📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ศิริกัญญา ตันสกุล ครูใหญ่พรรคส้มกับอนาคตที่ไม่แน่นอน I 40 ยังแจ๋ว EP4

The MATTER56:04

Transcription

สิริกัญญา ตันสกุล ค่ะ อายุ 45 ปี ชีวิตวัย 40 ก็คงเหมือนกับ เอ่อ บทหนึ่งในหนังสือของชีวิตนะคะ ซึ่งยังไม่รู้ว่าอ่านไปแล้วยังจะเหลืออีกแค่กี่บทค่ะ

>> 40 ยังแจ๋ว >> ไหนลองเกริ่นสักหน่อยได้ไหมคะว่าหนังสือเล่มที่รู้สึกว่าเราชอบที่สุดหรือประทับใจที่สุดของคุณไหม

โห >> คือเรื่องอะไรดีคะ >> มันก็มีเยอะเล่มมากเนาะ สมัยเด็กๆ เนี่ยเราก็คงเหมือนเหมเหมือนเหมือนคนทั่วๆ ไปเนาะ ที่จะแบบก็จะชอบอ่านแบบแนวแบบอ่าน >> การ์ตูนเหรอ >> อ่านการ์ตูนแล้วก็โต๊ะขึ้นมาหน่อยก็อ่านนิยายเรื่องสั้นใช่มั้ย แต่เพราะว่าพออายุมากขึ้นน่ะ มันเหมือนแบบ ฉันไม่ได้สนใจละว่าเรื่องราวมันจะเป็นยังไง ฉันอยากเห็นอยากรู้ข้อมูลมากกว่า อๆๆๆ >> ว่าว่าข้อเท็จจริงมันเป็นยังไงอะไรอย่างเงี้ย อื ก็จะหันมาอ่านพวก non-fiction ซะเยอะ อื น่ะใช่ >> ไม่ได้อ่านการ์ตูนเลยค่ะ ไม่ได้เข้าสู่โลกจินตนาการเลยค่ะ ตั้งแต่โต ชีวิตเศร้าใจ >> ใช่ เออแล้วก็แบบมีอยู่ช่วงก็คือขนาดหนังยังแบบ ขอเป็น documentary เลย ไม่ต้องมานั่งแบบอะไรอย่างเงี้ย เออ >> เออแต่ว่าก็ >> ก็จะเป็นช่วงหนึ่งนะ แต่ว่าพอช่วงเนี้ย มันพอ มันไม่ค่อยมีอะไรที่เป็นความบันเทิงอ่ะ >> เออ นิดนึงก็เอาหนัง 1 ก็ก็ได้ >> หนังสือก็ตอนเนี้ย มันก็เหลือแต่อ่านแต่เรื่องที่เป็นแบบ เหมือนอ่านหนังสือที่เป็น reference ไว้ทำงานซะเยอะ >> เศร้าจังชีวิตไว้นี้ >> แต่ว่าแต่ว่าเราก็ยังรู้สึก enjoy นะ >> เอออย่างเช่น >> เอ่อเล่มล่าสุดที่อ่านก็เนี่ย Make a Project and Risk ใช่มั้ย ทำเรื่อง Land Bridge ก็ต้องแบบ >> ดูว่าทั่วโลกเขาแบบว่าเคยแบบสำเร็จหรือว่าล้มเหลวกับพวก mega project พวกเนี้ย เอ่อ เพราะอะไรแล้วความเสี่ยงมันเกิดขึ้นมายังไง ไปหลงคำคมของไอ้พวกที่ปรึกษาที่แบบ >> พูดเออเขียนมาซะแบบดิบดีว่าโครงการนี้มันแบบดีมากอะไรเงี้ย สุดท้ายก็เจ๊งอะไรอย่างเงี้ย อันเนี้ยก็สนุกดี ก่อนหน้านั้นที่แบบอ่านแล้วสนุกอีกอันนึงก็อ่านพวกแบบ >> เอ่อชิวอรนะ อันนี้ก็อ่านหลายปีแล้วเหมือนกัน ตอนนั้นก็ทำเรื่องกำลังทำนโยบายซึ่งก็แบบว่าไปตามอ่านเรื่องทิปอะไรอย่างเงี้ย ซึ่งสำหรับเรามันก็เป็นมันก็สนุกอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน >> อื เพราะเป็นสิ่งที่เราสนใจอยู่ ณ ตอนนั้น >> ใช่ค่ะ >> คิดอยากจะเขียนหนังสือบ้างไหมคะ >> เค้าก็บอกกันอยู่ เพราะว่าเพื่อนๆ ส.ส. นี่เค้าออกหนังสือกันไปหลายเล่มแล้วเนาะ ซึ่งเค้าก็จะแบบเหมือนแบบบางทีเขาก็รวมเอาแบบ บทเอ่ออภิปรายในสภาใช่ป่ะ >> สิ่งที่คุณพูดไง เออ >> เออแล้วของคนอื่นบางทีเขาแบบจะมีถ้อยคำ อะไรวะถ้าสลัดสลวยอ่ะ >> แล้วมันควรค่ากับการรวมเล่มของเรารวมเล่มแล้วกันเป็นตำราวิชาการ >> แล้วก็เลยแบบจะขายได้เหรอพี่อะไรอย่างเงี้ย เขาก็ติดต่อมาตลอดเหมือนกัน แต่เราก็ยังแบบจะดีเหรอคะ อยากได้ textbook อีกเรื่องนึงหนังสือ เพราะว่าเลยเพราะว่าเพื่อนอาจารย์ก็บอกว่าเนี่ยเดี๋ยวนี้สอนการคลังนะก็ไปให้ฟัง >> อภิปราย >> หมายอภิปรายอะไรอย่างงี้เป็นต้น >> สิ่งนั้นแหละในข้อสอบลูก >> ใช่แต่ว่าก็คิดอยู่ว่ามันมีมันมีไซส์สอี่อะไรสนุกๆอีกเยอะที่เราก็คิดว่าก็อยากบันทึกเก็บไว้เหมือนกัน >> แต่ว่าอาจจะยังไม่ได้มีเวลาไปนั่งเอาไว้ แบบเอาไว้เกษียณจากการเป็น ส.ส. ก่อนน่าจะเขียนเนี่ยสายสอี่เรื่องราวในห้องกรรมาธิการต่างๆ ส.ส.มันมีแบบไหนยังไง Culture Shock มีอะไรบ้างอะไรอย่างเงี้ยก็น่าสนุกดีเหมือนกัน >> ไว้จะไปขอไลเซ็นนะคะ >> เออเดี๋ขอให้ได้เขียนก่อน >> กดดันไว้ก่อนว่าจะไปขอไลเซ็น >> มีคำถามนึงในแบบข้อสอบของเราที่คุณไหมตอบมา >> เราประทับใจ >> ข้อไหนคะ >> คือคุณไหมบอกว่าเอ่อคำถามข้อนี้ถามว่าสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตยังมีคุณค่าในวัย 40 คือการเป็น ส.ส. อ๋อ ซึ่งจริงๆว่าคือ >> ชิ่งอ่ะ >> ขนาดนั้นเลย >> เฮ้ย >> เออแต่ว่าเราก็รู้สึกว่างานเรามันมีคุณค่าจริงๆ >> อื >> คือเราจะเป็นคนประเภทที่เงินไม่ได้ไม่ว่าขอให้ได้ทำงานที่มีคุณค่าในงานที่มัน meaningful ออเราต้องสร้างคุณค่าก่อนนะเป็นนักวิจัยเป็นนักวิชาการอะไรเงี้ยที่มันไม่ค่อยได้เงินใช่ป่ะ แล้วเมื่อไหร่ที่แบบว่าทำงานแบบมันไม่มีไม่มีเป้าหมายไม่มีความหมายในชีวิตอ่ะ จะทำไม่ได้จะทำอยู่ได้ไม่นานแป๊บเดียวก็ต้องออกอะไรเงี้ยเออดังนั้นเนี่ยการเป็น ส.ส.ก็เหมือนก็เหมือนกับตอบโจทย์บางอย่างในชีวิต คุยกับในทีมเนี่ยหลายรอบว่าจริงๆโดยเนื้องานเราก็ไม่ค่อยได้ต่างกับการเป็นนักวิจัยเท่าไหร่เพราะว่าเราก็ต้องรีเสิร์ชก่อนไปอภิปรายเราต้องทำข้อมูลต้องตกผลึกเรื่องข้อเสนอแนะอะไรอย่างเงี้ยมันก็งานวิจัยนั่นแหละเพียงแต่ว่าตอนเป็นนักวิจัยอ่ะคนอาจจะตามอ่านงานเราประมาณแบบ 5 คน >> ค่ะ >> เออแต่ว่าพอมาเป็น ส.ส.ว่าเอ่อมันก็อาจจะต้องสูญเสียความเข้มข้นในเรื่องของงานวิจัยไปบ้าง >> อาจจะต้องใช้เวลาเยอะมากกับการที่จะต้องอธิบายให้คนเข้าใจว่าเราก็ต้องการจะบอกอะไรซะ >> เยอะใช่มั้ยแทนที่จะทำงานลึกขึ้นแต่ว่าพยายามทำให้งานเรามัน >> สื่อสารได้กว้างมากขึ้นแต่ว่า >> อ >> มันก็คืองานเดิมนั่นแหละที่เราเคยทำเพียงแต่ว่ามีคนฟังเยอะขึ้นแล้วก็แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่คนที่เค้าเป็นผู้ที่มันเปลี่ยนประเทศนี้ได้อ่ะเค้าฟังอยู่อะไรเงี้ยอื >> อื เดี๋ยวจะถามเรื่องการเป็น ส.ส. ต่อแน่นอน แต่เนื่องจากคุณไหมเกริ่นมาแล้วว่าชอบทำ งานที่มี meaningful หรือว่ามีความหมายต่อ >> ต่อชีวิต >> ต่อชีวิตและจิตใจเนาะ >> อือฮึ >> แล้วเงินสำคัญไหมคะคุณใหม่ >> จริงๆก็เรียนรู้ว่าเงินก็สำคัญแต่ว่า >> มันอาจจะไม่ต้องอ >> กับนิยามของคำว่าแบบเอ่อมีกินมีใช้ของแต่ ละคนมันอาจจะไม่ได้ไม่ได้เท่ากันไงเออ เอ่อแน่นอนว่าแนวก็ยังต้องใช้เงินในการดำรงชีวิตแล้วก็เอ่อดำเนินไลฟ์สไตล์ต่างๆใช่มั้ยเพียงแต่ว่ามันไม่ต้องแบบโอ้โหแบบล้นฟ้าแบบเยอะมากมายขนาดนั้นน่ะเอาแค่ >> เอาแค่พอพอพอดีพอกินมีตังค์เก็บใช่มั้ย >> อื >> เออ >> เราก็โอเคแล้วเนาะ >> เราก็โอเคแล้วดังนั้นเนี่ยมันก็อ >> ก็แน่นอนว่ามันก็อาจจะไม่ได้แบบชีวิตมันก็ไม่ได้แบบฟู่ฟ้าหรูหราเต็มไปด้วยแบรนด์เนมอะไรเงี้ยเออแต่ว่ามันก็ไม่ได้เดือดร้อนแล้วก็มีความสุข >> พูดถึงเรื่องการเป็น ส.ส. ค่ะคุณไหมเอิ่มคุณไหมเนี่ยเป็นคนที่มีประสบการณ์ตรงแล้วก็เอ่ออยู่ในเหตุการณ์สำคัญอยู่ 2 ครั้งในในชีวิตของการเป็น ส.ส.นะคะครั้งแรกก็คือตอนนั้นน่ะอยู่พรรคอนาคตใหม่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ >> เนาะนั่นครั้งที่ 1 อ >> ออือฮึ >> แล้วก็ครั้งที่ 2 มีอีกก็คือไกล >> ก้าวไกล >> ก็ถูกยุบอีกแล้ว >> โอเค >> เอ่อคุณเป็นคนที่มีประสบการณ์ตรงถามคุณเลยว่าการที่อยู่ในพรรคการเมืองแล้วพรรคการเมืองโดนยุบทั้ง 2 ครั้งอะไรเนี่ยค่ะมันส่งผลต่อความรู้สึกของเรายังไงบ้างไหมคะ >> อแน่นอนค่ะมันก็ต้องมันก็ต้องรู้สึกเนาะ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นซ้ำซากด้วยแบบเหตุผล ที่อะไรก็ไม่รู้อิอธิบายไม่ได้ใช่มสามารถใช้หลัก logic ตามปกติในการมาคาดเดาเหตุการณ์ว่าเอ๊ะฉันทำอะไรผิดไปจริงๆเหรอ >> 2 ครั้งตั้งแต่แบบ >> มาตั้งแต่ยังไม่ได้เอิ่มบางคนเก็บอกว่าเราชอบเล่นเรื่องแหลมคมไงอ >> เออก็เลยหาเรื่องให้โดนยุบหาเรื่อง เออหาเรื่องใส่ตัวเองลองหากลับไปดูอนาคตใหม่โดนยุบเพราะอะไร >> เพราะเงินกู้เป็นรายได้ >> ใช่มั้ยเออดังนั้นเนี่ยอย่าบอกว่าเราลนหาที่เออเค้าหาที่ให้เราได้ตลอดเวลาอยู่แล้วดังนั้นเนี่ย >> ชีวิตมันก็เลยเหมือนกับแบบ >> เอ่ออยู่พักนี้มันก็เลยแบบเหมือนอยู่บนเส้นได้นะอืไม่รู้ว่าจะโดนกระทำครั้งต่อไปเมื่อไหร่นี่ร่ำๆเหมือนแบบก็เริ่มจะมีมาอีกละอีกรอบนึงอีกแล้วอะไรเงี้ยในด้านนึงมันก็ทำให้เราแบบรู้สึกเอ่อชีวิตที่มันไม่มีความแน่นอนใดๆใช่มั้ยจะต้องแบบว่าเตรียมความพร้อมตลอดเวลาหรือเปล่าว่าใครจะอยู่ใครจะไปอะไรเงี้ยมันก็มันไม่เป็นธรรมชาติหรอกที่แบบเอ่อก็ต้องเตรียมระวัง >> เออกรรมการบริหารจะมีได้แค่ไม่กี่คนนะเพราะว่าเพราะว่าเราอาจจะสูญเสียเขาไปในอนาคตอันใกล้อะไรอย่างเงี้ยมันไม่ปกติมันไม่เป็นธรรมชาติาตเออแต่ถามว่าเอ่อทำให้ท้อมั้ย >> เอออีกฝั่งนึงอ่ะมันก็เริ่มรู้สึกว่ามันกลายแบบเริ่มชินๆในระดับนึงซึ่งไม่ได้อยากให้แบบตัวเองชินหรอกเพียงแต่ว่าอ่ะทุกอย่างมันต้องมีสติต้องเตรียมความพร้อมนะช่องไหนเป็นช่องโหว่ช่องว่างที่มันจะทำให้เกิดเหตุอะไรขึ้นมาได้ก็ต้องเตรียมรับสถานการณ์ต่างๆมันก็ทำให้เอ่อเราก็เข้มแข็งขึ้นแข็งแกร่งมากขึ้นในขณะเดียวกันเนี่ยก็ได้แต่แบบอยากให้เรื่องพวกนี้มันจบลงซะทีอ่ะเราก็อยากทำงานแบบเออเป็นปกติเป็นธรรมชาติแบบที่คนอื่นเขาทำพรรคการเมืองกันเนาะ >> เออการยุพรรคบ่อยๆเนี่ยมัน >> ทั้งสมาธิทั้งทรัพยากรบุคคลเนาะที่ต้องหายไปอะไรแต่ละรุ่นเนี่ยก็มันไม่ง่ายเลยที่จะที่จะมีพรรคต่อไปได้ >> อืไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยค่ะแต่ถ้าสมมุติ นะคะเรามองโลกในแง่ร้ายสุดๆเลยอ่ะสมมุติ มันเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 อีกอ่ะกับพรรคประชาชนน่ะค่ะสมมุติว่าโดนยุบพรรคคุณไหมเคยคิดมั้คะว่าเราจะเอายังไงต่อดีน้ากับเส้นทางการเมือง >> อืไม่เคยเรื่องยุบไม่ยุบพรรคไม่เคยมาเป็นเอิ่มเป็นเหตุผลนึงที่แบบว่าฉันจะทำการเมืองต่อดีหรือไม่ทำต่อดีเนาะถึงแม้ว่าวันนั้นเราไปเป็นกรรมการบริหารแล้วต้องโดนน่ะเราก็คิดว่ามันก็ยังมีเอ่อเอ่อแนวทางมีวิธีการอื่นๆให้ให้ได้ทำเดินหน้าทำการเมืองต่ออยู่นั่นแหละเออไม่ได้ไม่ได้เป็นตัวแบบที่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใดเนาะแต่ว่าเส้นทางการเมืองมันไม่ได้มีแค่เป็น ส.ส.ใช่มั้ย >> เออเราก็เราก็สึกรู้สึกว่างาน ส.ส.มันควรจะต้องมีกำหนดอายุของมันน่ะว่าคนนึงควรเป็นได้ไม่เกินกี่ปี >> อืด้วยซ้ำไปเพราะว่าอย่างนึงที่เราเรียนรู้ก็คือว่าพอเราอยู่มานานๆเนาะเนี่ยมันจะเริ่มเกิดความชินชาเออเหตุผลขอเหตุผลด้วยคะทำไมคุณใหม่คิดว่าควรกำหนดเอ่อจำนวนของวาระหรือจำนวนของอายุงานคะของ ส.ส.ก็คือเพราะว่าปรัชญานึงนะก็คือเราอยากเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงใช่มั้ยเรามาด้วยแบบไฟท์ที่แบบลุกโชนเต็มที่ว่าฉันจะไปเปลี่ยนนั้นฉันไปเปลี่ยนอันนี้อะไรอย่างเงี้ย >> แล้วพออยู่ไปสักพักเนี่ยพอเราก็อาจจะยังไม่มีอำนาจรัฐก็ดีหรือเราคิดว่าพอไปมีอำนาจรัฐเองเนี่ยมันก็ไม่ได้ดั่งใจที่จะทำได้เปลี่ยนได้ทุกอย่างหรอก >> แล้วมันก็เกิดการเคยชินกับระบบ >> ค่ะ >> ใช่มั้ยก็ระบบมันเป็นแบบนี้เอ่อก็สภามันก็เป็นแบบนี้ใช่มั้ยหรือว่าข้าราชราชการก็เป็นแบบนี้แหละชินใช่ป่ะแล้วเราก็เริ่มรู้สึกแบบเออเราก็เลิกเลิกตั้งคำถามว่าทำไมมันเป็นอย่างเงี้ยทำไมมันไม่เป็นอย่างงี้อะไรอย่างเงี้ย >> ทราบๆกันดีอยู่ใช่ไอ้ไฟที่มันเคยลุกโชตช่วงในช่วงแรกๆของการเข้ามาทำงานน่ะมันก็จะเป็นค่อยๆมอดลงแล้วเราก็อืมันก็เป็นอย่างนี้แหละมันเปลี่ยนไม่ได้อะไรอย่างเงี้ยเออเราไม่อยากให้มันเกิดแบบนั้นเกิดขึ้นเราเลยรู้สึกว่าเวลาทำงานกับ ส.ส.ใหม่ๆอ่ะโอ้โหพลังมันเต็มเปี่ยมมันเหมือนเราเมื่อหลายปีก่อนเลยที่แบบเออเข้ามาเนี่ยพี่ก็ถามคำถามนี้แหละแต่ว่ามันก็บอกว่ามันทำไม่ได้อะไรอย่างเงี้ยเออนึกออกมแต่ว่าก็จะเป็นสิ่งที่เราเลิกตั้งคำถามเลิกพุชเลิกขับเคลื่อนเลิกไอ้นี่ไปแล้วเพราะว่าเราก็ทราบแล้ว >> เออเราเราแบบอ๋อโอเคมันก็ไม่เปลี่ยนแล้วเราก็เราก็เลิกหวังกับมันไปแต่ว่าพอมันเติมคนใหม่ๆเริ่มคนที่ยังเอ่อเฟรชยังรู้สึกรู้สึกแบบพลังเต็มเปรียบเนี่ยมันก็จะกลับเข้ามาแล้วก็เห็นอาจจะไปเห็นจุดเดิมก็ได้หรือเห็นจุดใหม่ๆก็ได้แต่ว่าเขายังมีพลังที่ยังอยากเห็นมันเปลี่ยนอยู่อ่ะมันต้องเติมเชื้อไฟกันแบบเนี้ยตลอดไปอ่ะดังนั้นเนี่ยเป็นนานไม่ดีค่ะเป็นนานแล้วจะเฉื่อยอ >> อื >> อคุณหมายว่ามันเกี่ยวกับอายุมั้ยคะ >> ถามตรงไปป่ะ >> อืมไม่น่าไม่น่าเกี่ยวเป็นอายุงานมากกว่าอายุคน >> ใช่เพราะว่ายังไงถ้าคุณอายุเอ่อ 50 60 ใช่มั้ยแต่ว่าคุณเพิ่งเข้ามาเป็น ส.ส.ว่าคุณก็จะเห็นทุกอย่างว่าแบบอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจทั้งนั้นอะไรอย่างเงี้ยต้องเปลี่ยนต้องเปลี่ยนต้องเปลี่ยนอ >> เออแต่ว่าบางคนอาจจะอายุแค่แบบ 30 แต่ว่าเป็นมาแล้ว 5 ปีเก็อาจจะรู้สึกว่าแบบ >> เป็นอย่างงี้หรอพี่เออ >> มันเปลี่ยนไม่ได้หรอกพี่ข้าราชการก็เป็นแบบนี้แล้วค่ะพี่อะไรอย่างเงี้ย >> อื >> พูดถึงบทบาทการเป็นรองหัวหน้าพรรคบ้างดีกว่าค่ะคุณไหมการเป็นรองหัวหน้าพรรคของคุณไหมเนี่ย >> สิ่งที่ยากที่สุดของการเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาชนซึ่งถือเป็นพรรคใหญ่เหมือนกันเนาะอ >> คืออะไรคะก็ด้วยเนเจอร์ของความเป็นพรรคการเมืองเนาะมันจะเต็มไปด้วยคนที่เข้ามาช่วยงานด้วยความเป็นอาสา >> ค่ะ >> หรือแม้แต่กระทั่ง ส.ส.เองก็ดีเนี่ยบางทีเขาก็เค้าก็เป็นเราก็เป็น ส.ส.เค้าก็เป็น ส.ส.การที่ตำแหน่งบริหารในพรรคไม่ได้หมายความว่าเราใหญ่กว่าเ >> เหนือกว่าเหรือว่าสั่งได้ใช่เพราะว่าเ ไม่ได้เไม่ได้เไม่ได้เป็นเจ้านาย >> เราเป็นเจ้านายเเออเอ่อเราก็ไม่ได้มีแบบ ไอ้แบบ >> เค้าเรียกว่าอะไรลำดับเออ Chain of Command อะไรเงี้ยมันไม่ได้เป็นแบบนั้นดังนั้นเนี่ยวิธีการบริหารมันก็อาจจะมันก็ต้องยากกว่าเดิมใช่มั้ยรวมไปถึงแบบอาสาที่มาช่วยงานนะคะหรือว่าเอ่อพนักงานเองที่เข้ามาเนี่ยแต่บางทีเค้าก็ต้องมายอมแบบเอ่อรับเงินเดือนที่ไม่ได้ไม่ได้สูงเพราะว่ามันก็เป็นงานที่มันจะต้องเอ่อได้ผลตอบแทนอื่นๆในด้านจิตใจทดแทน >> มันไม่ได้มันไม่ได้แสวงหากำไรอ่ะนะใช่ค่ะเออมันก็จะต้องแบบทรีทกันแบบเอ่ออีแบบไม่เหมือนกับในบริษัทเอกชนที่เราจะแบบว่าเอ่อ change of command มันชัดโป้งๆ สั่งนี้เดี๋ยวได้งานทันทีอะไรอย่างเงี้ยค่ะ >> แล้วก็เอ่อนี่แหละค่ะเนเจอร์ของของ >> ทรีทแบบไหนคะขอโทษทีไม่เคยอยู่พรรคการเมืองไม่ทราบเพราะฉะนทรีทกันแบบไหนอ่ะคะ >> อ๋อค่ะก็คือมันแบบสั่งไม่ได้ก็คือต้องแบบขอความร่วมมือนะคะหรือว่าแบบทำงานร่วมกันอะไรอย่างงี้เป็นต้นหรือว่าแบบก็ต้องแบบโน้มน้าวให้เขา้าแบบเห็นแล้วก็เข้าใจในสิ่งที่เราอยากที่จะขับดันเอ่อผลักดันให้เขาทำจริงๆอะไรอย่างเงี้ยเออจะแบบตั้ง KPI สักทีนึงเนี่ยมันก็แบบโอโหจะต้องคุยกันหนักหน่วงหลายรอบว่าแบบว่าโอเคมันจะต้องเป็นสิ่งที่แล้วเราเห็นด้วยตรงกันแบบเต็มที่มันถึงจะแบบ >> มันถึงจะมีเป้าหมายเดียวกันได้อะไรอย่าง เงี้ยค่ะมันก็เป็นความยากลำบากอันเนี้ยมันอันนี้เฉพาะ ส.ส.นะเอ่อมันจะมีอีกฝ่ายงานนึงคือเป็นฝ่ายเครือข่ายก็คือทีมงานต่างๆที่ทำอยู่ที่จังหวัดต่างๆอ่ะพวกเนี้ยก็คือไม่ได้เงินเดือนเลยสักบาทเป็นงานอาสาล้วนๆ >> ค่ะ >> ใช่ม >> ใจ 100% ต้องทำยังไงต้องโมเวทต้องแบบปลุกอารมณ์กันตลอดเวลาว่าแบบว่าต้องทำนะต้องทำต้องมีแบบเอ่อกิจกรรมจัดจิตกรรมกันเถอะแบบว่าเพื่อให้พรรคของเราเนี่ยสามารถที่จะขยายสมาชิกไปได้อะไรเงี้ยมันต้องแบบ >> มันว่าเป็นงานยากของการทำพรรคการเมืองอ่ะเออยังไม่ต้องพูดถึงแบบเอ่อด้วยสเกล >> ของพรรคของที่มันขยายใหญ่เร็วใช่มั้ยคะอืดังนั้นเนี่ยเอ่อเราก็แบบ ส.ส.ก็สั่งไม่ได้อะไรอย่างเงี้ยก็คือ >> ทุกอย่างมันก็จะแบบว่าวุ่นวายหน่อย >> อยากลองได้ตอนนี้ >> เออใช่มั้ยนึกภาพออกใช่มั้ยฉันเลือกแกเป็นคนดุหรือเปล่าที่เขาชอบเมากัน >> ว่าครูครูไหมใจร้ายครูไหมใจร้ายมั้คะ >> เออ >> ประเมินตัวเองซิคุณเป็นนักวิจัย >> เป็นคนจริงจังโผ่งผางพูดตรง >> ก็วิพากษ์วิจารณ์กันตรงๆ >> เวลาทำงานคะเอออันนี้เราคุยเล่นนะคุยเล่นพี่ไหมแบบน่ารักแต่ว่าเราเข้าทำงานอะไรอย่างเงี้ย >> โอ้อยากอ่านคอมเมนต์จากสมาชิกพรรคเลยค่ะ >> ใช่มซึ่งตราบใดที่มันยังแบบด่าแบบว่าอะไรว่ามาวิจารณ์ล้ำหลังได้แสดงว่า >> ยังไม่ได้แบบยังไม่ได้ใจร้ายจริง เออคนที่มันไม่กล้าวิจารณ์เนี่ยแสดงว่าอื >> ใจร้ายจริง >> เออเพราะว่าเราก็เอิ่มเราก็ยังคงต้องคงคุณภาพภาพเนื้องานนะถึงแม้ว่าเอ่อ ส.ส.จะมาจากแบบว่าหลากหลายแบคground อะไรแบบเอ่อเคยทำงานอะไรมาก่อนไม่รู้อะไรอย่างเงี้ยเอออาจจะไม่เคยแบบเอ่อพูดไม่เคยพูดไม่เคยเขียนอะไรมาก่อนอะไรอย่างเงี้ยแต่ว่าเรายังคงต้องคงคุณภาพเนื้องานเอาไว้อ่ะเราก็ต้องจริงจังแล้วก็ลงรายละเอียดกับทุกๆ >> อย่างเนาะขนาดเก็ยังเก็ยังดุเก็ยังวิจารณ์กันเลยว่าอ๋อไหนบอกว่าตรวจเอ่อคำอภิปรายทุกคนทำไมมีหลุดมาแบบพูดจาอะไรที่แบบเหมารวมด่าชาวบ้านได้อะไรอย่างเงี้ยก็บอกว่าไม่ได้ไม่ทำไม่ได้ทุกงานจะทำได้แต่ว่างานที่เราเรียกกันว่าเป็นแกรนด์สแลมนะ >> ก็คือแบบแถลงนโยบายอภิปรายไม่วางใจอภิปรายงบประมาณอะไรพวกเนี้ยเราจะดูเข้มข้นทุกคนตรวจทุกอย่างทุกสไลด์แบบละเอียดแบบฟontเฟิ้นความห่างระยะภาพเพิ่มแตกคมชัดคือแบบตรวจทุกอย่างแบบนั้นจริงๆทุกคำ >> คุณต้องเป็นคนตรวจทุกสไลด์ของทุกคนใน Grand Slam >> ใช่ ตรวจล่วงหน้ากี่วันคะ >> ก็ตรวจเรื่อยๆมันก็จะมีแบบเข้ามาเข้ามาเข้ามาซ้อมใช่มั้ยเข้าก็เหมือนเข้ามาพีชแล้วเราก็อ่าก็รอบแรกก็จะช่วยกันคิดว่าจะต้องมีอะไรประมาณไหนสไลด์ต้องมีอะไรอะไรอย่างเงี้ยเออแล้วหลังจากนั้นก็ก็ค่อยทยอยปรับไปเรื่อยๆไฟนอกก็ต้องตรวจยิบละเอียด title มีมยที่มาอยู่ที่ไหนอฟน อะไรเงี้ยอะไรแบบคือ >> ต้องแบบต้องละเอียดขนาดนั้นจริงๆอือก็คือเป็นคุณครูด้วย >> ใช่มันเลยดูเหมือนเป็นคุณครู >> เออเข้ามาเป็นห้องเย็นเข้ามาแล้วแบบเป็นห้องเย็นฉันจะโดนมีใจอะไรเพราะว่าบางทีมันก็แบบเอ่อบอกให้แก้เอ่อ >> สไลด์หน่อย >> สิปเป็นแบบนี้พอไปแก้ออกมาไม่ใช่แบบนั้นก็เหมือนกับว่ารื้อใหม่ >> จำได้มั้ยคะจำได้มั้ยคะว่าสมมุติว่าเอ่อคุณคนนี้คุณสาวๆคนนี้เราบรีฟเขาไปว่าเดี๋ยวคุณกลับไปแก้นะ 1 2 3 4 >> อื >> แต่คุณฟังตั้งหลายคนนี่นา >> อือ >> เขาอาจจะคิดว่าคุณก็ลืมไปแล้วแล้วกลับมาใหม่พรีเซนใหม่ไม่เหมือนกับที่สั่งเอาไว้เอไม่ไม่ใช่สั่งค่ะไม่เหมือนกับที่บรีฟ >> ตกลงกันไว้ >> ตกลงกันไว้คุณใหม่จำได้มั้ยคะ >> จำได้สิ >> ตายแล้ว >> เออก็จะรู้สึกว่ารื้อใหม่อีกแล้วอะไรอย่างเงี้ย >> ไม่มันก็ด้วยคือเราก็ต้องเก็ตเอ่อว่าสิ่งเขากำลังจะพูดอะไรใช่มั้ยบาง เราต้องวางโครงอะไรให้ใหม่ด้วยซ้ำว่าต้องเล่าเรื่องยังไงมันถึงจะแบบฟังติดตามได้ง่ายขึ้นอะไรอย่างเงี้ยค่ะ >> เออดังนั้นเนี่ยระหว่างที่เราคิดเราก็จำได้แล้วแหละว่าเรื่องเนี้ยมันเป็นยังไงอะไรเงี้ยอืดังนั้นเนี่ยถ้ามีอะไรที่มันไม่เหมือนกับที่ตกลงกันไว้เนี่ยเออตกลง >> ไม่ใช่นี่นา >> บอกแล้วใช่มั้ยว่าให้แก้ตรงนี้ทำไมไม่แก้อะไรอย่างเงี้ย >> เขนลุก >> เออก็จะไปประมาณนั้น >> ตอนอยู่ในพรรคเนี่ยเนี่ยถ้าเกิดว่าสมมุติ ว่ามีเอ่อสมาชิกในพรรคมีความเห็นที่ไม่ตรงกันซึ่งนี่เชื่อว่าน่าจะมีอยู่แล้วเพราะว่าเวลา >> ใช่มั้ยอ่า >> คุณไหมรับมือกับสิ่งนี้ยังไงคะเหตุการณ์แบบนี้ยังไงคะว่าสมาชิกพรรคเห็นความเห็นไม่ตรงกัน >> เป็นเรื่องปกติทุกครั้งที่แบบมีประชุม ส.ส. มีเรขึ้นมาประเด็นนึงเนาะหมายความว่าเรื่องในภาพใหญ่อ่ะมันเห็นตรงกันอยู่แล้ว >> พอแต่ว่าพอมันลงรายละเอียดไม่มีทางที่เราจะเห็นตรงกันได้ทุกเรื่องมันมีทุกคนที่จะมีความเห็นอะไรแตกต่างหลากหลายกันตลอด >> ค่ะ >> ก็ต้องใช้วิธีการพูดคุยโน้มน้าวกัน >> อื >> ไปใช่มยจนกว่าจะแบบ >> เห็นตรงกัน >> เอ่อเห็นตรงกันทั้งหมดไม่มีใครรู้สึกว่าแบบเออ >> ไม่ไหวอะไรเงี้ยถ้าถ้าเห็นต่างขนาดนั้นยัง มีคนเห็นต่างมากขนาดนี้อยู่ก็อาจจะต้องมีโหวตลงมติกันอะไรอย่างเงี้ยอ >> ดังนั้นเนี่ยทุกทิศครั้งมันก็จะมีถกได้สารพัดเรื่อง >> อืม >> อืไม่มีอะไรไม่มีอะไรที่เห็นตรงกันเป๊ะหมดทุกอย่างเพียงแต่ว่าพอถกกันจบ >> อื >> ลงมติกันแล้วเพราะนี่คือมติพัก >> ค่ะ >> ชักนี้ไปทุกคนต้องพูดตรงกัน >> นะ >> เออว่าเป็นตามนี้ >> อื >> เราจะพูดไปในเสียงเดียวกัน >> ใช่แล้วค่ะ >> ดังนั้นเนี่ยเป็นเรื่องปกติที่เราต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งคนหมู่มากไม่มีทางเห็นตรงกันหมดทุกอย่างก็ต้องโน้มน้าวกันค่ะ >> อืคุณหมายว่าโดยเนื้องานของการที่ทั้งเป็น ส.ส.แล้วเป็นรองหัวหน้าพรรคเนี่ยคิดว่างานของเราเครียดไหมคะ >> มันก็มีความเครียดในระดับนึง >> อื >> ด้วยความที่บางทีมันต้องทำงานแข่งกับเวลาเนี่ยอย่างเช่นสดๆร้อนๆพรก.เงินกู้ใช่มั้ยคะเอ่อรัฐบาลมีมติมาวันอังคารวันพุธประชุมผู้บริหารวันพฤหัสบดีประชุม ส.ส.ออกออกมติร่างร่างกฎหมายเอ้ยร่างคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญเอ่อศุกร์เสาร์อาทิตย์แก้คำร้องระหว่างไปมากับพรรคร่วมฝ่ายค้านแล้วก็วันจันทร์ต้องยื่นแล้วอะไรอย่างเงี้ยคือทุกอย่างมันแบบเร็ว >> เออมันต้องทำเร็วแล้วก็มีเงื่อนเวลามาจำกัดตลอดเวลาในระหว่างนั้นก็ยังต้องออกสื่อเพื่อที่จะสร้างความเข้าใจกับสาธารณะไปเรื่อยๆอีกอะไรอย่างเงี้ยอืมมันก็มันก็เอ่อมันก็ต้องบริหารเรื่องของเวลาให้ดีใช่มั้ยบางทีมันก็อาจจะมีความเครียดตกค้างกันอยู่บ้างหรือแบบยังถกกันไม่จบตกลงวันนี้เอายังไงพรุ่งนี้จะต้องคุยกับ ส.ส.แล้วเอ่อบริหารเอ่อคุยกันยังไม่ตกผลึกดีอะไรอย่างเงี้ยบางทีมันก็จะยังเกิดความแบบความเครียดตกค้างอยู่เอ่ออยู่บ้าง >> อื >> อืเดี๋ยวจะกลับมาคุยเรื่องความเครียดตกค้างและสุขภาพของคุณวัย >> ของคุณผู้หญิงที่ชื่อคุณสิริกัญญาในวัย 45 นะคะแต่ >> จะขอคำถามเรื่องการเมืองอีกสักนิดเดียวค่ะ >> ได้ค่ะ >> คุณใหม่คิดว่าการเมืองไทยทำให้คุณไหมแข็งแกร่งขึ้นมั้ยคะ >> เอ่อการเมืองไทยดิฉันหัวหงอกเออ >> เมื่อกี้ก่อนเค้าเซตเราคุยกันว่าเราควรจะเชื่อในการพบแพทย์เค่ะ >> แพทย์ทำให้เราหายหงอกได้ดิฉันน่าจะว่าจะต้องเป็นร้านเสริมสวย >> การเมืองไทยทำให้คนหัวหงอกจริงป่ะ >> แต่ก็คุณน้อยแล้วนะไม่ไม่ค่อยเห็นนะ >> จากในระยะใกล้ >> อ๋อค่ะร้านเสริมสวยค่ะที่ช่วยเราได้นะคะคุณผู้หญิงอ่ะพบแพทย์ร้านเสริมซอนนะคะ >> ค่ะเอ่อนี่แหละค่ะมันไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่เราคิดเนาะเอ่อแล้วก็เอ่อมันต้องอยู่ด้วยเนี่ยมันก็จะมีทั้งแบบไอ้ความเครียดจากการทำงานเพั้นต้องทำงานหนักแข่งกับเวลามันก็เรื่องนึงแต่ว่ามันจะมีความเครียดอื่นที่อาจจะแบบเข้ามาใช่มั้ย >> อย่างที่เราควบคุมไม่ได้ที่มันไม่เป็นไปตาม logic ของมนุษย์ทั่วๆไปอะไรอย่าเงี้ยอย่างเช่นพวกนิติสงครามต่างๆที่เราต้องเผชิญใช่ไหมค่ะแน่นอนว่าตอนนี้ก็อาจจะเอ่อหายใจโล่งไปเปราะนึงใช่มั้ยคะจากคดี 44 สส.ที่ศาลเอ่อยังบอกว่าไม่ต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ทำงานต่อได้ใช่มั้ยคะแต่ว่ามันก็ยังรู้สึกเหมือนแบบมีอะไรแบบเอ่ออยู่ในหัวตลอดเวลาว่าอ่ะแล้วอีก 2 ปีล่ะเอออะไรจะเกิดขึ้นอะไรอย่างเงี้ย >> มันก็มีความไม่แน่นอนที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคตอยู่เยอะ >> ก็ทำให้เสียสมาธิในการแบบทำงานตามปกติอยู่บ้างเพราะว่าเนี่ยมันก็คือมันก็ต้องวางแผนไปข้างหน้าแต่ละที่มันจะเกิดขึ้นตัวตายตัวแทนของเราคือใครในวันที่ไม่มีเราอยู่ในสภาแล้วต้องทำยังไงใช่มบทบาทต่อจากนี้ถ้าโดนตัดสิทธิ์ขึ้นมาจริงๆใช่มั้ยคะก็ต้องย้ายไปอยู่อีกกองคยพนึงซึ่งตอนเนี้ยแน่นไปหมดแล้วเรียกว่ามูลนิธิคณะก้าวหน้าที่จะเป็นแบบเหมือนชมรมศิษย์เก่า >> ถ่ายมืออยู่ว่าถ้าคุณพร้อมก็มาเลย >> ใช่ค่ะเหมือนเหมือนครูจุ๊ยอย่างงั้นน่ะใช่มั้ยก็จากนี้เดี๋ครูจุ๊ยก็จะโดนปลดละ 10 ปีเดี๋จะวนกลับมาเป็น ส.ส.ได้ละ >> อื >> กูโจ๊ยบอกว่ามาเทรดตำแหน่งกัน >> ใช่ค่ะเหมือนแปะมือแล้วเราก็ต้องย้ายบทบาทแล้วบทบาทนี้ทำได้แค่ไหน >> บทบาทที่เราเคยทำ >> เนี่ยที่เป็นครูหมายอยู่ที่สภาเนี่ยใครจะต้องมารับมือรับไม้ต่อแทน >> เท่ากับว่าวางตัวไว้แล้วว่าคิด >> ก็ต้องมีการท้าคล้ายทายาทอสูรไม่ง่อก็ต้องเร่งเอ่อเทรนเอ่อคนในทีมให้ขึ้นมาให้เร็วเพื่อจะมาทดแทนเอาให้ได้อย่างเงี้ยค่ะมันก็นะแทนที่แบบว่ามันจะเป็นปกติธรรมชาติเราก็ไม่ต้องมานั่งเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ >> อืออ่ะ >> สถานการณ์สร้างเราค่ะ >> ค่ะ >> สร้างให้เราเป็นหงอก >> สร้างผมหงอกแบบนี้ >> คุณใหม่ว่าตัวเองเป็นคนบ้างานมั้ยคะ >> บ้างานค่ะบ้างาน >> บ้างานสุดๆ >> บ้างานแค่ไหน >> บ้างานแค่ไหนก็คืออืมต้องบอกว่าตั้งแต่มาเป็นจริงๆก็คือตั้งแต่ก่อนเป็น ส.ส.ก็เป็นคนที่แบบแบบมุแบบอืมมุมุมมานะทำงานหนักอยู่แล้วเนาะโดยที่แบบว่าไม่ได้ไม่ได้คิดคือจะเป็นแบบ GenX ปลายๆหรือเปล่าก็ไม่รู้อ่ะก็เลยแบบว่าเป็นพวก >> 45 ไงมันแบบคาบเกี่ยวมากเป็นแบบ Gen X สุดท้ายกับ Gen Y ตอนต้น >> เออก็จะแบบไม่ได้มีแบบเอ่อ Value ในเรื่องแบบ work life balance ขนาดนั้นใช่ป่ะ >> เป็นถ้าเป็น GenX เขาก็จะแบบโอ้ต้องทำงานหนักเพื่อการประสบความสุรในชีวิตอะไร เงี้ยใช่มั้ยเราก็ยังแบบเป็นแบบนั้นอยู่ใช่มั้ย >> เอ่อตอนเนี้ยก็ก็ยิ่งมาเป็น ส.ส.มันทำงานมันเหมือนมันไม่มีวันหยุดอยู่แล้วใช่ป่ะเออเพราะว่าทุกมันทุกวันมันทำงานได้หมดใช่มั้ยคะดังนั้นเนี่ยมันก็เลยมันแทบจะไม่ได้มีเส้นแบ่งว่าวันไหนคือวันหยุดกันแน่ นะอะไรอย่างเงี้ยหรือแบบแบบครอบครัวอย่าง เงี้ยก็คือ >> แทบไม่ได้มีเวลาให้ครอบครัวเลย >> กลับบ้านแบบบางทีกลับบ้านแบบปีละ 2 ครั้งทั้งที่บ้านอยู่ชลบุรีอ่ะนิดเดียวเองอ่ะ เหรอ >> 1 ช่มงถึงค่ะ >> แต่ว่ากลับบ้าน 2 ครั้งอะไรอีกเงี้ยก็แบบอืโดนแม่ด่าอยู่เหมือนกัน >> ยังยังโดนคุณแม่ด่าอยู่นะ >> ใช่ๆจนแบบเอ่อหรือว่าแบบเอ่อไม่ได้แบบไปเที่ยวกับครอบครัวอย่างเงี้ยตั้งแต่เป็น ส.ส.มา 7 ปีอ่ะก็คือไม่ได้ไปเที่ยวไหนกับครอบครัวอีกเลยไม่มีแบบต่างจังหวัดต่างประเทศไม่มีได้ไปอีกเลยอะไรเงี้ย >> ตั้งแต่เป็น ส.ส.มา >> ตั้งแต่เป็นสส.มา >> คุณรู้สึกมั้ยว่านี่คือการเสียสละ >> ไม่หรอตัวเองเหมือนกัน >> มันเป็นมันเป็นช้อยส์เราเลือกเอง >> อื >> อืแต่ว่าที่บ้านก็คงก่นด่าอยู่ว่าฉันไม่ได้เลือกด้วยฉันบอกอยู่แล้วว่าไม่ให้เป็นอย่าเป็น >> เออถามแม่ยังแม่บอกว่ากลับบ้านเถอะลูกไม่ต้องเป็นแล้ว ส.ส.ตลอดเวลาเราก็บอกว่าอไม่ค่ะ >> ได้ค่ะขอบคุณค่ะหนูขอเล่นทางนี้ก่อนค่ะแม่ >> ใช่ก็จะเป็นอย่างเงี้ยตลอดเวลาแต่ว่าการเป็น ส.ส.หรือว่าการยืนอยู่ตรงเคือเราเรียกว่ายืนอยู่ในสปอตสปอตไลท์สุดๆนะคะเออใช่ >> เราได้รับทั้งดอกไม้และก้อนหินอยู่แล้วใช่มั้ยคะคุณไมโอเค >> เราพูดถึงการรับมือกับความคิดเห็นของประชาชนเอาโลกออนไลน์ก่อน >> อื >> การรับมือกับความเห็นคุณใหม่ได้เข้าไปอ่านบ้างไหมคะหรือว่ามีเวลาอ่านไหมหรือว่าไม่มีเวลาหรอก >> อ่านๆค่ะ >> เอิ่ม >> จริงๆมันจะมีช่วงนี้มันก็เป็นปกติแล้วก็มีแบบคอมเมนต์ลบบ้างบวกบ้างแซะบ้างอะไรเงี้ยก็ก็สบายๆอ่านได้ >> จริงป่ะ >> ใช่ >> ทำยังไงให้จิตใจเราสบายได้คะ >> เพราะว่าเพราะว่าเราผ่านจุดที่มันพีคนั้นมาแล้วตอนปี 66 ตอนชนะเลือกตั้งแล้วดิฉันเอ่อถูกมองว่าเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีคลังใช่มแล้วคือนั้นคือพีคช่วงนั้นคือช่วงที่พีคสุดว่าแบบ >> ฉันไปทำอะไรฉันไปทำอะไร >> จำได้เหมือนกัน >> เออว่ามันว่ามันหนักมากจริงๆตอนนั้นที่ เราก็ยังแบบมันเป็นเพราะเราไม่เหมาะสมจริงๆเหรออะไรอย่างเงี้ยเ้าถึงเริ่มไปถึงถามเกดเฉลี่ยตอนเรียนหนังสือหรือว่า >> อะไรอย่างเงี้ยเออฉันหรือว่าฉันคงไม่เหมาะจริงๆแต่พอพอมันมีพอมันเปลี่ยนเอ่อแกนนำจัดตั้งรัฐบาล่ะ >> อื >> รัฐมนตรีเหล่านั้นกลับไม่เคยถูก >> ตั้งคำถาม >> ตั้งคำถามอีกเลยว่าเค้าเหมาะเค้าสมจริงหรือเปล่า >> อ >> ตอนนั้นก็เริ่มอ่อคิดได้แล้วว่าโอเคมันอาจจะไม่ได้เป็นที่เรา >> แต่ว่ามันอาจจะเป็นที่อื่น >> อืออือ >> อืออือ >> ก็มีหลากหลายสมมุติฐานเค้าเป็นผู้หญิงหรือเปล่า >> อื >> ถึงโดนหนักกว่าคนอื่นใช่มั้ย >> อ >> หรือว่าเป็นเพราะชนชั้นใช่มั้ยเพราะว่ามันเหมือนเอ่อสังคมของกลุ่มคนที่ได้อำนาจนำพวกพวกนั้นเนี่ยไม่ใช่เป็นรัฐมนตรีมันเหมือนเป็นคลับ >> ค่ะ >> คลับนึงที่มัน exclusive >> ค่ะ >> มีแค่คนไม่กี่คนที่จะได้เข้าไปใช่มั้ย >> ค่ะ >> ที่ได้อยู่ในชั้นชนชั้นนั้น >> ตรงนั้น >> อืแต่ว่าเรามันไม่ใช่เราไม่ได้อยู่ในคลับนั้นตั้งแต่ต้น >> การที่จะได้เข้าไปเป็นมันเลยดูเป็นเรื่องแบบ >> เป็นไปไม่ได้ >> ไม่เหมาะสมไม่เหมาะไม่ควรอะไรอย่างเงี้ยค่ะอ >> เธอเป็นใคร >> ใช่พอมันเห็นแบบนั้นว่าสังคมทรีทไม่เหมือนกันระหว่างเรากับรัฐมนตรีอื่นๆน่ะมันก็เลยทำให้เราแบบก้าวข้ามมาได้แต่แน่ นอนว่าอันไหนที่แบบมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่เราพูดเราก็เราก็เก็บมาพิวินิวิเคราะห์ว่าเอ๊ะมันตรงมันจริงมันถูกมันต้องมันควรมั้ยใช่มั้ยคะแต่อะไรที่มันเป็นเรื่องแบบเคยบริหารธุรกิจอะไรสำเร็จแล้วคนต่อมาเขาก็ >> ไม่ได้มีใครสำเร็จเอออะไรอย่างเงี้ยเออแต่ว่าไม่ได้โดนเหมือนกันน่ะเราก็ไอ้ไอ้พวกอย่างนั้นเราก็แล้วก็ปล่อยวางแล้วก็เอ่อปล่อยเอาไว้อยู่ข้างๆ >> เราเคยร้องไห้มั้ยคะ >> เออ >> อ่านคอมเมนต์ในเน็ตแล้วร้องไห้มีมั้ย >> ไม่มีไม่มีแบบนั่งอ่านอยู่แล้วร้องไห้ไม่มีแต่ว่า >> อือ >> เอ่อมันก็มีแบบกำลังนั่งรถกลับบ้านอยู่แล้วก็รู้สึกว่าแบบเอ่อทำไมมันยากจังอะไรอย่างเงี้ยเออว่าทำไมหรือว่าเราไม่เหมาะสมจริงๆอะไรอย่างเงี้ยแล้วก็มีก็มีร้องไห้บ้าง >> ออ >> เออแต่ว่าพอผ่านมาแล้วเราแบบว่าโอ้โหสรองมากตอนนี้ไม่มีคอมเมนต์อะไรทำอะไรดิฉันได้อีกแล้วหมายความว่าหมายความว่าไม่ได้ทำให้ต้องมานั่งแบบจิตตกแบบไอ้นี่อีกต่อไปอ่ะเออแต่ว่าโอเคอันไหนที่แบบพูดไม่ดีไม่ถูกต้องอะไรอย่างเงี้ยเราฟังนะพวกพวกแบบนั้นเราไม่ได้มากระทบกระเทือนจิตใจอยู่แล้วอาจจะกระทบที่สมองหลักใช้เหตุผลใช่มั้ยว่าอ๋อโอเคอันนี้คิดผิดทำใหม่พูดใหม่ไม่เอาแบบนี้แล้วอะไรอย่างเงี้ยเอ่อแต่ว่าไอ้ไอ้พวกที่มันมาแบบเสียดแทงเอ่อจิตใจพยายามด้อยค่าคุณค่าของเราอะไรเงี้ยมาเลยไม่ทำอะไรไม่ได้อีกต่อไปแล้ว >> เฮ้ยคุณใช้เวลานานแค่ไหนอ่ะคะกว่าจะเป็นแบบเนี้ยได้แบบว่า Come on >> เออๆๆก็ต้องมันก็ต้องสักพักนึงเหมือนกันเพราะมันก็โชคดีที่มันมีเหตุการณ์ให้เราได้พิสูจน์ตัวเอง >> ว่าจริงๆแล้วเรา capable >> อื >> อื >> เราก็เลยรู้สึกว่าโอเคปลดปล่อยเออไอ้ช่วงช่วงจิตตกช่วงนั้นน่ะก็แบบ >> เป็นอาทิตย์เหมือนกันที่ดาวแต่ว่าก็ไม่ก็ไม่นาน >> อื >> เออเพราะว่าก็รู้สึกว่าช่วงนั้นก็แค่ไม่ อ่านไม่ดูไม่เปิดเออแล้วก็แล้วก็ผ่านมันมาให้ได้แต่ตอนเนี้ยก็รู้สึกว่าแข็งแกร่งยิ่งกว่าครั้งไหน >> อืออันนั้นออนไลน์ >> ถามแบบออฟไลน์บ้างดีกว่าคะ >> เคยเจอมั้ยคะหมายถึงว่ามีอาจจะประชาชน >> คุณลุงคุณป้าคุณนาคุณอ่า >> เดินเข้ามาบอกหนูไม่ต้องพูดอะไรที่มันรุนแรงแล้วพอ >> ออ >> อะไรอย่างเงี้ยแหลมคมอะไรไม่เอา >> ใช่จะพบได้บ่อยในช่วงเลือกตั้ง >> จ้ะ >> เอ่อซึ่งก็เป็นแบบนี้มาในหลายๆเลือกตั้งต้องบอกว่าเอิ่มตอนก้าวไกลซะอีกที่เราแล้วที่เราแหลมกว่านี้อีกใช่มั้ย >> เออแล้วก็มีคนมาคุยถามตลอดเวลายาพูดเลยไม่น่าพูดนะอะไรอย่างเงี้ยน่ารักนะหนู >> เออไม่ดีเลยอะไรอย่างเงี้ยก็อธิบายอธิบายอธิบายเอ่อมาเรื่อยๆรอบนี้เราไม่ได้คิดว่าแบบเจอหนักกว่าปกติแต่ว่ามีเพื่อนเจอหนักกว่านะเพื่อนๆที่เป็น สส.เหรอคะ >> เจอหนักกว่าเดิมมีแบบปลาหินมีอะไรอีก เงี้ย >> เออมันเริ่มแบบกลายเป็นไจากคำพูดมันเริ่มเป็นการกระทำที่มันรุนแรงขึ้นแต่ว่าเราไม่เจอเราก็เลยรู้สึกว่ามันก็เหมือนตอน 66 ก็ต้องอธิบายกันไปเพียงแต่เพียงแต่ว่าอธิบายแล้วเขาจะซื้อเขาจะไม่ซื้อมันก็เป็นอีกเรื่องนึงก็เหมือนกัน >> เเป็นเแล้วก็อาจจะเป็นแบบเอ่อตอน 66 เราเป็นเรายังเป็นแบบมวยรองเป็น Underdog แต่ว่ารอบนี้เราเป็นตัวเต็งสื่อตามอ >> อืออือ >> เ้าเลยมาเห็นช็อตเด็ดๆหลายช็อตใช่ค่ะ >> เออฉันเค้าดูอยู่ >> ใช่ใช่มซึ่งกับตอน 66 อ่ะสำหรับเราอ่ะตอนหาเสียงเนี่ยแทบไม่ได้ต่างกัน >> อ๋อหรอคะ >> อื >> จริงๆหลายๆช็อตที่รี่เคยดูก็อาจจะคิดอยู่เหมือนกันนะคะว่าถ้าเป็นตัวเองอยู่ตรงนั้นแล้วมีคุณลุงคุณป้าเดินเข้ามาพูดเออเราจะเออเราจะรับมือยังไงอ่ะเนาะ >> อก็ถือว่าถือว่า >> ใช่ถือว่า >> คุณหมายเตรียมใจไว้ก่อนมั้ยคะว่า >> เตรียมก็เตรียมใจเพราะว่าเอ่อตอนตอนที่ตอนที่ตอนที่มันมีเป็นภาพออกมาของทางฝั่งไหมอ่ะมันก็ก่อนหน้านั้นก็มีหลายคนที่เคยเคยโดนมาก่อนหน้ากันไปหมดแล้วเราก็รู้ว่าโอเคโอ้รอบนี้สื่อตามไปด้วยจะเจอมยนะอะไรอย่างเงี้ยเออแล้วก็มีเตรียมใจไว้ซึ่งมันก็แบบมันก็ตลอดเรามันก็เป็นเรื่องธรรมดามากที่แบบว่ามีทั้งคนเอ่อรักคนเกลียดเนาคนเห็นด้วยคนเห็นต่างอ >> เออเราก็พยายามอย่างที่สุดที่โน้มน้าวเนอ >> ว่าเออมันไม่ได้เป็นไปตามนั้นนะจริงๆแล้วมันเป็นอย่างงี้อย่างงี้อย่างงี้อะไรอย่างเงี้ยซึ่งเขาก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะเลือกเชื่อหรือว่าไม่เชื่อ >> สุดท้ายเขาจะกาหรือไม่กาก็เป็นศิษย์ของเขาอยู่ดี >> เออดังนั้นเนี่ยสบาย >> ทำได้แค่อธิบายค่ะ >> อื >> อืเจอเพื่อน สส.เจอปลาเจอปลาไข่เจอปลาหินอะไรเงี้ยเราว่าอันเนี้หนักกว่าเยอะอื >> อันนี้ >> ไม่ดีเลย >> อันนี้อื >> นี่ว่ามันจะมันจะเลยเส้นไปหน่อยนะคะการ ปลาไข่ปลาหินปลาสิ่งของใดๆก็แล้วแต่ >> ก็คือต้องบอกว่า >> พูดคุยกันด้วยคำพูดเข้าใจได้นะคะ >> ใช่ค่ะเรื่องความรุนแรงนี่มันคือเราแค่คิดต่างกันมันไม่ถึงขั้นที่จะต้องมีใครต้องได้รับบาดเจ็บหรือว่าถูกกระทำความรุนแรงใสหรอกอืออันนี้รีเรียกว่ามากไปนะคะเออโอเค >> ถามเรื่องความเครียดดีกว่าการรับมือกับความเครียดเพราะว่าทั้งหมดที่เราคุยกันมาเนี่ยทั้งเรื่องเอ่อคือเหมือนคุณไหมจะจะต้องอยู่กับความขัดแย้งอ่ะเนาะทั้งภายในพรรคเองที่สเกลสมาชิกพรรคมากมายความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยของประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรคเราอะไรเงี้ยค่ะ >> แน่นอนมันน่าจะต้องมีความเครียดเข้ามากระทบจิตใจเราตลอดเวลา >> ค่ะ >> จัดการกับความเครียดตัวเองยังไงบ้างคะ >> ใน position นี้คือในตำแหน่งที่เราอยู่และในวัยนี้ >> จริงๆอ่ะเป็นคนที่เค้าเรียกว่าอะไรอ่ะรู้สึกว่าเครียดความเครียดอ่อนๆจะทำให้เราทำงานได้ดี >> ว้า นิดๆ >> น่ากลัวจังเลย >> เออความเครียดอ่อนๆใช่ป่ะเสร็จแต่ว่าแต่ว่าไอ้ตอนที่มันจะต้องสลัดมันทิ้ง >> เพื่อที่จะนอนหรือว่าเพื่อที่จะพักผ่อนนี่แหละอื >> ที่ที่มันจะเป็นปัญหาตามมา >> คุณนอนได้ดีมั้ยคะอ่ะ >> โชคดีที่ยังนอนได้ดีอยู่ >> ถามคำถามนี้โชคดีมากๆนะคะสำหรับวัยนี้เพราะว่าเพื่อนๆวัยเดียวกันนี่อเจอกันหมดโดนกันหมดในเรื่องของแบบนอนไม่ได้ตื่นเองกลางดึกอะไรอย่างเงี้ยนอนแต่คุณใหม่นอนได้ >> เออยังมันมีช่วงที่มันเครียดหนักๆบางทีอ่ะมันก็มันก็มีที่มันนอนไม่ได้แต่ว่าถ้ามันเครียดอ่อนๆแบบที่เราจัดการได้เราสามารถแบบสลัดมันทิ้งได้อันเนี้ยก็จบ >> สลัดยังไงอ่ะคะสอนหน่อยสิ >> เอ่อก็มีตั้งแต่เล่นเกมก่อนนอนเพื่อที่จะซึ่งบางทีมันไม่ใช่ว่าซึ่งไม่ใช่บางทีมันไม่ใช่ว่าแบบเรากำลังแบบเครียดเหลือเกินเรื่องนี้มันจะเอายังไงต่อมันแค่เราคิดเรื่องงานอยู่ในหัววน >> ไม่ไม่หยุดซะทีเนี่ยมันก็จะนอนไม่ได้ใช่มบางทีก็แค่เล่นเกมอะไรเล็กๆน้อยๆเพื่อ distract ตัวเองเพื่อดึงดูความสนใจตัว เองออกจากออกจากที่สิ่งที่อยู่ในหัวแค่ นั้นเองแล้วแค่นั้นมันก็จะรู้สึกว่าโอเคพอผ่อนคลายขึ้นก็จะหลับได้ >> หรือไม่ก็ดูการ์ตูนดูหนังอะไรพวกอย่าง เงี้ยเออ >> อ้า >> เคยแบบดูโคนันต่อเนื่องแบบ >> ลองรัน >> เออเหมือนความว่าดูทุกคืนแบบดูจนจะจบทุกซีซั่นทุก episod อะไรอย่างเงี้ยเพราะว่าใช้มันในการกล่อมนอนอ่ะเออ >> ดูคนนันต่อไปเรื่อยๆ >> ใช่จนแบบอืแทบจะจำบทของคุณลุงโมริได้แล้วอะไรเงี้ยเนี่ยช็อตนี้น่ะ >> อืออันนี้คือวิธีการรับมือความเครียดของคุณไหม >> ใช่เออยังไม่ต้องนับแบบพวกแบบเอ่อการออกกำลังกายวิ่งอะไรพวกเนะก็คือเรารู้สึกว่าความเครียดมันจะมันจะแอทackเราในยามในยามก่อนนอนเนี่ยที่มันจะเป็นปัญหาถ้านอนไม่หลับพรุ่งนี้เนี่ยไม่เวิร์คแน่ๆใช่ป่ะดังนั้นเนี่ยอันเนี้ยต้องจัดการก่อนแต่ว่าอีกอย่างอีกอย่างนึงที่ทำให้เรารู้สึกว่าหลังๆแล้วเรานอนได้ดีก็คือการออกกำลังกาย >> โอ้ >> อื >> คุณไหมวิ่งใช่มั้ยคะ >> ใช่ค่ะวิ่งที่ไหนนะคะสมมุติว่ามันไม่รู้เหมือนกับเมื่อกี้เราไม่ได้คุยกันมาก่อนเลย >> คุณคุณใหม่วิ่งถี่แค่ไหนนะคะใช่ค่ะออวิ่งประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ค่ะอ่ะพวกคุณฟังกันเอาไว้ในห้องนี้ >> 5 วันต่อสัปดาห์ >> ใช่ค่ะ >> คุณใหม่วิ่งเช้าใช่มั้ยคะ >> แต่ว่าเลือกที่จะวิ่งเช้า >> อ่า >> เพราะว่าตอนเย็นบางทีมันแบบติดพันประชุมติดพันเออบางทีมันแล้วก็ถ้าวิ่งวิ่งวิ่งเย็นเดี๋ยวนอนไม่หลับ >> โอ้ตื่นเออเดี๋ยวมันจะตื่นตัวตลอดเวลาก็วิ่งเช้า >> มันก็ทำให้เราแบบ >> เข้าสมาธิใช่มั้ยเพราะมันคือวิ่งมันก็อีกนิดนึงมันก็คือเดินจงเดินจงกรมเร็ว >> ก็คือวิ่งจงกรมใช่มั้ยคะในการกำหนดลมหายใจเข้าออกตลอดเวลาอะไรอย่างเงี้ยมันก็คือการทำสมาธิ >> เออแล้วเราก็ทำให้เราแบบก็พอตื่นเช้ามันก็จะเหนื่อยแล้วก็ได้นอนเร็ว >> อ >> 22:30 น.อย่างเงี้ยคือเกิดมาไม่เคย >> ไม่เคยนอน 22:30 น.ครั้งสุดท้ายก็อาจจะเป็นตอนแบบว่า >> มัธยมอะไรเงี้ยหรอ >> เออม.ต้นอะไรอย่างเงี้ยเพราะว่าแต่เพราะว่า เป็นคนแบบนอนดึกแล้วก็ตื่นสาย Not a morning person มาทั้งชีวิต >> เหมือนกัน >> เออเพิ่งมาเปลี่ยนได้ตอนอายุ 40 เนี่ยปีที่แล้วเอง 44 >> โอ้แสดงว่าคุณใหม่ก็เป็นนกฮูกมาตลอดเหมือนกันในชีวิตมาทั้งชีวิตคือแบบเกียรติงานเช้า >> โอ้โหทุกครั้งที่จะต้องไปต่างจังหวัดใช่มันต้องขึ้นเครื่อง >> ขึ้นเครื่อง 5:00 น >> ถึงสนามบิน 4 อะไรอย่างเงี้ยแบบว่าการนอนแบบพังพินาศใช่มเราก็จะเราก็จะอ๊ทั้งวันเวลาลงพื้นที่ต่างจังหวัดสมองไม่ฟังชัเออเพราะว่ามันนอนมาน้อยมากแต่ว่าตอนนี้สบายตื่น 3 สบายค่ะไปได้ >> ใช่คนก็จะแบบ >> ที่เด็กเอ่อน้องๆในทีมก็จะรอว่าอ๋อก็เพราะอายุหรือเปล่ามันก็เลยจังเลย >> ก็เลยแบบว่าอื >> อันนี้ยังเบาอันนี้เบาเพราะเป็นเพราะอายุ นั่นแหละเลยทำได้แต่ว่าเราก็เช็คว่าแบบอีกหลายคนเก็ไม่ได้ไม่ได้เป็นแบบนี้ใช่ไหม >> ไม่เป็นค่ะยังมีปัญหาเรื่องการนอนอยู่ >> เออใช่มเราก็เคยผ่านช่วงชีวิตที่แบบต้องกินกัมมี่โทนินให้นอนอะไรอย่างเงี้ยเออ >> ซึ่งตอนนี้ไม่มีเลย >> ตอนนี้ไม่มีแบบที่ >> ยินดีด้วยค่ะยินดีกว่าบางที >> ที่พักเ้าก็ยังประชุมกันดึกๆอยู่เนาะ >> อ้าแล้วคนใหม่ล่ะคะ >> อดิฉันก็แบบว่าทีก็แบบว่าหลับคาที่ประชุมอะไรเงี้จะขอตัวก่อนได้มั้ยคะพอดีว่า >> เราต้องเป็นองค์ >> โอไม่ถึงขนาดนั้นเพียงแต่ว่าเราก็อยากที่จะแบบ >> อยู่ตรงนั้นให้น้องๆนะเผื่อว่ามันมีอะไรตัดสินใจอะไรอย่างเงี้ยก็โอเค >> เอาวันหลังเลื่อนเวลาหน่อย >> ใช่ถ้าเลื่อนได้เข้าใจอยากว่าไม่เอาประชุมดึกได้มั้ย 2230 น.เออ >> เพราะฉะนั้นวิธีการคายเครียดของคุณใหม่ ดิฉันสรุปให้ 1 ดูการ์ตูน >> ค่ะ >> ค่ะ >> 2 เล่นเกม >> เล่นเกม 3 ก็คือออกกำลังกาย >> ใช่ค่ะ >> ไปวิ่งอ๋อ >> ใช่ค่ะ >> เพื่อให้มันมีสมาธิอยู่กับตัวเอง >> แล้วก็ให้หลับดีได้ด้วย >> ใช่ค่ะ >> โอเคคุณใหม่เคยพูดไว้ว่าชีวิตในวัยเนี้ย สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการดูแลสุขภาพ >> ใช่ค่ะ >> คุณไหมยังเห็นด้วยกับความคิดนั้นอยู่มั้ย คะ >> ก็ถือถือว่ามาดูตอนเถือว่าสายไปแล้วด้วยซ้ำไป >> เฮ้ยทำไมล่ะ >> ถูกมล่ะไม่เออมันเ้าเรียกว่าอะไรอ่ะมัน เร็วมันเวลามันทรุดโทรมมันไปเร็วใช่ม >> เออม้วนกระโ่งกมวลกระดูกในวัยนี้ >> อ๋อนี่ๆคุณเขียนไว้ถึงตัวฉันในวัย 20 สิ่งที่อยากบอกคือทำไมไม่เล่นเวทเวท >> โถ่ในวัย 20 นี่ออกกำลังกายคืออะไรดิฉันยังไม่นี่เลยเพิ่งเพิ่งจะมาแบบเข้ายิมก็จะ 30 แล้วอะไรอย่างเงี้ย >> เออแล้วก็เวท 30 ก็แบบรู้สึกว่าเออการมีกล้ามเนื้อเนี่ยมันดีใช่ก็คือแบบ >> เอ่อน้องๆในทีมเป็นออฟฟิศsyนrมกันแบบถ้วนหน้านะเพราะว่าชีวิตของเราก็คือจะต้องอยู่กับหน้าจอคอมกันตลอดเวลาวันละแบบหลายชั่วโมงอย่างเงี้ย >> อื >> เออแต่ดิฉันคือไม่เป็นเพราะว่าเล่นเวทหลังมาดี >> อื้อหืออืือเป็นยังไงล่ะพวกหนูนะ >> ใช่ก็จะบอกว่าอ่ะเล่นแรดนะคะเล่นแรทแล้วมันจะช่วยทำให้เราไม่ไม่เล่นอยู่แต่ว่าเล่นน้อยลงไปเยอะเพราะว่าก็ต้องแบ่งเวลาไปซ้อมวิ่งไงโยชีวิตปวดหัว >> คือเค้ายิ้มหรือว่ายิ้มอยู่ที่บ้านหมายถึงเวท >> ยิ้มบ้านยิ้มบ้านก็คือยิมคอนโด >> อ๋อ >> มีแล้วก็แบบมีเหล็กอยู่ที่ห้องอะไรอย่าง เงี้ยเอออืมีเหล็กอยู่ที่ห้อง >> ใช่โอเคเลยค่ะคุณไหมโอเคเลย >> โอเค >> ค่ะ >> เอิ่มคำถามนี้ลี่อยากถามโดยส่วนตัวค่ะคิด ว่าชีวิตในวัยนี้ในวัย 45 เนี่ยค่ะการเป็นผู้หญิงในวัย 45 คุณหมายคิดว่าอะไรคือสิ่งที่เราควรจะเลิกได้แล้วแล้วก็อีกคำถามนึงต่อกันเลยคืออะไรคือสิ่งที่คิดว่าผู้หญิงในวัย 45 ควรจะให้ความสำคัญแบบสุดๆไปเลย >> อืก็จริงๆมันง่ายมากเลยนะแล้วเราก็รู้สึกว่าเราก็เลิกมาสักพักนึงแล้วก็คือเลิกเอาความคิดเห็นคนอื่นมามาแบบมาใส่ในความคิดเดาอ่ะเออมันแบบว่าคืนความสุขง่ายๆให้กับตัวเองแน่นอนว่าด้วยหน้าที่การงานเรายังคงต้องฟังความคิดเห็นของพวกเขาอยู่อะไร เงี้ยเอ่อแต่ว่าก็คือจำกัดขอบเขตไปที่ไปที่เนื้องานเป็นหลักใช่ม.แล้วก็อย่างที่บอกให้มันทำงานกับสมองไม่ใช่ทำงานกับใจเรา >> อือ >> อืไอ้เรื่องประเภทแบบโอแบบวิจารณ์เสื้อผ้าหน้าผมทำไมไม่ทรงไปอ้วนไปพร้อมไปอะไรอย่างเงี้ยแบบว่าโอเคตามสบายเลยค่ะไม่ไม่ได้แบบ >> มันทำงานกับใจเรามั้ยคะเวลามีคนมาวิจารณ์รูปร่างหน้าตาภายนอกอะไรอย่างเงี้ย >> มันทำเวลาที่เราคาดหวังว่าจะอยากให้เขาฟังสิ่งที่เราพูดแล้วเขาโฟกัสที่โบว์เราอันเนี้ยเรารู้สึกแบบ >> เฟลนะ >> หงุดหงิดเฟลมากว่าแบบ >> เฮ้ย >> พูดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ >> ข้อมูลที่ดิฉันเตรียม >> เออทำไงหนักมานั่งนั่งแบบว่าวิเคราะห์ข้อมูลมาหนักขนาดนี้วิจารณ์โบว์ >> ใช่มเออซึ่ง >> แต่ว่าจริงอยู่ว่าเราไม่ได้แบบเอาเนี่ยที่เค้าวิพากษวิจารณ์อะไรมาเยอะแต่ว่าเราเองก็ไม่พยายามทำพแบบพยายามสุดๆแล้วที่จะไม่ให้อะไรมันมัน >> มันหรือว่ามันมันส่งเสียงดังกว่าสิ่งที่ เราพูดหรือว่าให้ความดิฉันจะแต่งตัวได้แบบน่าเบื่อมากแบบว่าอารมณ์ว่าแบบใส่ชุดซ้ำกันเพื่อนอาจจะจำไม่ได้อ่ะคุณไม่รู้หรอก >> เพราะว่าเออเพราะว่าแบบแต่งตัวให้มันแบบอืเป็นแบบ >> เออให้เขาไม่ได้สนใจกับเรื่องพวกนี้มากที่สุดแล้วอ่ะอืแต่บางวันมันก็พลาดไปแบบโบว์ใหญ่บ้างเสื้อชุดเขียวบ้างอะไร >> หนูลืมเออบางทีมันก็ >> ลืม >> มันเป็นมันมันไม่ใช่ลืมหรอกมันจะเป็นแบบคือเราเราซักผ้าเองเว้ยซักผ้ารีบผ้าเองเว้ยแต่ว่าใช่แล้วแบบว่าบางทีมันก็จะเป็นความแบบเอ่อความจำเป็นที่มันเหลือชุดนี้แหละที่จะต้องเหลืออีก 5 นาทีจะต้องออกจากบ้านอะไรเงี้ยมันต้องชุดนี้แหละมันไม่มีเวลาจะไปหาชุดอื่นแล้วมันต้องใส่เลยห้ามคิดมันก็อาจจะมีแบบว่าบางวันที่มันแบบมันก็อาจจะแบบแหวกบ้างหรืออะไรอย่างเงี้ยเออ >> ความคิดนี้เด็กหอเข้าใจดีเรียกว่า >> ใช่แต่ว่า >> เหลือเสื้อตัวเดียว >> เออมันไม่ใช่หรือเเสื้อตัวเดียวอ่ะแต่ว่ามันคิดเยอะไม่ได้แล้วมันจะมา mix แ match เปลี่ยนอีกรอบนึงไม่ได้ละมันต้องชุดนี้แล้วแหละไม่ต้องคิดอะไรอย่างเงี้ยอ >> เออ >> ก็ต้องไปแล้ว >> ก็ต้องไปแล้วอโอเคมันเป็นอย่างงี้มากกว่าค่ะ >> อ่าโอเคอันนี้คือสิ่งที่ต้องเลิกได้และก็คือเลิกเอาความคิดเห็นของคนอื่นมา >> มาใส่ใจขนาดนั้น >> ใช่แล้วสิ่งที่ให้ความสำคัญสุดๆเลยล่ะคะ >> ผู้หญิงในวัยวัยเนี้ยวัย 40 คุณหมาคิดว่า >> สิ่งไหนที่สำคัญสุดๆคะ >> อก็คงเป็นเรื่องสุขภาพนี่แหละอืมเพราะว่ามันเอิ่มมันก็เป็นวัยที่มันจะแบบเอ่อผลกระทบถ้าเราดูแลมันไม่ดีมันจะเริ่มมาออกช่วงช่วงนี้ >> ทั้งนั้นนะทั้งที่แบบว่าเป็นไปตามวัยเองด้วยแบบไปหาหมอก็เบื่อที่แบบทุกอย่างที่แบบอาการทุกอย่างที่เป็นมาเนี่ยหรือว่าเวลาตรวจสุขภาพออโอเคเป็นไปตามอายุเป็นไปตามวัยเป็นเพราะคุณแก่เป็นเพราะว่าคุณอยู่อย่างเงี้ยทุกอันเลยอะไรอย่างเงี้ยใช่ป่ะเออแล้วก็แบบว่าเอ่อนี่มีแบบติดแบบนะติดแบบ CGM อะไรอย่างเงี้ยตรวจน้ำตาลตัวเองอะไรอย่างเงี้ยเออ >> เอออะไรอย่างเงี้ยเพราะว่าอะไรที่มันแบบ >> มอนิเตอร์น้ำตา >> เอออะไรที่เราจะแบบ >> รู้สึกว่าเราจะแบบเมนtainสุขภาพเราได้เราก็เราก็อยากที่จะทำ >> อื >> อื >> แต่ว่ามันก็จะเริ่มเกินเลยนี่มีเพื่อนเริ่มชวนไปเล่นไฮรอกอย่างเงี้ย >> เอาไว้สนใจมั้ยคะก็แบบว่า >> สนใจมั้ย >> ก็สนใจถ้าแบบว่ามีเวลาจะซ้อมไงแค่นี้ก็ถ้าจะไลอกนี่อาจจะต้องแบบ 6 วันต่ออาทิตย์เลย >> โอตอนนี้ 5 อยู่เนาะ >> ตอนนี้ 5 อยู่ >> เราต้องเพิ่มเวทแล้วนอนตอนใหม่ก่อน >> เออโอเคเอ่อเนื่องจากเป็นนักวิจัยค่ะ >> จะให้ rating scale ค่ะ >> ค่ะ 1-10 ว่าเอิ่มถ้าเกิดว่าจะต้องให้คะแนนตัวเองความพึงพอใจของตัวเองในชีวิตตัวเองตอนนี้ นะคะพูดถึงองค์รวมเลยชีวิตเอ่อความเป็นอยู่การงานหน้าที่การงานสุขภาพสุขภาพจิตใจด้วยเรทตั้งแต่ 1-10 1 คือไม่พอใจสุดๆ 10 คือพอใจมากที่สุดคุณไหมพอใจชีวิตตัวเองตอนนี้ที่เท่าไหร่คะ >> คิดว่าน่าจะสักประมาณ 7 เนาะ >> อื >> อืก็พอใจในระดับนึงแต่ว่ามี room ให้เรา improve ได้อีกทำให้ดีกว่านี้ได้อีกใช่ มั้ยคะ >> เออแต่ไม่ไม่ได้ถึงขั้นแบบเอ่อไม่ไม่พอใจอ่ะก็คือว่ารู้สึกว่าโอเคตอนนี้ก็ก็ถือว่าอยู่ตัวในในหลายๆเรื่องถึงแม้ว่าจะยังมีความเค้าเรียกว่าอะไรความไว้แน่นอนในอนาคตสูง >> แอาชีพนักการเมืองเนาะ >> ก็ยิ่งอยู่พักนี้มันก็มีอะไรไม่แน่ไม่นอนสูงใช่มั้ยคะ >> เออแต่ว่าในเรื่องของแบบเอ่อหันมาดูแลตัวเองมากขึ้นเอ่อดูแลสุขภาพมากขึ้นอ >> เจียดเวลาจากงานมามีวินัยในการแบบในการดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้นเนี่ยก็คิดว่าเออ มันก็มันก็ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะ >> 7 10 นะถือว่าโอเคนะ ถือว่าชีวิตโดยรวมสักปีที่แล้วแล้วเราก็คงบอกว่า 5 อื >> ใช่มั้ยแต่ว่านี่มันก็ >> ปีที่ผ่านมามันก็มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเยอะอื >> ได้วิ่งด้วยไงคุณได้วิ่ง 5 วันนะ >> ใช่เป็นไปได้ยังไง >> โอเคเอิ่มคำถามช่วงท้ายๆแล้วค่ะเนื่องจาก คุณไหมเป็น background เดิมเป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้วยนอกจากเป็นนักวิจัยอาจจะเรียกได้ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้วยได้มั้ยคะเนาะได้เนาะเรียนนักเศรษฐศาสตร์ >> เอ่อ >> เศรษฐศาสตร์และการลงทุนเนี่ยเราจะพูดถึงเรื่องแบบดูสิต้นทุนค่าเสียโอกาสความเสี่ยงกำไรขาดทุนอะไรอย่างเงี้ยนะคะโอเค >> คุณไหมคิดว่าถ้าเรามองมุมเศรษฐศาสตร์เนี่ยทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณไหมทำอยู่ตอนเนี้ยมันคุ้มค่ามั้ยคะก็คุ้มเราก็ยังเชื่อว่าเอ่อโอเคเราอาจจะไม่ได้เป็นเศรษฐศาสตร์มันจะเชื่ออยู่เรื่องนึงก็คือเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีเหตุผล >> แน่นอนว่าในทุกการกระทำของเรามันจะไม่ได้แบบว่ามีเหตุผลตลอดใช่มั้ยแต่ว่าเราคิดว่า >> มันอธิบายได้ >> มนุษย์อย่างเราใช่เราอธิบายทุกอย่างในการกระทำของเราได้ >> อือ >> เราก็คำนวณทุกอย่าง >> เอ่ออยู่ตลอดเวลาเพียงแต่ว่าไอ้ความคุ้มเนี่ยผลประโยชน์ที่ได้อ่ะมันไม่ใช่เรื่องของเงินอย่างเดียว >> อื >> อืมันมีประโยชน์ในด้านอื่นในด้านจิตใจในด้านเอ่อความฟูฟูฟิชีวิตของเราใช่มั้ยเป็น achievement unล็ออะไรต่างๆที่มันให้ผลในด้านอื่นที่มันไม่ใช่ตัวเงิน >> อือ >> อืมดังนั้นเนี่ยเราคิดว่าคุ้มค่าทุกนาทีค่ะในการใช้ชีวิตในการทำงานตอนนี้ค่ะ >> ออ อยากให้รายการนี้มี 50 แบบ จะถามคุณไมอีกครั้งนึงตอนนั้นว่าคุ้มค่าอยู่มั้ยคะเออได้ค่ะเดี๋ขอให้ดิฉันได้อยู่จนถึงอายุ 5 มันอยู่ถึงสิคนวิ่งวันละ 5 วันอาทิตย์ละ 5 วันคุณไหมฝากหน่อยคำถามสุดท้ายฝากถึงบุคคลที่เอ่อเค้าเดี๋ยวพวกคุณน่ะจะได้เข้าสู่คลับของเรานะคะอายุ 40 พวกคุณจะได้เจอกับอะไรบ้างพวกคุณคาดหวังอะไรบ้างเตรียมรับมือกับสิ่งนี้เลยค่ะในอายุ 40 ไหมฝากถึงคนที่กำลังจะอายุ 40 นะคะ >> ค่ะก็ฝากถึงทุกคนที่กำลังจะอายุ 40 นะคะก็จริงๆแล้วเนี่ยตัวเลขมันก็อายุมันเป็นแค่ตัวเลขจริงๆอ >> หลายๆอย่างนิสัยใจคอหรือว่าเอ่อไลฟ์สไตล์อ่ะหลายๆอย่างของไหมเนี่ยมันไม่เปลี่ยนมาตั้งแต่อายุ 25 อะไรอย่างเงี้ยนะคะเพียงแต่ว่าไอ้ตัว >> ฟิสicalร่างกายต่างหากที่มันเปลี่ยนแปลงไปใช่มั้ยดังนั้นเนี่ยอ่าไม่มีอะไรน่ากลัวถ้าเราเอ่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้านะคะแล้วก็เอ่อสร้างความคาดหวังกับตัวเองอ่ะว่าเออถ้าฉันจะต้องแก่ไปอย่างมีคุณค่าแล้วก็มีประโยชน์แล้วก็เอ่อแก่แล้วก็ยังสวยได้อะไรอย่างเงี้ยนะคะสร้างความคาดหวังอะไรต่างๆแบบนี้ไปในอนาคตดังนั้นเนี่ยการเดินเข้ามาสู่เลข 4 เนี่ยไม่ใช่ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวแล้วแถมแบบว่าแน่นอนว่าสำหรับคนที่อายุเอ่อเอ่อ 20-30 อ่ะคุณอาจจะยังคิดเรื่องว่าคนนู้นเขาพูดอย่างงั้นคนนั้นเขาพูดอย่างนี้เยอะเออคุณบอกได้เลยว่าบอกได้เลยว่าพอถึงวัยนี้แล้วอ่ะเราสามารถสละมันทีไปได้ง่ายมากไม่ต้องแคร์อีกต่อไปค่ะเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ >> ขอบคุณคุณใหม่มากเลยค่ะ >> ขอบคุณค่ะขอบคุณมากเลยค่ะ >> วันนี้สนุกมากแล้วก็เอิ่มอยากจะบอกคุณผู้ชมว่าเรายินดีต้อนรับทุกคนนะคะเข้าสู่วัย 40 >> Welcome Sooner or later นะคะเจอกันแน่นอนนะคะขอบคุณคุณใหม่มากที่มาคุยกันแบบ >> สบายๆเออสบายๆายแล้วก็ >> อยากจะคุยกับคุณใหม่เรื่อยๆเลยค่ะ >> ดีค่ะ >> ไม่ต้องรอให้มี 50 >> ก็ได้ค่ะ >> ก็ได้ค่ะ 50 ยังอะไรคะมันยังเหลืออะไรเหลืออยู่ >> นะคะ >> มีรายการอื่นหรือว่าชวนมาคุยได้เลย >> ได้ค่ะเดี๋ยว 40 เทปต่อๆไปคุณไหมอาจจะวนกลับมาใหม่อีกรอบนึงนะคะมาอัเดชีวิตค่ะก็ฝากคุณผู้ชมทุกท่านนะคะติดตามรายการ 40 ยังแจ๋วได้นะคะจากทุกช่องทางของ The Mat ค่ะสำหรับวันนี้เชอรรี่และคุณใหม่เราทั้ง 2 คนลาไปก่อนนะคะสวัสดีค่ะ