Transcription
ในยุคที่เมืองยังไม่เจริญนัก ยักษ์ตนนี้ใช้ 2 มืออุ้มรถยนต์เพื่อพาผู้คนข้ามช่องแคบไปยังฝั่งตรงข้ามเมื่อเรือเกิดขัดข้อง กลางทะเลเขาจะใช้เชือกลากเรือกลับเข้าฝั่ง และหากมีวาฬมาเกยตื้นเขาก็จะประคองมันกลับสู่ท้องทะเลอย่างระมัดระวัง
ในฤดูหนาวที่แม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ยักษ์จะยกหินก้อนใหญ่ขึ้นมาทุบน้ำแข็งเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือ เขาเปรียบเสมือนเทพผู้พิทักษ์ที่คอยปกป้องดินแดนแห่งนี้อย่างเงียบๆ มาโดยตลอด
เมื่อเวลาผ่านไป หมู่บ้านประมงเล็กๆ ได้กลายเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง ทว่าเมื่อฤดูหนาวเวียนมาอีกครั้ง ในขณะที่เขากำลังจะช่วยทุบน้ำแข็งเหมือนเดิม กลับมีเรือตัดน้ำแข็งที่ทันสมัยมาทำหน้าที่นั้นแทน ในยุคที่มีเครื่องจักรกล้าวหน้า บทบาทของเขาจึงถูกแทนที่ไปเสียแล้ว
ยิ่งเมืองสร้างตึกสูงขึ้น ร่างกายที่ใหญ่โตของเขากลับกลายเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต แม้เขาจะพยายามเดินอย่างระมัดระวังท่ามกลางหมู่เรือ แต่เขาก็พลาดไปเหยียบเรือจนล้มลงและชนกับสะพานที่เพิ่งสร้างใหม่ ยักษ์รู้สึก ลนลานแล้วรีบเก็บรถที่ตกน้ำกลับคืนสู่สะพาน
เขานั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังด้วยความสับสน และรู้สึกว่าเมืองที่เขาเคยคุ้มครองอาจไม่ต้องการเขาอีกต่อไปแล้ว ค่อยๆ จมลงสู่ก้นทะเลเพื่อหลับไหลไปอย่างยาวนาน
จนกระทั่งวันนึง น้ำทะเลลดระดับลงอย่างผิดปกติ ยักษ์ตื่นขึ้นจากการหลับไหลด้วยความมึนงง แต่แล้วเขาก็พบว่ามีสึนามิกำลังมุ่งหน้ามาทำลายเมือง ยักษ์ตัดสินใจหยิบประพาครที่เคยทิ้งไปกลับมาสวมอีกครั้งเพื่อปกป้องเมือง
เขาเข้าไปยืนอยู่ระหว่างยอดเขา 2 ลูก ใช้ไหล่ยันหน้าผา และใช้ร่างกายของตนเองรับแรงปะทะของคลื่นยักษ์ แรงกระแทกนั้นมหาศาล จนทำให้ร่างกายของเขาฉีกขาด แขนแตกสลาย และร่างพังตลายกลายเป็นเศษซากจมหายไปในน้ำ
ทว่าผู้คนไม่เคยลืมเขา พวกเขาใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยค่อยๆ เก็บกู้ซากชิ้นส่วนของยักษ์ขึ้นมาทีละชิ้น ทุกคนช่วยกันประกอบร่างของเขาเข้าด้วยกันเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ และเมื่อนำประพาครกลับมาสวมบนศีรษะของเขาอีกครั้ง ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ยักษ์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง และเขาก็จะอยู่เพื่อเฝ้าดูการเติบโตของเมืองนี้ต่อไป