📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

สรุปให้ง่าย ทำไมเราต้องแก้ #รัฐธรรมนูญ 60

NailName#15:49

Transcription

สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่รายการ แฮชแท็กค่ะ คลิปนี้เราจะมาสรุปเหตุผลว่าทำไมเราจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ 60 ทั้งฉบับ รัฐธรรมนูญ 60 มีข้อเสียอะไรบ้าง และทำไมมันถึงทำให้ประเทศเสียหายชนิดที่ว่าถ้าเราไม่แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประเทศก็คงไม่เดินหน้าไปไหน เพราะมันไม่ใช่แค่รัฐธรรมนูญที่ทำให้คนโกงสามารถโกงได้ง่ายขึ้น แต่มันคือรัฐธรรมนูญที่ทำให้เราเอาผิดกับคนโกงไม่ได้ ถ้าเราเอาผิดกับคนโกงไม่ได้แล้วประเทศจะอยู่ได้อย่างไร คลิปนี้เราจะทำให้ทุกอย่างง่ายค่ะ ไปฟังฟังกันในแฮชแท็ก รัฐธรรมนูญ 60 ค่ะ

ต้องเริ่มจากการเข้าใจก่อนว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ และเป็นแม่บทในการปกครอง แปลอีกอย่างก็คือกฎหมายใดก็ตามที่จะอยู่ในประเทศเนี้ย จะต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญค่ะ รูปแบบการปกครอง โครงสร้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และสิทธิเสรีภาพต่างๆ ของประชาชนจะอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนว่าฉันจะให้อำนาจองค์กรใดองค์กรหนึ่งเยอะเป็นพิเศษ องค์กรนั้นจะมีอำนาจเยอะเป็นพิเศษ โดยไม่ต้องมีเหตุผลค่ะ ถ้ารัฐธรรมนูญบอกว่าฉันจะไม่ให้ประชาชนมีอำนาจในเรื่องนี้ ต่อให้เรื่องนั้นมันเกี่ยวข้องกับชีวิต ความเป็นความตายของประชาชน ประชาชนก็จะไม่ มีอำนาจทางการเมืองในเรื่องนั้นค่ะ โดยไม่มีเหตุผลเช่นกัน

ฟังดูแล้วเลวร้ายมากเวอร์ แม่แต่จริงๆแล้วเนี่ย เราไม่สามารถเขียนรัฐธรรมนูญให้มันเลวร้ายได้ขนาดนั้นนะคะ เพราะว่าคนที่ร่างรัฐธรรมนูญคือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. แน่นอนว่าก่อนที่เขาจะมาเป็นคณะกรรมการน่ะ เขาจะต้องมีคุณสมบัติที่ดี มีความรู้ และผ่านการคัดเลือกในหลายๆ ด่านค่ะ ประเด็นคือ รัฐธรรมนูญปี 60 เนี่ย ไม่ได้ถูกร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการสรรหาแบบปกติ แต่เป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ คสช. เป็นคนเลือกเข้ามาค่ะ ชนชั้นใดตรากฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น ก็มันเขียนโดยคนของ คสช. อ่ะ มันก็ต้องมีไว้เพื่อรับใช้ คสช. ค่ะ นั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถึงได้บิดเบี้ยวได้ขนาดนี้นะ

แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันบิดเบี้ยวยังไง จริงๆ รัฐธรรมนูญปี 60 เนี่ย มันมีทั้งสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา และสิ่งที่หายไป เดี๋ยวเรามาดูกันว่าอะไรดีๆ ที่มันหายไป และอะไรเร็วๆ ที่มันเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ทีนี้มาเริ่มที่เรื่องเด็ดๆ 4 ประเด็นกันก่อน

อย่างที่ 1 ค่ะ รัฐธรรมนูญปี 60 ตัดสิทธิ์ในการยื่นเรื่องถอดถอนนักการเมือง และองค์กรอิสระออก หลายคนอาจจะรู้สึกว่า ตึก สตง. ถล่ม คนตายเยอะแยะขนาดนี้ ทำไมไม่เห็นมีคนของ สตง. ต้องรับผิดชอบเลยล่ะ อันนี้ยังไม่นับรวมเรื่องที่เขาซื้อพรหมราคาเป็นแสนกับฝักบัวราคาเป็นหมื่นนะ ทำไมเรารู้สึกว่า กกต. ซึ่งควรจะเป็นหน่วยงานที่ทำให้การเลือกตั้งมันง่าย ประชาชนเข้ามาใช้สิทธิ์เยอะๆ ถึงกลายเป็นหน่วยงานที่ทำให้การเลือกตั้งมันดูยุ่งยาก ความผิดพลาดเยอะแยะเต็มไปหมด ทำไมเราถึงได้แต่สงสัย แต่เราถอดถอนเขาไม่ได้ล่ะ นั่นเป็นเพราะว่า รัฐธรรมนูญปี 60 ยกเลิกสิทธิ์ในการถอดถอนนักการเมืองและองค์กรอิสระออกไปค่ะ ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญในปี 50 เนี่ย ประชาชนลงชื่อกัน 20,000 คน ก็สามารถยื่นเรื่องถอดถอนนักการเมืองหรือองค์กรอิสระได้แล้ว แต่ไม่ใช่ว่ายื่นไปแล้วเขาหลุดออกจากตำแหน่งเลยนะ พอยื่นไปก็คือจะมีการสอบสวน ซึ่งพอมีการสอบสวนเกิดขึ้นน่ะ เขาก็จะไม่สามารถทำอะไรช่วยๆ ได้อีกต่อไปค่ะ แต่ตอนเนี้ย ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 มันไม่มีอะไรที่ประชาชนสามารถทำอะไรพวกเขาได้เลย แล้วทำไมเขาต้องฟังเสียงของเราด้วยอ่ะ เไม่ ต้องเห็นหัวเราก็ได้ไง สำหรับเขามันก็แค่ตึกถล่มป่ะ

ประเด็นที่ 2 ค่ะ อ้าว ในเมื่อประชาชนทำอะไรองค์กรอิสระไม่ได้แล้ว ใครทำได้ล่ะ และนี่คือความบิดเบี้ยวอย่างที่ 2 ของรัฐธรรมนูญปี 60 อำนาจของ สว. ที่มากล้นเกินค่ะ รัฐธรรมนูญปี 60 เนี่ย เพิ่มอำนาจให้ สว. เยอะจัดๆ และที่สำคัญก็คือ สว. ที่มีอำนาจเยอะจัดๆ เนี่ย ไม่ได้มาจากเสียงของประชาชนด้วย

รัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดให้ สว. มีอำนาจสำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือแต่งตั้งองค์กรอิสระ อะไรบ้างที่เป็นองค์กรอิสระ หน่วยงานรัฐที่โดนด่าบ่อยๆ ค่ะ กกต. ปปช. สตง. ศาลรัฐธรรมนูญ อะไรประมาณนั้น โดยคณะกรรมการสรรหาเนี่ย จะเป็นคนสรรหาผู้สมัครส่งให้ สว. พิจารณา ซึ่งจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง อ้าว แต่แบบนี้ สว. ก็แค่ยกมือเห็นชอบป่ะ เค้าไม่ได้เป็นคนสรรหามาสักหน่อย อ้อ ขอโทษ ที่เราลืมบอกว่า คณะกรรมการสรรหา 5 จาก 9 คนเนี่ย มาจากองค์กรอิสระที่แต่งตั้งโดย สว. นอกจากนี้ ตุลาการศาลปกครองสูงสุดซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาก็มาจากความเห็นชอบของ สว. ค่ะ มีแค่ 2 คนเท่านั้นที่มาจากประชาชน สรุปก็คือ 6 ใน 10 ของคณะกรรมการสรรหาก็มาจาก สว. แล้วอ่ะ แล้วใครคือคนที่มีอำนาจที่สุดในสมการนี้ ก็ สว. ไง สว. เป็นคนแต่งตั้งองค์กรอิสระขึ้นมา เพราะงั้นองค์กรอิสระจะทำงานรับใช้ใครคะ ประชาชนไง

ทีนี้เรื่องมันจะไม่ได้ดูแย่ขนาดนั้นค่ะ ถ้า สว. ที่ได้มาเนี่ย ได้มาจากเสียงของประชาชน เราคิดว่าจุดนี้หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่า องค์กรอิสระแย่เหลือเกิน จะมีไว้ทำไม ไม่เห็นประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรเลย ต้องเล่าให้ฟังก่อนค่ะว่าจุดประสงค์จริงๆ ขององค์กรอิสระเนี่ย คือเป็นองค์กรที่ไม่ขึ้นตรงกับหน่วยงานรัฐ ทำให้สามารถตรวจสอบหน่วยงานต่างๆ ได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวอำนาจรัฐ ซึ่งมันเป็นคอนเซปต์ที่ดีนะ ถ้าองค์กรอิสระที่ว่ายึดโยงกับประชาชนน่ะ

ประเด็นอยู่ที่ สว. ที่เป็นคนเลือกองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปี 60 เนี่ย มันไม่ได้มาจากเสียงของประชาชนค่ะ รัฐธรรมนูญปี 40 กำหนดไว้ว่า สว. จะต้องมาจากเสียงของประชาชน มาจากการเลือกตั้ง 100% ปี 50 ลดเหลือ มาจากการเลือกตั้งครึ่งนึง 50% และปี 60 กำหนดว่า สว. มาจากการเลือกของ คสช. 100% ค่ะ คสช. เป็นคนคัดเลือกคนที่จะเข้ามาทำงานตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล คสช. เจ๋งป่ะล่ะ

นอกจากนั้นเนี่ย สว. ที่ คสช. เลือกเข้ามาเนี่ย ยังมีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยนะ นั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไมพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งแล้วไปรวมกับ สส. พรรคเพื่อไทยถึงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะว่า สว. ที่ คสช. เป็นคนแต่งตั้งขึ้นมา เขาไม่ยกมือรับรองให้ค่ะ สุดท้ายเราก็เลยได้รัฐบาลช็อกมิ้นมานะ อ่ะ แต่ช่างมัน เพราะ สว. ชุดนั้นหมดวาระไปแล้ว สิ่งที่เราควรจะโฟกัสตอนนี้คือ แล้ว สว. ชุดใหม่มาจากไหน ทำงานรับใช้ใคร

รัฐธรรมนูญปี 60 เนี่ย เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางประวัติศาสตร์อย่างนึงก็คือ เค้าอ่ะคิดค้นวิธีการเลือกตั้ง สว. แบบใหม่ของโลกที่มันซับซ้อนมากจนไม่มีใครในโลกคิดจะใช้มันค่ะ นั่นก็คือการแบ่งกลุ่มเลือกกันเอง เป็นระบบที่ฟากอับมาก ถ้าคนไหนที่ไม่ดัง คนไหนที่ไม่เตรียมกันแทบจะไม่สามารถเข้าไปเป็น สว. ได้เลย อย่างแรกคือเขาคิดค่าสมัคร สว. 2,500 บาทนะคะ ใครไม่มีตังค์ไม่ต้องมาสมัคร ไม่ต้องมาเป็น สว. อย่างที่ 2 คือเขาจะให้เราเลือกกันเองในกลุ่มค่ะ เลือกกันเองในกลุ่มเสร็จไม่พอ เขาจะให้คุณไปเลือกกันข้ามกลุ่มคุณครับ ถ้าผมเป็นชาวนา ผมจะไปมีคเneกชรู้จักคนที่เป็น SM คนที่เป็นนักบริหาร คนที่ไปอยู่ในกลุ่มตุลาการได้อย่างไรรู้จักคนข้ามกลุ่มไม่พอค่ะ คุณต้องรู้จักคนข้ามอำเภอ ข้ามอำเภอไม่พอ ต้องรู้จักข้ามจังหวัดด้วย คุณถึงจะได้รับเลือก และจากเอกสารแนะนำตัว 2 แผ่นกระดาษ A4 เนี่ย มันไม่ได้บอกอะไรเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากเป็น สว. วิธีที่ดีที่สุดคือเตรี้ยมกันค่ะ เราก็สร้างเครือข่ายของคนที่จะมาสมัคร สว. ขึ้นมา แล้วเราก็เตรียมนกันว่ารอบนี้เราจะโหวตให้ใครได้ไปต่อในรอบถัดๆ ไปนะ แต่ว่า สว. เนี่ย เขาเลือกกันถึงระดับประเทศ ถ้าคุณจะเตรียมนกันน่ะ คุณต้องมีเครือข่ายที่มันใหญ่มากๆ ระดับประเทศเลย เป็นคนธรรมดาทำไม่ได้หรอก ถ้าคนธรรมดาทำไม่ได้แล้วใครทำได้ กลุ่มการเมืองทำได้ค่ะ

ผลของการออกแบบวิธีเลือกตั้งที่บังคับให้คนอยากเป็น สว. ต้องเตรียมกัน มันทำให้เราได้สิ่งที่เรียกว่า สว. สีน้ำเงิน มามี สว. 136 คนถูกฟ้องว่ากระทำความผิดในฐานโกงการเลือกตั้ง สว. พร้อมด้วยเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทยอีก 91 คน และปัจจุบัน สว. ทุกคนยังคงทำงานได้เงินเดือนปกตินะคะ ที่สนุกที่สุดของเรื่องนี้คืออะไรรู้ป่ะ คนที่ดูแลคดีโกงการเลือกตั้งคือกกต. แล้วใครเป็นคนแต่งตั้ง กกต. เข้ามาก สว. ไง ก็คือ สว. เป็นคนแต่งตั้งคนที่จะมาตรวจสอบการทำงานของตัวเองอ่ะ งูกินหางไปเลยจ้า คุ้นๆ เหมือนยุคลุงตู่มั้ย ง่ายๆ ก็คือ สว. เป็นคนที่มีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระที่ทำงานเพื่อประชาชน แต่ตอนเนี้ย สมมาจากฝ่ายการเมืองก็เลยไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชน เค้าทำงานรับใช้ฝ่ายการเมืองค่ะ การทำงานขององค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งโดย สว. มันก็เลยไม่จำเป็นต้องทำเพื่อประชาชน เพราะประชาชนไม่ได้ให้อะไรเขา และนี่คือเหตุผลที่เราต้องแก้รัฐธรรมนูญปี 60 ค่ะ

แต่ช้าก่อน เพราะนี่คืออำนาจอย่างที่ 2 ของ สว. รัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดว่า ถ้าเราต้องการจะแก้รัฐธรรมนูญเนี่ย เราจะต้องได้เสียงจาก สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 พูดง่ายๆ ว่า ต่อให้ สส. ที่มาจากเสียงของประชาชนทั้ง 500 คนน่ะ เห็นด้วยว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญ แต่ว่าถ้า สว. ไม่เห็นด้วยอ่ะ ก็ไม่สามารถแก้ได้นะคะ ต่อให้นั่นจะเป็นเสียงของประชาชน กับเสียงของใครไม่รู้ก็ตาม เพราะรัฐธรรมนูญ 60 ให้อำนาจ สว. ไว้แบบนั้นค่ะ ที่ผ่านมามีความพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญแล้ว 26 ครั้ง สว. ปัดตกรวด 25 ครั้ง มีแค่เรื่องเดียวที่ผ่านก็คือการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเราถึงต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับนะ

จุดพีคของรัฐธรรมนูญปี 60 อีกเรื่องก็คือ เขาระบุว่าหากมีปัญหาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญก็มาจาก สว. แล้วนั่นแหละ และถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าแก้ไม่ได้ ทุกอย่างจบ ปัดตกทันที และนี่คือเรื่องที่ 3 ของวันนี้ค่ะ ศาลรัฐธรรมนูญและอำนาจที่มากล้นของเขา ชนิดที่ว่าเกิดใหม่กี่รอบก็มีอำนาจสู้ท่านไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่ถูกแต่งตั้งโดย สว. ค่ะ และรัฐธรรมนูญปี 60 ได้ติดอาวุธทางการเมืองให้กับศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มด้วย นั่นก็คือ มาตรา 219 มาตรฐานจริยธรรม มาตรฐานจริยธรรมเนี่ย เป็นข้อหาที่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้ตัดสิทธิ์นักการเมืองตลอดชีวิตได้ค่ะ นับตั้งแต่มีศาลรัฐธรรมนูญมา ศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งไปแล้ว 4 คน มีคำสั่งให้การเลือกตั้งทั่วไปเป็นโมฆะ 2 ครั้ง มีคำสั่งยุบพรรคการเมือง 107 พรรค และมีอำนาจในการสั่งให้นักการเมืองหยุดปฏิบัติหน้าที่ สั่งแบนทางการเมืองอยู่ตลอดชีวิตกับ สส. และนายกไปแล้วร่วม 8 คน เป็นอำนาจที่รุนแรงและไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อนในระบบศาลรัฐธรรมนูญของประเทศอื่น ซึ่งใดๆ ที่กล่าวมามันทำให้เกมการเมืองของประเทศไทยอ่ะพลิกผันหลายครั้งนะคะ หลักๆ ครั้งใหญ่ๆ ก็คือการยุบพวกพรรคส้ม พรรคแดง การปลดนายกรัฐมนตรีจากพรรคแดงอะไรแบบเนี้ย

แต่สิ่งที่เขาบอกว่ามันเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมที่มันดูยิ่งใหญ่เหลือเกินน่ะ มันกลับเป็นคำกล่าวว้างๆ ที่ไม่ได้มีความชัดเจนค่ะ แบบว่า ถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือผลประโยชน์ส่วนตน ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ หรือยินยอมรู้เห็นให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ แล้วอะไรคือนิยามของผลประโยชน์ประเทศชาติ อะไรคือนิยามของผลประโยชน์ส่วนตน อะไรคือคำว่ารู้เห็น เขาไม่ได้กำหนดถ้อยคำอะไรเหล่านี้ไว้เลยค่ะ ทุกอย่างเนี่ย ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ ปปช. และศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นนะ ที่สำคัญคือเป็นกฎหมายที่ใช้ย้อนหลังได้ด้วย ปกติเนี่ย เราจะไม่มีการใช้กฎหมายย้อนหลังนะคะ แต่ว่ากับ 219 อ่ะ สามารถใช้ได้กับคุณช่อ พรณิกา สุดท้ายคือมาตรฐานจริยธรรมไม่ได้มีสถานะเป็นกฎหมาย เป็นเพียงเอกสารความยาว 5 หน้า 28 ข้อ ไม่บอกวิธีแก้ไขหรือยกเลิก พูดง่ายๆ คือสถานะมันดูงงๆ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรสักอย่าง เราก็เลยทำอะไรกับมันไม่ได้นอกจากปล่อยมันไว้แบบนั้นค่ะ งงป่ะ

สรุปก็คือ รัฐธรรมนูญปี 60 ให้ดุลพินิจองค์กรอิสระในการตัดสินนักการเมือง ยุบพรรค ซึ่งเปลี่ยนแปลงเกมการเมืองได้ ปล่อยให้เสียงของคน 9 คนชนะเสียงของประชาชนทั้งประเทศ มันไม่ควรเนาะ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ 60 ก็อำนาจเยอะนะคะ เขาสามารถเปลี่ยนแปลงสูตรคำนวณ สส. แบบปาร์ตี้ลิสต์ได้ ทำให้พรรคอนาคตใหม่ที่จะได้ สส. 88 คนเหลือได้แค่เพียง 80 คนเท่านั้น แล้วก็เป็นคนกำหนดด้วยว่าไม่ให้มีการลงประชามติล่วงหน้าค่ะ มันคือสาเหตุที่ทำให้ทุกวันเนี้ย ใครที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าก็ยังต้องไปลงประชามติในวันที่ 8 อยู่ดี เป็น กกต. ที่ไม่ทำให้การเลือกตั้งมันง่ายอ่ะค่ะ

เรื่องสุดท้าย อันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่น แต่เรารู้สึกว่ามันดักดาแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เรื่องก็คือรัฐธรรมนูญ 60 กำหนดไว้ว่า ทุกหน่วยงาน ทุกคนที่เป็นข้าราชการต้องปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใครไม่ทำตามจะโดนฟ้อง โดนพักงาน โดนไล่ออก ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเนี่ย เป็นนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำงบประมาณ รายรับรายจ่ายที่เขียนขึ้นมาโดย คสช. aka ทหาร เท่าอายุ 60-70 อ่ะค่ะ แล้วทำไมรัฐบาลของเราจะต้องดำเนินตามนโยบายที่ทหารอายุ 60-70 เป็นคนเขียนด้วย เขาเป็นทหาร เขาเข้าใจวิธีการบริหารประเทศแค่ไหน เคยอ่านกฎหมายปกครองหรือเปล่า เข้าใจเศรษฐกิจยุคใหม่ไหมว่ามันเป็นยังไง รู้จัก big data หรือเปล่า เอาง่ายๆ เสียภาษีเองก่อนหรือเปล่า แล้วทำไมเราต้องยอมให้คนเหล่านี้มากำหนดอนาคตของประเทศด้วยนะ

4 อย่างที่ว่าไปเป็นเรื่องเด็ดๆ เนาะ ทีนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่ไม่ดัง แต่กระทบต่อประชาชนกันบ้างดีกว่าว่ารัฐธรรมนูญ 60 ตัดอะไรออกจากรัฐธรรมนูญฉบับเก่าๆ บ้าง

อย่างแรกค่ะ สวัสดิการการรักษาพยาบาล แต่เดิมเนี่ย เขากำหนดว่าบุคคลมีสิทธิ์ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเท่ากัน แต่รัฐธรรมนูญ 60 ตัดคำว่าเสมอภาคและเท่าเทียมออก เปลี่ยนเป็นคำว่าผู้ยากไร้แทน แปลว่าถ้าเราไม่ยากไร้ เราจะไม่ได้รับสิทธิ์นี้ค่ะ สวัสดิการผู้สูงอายุก็เหมือนกัน ตัดคำว่าเสมอภาคออก เปลี่ยนให้เป็นเฉพาะคนยากไร้ ผู้พิการ จากเดิมเป็นสวัสดิการ แต่รัฐธรรมนูญ 60 บอกว่ารัฐจะให้ความช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่สิทธิ์ที่ผู้พิการจะเรียกร้องได้ และตัดสิทธิ์ในเรื่องการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะของคนพิการออก พวกลิฟต์ตาม BTS MRT อะไรแบบเนี้ย เรียนฟรี 12 ปี รัฐธรรมนูญปี 40 กับ 50 เนี่ย ให้สิทธิ์เด็กทุกคนเรียนฟรีตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 หากรัฐบาลจะจัดหาการศึกษาให้มากกว่านั้นก็ทำได้ แต่ของ 60 เนี่ย กำหนดให้เรียนฟรีตั้งแต่อ.1 ถึง ม.3 เท่านั้นนะคะ

มาตรา 46 ค่ะ เรื่องสิทธิผู้บริโภค ตัดสิทธิ์ในการเรียกร้องเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาจากความเสียหายออกไป รัฐธรรมนูญปี 60 ตัดองค์กรเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคออกจาก เดิมกำหนดว่าต้องมี แต่รัฐธรรมนูญ 60 บอกว่าจะมีก็ได้ไม่มีก็ไดั ตัดสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลต่อการดำเนินงานของโครงการต่างๆ ของรัฐออก ตัดข้อห้ามในการดำเนินโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมออก เปลี่ยนเป็นว่าถ้าเจ้าหน้าที่รัฐอนุญาตก็คือดำเนินการได้ ก็คือรัฐธรรมนูญยุคเก่าๆ เนี่ย เขาจะห้ามดำเนินโครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนหรือสิ่งแวดล้อม แต่รัฐธรรมนูญ 60 บอกว่าถ้าคนของรัฐบาลอนุญาตอ่ะ ไม่ว่ามันจะกระทบแรงแค่ไหนต่อสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนน่ะ ก็ทำได้ ตัดการให้ความเห็นขององค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเมื่อรัฐจะดำเนินการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมออก

ค่าแรงเพดานคุ้มครองเฉลี่ยค่าแรงที่เคยเป็นคำว่าเป็นธรรม เหลือแค่คำว่าเหมาะสมแก่การดำรงชีพ เสี่ยงต่อการตีความอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงานแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน สิทธิ์ของผู้ต้องหาจำเลย จากเดิมมีสิทธิ์ได้รับการสอบสวนหรือพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็วต่อเนื่องและเป็นธรรม รัฐธรรมนูญ 60 ตัดคำว่ารวดเร็วต่อเนื่องออกค่ะ สิทธิ์ในการมีทนายความที่จัดหาโดยรัฐ สิทธิ์คำขอประกันตัวต้องได้รับพิจารณาอย่างรวดเร็ว เรื่องพวกนี้ถูกตัดออกค่ะ สิทธิ์ในการต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งกระทำการใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองของประเทศถูกตัดออก เสรีภาพทางวิชาการไม่ได้ รับการคุ้มครองอีกต่อไป การออกกฎหมายที่มีผลต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพทำได้ แต่ต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ มีการตัดคำว่าต้องไม่กระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพออกไป

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในรัฐธรรมนูญปี 60 คือ เมื่อก่อนรัฐธรรมนูญปี 40 50 เนี่ย จะบอกว่าห้ามใช้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลกระทบกับคนอื่น ห้ามใช้สิทธิเสรีภาพเป็นปรปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ แต่ 60 ค่ะ เพิ่มว่าห้ามใช้สิทธิเสรีภาพที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ ตัดคำว่าไม่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญออก และเพิ่มคำว่าความมั่นคงของรัฐเข้ามา ซึ่งทุกคนรู้ค่ะว่าประเทศนี้ทุกอย่างสามารถตีความเป็นภัยความมั่นคงได้หมดนะ และนี่คือตัวอย่างว่าทำไมเราต้องแก้รัฐธรรมนูญปี 60 ค่ะ

รัฐธรรมนูญปี 60 เนี่ย ไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่มันคือเรื่องของปากท้อง เราจะอยู่ดีกินดีได้ยังไง ถ้าประเทศนี้จะต้องดำเนินนโยบายตามที่ทหารอายุ 60-70 เป็นคนเขียน เราจะได้คนเก่งๆ เข้ามาพัฒนาประเทศได้ยังไง ในเมื่อพอเอาเข้ามาองค์กรอิสระก็ทุบหมด จริงๆ มันเป็นคำถามที่ง่ายมากเวลาคนถามว่าทำไมเราต้องแก้ แก้รัฐธรรมนูญด้วย ทำไมไม่แก้ปัญหาปากท้องก่อน เพราะจริงๆ รัฐธรรมนูญคือสิ่งที่กำหนดปากท้องของประชาชนค่ะ พวกเราเสียสิทธิ์เสียเวลากันไปมากแล้วกับรัฐธรรมนูญที่สร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้คนบางกลุ่ม 8 กุมภาพันธ์ ไปรวมพลังเปลี่ยนประเทศนี้กันค่ะ 8 กุมภาพันธ์กาเห็นชอบ บัตรสีเหลืองพร้อมกันทั้งประเทศ Ah.