📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เจาะพิมพ์เขียวโลก 10 ปีหน้า: โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

UknowTechno14:09

Transcription

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับครับ คือช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมาเนี่ย มันมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นในโลกเทคโนโลยีครับ ปกติเราจะเห็นข่าวทีละเรื่องสองเรื่อง แต่คราวนี้มันเหมือนกับว่า เอ่อ จิ๊กซอว์หลายๆ ชิ้นมันเข้าล็อคพร้อมกันหมดเลย จากอวกาศ พลังงาน AI ไปจนถึงคริปโต ทุกอย่างมันเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอย่างน่าประหลาด แค่ลองดูภาพใหญ่ นะครับ Space X ได้ไฟเขียวให้ใช้ฐานปล่อยจรวดที่ Florida ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสุดๆ แล้วเวลาไล่เลี่ยกันก็มีดีลหลายกิกะวัตต์ชั่วโมงของแบตเตอรี่โซเดียมไอออน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ใช่ลิเธียม แถมฝั่ง Ethereum ก็เพิ่งอัปเกรดใหญ่ที่ทำให้ค่าธรรมเนียมถูกลงฮวบ ภาพคือมันไม่ใช่แค่ข่าวเทคโนโลยีธรรมดาๆ แล้วครับ แต่มันเหมือนเรากำลังเห็นพิมพ์เขียวของอีก 10 ปีข้างหน้ากำลังถูกสร้างขึ้นมาจริงๆ คำถามคือทั้งหมดนี้มันกำลังบอกอะไรเราครับ

>> ใช่เลยค่ะ ภาพจิ๊กซอว์ที่ว่านั่นแหละคือประเด็นสำคัญ ถ้าจะให้หาคำมาอธิบายภาพที่ต่อเสร็จแล้วเนี่ย จะใช้คำว่า "พันธสัญญาด้านโครงสร้างพื้นฐาน" หรือ infrastructure commitments ค่ะ คือเรื่องทั้งหมดที่เรากำลังจะคุยกันมันก้าวข้ามขั้นของการพิสูจน์แนวคิดในห้องแล็บไปหมดแล้ว นี่คือการลงเสาเข็ม สร้างโรงงาน สร้างฐานปล่อย สร้างเครือข่ายเพื่อรองรับการใช้งานจริงในสเกลที่ใหญ่กว่าเดิมแบบคนละเรื่องเลยค่ะ

>> งั้นเรามาเริ่มจากเสาเข็มที่ใหญ่ที่สุดกันก่อนเลยดีกว่า การขนส่งในอวกาศ เพราะดูเหมือนว่าข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดกำลังจะถูกทำลายลง ข่าวที่ว่ากองทัพอากาศสหรัฐอนุมัติให้ Space X ใช้ฐานปล่อยจรวด SLC-37 ที่เคป Canaral สำหรับยาน Starship นี่มันเปลี่ยนเกมไปเลยหรือเปล่าครับ ผมเห็นตัวเลขแล้วอึ้งไปเลยนะ ได้รับอนุญาตให้ปล่อยจรวดได้ถึง 76 ครั้งต่อปี แล้วนำยานกลับมาลงจอดอีก 152 ครั้ง

>> ใช่ค่ะ ตัวเลขน่าทึ่งมาก

>> นี่มันคือความถี่ระดับปล่อยยานทุก 5 วันเลยนะ ก่อนหน้านี้ Starship ถูกจำกัดอยู่แค่ฐานใน Texas ซึ่งก็เหมือนเป็นสนามเด็กเล่นสำหรับการวิจัยใช่มั้ยครับ แต่การได้มาอยู่ที่ Florida นี่มันเปลี่ยนเกมยังไงครับ

>> เปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยค่ะ เพราะการปล่อยจรวดจาก Florida ทำให้สามารถเข้าสู่วงโคจรที่สำคัญมากๆ ต่อความมั่นคงของชาติได้ ซึ่งทำไม่ได้จาก Texas พูดง่ายๆ ก็คือ Starship ไม่ได้เป็นแค่โครงการทดลองอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังจะกลายเป็น "รถบรรทุกหลัก" ของสหรัฐในอวกาศ การอนุมัตินี้มันคือการยกเลิกข้อจำกัดด้านมวลสารสู่วงโคจรสำหรับทั้งภาครัฐและเอกชนของสหรัฐอย่างเป็นทางการเลยค่ะ พอเราขนของขึ้นไปได้เยอะขนาดนั้นแล้วไงต่อครับ มันมีปัญหาอะไรตามมามั้ย

>> มีแน่นอนค่ะ เพราะ Space X ขนของขึ้นไปได้มหาศาลแบบนี้ มันสร้างปัญหาคอขวดใหม่ขึ้นมาทันทีเลย คือแล้วจะเอาพลังงานที่ไหนไปใช้ แล้วก็จะจัดการทุกอย่างยังไง ซึ่งนี่คือจุดที่ข่าวของ Antares กับหุ่น ASTROB เข้ามาตอบโจทย์พอดีเป๊ะเลยค่ะ

>> น่าสนใจมากครับ ขยายความหน่อยครับ

>> เรื่องแรกคือพลังงานค่ะ บริษัท Antares กำลังพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก แต่จุดที่พลิกเกมเลยก็คือเป้าหมายแรกของมันไม่ใช่การขับเคลื่อนยานอวกาศ แต่เป็นนิวเคลียร์เพื่อโลจิสติกส์ เขาจะใช้มันเป็นแหล่งพลังงานให้กับฐานทัพนาวีของกระทรวงกลาโหม เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ต้องคอยส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปให้ตลอดเวลา มันคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มั่นคงในที่ที่ไม่มีอะไรเลยค่ะ

>> โอเค พอจะเห็นภาพแล้ว เรามีรถบรรทุกขนของขึ้นไป มีโรงไฟฟ้าจิ๋วสำหรับให้พลังงาน แล้วปัญหาเรื่องการจัดการล่ะครับ มีของลอยอยู่เต็มไปหมด คงใช้คนควบคุมด้วยจอยสติกไม่ไหวแน่ๆ

>> ถูกต้องเลยค่ะ นั่นคือที่มาของข่าวหุ่นยนต์ AROBOT บนสถานีอวกาศนานาชาติ นักวิจัยจาก Stanford เพิ่งทำให้มันฉลาดขึ้นมากโดยใช้ AI ทำให้มันวางแผนเส้นทางและทำงานได้เองแบบ Real-time ไม่ต้องรอคำสั่งจากพื้นโลกอีกต่อไป

>> โห

>> เบื้องหลังที่คนไม่ค่อยพูดถึงกันคือเทคนิคที่เรียกว่า "Warmstart Neural Network" ถ้าจะเปรียบเทียบง่ายๆ มันเหมือนกับการให้ AI แอบดูเฉลยของข้อสอบข้อที่แล้วก่อนเริ่มทำข้อใหม่ มันเลยไม่ต้องเริ่มคิดจากศูนย์ทุกครั้ง ทำให้ลดการคำนวณไปได้ 50-60% ซึ่งสำคัญมาก

>> อ๋อ เพราะว่าชิปในอวกาศมันไม่ได้แรงเหมือนบนโลกใช่มั้ยครับ ต้องทนรังสีด้วย

>> ใช่เลยค่ะ ทำให้ AI ทำงานได้บนชิปคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าๆ ที่ทนรังสีได้นี่แหละค่ะ ภาพของโครงสร้างพื้นฐานในอวกาศยุคใหม่ การขนส่งมวลสารมหาศาล แหล่งพลังงานอิสระ และระบบจัดการอัตโนมัติ

>> สุดยอดเลยครับ พอฟังแบบนี้แล้วเห็นภาพชัดขึ้นว่ามันเชื่อมกันยังไง แล้วแนวคิดการวางโครงสร้างพื้นฐานระดับอุตสาหกรรมแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอวกาศใช่มั้ยครับ พอกลับมาบนโลก ภาพเดียวกันมันก็กำลังเกิดขึ้นกับเรื่องพลังงานเหมือนกัน

>> ภาพเดียวกันเป๊ะๆ เลยค่ะ แล้วข่าวที่ใหญ่ที่สุดในรอบนี้ก็คือดีลของบริษัท Peak Energy ที่จะติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่โซเดียมไอออนขนาด 4.75 กิกะวัตต์ชั่วโมง เอาจริงๆ นะครับ พอได้ยินคำว่าโซเดียมไอออนมันฟังดู เอ่อ ไม่ค่อยว้าวเท่าลิเธียม ทำไมดีลนี้ถึงเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นครับ มันก็แค่แบตเตอรี่แบบอื่นใช่ไหมครับ

>> เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ เพราะหัวใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่เคมีของแบตเตอรี่ แต่อยู่ที่ภูมิรัฐศาสตร์ของห่วงโซ่อุปทาน สิ่งที่น่าทึ่งคือการที่โซเดียมกับเหล็กเป็นธาตุที่มีอยู่ทุกที่บนโลก มันคือการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระ หรือ sovereign supply chain ไม่ต้องพึ่งพาลิเธียมหรือโคบอลต์ที่กระจุกตัวอยู่แค่ในไม่กี่ประเทศ นี่คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับชาติเลยค่ะ

>> โอ เข้าใจแล้ว คือมันเกี่ยวกับเรื่องวัตถุดิบเป็นหลักเลย

>> ใช่ค่ะ และไม่ใช่แค่นั้นนะคะ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย แบตเตอรี่ชนิดนี้ใช้เคมีที่เรียกว่า LFP ซึ่งมีจุดวาบไฟจากความร้อนสูงกว่ามาก

>> คือติดไฟยากกว่าว่างั้นเถอะครับ

>> ใช่ค่ะ พูดง่ายๆ คือมันติดไฟยากกว่าเยอะ ผลลัพธ์ที่ตามมาแล้วน่าทึ่งมากคือมันแทบไม่ต้องใช้ระบบระบายความร้อนที่ซับซ้อนเลย ไม่ต้องมีพัดลม ไม่ต้องมีปั๊มของเหลว ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานของตัวระบบเองได้ถึง 97% เลยนะคะ

>> โอ้โห

>> นี่คือการเปลี่ยนเกมด้านประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ซึ่งแนวคิดเรื่องประสิทธิภาพและการแก้ปัญหาพื้นฐานแบบนี้ มันก็เชื่อมโยงมาถึงโลกของ AI ได้เหมือนกันค่ะ ตอนนี้นักพัฒนากำลังปวดหัวกับปัญหาที่เรียกว่า "Catastrophic Forgetting" หรือความจำเสื่อมของเอเจนต์

>> เดี๋ยวสิครับ Catastrophic Forgetting นี่มันเหมือนปลาในเรื่อง Finding Nemo หรือเปล่าครับ คือทำงานไปสักพักแล้วก็ลืมว่าเมื่อกี้ทำอะไรไป

>> ประมาณนั้นเลยค่ะ คือพอ AI Agent ทำงานต่อเนื่องไปนานๆ มันจะเริ่มลืมคำสั่งแรกๆ หรือบทเรียนที่เคยเรียนรู้ไป แต่ล่าสุดมีสถาปัตยกรรมใหม่ชื่อ "Mamba" ที่ออกมาแก้ปัญหานี้ โดยเลียนแบบความจำของมนุษย์ คือมันมีทั้งหน่วยความจำระยะสั้นที่เหมือนสัญชาตญาณที่เรียกใช้ง่ายและเร็ว กับหน่วยความจำระยะยาวที่มันจะคอยบีบอัดประสบการณ์สำคัญๆ เก็บเอาไว้

>> ทำให้มันเรียนรู้จากอดีตได้จริงๆ ใหม่จากจีนที่ชื่อ DeepSeek V3.2 กำลังเป็นที่ฮือฮามาก เห็นว่าผลทดสอบบางอย่างแซงหน้า GPT-4o ไปแล้วด้วยซ้ำ

>> ใช่ค่ะ และที่น่าสนใจกว่าคือมันทำได้โดยใช้ฮาร์ดแวร์ที่ประหยัดกว่ามาก เคล็ดลับของมันคือเทคนิคที่เรียกว่า "Sparse Attention" คู่กับ "Lightning Indexer" ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ นะคะ ลองนึกภาพว่าเรากำลังอ่านหนังสือเล่มหนาๆ เพื่อหาข้อมูลแค่เรื่องเดียว แทนที่เราจะอ่านทุกตัวอักษร เราเปิดไปที่สารบัญแล้วกระโดดไปที่หน้าที่ต้องการได้เลย Lightning Indexer ก็ทำหน้าที่เหมือนดัชนีนั่นล่ะค่ะ

>> อ๋อ คือมันบอกให้ AI รู้ว่าควรจะตั้งใจอ่านข้อมูลส่วนไหนเป็นพิเศษ ทำให้ประมวลผลได้เร็วและประหยัดขึ้นมหาศาล

>> ใช่เลยค่ะ

>> โอเค เราเห็นโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอย่างพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาอย่าง AI ไปแล้ว แล้วโครงสร้างพื้นฐานของโลกการเงินและโลกดิจิทัลล่ะครับ แน่นอนว่าต้องพูดถึง Ethereum ที่เพิ่งอัปเกรดใหญ่ในชื่อ "Dencun" ผมเห็นพาดหัวข่าวว่าค่าธรรมเนียมบน Layer 2 จะลดลง 40-60% ซึ่งดีกับผู้ใช้มาก แต่เบื้องหลังมันทำงานยังไงครับ

>> ถ้ามองในภาพรวมนะคะ นี่คือการแก้ปัญหาคอขวดของข้อมูลบน Blockchain ค่ะ เทคโนโลยีหลักที่ใช้คือ "Proto-Danksharding" ถ้าจะให้เปรียบเทียบง่ายๆ นะคะ ลองนึกภาพว่าเราต้องตรวจข้อสอบกองมหึมา แทนที่ผู้ตรวจสอบหรือ Validator ทุกคนจะต้องอ่านข้อสอบทุกหน้า ทุกคำ พวกเขาแค่สุ่มตรวจคนละไม่กี่หน้า

>> เดี๋ยวสิครับ แค่สุ่มตรวจเนี่ยนะ แล้วมันจะปลอดภัยได้ยังไงครับ มันไม่เปิดช่องให้คนร้ายแอบซ่อนข้อมูลแย่ๆ ไว้ในส่วนที่ไม่มีใครสุ่มไปเจอหรอกครับ

>> เป็นคำถามที่ดีมากเลยค่ะ และนี่คือความมหัศจรรย์ของคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า "Erasure Coding" หลักการของมันคือข้อมูลทั้งหมดจะถูกเข้ารหัสและกระจายออกไปในลักษณะที่ว่า แค่มีชิ้นส่วนข้อมูลที่ถูกต้องเพียงบางส่วน ก็สามารถสร้างข้อมูลต้นฉบับทั้งหมดกลับคืนมาได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นถ้ามีใครพยายามซ่อนข้อมูลแย่ๆ ไว้ แค่การสุ่มเจอบางส่วนที่ผิดปกติก็จะทำให้รู้ได้ทันทีว่าข้อมูลทั้งหมดนั้นใช้ไม่ได้

>> อ๋อ เป็นการการันตีความถูกต้องของข้อมูลทั้งก้อนโดยไม่ต้องดูข้อมูลทั้งก้อน

>> ถูกต้องค่ะ ซึ่งผลลัพธ์คือเครือข่ายรองรับข้อมูลได้มากขึ้นมหาศาล เปิดประตูให้แอปพลิเคชันอย่างเกมหรือโซเชียลมีเดียบนบล็อกเชนเกิดขึ้นได้จริงในเชิงเศรษฐศาสตร์

>> เข้าใจแล้วครับ คือเทคโนโลยีพื้นฐานมันแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่ในขณะเดียวกันตลาดที่อยู่บนเทคโนโลยีพวกนี้ก็ยังดูปั่นป่วนอยู่นะครับ อย่างกรณีหุ้น American Bitcoin ETF หรือ ABTC ที่ร่วง 50% ในไม่กี่นาที มันเกิดอะไรขึ้นครับ

>> จุดที่น่าสนใจคือมันไม่ได้ร่วงเพราะราคา Bitcoin เลยค่ะ ตอนนั้นราคา Bitcoin ค่อนข้างนิ่ง แต่สาเหตุที่แท้จริงคือการหมดระยะเวลาห้ามขาย หรือ lock-up period ของนักลงทุนกลุ่มแรก

>> อ๋อ คก็นักลงทุนรอบแรกเทขาย นั่นเอง

>> ใช่ค่ะ มันเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่ามูลค่าของหุ้นที่ผูกกับกระแสหรือคนดัง อาจจะไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับมูลค่าของสินทรัพย์พื้นฐานเลยก็ได้ แล้วถ้าเราข้ามจากโค้ดดิจิทัลมาสู่โค้ดของสิ่งมีชีวิตก็มีความก้าวหน้าที่น่าทึ่งไม่แพ้กันค่ะ นั่นคือข่าวจากบริษัท Evotec Therapeutics กับการรักษาโรคอัลไซเมอร์

>> เรื่องอัลไซเมอร์นี่อุปสรรคใหญ่ที่สุดที่ได้ยินมาตลอดคือเกราะสมองเลือกที่ยาดีส่วนใหญ่ก็ผ่านเข้าไปไม่ได้แล้ว เขาแก้ปัญหานี้ยังไงครับ

>> พวกเขาสร้างนวัตกรรมที่เรียกว่า "การบำบัดแบบเซลล์ฟรี" คือไม่ต้องใช้เซลล์มีชีวิตค่ะ แต่ใช้ถุงหุ้มนอกเซลล์ที่สกัดมาจากเซลล์นักฆ่า แล้วส่งยาผ่านการพ่นจมูก

>> อะไรนะครับ พ่นจมูกเหรอครับ

>> เข้าไปจัดการกับอาการอักเสบในระบบประสาทได้โดยตรง นี่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งยาเข้าสู่สมอง ซึ่งอาจจะปลดล็อกการรักษาโรคทางระบบประสาทอีกมากมายในอนาคตเลยค่ะ

>> พอฟังมาทั้งหมดนี้มันชัดเจนเลยว่าเรามีตัวต่อเลโก้ชิ้นใหม่ๆ เต็มไปหมดเลยนะครับ ทั้งในอวกาศ พลังงาน AI คริปโต ทีนี้เราก็เริ่มเห็นผู้เล่นรายใหญ่ๆ ขยับตัวเพื่อจะมาเป็นคนสร้างโรงงานประกอบเลโก้พวกนี้แล้วใช่มั้ยครับ อย่างงาน AWS Re:Invent ที่เพิ่งจบไป

>> ถูกต้องค่ะ AWS กำลังเปลี่ยนเกม พวกเขาไม่ได้มองว่าจะขายแค่โมเดล AI ผ่าน API อีกต่อไป แต่กำลังเสนอโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Agent แบบครบวงจร และคำที่น่าจับตาที่สุดคือ "AI Factories" ซึ่งเป็นการให้บริการแบบ on-premise คือยกโรงงาน AI ไปติดตั้งให้ถึงในองค์กรของลูกค้าเลยค่ะ

>> ทำไมการติดตั้งในองค์กรถึงสำคัญขนาดนั้นครับ

>> เพราะมันเป็นการขจัดอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ค่ะ นั่นคือเรื่องอธิปไตยของข้อมูล หรือ data sovereignty บริษัทการเงิน โรงพยาบาล หรือหน่วยงานรัฐบาล มีข้อมูลที่ละเอียดอ่อนมากๆ ที่ไม่สามารถส่งออกไปประมวลผลบนคลาวด์ของคนอื่นได้

>> อ๋อ การมี AI Factory ในบ้านตัวเองก็ทำให้พวกเขาสามารถฝึกและใช้ AI กับข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย

>> ใช่เลยค่ะ

>> ในขณะที่ AWS ให้บริษัทต่างๆ เก็บข้อมูลไว้ในบ้าน อีกยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI ก็ดูเหมือนจะเดินเกมสองหน้าไปพร้อมๆ กัน คือทั้งบุกไปข้างหน้าและสร้างเกราะป้องกันตัวเองไปพร้อมๆ กัน

>> ภาพนั้นชัดเจนมากค่ะ ด้านหนึ่งคือการขยายตัวเชิงรุกอย่างการประกาศลงทุนครั้งใหญ่ในออสเตรเลียเพื่อสร้างฐานที่มั่นในภูมิภาค แต่อีกด้านหนึ่งซึ่งน่าสนใจกว่าคือการสร้างกลไกควบคุมภายในที่เรียกว่า "Constitutional AI" มันคือการฝึกให้โมเดล AI สามารถปฏิเสธได้เมื่อมันทำผิดคำสั่ง หรือเมื่อมันค้นพบวิธีลัดที่อาจจะไม่ปลอดภัย

>> โอ้โห

>> นี่คือการเปลี่ยนโจทย์จากการสร้าง AI ที่เก่งไปสู่การสร้าง AI ที่ซื่อสัตย์ ซึ่งในระยะยาวอาจจะสำคัญกว่าด้วยซ้ำค่ะ

>> โอ้โห พอฟังทั้งหมดแล้วภาพจิ๊กซอว์ตอนต้นมันต่อกันสนิทเลยนะครับ เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์จริงๆ จากยุคของการทดลองในห้องแล็บ ไปสู่ยุคของการวางโครงสร้างพื้นฐานระดับอุตสาหกรรมในทุกแขนง เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้เป็นของเล่นอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังจะกลายเป็นถนนไฟฟ้าประปาของศตวรรษที่ 21

>> ถูกต้องที่สุดค่ะ และนั่นก็นำไปสู่คำถามสุดท้ายที่น่าคิดสำหรับเราทุกคน ในเมื่อโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่เหล่านี้กำลังถูกสร้างขึ้นด้วยความเร็วอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน คำถามที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ อาจจะไม่ใช่แค่อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป แต่เป็น "ใคร" จะเป็นผู้สร้างแอปพลิเคชันที่ทรงพลังที่สุดบนฐานอุตสาหกรรมใหม่นี้ และพวกเขาจะทำได้เร็วแค่ไหน นี่คือสนามแข่งขันที่แท้จริงที่เสียงปืนกลจะดังขึ้นเท่านั้นเองค่ะ