Transcription
คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนขยันทำงานสุดชีวิต แต่กลับไม่เจริญก้าวหน้า ทำอะไรก็ติดขัดเหมือนมีบางอย่างถ่วงเอาไว้ หรือบางคนดูเหมือนมีโอกาสดีอยู่ตรงหน้า แต่กลับพลาดเสมอ ความจริงแล้ว สาเหตุหนึ่งอาจไม่ได้มาจากโชคชะตาหรือสิ่งลี้ลับ หากแต่มาจากสิ่งที่เราใช้กันทุกวัน นั่นคือคำพูด
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า วาจาของมนุษย์มีพลังยิ่งกว่ามีด เพราะบาดแผลจากมีดรักษาได้ แต่บาดแผลจากคำพูดบางคำอาจฝังใจไปตลอดชีวิต แล้วคุณรู้ไหมว่ามีคำพูดอยู่ 4 ประเภท ที่พระองค์ทรงเตือนว่าหนักหน่วง เป็นวจีทุจริต ที่สร้างบาปร้ายแรง ทำให้ชีวิตตกต่ำ ทำอะไรก็ติดขัด คำพูดเหล่านั้นคืออะไร และคุณอาจเผลอพูดอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว มาติดตามเรื่องนี้ไปพร้อมกัน ฟังเรื่องนี้ให้จบ แล้วคุณอาจพบคำตอบของคำถามในใจคุณมาตลอดชีวิต
ยินดีต้อนรับกลับสู่แสงธรรมนำชีวิต ที่วันนี้จะขอเป็นเพื่อนร่วมเดินทางกับทุกท่านที่กำลังค้นหาความสุขให้เกิดขึ้นภายในใจ วันนี้เราขอนำเสนอธรรมะผ่านเรื่องเล่า
กลางหมู่บ้านเล็กๆ ทางภาคเหนือ มีชายคนหนึ่งชื่อว่าสมาน เขาเป็นคนขยันขันแข็ง ช่วยงานบ้านงานไร่ไม่เคยขาด ใครเห็นต่างเอ็นดูว่าเป็นคนตั้งใจจริง แต่ถ้าว่าคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านกลับไม่ค่อยอยากสนทนากับเขานัก เหตุผลไม่ใช่เพราะเขาเกียจคร้านหรือเอารัดเอาเปรียบ แต่เป็นเพราะปากของเขาที่มักพูดโดยไม่คิด สมานไม่เคยรู้ตัวว่าคำพูดที่เขาเอ่ยออกมานั้น ก่อให้เกิดบาดแผลในใจคนอื่นๆ
บางครั้งเพื่อนบ้านตั้งใจทำงานเต็มที่ แต่พอเขาเอ่ยว่า "เออ ทำไปเถอะ ยังไงก็ไม่สำเร็จหรอก" คำพูดนั้นทำให้คนที่ตั้งใจถึงกับหมดกำลังใจไปทั้งวัน บางครั้งเขาพูดเล่นกับภรรยาเหมือนหยอกล้อ แต่กลับแทงใจดำโดยไม่ตั้งใจ "ทำกับข้าวทีไรก็เค็มทุกที" ภรรยาฟังแล้วน้ำตาตกใน แม้จะบอกว่าไม่โกรธ แต่แผลใจกลับสะสมจนลึกใน
ค่ำวันหนึ่ง สมานได้มีโอกาสไปฟังพระอาจารย์เทศน์ที่ศาลาวัด พระอาจารย์ยกพระพุทธวจนะขึ้นมากล่าวว่า "ภิกษุทั้งหลาย วาจาเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายสุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้" แล้วพระอาจารย์ก็อธิบายต่อว่า คำพูดของคนเราไม่ใช่เพียงแค่ลมปากที่ออกมาแล้วหายไป แต่เป็นวจีกรรม คือกรรมทางวาจา ซึ่งมีผลเช่นเดียวกับกรรมทางกาย และกรรมทางใจ พระองค์ทรงชี้ชัดถึงสิ่งที่เรียกว่าวจีทุจริต 4 หรือการใช้วาจาในทางผิด 4 ประการ ได้แก่
1. มุสาวาท การพูดโกหกหลอกลวง
2. ปิสุนาวาจา การพูดส่อเสียดทำให้คนแตกแยก
3. รุสาวาจา การพูดคำหยาบก้าวร้าว
4. สัมัปปลาปะ การพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ
พระอาจารย์กล่าวด้วยเสียงหนักแน่นว่า "ผู้ใดกล่าววาจาเช่นนี้ ย่อมสะสมบาป เมื่อบาปมากขึ้น ชีวิตย่อมตกต่ำ ทำอะไรก็ไม่ราบรื่น"
หลวงพี่ฤาษีดำ หรือพระราชพรหมมาน เคยเทศน์เตือนญาติโยมหลายครั้งว่า "ปากของคนนั้นเป็นทั้งประตูสวรรค์และประตูนรก ถ้าใช้ให้เป็นทาน พูดให้กำลังใจ เป็นคำสอน เป็นคำปลอบใจ ปากเราก็เป็นบุญ แต่ถ้าใช้พูดเท็จ ด่าว่าร้าย หรือทำให้คนอื่นทุกข์ใจ ปากเราก็กลายเป็นบาป"
มีอยู่คราวหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องอัสกะชาดก ซึ่งมีใจความว่า ครั้งหนึ่งในพุทธกาล ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ได้มีเหตุการณ์ที่พระภิกษุหลายรูปถกเถียงกันเรื่องโทษของการพูดคำหยาบ เพราะเห็นญาติโยมบางคนที่แม้เป็นคนใจดีใจบุญ แต่ปากไม่รู้จักระวัง ชอบด่าหยาบคาย เวลาคนได้ยินก็พากันรังเกียจ ภิกษุทั้งหลายจึงไปทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า "เหตุใดคนบางคนถึงแม้มีทรัพย์สมบัติ มีความสามารถ แต่กลับไม่มีใครอยากคบ เพราะเพียงคำพูดที่หยาบคาย"
พระองค์จึงทรงเล่าถึงเรื่องในอดีตชาติของพระองค์เองว่า "นี่ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เคยเกิดมาแล้วในอดีตชาติ" และทรงเล่าเป็นอัสสกชาดก
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในตระกูลใหญ่ในแขวงพาราณสี ครอบครัวร่ำรวย มีทรัพย์มากมาย ได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีในเมืองนั้น ในเมืองเดียวกันนี้มีชายอีกผู้หนึ่งชื่ออัสกะ เขาเป็นคนที่จะไม่ได้เลวร้ายโดยสันดาน มีทรัพย์สมบัติ มีบ้านเรือนใหญ่ มีค่าธาตุบริวาร แต่เขามีนิสัยเสียอยู่อย่างเดียวคือชอบใช้คำหยาบ ทุกครั้งที่พูดกับใคร ไม่ว่าคนในบ้าน บริวาร หรือแม้แต่แขกผู้มาเยือน เขามักใช้ถ้อยคำก้าวร้าว เสียดสี ดุด่า หรือประชดประชัน เวลามีคนทักทายอย่างสุภาพ เขาก็มักตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระด้าง เช่น "มาทำไมวะ" หรือ "ไม่เห็นต้องมาพูดมาก" บางครั้งเวลาโกรธ เขาก็ด่าออกมาหยาบคายจนคนฟังเจ็บใจ
แรกๆ คนในบ้านก็ยังทน เพราะเห็นว่าอัสกะมีทรัพย์สินมาก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป คำพูดหยาบคายสะสมจนผู้คนเอือมระอา ไม่อยากเข้าใกล้ ใครที่เคยสนิทก็เริ่มตีตัวออกห่าง แม้ว่าอัสกะจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่กลับไม่มีใครอยากติดต่อทำการค้า ไม่มีใครอยากร่วมมือด้วย แม้แต่ธาตุบริวารก็ค่อยๆ ลาออกไปอยู่ที่อื่น เพราะทนฟังคำด่าไม่ไหว สุดท้ายบ้านใหญ่โตที่เคยมีคนพลุกพล่าน กลับกลายเป็นบ้านที่ว่างเปล่า อัสกะต้องอยู่เพียงลำพัง ถึงแม้จะมีเงินทองมาก แต่ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครอยากพูดด้วย แม้จะไปตลาดซื้อของก็ไม่มีใครอยากขายให้ เวลาจะหาคนช่วยงานก็หายาก เพราะทุกคนรังเกียจปากที่หยาบคาย เขากลายเป็นคนไร้ที่พึ่งในบ้าน ปลายชีวิตต้องอยู่โดดเดี่ยวทั้งที่มีทรัพย์มาก
เมื่อพระพุทธองค์เล่าจบ จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ดูก่อนบรรพชิตทั้งหลาย พรุสวาจา หรือวาจาหยาบ นำความเดือดร้อนมาให้ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น แม้มีทรัพย์สมบัติมาก แต่ถ้าพูดหยาบ ย่อมไม่มีใครรักใคร่คบหา" และทรงชี้ว่าผู้ที่หมั่นฝึกพูดด้วยคำสุภาพอ่อนโยน จะเป็นที่รัก เป็นที่นับถือของคนทั้งปวง
เรื่องนี้แสดงให้เห็นชัดว่า
1. คำพูดคือเสน่ห์หรือพิษ คนที่พูดดี แม้จนก็มีเพื่อน คนที่พูดหยาบ แม้รวยก็ไม่มีใครอยากคบ
2. คำพูดสะท้อนใจ วาจาหยาบแสดงถึงใจหยาบ ใจที่โกรธง่าย ขาดเมตตา
3. โทษของคำหยาบ ทำลายความสัมพันธ์ ทำลายเกียรติยศ ทำให้ขาดมิตรภาพและความร่วมมือ สะสมบาปกรรม นำไปสู่อบาย
4. คุณของวาจาสุภาพ พระพุทธเจ้าตรัสว่า วาจาที่อ่อนโยน สุภาพไพเราะ ย่อมนำมาซึ่งมิตรและความรัก
หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยเทศน์สอดคล้องกับชาดกนี้ว่า "คนปากหยาบ ต่อให้ทำบุญมากก็ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ เพราะเขาเบื่อคำพูดที่ทำให้เจ็บใจ คำหยาบเป็นเหมือนตะปูตอกลงในไม้ ยิ่งตอกมากเท่าไหร่ ไม้ก็พรุน ยากจะกลับมาสมบูรณ์ได้ ฉะนั้น อย่าคิดว่าพูดหยาบเป็นเรื่องเล็ก เพราะบาปแรงเหมือนกัน" ท่านยังย้ำว่า "การด่าพ่อแม่ด้วยคำหยาบ คือบาปมหันต์ ตัดรากบุญของตนเองทันที ทำให้หาความเจริญในโลกมิได้และโลกหน้ามิได้เลยทีเดียว"
ในโลกออนไลน์ปัจจุบัน คำพูดไม่ได้อยู่แต่ลมปากอีกต่อไป แต่ถูกบันทึกเป็นตัวหนังสือ คำคอมเมนต์หรือโพสต์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว บางคนไม่ทันคิด พิมพ์คำหยาบหรือด่าใครลงไป ผลคือถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท บางคนโกหกสร้างข่าวปลอมเพื่อความสนุก ผลคือเสียชื่อเสียง ถูกไล่ออกจากงาน สิ่งเหล่านี้ย้ำชัดว่าคำพูดเป็นกรรม และกรรมย่อมส่งผลจริงเสมอ
พระอาจารย์เล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งพระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นกษัตริย์ที่ทรงตั้งสัตย์ไว้ว่าจะรักษาวาจาเป็นอย่างดี ไม่พูดเท็จ ไม่พูดให้แตกแยก ไม่พูดหยาบ และไม่พูดไร้สาระ แม้ในยามศึกสงคราม เมื่อข้าศึกมาถามกลยุทธ์ พระองค์ยังเลือกพูดอย่างมีปัญญา ไม่โกหก แต่ไม่ทำให้ตนเองเสียหาย เพราะพระองค์รู้ว่าวาจาคือเงาของใจ ตรงกันข้ามกับขุนนางอีกคนที่ชอบพูดเท็จและส่อเสียด พระพุทธองค์ทรงเล่าว่าในชาติปางนั้น คนผู้นี้เมื่อตายไปแล้ว ตกนรกทันที เพราะวาจาที่ไม่รู้จักควบคุม
เมื่อสมานได้ฟังพระธรรมเทศนา เขาก็เริ่มย้อนคิดกับชีวิตตนเองว่า "ที่เราทำอะไรไม่ขึ้น สุดท้ายติดขัดไปหมด อาจเป็นเพราะคำพูดของเรานี่เอง" เขาจึงตั้งใจว่าจะเรียนรู้เรื่องวจีทุจริต 4 ให้เข้าใจ เพื่อจะได้ละเว้นและเปลี่ยนเป็นวจีสุจริตแทน
วจีสุจริต 4 ตรงกันข้ามกับบาป คือ
1. พูดความจริง ทำให้ได้รับความเชื่อถือ
2. พูดสมานไมตรี ทำให้เกิดความสามัคคี
3. พูดไพเราะสุภาพ ทำให้คนรักใคร่
4. พูดมีประโยชน์ ทำให้คำพูดมีค่า
พระพุทธเจ้าตรัสว่า "วจีสุจริต 4 ประการนี้ เป็นทางแห่งความเจริญ ผู้ใดรักษาได้ ชีวิตย่อมราบรื่น"
เนื้อหาที่ผ่านมาจึงเป็นการปูพื้น พูดไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือกรรมที่สำคัญ พระพุทธองค์และครูบาอาจารย์ย้ำตรงกันว่า คำพูดสามารถยกชีวิตขึ้นสูง หรือฉุดให้ตกต่ำได้ สมานจึงตัดสินใจศึกษาให้ลึกขึ้นว่า คำพูดแบบใดที่เป็นบาปแรงทั้ง 4 ประการ และเราจะละได้อย่างไร เรื่องราวจากนี้ไปจะค่อยๆ เปิดเผยทีละข้อ เริ่มจากคำโกหก หรือมุสาวาท เป็นบาปทางวาจาประการแรก ที่พระองค์ตรัสว่าทำให้สัตว์ทั้งหลายตกอบาย
หลังจากสมานได้ฟังพระอาจารย์เทศน์เรื่องพลังของคำพูดในวันนั้น เขากลับบ้านไปด้วยใจที่ครุ่นคิด เขานึกถึงคำพูดที่ตนเองเคยเอ่ยออกไป ทั้งคำประชด คำไม่สร้างสรรค์ และโดยเฉพาะคำโกหก ที่บางครั้งก็ใช้เพื่อตัดปัญหา หรือเพื่อเอาตัวรอด โดยไม่ทันคิด เขาเริ่มถามตัวเองว่า "ที่ผ่านมาชีวิตเราไม่ราบรื่น มีแต่เรื่องติดขัด มันจะเกี่ยวกับคำโกหกที่เราเคยพูดไหม"
ในคืนนั้น เขาเปิดวิทยุที่บ้าน มีเสียงเทศน์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำพอดี ท่านกล่าวประโยคหนึ่งที่ตรงกับใจสมานอย่างแรงว่า "มุสาวาท หรือการพูดโกหก เป็นบาปที่ทำให้เราตกต่ำ แม้จะโกหกเล่นๆ ก็ไม่ควร เพราะมันเป็นการสร้างนิสัยให้จิตใจชินกับการไม่ตรงไปตรงมา"
สมานได้ฟังแล้วหัวใจสะดุ้ง เพราะเขามักพูดโกหกเล็กๆ น้อยๆ กับภรรยาและลูก เช่น บอกว่ามีเงินทำที่ไม่มี หรือสัญญาว่าจะพาไปเที่ยวแต่ไม่ทำจริง เขาไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นบาปใหญ่ แต่คำสอนของหลวงพ่อทำให้เขาเริ่มเข้าใจว่า ทุกคำโกหก แม้เล็กน้อย ก็ทำให้ชีวิตติดขัดได้
ชาดกเรื่องจริง คือพ่อค้าโกหก
พระพุทธเจ้าเคยตรัสเล่าสัญจยชาดก เกี่ยวกับพ่อค้าคนหนึ่ง ซึ่งชอบใช้คำโกหกเป็นเครื่องมือค้าขาย ในชาตินั้น พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพ่อค้าสัตว์ซื่อ ท่านขายของตรงไปตรงมา ไม่โกหกลูกค้า แม้ได้กำไรน้อย แต่ก็ทำด้วยความซื่อสัตย์ แต่มีพ่อค้าอีกคนหนึ่งชื่อว่าโกศล ที่ชอบโกหก เช่น บอกว่าสินค้าเป็นของหายาก ทั้งที่จริงเป็นของธรรมดา หรือบอกว่าคุณภาพดี ทั้งที่จริงมีตำหนิ พ่อค้าคนนี้ใช้คำพูดหลอกลวงจนขายดีในตอนแรก ลูกค้าก็หลงเชื่อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนเริ่มรู้ความจริง ความน่าเชื่อถือหายหมด วันหนึ่ง เขาโกหกเรื่องยาพิษ บอกว่าเป็นยารักษาโรค มีคนซื้อไปกินจนตาย ชาวบ้านจึงโกรธและขับไล่เขาออกจากเมือง ไม่ให้ทำการค้าอีกต่อไป เขากลายเป็นคนพเนจรจนตายอย่างอนาถา
พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่า "มุสาวาจา เวรมณี การเว้นจากการพูดเท็จ เป็นศีลข้อสำคัญของมนุษย์" และตรัสอีกว่า "ผู้พูดเท็จ ย่อมไม่มีสิ่งใดที่ไม่กล้าธรรม บาปทั้งหลายย่อมเกิดจากมุสาวาสเป็นเบื้องต้น"
ในพระไตรปิฎก พระสุตตันปิฎก อังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า "ผู้ที่ละมุสาวาทไม่ได้ แม้จะถือศีลข้ออื่น ก็ไม่ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล" คำสอนนี้ย้ำให้เห็นว่า การไม่โกหก คือรากฐานของศีล 5 เพราะหากปากไม่น่าเชื่อถือ ศีลข้ออื่นก็ไม่มีค่า
หลวงพ่อฤาษีลิงดำเทศน์ว่า "ถ้าใครโกหกจนชิน จะไม่มีทางมีสมาธิได้เลย เพราะจิตมันไม่จริง ไม่มั่นคง เหมือนเอาตัวเองไปพันกับใยแมงมุม สุดท้ายก็ไม่มีทางก้าวหน้าในทางธรรม" ท่านยังเล่าต่อว่า "การโกหก แม้เพื่อเล่นสนุก ก็ทำให้ชีวิตติดขัด บางคนโกหกจนคนไม่เชื่อถือ แม้พูดความจริง คนก็ไม่เชื่ออีกต่อไป"
นิทานสอนใจในชีวิตประจำวัน สมานนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งชื่อชัย ที่เคยร่วมงานกัน ชัยเป็นคนเก่ง พูดเก่ง และมักเล่าเกินจริง เวลาขายสินค้าก็พูดเวอร์ๆ ว่า "ของดีที่สุดในโลก" แต่พอถึงเวลาใช้งานจริง กลับไม่เป็นอย่างนั้น ตอนแรก ลูกค้าก็ยังเชื่อ แต่พอนานไป ไม่มีใครอยากคุยกับชัยอีก ทุกคนต่างรู้ว่าเป็นคนปากไม่ตรงกับใจ สุดท้ายเขาถูกไล่ออกจากงาน เพราะทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง
สมานได้แต่ถอนหายใจ เขาเห็นชัดว่าคำสอนในธรรมเทศนั้นเป็นจริง ไม่ว่ายุคสมัยไหน คนที่พูดโกหกย่อมอยู่ไม่รอด การโกหกเป็นเหมือนไฟเงียบ ที่เผาผลาญศรัทธาอย่างช้าๆ โกหกครั้งแรกอาจไม่มีใครรู้ โกหกครั้งต่อมาอาจยังไม่มีใครจับได้ แต่เมื่อถึงวันที่ความจริงปรากฏ คนจะไม่เชื่อถืออีกต่อไป พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ผู้ใดโกหก แม้เพียงเรื่องเล็กน้อย ก็ชื่อว่าเป็นคนชั่ว"
เมื่อสมานฟังและคิดทบทวน เขาจำได้ว่าเคยโกหกลูกชายว่า "พรุ่งนี้พ่อจะพาไปเที่ยว" แต่พอถึงเวลาก็ไม่ไปจริง ลูกชายร้องไห้ และตั้งแต่่นั้นมา เวลาพ่อพูดอะไร ลูกชายมักไม่เชื่ออีกเลย เขารู้สึกสำนึกผิด เพราะเข้าใจแล้วว่าคำพูด แม้เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นการโกหก ก็ทำลายใจผู้อื่นได้มากกว่าที่คิด
สรุปหลักธรรมที่ได้
1. มุสาวาท คือการพูดเท็จทุกชนิด ทั้งโกหกเล็กๆ และใหญ่ๆ
2. ผลของการโกหก ทำให้เสียศรัทธา เสียความเชื่อถือ ทำลายบุญ และเมื่อตายไปตกอบายภูมิ
3. ทางแก้ พูดความจริง แม้บางครั้งพูดแล้วเสียผลประโยชน์ แต่จะได้ชื่อว่าเป็นคนมีศีล มีสัจจะ
4. พระพุทธเจ้ายืนยัน การเว้นจากมุสาวาท เป็นพื้นฐานของศีลทั้งปวง
5. หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เตือน การโกหกทำให้สมาธิและบุญกุศลพังหมด
ในโลกโซเชียล คำโกหกแพร่กระจายได้เร็วกว่าที่เคย คำพูดเพียงประโยคเดียวอาจทำให้คนเสียชื่อเสียงทั้งชีวิต ดังนั้น ก่อนจะโพสต์หรือตอบอะไร ควรถามตัวเองว่า "เรื่องนี้จริงหรือไม่ มีประโยชน์ไหม ถ้าไม่พูดจะดีกว่าหรือเปล่า" หากไม่ผ่านทั้ง 3 ข้อนี้ ควรเงียบไว้ดีกว่า เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า "วาจาใดไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นธรรม วาจานั้นไม่ควรกล่าว"
สมานจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่า "ต่อไปนี้จะเลิกโกหก แม้เพียงเรื่องเล็กๆ จะพยายามพูดความจริงเท่าที่ทำได้" เพราะเข้าใจแล้วว่ามุสาวาทคือคำพูดบาปแรงข้อแรก ที่เป็นเหตุให้ชีวิตติดขัด และนี่คือจุดเริ่มต้นที่เขาจะก้าวสู่การเรียนรู้คำพูดบาปข้อถัดไป คำพูดส่อเสียด
หลังจากสมานได้ตั้งใจละมุสาวาท หรือคำโกหก เขารู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง เพราะอย่างน้อยก็ได้เริ่มต้นแก้ไขนิสัยเดิมที่เคยทำลายความเชื่อถือของตัวเอง แต่ในขณะที่กำลังพยายามฝึก เขากลับได้พบว่าในที่ทำงานมีปัญหาการพูดคุยกันบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานบางคนที่ชอบพูดส่อเสียด เช่น เวลามี 2 ฝ่ายที่สนิทกัน ก็มักแกล้งเอาคำพูดของอีกฝ่ายหนึ่งไปบิดเบือนใส่หูอีกฝ่าย ทำให้คนทั้งสองแตกแยก สมานนั่งฟังแล้วนึกถึงคำเทศน์ของพระอาจารย์ที่เคยกล่าวว่า "ปิสุนาวาจา คือการพูดส่อเสียด ทำลายความสามัคคี เป็นบาปแรงที่เผาความรักความไว้ใจในหมู่ชน" เขาเริ่มสงสัยว่าการพูดส่อเสียดนี้ร้ายแรงถึงขั้นทำให้ชีวิตตกต่ำจริงหรือ
ชาดกเรื่องจริง นกแก้วถูกยุแยง
พระพุทธเจ้าเล่ากุกุทชาดกว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกแก้วตัวหนึ่ง อยู่ในป่าใหญ่ มีขนสวยงาม ฉลาดหลักแหลม และมีคู่รักเป็นนกแก้วอีกตัว ทั้งสองอยู่คู่กันเหมือนพี่น้อง ร่วมทุกข์ร่วมสุข พากันบินหาอาหารและอาศัยอยู่ในโพรงไม้เดียวกัน ความผูกพันแน่นแฟ้น จนสัตว์อื่นๆ ในป่ายกย่องว่าเป็นเพื่อนรักแท้ แต่ในป่านั้นมีนกอีกตัวหนึ่งใจอิจฉา มันไม่ชอบที่ทั้งสองมีความรักความสามัคคีกัน เพราะตนเองไม่มีเพื่อนสนิท จึงคิดอุบายจะทำให้ทั้งสองแตกคอกัน
วันหนึ่ง มันบินไปหานกแก้วตัวแรก แล้วพูดขึ้นว่า "เพื่อนเจ้าที่เจ้ารักหนักหนา ที่จริงแล้ว เขาพูดลับหลังว่าเจ้าโง่ไร้ค่า" นกแก้วตัวแรกฟังแล้วก็สะดุ้ง แม้ในใจไม่อยากเชื่อ แต่เมื่อได้ยินถ้อยคำที่ดูมีน้ำหนัก ก็เริ่มหวั่นไหว ความสงสัยจึงก่อตัวขึ้น จากนั้นนกเจ้าเล่ห์ก็บินไปหานกแก้วอีกตัวหนึ่ง แล้วพูดว่า "เพื่อนเจ้าที่เจ้าห่วงใยนัก เขาพูดว่าเจ้าเกลียดคร้าน ไม่อยากอยู่กับเจ้าแล้ว" แม้ในตอนแรกนกแก้วอีกตัวก็ไม่เชื่อ แต่เมื่อได้ยินบ่อยครั้ง ใจก็เริ่มระแวงเหมือนกัน
ในช่วงแรก นกแก้วทั้งสองยังคงอยู่ด้วยกัน แต่บรรยากาศไม่เหมือนเดิม ต่างคนต่างมีแววตาแห่งความสงสัย บางครั้งก็คิดว่า "หรือว่าเพื่อนเราคิดอย่างนั้นจริงๆ" เมื่อความสงสัยฝังลึก ก็เริ่มพูดจาไม่สนิทใจเหมือนเดิม ไม่นาน ความรักและมิตรภาพที่เคยมั่นคง ก็เริ่มสั่นคลอน จากความรักกลายเป็นความโกรธเคือง ทั้งคู่ทะเลาะกันบ่อยขึ้น จนวันหนึ่งตัดสินใจแยกย้าย ไม่อาศัยอยู่ด้วยกันอีกต่อไป นกแก้วผู้เคยเป็นเพื่อนรัก จึงต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว สูญเสียมิตรแท้ไป เพียงเพราะเชื่อคำพูดส่อเสียดของนกแก้วเจ้าเล่ห์ตัวนั้น
เมื่อเล่าจบ พระองค์ตรัสว่า "ปิสุนาวาจา คือการพูดส่อเสียด ทำลายความสามัคคี เป็นบาปแรงที่เผาความรักความไว้ใจในหมู่ชน" และทรงชี้ว่าการพูดส่อเสียดมิใช่เพียงทำให้คนอื่นทุกข์ แต่ยังสร้างบาปแก่ผู้พูดเอง เพราะได้ทำลายความสามัคคีในหมู่คณะ
แก่นธรรมที่แฝงอยู่
1. คำพูดส่อเสียดคือยาพิษแห่งความสัมพันธ์ ความรักความสามัคคีที่ใช้เวลาสร้างมานาน อาจพังทลายได้เพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำ
2. ใจที่เชื่อคำยุแหย่ง่าย คือใจที่ไม่มั่นคง หากนกแก้วทั้งสองมีสติและเชื่อใจกันมากพอ ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของคำส่อเสียด
3. บาปของผู้พูด ผู้ที่มีหน้าที่ยุยงตะแคงเร่า มีบาปแรง เพราะไม่เพียงทำให้ผู้อื่นเสียใจ แต่ยังทำลายความสามัคคีของหมู่คณะ ทำให้สมบูรณ์ภาพแห่งความเป็นพี่เป็นน้องพังทลายลงด้วยคำพูดของตนเอง
หลวงพ่อฤาษีดำเคยสอนว่า "ปากที่ชอบทำลายความสามัคคี เรียกว่าปาก 2 แฉก คนแบบนี้ไม่เจริญแน่นอน แม้จะมีทรัพย์หรือทำบุญใหญ่ก็ไร้ผล เพราะบาปจากการทำให้คนแตกกันมีอานุภาพแรงมาก" ท่านยังเตือนลูกศิษย์เสมอว่า "ถ้าจะพูด ควรพูดให้คนรักกัน เข้าใจกัน เพราะนั่นคือวาจาสมานไมตรี เป็นบุญที่สูงกว่าทานเสียอีก"
ในพระไตรปิฎก พระสุตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย พระองค์ตรัสไว้ว่า "ผู้พูดส่อเสียด เป็นผู้ทำลายความสามัคคี ย่อมเป็นที่รังเกียจของหมู่ชน" อีกตอนหนึ่งพระองค์ย้ำว่า "ภิกษุทั้งหลาย ความสามัคคีคือกำลัง วาจาส่อเสียดคือศัตรูของความสามัคคี" ทำให้เห็นว่าการพูดส่อเสียดนั้น ไม่เพียงเป็นบาปส่วนตัว แต่ยังเป็นภัยต่อสังคมทั้งหมู่คณะ
หลวงพ่อฤาษีดำเคยสอนเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า "การยุยงตะแคงรั่ว ทำให้คนแตกกันเป็นบาปที่แรงกว่าที่คิด เพราะไม่ใช่เพียงทำให้เขาทะเลาะ แต่ยังทำให้เราสะสมความไม่จริงใจไว้ในใจเราเอง ผลกรรมหนัก เพราะทำลายความรักที่ผู้อื่นมีต่อกัน" หลวงพ่อมักเตือนศิษย์เสมอว่า "อย่าเป็นคนปาก 2 แฉก เพราะปากที่พูดทำลายความสามัคคี เท่ากับเป็นปากที่สร้างบาป 2 ชั้น คือทั้งทำลายผู้อื่นและทำลายตนเอง"
นิทานสอนใจในชีวิตปัจจุบัน สมานนึกถึงเหตุการณ์ในบริษัท เขาเคยมีเพื่อนร่วมงาน 2 คนชื่อนิดกับเก่ง ทั้งสองสนิทกัน แต่มีคนที่อิจฉาความสัมพันธ์นั้น วันหนึ่งคนนั้นพูดกับนิดว่า "เก่งพูดว่าคุณทำงานไม่เก่งเลย" นิดเสียใจมาก พอเจอเก่งก็ทำหน้าไม่พอใจ แล้วก็บ่นว่า "ถ้าเห็นว่าเราไม่เก่งก็ทำเองสิ" เก่งก็งง ไม่รู้ว่ามีการยุแหย่เกิดขึ้น ทั้งคู่เลยเริ่มทะเลาะกัน จากที่เคยช่วยงานกันดี กลายเป็นทำงานไม่ประสานกัน สุดท้ายงานก็ล้มเหลว สมานเห็นแล้วก็เข้าใจขึ้นทันทีว่าคำพูดส่อเสียดนั้นร้ายแรงเพียงใด เพราะมันทำลายสิ่งที่สร้างมายาวนานเพียงชั่ววินาที
พระพุทธเจ้าตรัสอีกว่า "ผู้ใดกล่าวถ้อยคำเพื่อทำให้แตกกัน บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้มีวาจาไม่บริสุทธิ์ ย่อมเสื่อมจากความสุขในโลกนี้และโลกหน้า" และในอีกตอนหนึ่งตรัสว่า "การสมานไมตรีคือบุญ การส่อเสียดคือบาป"
คำพูดส่อเสียดเป็นเหมือนน้ำกรดที่กัดกร่อนความเชื่อใจช้าๆ ยิ่งปล่อยให้ไหลก็ยิ่งทำลายสายสัมพันธ์จนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพ ความรัก หรือแม้แต่ความสามัคคีในชาติบ้านเมือง
ในสังคมออนไลน์ปัจจุบัน คำพูดส่อเสียดคือการโยนดราม่า หรือปั่นกระแส ทำให้คนทะเลาะกันในโซเชียล ทั้งที่บางทีไม่มีมูลเลย แต่เมื่อมีคนเชื่อ ความแตกแยกก็เกิดขึ้นจริง
เมื่อสมานเข้าใจเรื่องนี้ เขาก็ตั้งใจว่าจะไม่พูดเรื่องใครลับหลังเพื่อทำลายความสัมพันธ์อีก เขาจะพยายามเปลี่ยนจากวาจาส่อเสียดมาเป็นวาจาสมานไมตรีแทน เขานึกถึงลูกชายตัวเล็กๆ แล้วพูดกับตนเองว่า "ถ้าเราพูดให้ลูกทะเลาะกับแม่ มันก็เป็นการสอนนิสัยไม่ดีให้ลูกต่อไป เขาก็จะโตมาเป็นคนชอบพูดส่อเสียดเหมือนกัน" สมานจึงตัดสินใจตั้งสัตย์ว่าจะพยายามใช้ปากพูดแต่สิ่งที่ทำให้คนรักกัน ไม่ใช่แตกแยก
สรุปหลักธรรมที่ได้
1. ปิญสุนาวาจา คือการพูดส่อเสียดยุแหย่ ทำให้คนทะเลาะแตกสามัคคี
2. ผลของการส่อเสียด ทำให้คนไม่ไว้ใจ ขาดมิตรภาพ สังคมพัง ครอบครัวแตกแยก
3. ทางแก้ ใช้วาจาสมานไมตรี พูดเชื่อมสัมพันธ์ให้คนรักและเข้าใจกัน
4. พระพุทธเจ้ายืนยัน วาจาส่อเสียดคือภัยต่อหมู่คณะ
5. หลวงพ่อฤาษีดำ เตือน คนปาก 2 แฉกมีบาปแรง เพราะทั้งทำลายผู้อื่นและทำลายตนเอง
สมานได้เรียนรู้แล้วว่าคำพูดส่อเสียดนั้นเป็นบาปแรงอีกข้อหนึ่ง ทำให้ชีวิตติดขัด เพราะไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ หรือร่วมมือกับคนที่ชอบยุแหย่ เขาจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเลือกใช้คำพูดที่สมาน ไม่ใช่คำพูดที่ทำลาย และจากนี้เขาจะได้เรียนรู้คำพูดบาปแรงข้อที่ 3 คำพูดหยาบ ความพินาศของผู้ไม่รู้จักควบคุมวาจา
หลังจากสมานได้เรียนรู้และตั้งใจละเว้นคำพูดส่อเสียด เขาก็เริ่มเห็นผลในชีวิตจริงมากขึ้น เพื่อนร่วมงานเริ่มกลับมาไว้ใจ ภรรยาและลูกเริ่มเชื่อใจเขามากกว่าเดิม แต่ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เขายังควบคุมไม่ได้ นั่นคืออารมณ์ เวลาพูด เมื่อเขาโกรธ หรือหงุดหงิด คำพูดที่ออกมามักจะเป็นคำแรงๆ หรือคำที่ทำร้ายจิตใจคนใกล้ชิด โดยเฉพาะภรรยาและลูก สมานรู้ดีว่าตัวเองมีปัญหาตรงนี้ และนี่คือสิ่งที่พระอาจารย์เรียกว่า พรุสวาจา หรือคำพูดหยาบ
พระโอวาทพระพุทธเจ้า
ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสุตนิบาตว่า "บุคคลผู้กล่าววาจาหยาบ ย่อมถูกตอบด้วยวาจาหยาบอีก วาจาหยาบทำให้เกิดการวิวาท ทำลายความสุข" อีกตอนหนึ่งพระองค์ตรัสว่า "อย่าพูดวาจาหยาบ วาจาหยาบไม่เป็นที่รักของใคร ผู้พูดวาจาหยาบย่อมได้รับวาจาหยาบตอบแทน" นี่ชี้ให้เห็นว่าคำพูดหยาบไม่เพียงทำให้ผู้อื่นเจ็บ แต่ยังย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองด้วย
ชาดกเรื่องจริงในอารวิชาดก มีใจความว่า ในกาลละครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นฤาษีผู้ทรงศีล บำเพ็ญพรตอยู่ในป่าลึกใกล้เมืองอาลวี ฤาษีรูปนี้รักษาศีลอย่างเคร่งครัด ไม่เบียดเบียนสัตว์ มีเมตตาต่อสรรพชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าเล็กน้อย หรือมนุษย์ผู้ใดที่ผ่านเข้ามาในเขตป่าเดียวกันนั้น มีพรานป่าผู้หนึ่งมีนิสัยหยาบคาย ใจโหดร้าย เขามักเข้ามาล่าสัตว์เพื่อยังชีพ แต่ทุกครั้งที่ล่าสัตว์ไม่สำเร็จ หรือเจออุปสรรค เขามักโมโห และหันไปด่าทอฤาษีผู้ทรงศีลด้วยถ้อยคำหยาบคายเสมอ คำด่าของเขาไม่ได้มีเหตุผล บางครั้งเพียงแค่ฤาษีเดินผ่านก็ถูกด่าว่า "แก่เท่าไร้ข้า ไม่ช่วยอะไร หรือถ้าไม่อยู่ตรงนี้ สัตว์คงออกมาให้ข้าล่าได้ง่ายกว่านี้"
พระโพธิสัตว์ผู้เกิดเป็นฤาษี แม้ถูกด่าด้วยคำหยาบแรงเพียงใด ก็ไม่เคยตอบโต้กลับ อดทนเงียบ และภาวนาเมตตาแก่พรานผู้นั้น เพราะท่านเข้าใจว่าคำพูดหยาบเป็นเพียงลมปากที่เกิดจากใจที่ขาดสติ ฤาษีมักบอกตัวเองว่า "อย่าโกรธตอบเลย เพราะโกรธตอบก็เท่ากับสุมไฟใส่ไฟ" ดังนั้น ทุกครั้งที่ถูกด่า ท่านจึงนิ่งเฉย แต่แทนที่พรานจะสำนึก เขาก็ยิ่งได้ใจ ด่าแรงขึ้นทุกครั้ง เพราะเห็นว่าฤาษีไม่ตอบโต้ สุดท้ายกลายเป็นความเคยชิน พอเข้าป่าทีไร เขาจะหาทางมาด่า ด่าด้วยความสะใจ เหมือนการปลดปล่อยอารมณ์ ชาวบ้านที่เคยพบเห็นต่างก็เริ่มไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าห้าม เพราะพรานเป็นคนใจร้าย
วันหนึ่ง พรานผู้นี้เข้าไปล่าสัตว์ในป่าตามปกติ เขาเห็นฤาษีผู้ทรงศีลกำลังนั่งสมาธิอยู่ จึงตั้งใจด่าอีกครั้งด้วยถ้อยคำหยาบคายหนักหนา คราวนี้ยังใช้คำสะบดสาปแช่งหยามเกียรติพระฤาษี ไม่นานหลังจากนั้นเอง ขณะที่เขากำลังเดินล่าสัตว์อยู่ ก็ถูกงูพิษตัวใหญ่กัดเข้าที่ขา พิษแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครช่วยได้ เขาล้มลงนอนดิ้นรน ไม่นานก็ตาย เมื่อชาวบ้านมาพบศพ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "นี่คือผลกรรมที่ใช้คำพูดหยาบ ด่าผู้ทรงศีล บุญเก่าไม่สามารถปกป้องได้"
เมื่อพระพุทธองค์เล่าจบ จึงตรัสว่า "วาจาหยาบเป็นเหตุแห่งนรก เป็นเชื้อแห่งกรรมชั่วที่เผาผลาญบุญกุศล" และทรงย้ำว่า "ผู้ที่ชอบใช้คำหยาบ แม้จะทำบุญมากเพียงใด บุญก็ถูกไฟแห่งคำหยาบเผาผลาญหมดสิ้น เหลือเพียงบาปที่นำไปสู่อบายภูมิ"
แก่นธรรมที่ได้
1. คำพูดสะท้อนจิตใจ วาจาหยาบเกิดจากใจหยาบ ขาดเมตตาและขาดสติ
2. ผลร้ายทันตา คำหยาบไม่เพียงทำให้ผู้เจ็บใจ แต่ยังเป็นเหตุให้ตนเองตกต่ำเร็วขึ้น
3. อดทนต่อคำหยาบคือเกราะบุญ พระโพธิสัตว์แสดงให้เห็นว่า แม้ถูกด่าอย่างหนัก แต่หากไม่ตอบโต้ ผลกรรมจะย้อนกลับไปหาผู้กระทำเอง
4. การด่าผู้ทรงศีล บาปหนักยิ่ง เพราะเป็นการลบหลู่ผู้รักษาศีลผู้บริสุทธิ์ ทำให้บาปนั้นรุนแรงกว่าปกติ
หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยกล่าวว่า "คำหยาบเป็นไฟที่เผาใจเราเองก่อน ถ้าด่าพ่อแม่หรือพระสงฆ์ผู้ทรงศีล บาปนั้นหนักมาก ดับผลบุญเก่าที่เคยทำได้ทันที" ท่านยังเตือนลูกศิษย์ว่า "คำหยาบ แม้หลุดปากออกมานิดเดียว ก็ทำให้ใจเราหยาบไปด้วย และเป็นทางให้สมาธิไม่เกิด เพราะใจที่หยาบย่อมไม่สงบ"
นิทานสอนใจในพุทธกาล ในสมัยพุทธกาลมีชายหนุ่มคนหนึ่งโมโหแม่ที่ขอให้ช่วยงาน เขาพูดคำหยาบใส่แม่ว่า "ทำไมต้องรบกวนข้าด้วย" แม่เสียใจมาก พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่อง จึงตรัสว่า "ผู้ใดด่ามารดาบิดาด้วยคำหยาบ ผู้นั้นย่อมทำอนันตริยกรรม ตายไปตรงสู่อบายภูมิ" นี่คือคำสอนแรงที่สุด ที่ย้ำว่าการใช้คำหยาบกับพ่อแม่นั้นเป็นบาปมหันต์
สมานนึกถึงเหตุการณ์ที่เขาเคยเผลอพูดเสียงดังใส่ลูกชายเวลาลูกเล่นซนเกินไป เขามักดุด้วยคำแรง เช่น "เล่นอะไรโง่ๆ อยู่ได้" ลูกหยุดเล่นทันที และเงียบไป แต่ในดวงตาเต็มไปด้วยความเสียใจ สมานเพิ่งเข้าใจว่าแม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจด่า แต่คำพูดที่หยาบก็สร้างบาดแผลใหญ่ในใจลูก
ในสังคมยุคนี้ คำหยาบถูกใช้จนดูเหมือนปกติ ทั้งในโซเชียล คอมเมนต์ และแม้แต่เพลงหรือสื่อบันเทิง แต่ผลที่แท้จริงคือมันทำให้สังคมหยาบลง ใจคนหยาบลง และการอยู่ร่วมกันก็เต็มไปด้วยความรุนแรง พระพุทธเจ้าตรัสว่า "วาจาที่ไพเราะย่อมนำมาซึ่งมิตร วาจาหยาบย่อมนำมาซึ่งศัตรู" รู้ อีกตอนหนึ่งตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย จงเว้นจากคำหยาบ พูดแต่ถ้อยคำอ่อนหวาน พูดถ้อยคำที่ทำให้ผู้อื่นยินดี"
สมานเข้าใจแล้วว่าที่ครอบครัวของเขาไม่ค่อยมีความสุข ส่วนหนึ่งเพราะปากของเขาที่ชอบเผลอพูดแรง เขาตั้งใจว่าจะเริ่มใหม่ ด้วยการเลือกคำพูดที่อ่อนโยน เขาไปขอโทษภรรยาและลูกที่เคยดุแรงๆ และบอกกับตัวเองว่า "ต่อไปนี้ถ้าโกรธ จะเงียบ ไม่พูดจนกว่าจะสงบ"
สรุปหลักธรรมที่ได้
1. พรุสวาจา คือคำหยาบ คำด่า คำก้าวร้าว ทำให้ใจหยาบไปด้วย
2. ผลของคำหยาบ คนเกลียดชัง ครอบครัวแตกแยก เสียเพื่อน และเมื่อตายไปนำสู่นรก
3. ทางแก้ ใช้วาจาอ่อนโยนไพเราะ เป็นที่รักของคนทั่วไป
4. พระพุทธเจ้าตรัส คำหยาบทำลายความสุข คำไพเราะสร้างมิตรภาพ
5. หลวงพ่อฤาษีลิงดำเตือน ด่าพ่อแม่คือบาปมหันต์ คนปากหยาบไม่มีทางก้าวหน้าในทางธรรม
สมานตระหนักแล้วว่าการใช้คำพูดหยาบไม่ได้ทำร้ายแค่คนฟัง แต่ยังทำลายจิตใจของผู้พูดเอง เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะฝึกพูดแต่ถ้อยคำสุภาพอ่อนโยนและเป็นมงคล เพื่อเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น และบทเรียนสุดท้ายที่เขาจะได้เรียนรู้ก็คือ คำพูดที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย แต่ก็เป็นบาปเช่นกัน นั่นคือคำพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ
หลังจากสมานได้เรียนรู้เรื่องคำพูดทั้ง 3 ประเภทที่เป็นบาปแรงไปแล้ว คือคำโกหก คำส่อเสียด และคำหยาบ เขาก็รู้สึกว่าตนเองเปลี่ยนไปมาก แต่พระอาจารย์ยังเตือนว่า "ยังเหลืออีกหนึ่งคำพูดที่คนส่วนใหญ่มองข้าม แต่ก็เป็นบาปได้เช่นกัน นั่นคือสัมภัปปลาปะ หรือคำพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ" สมานแปลกใจ เพราะเขาคิดมาตลอดว่าการพูดเล่นๆ เรื่องไร้สาระนั้นไม่น่าจะมีโทษอะไรนัก แต่อาจารย์กลับบอกว่าคำเพ้อเจ้อนั้น แม้ไม่ทำให้ใครเจ็บ แต่ก็ทำให้เสียเวลา เสียโอกาส และทำให้ใจขาดคุณภาพ
ในพระไตรปิฎก พระสุตันตปิฎก พระองค์ตรัสว่า "วาจาใดไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย วาจานั้นไม่ควรกล่าว" อีกตอนหนึ่งตรัสว่า "วาจาไร้ประโยชน์ ย่อมทำให้ผู้พูดไม่เป็นที่เคารพในหมู่ชน" แสดงให้เห็นว่าคำพูดไร้สาระนั้นทำให้คนมองว่าเราไม่มีคุณค่า และยังทำให้ใจเราไม่ตั้งมั่น
ชาดกเรื่องจริง คือคนขี้คุย
ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องเล่าในมณีกุณฑลชาดก ซึ่งมีใจความว่า ครั้งหนึ่งพระโพธิสัตว์ได้บังเกิดเป็นนักปราชญ์ผู้มีปัญญาอยู่ในนครใหญ่แห่งหนึ่ง นักปราชญ์ผู้นี้ได้รับการยกย่องจากกษัตริย์ว่าเป็นผู้มีความรู้ลึกซึ้ง เข้าใจทั้งศาสตร์โลกีและโลกุตระ สามารถชี้แนะแนวทางแก่ผู้คนได้ ในนครเดียวกันนั้นมีชายหนุ่มผู้หนึ่ง เขาเป็นคนรูปร่างหน้าตาดี อัธยาศัยร่าเริง และมีความสามารถ พูดเก่ง แต่สิ่งที่เขาชอบมากที่สุด คือการคุยเรื่องไร้สาระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเข่าซุบซิบ เรื่องทหารรบพุ่ง เรื่องความรัก เรื่องดาราผู้มีชื่อเสียง หรือแม้แต่เรื่องไร้สาระเล็กๆ น้อยๆ เขาก็สามารถคุยได้เป็นวันๆ โดยไม่รู้จักเบื่อ
ชายหนุ่มผู้ช่างพูดนั้นคิดว่าตนเองมีความสามารถ จึงอยากได้ใกล้ชิดพระราชา วันหนึ่งจึงขอเข้าเฝ้าเพื่อสนทนาด้วย กษัตริย์ในตอนแรกก็คิดว่าบางทีชายคนนี้อาจมีปัญญาแฝงอยู่ ควรฟังเขาสักหน่อย เมื่อเข้าเฝ้า พระราชาจึงถามว่า "เจ้ามีเรื่องใดที่เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง จะนำมาเล่าสู่เราได้บ้าง" ชายหนุ่มกลับตอบด้วยเรื่องไร้สาระ เช่น เล่าว่าเมื่อวันนี้เห็นใครแต่งตัวอย่างไร หรือเรื่องเล่าที่ไม่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน เขาพูดเพลินไปเรื่อยๆ จนพระราชาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย กษัตริย์ฟังอยู่ครู่หนึ่งก็สั่งว่า "เจ้าพูดแต่เรื่องไร้สาระ ไม่มีคุณค่าแก่การปกครองและชีวิต ขืนให้เจ้าเข้ามาบ่อยๆ ก็เท่ากับเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ต่อไปนี้อย่าได้เข้ามาใกล้ราชสำนักอีกเลย"
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มก็เสียใจมาก แต่ก็ไม่อาจโต้แย้งได้ เพราะตัวเองพูดจริงๆ แต่เรื่องที่พูดกลับไม่มีประโยชน์อันใด
เมื่อเล่าเรื่องจบ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "ผู้ใดเพลินในคำไร้สาระ ชีวิตย่อมไม่เจริญ" และทรงเตือนภิกษุทั้งหลายว่า "การพูดที่ไม่มีประโยชน์ คือสัมภัปปลาปะ เป็นวาจาทุจริตข้อหนึ่งที่ควรละเสีย"
แก่นธรรมที่ได้
1. วาจาไร้สาระ ทำลายคุณค่าในตนเอง คนที่พูดมากแต่ไร้สาระ ย่อมไม่เป็นที่เคารพ แม้จะมีความรู้หรือทักษะอื่นๆ คนก็ไม่ให้ความสำคัญ
2. การเสียเวลาเท่ากับเสียชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เวลาของชีวิตมีค่าน้อยนิด ผู้ประมาทใช้ไปกับเรื่องไร้สาระ ย่อมเสียโอกาสแห่งความเจริญ"
3. วาจาที่ดีควรประกอบด้วย 4 ประการ: จริง (สัจจวาจา) ไพเราะ (ปิยวาจา) ประกอบด้วยประโยชน์ (อัถวาจา) เหมาะแก่กาล (กาลวาจา)
หลวงพ่อฤาษีลิงดำมักเตือนเสมอว่า "เวลาคุยเล่นเสียไปเปล่าๆ ไม่ก่อประโยชน์ แต่เวลาที่ใช้ภาวนาสักนิด กลับมีค่ามหาศาล อย่าคิดว่าเพ้อเจ้อไม่เป็นไร เพราะทุกนาทีคือชีวิต" ท่านยังบอกว่าคนที่ติดนิสัยพูดเพ้อเจ้อ จะไม่สามารถทำสมาธิได้ เพราะใจฟุ้งซ่านไปตามถ้อยคำ
หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยสอนว่า "เวลาคนเรามีจำกัด อย่าใช้มันไปกับเรื่องไร้สาระ เพราะแม้เวลานาทีเดียวก็มีค่าในการสร้างบุญ ถ้าเอาไปเพ้อเจ้อมันก็หมดไปโดยเปล่าประโยชน์" ท่านย้ำเสมอว่า "คนที่ฝึกสมาธิไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะชอบปล่อยใจไปพูดเรื่องไม่จำเป็น ใจจึงไม่มั่น ไม่สงบ"
นิทานสอนใจในชีวิตปัจจุบัน สมานนึกถึงเพื่อนบ้านคนหนึ่งชื่อโต้ง โต้งเป็นคนตลกเฮฮา ใครอยู่ด้วยก็สนุก แต่เวลาคุยงาน โต้งมักพูดเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง บางทีคุยกันเรื่องทำไร่ แต่โต้งกลับเล่าเรื่องดารา หรือเรื่องเกม ทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ ผลก็คืองานไม่เดิน ความน่าเชื่อถือของโต้งก็ลดลง แม้เป็นคนตลก แต่ไม่มีใครอยากทำงานด้วย เพราะรู้ว่าจะเสียเวลาฟังคำเพ้อเจ้อ
สมานจึงเห็นชัดว่าคำเพ้อเจ้อไม่เพียงเสียเวลา แต่ยังทำให้คนอื่นมองว่าเราไม่จริงจังและไม่เป็นที่พึ่งพาได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "จงกล่าวแต่คำที่มีประโยชน์ ไม่ยาวเกิน ไม่สั้นเกิน เหมาะสมแก่กาลทาน" อีกตอนหนึ่งตรัสว่า "ผู้ใดละวาจาเพ้อเจ้อได้ ผู้นั้นชื่อว่ารักษาศีลได้สมบูรณ์"
คำเพ้อเจอร์เปรียบเหมือนหญ้าแห้ง ที่ดูเหมือนมีมากมาย แต่ไม่มีคุณค่า ไม่อิ่มท้อง ไม่สร้างประโยชน์ เช่นเดียวกับชีวิตที่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ไม่ต่างจากการปล่อยชีวิตให้ว่างเปล่า
ในสังคมโซเชียล คำเพ้อเจ้อคือโพสต์ที่ไม่มีสาระ ข่าวปลอม หรือข้อความที่เอาไว้เถียงเล่นไปวันๆ สิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้เราเสียเวลาโดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งเมื่อมองย้อนกลับมา เราอาจเสียดายว่าเวลาอันมีค่าได้หายไปกับคำไร้สาระ
เมื่อสมานเข้าใจเรื่องนี้ เขาตั้งใจว่าต่อไปจะพยายามพูดแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นกับลูก ภรรยา หรือเพื่อนร่วมงาน เขาเริ่มจากการเม้าท์ข่าวดารามาเล่าธรรมะที่ได้ยินจากพระอาจารย์แทน เขาพูดกับลูกว่า "ลูก ลองนั่งสมาธิสัก 5 นาทีไหม จะได้ใจสงบ" แทนที่จะพูดเรื่องไม่มีสาระ และลูกก็ตั้งใจฟัง เพราะเห็นว่าคำพูดของพ่อเปลี่ยนไป
สรุปหลักธรรมที่ได้
1. สัมภัปปลาปะ คือคำพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์
2. ผลของคำเพ้อเจ้อ เสียเวลา เสียโอกาส คนไม่เคารพ ไม่เชื่อถือ
3. ทางแก้ พูดแต่สิ่งมีประโยชน์ เหมาะแก่กาลละเวลา
4. พระพุทธเจ้ายืนยันว่า คำไร้สาระทำให้ชีวิตไม่เจริญ
5. หลวงพ่อฤาษีลิงดำเตือนว่า ทุกนาทีมีค่า อย่าเสียไปกับคำพูดที่ไม่มีสาระ
สมานได้เรียนรู้ครบทั้ง 4 คำพูดบาปแรงแล้ว ได้แก่
1. คำโกหก (มุสาวาท) ทำลายศรัทธา
2. คำส่อเสียด (ปิสุนาวาจา) ทำลายความสามัคคี
3. คำหยาบ (พรุสวาจา) ทำลายความสงบและความรัก
4. คำเพ้อเจ้อ (สัมภัปปลาปะ) ทำลายเวลาและความน่าเชื่อถือ
เขาตั้งใจว่าจะเลิกใช้คำพูดเหล่านี้ และหันมาใช้วจีสุจริต 4 แทน คือ พูดความจริง พูดสมานไมตรี พูดไพเราะ และพูดมีประโยชน์
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ถ้อยคำมีอานุภาพ พูดดีเป็นบุญ พูดชั่วเป็นบาป" และหลวงพ่อฤาษีลิงดำก็ย้ำว่า "ปากของเรานี่แหละ จะพาเราไปสวรรค์หรือลงนรกก็ได้" คำพูดไม่ใช่ได้แค่เสียงที่ผ่านหูแล้วหายไป แต่คือพลังที่สามารถกำหนดทิศทางชีวิตได้จริง คนที่ระวังปาก รักษาวาจา ย่อมมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง แต่คนที่ปล่อยปากไปตามอารมณ์ ย่อมตกต่ำและติดขัดในทุกด้าน ดังนั้น หากอยากให้ชีวิตราบรื่น ทำอะไรก็เจริญขึ้น ควรเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุดและใกล้ตัวที่สุด คือการควบคุมคำพูด
สรุปใจความสำคัญและข้อคิดจากเรื่อง 4 คำพูดที่บาปแรง ทำชีวิตตกต่ำ ทำอะไรก็ติดขัด
คำพูดของมนุษย์ไม่ใช่เพียงลมปากที่ออกมาแล้วหายไป แต่คือกรรมที่มีอานุภาพมหาศาล พระพุทธเจ้าตรัสว่า "วาจาของมนุษย์สามารถสร้างบุญก็ได้ หรือสร้างบาปก็ได้" บาดแผลจากมีดยังรักษาหาย แต่บาดแผลจากคำพูดบางคำอาจฝังใจไปชั่วชีวิต เรื่องราวทั้งหมดที่ได้ฟังมา จึงเป็นเสมือนกระจกสะท้อนว่า คำพูดใดคือบาปแรงที่ทำให้ชีวิตตกต่ำ และคำพูดใดคือธรรมที่ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
ใจความสำคัญที่ได้ฟังมา
1. **พลังของคำพูด** พระพุทธองค์ทรงชี้ชัดว่าวจีทุจริต 4 คือทางแห่งความเสื่อม และวจีสุจริต 4 คือทางแห่งความเจริญ วจีทุจริต 4 คือ พูดโกหก พูดส่อเสียด พูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อ วจีสุจริต 4 คือ พูดจริง พูดสมานไมตรี พูดไพเราะ พูดมีประโยชน์ ใจความสำคัญจากฉากนี้ คือคำพูดคือรากฐานของศีลธรรมและความน่าเชื่อถือ คนที่ไม่รักษาวาจา แม้ขยันทำงานอย่างไร ก็ยากจะได้ความเจริญ
2. **คำพูดโกหก หรือมุสาวาท** ชาดกพ่อค้าโกหก แสดงให้เห็นว่าการพูดเท็จ แม้เพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น สุดท้ายจะทำลายความน่าเชื่อถือและทำให้ชีวิตล่มสลาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ผู้ที่ละมุสาวาทไม่ได้ แม้จะถือศีลข้ออื่น ก็ไม่ชื่อว่ามีศีล" หลวงพ่อฤาษีลิงดำเสริมว่า "คนโกหกจนชิน จะไม่มีทางเข้าสมาธิได้ เพราะใจไม่มั่นคง"
* **ข้อคิด:** การพูดความจริงคือรากฐานของศีล 5 และเป็นเกราะป้องกันชีวิตให้มั่นคง หากเราอยากให้คนเชื่อถือและไว้ใจ ต้องเริ่มจากการซื่อสัตย์ทางวาจา
3. **คำพูดส่อเสียด ปิสุนาวจา** ชาดกนกแก้วถูกยุแหยงสอนว่า มิตรภาพและความรักที่มั่นคง ก็พังทลายได้เพราะคำพูดส่อเสียด พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ผู้พูดส่อเสียด เป็นผู้ทำลายความสามัคคี ย่อมเป็นที่รังเกียจของหมู่ชน" หลวงพ่อฤาษีลิงดำเตือนว่า "ปากที่ทำลายความสามัคคีคือปาก 2 แฉก เป็นบาปแรงกว่าที่คิด เพราะทำร้ายทั้งผู้อื่นและตัวเอง"
* **ข้อคิด:** ถ้าอยากสร้างบุญด้วยปาก ให้ใช้วาจาสมานไมตรี เชื่อมความรัก ความเข้าใจ และความสามัคคีในหมู่คณะ
4. **คำพูดหยาบ หรือผรุสสวจา** อลวิชาดก แสดงให้เห็นว่าผู้ที่พูดคำหยาบ ย่อมเจอผลกรรมย้อนกลับ เช่น ถูกเกลียดชัง และเมื่อสิ้นชีวิตย่อมตกอบาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อย่าพูดวาจาหยาบ วาจาหยาบไม่เป็นที่รักของใคร ผู้พูดวาจาหยาบย่อมได้รับวาจาหยาบตอบแทน" หลวงพ่อฤาษีลิงดำเน้นย้ำว่า "การด่าพ่อแม่คือบาปมหันต์ หนักยิ่งกว่าการฆ่าสัตว์เสียอีก"
* **ข้อคิด:** คำพูดหยาบคือไฟเผาจิตใจทั้งผู้พูดและผู้ฟัง หากอยากสร้างมิตรและความสุขในครอบครัว จงใช้ถ้อยคำสุภาพไพเราะและอ่อนโยน
5. **คำพูดเพ้อเจ้อ สัมัปปลาปะ** มณีกุณฑลชาดก แสดงว่าคนที่ชอบพูดไร้สาระไม่เป็นประโยชน์ ย่อมเสียเวลา เสียโอกาส และไม่มีใครเคารพ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "วาจาใดไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นธรรม วาจานั้นไม่ควรกล่าว" หลวงพ่อฤาษีลิงดำสอนว่า "ทุกนาทีมีค่า หากใช้ไปกับคำไร้สาระ ก็เท่ากับทำเวลาแห่งชีวิตสูญเปล่า"
* **ข้อคิด:** ใช้คำพูดเพื่อสร้างกำลังใจ ถ่ายทอดธรรมะ หรือแบ่งปันสิ่งดีๆ ไม่ใช่เพื่อเพ้อเจ้อที่ไม่เกิดประโยชน์
เรื่องนี้ย้ำชัดว่าคำพูดเป็นบาป และบุญได้ในตัวเอง บาปหากเป็นวจีทุจริต 4 ทำให้ชีวิตตกต่ำ ทำอะไรก็ติดขัด บุญหากเป็นวจีสุจริต 4 ทำให้ชีวิตราบรื่น คนรักคนศรัทธา หลวงพ่อฤาษีลิงดำจึงกล่าวว่า "ปากของเรานี่แหละ จะพาเราขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็ได้"
ข้อคิดที่ผู้ฟังนำไปใช้ได้
1. **ฝึกสติ** ทุกครั้งก่อนพูด ถามตัวเอง 3 อย่างว่า จริงหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่ พูดแล้วทำให้เขามีกำลังใจหรือไม่ ถ้าไม่ผ่าน 3 ข้อนี้ ให้เงียบไว้ดีกว่า
2. **เปลี่ยนคำพูดให้เป็นทาน** ใช้คำพูดให้กำลังใจ ปลอบใจ หรือสอนสิ่งดีๆ นี่คือวาจาทานที่มีบุญมาก
3. **รักษาศีล 5** โดยเฉพาะข้อ 4 ไม่พูดเท็จ ศีลข้อนี้เป็นรากฐานของศีลทั้งหมด หากรักษาได้ ศีลข้ออื่นก็มั่นคง
4. **ฝึกพูดสร้างสามัคคี** ในครอบครัวหรือที่ทำงาน หากใครผิดใจ ให้พูดเชื่อมสัมพันธ์ ไม่ใช่ทำลาย
5. **หลีกเลี่ยงการใช้คำหยาบ** ในทุกสื่อ โดยเฉพาะโลกโซเชียล คำหยาบไม่เพียงทำร้ายคนฟัง แต่ยังทำให้ภาพลักษณ์เราเสียหายถาวร
6. **ใช้เวลาในการพูดอย่างมีค่า** ทุกคำพูดคือเวลาของชีวิต เลือกพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ แทนการเพ้อเจ้อ
เรื่อง 4 คำพูดที่บาปแรง ทำชีวิตตกต่ำ ทำอะไรก็ติดขัด สอนเราว่าชีวิตจะดีหรือร้าย ส่วนหนึ่งอยู่ที่ปากของเราเอง พูดโกหกทำลายความเชื่อถือ พูดส่อเสียดทำลายความสามัคคี พูดหยาบทำลายความสุข พูดเพ้อเจ้อทำลายเวลาและโอกาส ตรงกันข้าม หากเรารักษาวาจาให้สุจริต พูดความจริง พูดสมานไมตรี พูดไพเราะ และพูดมีประโยชน์ ชีวิตก็จะมีแต่ความราบรื่นเจริญรุ่งเรือง
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ถ้อยคำที่ประกอบด้วยสัจจะ ไพเราะ ประกอบด้วยประโยชน์ และเหมาะสมแก่กาล ย่อมเป็นวาจาของบัณฑิต" ดังนั้น การฝึกควบคุมคำพูดไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือรากฐานที่จะกำหนดอนาคตทั้งชีวิต หากอยากให้ชีวิตพ้นจากความติดขัด จงเริ่มต้นที่การรักษาวาจาในวันนี้
ขอบคุณสำหรับการติดตามรับฟัง ขอให้ท่านได้พบกับความสุขสงบในชีวิตอย่างแท้จริง และทุกข์ลมหายใจ โดยอำนาจบารมีแห่งธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระรัตนตรัยอันเลิศล้ำ ขอโปรดเมตตาประทานพรให้ทุกท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ ปราศจากโรคภัยและพยันอันตรายทั้งปวง ขอให้มีโชคลาภ เงินทองไหลมาเทมา ค้าขายรุ่งเรือง การงานก้าวหน้า คิดสิ่งใดขอให้สำเร็จสมดังปรารถนาโดยเร็วพลัน หากท่านรู้สึกเป็นมงคล ขอเชิญพิมพ์สาธุ เพื่อรับพรอันประเสริฐนี้ร่วมกัน และหากท่านอยากมีธรรมะดีๆ ไว้เติมพลังใจในทุกๆ วัน ขอฝากกดติดตามช่องแสงธรรมนำชีวิตไว้ในความเมตตาด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ
[เพลง]