ว่า มันจะเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะแพร่ระบาดไปทั่วโลกเหมือนกับตอนที่มีโควิดใหม่ๆนะครับ แล้วโควิดเนี่ย ถ้าเราสังเกตคืออัตราการตายเนี่ย มันต่ำกว่านิภาพไวรัสมหาศาลเลยนะครับ อ่า มันต่ำกว่ามากเลย ดังนั้น เราก็จึงจำเป็นจะต้องกังวลพวกนั้นมากกว่า เพราะอะไรที่มันอัตราการตายต่ำ มันจะแพร่เร็ว และอาการบางคนก็จะโชค ร้ายที่มีอาการหนักไปนะครับ อ่า ดังนั้น เราจะได้ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไปกับไวรัสนิ
ไวรัสนี่มันมีที่มาที่ไปอย่างไรนะครับ ครั้งแรกที่เขาเจอไวรัสตัวนี้เนี่ย เขาเจอที่มาเลเซีย ตรงแม่น้ำนิผ้านี่แหละ ตรงนั้นเนี่ย มันจะมีประชาชนที่เขา้าเลี้ยงหมูนะครับ แล้วก็อยู่ๆมีอาการพิศวงอย่างหนึ่งก็คือสมองอักเสบนะครับ ตอนนั้นเนี่ย เขาก็คิดว่ามันเป็นเชื้ออีกตัวนึง เป็นเชื้อไวรัสที่เรียกว่า Japanese Encephalitis ก็คือเป็นไข้สมองอักเสบจากไวรัสตัวนึงนะครับ แต่เขาก็สงสัยว่า เฮ้ย คนที่ฉีดวัคซีนป้องกัน Japanese Encephalitis เนี่ย ก็ยังเป็นไอ้โรคนี้แฮะ นั่นแหละครับ ก็นำไปสู่การค้นพบไวรัสที่ชื่อว่านิภาไวรัสนะครับ
และนิผาไวรัสเนี่ย มันจะอยู่ในค้างคาวผลไม้นะครับ ในกลุ่มที่เรียกว่า Pteropus ครับ ค้างคาวตัวนี้เนี่ย มันก็จะอยู่ มีทั้งแอฟริกา ออสเตรเลีย แถบเอเชีย เนี่ย มีหมดเลยนะครับ แล้วถ้าค้างคาวมันไปกัดใคร ก็มีโอกาสที่จะได้รับโรคนี้เข้าไปนะครับ ค้างคาวเนี่ย ไม่ใช่ไม่มีแค่ไวรัสพวกนี้นะครับ มันยังมีเรื่องของพิษสุนัขบ้าที่มากับค้างคาวอีก ดังนั้น ถ้าใครโดนค้างคาวกัดแน่นอนครับ ต้องรีบรักษา
ต่อมา ถ้าค้างคาวเหล่านี้ไปกัดผลไม้ไปกินผลไม้ แล้วคนไปจับโดนเข้าเนี่ย หรือคนไปอยู่ใกล้ มันก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสตัวนี้ไปได้ ถ้าค้างคาวไปแพร่ให้กับสัตว์ต่างๆ เช่น หมู หรืออะไรพวกเนี้ย ก็นั่นแหละครับ เป็นเหตุผล หรือคนไหนก็แล้วแต่ที่ชอบปีนต้นไม้ไปหาค้างคาวเนี่ย มันจะมีคนบางคนที่ปีนต้นไม้ไปอยู่ในแหล่งกบดันค้างคาวไปทำอะไรสักอย่างนะครับ อาจจะไปเก็บตัวอย่างค้างคาว หรือวิจัย หรืออะไรสักอย่างนะครับ หรืออยากจะเอามันมาเลี้ยงนี่แหละครับ ที่จำเป็นจะต้องระมัดระวังนะครับ
ค้างคาวไม่เสียชีวิตด้วยโรคพวกนี้นะครับ เพราะว่าไวรัส มันถูกวิวัฒนาการมาให้อยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งได้ แต่พอมันกระโดดไปสิ่งมีชีวิตอีกอย่างนึง ซึ่งไม่เคยเจอมันมาก่อนเนี่ย อาการก็จะเป็นแบบรุนแรงแบบนี้นี่แหละนะครับ
ทีนี้ หลายคนก็คงจะกังวลและ เฮ้ย ค้างคาวผลไม้ประเทศไทยก็มี ประเทศคนอื่นก็มี แบบนี้มันจะมีการแพร่กระจายออกมาจากค้างคาวพวกนั้นหรือเปล่า ก็ตอบได้เลยครับว่า โอกาสยากมากๆ เพราะคุณลองสังเกตอะไรอย่างหนึ่งครับ ประเทศไทยเนี่ย ค้างคาวไม่ได้เพิ่งมามีตอนนี้ มันมีมาเป็น 100 ปีแล้วครับ แล้วถามว่าเราเกิดโรคประหลาดแบบเนี้ย รับบาทกี่ครั้ง สมัยก่อนก็มีโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่นะครับ ไข้หวัดใหญ่ก็ไม่ได้มาจากค้างคาว ก็มาจากคนนี่แหละครับ หลายๆอย่างเนี่ย มันเป็นโรคระบาดที่ไม่ได้มาจากค้างคาวทั้งที่ ค้างคาวมันก็อยู่กับเราตลอดเวลา ถูกมั้ยครับ ถ้าเราไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับค้างคาวเนี่ย ไม่ต้องกังวลอะไรขนาดนั้นเลยนะครับ แล้วก็ไวรัสตัวนี้ยังไม่มีการเข้ามาหยุง ในประเทศไทยนะฮะ นี่คือที่มาที่ไปของไวรัสตัวนิภานะครับ
ไวรัสกลุ่มนี้เนี่ย ต้องบอกว่า นิพาเนี่ย มันอยู่ในกลุ่มไวรัสใหญ่ๆ กลุ่มนึงชื่อว่า Paramyxoviridae ซึ่งกลุ่มนี้เนี่ย ถ้าผมพูดชื่อแบบนี้ไป คนก็คงงงว่ามันคืออะไร แต่ว่าในกลุ่ม Paramyxoviridae เนี่ย มันมีตัวย่อยๆหลายตัว ซึ่งผมว่าหลายคนรู้จัก ตัวแรกคางทูม ตัวที่ 2 หัดครับ Measles and Mumps 2 ตัว เนี้ย ก็อยู่ในกลุ่มนี้เหมือนกัน และอีกกลุ่มนึง ซึ่งในการตรวจโควิดเนี่ย มันจะมี Test kit ที่มันตรวจไวรัสได้หลายๆตัว หนึ่งในนั้นก็เป็นไวรัสกลุ่มที่อยู่ใน Paramyxoviridae เช่นกัน ชื่อว่า Parainfluenza virus ซึ่งมี 4 ชนิดด้วยกัน พวกเนี้ย ก็จะทำให้เกิดคออักเสบนะครับ หรือว่า อ่า หลอดลมอักเสบต่างๆพวกนี้ได้นะฮะ
แล้วไอ้ไวรัสกลุ่มนิภาเนี่ย มันอยู่ตรงไหนนะครับ ต้องบอกว่า ใน Group ใหญ่ๆ Paramyxoviridae เนี่ย มันจะมี Group ย่อยอันนึงชื่อว่า Henipavirus Henipavirus ก็แยกเป็น 2 ตัวนึงคือ NIPA อีกตัวนึงคือ Hendra ถามว่าทำไมผมพูดไอ้ชื่อพวกนี้ ก็เพราะว่าไอ้ 2 ตัวนี้เนี่ย มันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน Hendra กับ Nipa อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แล้วมันก็มาจากค้างคาวเหมือนกัน อาการก็เหมือนกันอีกต่างหาก Hendra เนี่ยระบาดครั้งแรกที่ออสเตรเลียครับ ในม้า แล้วก็ทำให้เกิดการเกิด อ่า ไข้สมองอักเสบในม้า ซึ่งอันนั้นน่ะมีวัคซีน แต่ Nipa เนี่ยไม่มีวัคซีนครับ ไม่มีวัคซีน
อาการของนิภาพเป็นยังไง คือหลังจากที่คุณได้รับเชื้อนะครับ ซึ่งเชื้อเนี่ย มันจะมาจากสิ่งคัดหลั่งของคนที่ไม่สบายนะครับ คนที่เป็นโรคนี้ หรือได้มาจาก อ่า มูลค้างคาว ปัสสาวะค้างคาว หรือว่าน้ำลายของค้างคาวนะฮะ หรือสัตว์ที่เป็นเนี่ย พวกเนี้ย ก็จะสามารถแพร่กระจายมาให้คนที่เป็นได้นะครับ แล้วคนที่เป็นเนี่ย ภายในประมาณสัก 4-14 วัน จะเริ่มมีอาการ ตอนช่วงแรกจะเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ มีปวดหัวมาก มีไข้ เจ็บคอ ไอ นะครับ นั่นคืออาการมันเริ่มจากคออักเสบ แล้วลงไปยังปอด แล้วก็ปอดมันจะเริ่มอักเสบ และภายใน 24-48 ชม.เนี่ย มันจะลามขึ้นสมอง จนกระทั่งสมองอักเสบรุนแรง มีอาการชัก ไม่รู้สึกตัว หมดสติ โคม่า และเสียชีวิตได้นะครับ
นี่คืออาการของมัน อัตราการตายอยู่ที่ 40-75% อย่างที่ผมบอกแล้ว และต่อให้รอดมาได้นะครับ หลายคนก็ไม่ปกติอีกเลย เพราะว่าจะมีอาการทางสมองหลงเหลืออยู่นั่นก็คือเรื่องของพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนะครับ การเรียนรู้ ความจำต่างๆ ก็อาจจะมีปัญหา หรือบางคนก็จะมีโรคลมชักตามมา เพราะว่าสมองมันเสียไปจากตัวเชื้อไวรัสนี้นะครับ
ไวรัสชนิดนี้เนี่ย ในการป้องกันมันนะ ครับ คือถ้าเราเจอคนที่มีความเสี่ยงแล้ว หมอจะต้องเข้าไปทำงานกับคนพวกเนี้ย ต้องใส่ชุดอวกาศเข้าไปเลยครับนะ N95 ชุดคลุม หน้า คลุมตา คลุมทั้งตัว ต้องทำเป็นแบบนั้น ในงานวิจัยเนี่ย เราจะวิจัยกับไวรัสอันตรายแบบนี้ได้ มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า BSL level นะครับ อ่า BSL level ก็คือ มันจะต้องมีการควบคุมความปลอดภัยระดับสูงสุด ก็คือ BSL level สูงสุดเลยนะ อันเนี้ย ในการควบคุมดูแล ถ้าใครจะทดลองไวรัสนี้ผ้า นะครับ ต้องมีการแจ้งกับหลายหน่วยงานนะฮะ
ซึ่งหมายความว่า ถ้าเกิดว่าคุณบังเอิญไปเจอคนไข้ที่มีอาการอยู่ๆปวดหัว ไอ เจ็บคอ คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่ามันเป็นไวรัสนี้ผ้า เพราะว่ามันก็เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ธรรมดานั่นแหละครับ คือเหตุผลที่ทำไมตอนแรกเนี่ย วินิฉิใส่กันไม่ได้ แล้วก็คิดว่าเป็นโรคอื่นนะครับ แต่โรคเนี้ย มันมีลักษณะจำเพาะอย่างนึงก็คือ พอหลังจากเกิดอาการเมื่อกี้ไปแล้วเนี่ย ภายในแค่ระยะเวลาวัน 2 วันเท่านั้นแหละ อาการมันจะรุนแรงมากเลย คือหายใจไม่ออกนะครับ ออกซิเจนตก ปอดไว แล้วก็ขึ้นสมองเลยทันที
เรายังไม่มียาในการรักษา และเราก็ไม่มีวัคซีนนะครับ แต่ถามว่าพวกเนี้ย สมมุติว่าเกิดเหตุการณ์มีไวรัสนี้ผ้าขึ้นมาที่โรงพยาบาลจริงจริง หมอจะทำยังไงได้บ้าง เออ ตรงสำคัญนะครับ เรารู้ว่าอาการเป็นเร็ว สิ่งที่เราทำได้เนี่ย ไม่ใช่ยาต้านไวรัส เราทำได้แค่ประคับประคอง ยาต้านไวรัส ถามว่ามีมียา มีคนทดลองไว้ 2 ตัวครับ ตัวนึงคือไรซาบิน แต่ผลก็ไม่แน่นอน ตัวที่ 2 ทุกคนรู้จักครับ มันเป็นยารักษาโควิดชื่อว่าเรมเดซิวิร์ อันนี้ก็อาจจะมีผลดีบ้าง แต่ว่าแค่ไหนไม่มีใครตอบได้นะฮะ
เหตุผลที่เขาใช้ 2 ตัวนี้ เพราะว่าไอ้ไวรัสกลุ่มนี้ทั้งหมดเนี่ย มันเป็นไวรัสที่เป็นสารพันธุกรรมแบบ RNA ที่เราเรียกว่า Negative sense RNA แต่ไอ้ตัวนิภาพไวรัสเนี่ย RNA ของมันจะแปลกประหลาดกว่าเพื่อนๆมันอยู่อย่างนึงคือสายมันยาวมาก นะครับ ตัวของนิภาษเนี่ย มันจะเป็นก้อนกลมๆ นะครับ หรือบางทีมันก็แบนๆได้ ข้างในเนี่ย จะมีเป็นเกลียวเกลียวม้วนๆ นั่นน่ะ มันจะเป็นที่เก็บของสารพันธุกรรมของมันก็คือ RNA ผิวของมันเนี่ย จะมีตะปุ่มตะป่ำสป.โปรตีนเหมือนโควิดเปี๊ยะเลย หน้าตาเป็นงั้นแหละฮะ
แล้วเนื่องจากว่ามันเป็น มันเป็นอะไรที่มันมีตัวหุ้มเนี่ยนะครับ ตัวเปลือกหุ้มเนี่ย มันมันจะไวต่อแอลกอฮอล์นั้นแอลกอฮอล์สามารถฆ่ามันได้ แต่ไม่ใช่ให้ใครแบบไปดื่มเหล้ากันมันนะ ครับนั่นกันไม่ได้เหมือนกัน เพราะว่าแอลกอฮอล์ที่เราจะใช้ในกรณีแบบเนี้ย ต้อง 70% ขึ้นไปแล้วแน่นอนครับ แอลกอฮอล์ที่ เราดื่มไม่มีที่ไหน 70% ครับนะฮะ ดังนั้น ไม่ต้องคิดจะดื่มเหล้าเพื่อป้องกันไวรัสพวกนี้เลย มันเป็นไปไม่ได้นะครับ งั้นความเชื่อที่ใครบอกว่า เฮ้ย เราต้องป้องกันการติดหวัดไม่สบาย กินเหล้าขาว อ่า บีบมะนาว หรือว่าเป็นยาดอง หรืออะไร แต่ไม่ได้ผลทั้งสิ้น ไม่ต้องไปทำนะครับ มันหาเรื่องชัดๆนะฮะ
อ่ะ กลับมาที่ไวรัสนิภาพ มันมี RNA ที่ยาวกว่าเค้าเพื่อนแล้วมันก็มีการโค้ดโปรตีนต่างๆที่มันแตกต่างไปจากเค้าเพื่อนเหมือนกัน หน้าตามันเลยประหลาดแบบนี้นี่แหละ แล้วมันก็ยังมีความรุนแรงนะ ครับแต่เนื่องจากมันเป็นโรคที่ไม่ค่อยมีการระบาดเท่าไหร่ การพยายามสร้างวัคซีนเนี่ย มันจึงยังไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจขนาดนั้นนะครับ แล้วมันดันไประบาดในประเทศที่ไม่ค่อยมีใครที่รู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่ หรือว่ายอมลงเงินเพื่อที่แจ้จัดการ เช่น มาเลเซียนะครับ หรืออินเดียอย่างเงี้ย ก็อาจจะไม่มีการพยายามลงทุนเพื่อจัดการกับไวรัสที่นานๆระบาดที เพราะมันไม่ได้คุ้มค่า แต่ถ้ามันมีมากๆเนี่ย ผมคิดว่าเดี๋ยวคงจะมีคนคิดออกมานะ ครับ
ถ้าเคสแบบนี้มาที่โรงพยาบาลแน่นอน เราต้องแยกทุกคนออกนะครับ ใส่เครื่องป้องกันเต็มยศเลย เวลาเราดูแลเนี่ย คนพวกเนี้ย เรารู้แล้วว่าการหายใจมันจะวนเร็วมาก ดังนั้น เราจะต้องรีบใส่ท่อช่วยหายใจ และคิดถึงการทำ ECMO ทันทีนะครับ ก็คือการทำปอดหัวใจเทียม ต้องรีบคิดตั้งแต่แรกเลยนะครับ เพราะว่าถ้าเรารอจนกระทั่งคนไข้แย่แล้วไปคิดเนี่ย มันไม่ทัน
และคนพวกเนี้ย อาจจะมีอาการเลือดออกในปอดได้เยอะนะครับ เลือดออกในปอดเนี่ย มันมีปัญหาอย่างนึงคือหลายคนจะไม่รู้ว่าเลือดออกในปอดมันทำให้เสียชีวิตได้ เพราะอะไร บางคนอาจจะคิดว่า ก็เลือดออกหมดตัวไง มันไม่เป็นแบบนั้นครับ เลือดออกในปอดที่ทำให้เสียชีวิตได้ เพราะว่าทางเดินอากาศของเราเนี่ย มันเล็กนิดเดียว ถ้ามีเลือดไปอุดตันแม้แต่นิดเดียวนะครับ มันจะหายใจไม่ออกครับ นั่นก็คือคนไข้ที่เลือดออกในปอดเนี่ย จะเสียชีวิตจากการที่ได้ออกซิเจนไม่เพียงพอ และพวกเนี้ย ต่อให้เราใส่ท่อช่วยหายใจเข้าไปอัดแรงดันอากาศเข้าไป ถ้าปอดมันเลือดออก มันก็จะไม่ได้ออกซิเจนอยู่ดี ดังนั้นเนี่ย เราจำเป็นจะต้องรีบทำการใส่เครื่องตั้งแต่ช่วงแรกๆ ถ้าเกิดเรารู้ว่าอาการคนไข้ไม่ดี เราต้องรีบตั้งแต่ตรงนี้นะครับ นี่อันแรก
ต่อมาคือรักษาตามอาการ เวลาคนไข้ที่สมองอักเสบจากไวรัสไม่ว่าตัวใดตัวหนึ่งก็ตามนะครับ มันจะเกิดอาการที่เหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ สมองบวม พอสมองบวมเนี่ย มันจะชักได้นะครับ และเรากลัวว่าถ้ามันบวมมากๆจนชักเนี่ย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สมองมันจะเลื่อนลงไปกดตรงบริเวณไขสันหลังนะครับ ผ่านรูรูนึง ซึ่งเรียกว่า Foramen Magnum นะครับ ตรงนั้นเนี่ย สมองมันจะต่อเนื่องเป็นไขสันหลัง ใช่มั้ยครับ ถ้าสมองส่วนใหญ่มันเลื่อนเข้าไปในรูเล็กๆเนี่ย มันจะไปกดเบียดไขสันหลัง หรือก้านสมองตรงบริเวณนั้น ซึ่งเป็นสิ่ง ที่ควบคุมการมีชีวิตอยู่ของร่างกายเราทั้งหมด คือความดันโลหิต การหายใจ และการมีสติรับรู้ มันอยู่ตรงก้านสมองหมด ถ้าสมองบวมจนกดนี่ก็เสร็จไปเลย
เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้ตัวว่าคนไข้เริ่มมีอาการทางระบบประสาท เช่น พฤติกรรมเริ่มเปลี่ยน หรืออะไรพวกนี้ เราต้องลดความดันกะโหลกศีรษะให้เร็วที่สุด ในทางการแพทย์เราทำยังไงนะครับ เราก็จะมีการให้การรักษาด้วยน้ำเกลือเข้มข้น Hypertonic saline นะครับ สำหรับหมอที่ไม่ ได้ทำงานในห้อง ICU เนี่ย อาจจะไม่กล้าใช้ แต่พวกเราจะกล้านะครับ เวลาที่เราจะรีบลด เราจะฉีดน้ำเกลือเข้มข้น ปกติน้ำเกลือที่เราให้กันทุกวันเนี่ย นะครับ เราจะเรียกว่า Normal saline ซึ่งความเข้มข้นอยู่ที่ 0.9% แต่ถ้าเป็นน้ำเกลือ ที่เราต้องฉีดเข้าไปทันๆน่ะ มันจะอยู่ที่ประมาณ 20% ครับ แอมป์นึงมันจะเป็นเป็นแอมป์ฉีดประมาณ 50-100 ซีซี แต่ผมจะเลือก 100 ซีซี เพื่อที่จะให้ระดับโซเดียมของเรามันสูงขึ้นกระทันหัน และหลังจากนั้นเนี่ย เราจะให้โซเดียมเข้มข้นเข้าไปทางหลอดเลือด เราก็คือ 3% โซเดียมคลอไรด์ ถามว่าทำไม ทำไมเพื่อให้โซเดียมในร่างกายเราสูงมากๆ มันจะได้ไปดูดน้ำออกจากสมองที่มันบวมมากๆ ทำให้สมองที่บวมเนี่ย ฟีบลงนะครับ
และระหว่างนี้ เราจำเป็นจะต้องขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายให้เยอะที่สุด การขับคาร์บอนไดออกไซด์ก็สามารถทำได้ 2 วิธี ที่ 1 ก็คือการใช้เครื่องช่วยหายใจ เอาลมหายใจเข้าออกให้เร็วที่สุด อันที่ 2 ก็คือใช้เครื่อง ECMO เมื่อออกเมื่อทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดต่ำมากๆเนี่ย เส้นเลือดในสมองเรามันจะเริ่มหดตัว พอมันเริ่มหดตัวปุ๊บเนี่ย สมองเราจะเล็กลงนิดนึงนะ ครับไม่บวม แต่ว่าผลอันเนี้ย มันจะอยู่ได้แค่ประมาณสัก 48 ชม.แล้วเดี๋ยวมันก็จะไม่ ได้ผลนะครับ และที่สำคัญเราทำให้มันมันมากไปกว่านั้นไม่ได้ เพราะว่าถ้าหลอดเลือดหดตัวมากเกินไป หลอดเลือดสมอง สมองก็ไม่มีเลือดไปเลี้ยงนะครับ งั้นนี่คือเป็น 2 วิธีที่เราจะทำให้สมองของเรามันหดเล็กลงได้ เป็นวิธีหลักที่เรามักจะใช้กันนะครับ
โซเดียมเราจะเลี้ยงให้เลือด อ่า ผลเลือดของ ของเราเนี่ย โซเดียมปกติจะอยู่ที่ 135-145 ใช่ไหมครับ แต่ในกรณีแบบเนี้ย เราจะเอาให้มันอยู่ที่ประมาณ 150-155 ค่อนข้างสูงนะครับ ถ้าไม่มั่นใจเอา 150 ไว้ก่อน มันก็จะช่วยได้ค่อนข้างเยอะและนะครับ แต่ที่ เราต้องระมัดระวังก็คือ คนไข้พวกเนี้ย จะไตวายได้เร็วมาก เพราะว่าพอพอปอดมันเสียปุ๊บ สมองเสีย ทุกๆอย่างมันจะเสียพร้อมกันหมดเลย ทั้งร่างกาย ทั้งตับก็เสีย อ่า เลือดก็จะมี การแข็งตัวแล้วก็ไปอุดตันตามหลอดเล็กๆเล็กๆที่เราเรียกว่าภาวะ DIC (Disseminated Intravascular Coagulation) ทำให้ อวัยวะต่างๆมันเสียไปด้วย ทั้งไต ทั้งตับ ทั้งหมดทุกอย่าง ซึ่งพวกเนี้ยเนี่ย ก็จะต้องอาศัยหมอที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคในกลุ่มที่แย่ที่สุดของมนุษย์ คือคือใน ICU เนี่ย เราต้องดูแลพวกนี้นะครับ
ถ้าถามผม สิ่งที่ต้องทำคือเรื่องของปอดและเรื่องของสมองก่อนเลย อาจจะมีการให้ยาแก้ชัก ลดขนาดการบวมของสมอง ตรวจติดตามม่านตาอยู่ตลอดเวลาว่า เฮ้ย ถ้าม่านตามันเริ่มขยายเนี่ย แปลว่ามันอาจจะมีการกดทับอะไรสักอย่างของตรงเส้นประสาทสมองได้เลยนะครับ แล้วก็บางกรณีต้องมีการสแกน
อวัยวะอื่นๆเนี่ย ที่เราต้องดูก็คือมีเรื่องของระบบเลือด การแข็งตัวของเลือดนะครับ รักษาตามว่ามันมีอะไรผิดปกติมั้ย น้ำตาลถ้าสูงเกินไปไม่ได้ครับ จะมีปัญหา ไข้ต้องห้ามให้มีเลย เพราะถ้ามีไข้ต้องรีบลด ไม่งั้นสมองมันจะยิ่งบวมและอักเสบมากกว่าเดิมนะครับ เรื่องของไต ถ้ามีไตวายต้องรีบล้างไต เพราะไม่ฉะนั้นเนี่ย อวัยวะที่เหลือมันไม่เหลือแล้ว อันนี้จะแย่ลงไป
ทางเดินอาหาร ในช่วงแรกเราจะไม่ให้อาหารครับ เราจะไม่ให้อาหารด้วย เพราะว่าถ้าเราให้อาหารไปในขณะ ที่เจ็บป่วยขนาดนี้เนี่ย ลำไส้มันไม่ได้ทำงานอะไรตอนนั้นแล้ว การมีอาหารอยู่ข้างในนั้น บางคนเกิดลำไส้เน่าเป็นภาวะแทรกซ้อนขึ้นมา เราให้ไม่ได้ ในช่วงแรกๆเนี่ย บางที 5-6 วัน เราไม่ต้องให้อะไรเลยนะ อาหารไม่ต้องให้ คนไข้อยู่ได้ครับนะ ส่วนใหญ่ช่วงแรกเราจะไม่ให้อาหาร อาหารจะเป็นสิ่งสุดท้ายเลยที่เราคิดถึงนะฮะ
งั้น ดังนั้น ก็จะเห็นว่าคนไข้เหล่าเนี้ย เราดูแลเค้าประมาณนี้นะ แต่ในห้อง ICU ของจริงเนี่ย ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราคุยกันกับผู้ที่ดูแลนะครับ ทั้งเรื่องของการดูเรื่องของสติ ในการควบคุมอารมณ์ของเขาค้ามันยังโอเคมั้ย เค้าต้องหลับหรือเค้าต้องตื่นแล้วต้องปลุกเค้าตื่นมาทุกวันเพื่อสังเกตอาการของทางสมองนะครับ ตรวจเรื่องของการทำงานของสมอง เรื่องของหัวใจ ความดันโลหิต อาจจะต้องมีการให้ยาที่เพิ่มความดันโลหิตนะ ครับเราดูทุกระบบประมาณนั้นเลย
ที่เหลือ ดวงล้วนๆ เราก็หวังว่าเราจะรักษาคนไข้ไม่ให้อาการของเขาคงที่และมีชีวิตรอดได้ จนกระทั่งร่างกายสามารถกำจัดเชื้อไวรัสนิภาพออกไปได้เอง แล้วหลังจากนั้นเนี่ย ก็ต้องมาฟื้นฟูอีกยาวเลย ทั้งเรื่องของการกายภาพ กล้ามเนื้อ กายภาพสมอง ให้ยาแก้ชัก ฝึกการเคลื่อนไหวต่างๆที่มันเสียไปตอนช่วงที่อยู่โรงพยาบาลนะครับ
นี่แหละคือความน่ากลัวของไวรัส ซึ่งเราไม่มีทางป้องกันและเราก็ไม่มียารักษา แต่ยังโชคดีที่ ถึงแม้ว่ามันจะน่ากลัวหน่อย อัตราการตายสูงมาก แต่นี่แหละนะครับ ที่มันจะทำให้มันไม่สามารถแพร่ออกมาจากอินเดียมาสู่ประเทศไทยได้ ดังนั้นไม่จำเป็นจะต้องกังวลขนาดนั้นนะครับ
วันนี้ผมเล่าให้ฟังประมาณเท่านี้่นะครับ ถ้าใครมีอะไรสงสัยก็สอบถามมานะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ