Transcription
เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหมครับ? มีคนถามคำถามคุณโดยไม่ได้ตั้งตัว ต่อหน้าคนเยอะๆ หรือในห้องประชุมที่ทุกคนมองมาพร้อมกัน แล้วสมองก็แว้บขาวขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง ไม่รู้จะพูดอะไร หรือพูดออกไปแล้วก็รู้สึกว่า ไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ หรือบางทีอยู่ในการสนทนาที่ต้องตอบสนองเร็วๆ แต่รู้สึกว่าความคิดมันช้ากว่าที่อยากให้เป็น มีหลายสิ่งที่อยากพูด แต่พอจะพูดออกมาก็กลายเป็นอีกอย่าง หรือพูดจบแล้วก็นึกขึ้นมาว่า น่าจะพูดแบบนั้นแทนมากกว่า
ถ้าเคยรู้สึกแบบนั้น หนังสือเล่มนี้เขียนมาเพื่อนๆ โดยตรงเลยครับ "คิดเร็ว พูดฉลาด" (Think Faster, Talk Smarter) ของ Mat Abrahams นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด คือหนังสือที่บอกว่า การพูดอย่างมีประสิทธิภาพในเวลาที่ไม่ได้เตรียมตัวมานั้น ไม่ใช่พรสวรรค์ที่บางคนมี และบางคนไม่มีครับ มันเป็นทักษะที่ฝึกได้ และมีวิธีฝึกที่เป็นระบบ
ตลอด 4 ตอนนี้ เราจะเดินผ่านหนังสือเล่มนี้ไปด้วยกันครับ ตั้งแต่เหตุผลที่สมองทำงานผิดพลาด เมื่อต้องพูดโดยไม่ได้เตรียมไปจนถึงเทคนิคที่ใช้ได้จริงทันทีในชีวิตประจำวัน
ถ้าเพื่อนๆ ยังไม่ได้กดติดตามช่องนี้ รบกวนกดไว้ก่อนเลยนะครับ เพราะซีรียสนี้จะพาไปเจาะลึกทุกเทคนิคของ Matt Abrahams ที่ช่วยให้พูดได้ฉลาดขึ้น แม้ในสถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมตัวมาครับ
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาของหนังสือ ขอแนะนำผู้เขียนก่อนนะครับ เพราะที่มาของ Matt Abrahams นั้นสำคัญมากสำหรับการทำความเข้าใจว่า ทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงเชื่อถือได้ และนำไปใช้ได้จริง
Matt Abrahams เป็นอาจารย์ด้านการสื่อสารที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดมาหลายสิบปีครับ เขาสอนวิชาที่ว่าด้วยการพูดและการสื่อสารให้กับนักศึกษา MBA ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการทักษะการสื่อสารขั้นสูง เพื่อใช้ในโลกธุรกิจจริงๆ นอกจากการสอนในมหาวิทยาลัยแล้ว เขายังทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการสื่อสารให้กับผู้บริหารและองค์กรชั้นนำหลายแห่งครับ ช่วยคนที่ต้องพูดในที่สาธารณะ ให้สัมภาษณ์ หรือนำเสนองานในระดับสูง ให้พูดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เขายังเป็นเจ้าของพอดแคสต์ชื่อ "Think Fast Talk Smart" ที่มีผู้ฟังในระดับโลกครับ ซึ่งพูดถึงทักษะการสื่อสารในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันครับ
สิ่งที่ทำให้ Matt Abrahams โดดเด่นกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารคนอื่นๆ คือ เขาพูดจากทั้งทฤษฎีและประสบการณ์จริงครับ เขาไม่ได้แค่บอกว่าควรทำอะไร แต่อธิบายว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้น อ้างอิงจากงานวิจัยและศาสตร์ด้านการสื่อสารอย่างเป็นระบบ
Matt Abrahams บอกว่า ปัญหาของคนส่วนใหญ่ในการพูดแบบไม่ได้เตรียมตัว คือ ไม่ใช่ว่าไม่ฉลาดหรือไม่มีสิ่งที่จะพูดครับ เพราะสมองถูกดึงเข้าไปอยู่ในหมวดผิด ในช่วงเวลาที่ต้องการมันมากที่สุดครับ
หนังสือเกี่ยวกับการพูดในที่สาธารณะ หรือการสื่อสารนั้นมีอยู่มากมายครับ แล้วอะไรทำให้ "คิดเร็ว พูดฉลาด" ต่างออกไป? คำตอบคือ หนังสือส่วนใหญ่ในแนวนี้เน้นการพูดในแบบที่เตรียมตัวมาแล้ว เช่น การนำเสนองาน สุนทรพจน์ หรือการพูดบนเวที ซึ่งมีเวลาวางแผนและซ้อมล่วงหน้าครับ
แต่ Matt Abrahams เล็งเห็นว่า ในชีวิตจริงนั้น สถานการณ์การพูดที่สำคัญที่สุด มักเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมตัวมาเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการถูกถามในห้องประชุม การสัมภาษณ์งานที่มีคำถามสด การพูดคุยในงานสังคม การตอบสนองต่อข้อร้องเรียน หรือแม้แต่การสนทนาประจำวันที่ต้องการความคิดเร็ว หนังสือเล่มนี้จึงโฟกัสที่ทักษะที่หาได้ยากในหนังสือแนวอื่นครับ และนั่นคือเหตุผลที่มันตอบโจทย์ชีวิตจริงได้มากกว่าหนังสือการพูดทั่วไป
ในความเห็นของผม ก่อนที่จะบอกวิธีแก้ Matt Abrahams ใช้เวลาอธิบายก่อนว่า ปัญหาที่แท้จริงของการพูดแบบไม่เตรียมตัวนั้นอยู่ที่ไหนครับ และมันไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดหรือความสามารถ
เขาบอกว่า เมื่อคนส่วนใหญ่รู้สึกว่าต้องพูดโดยไม่ได้เตรียม สมองจะเข้าสู่โหมดที่เขาเรียกว่า "Performance Mode" หรือโหมดแสดง ซึ่งหมายความว่า สมองเริ่มโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองดูเป็นอย่างไรในสายตาคนอื่น แทนที่จะโฟกัสกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อครับ ในโหมดนั้น คนจะเริ่มคิดว่า "คนอื่นจะมองฉันยังไง? ฉันดูฉลาดพอไหม? คำตอบของฉันดีพอไหม?" และความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นนั้น ก็รบกวนกระบวนการคิดที่แท้จริง ทำให้พูดได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็นครับ
Matt Abrahams บอกว่า วิธีแก้ปัญหาไม่ใช่การพยายามดูเก่งขึ้น แต่คือการเปลี่ยนจากโหมดแสดง ไปสู่โหมดที่เขาเรียกว่า "Connection Mode" หรือโหมดเชื่อมต่อ ซึ่งหมายถึงการโฟกัสที่การสื่อสารเพื่อประโยชน์ของผู้ฟัง ไม่ใช่เพื่อสร้างภาพของตัวเองครับ และเมื่อเปลี่ยนโฟกัสนั้นได้ สมองก็จะทำงานได้ดีขึ้นทันที เพราะมันไม่ต้องใช้พลังงานไปกับความวิตกกังวลเรื่องภาพลักษณ์อีกต่อไปครับ
Matt Abrahams บอกว่า ครั้งต่อไปที่ต้องพูดโดยไม่ได้เตรียมตัว ลองถามตัวเองว่า "ฉันจะช่วยให้คนที่ฟังอยู่ ได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากสิ่งที่จะพูด?" แทนที่จะถามว่า "ฉันจะพูดได้ดูดีแค่ไหน?" แค่เปลี่ยนคำถามเดียว การพูดนั้นจะต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
**หลักการพื้นฐาน: ความแตกต่างระหว่างการพูดแบบเตรียมและไม่เตรียม**
Matt Abrahams อธิบายว่า การพูด 2 แบบนั้น ต้องการทักษะที่ต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญครับ และการที่คนหนึ่งพูดได้ดีในแบบหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะพูดได้ดีในอีกแบบโดยอัตโนมัติ
การพูดแบบเตรียมตัวนั้น เราสามารถวางโครงสร้าง เลือกคำ ซ้อมน้ำเสียง และทดสอบการตอบสนองล่วงหน้าได้ครับ มันเป็นทักษะที่หลายคนฝึกมาในระบบการศึกษาและในการทำงาน
แต่การพูดแบบไม่ได้เตรียมตั้ง เช่น การตอบคำถามสด การร่วมอภิปราย หรือการพูดคุยในสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดคิด ต้องอาศัยทักษะที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงครับ มันต้องการการจัดระเบียบความคิดเร็ว การเลือกสิ่งที่จะพูดในเวลาจำกัด และการรักษาความสงบ ในขณะที่สมองกำลังทำงานหลายอย่างพร้อมกันครับ เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่ได้รับการฝึกการพูดแบบแรกมาตลอดชีวิต แต่ไม่ค่อยได้รับการฝึกการพูดแบบที่ 2 ครับ ทั้งที่ในชีวิตจริง การพูดแบบที่ 2 เกิดขึ้นบ่อยกว่ามาก
**แนวคิดหลัก: เป้าหมายไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ**
หนึ่งในสิ่งที่ Matt Abraham เน้นตั้งแต่ต้นของหนังสือ คือการเปลี่ยนนิยามของการพูดที่ดีครับ เขาบอกว่าหลายคนมีความเชื่อที่ฝังลึกว่า การพูดที่ดีคือการพูดได้ไม่ติดขัด ไม่ลังเล ไม่พูดซ้ำ และฟังดูเหมือนเตรียมมาอย่างดีตลอดเวลา ซึ่งความเชื่อนั้นแหละที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล และทำให้พูดได้แย่ลงไปอีกครับ
Matt Abrahams บอกว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการสื่อสารที่ดี ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่คือ "ประสิทธิภาพ" นั่นหมายถึง การสื่อสารที่ผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่ต้องการจะบอก รู้สึกว่าได้รับคุณค่าจากการฟัง และทำให้การสนทนาหรือสถานการณ์นั้นดำเนินต่อไปในทิศทางที่ต้องการครับ และการพูดที่มีประสิทธิภาพในแบบนั้น ไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบครับ มันต้องการความชัดเจน ความจริงใจ และการโฟกัสที่ถูกที่ถูกเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นฝึกได้ครับ
Matt Abrahams บอกว่า การพยายามพูดให้สมบูรณ์แบบนั้น เป็นสิ่งที่ทำลายการสื่อสารมากที่สุดครับ เพราะมันเปลี่ยนโฟกัสจาก "ฉันกำลังช่วยอะไรคนที่ฟังอยู่" ไปเป็น "ฉันดูดีพอไหมในสายตาคนฟัง" และ 2 อย่างนั้น นำไปสู่คุณภาพการพูดที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
ก่อนจบตอนนี้ ขอให้ภาพรวมของหนังสือทั้งเล่มก่อนนะครับ เพื่อให้ตอนต่อๆ ไปมีบริบทที่ชัดเจนครับ Matt Abrahams แบ่งหนังสือออกเป็น 2 ส่วนหลักครับ
ส่วนแรก คือการทำความเข้าใจว่า ทำไมการพูดแบบไม่ได้เตรียมตัวถึงยากสำหรับคนส่วนใหญ่ ทั้งในแง่ของสิ่งที่เกิดขึ้นในสมอง และรูปแบบพฤติกรรมที่ทำให้สถานการณ์แย่ลงครับ
ส่วนที่ 2 และส่วนที่ใหญ่กว่า คือเทคนิคที่เป็นรูปธรรมครับ เขาให้กรอบและเครื่องมือหลายอย่าง ที่ช่วยให้จัดระเบียบความคิดได้เร็วขึ้น เลือกสิ่งที่จะพูดได้ดีขึ้น และส่งสารได้มีประสิทธิภาพ แม้ในสถานการณ์ที่กดดันครับ
เราจะลงลึกในทั้ง 2 ส่วนนั้นในตอนต่อๆ ไปนะครับ และในตอนที่ 4 เราจะสรุปทุกอย่างออกมาเป็นสิ่งที่เพื่อนๆ นำไปใช้ได้จริงในชีวิตวันนี้เลยครับ ไปต่อกันได้เลยครับ
ถ้าเพื่อนๆ ฟังตอนนี้แล้วรู้สึกสนใจ รบกวนกดกระดิ่งและกดติดตามช่องไว้ก่อนนะครับ เพื่อไม่พลาดตอนต่อๆ ไปของซีรียส์ "คิดเร็ว พูดฉลาด"
ประหลาด! ตอนที่แล้วเราวางรากฐานกันไปแล้วครับว่า ทำไมการพูดโดยไม่ได้เตรียมตัวถึงยากสำหรับคนส่วนใหญ่ เราพูดถึง "โหมดแสดง" ที่สมองเข้าไปโดยอัตโนมัติ และวิธีที่ Matt Abrahams บอกให้เปลี่ยนไปสู่ "โหมดเชื่อมต่อ" แทน
ตอนนี้เราจะลงลึกในเทคนิคและเครื่องมือจริงๆ ที่หนังสือให้มาครับ สิ่งที่ Matt Abrahams สอนนักศึกษาสแตนฟอร์ด และผู้บริหารระดับสูงที่เขาทำงานด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่าใครก็ฝึกได้ และใช้ได้ทันที
เมื่อเข้าใจหลักการเตรียมตัวไว้เลยนะครับ เพราะตอนนี้เป็นหัวใจของหนังสือทั้งเล่มเลย
Abrahams บอกว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดในการพูดแบบไม่ได้เตรียมตัว ไม่ใช่การมีคำตอบที่ดีครับ แต่คือการมีโครงสร้างที่ดีพอ ที่จะจัดระเบียบความคิดได้เร็ว และส่งมันออกมาได้อย่างชัดเจนในเวลาที่จำกัด
**หลักการสำคัญที่ 1: หยุด ก่อนพูด**
สิ่งแรกที่ Matt Abrahams เน้นในหนังสือ และผมคิดว่าง่ายที่สุด แต่คนทำน้อยที่สุด คือการ "หยุด" ก่อนพูดครับ เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่ เมื่อถูกถามหรืออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพูด จะรีบพูดออกมาทันที เพราะกลัวว่าความเงียบจะทำให้ดูไม่ดีครับ
แต่ความเงียบสั้นๆ สัก 2-3 วินาทีนั้น แทบไม่มีผลใดๆ ต่อภาพลักษณ์ในสายตาคนฟัง ในขณะที่มันให้ประโยชน์มหาศาล ต่อคุณภาพของสิ่งที่จะพูด ในระยะเวลาสั้นๆ นั้น สมองมีโอกาสจัดระเบียบความคิด ตัดสินใจว่าจะพูดอะไรก่อน และเปลี่ยนจากโหมดรับสารไปสู่โหมดส่งสาร ซึ่งทำให้สิ่งที่พูดออกมามีโครงสร้างดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เขาแนะนำให้ฝึกสิ่งที่เขาเรียกว่า "การหายใจก่อนพูด" ครับ ทุกครั้งที่ถูกถาม หรือต้องพูด ให้หายใจเข้า 1 ครั้งก่อน มันใช้เวลาแค่วินาทีถึง 2 วินาที แต่ในช่วงเวลานั้น สมองจะเริ่มจัดระเบียบความคิดเบื้องต้นแล้วครับ และที่สำคัญกว่านั้นคือ มันเปลี่ยนโหมดจากการตอบสนองโดยอัตโนมัติ ไปสู่การตอบสนองโดยตั้งใจ ซึ่งต่างกันมากในแง่คุณภาพของสิ่งที่พูดออกมา
**หลักการสำคัญที่ 2: กรอบโครงสร้าง (Structure Frameworks)**
เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ที่ Matt Abrahams ให้ความสำคัญมากที่สุดในหนังสือ คือสิ่งที่เขาเรียกว่า "กรอบโครงสร้าง" หรือ Structure Frameworks ครับ นั่นคือรูปแบบการจัดระเบียบเนื้อหา ที่ใช้ได้กับหลายสถานการณ์ และช่วยให้พูดได้ชัดเจนขึ้น แม้ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน
เขาบอกว่า คนที่พูดได้ดีในสถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ไม่ได้คิดเร็วกว่าคนอื่นครับ แต่พวกเขามีกรอบโครงสร้างที่พร้อมใช้งานอยู่ในหัว ซึ่งทำให้จัดระเบียบความคิดได้เร็วกว่าโดยอัตโนมัติ
Abrahams แนะนำกรอบโครงสร้างหลายแบบในหนังสือครับ แต่ผมจะพูดถึง 3 แบบที่เขาบอกว่าใช้ได้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน
**กรอบที่ 1: ปัญหา - แนวทางแก้ - ผลลัพธ์**
กรอบแรกที่ Matt Abrahams แนะนำสำหรับสถานการณ์ที่ต้องอธิบาย หรือโน้มน้าวใจ คือโครงสร้าง 3 ส่วน ที่เขาเรียกว่า "ปัญหา - แนวทางแก้ - ผลลัพธ์" ครับ วิธีใช้คือ เริ่มด้วยการระบุปัญหา หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นบอกแนวทางที่จะนำมาใช้แก้ไข และปิดท้ายด้วยผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นครับ
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพครับ ถ้าถูกถามในที่ประชุมว่า "คุณคิดยังไงกับโปรเจคนี้?" แทนที่จะพูดสิ่ง ที่นึกขึ้นมาได้ก่อน โดยไม่มีโครงสร้าง เราสามารถใช้กรอบนี้ได้ทันทีว่า "โปรเจคนี้มีความท้าทายด้านเวลาอยู่ครับ วิธีที่ผมคิดว่าจะช่วยได้ คือการแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อย และกำหนดเส้นตายรายสัปดาห์ ซึ่งน่าจะช่วยให้เราเห็นความก้าวหน้าได้ชัดเจนขึ้น และจัดการกับปัญหาได้เร็วขึ้น" โครงสร้างนั้นทำให้คำตอบฟังดูมีเหตุผลและชัดเจนครับ แม้จะคิดขึ้นมาในเวลาไม่กี่วินาที
**กรอบที่ 2: ข้อสรุป - เหตุผล - ตัวอย่าง**
กรอบที่ 2 ที่ Matt Abrahams แนะนำสำหรับการตอบคำถามทั่วไป คือโครงสร้างที่เขาเรียกว่า "ข้อสรุป - เหตุผล - ตัวอย่าง" ครับ แนวคิดคือ พูดสิ่งที่คิด หรือสิ่งที่ต้องการจะบอกออกมาตรงๆ ก่อนเลยครับ จากนั้นให้เหตุผลว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น แล้วปิดท้ายด้วยตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพชัดขึ้น
เขาบอกว่า โครงสร้างนี้มีประโยชน์มากในสถานการณ์ที่ถูกขอความเห็น หรือถูกถามว่า "คิดอย่างไรกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง" ครับ เพราะมันทำให้ผู้ฟังรู้ตั้งแต่ต้นว่า กำลังจะได้ยินอะไร ไม่ต้องรอฟังจนจบ แล้วค่อยเดาว่าจุดยืนของผู้พูดคืออะไร
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าถูกถามในงานสังคมว่า "คุณคิดยังไงกับการทำงานแบบ Hybrid?" แทนที่จะพูดวนเวียนโดยไม่มีจุดยืน ก็พูดได้ว่า "ผมคิดว่ามันดีมากสำหรับคนที่มีวินัยในตัวเองครับ เพราะมันให้ความยืดหยุ่นที่ทำให้คนทำงานได้ตามจังหวะที่ดีที่สุดของตัวเอง ผมเองก็ทำงานในส่วนที่ต้องคิดสร้างสรรค์ได้ดีที่สุดตอนเช้าที่บ้าน ก่อนที่จะมีการประชุมช่วงบ่าย"
Matt Abrahams บอกว่า เวลาพูดโดยไม่มีโครงสร้าง คนฟังใช้พลังงานสมองไปกับการพยายามเข้าใจว่า ผู้พูดกำลังพูดถึงอะไร แต่เมื่อพูดมีโครงสร้าง คนฟังใช้พลังงานไปกับการประมวลผลเนื้อหาที่ได้ยิน ซึ่งทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดครับ
**กรอบที่ 3: บอกสิ่งที่มี - บอกสิ่งที่ขาด - บอกสิ่งที่ต้องการต่อไป**
กรอบที่ 3 ที่ Abrahams แนะนำสำหรับสถานการณ์การอัปเดต หรือรายงานความก้าวหน้า คือโครงสร้างที่เขาเรียกว่า "บอกสิ่งที่มี - บอกสิ่งที่ขาด - บอกสิ่งที่ต้องการต่อไป" ครับ มันเหมาะมากสำหรับการตอบคำถามที่ว่า "ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?" หรือ "โปรเจคไปถึงไหนแล้ว?"
แทนที่จะพูดแบบไม่มีทิศทาง ก็บอกว่า "ตอนนี้มีอะไรบ้างที่ทำสำเร็จ หรือมีอยู่แล้ว จากนั้นบอกว่าอะไรที่ยังขาดอยู่ หรือยังไม่ได้ทำ และปิดท้ายด้วยสิ่งที่ต้องทำ หรือต้องการต่อไป" โครงสร้างนี้ทำให้การอัปเดตสถานะในที่ประชุม หรือในการสนทนา ฟังดูเป็นระบบและมืออาชีพ แม้จะพูดออกมาโดยไม่ได้เตรียมสคริปต์ไว้ก่อนครับ
**หลักการสำคัญที่ 3: ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อตอบ**
Matt Abrahams มีส่วนหนึ่งในหนังสือ ที่พูดถึงบทบาทของการฟังในการพูดที่ดีครับ และมันเป็นส่วนที่หลายคนอาจมองข้าม เพราะคิดว่าการพูดที่ดีเกี่ยวกับการพูด ไม่ใช่การฟัง แต่เขาบอกว่าคนที่พูดได้ดีในสถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมตัว มักเป็นคนที่ฟังได้ดีด้วยครับ
เพราะการฟังอย่างตั้งใจ ทำให้รู้ว่าคำถามที่แท้จริงคืออะไร สิ่งที่คนถามต้องการจริงๆ คืออะไร และโทนของสถานการณ์นั้นเป็นอย่างไรครับ เขาอธิบายว่าคนส่วนใหญ่ฟังในแบบที่เขาเรียกว่า "ฟังเพื่อตอบ" นั่นคือ ขณะที่อีกฝ่ายยังพูดอยู่ สมองก็เริ่มคิดคำตอบไปพร้อมกัน ซึ่งทำให้ได้ยินเนื้อหาทั้งหมดของคำถาม และมักตอบในสิ่งที่คิดว่าถูกถาม ไม่ใช่สิ่งที่ถูกถามจริงๆ
แทนที่จะทำแบบนั้น Matt Abrahams แนะนำให้ฝึก "ฟังเพื่อเข้าใจ" ก่อนครับ คือให้อีกฝ่ายพูดจนจบ จับใจความหลักว่าเขาต้องการอะไรจริงๆ แล้วค่อยตอบ ซึ่งหลายครั้งจะพบว่า สิ่งที่ต้องตอบนั้น ต่างจากที่คิดไว้ตั้งแต่แรกมากครับ และถ้าไม่แน่ใจว่าเข้าใจคำถามถูกต้อง เขาบอกว่าการถามเพื่อยืนยันความเข้าใจก่อนตอบนั้น ไม่ใช่สัญญาณของความไม่รู้ครับ มันเป็นสัญญาณของการสื่อสารที่มีวุฒิภาวะ เพราะมันแสดงว่าให้ความสำคัญกับการตอบในสิ่งที่ถูกถามจริงๆ ครับ
**หลักการสำคัญที่ 4: การจัดการกับความวิตกกังวล**
ก่อนพูด Matt Abrahams พูดถึงเรื่องความวิตกกังวลในการพูดอย่างตรงไปตรงมาครับ เขาบอกว่ามันเป็นสิ่งที่เกือบทุกคนรู้สึก ไม่ใช่แค่คนที่ขาดความมั่นใจ และมีวิธีจัดการกับมันที่ได้ผลจริงครับ
เขาอธิบายว่า ความวิตกกังวลก่อนพูด มักมาจากการที่สมองตีความสถานการณ์การพูดเป็นภัยคุกคามครับ เหมือนกับการที่ร่างกายเตรียมสู้หรือหนีจากอันตราย ซึ่งทำให้หัวใจเต้นเร็ว มือเย็น และสมองทำงานได้แย่ลงครับ
Matt Abrahams แนะนำสิ่งที่เขาเรียกว่า "การตีความใหม่" นั่นคือ แทนที่จะพยายามหยุดความวิตกกังวล ซึ่งมักทำไม่ได้ และยิ่งทำให้แย่ลง ให้ลองตีความความรู้สึกนั้นใหม่ว่า "มันคือความตื่นเต้น" ไม่ใช่ "ความกลัว" ครับ เพราะในทางสรีรวิทยา ความวิตกกังวลและความตื่นเต้น ให้ความรู้สึกทางร่างกายที่คล้ายกันมากครับ หัวใจเต้นเร็วเหมือนกัน พลังงานในร่างกายเพิ่มขึ้นเหมือนกัน ความแตกต่างอยู่ที่ว่า สมองตีความมันเป็นอะไร
ถ้าเปลี่ยนการตีความได้ สมองก็จะใช้พลังงานนั้นในทางสร้างสรรค์ แทนที่จะใช้ไปกับความกลัวครับ Matt Abrahams บอกว่า การบอกตัวเองว่า "ฉันตื่นเต้น" แทนที่จะบอกว่า "ฉันกลัว" ก่อนพูดนั้น ฟังดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า มันเปลี่ยนคุณภาพการพูดได้จริงครับ เพราะมันเปลี่ยนโหมดของสมอง จากการหลีกหนี เป็นการเข้าหาโอกาส
**หลักการสำคัญที่ 5: การใช้คำถามเป็นส่วนหนึ่งของการตอบ**
มีเทคนิคหนึ่งที่ Matt Abrahams พูดถึงในหนังสือ และผมคิดว่าคนไม่ค่อยนึกถึงครับ นั่นคือการใช้คำถามเป็นส่วนหนึ่งของการตอบ
เขาบอกว่า ในสถานการณ์ที่ถูกถามคำถามยาก หรือคำถามที่ไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไร การถามกลับเพื่อขยายความ หรือทำให้คำถามชัดขึ้นนั้น ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงครับ มันเป็นการสื่อสารที่ฉลาด เพราะมันทำให้ตอบได้ตรงประเด็นมากขึ้น และมักให้เวลาสมองจัดระเบียบความคิดได้ด้วยครับ
Matt Abrahams บอกว่า การถามเพื่อขยายความนั้น ยังช่วยสร้างการสนทนาที่ดีด้วยครับ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า เราสนใจมุมมองของอีกฝ่ายจริงๆ ไม่ใช่แค่รอโอกาสพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูดครับ
**หลักการสำคัญที่ 6: ความสั้นกระชับคือจุดแข็ง**
Matt Abrahams มีส่วนหนึ่งที่พูดถึงสิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเกี่ยวกับการพูดที่ดีครับ นั่นคือความเชื่อว่า "ยิ่งพูดมาก ยิ่งดูฉลาด หรือรู้เรื่อง"
เขาบอกว่า ตรงกันข้ามเลยครับ การพูดที่ยาวเกินจำเป็นในสถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมตัว มักทำให้เสียคะแนนมากกว่าได้คะแนน เพราะมันสะท้อนว่า ผู้พูดยังไม่แน่ใจในสิ่งที่ต้องการจะบอก หรือพยายามซ่อนความไม่มั่นใจไว้ด้วยคำพูดที่มากเกินไปครับ
Matt Abrahams แนะนำสิ่งที่เขาเรียกว่า "กฎของความสั้นกระชับ" ครับ นั่นคือ เมื่อพูดจบในสิ่ง ที่ต้องการจะบอกแล้ว ให้หยุดพูด ไม่ต้องพูดต่อ เพื่อให้ดูเหมือนรู้เรื่องมากขึ้น ไม่ต้องใส่ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ได้ถูกถาม และไม่ต้องสรุปซ้ำสิ่งที่พูดไปแล้วครับ
เขาบอกว่า คนที่พูดได้สั้นกระชับและตรงประเด็นในสถานการณ์ที่กดดันนั้น มักได้รับการมองว่าฉลาดและมั่นใจกว่าคนที่พูดยาวแต่วนเวียนครับ เพราะมันแสดงถึงความชัดเจนในความคิด และความเคารพต่อเวลาของผู้ฟัง
เราผ่านหลักการสำคัญหลายข้อของ Abrahams มาแล้วครับ ทั้งการหยุดก่อนพูด กรอบโครงสร้าง 3 แบบที่ใช้ได้ทันที การฟังเพื่อเข้าใจแทนการฟังเพื่อตอบ วิธีการจัดการความวิตกกังวลด้วยการตีความใหม่ การใช้คำถามเป็นส่วนหนึ่งของการตอบ และความสั้นกระชับที่เป็นจุดแข็ง
สิ่งที่ผมชอบมากในตอนนี้ คือทุกหลักการที่ Matt Abrahams ให้มานั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ทันทีครับ ไม่ต้องรอให้ตัวเองเก่งขึ้นก่อน ไม่ต้องมีพรสวรรค์พิเศษ แค่รู้หลักการและฝึกใช้บ่อยๆ มันก็กลายเป็นนิสัยได้ในที่สุดครับ
ตอนต่อไป เราจะพูดถึงความรู้สึกส่วนตัวหลังอ่านหนังสือเล่มนี้ สิ่งที่ทำให้ต้องหยุดคิด ส่วนที่ยังตั้งคำถามอยู่กับ Matt Abrahams และหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใครบ้างในชีวิตจริงครับ ไปต่อกันได้เลย
2 ตอนที่ผ่านมา เราเดินผ่านรากฐานความคิดของ Matt Abrahams และลงลึกในหลักการทั้ง 6 ที่เขาให้มา เพื่อพูดได้ดีขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมตัวครับ ทั้งการหยุดก่อนพูด กรอบโครงสร้าง 3 แบบ การฟังเพื่อเข้าใจ การจัดการความวิตกกังวล การใช้คำถาม และความสั้นกระชับที่เป็นจุดแข็ง
ตอนนี้ขอถอยออกมาจากตัวหนังสือสักครู่ครับ อยากพูดในฐานะคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จริงๆ และมีความรู้สึกที่อยากแบ่งปันอย่างตรงไปตรงมา ทั้งสิ่งที่ทำให้ประทับใจ สิ่งที่ทำให้ต้องหยุดนึกถึงตัวเอง และสิ่งที่ยังค้างใจอยู่กับแนวคิดของ Matt Abrahams ครับ
มีประโยคนึงในหนังสือที่ Matt Abrahams เขียนว่า "การพูดที่ดีที่สุดในชีวิตคุณ อาจไม่ใช่การพูดที่คุณเตรียมมาดีที่สุด แต่คือการพูดที่คุณอยู่กับผู้ฟังได้อย่างแท้จริง" แล้วผมก็ต้องวางหนังสือลง นั่งคิดอยู่นานพอสมควรครับ เพราะมันพลิกนิยามของการพูดที่ดีในหัวผมไปเลย
ความรู้สึกแรกที่เปิดหนังสือ คาดหวังอีกแบบ แต่ได้อีกแบบ ตอนที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาครั้งแรก ผมคาดว่าจะได้อ่านหนังสือที่เต็มไปด้วยเทคนิคการพูดแบบมืออาชีพ เน้นการฝึกในสไตล์ที่ต้องซ้อมซ้ำจนชำนาญครับ แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย
Matt Abrahams เขียนในแบบที่เข้าถึงได้มากกว่านั้นครับ เขาไม่ได้เขียนในสไตล์ที่บอกว่า "ทำแบบนี้แล้วจะพูดได้สมบูรณ์แบบ" แต่เขาเขียนในสไตล์ที่บอกว่า "ลองเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นในสมองและในสถานการณ์เหล่านั้น แล้วคุณจะรับมือกับมันได้ดีขึ้นเอง" อ่านแล้วรู้สึกเหมือนมีเพื่อนที่รู้เรื่องการสื่อสารเยอะมาก นั่งคุยด้วยครับ ไม่ใช่การนั่งฟังครูสอน ภาษาที่ใช้เป็นกันเอง ตัวอย่างที่ยกมาใกล้กับชีวิตจริงมาก และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือมันทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดถึงนั้น ทำได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสวยงาม
มีแนวคิดนึงในหนังสือที่ Matt Abrahams สวนกลับมาพูดถึงซ้ำๆ และทุกครั้งที่อ่านก็ยังรู้สึกว่ามันลึกครับ นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่า "ผู้ฟังคือศูนย์กลาง" เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่คิดถึงการพูดในฐานะกิจกรรมของตัวเอง ว่าจะพูดอะไร พูดอย่างไร ดูดีแค่ไหน แต่คนที่สื่อสารได้ดีนั้น คิดถึงการพูดในฐานะกิจกรรมที่ทำเพื่อผู้ฟัง ว่าผู้ฟังต้องการอะไร จะได้ประโยชน์อะไร และสิ่งที่จะพูดนี้ จะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจ หรือตัดสินใจได้ดีขึ้นอย่างไร
ผมอ่านตรงนั้นแล้วนึกถึงสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตที่ผ่านมาครับ หลายครั้งที่พูดในที่ประชุม นำเสนองาน หรือแม้แต่สนทนากับเพื่อน ผมกำลังคิดถึงตัวเองมากกว่าคิดถึงคนที่ฟัง และนั่นแหละที่ทำให้การสื่อสารไม่ได้ผลเท่าที่ควร
Matt Abrahams บอกว่า การเปลี่ยนโฟกัสนี้เพียงอย่างเดียว สามารถเปลี่ยนคุณภาพการสื่อสารได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยไม่ต้องเรียนรู้เทคนิคใดเพิ่มเติมครับ เพราะเมื่อโฟกัสที่ผู้ฟัง สมองจะค้นหาสิ่งที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์สำหรับพวกเขา แทนที่จะวนอยู่กับความกังวลว่าตัวเองดูดีแค่ไหน
Matt Abrahams ตั้งคำถามให้ลองคิดว่า "ครั้งสุดท้ายที่พูดในสถานการณ์สำคัญ ตัวเองกำลังคิดถึงอะไรมากกว่ากัน ระหว่างสิ่งที่ผู้ฟังต้องการจะยิน กับสิ่งที่ตัวเองต้องการจะพูด?" ความแตกต่างของ 2 คำตอบนั้น บอกได้เลยว่า การสื่อสารนั้นมีประสิทธิภาพแค่ไหนครับ
มีส่วนหนึ่งในหนังสือที่ Matt Abrahams พูดถึงเรื่องที่ผมคิดว่าหลายคนอาจอ่านผ่านไป เพราะมันดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยครับ แต่จริงๆ แล้วมันสำคัญมาก เขาบอกว่า "ความไม่สมบูรณ์แบบในการพูดนั้น ไม่ใช่ศัตรูของความน่าเชื่อถือ มันอาจเป็นเพื่อนได้ครับ" เพราะการพูดที่ดูเหมือนถูกซ้อมมาอย่างดีตลอดเวลา ทำให้ผู้ฟังรู้สึกห่างเหิน แต่การพูดที่มีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น มีการหยุดคิดบ้าง มีการปรับเปลี่ยนประโยคกลางทางบ้าง ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่ากำลังเชื่อมต่อกับคนจริงๆ ไม่ใช่กับหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมา
Matt Abrahams ยกตัวอย่างงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ผู้พูดที่ดูเหมือนเป็นธรรมชาติ มักได้รับความเชื่อถือสูงกว่าผู้พูดที่ดูเหมือนเตรียมมาอย่างสมบูรณ์แบบครับ เพราะความเป็นธรรมชาติสื่อว่า พูดจากสิ่งที่คิดจริงๆ ไม่ใช่จากสคริปต์ที่ท่องมา
ผมว่านั่นเป็นสิ่งที่หลายคนในวัฒนธรรมที่เน้นความสมบูรณ์แบบ อาจต้องปรับความเข้าใจครับ เพราะเราถูกสอนมาว่า การพูดติดขัด หรือหยุดคิดกลางทาง เป็นสัญญาณของความไม่พร้อม แต่ Matt Abrahams บอกว่า ในหลายสถานการณ์ มันเป็นสัญญาณของความจริงใจมากกว่าครับ
ถ้าให้บอกสิ่งที่ชอบมากที่สุดในหนังสือเล่มนี้ ผมจะบอกว่าคือ "ความสมดุลระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติ" ครับ Matt Abrahams ไม่ได้แค่บอกว่าควรทำแบบนี้ แต่เขาอธิบายว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้ โดยอ้างอิงจากหลักจิตวิทยาและงานวิจัยด้านการสื่อสาร แต่อธิบายในแบบที่ไม่หนัก และไม่ต้องมีพื้นฐานวิชาการมาก่อนครับ ผมชอบที่ทุกบทในหนังสือจบด้วยแบบฝึกหัด หรือสิ่งที่ทดลองทำได้ทันทีครับ ซึ่งทำให้หนังสือรู้สึกเหมือนมีคู่มือปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่แค่หนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกดี แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน
และสิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้โดดเด่นในมุมมองของผม คือ Abrahams ไม่ได้พยายามบอกว่าทุกคนต้องพูดเหมือนกันครับ เขาบอกว่าแต่ละคนมีสไตล์การสื่อสารของตัวเอง และเทคนิคเหล่านั้นใช้ได้กับทุกสไตล์ ไม่ใช่แม่แบบที่ต้อง copy มาทั้งหมด
ขอพูดตรงๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ยังค้างใจอยู่กับหนังสือและแนวคิดของ Matt Abrahams ด้วยนะครับ เพราะการรีวิวที่ดี ต้องพูดทั้ง 2 ด้าน
สิ่งแรกที่ผมยังสงสัยอยู่คือ หนังสือเขียนจากบริบทของอเมริกาเป็นหลักครับ ตัวอย่างที่ยกมา และสถานการณ์ที่พูดถึง ส่วนใหญ่เป็นบริบทการทำงาน หรือการสื่อสารในสังคมตะวันตก ซึ่งบางส่วนอาจต้องปรับก่อนนำไปใช้ในบริบทของสังคมเอเชีย ที่มีความคาดหวังด้านการสื่อสารต่างออกไปบ้างครับ เช่น การแสดงความคิดเห็นตรงๆ อาจทำได้ง่ายกว่าในบางวัฒนธรรม มากกว่าในบางวัฒนธรรม
สิ่งที่ 2 คือ หนังสือเน้นเรื่องการสื่อสารในบริบทที่เป็นทางการ หรือกึ่งทางการพอสมควรครับ เช่น การประชุม การสัมภาษณ์งาน หรือการนำเสนอ แต่พูดถึงการสื่อสารในชีวิตประจำวัน และความสัมพันธ์ส่วนตัวน้อยกว่าที่ผมอยากเห็น ครับ ซึ่งในความเป็นจริง หลายคนอาจมีความท้าทายในการสื่อสารมากที่สุดในบริบทส่วนตัว มากกว่าในที่ทำงานด้วยซ้ำครับ
และมีอีกประเด็นนึงที่ผมยังคิดอยู่ คือ Abrahams พูดถึงการฝึกฝนในแบบที่ทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างทำได้ง่ายครับ ซึ่งมันดีในแง่ที่ทำให้ผู้อ่านไม่หมดกำลังใจ แต่บางครั้ง ก็รู้สึกว่าเขาอาจ underestimate ความยาก ของการเปลี่ยนแบบแผนการสื่อสารที่ฝังลึกมาตลอดชีวิต เพราะสำหรับคนที่มีความวิตกกังวลในการพูดอย่างรุนแรง การฝึกในแบบที่หนังสือแนะนำ อาจยังไม่เพียงพอ และอาจต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วยครับ
สิ่งที่ยกมา ไม่ได้ลดคุณค่าของหนังสือเลยนะครับ แต่ผมคิดว่าการรู้ข้อจำกัดเหล่านั้น ช่วยให้อ่านและนำไปใช้ได้อย่างมีสติมากขึ้น
Abrahams บอกว่า ทักษะการพูดนั้นเหมือนกล้ามเนื้อครับ ถ้าไม่ใช้มันก็จะอ่อนแอลง และถ้าใช้บ่อยๆ ในสถานการณ์ที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ มันก็จะแข็งแรงขึ้น แต่ไม่มีใครพัฒนากล้ามเนื้อได้ แค่จากการอ่านหนังสือ ออกกำลังกายต้องลงมือทำด้วยเสมอครับ
ในส่วนนี้ครับ เพราะมันสำคัญสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจว่าจะอ่านหรือไม่
หนังสือเล่มนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ต้องสื่อสารบ่อยครับ ไม่ว่าจะ เป็นการประชุม การนำเสนอ การสัมภาษณ์งาน หรือการติดต่อกับลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน เพราะสถานการณ์ทุกอย่างนั้น มีความต้องการการพูดแบบไม่ได้เตรียมตัวเสมอ
เหมาะสำหรับคนที่รู้ว่าตัวเองมีความรู้และความสามารถ แต่รู้สึกว่าพูดออกมาได้ไม่ตรงกับสิ่งที่คิดอยู่ในหัวครับ เพราะปัญหานั้นคือเรื่องของโครงสร้างและกระบวนการคิด ไม่ใช่เรื่องของความฉลาด ซึ่งหนังสือเล่มนี้แก้ได้ตรงจุด
เหมาะสำหรับคนที่อยากพัฒนาทักษะการสื่อสาร โดยไม่ต้องใช้เวลานานในการซ้อม หรือเตรียมตัวมากครับ เพราะหลักการในหนังสือออกแบบมาให้ใช้ได้ในชีวิตจริง โดยไม่ต้องมีโค้ชส่วนตัว หรือเวลาเตรียมตัวมาก
ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาหนังสือที่สอนการพูดในที่สาธารณะ ในแบบที่เตรียมมาเต็มที่ เช่น การนำเสนอบนเวที การกล่าวสุนทรพจน์ หรือการพูดในงานระดับใหญ่ หนังสือเล่มนี้อาจไม่ตอบโจทย์ตรงที่สุดครับ เพราะมันโฟกัสที่การพูดแบบไม่ได้เตรียมตัวเป็นหลัก
และถ้าเพื่อนๆ มีความวิตกกังวลในการพูดในระดับที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมีนัยยะสำคัญ หนังสือเล่มนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ แต่อาจต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา หรือการพูดร่วมด้วย
มีสิ่งหนึ่งที่ Matt Abrahams เขียนไว้แล้วผมไม่ได้คาดว่าจะเจอในหนังสือเกี่ยวกับการพูดครับ และมันเป็นสิ่งที่ผมพกติดตัวออกมาหลังวางหนังสือมากที่สุด เขาบอกว่า "ความเงียบนั้น ไม่ใช่ความล้มเหลวในการสื่อสารครับ มันเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารที่ดี"
ความเงียบที่ตั้งใจก่อนพูด บอกผู้ฟังว่ากำลังคิดอย่างจริงจัง ความเงียบหลังพูดประโยคสำคัญ ให้พื้นที่ผู้ฟังได้ประมวลผลสิ่งที่ได้ยิน และความเงียบในการฟัง บอกอีกฝ่ายว่าให้คุณค่ากับสิ่งที่พวกเขาพูด
เขาบอกว่า คนที่กลัวความเงียบในการสนทนา มักพูดมากเกินจำเป็น เพื่อเติมพื้นที่นั้น และการพูดเกินจำเป็นนั่นแหละ ที่ทำให้สารที่ต้องการบอก ถูกเจือจางลงครับ
การยอมรับและใช้ความเงียบอย่างมีสติ เป็นทักษะที่คนพูดได้ดีที่สุดใช้โดยธรรมชาติ ผมว่านั่นคือสิ่ง ที่หาได้ยากในหนังสือการพูดทั่วไปครับ เพราะส่วนใหญ่โฟกัสที่การพูดให้ดีขึ้น แต่ Matt Abrahams บอกว่า การพูดน้อยลงในจังหวะที่ถูกต้อง ก็เป็นส่วนสำคัญของการสื่อสารที่ดีด้วย
Matt Abrahams บอกว่า นักสื่อสารที่ดีที่สุด ไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุดครับ แต่คือคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพูด เมื่อไหร่ควรฟัง และเมื่อไหร่ควรปล่อยให้ความเงียบทำงาน เพราะทั้ง 3 อย่างนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารที่สมบูรณ์
เราเดินมา 3 ตอนแล้วครับ ตั้งแต่เข้าใจว่าทำไมการพูดแบบไม่ได้เตรียมตัวถึงยาก เรียนรู้หลักการและเครื่องมือที่ Matt Abrahams ให้มา และตอนนี้ก็พูดถึงความรู้สึกส่วนตัว พร้อมกับสิ่งที่ยังตั้งคำถามอยู่ ตอนสุดท้าย เราจะมาปิดด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ นั่นคือ นำทุกอย่างที่ Matt Abrahams เขียนมาเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ทำได้จริงในชีวิตวันนี้เลย พร้อมกับบทส่งท้ายที่ผมอยากฝากไว้สำหรับเพื่อนๆ ทุกคนครับ ไปต่อกันได้เลย
3 ตอนที่ผ่านมา เราเดินทางมาไกลมากแล้วครับ ตั้งแต่ทำความเข้าใจว่าทำไมสมองถึงทำงานผิดพลาดในสถานการณ์พูดที่ไม่ได้เตรียมตัว ลงลึกในหลักการและกรอบโครงสร้างที่ Matt Abrahams ให้มา และพูดถึงความรู้สึกส่วนตัว พร้อมสิ่งที่ยังตั้งคำถามอยู่ นี่คือตอนสุดท้ายของซีรียสนี้แล้วครับ ผมจะนำทุกอย่างที่ Matt Abrahams สอนมาเปลี่ยนให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่แนวคิดที่ฟังแล้วรู้สึกดี แต่หยิบไปใช้ไม่ได้ และปิดท้ายด้วยบทส่งท้ายที่ผมอยากฝากไว้ให้เพื่อนๆ ทุกคนครับ
Matt Abrahams บอกว่า ทุกครั้งที่พูด แม้ในบทสนทนาธรรมดา คือการฝึกครับ คนที่พัฒนาทักษะนี้ได้เร็วที่สุด ไม่ใช่คนที่ฝึกในห้องซ้อม แต่คือคนที่มองทุกการสนทนาเป็นโอกาสเรียนรู้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างเสมอ
**โพยสรุปจาก "คิดเร็ว พูดฉลาด" สู่ชีวิตจริง**
ผมแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ครับ เลือกเริ่มจากส่วนที่ตรงกับสถานการณ์ตอนนี้มากที่สุดก่อนได้เลย เพราะการเริ่มสักอย่างหนึ่ง แล้วทำให้ได้ผล สำคัญกว่าการพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน แล้วไม่ได้ทำเลยสักอย่างครับ
**ส่วนที่ 1: ติดตั้ง "พิธีกรรมก่อนพูด" ให้เป็นนิสัย**
สิ่งแรกที่ Matt Abrahams แนะนำ และผมคิดว่าทำได้ง่ายที่สุดในทันที คือการสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า "พิธีกรรมก่อนพูด" ครับ วิธีปฏิบัติคือ ทุกครั้งที่รู้ว่าต้องพูด หรือถูกถาม ไม่ว่าจะในห้องประชุม ในการสนทนา หรือในสถานการณ์ใดก็ตาม ให้ทำ 3 ขั้นตอนนี้ก่อนเสมอครับ
* **ขั้นตอนแรก:** หายใจเข้าลึก 1 ครั้ง และปล่อยให้ผ่านไป 1 วินาทีก่อนเปิดปาก ไม่ต้องนานกว่านั้น แค่ 1 วินาทีก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนสมองจากโหมดรับสาร ไปสู่โหมดส่งสารได้ครับ
* **ขั้นตอนที่ 2:** ถามตัวเองอย่างรวดเร็วว่า "คนที่ฟังอยู่ต้องการอะไรจากสิ่งที่ฉันกำลังจะพูด?" ใช้เวลาแค่วินาทีถึง 2 วินาที แต่มันเปลี่ยนโฟกัสจากตัวเอง ไปสู่ผู้ฟังโดยอัตโนมัติครับ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพครับ
* **ขั้นตอนที่ 3:** เลือกกรอบโครงสร้างที่เหมาะกับสถานการณ์นั้น ถ้าอธิบายหรือโน้มน้าว ใช้ "ปัญหา - แนวทางแก้ - ผลลัพธ์" ถ้าแสดงความคิดเห็น ใช้ "ข้อสรุป - เหตุผล - ตัวอย่าง" ถ้าอัปเดตสถานะ ใช้ "มีอะไร - ขาดอะไร - ต้องการอะไรต่อ" แล้วก็พูดออกมาตามกรอบนั้นครับ
Matt Abrahams บอกว่า ถ้าทำ 3 ขั้นตอนนี้อย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ มันจะกลายเป็นนิสัยโดยอัตโนมัติ และในที่สุด ก็จะทำในเสี้ยววินาที โดยไม่ต้องคิดอีกต่อไปครับ
**ส่วนที่ 2: ฝึก "การฟังเชิงรุก" ในทุกการสนทนา**
ส่วนที่ 2 ที่ Matt Abrahams เน้นมาก และผมคิดว่าสร้างผลกระทบในระยะยาวมากที่สุด คือการฝึกสิ่งที่เขาเรียกว่า "การฟังเชิงรุก" ในทุกการสนทนาครับ วิธีปฏิบัติคือ ในทุกการสนทนา โดยเฉพาะการสนทนาที่มีความสำคัญ ให้ตั้งใจทำ 2 สิ่งนี้ครับ
* **สิ่งแรกคือ:** ฟังจนจบก่อนเสมอ ไม่ว่าจะอยากตอบแค่ไหนก็ตาม ระงับความต้องการที่จะพูดออกมาไว้ก่อน จนกว่าอีกฝ่ายจะพูดจบ แล้วถามตัวเองว่า "ได้ยินทั้งหมดที่เขาพูดไหม? มีส่วนไหนที่ยังไม่ชัดเจนบ้าง? และสิ่งที่เขาพูดนั้น ต้องการอะไรจากเราจริงๆ?"
* **สิ่งที่ 2 คือ:** ฝึกยืนยันความเข้าใจ ก่อนตอบในสถานการณ์ที่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ ใช้ประโยคง่ายๆ เช่น "ถ้าผมเข้าใจถูก คุณกำลังถามว่า..." หรือ "คุณหมายความว่า... ใช่มั้ยครับ?" สิ่งนี้ทำให้แน่ใจว่า ตอบในสิ่งที่ถูกถามจริงๆ ไม่ใช่ในสิ่งที่คิดว่าถูกถามครับ
Abrahams บอกว่า การฝึกการฟังเชิงรุกนั้น ส่งผลต่อคุณภาพการพูดโดยตรงครับ เพราะคนที่ฟังดี จะพูดได้ตรงประเด็นมากขึ้น ซึ่งทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกสถานการณ์ครับ Matt Abrahams บอกว่า ในการสนทนาส่วนใหญ่ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีอะไรจะพูดครับ แต่อยู่ที่ไม่ได้ฟังให้ดีพอ ที่จะรู้ว่าควรพูดอะไร เมื่อฟังดีขึ้น การพูดก็ดีขึ้นตามไปโดยอัตโนมัติ
**ส่วนที่ 3: สร้าง "ธนาคารกรอบโครงสร้างส่วนตัว"**
ส่วนสุดท้ายที่ Matt Abrahams แนะนำ และผมคิดว่าทำได้ทันที คือการสร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า "ธนาคารกรอบโครงสร้างส่วนตัว" ครับ แนวคิดคือนอกจากกรอบโครงสร้าง 3 แบบที่เราพูดถึงในตอนที่ 2 แล้ว ให้เพิ่มกรอบที่ใช้บ่อยในชีวิตของตัวเองเข้าไปด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นกรอบสำหรับการตอบคำถามในบริบทงานเฉพาะ กรอบสำหรับการอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนให้คนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเข้าใจ หรือกรอบสำหรับการพูดในสถานการณ์ที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวัน
วิธีสร้างธนาคารนี้คือ สังเกตครับ ในสัปดาห์หน้า ทุกครั้งที่พูดแล้วรู้สึกว่าได้ผลดี ให้หยุดคิดว่า ทำอะไรที่ทำให้มันได้ผล เป็นเพราะโครงสร้างที่ดี หรือเพราะตัวอย่างที่เหมาะสม หรือน้ำเสียงและจังหวะ แล้วบันทึกไว้ให้สั้นๆ เพื่อนำกลับมาใช้ครั้งต่อไปครับ และทุกครั้งที่พูดแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ให้ถามตัวเองว่า "เกิดอะไรขึ้น? ขาดโครงสร้าง? พูดยาวเกินไป? หรือโฟกัสที่ตัวเองมากกว่าผู้ฟัง?" ไม่ต้องลงโทษตัวเองครับ แค่สังเกตและจดไว้ว่าครั้งต่อไปจะปรับอะไรครับ
Matt Abrahams บอกว่า การสังเกตตัวเองในแบบนี้ คือรูปแบบการฝึกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดครับ เพราะมันเรียนรู้จากชีวิตจริงของตัวเอง ไม่ใช่จากสถานการณ์สมมติ ที่อาจไม่ตรงกับบริบทที่เจอจริง
มี 2 สิ่งที่ Matt Abrahams เขียนไว้ และยังนึกถึงบ่อยมาก หลังวางหนังสือลงไปนานมากแล้วครับ
สิ่งแรกคือสิ่งที่เขาบอกว่า "การสื่อสารที่ดี ไม่ใช่การพูดที่ไม่มีทิติ ครับ แต่คือการพูดที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า ได้รับสิ่งที่มีคุณค่าจากการฟัง" และสิ่งที่มีคุณค่านั้น ไม่จำเป็นต้องมาจาก การพูดที่สมบูรณ์แบบครับ มันมาจากความชัดเจน ความจริงใจ และความตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจ หรือได้รับประโยชน์
สิ่งที่ 2 คือสิ่งที่เขาบอกว่า "ความกลัวการพูดในที่สาธารณะ หรือในสถานการณ์กดดันนั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่เก่งครับ มันหมายความว่าเรากำลังทำสิ่งที่สำคัญพอที่จะรู้สึกถึงความกดดัน และการเรียนรู้ที่จะรับมือกับความกดดันนั้น คือสิ่งที่สร้างนักสื่อสารที่ดีขึ้นมาได้ครับ"
ผมอยากปิดด้วยสิ่งที่ Matt Abrahams เขียนไว้ในช่วงท้ายของหนังสือครับ เพราะมันสรุปทุกอย่างที่เขาพยายามบอกตลอดทั้งเล่มได้ดีที่สุด เขาบอกว่า "การพูดที่ดีในสถานการณ์ที่ไม่ได้เตรียมตัวนั้น ไม่ใช่เรื่องของการพูดได้สมบูรณ์แบบในทุกสถานการณ์ครับ มันเป็นเรื่องของการที่ทุกครั้งที่มีโอกาสสื่อสาร เราเลือกที่จะโฟกัสที่ผู้ฟังก่อนตัวเอง เลือกที่จะพูดด้วยความชัดเจนมากกว่าความประทับใจ และเลือกที่จะมองทุกการสนทนา ว่าเป็นโอกาสเชื่อมต่อกับคนอื่น ไม่ใช่โอกาสพิสูจน์ตัวเอง"
เขาบอกว่า เมื่อทำแบบนั้นได้อย่างสม่ำเสมอ คุณภาพการสื่อสารจะพัฒนาขึ้น โดยไม่ต้องพยายามมากนัก เพราะสมองกำลังทำสิ่งที่ออกแบบมาให้ทำได้ดีที่สุด นั่นคือการสื่อสารกับมนุษย์คนอื่น ในแบบที่มีความหมาย
และสิ่งที่ผมพกออกมาจากหนังสือเล่มนี้มากที่สุด คือสิ่งนี้ครับ "ทักษะการพูดที่แท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้นจากการฝึกพูดมากขึ้น แต่เกิดขึ้นจากการฟังให้ดีขึ้น คิดให้ชัดขึ้น และให้ความสำคัญกับผู้ฟังมากขึ้นในทุกการสนทนา"
Matt Abrahams ทิ้งท้ายไว้ว่า ในทุกการสนทนาที่เกิดขึ้นในชีวิต เราเลือกได้เสมอว่าจะพูดเพื่อให้ดูดีในสายตาคนอื่น หรือพูดเพื่อสร้างคุณค่าให้กับคนที่ฟังอยู่ครับ และการเลือกนั้น ทำทุกวัน ทุกการสนทนา คือสิ่งที่กำหนดว่า เราจะเป็นนักสื่อสารแบบไหนในระยะยาว
ถ้าจะสรุปทั้ง 4 ตอนนี้ ด้วยสิ่งที่อยากฝากไว้จริงๆ ผมคงบอกแบบนี้ครับ "คิดเร็ว พูดฉลาด" ไม่ใช่หนังสือที่บอกว่า คุณต้องกลาย เป็นนักพูดที่เก่งกาจ เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ครับ มันเป็นหนังสือที่บอกว่า การสื่อสารในชีวิตประจำวันนั้น เข้าถึงได้มากกว่าที่คิด และเริ่มจากการเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ อย่างทิศทางของโฟกัส และการใช้โครงสร้างง่ายๆ ที่ฝึกได้ทันที
สิ่งที่ผมหวังว่าซีรียส์นี้ทิ้งไว้ให้เพื่อนๆ บ้าง ไม่ใช่แค่ความรู้เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ครับ แต่คือแรงบันดาลใจในการลองทำบางสิ่งเล็กๆ น้อยๆ 1 อย่าง ในการสนทนาครั้งต่อไปครับ ไม่ว่าจะแค่หยุดหายใจก่อนพูด หรือการถามตัวเองว่า "ผู้ฟังต้องการอะไร?" แค่นั้นก็คือการเริ่มต้นแล้วครับ
เพราะอย่างที่ Matt Abrahams บอกไว้ครับ ทุกการสนทนาคือการฝึก และทุกครั้งที่โฟกัสที่ผู้ฟัง แทนที่จะโฟกัสที่ตัวเอง คือก้าวที่เดินไปข้างหน้าแล้วครับ
ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคน ที่ติดตามพอดแคสต์ตอน "คิดเร็ว พูดฉลาด" (Think Faster, Talk Smarter) กันจนจบนะครับ หนังสือเล่มนี้เหมาะมากสำหรับทุกคนที่ต้องการสื่อสารในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้เวลาเตรียมตัวมากครับ Matt Abrahams เขียนจากประสบการณ์จริงและงานวิจัยที่แท้จริง ทำให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่เขาบอกนั้นใช้ได้ผลครับ
ถ้ามีหนังสือเล่มไหนที่เพื่อนๆ อยากให้่นำมารีวิวในพอดแคสต์นี้ คอมเมนต์ไว้ได้เลยนะครับ ผมอ่านทุกความเห็น และหลายซีรียส์ที่ผ่านมา ก็มาจากคำแนะนำของเพื่อนๆ ผู้สั่งนี่เองครับ
รบกวนกดกระดิ่งแจ้งเตือน และกดติดตามช่องนี้ไว้ด้วยนะครับ เพื่อไม่พลาดทุกครั้งที่มีหนังสือเล่มใหม่มารีวิว เราจะเจอกันในตอนต่อไป พร้อมหนังสืออีกเล่ม ที่คัดมาอย่างดีสำหรับเพื่อนๆ ที่อยากอ่าน อยากเรียนรู้ และอยากพัฒนาตัวเองต่อไปครับ รอติดตามได้เลย