📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เลือกตั้งครั้งนี้ต้องมีคนรับผิด

พรรคประชาชน - People's Party16:01

Transcription

สวัสดีครับ สวัสดีพี่น้องประชาชนคนไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทุกท่านนะครับ ผมวาโย อัรุงเรือง ผู้แทนราษฎรของท่าน รองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายกฎหมาย วันนี้จะมาเล่าถึงความคืบหน้านะครับในคดีที่เราฟ้องข้อหากกต.และคณะนะครับ รวมเป็นจำเลยทั้ง 9 คนต่อศาลอาญาคดีทุจริตในวันนี้นะครับ โดยที่จะขออนุญาตมาสรุปความให้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น หรือให้เข้าใจกันได้มากขึ้นนะครับ ก็จะสรุปว่าในคดีนี้นะครับ คู่ความมี 2 ฝ่าย ฝ่ายโจทย์ก็คือทางพวกผมนะครับ โจทย์ที่ 1 คือพรรคประชาชน โดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธนะครับ ในฐานะหัวหน้าพรรค โจทก์ที่ 2 ก็คือณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธนะครับ หัวหน้าพรรคการเมือง และในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โจทก์ที่ 3 ก็คือผมนะครับ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค และในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และสุดท้ายครับ โจทก์ที่ 4 คือคุณพฤตวัชรศิลป์นะครับ ในฐานะโฆษก และในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนะครับ ทำไมถึงต้องเน้นย้ำคำว่าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครับ ก็เพราะว่าการที่จะเป็นผู้ฟ้องคดีใดๆ สู่ศาล โดยเฉพาะในคดีอาญานะครับ สิ่งที่สำคัญเลยนะครับ ในฐานะที่เป็นราษฎรฟ้องคดีอาญาเอง ก็คือความเป็นผู้เสียหายตามนิตินัยนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้ว่าเราเนี่ยคือผู้มีอำนาจฟ้อง ผู้มีอำนาจฟ้องก็คือผู้เสียหายตามนิตินัย ในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งมีคำพิพากษาหลายคดีครับ ทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15232/2558 ในคดีระหว่างคุณสุเทพและคุณวาสนา กกต. ณ ขณะนั้นนะครับ ซึ่งได้วางหลักในคดีการเลือกตั้ง ในฐานะของประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ในการที่จะเป็นผู้เสียหายจากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม เอาไว้อยู่พอสมควร นอกจากนี้ยังมีหลักกฎหมายอื่นๆ อีกมากมายนะครับ ที่ทางพรรคประชาชน โดยทีมงานของผมนะครับ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมายเนี่ย ได้พยายามอุดช่องโหว่ต่างๆ ลงไปในความเป็นผู้เสียหายแล้ว แต่ก็เชื่อว่าทาง กกต.นะครับ ซึ่งถ้าได้อัยการมาต่อสู้เนี่ย ก็คงจะสู้ไม่แตกต่างไปจากนี้่นะครับ ก็ไปตีความกันนะครับ แต่ผมเชื่อว่าการสำแดงว่าพวกเราเป็นผู้มีอำนาจฟ้อง เป็นประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และเป็นผู้เสียหายในการกระทำของจำเลยทั้ง 9 นะครับ น่าจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีในประเด็นนี้นะครับ

ส่วนจำเลยทั้ง 9 นะครับ ก็คือแยกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือ 7 เสือกกต.นะครับ ตั้งแต่ประธาน ไล่มานะครับ ทั้ง 7 คน กลุ่มที่ 2 นะครับ ก็คือตัวเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งนะครับ กลุ่มสุดท้ายก็คือเจ้าหน้าที่นะครับ ก็คือผู้อำนวยการสนับสนุนการเลือกตั้งนะครับ พฤติการณ์ข้อเท็จจริงนะครับ เมื่อกี้ใครนะครับ ก็จะต้องมาดูว่าทำอะไร และท้ายที่สุด ก็จะปรับกับบทกฎหมายอย่างไรนะครับ พี่น้องประชาชนน่าจะพอทราบข้อเท็จจริงกันเบื้องต้นแล้วนะครับ แต่ผมขออนุญาตสรุปข้อเท็จจริงอีกครั้งนึงนะครับว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น มีปัญหาในเรื่องของบัตรสีเขียวแล้วก็บัตรสีชมพู โดยบัตรสีเขียวนั้นปรากฏเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่เรียกว่า QR Code ส่วนบัตรสีชมพูนั้นปรากฏเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่เรียกว่า Barcode หรือรหัสแท่งนะครับ โดยประเด็นที่สำคัญกว่านะครับ อยู่ที่บัตรสีชมพูนะครับ บัตรสีชมพู เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เมื่อสแกนด้วยโทรศัพท์มือถือ ซึ่งโหลดแอปพลิเคชันสำหรับสแกน Barcode ซึ่งดาวน์โหลดได้ทั่วไปนะครับ ทั้ง App Store, Google Store, Play Store มีหมดนะครับ ก็ดาวน์โหลดไปสแกนออกมาจะได้ตัวอักษรทั้งหมด 9 ตัว เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรก 1 ตัวนะครับ มักจะเป็นตัว A แล้วก็เป็นตัวเลขเรียงไป 8 หลักนะครับ ในหน่วยเลือกตั้งใดๆ เนี่ย เลขเนี่ยประมาณสัก 5 หลักเนี่ย จะเหมือนกันหมด จะต่างกันที่ 3 หลักสุดท้ายนะครับ อาจจะเริ่มตั้งแต่ 001, 002 ไล่ไป หรืออาจจะเริ่มที่ 1101 ไล่ไป เลขอะไรก็ได้นะครับ แต่ก็จะอยู่ในนั้นแหละนะครับ ไล่เรียงกันไปทั้งหมดในหน่วย โดยนอกจากนั้นเนี่ย เวลาไปเซ็นชื่อนะครับ รับบัตรเนี่ย บัตรก็ย่อมต้องฉีกออกมาจากต้นขั้วของเล่มบัตร ถูกต้องมั้ยครับ ใน 1 เล่มนั้นจะมีบัตรทั้งหมด 20 ใบ ที่ต้นขั้วของเล่มของบัตรจะมีเลขที่เล่มและเลขที่บัตรปรากฏอยู่นะครับ ซึ่งบัตรใบแรกก็จะเป็นเบอร์แรก บัตรใบถัดต่อไปก็จะบวกไป 1 บัตรใบถัดต่อไปก็จะบวกไปอีก 1 ไล่ไปเรื่อยๆ แต่เลขที่เล่มจะคงเหมือนกันทั้งหมด 20 ใบที่อยู่ในเล่มเดียวกันนะครับ ส่วนการลงคะแนนใหม่ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2519 ที่ผ่านมานะครับ Barcode ยังคงอยู่ นะครับ ยังสามารถสแกนออกมาได้ข้อมูลเหมือนเดิม เป็นเลขที่บัตร แต่ข้อมูลบริเวณต้นขั้วบัตรของเล่มนั้นหายไป ตรงบริเวณต้นขั้วนั้นเลขที่เล่มหายไป ตรงบริเวณต้นขั้วนั้นเลขที่บัตรหายไป แต่ยังสามารถถูกสแกนได้ด้วย Barcode เพราะฉะนั้นจึงเกิดกลุ่มบุคคลที่ได้ทดลองทำนะครับ โดยเจตนาสุจริต เพื่อพิสูจน์ว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นความลับหรือไม่นะครับ ได้ไปตั้งกล้องถ่ายนะครับ บุคคลที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 308 คน เรียงตามลำดับเข้าไปรับบัตร ถ่ายเห็นเลยว่าคนนี้หน้านี้เข้าไปรับบัตรคน ที่ 1 เพราะฉะนั้นต้องได้รับบัตรใบแรก ลำดับแรก คนที่ 2 คือใคร คนที่ 3 คือใคร ไล่เรียงกันไปเรื่อยๆ จนถึงคนที่ 308 มีหน้าครบทุกคน มีลำดับครบทุกคน ข้อมูลต่อไป 17:00 น. ตั้งกล้องถ่ายบัตรสีชมพูทุกใบ เห็น Barcode 298 ใบ คือหายไป 10 ใบ 10 ใบแรก เขาปิดมองไม่เห็น 298 ใบนั้น เอามาสแกน ปุ๊บ ได้เลขชุดมาทั้งชุดเลย เรียงเลขจากน้อยไปหามาก ได้ลำดับออกมาทั้งหมด 308 ลำดับ แต่เป็นช่องว่างไว้ 10 ช่อง เพราะเลขมันรันกัน สมมุติว่ามีเลข 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11 หายไปเลขนึงแล้วมา 13, 14, 15, 16 แปลว่าเลข 12 หายไปเท่านั้นเองนะครับ ก็จะไม่รู้ว่าลำดับที่ 12 นั้น คือใคร ถ้าเอาข้อมูลทั้ง 2 ชุดนั้นมาประกบกัน เอาลำดับของเลขที่รู้อยู่แล้วว่าบัตรใบที่ 1 นั้นกาอะไรไปแปะกับหน้าของคนที่เข้ามา รับบัตรใบที่ 1 นั้นก็จะรู้ได้เลยว่าบุคคลหน้านี้เป็นเจ้าของบัตรใบนี้ ซึ่งกาอะไร ย่อมเป็นข้อพิสูจน์โดยประจักษ์ชัดนะครับว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้นั้นไม่ลับ ถ้ามีกระบวนการแบบนี้ ซึ่งกระทำได้โดยการมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนแค่เครื่องเดียว สามารถถ่ายได้ ถ่ายรูปได้ ถ่ายคลิปวิดีโอได้ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันในการสแกน Barcode ได้ จบ ส่วนบัตรสีเขียวนั้นจะมี QR Code เป็นบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขตในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น ข้อมูลยังไม่แน่ชัดนะครับว่าสรุปแล้ว QR Code นั้นจะสแกนออกมาแล้วเป็นข้อมูลที่บ่งถึงเล่มที่ หรือเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปแปลงเป็นเลขที่บัตรได้ ข้อมูลตรงนี้ยังไม่แน่ชัดนะครับ อาจจะไปสืบให้ทราบกันต่อไปในชั้นศาล แต่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นั้น ข้อมูลนี้แน่ชัดแล้วครับว่าเมื่อสแกน QR Code ออกมาจะได้ชุดรหัสออกมาเป็น 5 หลัก ใน 5 หลักนี้จะผสมไปด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่มั่วๆ ปนๆ ผสมปนเปไปกับตัวเลข ซึ่งไม่ตรงกับเล่มที่นะครับ เล่มที่เนี่ย จะเป็นหลักแบบนี้ แต่ตัวนี้ไม่ตรงแต่อย่างไรก็ตามเนี่ย อาจจะเรียกว่าเป็นชื่อเล่นของเล่มที่นะครับ เป็นชื่อย่อของเล่มที่ จากรหัส 9 ตัวเหลือรหัส 5 ตัวนะครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าจากการทดสอบในสถานที่จริงนั้นเนี่ย โดยกลุ่มบุคคลเนี่ย ได้ข้อมูลออกมาอย่างนี้ครับว่า มีผู้ไปใช้สิทธิ์ลงคะแนน 308 ใบ เล่ม 1 เล่มมีบัตร 20 ใบ 15 เล่มก็ย่อมจะได้ 300 ใบแล้วเขาสแกนออกมาแล้วพบอย่างนี้ครับว่า มีบัตรที่มีรหัส 5 ตัวเนี้ยซ้ำกัน 20 ใบ 20 ใบ 20 ใบเนี่ย 15 ชุดจริงๆด้วย แล้วมีบัตรอยู่ 8 ใบที่ไอ้เลขเนี้ยรหัสเนี้ยมันซ้ำกันอยู่แค่ 8 ใบเท่านั้น หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่า 8 ใบนี้คือ 8 ใบของเล่มที่เป็นเศษเล่มสุดท้ายที่ฉีกออกไปไม่หมด 8 คนสุดท้ายนั้นเข้ามาในคูหา แล้วฉีกใบใบที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 แล้วเล่มเล่มนั้นเล่มสุดท้ายเล่มที่ 16 จะเหลือบัตรคาอยู่ที่นั้นอีก 12 ใบ ทำให้ทราบได้ทันทีว่า 8 ใบนี้เป็นของ 8 คนสุดท้ายนี้ หลายท่านก่อนหน้านี้บอกว่าโอกาส 1 ใน 20 นั้นแทงหัวยาก แต่ครั้งนี้คือโอกาส 1 ใน 8 ที่จะแทงถูก แต่สมมุติว่าผมชวนคิดแบบนี้ครับ ถ้าวันนั้นมีคนมาใช้สิทธิ์เพียง 301 คน หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่าเล่มที่ 16 บัตรจะถูกฉีกออกมาเพียงแค่ 1 ใบ และ 1 ใบนั้นจะมีรหัส QR Code ที่ไม่ซ้ำกับใครเลย ย่อมเป็นที่รู้ได้โดยทันทีว่าบัตรใบนั้นเป็นบัตรใบสุดท้าย เป็นของหน้าคนสุดท้ายคนนั้นแล้วเราไม่รู้เลยครับว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อีกที่ใดบ้าง ผมต้องเรียนพี่น้องประชาชนแบบนี้ครับว่า การที่การเลือกตั้งนั้นจะลับหรือไม่ลับนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่ลับทั้ง 2 ใบถึงจะไม่ลับนะครับ การที่บัตรเลือกตั้งใบใดใบนึงไม่ลับนั้นเนี่ย ก็ย่อมหมายความว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นเนี่ยไม่ลับแล้ว ถึงแม้ว่า กกต.เนี่ยจะพยายามเปลี่ยนต้นขั้วให้เลขที่หายไปและเล่มที่หายไป แต่ก็ต้องเรียนพี่น้องประชาชนแบบนี้ครับว่า สรุปแล้วข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้น สาระสำคัญของความลับหรือไม่ลับนั้น ไม่ได้อยู่ที่เลขที่เล่มหรือเลขที่บัตรที่อยู่บริเวณต้นขั้ว แต่สาระสำคัญนั้นอยู่ที่ Barcode ที่อยู่ที่บัตรต่างหากนะครับ นี่คือข้อเท็จจริงที่เราจะต้องนำมาปรับกับกฎหมายให้ศาลได้เห็นนะครับ

ในส่วนข้อหาที่ทางพรรคประชาชนได้ฟ้องนะครับ โดยโจทย์ทั้ง 4 ต่อจำเลยทั้ง 9 นั้น แบ่งเป็น 3 ข้อกล่าวหาครับ ข้อกล่าวหาแรกที่พี่น้องประชาชนคาดหวังอย่างยิ่งคือตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใดนะครับ หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตนะครับ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเข้าใจถึงความคาดหวังของพี่น้องประชาชน แต่ก็ต้องเรียนตามตรงครับว่ามาตรา 157 นี้เป็นมาตราที่ไม่ได้เอาผิดเจ้าหน้าที่ได้โดยง่าย เพราะจะต้องสืบให้ได้ถึงเจตนาพิเศษ กล่าวคือจะต้องสืบให้ได้ถึงขนาดที่ว่า กกต.นั้นมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด ส่วนใหญ่ครับพี่น้องประชาชนฟ้อง 157 กับเจ้าหน้าที่รัฐเนี่ย ท้ายสุดจะกลายเป็นลงไปการที่บกพร่องโดยสุจริต หมายความว่าเกิดความเสียหายขึ้นจริงครับ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่จริงครับ แต่สืบไม่ถึงเจตนาพิเศษที่จะบ่งบอกได้ว่าเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานนั้นมีเจตนาที่ตั้งใจจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับผู้หนึ่งผู้ใด กระนั้นครับ เรายังมีการฟ้อง กกต.ตาม พ.ร.ป. หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 69 นะครับ ซึ่งกฎหมายมาตรานี้เนี่ย จะมาใช้ผมนำมาใช้เพื่อรองรับมาตรา 157 กล่าวคือกฎหมายท่านบัญญัติว่า บัญญัติตรงๆเลยนะครับ ไม่ต้องตีความคำว่าเจ้าพนักงานอีกต่อไปด้วยซ้ำ บัญญัติตรงๆเลยว่ากรรมการหมายถึงกรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการหมายถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง อันนี้ตีความเพิ่มนิดนึงเพื่อให้เข้ากับจำเลยที่ 9 นะครับ กระทำการหรือละเว้นกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ จบนะครับเท่านี้ หมายความว่าถ้าเขามีหน้าที่แล้วนั้นมีหน้าที่ตามดังต่อไปนี้นะครับ แล้วมิได้ปฏิบัติหรือปฏิบัติโดยมิชอบต่อหน้าที่ คือทำหน้าที่บกพร่องไปเข้าได้เลยนะครับ ถังนี้โดยที่ไม่ต้องสืบเจตนาพิเศษต่อไป ข้อหาสุดท้ายครับ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตรา 96 ประกอบมาตรา 164 นะครับ ซึ่งมันคือเรื่องของการทำเครื่องหมายอันเป็นที่สังเกตได้ ครับ อันนี้อาจจะต้องตีความว่าผู้ใดนั้นหมายถึงใครนะครับ หมายความถึงรวมต่อ กกต. หรือไม่ ซึ่งแน่นอนครับ ในฐานะโจทย์ต้องตีความให้หมายรวมถึง กกต.อย่างแน่นอนนะครับ เครื่องหมายนะครับ QR Code, Barcode แน่นอนเป็นเครื่องหมายและเป็นที่สังเกตได้กับประชาชน มีข้อเท็จจริงมากมายครับว่า เป็นที่สังเกตได้ไม่งั้นจะไม่มาเป็นข้อพิพาทนี้นะครับ ส่วนกฎหมายเหล่านี้นะครับ เป็นกฎหมายเทียบเคียงเดี๋อยากให้พี่น้องประชาชนลองไปอ่านศึกษาเพิ่มเติมถึงฎีกาที่ 15232/2558 นะครับ เป็นคดีระหว่างคุณสุเทพและคุณวาสนา นะครับ ซึ่งท้ายสุดแล้วเนี่ย ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกนะครับ คุณวาสนานะครับ ในฐานะ กกต. กระทำการหรือละเว้นการกระทำการโดยมิชอบต่อหน้าที่นะครับ จำคุก 2 ปีนะครับ โดยไม่รอลงอาญา นะครับ ซึ่งถ้าเป็นเทียบกับกฎหมายปัจจุบันก็คือมาตรานี้แหละครับ พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 นะครับ ซึ่งทั้ง 3 อันนี้ ต้องยอมรับว่าอันนี้เบาสุด ข้อหาที่หนักที่สุดคือ 157 157 นี่จำคุกตั้งแต่ 1 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปีนะครับ ส่วน พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. 164 เนี่ยนะครับ จำคุกตั้งแต่ 1 ปีแต่ไม่เกิน 5 ปี ส่วนที่เบาที่สุดคือ พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 คือจำคุกไม่เกิน 5 ปีนะครับ อย่างไรก็ตาม ทำผิดกฎหมายครั้งเดียว การกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ศาลท่านก็จะลงโทษกับบทที่หนักที่สุดนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามาตก 2 อันนี้ก็คือจำคุกไม่เกิน 5 ปี แต่ว่า 164 จะมีพื้นเอาไว้ที่ไม่น้อยกว่า 1 ปีนะครับ อย่างที่ผมได้เรียนไป Visualize ให้เห็นได้ภาพได้ง่ายขึ้นนะครับว่า ทั้งมาตรา 157 และมาตรา 69 นั้นมีความใกล้เคียงอย่างยิ่งนะครับ มาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานนะครับ คือผู้ใดนะครับ ทำอะไร ผู้ใดก็คือเจ้าพนักงาน ส่วน พ.ร.ป. กกต. นี่ตรงๆเลยนะครับ บอกเลยว่า กกต. เลขา หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ต้องตีความ แทบจะตรงตัวแล้ว ยกเว้นตัวเจ้าหน้าที่ที่ต้องสืบเกี่ยวกับระเบียบภายในของการแบ่งงานเพิ่มเติมเล็กน้อยนะครับ ส่วนอันนี้ก็คือปฏิบัติและเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ อันนี้คือกระทำและเว้นการกระทำไม่ชอบต่อหน้าที่ คำกลับกันนิดเดียวครับ แต่คล้ายกัน แต่ในส่วนของมาตรา 69 นั้นจะไม่มีเรื่องของเจตนาพิเศษที่เป็นตัวแดงอันนี้ต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าสืบได้ 2 ข้อก็ตกมาตรา 69 กกต. ติดคุกอย่างแน่นอนนะครับ ส่วนข้อหาเพิ่มเติมนั้นเนี่ย ก็ถ้าไปตกเรื่องเครื่องหมายด้วยได้ถึงแม้จะได้นะครับ ก็การกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมาย 2 บทก็จะลงโทษบทที่หนักที่สุดก็จะไปลง 164 แต่ยังไงก็ maximum ไม่เกิน 5 ปีอยู่ดีนะครับ

สุดท้ายครับ ทุกท่านก็จะเห็นว่าที่มาของข้อพิพาท์เหล่านี้นะครับ ทำให้ประชาชนนั้นมีความยุ่งยากอย่างมากเลยนะครับ อย่างผมในฐานะที่เป็นประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ที่เป็นผู้เสียหายนะครับ เพราะว่าเราออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งไม่แตกต่างจากทุกท่าน ทุกท่านที่ออกไปเลือกตั้ง ณ วันนั้น ถือว่าเป็นผู้เสียหายทั้งสิ้นนะครับ ก็ชอบที่จะสามารถดำเนินการ เอ่อ ในทางคดีอาญากับทาง กกต. ได้เช่นเดียวกันนะครับ แต่ท่านก็จะเห็นว่าเหล่านี้เนี่ย ไม่ง่ายเลยนะครับ ต้องใช้องคาพยพ ต้องใช้ความรู้ ต้องใช้ทรัพยากรเป็นอย่างยิ่ง เราขาดการยึดโยงในระหว่างประชาชนกับ กกต. เราขาดกระบวนการในการตรวจสอบ กกต. อย่างเข้มข้น เราขาดการที่จะเข้าชื่อกันนะครับ ในระหว่างประชาชนที่จะสามารถถอดถอนองค์กรอิสระรวมถึง กกต. ได้ ดังนั้นนะครับ ที่มาที่สำคัญก็คือรัฐธรรมนูญ 60 จึงเป็นที่มาของภารกิจถัดไปที่พรรคประชาชนจะทำ เมื่อเปิดสภาทันทีนะครับ นำโดยคุณพริตวัชรศิลป์นะครับ ที่กำลังยกร่าง พ.ร.ป. แก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระและอำนาจของประชาชนในการถอดถอนองค์กรอิสระ ขอให้ทุกท่านนะครับ ยังมีความหวังและติดตามการทำงานของพรรคประชาชนต่อไป ในวันนี้ขอสวัสดีครับ