📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ปชน.ซัดมาตรการเยียวยา รัฐบาลใจดีช่วยคู่สัญญาภาครัฐ แต่จำกัดจำเขี่ยกับปชช.

เรื่องเล่าเช้านี้10:05

Transcription

ประเด็นใหญ่ก็อย่างที่ทราบกันนะครับ เมื่อวานนี้แถลงในภาพใหญ่เนี่ย โฆษกรัฐบาล รัชดา ธนาิเรก บอกนะครับว่า ค้ำตรีมีมติอนุมัติใช้งบกลาง งบกลาง 7,742 ล้าน แบ่งเป็น 3 ด้านอย่างที่อธิบายไปในรายละเอียดอย่างเมื่อสักครู่เนี่ยว่า กระทรวงไหนเท่าไหร่อย่างไร

7,742 ล้าน มันมีประเด็นที่หยิบยกขึ้นมา เพราะฝ่ายค้านเมื่อวานนี้ พรรคประชาประชาชน ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจ เริ่มตั้งแต่คุณ วีรยุทธ การชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ร่วมกับคุณศิริกัญญา ตันสกุล และคุณเดชวัฒน์ สุขำเนิด 3 คนของพรรคประชาชน เปิดแถลงข่าว 14:00 น. หลังรัฐบาลเปิดแถลงอย่างที่บอก เนี่ยนะฮะ

โดยที่คุณวีรยุทธระบุว่า มาตรการที่ประชาชนรอคอยมานานออกมา มีการใช้งบทั้งหมด งบกลาง 7,000 กว่าล้าน แต่พอดูรายละเอียดไม่ครอบคลุม มีคนตกหล่นเยอะ โดยเฉพาะตัวงบประมาณสำหรับช่วยเฉพาะหน้า จริงๆเนี่ยแค่ 3,000 ล้าน แต่อีก 4,700 ล้าน เป็นการเอาไปอุดงบประมาณเดิมที่ไม่ได้วางแผนเอาไว้ ข้อนี้เนี่ยคุณสิริกัญญาเป็นคนขยายความนะครับ ท่านผู้ชม อ่า ท่านผู้ชมถ้าดูตัวเลขกลุ่มเปราะบางเนี่ย ก็จะเห็น

>> อ่า มันเป็นเงินที่ 300 จะต้องจ่าย

>> ค่ะ

>> ปรากฏว่า อ่า พอครึ่งปีงบประมาณผ่านไปเนี่ย อ่า ที่ผ่านมาไม่ได้ตั้งงบเอาไว้อย่างเพียงพอ อ่า เดี๋ยวไปอธิบายตรงนี้ก็เหมือน ไอ้ 7,000 กว่าล้านเนี่ย จริงๆแล้วมันคือไอ้ 300 ที่ต้องให้อยู่แล้วเอามาใส่ด้วย

>> ค่ะ

>> เหมือนกับว่าเป็น 7,000 กว่าล้านงบกลาง ถ้าที่จริงๆของใหม่เนี่ย เพียงประมาณ 3,000 ล้านเท่านั้นเอง ไอ้ 4,000 กว่าล้านเนี่ย เป็นการไปอุดไอ้ 300 บาทเดิมของบัตรคนจน น่ะ

>> อื

>> งบประมาณหมด

>> ค่ะ

>> ตั้งงบไว้ไม่พอ

>> อื

อ่า แต่ในภาพใหญ่ คุณยุทธการชูฉัตรระบุนะครับ ตัวข้อสำคัญก็คือ ชาวประมงไม่เห็นมาตรการช่วยเหลือเมื่อวานนี้ไม่มี ขณะที่กลุ่มเม็ดพลาสติกก็ยังไม่ออกมาตรการช่วยเหลือ ถ้าดูลงรายละเอียดปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือที่สุด กลับเป็น

>> ผู้สัญญาภาครัฐในเรื่องราคาค่าก่อสร้าง

>> ค่ะ

>> ผู้รับเหมานั่นเอง

>> เป็นการช่วยเหลือที่ใจดีมากของภาครัฐ เช่น ระบุว่าคู่สัญญาภาครัฐสามารถจะแก้สัญญาได้เลย

>> นี่ฮะ

ทั้งนี้ ต้องการรัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มอื่นๆ ที่กำลังเปราะบางในระดับเดียวกันกับผู้รับเหมากับภาครัฐได้มั้ย ไม่ว่าจะเป็นบัตรคนจน กลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มอื่นๆ

>> ครับ

>> รวมแล้วมีมาตรการที่ออกมาเนี่ย มีการบอกว่าใช้งบประมาณทั้งหมด 7,700 ล้านบาท ซึ่งก็ต้องบอกว่าเราไปดูในรายละเอียดแล้วพบว่า ยังมีความไม่ครอบคลุม ยังมีคนที่ตกหล่นอยู่เยอะนะครับ เอาเฉพาะในตัวงบประมาณเองเนี่ย ก็ต้องเรียนว่าถ้าลงไปดูรายละเอียด จะพบว่ามีการใช้งบสำหรับการช่วยเหลือเฉพาะพอหน้าจริงๆเนี่ย ประมาณ 3,000 ล้านบาทเท่านั้นเอง ที่เป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมานะครับ ในที่ส่วนที่เหลืออีก 4,700 ล้านเนี่ย เป็นการเรียกว่าเอาไปจัดการงบประมาณที่เดิมไม่ได้วางแผนไว้ และจำเป็นจะต้องไปจ่ายนะครับ ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในงบประมาณที่ยังเหลืออยู่นะครับ

ในห้วงเดียวกัน ถ้าดูมาตรการที่ช่วยเหลือกลุ่มต่างๆ ทั้งหมด ก็ต้องเรียนว่าตรงที่ลงรายละเอียดมากที่สุดเนี่ย กลับเป็นกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐในเรื่องของภาคก่อสร้างนะครับ เป็นการช่วยที่ตรงเป้าและใจดีมาก คู่สัญญาภาครัฐเนี่ย สามารถไปแก้สัญญาได้เลย ปรับตัวเลขก็ได้นะนะครับ แล้วก็มีการกำหนดวงเงินให้คิดค่าน้ำมันดีเซลเนี่ย เพิ่มขึ้นมาได้ถึง 69.99 99 สามารถคืนเงินประกันให้เมื่อยกเลิกสัญญาได้ด้วยซ้ำนะครับ

>> คือตั้งคำถามว่ากรณีคู่สัญญาภาครัฐคือผู้รับเหมา ทำไมรัฐบาลใจดี

>> อื

>> ขณะที่ประชาชนกลุ่มต่างๆ ดูจะจำกัดจำเขี่ย กหม่็ดกะแม

ขณะที่คุณสิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคอีกคนนึงระบุว่า แหล่งงบประมาณที่แถลงออกมาว่า 7,700 ล้าน ปรากฏว่า มันเป็นการแก้ปัญหาของรัฐบาลเอง คือตั้งงบประมาณกองทุนบัตรประชารัฐ คือบัตรคนจน เอาไว้ไม่พอ ปี 69 เนี่ย ควรตั้งไว้ 50,000 ล้าน รัฐบาลกลับตั้งเอาไว้ 30,000 ล้าน พอผ่านครึ่งปีงบประมาณ เงินในกองทุนบัตรประชารัฐก็ขาด ก็เลยจำเป็นต้องเอางบกลางเนี่ย เติมเข้าไปให้ ก็หมายถึงไอ้ 300 นี่แหละ เพราะฉะนั้นมันกลายเป็นว่าปัญหา สะท้อนปัญหางบประมาณและการของรัฐบาล แค่จะใช้รายจ่ายประจำยังไม่พอเลย ยังต้องเอางบกลางอนุมัติใส่เข้าไปให้ แล้วประกาศเสมือนว่าเป็นงบที่เอามาช่วยเยียวยาปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งจริงๆไม่ใช่ ส่วนใหญ่เนี่ย เป็นกรณีของการไปอุดปัญหาเรื่องบัตรประชารัฐเดิม

ขณะที่การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หรือปัญหาเฉพาะหน้า มาตรการจำกัดมาก ไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนของประชาชน น้ำมันขึ้นราคามาขนาดนี้ แต่ช่วยเหลือเพียงเพียงแค่นี้ ไม่ครอบคลุมกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันที่คุณเอกนิติระบุว่า จะมีเงินทุนใหม่เข้ามาคืองบปี 70 สิ่งที่ยังไม่มีคือแผนที่ต้องหาเงินมาใช้ในปี 69 ที่เหลือนี่ก่อนก่อนจะถึงปี 70 ปี 70 ก็ประมาณจะเริ่ม 1 ตุลาคมปลายปีโน้น อ่า ตอนนี้จะหาเงินมาจากไหน กรณีที่รัฐบาลระบุว่าจะออกเป็นพยาบัติโอนเงินงบประมาณไวจ่าย หมายถึงไปตัดเอางบประมาณของส่วนราชการต่างๆ ที่ยังไม่ทำสัญญา โอนมาช่วยบรรเทาแก้ปัญหาเรื่องวิกฤตการณ์ทางพลังงานที่เกิดขึ้น ซึ่งล่าสุด รัฐบาลยืนยันแล้วว่าไม่ออกเป็นพักำหนด จะออกเป็นพรบ.ให้ผ่านการตรวจสอบ ก็ต้องหาหลักเกณฑ์ได้ชัด ว่างบไหนจะถูกตัด หรือได้ไปต่อ มันต้องจริงจัง โอนลงมาเนี่ย ได้เท่าไหร่อย่างไร

คุณสิริกัญญาระบุนะครับว่า เป้าหมายจะทำให้ 50,000 ล้านเนี่ย ยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ความจริงผมฟังจากรัฐบาลเค้ามีเป้าหมายแสนล้านนั่นน่ะ

>> อื

>> ไอ้ที่จะไปตัดโอนงบประมาณมาจากส่วนราชการ ที่ยังไม่ทำสัญญาทั้งหลายทั้งปวงนี้ คุณสิริยาตั้งคำถามนะครับว่า ต้องเร่งหาเงินให้เกิดความชัดเจน จะโอนงบอย่างไร ต้องให้เร่งด่วน ไม่เช่นนั้นมาตรการเยียวยาที่ออกมา มันจะกหม่็ดกระแห่กับประชาชนอย่างที่เห็นเนี่ย

มานะเรื่องการคลังของรัฐบาลในในณเวลานี้เนี่ย แค่จะใช้จ่ายกับรายจ่ายประจำเนี่ยก็ยังไม่เพียงพอเลย การช่วยเหลือเนี่ยให้กับกลุ่มเปราะบางเฉพาะหน้าต่างๆเนี่ย ก็จะเป็นมาตรการที่ค่อนข้างจำกัดจำเกี่ย แล้วก็ไม่ได้สัดส่วนกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างเห็นได้ชัด เพิ่มเติมมาเพียงแค่ 100 บาทต่อเดือนเนี่ย ก็คิดว่าไม่น่าจะครอบคลุมถึงเอ่อต้นทุนการใช้ชีวิต หรือว่าครองค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นมาได้แต่อย่างใด

ดังนั้นเนี่ย สเต็ปต่อไปเนี่ย เราคาดหวังว่ามติครม.เราจะต้องมีการออกหลักเกณฑ์ว่างบใดที่จะโดนตัด งบใดที่จะได้ไปต่อนะคะ เพราะว่าระยะเวลางบประมาณเนี่ย ก็เหลืออยู่ไม่มากแล้วนะคะ ก็คาดว่า เอ่อ เส้นตายในการที่งบประมาณใดที่ยังไม่ได้ถูกใช้ก่อน 30 เมษายนเนี่ย ก็จะถูกนำมาใช้เป็นเงินสำหรับเอ่อกองกลางเอ่อที่จะโดนตัด หรือว่าโอนนะคะ เพื่อมาใช้สำหรับแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ก็เอ่อ อยากเรียกร้องไปทางรัฐบาลค่ะว่า ก็คงจะต้องมีมติครม.ในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ถ้าเราใช้งบตรงนี้จริงๆ ถึงแม้ว่าเราจะเห็นว่าเงินที่จะเหลือที่จะมาตัดมาโอนเพื่อเอามาใช้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเนี่ย ก็น้อยลงไปเรื่อยๆ เป้าหมายที่จะทำให้ได้ 50,000 ล้านบาทเนี่ย ก็ยากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นเนี่ย ดิฉันคิดว่า รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมองหาแหล่งเงินงบประมาณอื่นๆ ที่จะต้องเอามาใช้ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วนแล้วค่ะ ไม่อย่างนั้นเนี่ย เราก็จะจะต้องทนอยู่กับมาตรการเยียวยาที่ไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แบบทุกวันนี้ค่ะ

ขณะที่ภาคเกษตร คุณเดชรรัศกำเนิด อ่า พรรคประชาชนระบุว่า ที่แถลงออกมาเน้นเรื่องต้นทุนปุ๋ยเคมี อ่า จริงๆในความเป็นจริงสำหรับเกษตรกรแล้ว ต้นทุนเฉพาะปุ๋ยเคมีกับน้ำมันเนี่ย คิดเป็น 40-50% ของต้นทุนการผลิต ซึ่งที่รัฐบาลแถลงโครงการปุ๋ยทองเขียวเนี่ย มันช่วยได้เพียงบางส่วน ราคาปุ๋ยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลที่ช่วยป่านปุ๋ยธงเขียวเนี่ย ขยายจาก 200 เป็น 300 บาทต่อกระสอบ จำกัดอยู่ที่ 5 +1 กระสอบ เมื่อคำนวณดูแล้วปริมาณไม่มาก แต่ปัญหาสำคัญของอันนี้ก็คือ โครงการนี้ที่ผ่านมาเกษตรกรร่วมด้วยน้อยมาก ประมาณ 1% เพราะฉะนั้นแม้คุณฉุภัญชีระบุว่าจะมีการขยายออกไป ก็ขอให้ครอบคลุม เพราะที่ผ่านมาใช้โครงการไอ้ปุ๋ยธงเขียวเนี่ย แค่ 1%

>> ต้องการให้ครอบคลุมเกษตรกรทั้ง 100% ให้ ได้

>> ครับ

>> สิ่งที่รัฐบาลช่วยก็คือมีการช่วยผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียว ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วก็ถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่มาก แต่ปัญหาสำคัญของปุ๋ยธงเขียวก็คือจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมในอดีตเนี่ย เข้าร่วมได้น้อยมาก ครอบคลุมประมาณ 1% ของความต้องการใช้ปุ๋ย

ส่วนที่ 3 ที่ผมจะพูดถึงก็คือเรื่องของการขาดแคลนปุ๋ย แม้ว่าคุณศุภจีจะพยายามอธิบายเหตุผล แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็ยังไม่ได้ชี้แจงข้อมูลที่เป็นตัวเลขที่ชัดเจน คุณสุปจีพยายามย้ำหลายรอบว่าถ้าพบว่าราคาปุ๋ยมีการขึ้นราคา ให้แจ้งคุณสุปจี ควรจะทำกลับกันก็คือแจ้งราคาที่ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์อนุญาตให้ผู้ค้าปุ๋ยขายอยู่นะครับ แล้วเกษตรกรหรือประชาชนจะได้ช่วยกันแจ้งถ้ามีการขายเกินราคานั้น

11:50 50