Transcription
วันนี้มีข่าวใหญ่จากอเมริกาครับ เป็นข่าวที่ผมคิดว่าหลายคนในไทยอาจยังไม่ได้เห็นมากนัก แต่ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ มันอาจจะเปลี่ยนภาพการเมืองอเมริกาไปอีกพอสมควร เพราะว่าวันนี้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์กำลังจะเปิดสิ่งที่เรียกได้ว่าสงครามปราบโกงระดับชาติ ทำเนียบขาวเตรียมออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อสร้างหน่วยงานใหม่ขึ้นมาชื่อว่า FR Task Force ถ้าแปลแบบภาษาคนธรรมดาเลยก็คือหน่วยล่าทุจริตระดับประเทศ หน่วยงานนี้มีหน้าที่ชัดมากครับ คือไปตรวจสอบว่าเงินภาษีของรัฐบาลกลางถูกโกง ถูกเอาไปใช้ผิด หรือถูกดูดออกจากระบบมากแค่ไหน และใครเป็นคนทำ แต่สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวหน่วยงาน สิ่งที่น่าสนใจก็คือคนที่จะมาคุมหน่วยนี้ ไม่ใช่ข้าราชการระดับกลาง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่สืบสวนทั่วไป แต่เป็นรองประธานประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เจดีแซล มันสะท้อนอย่างหนึ่งชัดมาก รัฐบาลกำลังยกระดับเรื่องการโกงงบรัฐให้กลายเป็นวาระแห่งชาติ คำถามสำคัญก็คือ นี่คือความพยายามในการปราบโกงจริงๆ หรือว่านี่คือเกมการเมืองครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอเมริกา วันนี้เราจะคุยกันแบบลึกๆ ครับว่าหน่วยนี้คืออะไร ทำไมทรัมป์ต้องตั้งตอนนี้ รัฐไหนในอเมริกาที่กำลังถูกจับตา และที่สำคัญที่สุด เรื่องนี้อาจจะเปลี่ยนสมดุลการเมืองอเมริกาในช่วงหลายปีข้างหน้าได้ยังไง เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังครับ
โอเค ทีนี้มาดูกันก่อนครับว่าข่าววันนี้จริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้น ตามรายงานของ Reuters ซึ่งเป็นสำนักข่าวระดับโลกที่รายงานเรื่องนี้ออกมาก่อน ทำเนียบขาวออกมาเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมจะลงนามในสิ่งที่เรียกว่า Executive Order หรือคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี เพื่อจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาชื่อว่า คณะทำงานปราบการฉ่อโกงระดับชาติ หรือ FR Task Force ซึ่งหน่วยนี้จะไม่ได้เป็นแค่คณะกรรมการธรรมดา แต่มันจะเป็นเหมือนศูนย์บัญชาการระดับรัฐบาลกลางที่รวบรวมหน่วยงานต่างๆ ของรัฐมาทำงานร่วมกัน และคนที่จะมาเป็นหัวหน้าทีมนี้ก็คือรองประธานาธิบดี เจดีแซล ใช่ครับ รองประธานาธิบดีของประเทศจะมาคุมเรื่องนี้โดยตรง ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก เพราะปกติแล้วงานตรวจสอบการโกงงบประมาณมักจะอยู่ในมือของกระทรวงยุติธรรม หรือหน่วยตรวจสอบภายใน แต่ครั้งนี้รัฐบาลยกระดับขึ้นมาให้รองประธานาธิบดีคุมเอง
ตามรายงานของ Reuters พิธีลงนามคำสั่งนี้มีกำหนดจะเกิดขึ้นที่ทำเนียบขาวในช่วงบ่าย และหลังจากนั้นหน่วยงานนี้ก็จะเริ่มทำงานทันที นี้คำถามสำคัญคือหน่วยนี้จะไปทำอะไร เป้าหมายหลักของทีมนี้คือการตรวจสอบว่าในโครงการของรัฐบาลกลางมีการฉ่อโกงหรือทุจริตเกิดขึ้นมากแค่ไหน โดยเฉพาะในโครงการสวัสดิการซึ่งเป็นโครงการที่มีงบประมาณมหาศาล ตัวอย่างเช่นโครงการ Medicare ซึ่งเป็นระบบประกันสุขภาพสำหรับคนรายได้น้อยในสหรัฐฯ โครงการ Food Assistance หรือเงินช่วยเหลือด้านอาหาร รวมถึงโครงการ Housing Assistance ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือเรื่องอยู่อาศัย และยังมีโครงการสวัสดิการอื่นๆ อีกจำนวนมากที่รัฐบาลกลางส่งเงินไปให้รัฐต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งรวมๆ กันแล้วงบประมาณในระบบนี้มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ดังนั้นถ้าเกิดมีการโกงขึ้นมาจริง แม้จะเป็นเปอร์เซ็นต์เล็กๆ ตัวเลขความเสียหายก็อาจจะสูงมาก และนี่คือสิ่งที่รัฐบาลทรัมป์กำลังพูด รัฐบาลบอกว่าตอนนี้มีหลักฐานจำนวนหนึ่งที่บ่งชี้ว่าเงินภาษีของประชาชนอาจถูกโกง ถูกเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือถูกดูดออกจากระบบในหลายพื้นที่ของประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐบาลกลางจึงต้องลงมาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง และนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมหน่วยงานที่ชื่อว่า FR Task Force ถึงกำลังจะถูกตั้งขึ้นมาในตอนนี้
ทีนี้มาดูอีกเรื่องที่สำคัญมากครับ หลายคนอาจจะคิดว่าหน่วย FR Task Force นี้อาจจะเป็นแค่คณะทำงานเล็กๆ ตั้งขึ้นมาเชิงสัญลักษณ์ แต่จริงๆ แล้วโครงสร้างของมันค่อนข้างใหญ่พอสมควร เพราะมันไม่ได้มีแค่คนเดียวหรือหน่วยงานเดียว แต่มันถูกออกแบบให้เป็นทีมระดับรัฐบาลกลางที่ดึงหลายหน่วยงานเข้ามาทำงานร่วมกัน โครงสร้างหลักคร่าวๆ ตอนนี้ที่มีรายงานออกมาประมาณนี้ครับ ตำแหน่งแรก หัวหน้าหน่วยก็คือรองประธานาธิบดี เจดีแซล กำหนดทิศทางและดูแลการทำงานของทีมทั้งหมด พูดง่ายๆ คือถ้ามีคดีใหญ่ ถ้ามีการสอบสวนสำคัญ รายงานจะไปถึงรองประธานาธิบดีโดยตรง ตำแหน่งต่อมา รองหัวหน้าทีมคือประธานของหน่วยงานที่ชื่อว่า Federal Trade Commission หรือ FTC ชื่อว่า Andrew Ferguson FTC เป็นหน่วยงานที่ปกติแล้วทำหน้าที่ดูเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจ การคุ้มครองผู้บริโภค แต่ในกรณีนี้เขาจะเข้ามาช่วยเรื่องการตรวจสอบธุรกรรมและการฉ่อโกงทางการเงิน อีกคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญมากคือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวชื่อว่า Jared Kushner หลายคนที่ติดตามการเมืองอเมริกาน่าจะรู้จักชื่อนี้ดี เขาเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาคนสำคัญของทรัมป์ และมีอิทธิพลในนโยบายหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและโครงสร้างรัฐ นอกจากคนเหล่านี้แล้ว หน่วย FR Task Force ยังจะดึงหน่วยงานรัฐบาลกลางหลายแห่งเข้ามาร่วมทำงานด้วย เช่น กระทรวงยุติธรรม ซึ่งจะดูเรื่องคดีความและการดำเนินคดีทางกฎหมาย หน่วยงานด้านสวัสดิการของรัฐบาล ซึ่งดูแลโครงการช่วยเหลือประชาชนต่างๆ รวมถึงหน่วยตรวจสอบงบประมาณของรัฐที่ทำหน้าที่ตรวจสอบว่าเงินที่รัฐบาลส่งไปให้รัฐต่างๆ ถูกใช้อย่างถูกต้องหรือไม่
ทีนี้คำถามคือภารกิจของทีมนี้คืออะไร ถ้าดูจากข้อมูลที่ออกมา ภารกิจหลักของหน่วยนี้มีประมาณ 4 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือตรวจสอบการโกง พูดง่ายๆ คือถ้ามีโครงการรัฐที่สงสัยว่ามีการทุจริต หน่วยนี้สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ เรื่องที่ 2 คือตั้งมาตรฐานป้องกันการโกง หมายความว่ารัฐบาลอาจจะออกกฎใหม่เพื่อทำให้การตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้น เรื่องที่ 3 คือตรวจสอบตัวตนของผู้รับเงิน เพราะหนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลพูดถึงคือมีการใช้ตัวตนปลอม หรือบริษัทปลอมเพื่อรับเงินจากโครงการรัฐ และเรื่องสุดท้ายคือสั่งออดิตโครงการของรัฐบาล ซึ่งคำว่าออดิตหมายถึงการตรวจสอบบัญชีแบบละเอียดว่าเงินทุกดอลลาร์ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง ถ้าพูดแบบสั้นๆ รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามยกเครื่องระบบตรวจสอบงบประมาณของรัฐใหม่ และหน่วย FR Task Force ก็ถูกออกแบบมาให้เป็นศูนย์กลางของระบบนี้ครับ
ทีนี้คำถามที่สำคัญมากคือ ทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดขึ้นตอนนี้ เพราะนโยบายใหญ่ระดับนี้มันไม่ได้ถูกคิดขึ้นมาในคืนเดียว มันต้องมีเหตุการณ์บางอย่างเป็นตัวจุดชนวน และในกรณีนี้หลายสำนักข่าวในอเมริกาชี้ไปที่คดีนึงที่เกิดขึ้นในรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นคดีทุจริตขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการช่วยเหลืออาหารสำหรับเด็ก โครงการลักษณะนี้รัฐบาลกลางจะส่งเงินไปให้หน่วยงานท้องถิ่นเพื่อจัดอาหารให้เด็ก โดยเฉพาะเด็กในครอบครัวรายได้น้อย หลักการของโครงการถือว่าดีมาก เพราะมันตั้งใจจะช่วยเด็กที่อาจจะไม่มีอาหารเพียงพอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้คือมีการกล่าวหาว่ามีเครือข่ายบางกลุ่มตั้งบริษัทหรือองค์กรปลอมขึ้นมา แล้วก็ยื่นเอกสารกับรัฐอ้างว่าตัวเองกำลังจัดอาหารให้เด็กจำนวนมาก ทั้งที่ในความเป็นจริงบางสถานที่แทบไม่มีเด็กอยู่เลย หรือบางแห่งการแจกอาหารจริงตามที่รายงาน พูดง่ายๆ คือมีการสร้างตัวเลขปลอมเพื่อเบิกเงินจากรัฐบาล แล้วเอาเงินนั้นไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ คดีนี้ถือว่าใหญ่พอสมควร เพราะมีคนถูกตั้งข้อหาหลายสิบคน และมีเงินที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องจำนวนมหาศาล สื่ออเมริกาหลายแห่งรายงานว่านี่เป็นหนึ่งในคดีโกงโครงการสวัสดิการที่ใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
รัฐบาลของทรัมป์หยิบคดีนี้ขึ้นมาเป็นตัวอย่างเพื่อชี้ให้เห็นว่าปัญหานี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่เดียว แต่อาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ รองประธานาธิบดี เจดีแซล พูดถึงเรื่องนี้ในหลายเวที โดยเขาบอกว่าความเสียหายจากการโกงลักษณะนี้อาจไม่ได้อยู่แค่หลักล้าน แต่อาจสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์ ถ้านับรวมหลายโครงการทั่วประเทศ และถ้าสิ่งนี้เป็นเรื่องจริง มันก็หมายความว่าเงินภาษีของประชาชนจำนวนมหาศาลอาจกำลังรั่วไหลออกจากระบบ โดยที่ไม่มีใครตรวจสอบอย่างจริงจัง ดังนั้นในมุมของรัฐบาล นี่คือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อจัดการเรื่องนี้ในระดับประเทศ ซึ่งก็คือ FR Task Force ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นั่นเองครับ
ทีนี้เรื่องนึงที่ทำให้ข่าวนี้เริ่มร้อนแรงขึ้นทันทีในอเมริกา ก็คือคำถามว่าแล้วหน่วยล่าโกงนี้จะไปตรวจสอบที่ไหนก่อน เพราะถ้าพูดแบบตรงๆ อเมริกาเป็นประเทศใหญ่ มี 50 รัฐ งบสวัสดิการก็ถูกส่งไปแทบทุกที่ ดังนั้นในทางปฏิบัติรัฐบาลกลางคงไม่ได้เริ่มตรวจสอบทุกที่พร้อมกัน มันต้องมีพื้นที่เป้าหมายก่อน ตามรายงานของสื่อบางแห่ง รวมถึงข้อมูลที่ถูกอ้างถึงในเอกสารภายใน มีรัฐบางรัฐที่กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น แคลิฟอร์เนีย รัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของอเมริกา และเป็นรัฐที่มีโครงการสวัสดิการขนาดใหญ่มาก ต่อมา นิวยอร์ก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรัฐที่มีงบสวัสดิการจำนวนมหาศาล และมีโครงการช่วยเหลือประชาชนหลายประเภท อีกรัฐนึงคืออิลลินอยส์ ซึ่งรัฐบาลกลางมองว่ามีความซับซ้อนในระบบงบประมาณของรัฐ รวมถึงเมนและโคโลราโด ที่มีโครงการช่วยเหลือบางประเภทที่กำลังถูกตรวจสอบ รัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่ารัฐเหล่านี้อาจมีระบบป้องกันการโกงที่ไม่เข้มพอ หรืออาจมีช่องโหว่ในระบบตรวจสอบที่ทำให้เกิดการทุจริตได้ง่าย ตัวอย่างเช่น การตรวจสอบตัวตนผู้รับเงิน การตรวจสอบองค์กรที่ขอรับเงินช่วยเหลือ หรือการติดตามว่าเงินถูกใช้ไปตามวัตถุประสงค์จริงหรือไม่ แต่ตรงนี้ต้องบอกก่อนครับว่าข้อมูลเรื่องรัฐเป้าหมายยังถือว่าเป็นข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันทั้งหมด เพราะสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุไว้ชัดเจนว่าเอกสารบางส่วนที่สื่อเห็นนั้น ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างอิสระจากหลายแหล่ง พูดง่ายๆ คือตอนนี้เรายังไม่รู้แน่ชัดว่ารัฐไหนจะถูกตรวจสอบก่อน แต่สิ่งที่แน่นอนคือการตั้ง FR Task Force ครั้งนี้ทำให้หลายรัฐในอเมริกาเริ่มจับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะถ้าหน่วยนี้เริ่มทำงานจริง มันอาจนำไปสู่การตรวจสอบงบประมาณครั้งใหญ่ในระดับประเทศเลยทีเดียวครับ
ทีนี้พอข่าวเรื่อง FR Task Force ออกมา บอกได้เลยว่าในอเมริกากระแสการเมืองเริ่มร้อนทันที เพราะเรื่องนี้มันไม่ได้เป็นแค่ นโยบายปราบโกงธรรมดา แต่มันไปแตะเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก คือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลของแต่ละรัฐ ทันทีที่ข่าวออกมา นักการเมืองจากฝั่งเดโมแครตหลายคนก็ออกมาวิจารณ์ทันที บางคนบอกว่าหน่วยงานนี้อาจจะไม่ได้เป็นแค่หน่วยปราบโกง แต่มีความเสี่ยงว่ามันอาจจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดคำวิจารณ์แบบนี้ก็คือ ถ้าดูจากรายชื่อรัฐที่ถูกพูดถึงว่าอาจจะถูกตรวจสอบ หลายรัฐเป็นรัฐที่อยู่ภายใต้การบริหารของพรรคเดโมแครต อย่างเช่น แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก อิลลินอยส์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นรัฐใหญ่และเป็นฐานเสียงสำคัญของเดโมแครต ทำให้บางคนเริ่มตั้งคำถามว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะเป็นการตรวจสอบที่เป็นกลางจริงหรือไม่ หรือว่ามันอาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันรัฐบาลของรัฐที่อยู่คนละพรรคการเมือง ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ซึ่งออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลของทรัมป์กำลังใช้ประเด็นเรื่องการโกงงบประมาณเพื่อตอบโต้ทางการเมืองกับรัฐที่บริหารโดยเดโมแครต
ในมุมของฝ่ายเดโมแครต พวกเขามองว่าการปราบโกงเป็นเรื่องที่ควรทำ ไม่มีใครคัดค้านเรื่องนั้น แต่สิ่งที่พวกเขากังวลคือ กระบวนการตรวจสอบอาจจะถูกใช้แบบเลือกเป้า คือเลือกตรวจเฉพาะรัฐบางรัฐ ในขณะที่รัฐอื่นๆ อาจจะไม่ได้ถูกตรวจสอบในระดับเดียวกัน จนทำให้บางสื่อในอเมริกาเริ่มตั้งคำถามแรงๆ เลยว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ มันคือ War on Fraud หรือจริงๆ แล้วมันคือ War on Democrats คือเป็นสงครามทางการเมืองที่ใช้คำว่าปราบโกงมาเป็นเครื่องมือ แน่นอนครับ ฝั่งรัฐบาลทรัมป์ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ พวกเขาบอกว่าการตรวจสอบจะเกิดขึ้นตามหลักฐาน ไม่ใช่ตามพรรคการเมือง แต่ในโลกของการเมืองจริงๆ คำถามแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลกลางเริ่มเข้าไปตรวจสอบงบประมาณของรัฐในระดับใหญ่แบบนี้ครับ
ทีนี้ถ้ามองย้อนกลับไปจริงๆ เรื่อง FR Task Force ที่เราเห็นในข่าววันนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน มันเหมือนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นล่าสุดของสิ่งที่รัฐบาลทรัมป์เริ่มวางโครงสร้างมาตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว ถ้าใครตามข่าวการเมืองอเมริกาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จะเห็นว่ารัฐบาลเริ่มพูดเรื่องการปราบโกงในโครงการของรัฐบ่อยขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในก้าวแรกที่เกิดขึ้นก็คือการตั้งหน่วยใหม่ในกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ หน่วยนี้มีชื่อว่า National Fraud Enforcement Division ชื่อยาวหน่อยแต่ความหมายมันตรงตัวมาก ก็คือหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรวมศูนย์การปราบโกงทั่วประเทศ ก่อนหน้านี้คดีทุจริตต่างๆ มักจะกระจายอยู่ตามหลายหน่วยงาน บางคดีอยู่กับ FBI บางคดีอยู่กับอัยการรัฐ บางคดีอยู่กับหน่วยตรวจสอบงบประมาณ ระบบมันค่อนข้างกระจัดกระจาย รัฐบาลทรัมป์บอกว่าถ้าอยากจัดการเรื่องนี้จริงจัง มันต้องมีศูนย์กลางที่รวบรวมข้อมูล รวบรวมการสืบสวน และประสานงานทุกหน่วยเข้าด้วยกัน นั่นคือเหตุผลที่หน่วย National Fraud Enforcement Division ถูกตั้งขึ้นมา
และอีกเรื่องนึงที่สำคัญก็คือ รัฐบาลยังเสนอแต่งตั้งอัยการคนหนึ่งชื่อว่า John McDonough ให้เข้ามาดูแลการปราบโกงในระดับชาติ บทบาทของเขาก็คือการกำกับทิศทางของคดีทุจริตขนาดใหญ่ทั่วประเทศ พูดง่ายๆ ถ้ามีคดีโกงระดับพันล้าน หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับหลายรัฐ หน่วยงานนี้จะเข้ามาเกี่ยวข้องทันที ดังนั้นถ้าเรามองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังค่อยๆ สร้างโครงสร้างใหม่สำหรับการปราบโกง เริ่มจากตั้งหน่วยในกระทรวงยุติธรรม แต่งตั้งคนมาคุมคดีระดับชาติ แล้วตอนนี้ก็เพิ่มอีกชั้นหนึ่งด้วยการตั้ง FR Task Force ที่มีรองประธานาธิบดีเป็นหัวหน้า ซึ่งหมายความว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของกระทรวงเดียว แต่มันถูกยกระดับขึ้นมาเป็นนโยบายระดับรัฐบาลกลางทั้งระบบ และนี่แหละครับที่ทำให้หลายคนเริ่มมองว่ารัฐบาลกำลังเตรียมเปิดแคมเปญปราบโกงครั้งใหญ่ในระดับประเทศจริงๆ
ทีนี้มาถึงส่วนที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ครับ เพราะถ้าเรามองเรื่อง FR Task Force แค่ในเชิงข่าวมันก็อาจจะดูเหมือนรัฐบาลตั้งหน่วยปราบโกงจบ แต่ถ้ามองในเชิงการเมือง เรื่องนี้มันมีอย่างน้อย 2 มุมใหญ่ๆ มุมแรกต้องยอมรับก่อนว่าการโกงในโครงการรัฐเป็นปัญหาที่มีอยู่จริงในอเมริกา เพราะโครงการสวัสดิการของรัฐบาลสหรัฐมีขนาดใหญ่มาก ถ้าเอาทุกโครงการมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพ เงินช่วยเหลืออาหาร เงินช่วยเหลือที่อยู่อาศัย หรือโครงการช่วยเหลืออื่นๆ งบประมาณรวมกันอยู่ในระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ลองคิดดูนะครับ ถ้าเงินระดับนี้มีการโกง แม้แค่ 1% ตัวเลขความเสียหายก็อาจจะเป็นหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ดังนั้นในมุมหนึ่ง การที่รัฐบาลบอกว่าต้องมีหน่วยงานมาดูเรื่องนี้จริงจัง มันก็ฟังดูมีเหตุผล เพราะเงินทั้งหมดนี้คือเงินภาษีของประชาชน และถ้ามันถูกโกง รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องจัดการ
แต่มันก็มีอีกมุมนึงที่หลายคนกำลังตั้งคำถาม คือมุมของการเมือง เพราะถ้าเราดูแผนที่การเมืองของอเมริกา รัฐที่มีโครงการสวัสดิการขนาดใหญ่หลายรัฐ ก็มักจะเป็นรัฐที่อยู่ภายใต้การบริหารของพรรคเดโมแครต อย่างเช่น แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก อิลลินอยส์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นฐานเสียงสำคัญของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ดังนั้นถ้าการสอบสวนเริ่มต้นจากรัฐเหล่านี้ มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนตั้งคำถามว่า นี่คือการปราบโกงจริงๆ หรือว่าเป็นการใช้เครื่องมือของรัฐเพื่อสร้างแรงกดดันทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม ในโลกการเมือง 2 อย่างนี้ บางครั้งก็เกิดขึ้นพร้อมกันได้ รัฐบาลอาจปราบโกงจริง แต่ในเวลาเดียวกัน ผลของมันก็อาจส่งผลทางการเมือง โดยเฉพาะถ้าการสอบสวนนำไปสู่คดีใหญ่ หรือทำให้รัฐบาลของบางรัฐต้องเผชิญแรงกดดันจากประชาชน ดังนั้นถ้ามองแบบตรงไปตรงมา เรื่อง FR Task Force อาจไม่ใช่แค่ นโยบายปราบโกง หรือเกมการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มันอาจจะเป็นทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน คือเป็นทั้งนโยบายจริงของรัฐบาล และในเวลาเดียวกันก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือในเกมการเมืองของอเมริกาที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ครับ
ทีนี้คำถามสำคัญก็คือ ถ้า FR Task Force นี้เริ่มทำงานจริงจัง มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ เพราะการตั้งหน่วยงานแบบนี้มันไม่ได้มีผลแค่ในระดับนโยบาย แต่มันอาจจะส่งผลต่อระบบการบริหารของทั้งประเทศ อย่างแรกเลย สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างแน่คือรัฐต่างๆ อาจถูกตรวจสอบงบประมาณมากขึ้น หรือที่เรียกว่าออดิต รัฐบาลกลางอาจเริ่มเข้าไปตรวจสอบว่าเงินที่ส่งไปให้รัฐต่างๆ ถูกใช้ไปกับอะไร ใครเป็นผู้รับเงิน และมีเอกสารหลักฐานครบหรือไม่ สำหรับบางรัฐเรื่องนี้อาจจะไม่ได้มีปัญหา แต่สำหรับบางรัฐ ถ้าระบบตรวจสอบไม่เข้ม มันอาจจะนำไปสู่คดีทุจริตขนาดใหญ่ได้เหมือนกัน
อย่างที่ 2 โครงการสวัสดิการของรัฐอาจจะเริ่มเข้มงวดขึ้น รัฐบาลอาจออกกฎใหม่ เช่น ตรวจสอบตัวตนผู้รับเงินเข้มขึ้น ตรวจสอบองค์กรที่ขอรับงบประมาณมากขึ้น หรือกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการใช้เงินสวัสดิการ ข้อดีของเรื่องนี้ก็คือมันอาจช่วยลดการโกงได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็อาจทำให้ขั้นตอนการเข้าถึงสวัสดิการยากขึ้นสำหรับประชาชนบางกลุ่ม เพราะระบบตรวจสอบเข้มงวดกว่าเดิม
และอย่างที่ 3 ผลกระทบที่น่าจะเห็นชัดมากก็คือการเมืองระดับรัฐจะร้อนแรงขึ้น ถ้ามีการตรวจสอบ ถ้ามีการตั้งข้อหา หรือถ้ามีคดีใหญ่เกิดขึ้น มันอาจกลายเป็นประเด็นการเมืองทันที โดยเฉพาะในรัฐที่กำลังมีการแข่งขันทางการเมืองสูง ดังนั้นเรื่อง FR Task Force อาจไม่ได้เป็นแค่หน่วยงานใหม่ แต่มันอาจกลายเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ในช่วงต่อจากนี้ และอาจเป็นนโยบายที่มีผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ การบริหารรัฐ และการเมืองของอเมริกาในระยะยาว
สุดท้ายแล้วครับ คำถามสำคัญก็คือ หน่วยล่าทุจริตระดับชาติที่รัฐบาลทรัมป์กำลังตั้งขึ้นมา จะสามารถปราบโกงได้จริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้ว มันจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลกลางในการกดดันฝ่ายตรงข้าม เรื่องนี้ยังไม่มีใครรู้คำตอบ เพราะทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือนโยบายนี้อาจจะกลายเป็นหนึ่งในนโยบายที่เปลี่ยนโครงสร้างการเมืองของอเมริกาในช่วงหลายปีข้างหน้า ต้องติดตามกันต่อครับ ถ้าคลิปนี้ช่วยให้คุณเข้าใจข่าวโลกมากขึ้น ฝากกดไลค์ กดแชร์ และกดติดตามช่อง INNCAST ไว้ด้วยนะครับ แล้วเดี๋ยวผมจะเอาประเด็นสำคัญจากต่างประเทศ มาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายแบบนี้อีกในคลิปต่อไป TR