Transcription
ปัญหาทุกอย่างมันเกิดจากการกระทำเฮงซวยของเราเอง
แต่เชื่อมั้ยเราไม่เคยมองปัญหากันเลยนะ พอมีปัญหาปั๊บเราด่าเราโวยวายเราโพยพาย
คนที่เขามาด่าผม คนที่เขามาโวยวายใส่ผม เออ เพราะว่าภาพเมื่อก่อนผมทำให้เขาคิดแบบนั้น
เรามีปัญหา อาจารย์อาจารย์เห็นใจตัวเองก่อนเห็นปัญหาน่ะ
ผมว่าคนที่เจอปัญหาแล้วยังทุกข์อยู่เนี่ย บางครั้งมันไม่ใช่ปัญหาจริง
ทุกปัญหาก็จะพาเราไปเจอสิ่งที่ดีกว่า
ครับ เวลามีวิกฤตเข้ามาปั๊บอารมณ์คนมันจะเปลี่ยน ทุกวิกฤต เออ มีคนรวยขึ้นเสมอและส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เห็นโอกาส
มนุษย์เรามันก็แค่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เกสา โลมานะ ขา ทันตา ตะโจ กรรมฐาน 5 เลยนะเนี่ย โอ้โหนี่นี่ผมคุยกับพระอยู่เป่าวะเนี่ย
ครับ อาจารย์สวัสดีครับ คุยกันอีกแล้วครับเซ็นเซครับ มองปัญหายังไงครับ
ครับผม EP ที่แล้วมีคนมาว่าผม ทำไมดูเก่งกว่าอาจารย์จังเลย ผมข่มอาจารย์ อาจจะเข้าใจผิดเนาะ
ครับ คือสไตล์ผมเนี่ย ใครมาคุยกับผมเนี่ย ผมถือว่าเค้าเก่งทุกคนน่ะ มันมันคงจะประหลาดอ่ะ ถ้าผมจะไปโชว์อะไรมากกว่าน็อตอ่ะ คือเขาก็เก่งคนละทางเนาะ
ครับ นี่เค้าก็เป็นนักธุรกิจที่ทำมากับมือ คนที่ผ่านอะไรมามากมาย และแนวคิดของน็อตเนี่ย ดูภายนอกเหมือนจะเป็นโลกๆ บ้านๆนะ แต่ผมมองทางฝั่งธรรมะมานะ อันนี้เป็นเซ็นครับ
อีกเรื่องนึงก็คือ อาจารย์เป็นโค้ช หน้าที่ของโค้ชคือขุดความเก่งในตัวคนอื่น
เพราะฉะนั้นอาจารย์จะมีวิธีการพูดตะล่อมให้ผมพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ซึ่งคนมองภายนอกจะไม่เข้าใจ
ไม่เข้าใจ หาว่าน็อตไปข่มอาจารย์
ครับ ไม่ได้ข่ม ผมตั้งใจ
ซึ่งๆ คนไทยยังไม่เข้าใจศาสตร์การโค้ช
อืม เป็นไปได้ การโค้ชในประเทศไทยจะไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่ อาจารย์ก็จะข่มลูกศิษย์เป็นหลัก
เออ ไอ้โค้ดมันจะตรงข้ามนะ
ใช่ครับ เปิดศักยภาพผู้คนออกมา
ครับ ให้คนอื่นได้เห็นด้วย
อืม
วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องปัญหาอาจารย์
อือ หลายคนเจอปัญหาแล้วทุกข์
อือ หาทางออกไม่ได้
อือ มันเกิดจากอะไรอาจารย์
ไอ้คำว่าปัญหาเนี่ย มันออกไปจากหัวผม นานนะ
ครับ ผมรบมันทิ้งไป สมัยก่อนใหม่ๆเลยนะ
ครับ ผมเชื่อว่าปัญหาหาในโลกเนี้ย มีคนเคยเจอมาก่อนผมแล้วเป็นล้านๆคนน่ะ เวลาผมเจอผมก็ไม่ตกใจอะไรมาก ผมก็แค่ไปสืบค้นต่อว่าใครมันเคยแก้อันนี้ไว้ก่อนแล้ว ผมก็ตามไปดู นี่สมัยก่อนนะ แต่แบบยังโลกอยู่
มีตัวอย่างมั้ยครับ
มี หลังหักอย่างเงี้ย
ครับ หลังหักก็คงมีคนหลังหักมาก่อนหน้าผมแล้ว ใช่มั้ย ก็มีอะไรหมอเราจ่ายตังค์ให้หมอ รักษาแล้วผมจะไปกังวลมันทำไม
ครับ มันมีหน้าที่ของหมอรักษาผมอ่ะ ไปเครียดทำไม
ครับ ใช่มั้ย หรือบางทีผิดหวังอะไรอย่างเงี้ย
ครับ ผมก็นั่งเสมอเลยว่า เอ๊ะ ผิดหวังคืออะไร
ผิดหวังคือเราอาจกำลังจะไปเจอสิ่งที่ดีกว่าก็ได้นะเนี่ย มันก็มองแบบนั้นน่ะ
อ ครับ นั้นมองแบบสมัยก่อนนะนอตอ่ะ
สำหรับผมล่ะครับ
อืม ผมว่าคนที่เจอปัญหาแล้วยังทุกข์อยู่เนี่ย บางครั้งมันไม่ใช่มันไม่ใช่ปัญหาจริงๆ
อ่า ยังไง เค้าแค่ยังไม่รู้จักวิธีเผชิญและปล่อยวางปัญหา
เผชิญ เดินแล้วก็ปล่อยวาง
ครับ ยังไม่สามารถยอมรับปัญหาได้
อ่า
ส่วนใหญ่คนที่ทุกข์คือคนที่ปฏิเสธมัน ยกตัวอย่างตอนที่ผมโดนดำเนินคดี
อือๆ ถ้าผมยังคิดว่าเป็นปัญหาผมก็จะไม่สามารถผ่านมันไปได้ ผมก็แค่ยอมรับปัญหาแล้วก็บอกว่าเดี๋ยวเราจะไปต่อสู้คดีในภายหลัง
อืม ซึ่งณ เวลานั้นจนถึงเวลานี้ก็ร่วงเลยมา 2 ปีแล้ว ปัญหานี้ยังไม่รู้ร่วง
ยังคงต่อสู้คดีกันอยู่
อืม ถ้าผมไม่ยอมรับในปัญหาแล้วปฏิเสธมันว่ากูไม่ผิด กูไม่ผิด กูไม่ผิด ผมก็จะทุกข์มาตลอด 2 ปี
อืม แต่ผมยอมรับได้แล้วก็เออ มันยังไม่ถึงเวลาแก้ ผมก็เลยผ่านมันมาได้ครับ
มีเทคนิคเลยมั้ยเวลาจะยอมรับมันเนี่ย ต้องบอกต้องบอกกับตัวเองเลยบ้างมั้ย
ก็แค่ยอมรับถึงความเป็นจริง
มันเป็นอย่างงี้้นะ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจมันก่อนว่าปัญหาเนี้ยเกิดจากอะไร เกิดขึ้นเพราะอะไร และจะแก้ไขได้อย่างไร
อือ อ่ะ สมมุติว่าปัญหาของผม ปัญหาเกิดมาจากว่า ผมทำตัวไม่น่ารัก ผมไม่รู้จักสำรวมระวัง
เอ้อ ขณะที่เกิดปัญหาก็คือโดนดำเนินคดี
อ โดนปิดบริษัท
อื วิธีแก้ผมก็รู้ว่าปัญหายังแก้ตอนนี้ไม่ได้ ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการแก้ทั้งหมด มันอยู่บนความจริง
อืม ถ้าพูดให้ลึกมันก็คือสุนญัตามันไม่ไม่มีอะไร
อ่า แล้วตอนนั้นน็อตไม่รู้สึกอยากจะด่าใครสัก
ตอนนี้รู้สึกครับ
ตอนนี้รู้สึก
อยากจะขอบคุณคนเหล่านั้น
อ้า ไม่ได้ด่านี่หว่า
ครับ เออ อยากจะขอบคุณคนเหล่านั้นที่สร้างปัญหานี้ให้ผม
เออ มันทำให้ผมเติบโตได้ขึ้นมากๆเลยครับ
ได้บทเรียนได้อะไรมาเยอะแยะนะ
ใช่ครับ ใช่ครับ ใจเย็นลง
นิ่งขึ้น
นิ่งขึ้น
รู้จังหวะและเวลา
อือๆ
ก่อนอาจารย์มาเจอธรรมะเนี่ย อาจารย์มองปัญหายังไงครับ
ก่อนมาเจอธรรมะ ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์อ่ะ
ครับ อย่างที่บอกอ่ะ ผมว่าปัญหามันคนมันเคยเจอมาแล้ว คือระบบอ่ะ ผมเชื่อว่าระบบมันมีหมุนอยู่งี้นะครับ
แล้วสักวันนึงระบบมันมีปัญหาก็คือมันก็แค่ระบบเพี้ยน
ผมก็ไปดูว่าในวงจรของปัญหาอะไรที่มันผิดที่อ่ะ ใครไปยุ่งอะไรกับมัน ผมก็แค่ปรับไป ไอ้นักวิทยาศาสตร์นะครับ มันก็มองแก้ไป
แล้วก็ชีวิตนักวิทยาศาสตร์มันก็เป็น problem solver อยู่แล้วอ่ะ
ครับ มันก็ไม่คิดอะไร
อืม มันก็เลยตอบไม่ได้ว่าทำไมว่า เอ๊ ผมก้าวข้ามมาได้ยังไง หลังหักเหรอ ระบบมันคือหมอมารักษาถูกมะ แล้วผมไม่ได้จบหมอแล้วผมจะไปโวยวายทำไม ตีโพยตีพายอะไร ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องกฎแห่งกรรมเท่าไหร่นะ
ครับ ตอนนั้นเป็นวิทยาศาสตร์ล้วนๆเลย
ปัญหาคือสมมุติฐาน
เออ มีคนแก้แล้วอ่ะ แล้วก็หาทฤษฎีเว้ยอ่ะ มันคืออะไร อ้อมันเป็นอย่างงี้งี้ ผิดหวังคืออะไร
ครับ อกหักคืออะไร
ครับ system มันยังไม่ลงตัวกัน
ก็หาที่มันลงตัวมันก็จบแค่นี้เอง แล้วทำไง
ก่อนที่ผมเจอธรรมะเหรอ เอาเป็นว่าผมบวชตั้งแต่เด็ก
โอ้ บวชภาคฤดูร้อน 3-4 ใช่ครับ เรียน
แต่ผมมาเจอธรรมะจริงๆเนี่ย อายุซัก 28 27 28 แล้วครับ
โอ้ หนุ่มใหญ่แล้วนะ
ใช่ครับ ก่อนหน้านั้นธรรมะก็เป็นแค่ศาสนาหนึ่ง
ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
เออ การไปบวชภาคฤดูร้อนสำหรับผมมันเป็นแค่การหนี หนีงานที่บ้านขายของ ไม่อยากขายของอยากไปเล่นกับเพื่อน ก็ไปบวช
อ่ะ ตอนนั้นตอนเด็กไม่เป็นไร
ครับ แล้วหลังจากบวชพรรษานึงตอนเป็นพระ
อืม ผมกลับเห็นในแง่มุมที่ไม่ดีของพระ สมมุติสงฆ์
โอ้ บวช 3 เดือน่ะอาจารย์
อือๆ เห็นทุกอย่างของ
เออ ของสมมุติสงฆ์
อืม ก็เลยมองธรรมะไปในภาพลบ
อืม แต่วันนึงวันที่ชีวิตผมแย่ที่สุด
อืม ผู้หญิงแหละ
อืม ผมขึ้นไปอยู่ปายแล้วผมก็รู้สึกว่าชีวิตผมไม่มีค่า
โอ้ ไม่มีคุณค่า หาทางออกไม่ได้
อืม ผมก็นึกถึงธรรมะที่ผมเคยร่ำเรียนมา
อืม ผมก็เลยตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์เก่าๆไปวัดถ้ำวัวที่แม่ฮ่องสอนไปวิปัสสนานะ
อือ คือเราคิดอะไรไม่ออกเราก็แบบอยากหนี
อือ จากตรงนั้น หาที่พึ่งสุดท้ายก็คือวัด
อืม แล้วในขณะที่ผมไปวัดนั้นน่ะ ผมก็ไปเจอหนังสือเล่มนึง คู่มือมนุษย์ฉบับย่อ
อ ของอาจารย์พุทธทาสอาจารย์
พุทธทาส ซึ่งหนังสือเล่มนั้นโดยรวมก็คือสอนเรื่องไตรลักษณ์
อืม มันก็จังหวะพอดีกับชีวิตที่เจอปัญหา รุมเร้าจนหาทางออกไม่ได้ พออ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วทำความเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งจริงๆ ก็เกิดพุทธิปัญญาว่าปัญหาที่เราเจอมันไม่มีอยู่จริง
อืม มันไม่มีเนาะ
มันเกิดขึ้น มันตั้งอยู่แล้วมันดับไป เป็นวงจร ซึ่งตอนนั้น
สิ่งที่ทำให้ผมเข้าใจเพราะว่าผมมีศีล มีสมาธิ แล้วก็มีปัญญา
อือๆ คือตอนผมไปวัดแน่นอนผมต้องรักษาศีลอยู่แล้ว ผมไม่สามารถทำตัวเกเรได้
เออ แต่เพราะฉะนั้นผมก็จะเป็นคนปกติ มีศีล อ่า ศีล คือปกติ
สงบ แล้วพอนั่งวิปัสสนามันทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น แล้วก็จิตสงบ
อืม มันเลยทำให้เกิดปัญญา
อือ พออ่านหนังสือเข้าไปด้วยก็เลยเข้าใจได้ลึกซึ้งมากขึ้น
อือๆ ตั้งแต่วันนั้นมาผมก็เลยรู้เลยว่าจริงๆ ธรรมะเนี่ยคือการเรียนรู้ทุกอย่างว่าเป็นสิ่งสมมติ
อืม ไม่มีจริง ไม่มีตัวตน ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น
อื นั่นแหละฮะ ชีวิตก่อนเจอธรรมะ
แล้วก็หลังจากออกมาจากวัดถ้ำวัว อายุประมาณ 28
อือๆ ผมไป ผมไปอยู่แค่ 5 วันเองนะ ออกมา 28 ก็เป็นชีวิตหลังที่เจอธรรมะแล้ว
เริ่มมีภูมิคุ้มกันที่แข็งขึ้น
ครับ เริ่มมองโลกตามความเป็นจริง
มากขึ้นครับผม
ทุกอย่างล้วนไม่มีใช่มั้ย
ไม่มีครับ
โอ้โห อันนี้เป็นบุญจริงๆนะ
ครับ บุญเก่าต้องทำมาเยอะพอสมควร
ก็ต้องขอบคุณผู้หญิงคนนั้น
เออๆ ที่ทำให้ผมไปถึงจุดนั้น
ทุกปัญหาก็จะพาเราไปเจอสิ่งที่ดีกว่า
ครับ เออ
หลายคนนะมาคุยกับอาจารย์นะ
ครับ เวลามีปัญหาเนี่ย เค้าให้มันเรื่องกฎของกรรมไปเลย
ใช่ครับ ผมว่าปัญหามันคือกฎแห่งกรรมจริงๆ
อื ยังไง
กรรมคือการกระทำ
อ่า ปัญหาทุกอย่างมันเกิดจาก
ทำ การกระทำเฮงซวยของเราเอง
โอเค ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เคยเกิดจากคนอื่น สำหรับผมนะ มันเกิดจากการกระทำของเรา ไม่ว่า จะเล็กน้อย ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ การสร้างปัญหาเราสร้างเอง ผมยังไม่เคยมีปัญหาสักปัญหานึงในชีวิตที่รู้สึกว่ามันเป็นคนอื่นสร้าง ยกตัวอย่างเช่น ลูกน้องห่วย ทำงานไม่ได้ดั่งใจ
ไม่ตั้งใจปฏิบัติงาน สุดท้ายปัญหาคือเราสอนเค้าไม่ดีพอ และที่สำคัญ เราอนุญาตให้เขาห่วย ถ้าเรามีระบบตรวจสอบ มีระบบลงโทษ เขาจะไม่ห่วย สุดท้ายแล้ว ใช่ มันคือการกระทำของเราที่ปล่อยปะละเลยให้เกิดปัญหานี้ขึ้น ผมเลยมองว่าจริงครับ ปัญหาคือกฎแห่งกรรม
อ คุณทำสิ่งที่ดีคุณก็จะได้ผลดี แต่ถ้าคุณทำสิ่งที่แย่คุณก็จะเจอปัญหา
สำหรับอาจารย์ล่ะครับเรื่องนี้
ในแง่จิตวิทยาสำหรับบางคนมันก็เวิร์คไง
ครับ ก็คือสบายใจเอาไว้ก่อน คือโยนไปเรื่องนึงก่อนไง ซึ่งก็อันตรายเหมือนกันนะ พอโยนเสร็จปั๊บมันก็ไม่ได้ฝึกสมองให้คิดต่อ
อืม อย่างอย่างของน็อตนี่น่ารักมากเลยก็คือ ย้อนกลับมาดูตัวเอง
ครับ ทางพระเรียกว่าโอปนะยิโก
ครับ ย้อนกลับมาดูแล้วพิจารณาว่ากรรมว่าฉันทำอะไรลงไปอย่างเงี้ย
ใช้คำว่ามองปัญหานะ
แต่เชื่อมั้ยเราไม่เคยมองปัญหากันเลยนะ พอมีปัญหาปั๊บเราด่าเราโวยวายเราโพยพายอ่ะ ผมผมชอบคิดเสมอว่าเวลามีปัญหาเนี่ย มันกำลังจะฟ้องอะไรเราวะป่ะ
ครับ น็อตโดนคนฟ้องใช่มั้ย
ใช่ครับ ไอ้เรื่องเนี้ยมันกำลังจะบอกอะไรกับน็อตวะ ก็อย่างที่น็อตพูดไป แกอาจจะบอกว่า เออว่ะ เราอาจจะเตรียมตัวเรื่องนี้ไม่ดี เราอาจจะสื่อสารไม่ดี
เราอาจจะอะไรหลายๆอย่างแล้ว Factor มันก็มีองค์ประกอบมี 2 แบบ
อันนึงคือน็อตควบคุมได้
ครับ แต่อีกอันนึงก็คือน็อตควบคุมไม่ได้
ครับ เราไม่สามารถควบคุมปากคนได้ เราไม่สามารถฟังเสียงนินทาได้อย่างเงี้ย ผมมองเป็นแฟกแบบเนี้ยนะ
ครับ ก็เลยสบายใจ แล้วก็เนื่องจากเป็นนักวิทยาศาสตร์นะ เป็น specialist
ครับ ผมก็ต้องไปต่ออ่ะ
แต่สุดท้ายผมพบนะอาจารย์ว่าคนที่เค้ามาด่าผม คนที่เค้ามาโวยวายใส่ผม เออ เพราะว่าภาพเมื่อก่อนผมทำให้เค้าคิดแบบนั้น
อ่า ก็เป็นเพราะเราเหมือนกัน
ใช่ นั่นคือกฎแห่งกรรม
ใช่ครับ เพราะว่าเมื่อก่อนผมชนกับคนไปทั่ว ด่ากับคนไปทั่ว
เออ มันก็เป็นเรื่องปกติที่เขาจะเข้าใจเราว่า เราเป็นคนแบบ เออ ตัดสินตามที่เห็น แล้วเราดันไปทำให้เห็น พฤติกรรมแย่ๆให้เห็น
แล้วก็อยู่กับเราเฉพาะช่วงที่เห็นสั้นๆ
ใช่ครับ ให้อภัยเราจะได้ on ของเราไปใช่มั้ย
ผมพบว่าทานสูงสุดคือการอภัยทานให้ตัวเอง
เออ หลายคนไม่ค่อยได้ยินคำนี้
หลายๆคนไม่ค่อยให้อภัยตัวเอง
ให้อภัยชาวบ้าน
ใช่ แล้วเราก็แค้นอยู่
ใช่ คือบางครั้งจมปักอยู่กับสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาด
จมอยู่อย่างนั้นแหละ กูไม่น่าทำอย่างนั้นเลย ฉันจะไม่ทำแบบนั้นอีก
ไม่ยอมให้อภัยแล้วก็ก้าวข้ามเรื่องนั้นมาซะ
อืม คนเราก็พลาดกันได้เนอะ
ครับ ให้อภัยตัวเองบ้าง
มนุษย์เกิดมาเพื่อผิดพลาดเนาะอาจารย์
อือๆ on ให้ได้อ่ะ มีบางคนนะอธิบายใหญ่เลยนะว่าฉันผิดแล้วอธิบายเยอะไปอ่ะ มาเครียดตัวเองอ่ะ ทีมพังทั้งทีมเลยนะ
นั่นแหละครับ คนที่ไม่ให้อภัยตัวเอง
พยายามอธิบายยกข้ออ้างให้ตัวเองไม่รู้สึกผิด ทั้งที่จริงๆแค่รู้สึกผิดแล้วก็ on ง่ายกว่า
เหมือนที่น็อตพูดตอนแรกอ่ะ ยอมรับมันซะ ปัญหาเลยกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เป็นนู่นเป็นนี่แทนที่ปัญหาจะมีไว้ให้เราได้เห็นน่ะว่า เออเป็นจังซี่เป็นอย่างงี้ใช่มั้ย
เป็นจังซี่ ทำแบบนี้แล้วเจอแบบนี้ คราวหน้ากูจะไม่ทำอีก แต่ทีนี้พอไม่มองไปที่ปัญหา
ก็ยังจะคงทำผิดเดิมซ้ำๆ เพราะว่าเลือกปฏิเสธปัญหาไปแล้ว
อือๆ แล้วด้วยหลักจิตวิทยาของมนุษย์
อืม ถ้าเราปฏิเสธเศษอะไรเวลาเราหลับสมองจะไม่บันทึก นั่นหมายความว่าเราจะไม่เรียนรู้เลย เวลาผมสอนลูกน้องผมจะบอกว่าเวลาพี่เดินไปหาเราเนี่ย อย่าตั้งแง่ว่าพี่ด่า เพราะว่าถ้าพี่จะด่า ถ้าพี่เกลียดพวกมึง วิธีการง่ายที่สุดของพี่คือไล่มึงออก
อือ กูจะด่ามึงให้กูเหนื่อยทำไม ถ้ามึงมองว่ากูด่า สมองมึงจะปฏิเสธคำหลังจากนั้นทันที
อ้า เพราะฉะนั้นตอนนี้มึงฟัง แต่พอมึงนอนหลับ อื้อหืออ สมองจะไม่เก็บแล้วมึงจะลืม
เป็นเพราะไม่ยอมรับ
ครับ มันก็เลยไม่เข้าไปฝังไว้ข้างใน
มันก็เลยปฏิเสธไปเลย
เออ ทีนี้มันก็ไม่เอา คราวหน้ามามันก็อย่างงี้ตลอดนะครับ มนุษย์สมองทำงานหนักมาก
เพราะฉะนั้นสมองจะต้องเลือกว่า วันนึงอ่ะเขาจะเก็บอะไรไว้แล้วเขาจะเอาอะไรทิ้งไป
เอ้ย เหมือนในหนัง side out เนี่ยนะครับ
มันจะเก็บแต่เรื่องดีๆได้
ใช่ ใช่ครับ ทีนี้ถ้าคุณปฏิเสธตั้งแต่สิ่งแรก ปฏิเสธปัญหา ปฏิเสธคำสอน
คุณจะไม่เรียนรู้เลย
ไม่ยอมรับสักทีนะ
ครับ หลังจากที่น็อตมาศึกษาธรรมมากขึ้นอะไรพวกเนี้ยมองปัญหายังไง
มองปัญหาตามสิ่งที่มันเป็น
ตามที่มันเป็นยังไงอ่ะ ขยาย
ก่อนเจอธรรมะเนี่ย ทำไมเค้าไม่รักกูวะ ทำไมเค้าทิ้งกูไปวะ มันเกิดจากอะไรวะ
เออ เราไม่ดีอย่างงั้นเหรอ
เออ มันไม่ได้มองปัญหาอย่างที่ปัญหาเป็น
พอหลังจากรู้ธรรมแล้ว โอเค ภาพมันก็จะแฟลชแบคมาเลยครับว่าเราเคยทำไม่ดีต่อกัน เค้าเคยทำไม่ดีต่อเรา เราเคยทำไม่ดีต่อเค้า เราไม่เข้าใจกันตรงไหนอะไรยังไง คือมองปัญหาจากที่มันเป็นปัญหาจริงๆ
อื มากขึ้น
ใช่ครับ สัจธรรมนั่นแหละนะ
ใช่ครับ ใช่ครับ ก็คือไม่ว่าจะเกิดปัญหา หรือสิ่งใดๆหลังจากที่เรียนรู้ธรรม ผมก็จะเอาไตรลักษณ์มาจับ
อืม ในช่วงนั้นน่ะ พอมาถึงช่วงนี้พอศึกษาไปมาก ๆตอนนี้ผมเริ่มแยกขันธ์
ขันธ์ 5 ป่ะป่ะ
ขันธ์ 5 ครับ
อ จากที่บอกว่าไตรลักษณ์ทุกอย่างมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป
อืม ตอนนี้เริ่มเข้ามาสู่ในมุมมองของการที่ เราไม่มีตัวตน
อืม เรามีแค่ขันธ์ 5 กองรวมกันอยู่ ซึ่งสุดท้ายตัวตนของเรามันคือสุญญตา ไม่มีจริง เพราะฉะนั้นการมองปัญหาหลังจากนั้นก็คือ มองว่าทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นจริง ผมไปทำหน้าผม เข็มฉีดยาฉีดอยู่ ผมก็บอกว่า
เออ เจ็บ ความเจ็บนี้ไม่มีจริง
อือ มันเป็นแค่สิ่งชั่วคราว
ไม่ใช่หลอกลวงตัวเอง
ไม่ได้หลอก เดี๋ยวมันก็หายไป คือไม่ใช่บอกว่ามันไม่มี บอกว่ามันเป็นแค่สิ่งชั่วคราว
อ๋อ มันชั่วคราว
เดี๋ยวมันก็หายไป
แล้วมันก็หายไปจริงๆครับ
อ่า เอาไปลองฝึกได้เลยนะ
ครับ คือสุดท้ายแล้วอย่างที่พุทธเจ้าบอก
ครับ ทุกอย่างคือสุญตาไม่มีจริง แม้กระทั่งตัวตน
อือๆ ทุกสิ่งเป็นกองเนื้อ
เราไปยึดมันเนาะ
ใช่ครับ มนุษย์เรามันก็แค่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เกสา โรมา
โอเค
นะ ขา ทันตา ตะโจ
กรรมฐาน 5 เนี่ยนะเนี่ย โอ้โหนี่นี่ผมคุยกับพระอยู่เป่าวะเนี่ย
ครับ สุดท้ายถ้าเราไม่ยึดติดตัวตนแล้วปล่อยวางได้
ชีวิตเราจะไม่ทุกข์ นั่นคือการมองปัญหาหลังจากเจอธรรมะของผม
เฮ้ย บางคนมันบอกว่าไปวางมากๆแล้วมันจะมาบริหารงานได้ไงวะ วางไปทุกอย่าง
ก็เราวางเฉพาะสิ่งที่มันเป็นทุกข์ พอเรารู้ความจริง
อืม เราก็จะรู้ว่านี่คือสิ่งที่เราต้องโฟกัส เป็นตัณหาที่เรายังต้องเผชิญ เป็นหน้าที่
ใช่อยากให้บริษัทประสบความสำเร็จ อยากให้ น้องๆในบริษัทเจริญรุ่งเรือง มันเป็นปัญหา มันเป็นตัณหาก็จริง แต่มันเป็นตัณหาที่สร้างประโยชน์ให้กับโลกได้แล้วกัน
อ เราก็จะยอมรับมันได้มากกว่าตัณหาที่มันเป็นฝ่ายต่ำ
อืม ครับ
โอ้ น็อตดูแลธุรกิจเยอะขนาดนี้นี่สนุกกับมันเลยใช่มั้ย
อ่า มันเป็นปัญหาที่ผมไม่ทุกข์ มันเป็นตัณหาที่ไม่ได้สร้างความทุกข์ให้อือๆ
เพราะฉะนั้นตัวเนี้ยผมมองว่ามันไม่ใช่สมุทัย มันไม่ใช่บอกเกิดมัน เออเป็นต้นเหตุของมัน
เพราะมันเกิดขึ้นมาแล้วผมไม่ได้ทุกข์ ผมสนุกกับมันแล้วไปต่อ
ถึงแม้นจะเจอเรื่องอะไรเข้ามาเนอะ
ครับ ก็อะไรนะ ยอมรับมัน อ่า ให้อภัยมัน
ครับ ที่ผมชอบสุดเลยคือน็อตขอบคุณมันได้อ่ะ
ขอบคุณมันครับ ตอนที่อาจารย์เป็นนักวิทยาศาสตร์อาจารย์มองเป็นวิทยาศาสตร์ แต่พอมันมาเป็นสายธรรมะ สายพุทธ สายวิปัสสนารสลึกซึ้งเนี่ย คนไม่รู้ก็จะบอกมันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ แล้วหลังจากที่อาจารย์เจอธรรมะแล้วล่ะครับ ถ้าให้ตอบให้คนทางโลกเข้าใจนะ เรามีปัญหา อาจารย์อาจารย์เห็นใจตัวเองก่อนเห็นปัญหาน่ะ
ยังไงครับ เห็นใจตัวเองก่อนเห็นปัญหา
เช็คความรู้สึก เช็คอารมณ์ตัวเองว่าตอนเนี้ย ใจมันสั่น ใจมันคับแค้นใจอะไรเงี้ย ถ้ามันยังเป็นอยู่นะก็รอ อย่าเพิ่งคิด รอจนกว่ามันจะแบบสุดท้ายอ่ะ รีเซ็ตมันคือตรงนี้ นิ่งก่อน
ครับ พอตัวนี้้นิ่งก่อนมันโล่ง
ซึ่งอาจารย์ไม่ได้บอกว่าไม่โกรธ
โกรธ
โกรธ
ใจสั่นเต้น
เต้นเดี๋ยวกูรอ
ครับ รอให้มันลง
อืม แล้วยิ่งไปกวนกับมันนะคนนะ ก็คือสมมุติเราไปคิดต่อนะ ใครมาฟ้องกูวะ ใครเข้า ใจมันยิ่งไปงอแงกับมันน่ะ
ครับ เหมือนเราเลี้ยงลูกอ่ะ ลูกมันร้องไห้งอแง งอแงวุ่นวายกับมันมากนะ เพราะมันร้องดังกว่าเดิมน่ะ ปล่อยๆสักพัก พอ มันนิ่ง สงบ สงบ สงบ มันคุยรู้เรื่องแล้วค่อยไปคุยกับมัน
ครับ อาจารย์อธิบายได้ไม่ค่อยชัดนะ แต่ว่ามันเป็นเทคนิคที่อาจารย์ใช้
ผมช่วยอาจารย์อธิบายครับ
เออ เอาหน่อย ขอบใจ
คือความโกรธอ่ะ มันเป็นอารมณ์
อ่า อารมณ์มี 3 อย่าง
อืม ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ พอเราเกิดอาการโกรธเราไม่ชอบมัน
อ้า ถ้าเป็นคนที่ยังมีกิเลสอยู่ก็จะ
เออ โป้งออกมาเลย
เออ มันโป้งเลย
โกรธแล้วก็โป้งเลย
เออ แต่ถ้าเป็นคนที่มีธรรมะแล้ว เวลาเขาโกรธ เขาจะรู้ว่าตัวเองโกรธแล้วความโกรธมันจะหายไป
ก็คือนิ่งๆก่อน แล้วก็เดี๋ไปอะไรนะ สติมา ปัญญาเกิดอ่ะ ก็คุยกันประมาณเนี้ย
ครับ เฮ้ย มันมีเรื่องในติ๊กต็อกอันนึงนะ น็อต น็อตไปพูดแบบว่า อะไรนะ ถ้าเจอปัญหาปั๊บเนี่ย ให้ถามเลยว่าเท่าไหร่เนี่ย เฮ้ย บางคนฟังแล้วมันของขึ้นน่ะ
แล้วๆ แล้วคลิปนั้นเนี่ย ผมพูดตอนเมาด้วย
เฮ้ย ตอนตอนปาร์ตี้บริษัท
นานแล้ว นานแล้ว โอ้โห ใช่ ตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว แล้วผมประกาศกับลูกน้องว่า จำไว้นะ ถ้าเจอทางตัน ถ้าเจอปัญหา อย่าถาม ทำยังไง ให้ถามไปเลยว่าเท่าไหร่ คนก็แชร์ไป
แล้วด้วยภาพที่มันเมาด้วย คำพูดนี้มัน excessive ด้วย
มันก็เลยดูไม่น่ารัก ซึ่งความหมายของผมที่สื่อสารกับลูกน้องจริงๆอ่ะคือ เมื่อไหร่ที่เจอปัญหาแล้วเจอทางตัน แปลว่ามันเหนือความสามารถของมึง เพราะฉะนั้นทางออกคือมึงจะต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่เก่งกว่ามาแก้ปัญหาให้
อ่า เท่าไหร่คือเมชอรก่อนวัดพลังก่อน
ใช่ ใช่ เสร็จแล้วการที่เราจะไปเอาคนที่เก่งกว่าเรามา หรืออุปกรณ์ที่ดีกว่า หรือ Solution ที่ดีกว่า แทนที่จะ Develop เอง แทนที่จะพัฒนาเอง ซึ่งมันเสียเวลา ก็จ่ายตังค์ซื้อ Solution นั้นมาเลย ปัญหามันจะได้จบ
อือๆ เพราะว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ สำหรับผมนะครับคือเวลา มีค่ามาก บริษัทผมมีค่าใช้จ่ายวันนึง 10 ล้าน อาจารย์คิดดู ถ้าผมดองปัญหาไว้สัก 2 วัน
โอ้โห 20 ล้านแล้วนะ เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่า ค่าใช้จ่ายบริษัทวันละ 10 ล้าน แล้วจ่าย 1 ล้านแล้วปัญหาจบ อาจารย์คิดว่าผมจ่ายมั้ย
ใช่ นั่นแหละครับ การมองปัญหาแล้วก็
ใช้เงินแก้ปัญหา
บางคนก็นึกว่าประชดไง นึกว่าจ่ายเบี้ยบ้ายลายทาง ญาติใต้โต๊ะ
ครับ ไม่ใช่ ไม่ใช่
ไม่ใช่ครับ ผมไม่เคยจ่ายสินบนครับ
อือๆ ผมเชื่อในความถูกต้อง
อาจารย์มองอีกแบบนึงนะ
ครับ ได้มั้ย ได้มั้ย
ได้ครับ ได้ครับ อาจารย์มองแบบเซ็นน่ะ คือคำพูดของน็อตเนี่ย มันสั้นๆก็จริงนะ แต่ถ้าใครเป็นอาจารย์ทางสายเซ็นมันจะฟอกว่า เท่าไหร่นี่มันไม่ธรรมดานะ แสดงว่าน็อตมาสู่ reality
ครับ มาสู่ความไอ้คำว่าเท่าไหร่มันคือไม่ ไม่ใช่ความเป็นจริงอ่ะเนาะ
ครับ ตอนเนี้ยใจมึงอ่ะ เท่าไหร่วะ ปัญหานี้มันประมาณเท่าไหร่ ฝีมือมึงก็เท่าไหร่ ปัญหาแกอ่ะ แกที่เกิดขึ้นมันเท่าไหร่มันกลับไปสู่โลกความเป็นจริงอ่ะ มันไม่ต้องไปเพ้อฝัน ไม่ต้องไปตีโพยตีพายว่าใครวะ อะไรวะ ซึ่งส่วนใหญ่ลูกน้องมันจะแบบโวยวายนะ โวยวายไปเรื่อยอ่ะ
ยกตัวอย่างเช่นกล้อง
เออ มีเลนส์ตัวเดียว ขยับอยู่นั่นแหละ ระยะมันไม่ได้ ขยับอยู่นั่นแหละ
เออ ก็ซื้อใหม่สิวะ
เท่าไหร่
ใช่ เท่าไหร่
แล้วปัญหามันก็จะจบไป
เออ ใช่ ประมาณนั้นเลยครับ
นี่ผมชอบ ผมชอบไปสอนลูกศิษย์หลายคนนะว่า วิธีคิดของคนที่เขา้าสำเร็จแล้วเค้ามีตังค์เนี่ย กับพวกคุณเนี่ยมันต่างกันเยอะเลยไง ไอ้พวกนี้มันไม่ยอมเปลี่ยนวิธีคิดอ่ะ
เออ มันเป็นอคติ
อ่า เป็นอคติ 4 เลยฮะ
เป็นคนที่ผมสังเกตนะ คนจนน่ะส่วนใหญ่จะไปเกลียดคนรวย พอคนรวยพูดอะไรนะ มันก็ไม่เอาเลยนะ อย่างที่น็อตบอกอ่ะ ไม่ไม่ยอมรับใช่ไหม
เห็นแก่ตัว
เออครับ แล้วพอหลับไปก็ไปเกลียด แล้วสุดท้ายมันก็มันก็ไม่ได้ตัวเองอัปเดตตัวเอง
ผมไม่อยากใช้คำว่าจนนะ เดี๋ยวจะดราม่าอีกหรือเปล่า
แต่เอาเป็นว่าไม่ได้ดูถูกใคร คนจนจะรังเกียจคนรวย แล้วก็จะไม่ทำตามอย่างคนรวย
เออ ไม่ทำ โดยมองข้ามความเป็นจริงที่ว่า เพราะเค้าทำแบบนั้นแหละถึงรวย
ใช่ ไม่เห็นความเป็นจริงใช่มั้ย อันนี้ธรรมะแล้วนะ
ครับ ต้องเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง เพราะ Minds แบบนี้ พฤติกรรมก็เลยเป็นแบบนี้ ถูกมั้ย
เพราะงั้นถ้าเขาจะแก้อยากจะเป็นใครเนี่ย ก็ต้องแก้ที่ mindset
สัมมาทิฏฐิเป็นแบบนี้
ถูก สัมมาวาจา สัมมา อ้า มันแสงเลย
ใช่มั้ย แต่ทีนี้พอปฏิเสธ
สติฏฐิ สัมมา mindset
ใช่ มันก็เลยพังหมดเลยครับ
ใช่ พระพุทธเจ้าถึงเริ่มต้นจากสัมมาทิฏฐิ เป็นตัวแรกของมรรคมีองค์ 8
ครับ
ซึ่งการดับทุกข์ก็คือมรรค
มรรคมีองค์ 8 แล้วเนาะ
ครับ เริ่มจาก mindset วิธีคิดก่อน เราไม่ได้มาสำรวจ mindset ตัวเองเนาะ
ครับ มันก็เลยต้องคุยกันนะ มีโค้ช มีการคุยกันเนาะ
ต้องเริ่มปล่อยวางก่อน
อืม ผมคุยกับคุณโอมฮาริน เค้าเป็นโค้ชสาย NLP เค้าก็บอกว่าส่วนใหญ่ที่เขาเจอเนี่ย
อือ คนบางคนเนี่ย แค่มีปมในใจลึกๆที่ไม่ยอมรับมัน สุดท้ายพอเค้าโค้ช เค้าขุดไปเรื่อยๆ พอ ยอมรับชีวิตก็กลับหลังมือเป็นหน้ามือ
อ่า ต้องยอมรับนะ บางทีเราก็โหยหาความรัก บางทีเราก็ไปโหยหาความหมายในชีวิตอะไรก็ไม่รู้
โหยหาความรักโดยลืมรักตัวเอง
จะไปหวังว่าคนอื่นจะรักเราแล้ว แต่เราไม่รักตัวเอง
ตอนนี้ถ้าสมมุติว่าผมมีผู้หญิงแล้วผู้หญิงผมทิ้งผมนะ
อือ เชิญผมบวชให้ด้วยพรรษานึง
บ่นไว้
บ่นไว้
เฮ้ย แต่รักตัวเองมันพูดง่าย แต่มันก็ต้องฝึกเหมือนกันนะ ก็ต้องยอมรับตัวเองคืออะไร
ซึ่งพอเรารักตัวเอง คนก็จะมองว่าเราเห็นแก่ตัว เราจะรู้สึกไม่ดีในจิตใจ
โอ้โห การก้าวข้ามตรงนี้แหละยากนะ
นิดเดียวเองนะ
ครับ พูดพูดถึงเรื่องคนรวยคนจน หรือคนสำเร็จไม่สำเร็จเนี่ยนะ หลายคนมองว่าเวลาเกิดปัญหาเนี่ย เค้ามองว่าเป็นโอกาส คำพูดนี้มันฟังดูง่ายนะแต่อยากฟังว่าอย่างน็อตอ่ะ น็อตตีความว่าไงเนี่ย
ทุกวิกฤต
เออ มีคนรวยขึ้นเสมอ
เออ แล้วส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เห็นโอกาส
เออ อย่างเงี้ย
ครับ ซึ่งเมื่อวาน
อือๆ เมื่อวานผมประกาศ Thailand Marketplace สัญชาติไทยเพื่อคนไทย ที่มาชนกับ Shopee Lazada พอผมประกาศปุ๊บ มีคนแชร์ไป วิเคราะห์เลยไม่รอดหรอก เจ๊งแน่นอนมึง
มาแล้ว ไอ้พวกเนี้ยมา ดู Shopee Lazada เค้าทุนตั้งเท่าไหร่ เค้ามีเงินเท่าไหร่ ทุนเค้าหนาเท่าไหร่ คุณมีเงินหรือน็อตยังไม่รอดเลย แล้วก็วิเคราะห์ปัญหาล้วนเลยครับ แล้วก็สรุปว่าไม่รอดหรอก
ดีไม่ด่าว่าฟอกเงินหรือเปล่าเนี่ย โดนอีกเหรอ มีครับ มีจนได้
ฟอกหรือเปล่า ผมก็เลยไปตอบว่า กูยังไม่ทันทำอะไรเลย กูแค่ประกาศเฉยๆ กูจะฟอกตรงไหนเนี่ย
นั่นแหละครับ
อ่า โอเค คือผมจะอธิบายว่า
เออ เค้ามองไม่เห็นโอกาส แต่สำหรับผมทำไมผมถึงทำ ทั้งที่ทุกคนบอกว่าวิกฤตแล้วเผาจริง แล้วลอตเตอรี่เกิดตอนโควิดนะครับ แล้วก็ตอนนี้คนบอกว่าวิกฤตแล้ว วิกฤตแล้ว น็อตปิดโอกาสอยู่ตรงไหนมั้อาจารย์
อื คนไทยจะตายแล้ว
อืออื โดน Shopee Lazada เก็บ 30%
อืม คนไทยอยากหาที่ที่ปลอดภัยที่ใหม่ที่เงินไม่ไหลออกนอกประเทศ ที่ไม่โอบอุ้มทุนจีน
อื ไอเดียสุดยอด นี่มันคือจังหวะและโอกาสที่ดีที่สุด ผมทำได้นานแล้ว ไทยผมทำมานานแล้ว แต่ผมไม่เปิดตัวมัน แต่ตอนเนี้ยจังหวะใช่แล้ว
พรรคการเมืองทุกพรรคพูดถึง
ทุกพรรคจะโอบอุ้ม E-commerce ประชาชนทุกคนอยากได้ E-commerce สัญชาติไทย
โหโห มันไม่ใช่วิกฤต อาจารย์ ยิ่งน็อตปิดทุกคนยิ่งโกรธแค้น
รอโอกาสแล้วค่อยปล่อยเนี่ย
ใช่ครับ โอ้โห สุด เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ใช่ปัญหา อันนี้คือโอกาส
โอกาสที่เราจะดูแลคนไทยที่เราจะทำความเข้าใจว่า เฮ้ย ต่างชาติมันนะ
อืม ดูตัวอย่างมีมาแล้ว
โอเค มาอยู่ด้วยกันมั้ย เราเข้าใจกัน
อ่า เงินที่ได้มาก็พัฒนาประเทศไม่ไหลออกไปข้างนอก
อืม มันมี E-commerce เข้ามาแล้ว ผมมองตรงนี้เป็นโอกาส อาจารย์โห คนที่ตรงตามทฤษฎีเลยนะเนี่ย
ครับ อาจารย์พูดทฤษฎีนะ
ครับ เอ่อ เวลามีวิกฤตเนี่ย คนที่เค้ามองเห็นโอกาสได้ เค้าจะมองเรื่องอะไรรู้มั้ย
ครับ เวลามีวิกฤตเข้ามาปั๊บ อารมณ์คนมันจะเปลี่ยน
ใช่ครับ ใช่ มัดจับอารมณ์คนได้
ใช่ครับ 2 คนก็จะพยายามจะเอาตัวรอดอ่ะ มันก็เริ่มหาอะไรที่มันเป็นแก่นแท้ แก่นแท้
ครับ อย่างคำพูดที่ว่า ไม่ว่าจะวิกฤตแค่ไหน เชื่อมั้ย ผู้หญิงก็ยังต้องแต่งหน้าสวยตลอดอ่ะ
อดข้าวได้แต่ไม่สวยไม่ได้
ไม่สวยไม่ได้เนี่ย อันเนี่ย เพราะนั้นในวิกฤตมันจะมีอย่างงี้เนาะ โอ้โห แล้วแล้วน็อตไปเรียนรู้เรื่องพวกนี้มันอย่างไหน น่าสนใจมากเลย
ก็อย่างที่ผมบอก ผมมองปัญหาจากความจริง
อ่า เริ่มจากมองปัญหาจากความจริงก่อน หยุดโวยวาย หยุดโพยพาย
ใช่ครับครับ แล้วก็ตั้งสติ เวลาผมเล่นโซเชียลมีเดีย ผมไม่ได้ติดนะฮะ คนเห็นผมติดโทรศัพท์ตลอดเวลา
เออๆๆ ผมมองหาโอกาสในนั้น โทรศัพท์ โซเชียลมีเดีย TikTok Facebook สำหรับผมคือช่องทางการตลาดคือ Market research
คำว่าโอกาสของน้องหมายความว่ายังไม่มีคนทำอันนี้หรือเปล่า หรือมันน่าจะทำอันนี้หรือเปล่า
มันมีคนทำมาแล้ว แล้วมันเจ๋ง เพราะว่ามันไม่ใช่ถูก มันไม่ถูกจังหวะและโอกาส ซึ่งตอนนี้ผมว่ามันเป็น
จังหวะและโอกาสแล้ว และเป้าหมายในชีวิตของผม และก็ในบริษัทของผม ตอนเนี้ยผมอยากทำสงครามกับต่างชาติให้ชนะ
อืม ผมรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้ว
อือฮึ ที่คนไทยจะลุกมาสู้ต่างชาติเหล่า นั้น
อืม เพราะว่าตอนนี้ต่างชาติเหล่านั้นสอนตลาดให้เราหมดแล้ว
อ้า คนไทยเริ่มรู้แล้วว่าต่างชาติไม่จริงใจกับเรา
ไม่มีใครจริงใจกับเราแน่นอน
ใช่ เพราะฉะนั้นจังหวะนี้เป็นจังหวะดีที่ผมจะก้าวเข้าไปเพื่อช่วยเหลือคนไทย
อือๆ แล้วก็ทำให้มิชชั่นของผมเป็นจริง ตอนนี้ผมจะมีโปรเจคที่จะช่วยที่เรียกว่าช่วยเหลือผู้ประกอบการเลยก็คือ Check-in หรือ Check-in book
อืม เป็นซอฟต์แวร์บริหารจัดการโรงแรม มันมีโรงแรมเล็กๆประมาณ 7-80,000 โรงแรมที่ไม่มีซอฟต์แวร์บริหาร ไม่มีเว็บไซต์ของตัวเอง
โอ้โห ผมจะเอาตัวนี้ไปให้เค้าใช้
ว้าว เห็นโอกาสประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวเนาะ เห็นตรงนี้
ใช่ครับ ทำไมเราต้องเอาเงินให้จีน สิงคโปร์ อเมริกัน
เท่าที่ฟังนะ มีทั้งเอ๊ะ มีทั้งทำไมใช่มั้ย
ทำไมไม่มีใครทำวะ
อ่า ทำไมต้องให้ต่างชาติเข้ามาวะครับ
เพราะฉะนั้นเราก็ต้องคิดตรงนี้มากขึ้น เวลาเราเจอวิกฤตต่างๆ
ครับ ถ้าเห็นโพสต์ Thailand Marketplace เมื่อวาน
อือฮึ ผมจะเริ่มขึ้นด้วย Why
แล้วก็ How
ทำไม
อืม ทำไมถึงอยากทำ
อือ How จะทำยังไง
แล้วตบด้วย What จะทำอะไร
อือ แต่คนส่วนใหญ่จะเริ่มจากอะไรก่อน พออะไรปุ๊บมันก็จะวัด มันจะ How ไม่ได้
อือๆ แถมจับผิดด้วย
ครับ ไอ้น็อตมันทำอะไรอีกแล้ววะ
ครับ นั่นคือวิธีการมองปัญหาสำหรับผม ปัญหาคือโอกาส เพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คนมีปัญหา แปลว่ามีเงินนะอาจารย์ ถ้าโลกนี้ไม่มีปัญหา เราจะไม่ได้ตังค์อาจารย์
ก็แฟร์ๆเหมือนกันนะ
ใช่ครับ เออ อย่างงี้ 2 คนเห็นตามช่องใช่มั้ย
ครับ คนนึงเห็นทอง อีกคนนึงเห็นโคนน่ะนะ มันไม่เหมือนกันเนาะ
ครับ เออ ทุกอาชีพครับ ทุกอาชีพ ลูกน้องผมที่เป็นตากล้อง
อืม ผมมีปัญหาผมถ่ายภาพไม่ได้ ผมก็เลยจ้างมันมาแก้ปัญหา
ก็เก่งกว่าเราก็จ้างเค้ามา
ปัญหาก็คือโอกาสสำหรับเขาถูกมั้ย
อ่า ปัญหาของน็อต
ใช่ ปัญหาของเศรษฐี ปัญหาของคนจน อะไรมันเยอะแยะหมดเลยเนาะ
ครับ มันก็คือโอกาสสำหรับเขา เพราะฉะนั้นปัญหาจะเป็นวิกฤตหรือโอกาสอยู่ที่คนจะเห็นมันหรือเปล่า
อื คิดเองรึเปล่า หรือว่าต้องมีเพื่อน หรือว่าอ่านหนังสือเยอะ หรืออะไรมันทำให้มันเป็นแบบเนี้ย
อดีตทำให้ผมเป็นแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเติบโตแล้วก็เรียนรู้มา
อื แล้วก็คนที่อยู่รอบข้าง
อื ผมเลือกนะครับ ผมผมไม่มีเพื่อนเมื่อถึงจุดๆนึงอ่ะ
อื เพื่อนจะตามเราไม่ทัน
ไม่ค่อยทันไวมาก แล้วเราก็จะต้องทิ้งไว้แล้วก็ขยับตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ
แต่ก็รักตัวเองก็มีความสุขในตัวเองได้ครับ
แล้วมุมมองอาจารย์ล่ะครับปัญหา
ครับผม ผมวางหลายแบบนะ มันสนุกดีอ่ะ ปัญหา น่ะ แต่ผมมองว่าทุกอย่างในปัญหาเนี่ย เค้าพยายามจะสอนเราให้ออกจากวัฏสงสารนี้ทั้งนั้นแหละ
อืม วันเนี้ย คุณเจอปัญหาเรื่องเนี้ย แล้วคุณแก้มันไม่ผ่านใช่มั้ย
ครับ แล้วคุณไม่พยายามคิดอย่างน้อยอ่ะ ไม่พยายามอยู่กับมัน อะไรกับมันเนี่ย เดี๋ยวตายไปชาติต่อไปเจออีก
ครับ เจอหนักกว่าเก่าอีก
อื เพราะฉะนั้นเวลาเจอปัญหาหรืออะไรเนี่ย อย่าไปตีโพยตีพาย ผมว่าปัญหามันมีไว้ให้เห็นน่ะ
ครับ ทุกปัญหามันกำลังฟ้องอ่ะ
ฟ้องว่าเราอ่ะเป็นยังไง
ครับ มันฟ้องว่าเราไม่เข้าใจอะไร
อืม แล้วก็พยายามเดินปัญญาเข้าไป
ครับ ส่วนใหญ่ก็หนี หนีไปพ้นเรื่องทาน ศีล ภาวนา เนี่ยก็ผ่านไปได้
ครับ ใช่มั้ย อย่างของคุณน็อตเนี่ย ผมมองว่าน็อตมองอะไรที่ใหญ่กว่าตัวน็อตเองเสมอเลย
ครับ น็อตกลับไปมองว่า เฮ้ย ไอ้ไอ้ Thailand Marketplace เนี่ย มันไม่ได้ทำเพื่อน็อตนะ
ผมว่าน็อตกำลังจะทำอะไรเพื่อแผ่นดินโลกใบเนี้ย
ครับ น็อตกำลังจะตอบแทนประเทศไทยอ่ะ
ครับ เนี่ย มันเป็นอะไรที่ลึกๆ อันนี้เป็นจุดจุดนึงที่ผมมองว่าน็อตกำลังสร้างบารมีอยู่ ซึ่งมันก็แน่นอนอยู่แล้ว การสร้างบารมีก็คือให้น็อตหลุดออกไปจากวัฏสงสารนี้ คิดงี้เปล่านะ แต่ใจผมอยากให้พวกเราทุกคนน่ะ ออกไปจากไอ้วัฏสงสารตรงเนี้ย โลกใบนี้มันเป็นคล้ายๆกับสถานที่ทดสอบเราอ่ะ
ครับ ปัญหามันคือทดสอบว่าเฮ้ย เจอเรื่องเนี้ย โง่หรือเปล่า
โง่ก็จะโวยวาย ด่าคนนู้น ด่าคนนี้ นะ พอเห็นใครทำอะไร อย่าว่าไดน็อตเลย คนอื่นทำ หรือแม้แต่ CP ทำอะไรทำโดนด่าตลอด
ครับ ใช่มั้ย จนกว่าไอ้คนที่ด่าๆคนอื่นพวกเนี้ย จะหันมามองตัวเองว่า ตั้งแต่กูนั่งด่าน็อต ด่า CP ด่าอะไรก็แล้วแต่ กูพัฒนาหรือเปล่า วะ
ครับ แล้วกูอ่ะ ช่วยแผ่นดิน ช่วยมนุษยชาติแค่ไหน วะ มึงหยุดด่าชาวบ้านเค้าได้มั้ย กลับมาดูตัวมึงเองเนี่ย ถ้าไม่ออกมาจากตรงนี้นะ มันก็จะติดอยู่ในวัฏสงสารน่ะ
ครับ สาก็เลยขอบคุณทุกปัญหา ขอบคุณทุกเรื่องราว มันเข้ามาสอนให้เรามันวางได้มากขึ้น
เข้าใจสัจธรรมมากขึ้นน่ะ เห็นการเกิดดับมากขึ้น แล้วพอมันหลุดพ้นแล้วมันแฮปปี้้นะ เค้าไม่มองว่าถ้าไม่มี CP
เออ เราจะไม่มีไข่ไก่ราคาถูก
ไม่มอง
เราจะไม่มีไก่ราคาถูก
ใช่ และเราจะไม่มีกุ้งราคาถูก
ใช่ และเราจะไม่มีกุ้งราคาถูก
ใช่ เค้าไม่รู้ว่า CP ช่วยให้คนครึ่งประเทศรอดตาย
ก็ไม่มอง
ไม่มองแต่ว่ามาเอาเปรียบกู คือถ้าถ้า CP ไม่มา ผมว่าบริษัทอื่นมันก็มาอยู่ดี มันก็มาเนี่ย แล้วเชื่อมั้ย เศรษฐีเมืองไทยเนี่ย ผมรู้จักเยอะมากเลยนะ
ครับ เค้าปิดทองหลังพระ
ครับ เค้าทำบุญเค้าไม่พูดสักคำเลยนะ
หลายคนเนี่ย เสียสละให้กับประเทศไทยเยอะแยะ อย่างตอนน้ำท่วมเนี่ย
ช่วยกันเต้ไป
ประเทศเราอ่ะครับ อยู่ได้
อือๆ เพราะภาคเอกชนแข็งแกร่ง
ถูกต้อง ที่อยู่กันรอดมาสบายใจแบบอย่าทุกวันเนี้ย
ประชาชนก็เลยมีเงินเดือนมีกินมีใช้
ตอบคำถามอาจารย์ครับ อาจารย์ถามว่าไม่รู้ น็อตคิดยังไงเรื่องวัฏสงสาร
เออ ใช่อยากฟัง
ผมอยากจะตายอย่างสงบ ไม่คิดอะไรแล้วไม่เกิดอีกแล้ว
อื ครับ มันไม่มีอะไรใช่มั้ย
อยากนิพพานแค่นั้นแล้ว
มันนอพูดว่ามันไม่มีใช่มั้ย
มันไม่มีครับ
มันก็ไม่มี
ก็อยากจะลมหายใจสุดท้ายของชีวิตแล้วก็ อยากจะรู้ว่าโอเค ถึงเวลาที่กูต้องตาย กูก็ตาย
โอเคครับ แต่ตอนนี้มันยังไม่ตาย
ตอนนี้ยังไม่ตาย
น็อตก็เลยทำเพื่อคนอื่นเยอะแยะหมดเลย
ครับ ก็ทำชีวิตให้ไม่มีทุกข์
บางคนเนี่ย เค้าได้ตังค์ขนาดนี้นะหยุดแล้ว
ครับ ก็ขอขอบคุณแทนลูกน้องทุกคน ขอขอบคุณแทนหลายๆคนนะ ผมก็ได้มาไม่ได้มาเชียร์อะไรเค้าหรอก อาจารย์ก็อยู่กับหลายๆบริษัทแหละ แต่อย่างที่บอกอ่ะ อย่าไปดูในสิ่งที่เค้ามีไง แต่จงไปดูใน mindset ของเค้า ดูการกระทำ คำพูดเค้า มักเป็นองค์ 8 สำคัญกว่า แล้วผมก็ใจผมนะ ผมว่าผมอยากให้จำนวนเศรษฐีแน่นอนอ่ะ เศรษฐีที่ดีๆมีคุณธรรมในประเทศนี้มากขึ้น ก็ตรงกับที่น็อตพูดแหละ บ้านเมืองมันอยู่ได้เพราะว่าเศรษฐกิจมัน
ภาคเอกชน
ภาคเอกชนมันแข็งแกร่ง ขอบคุณมากเลย
ขอบคุณมากครับอาจารย์
ขอบคุณมาก ได้ก็วันนี้ได้ความคิดดีๆเยอะ นี่ไม่ได้ไม่ได้คุยเรื่องทางเลยกับน็อตมาหลายเดือนนะครับ
รอเปลี่ยนไปเยอะ
ครับ ขอบคุณครับ
เข้าใจอะไรมากขึ้น
ไม่โค้ชเต้องภูมิใจใช่มั้ย
ครับ
ปัญหาทุกอย่างมันเกิดจากการกระทำเฮงซวยของเราเอง ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เคยเกิดจากคนอื่นไม่ว่าจะเล็กน้อย ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ การสร้างปัญหาเราสร้างจริง