📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

[คลิปเต็ม] "ศิริกัญญา" ชี้ นโยบายรัฐบาล "มองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น" | 9 เม.ย. 69

Thai PBS22:57

Transcription

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ สิริญญา จสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ

ท่านประธานคะ คำแถลงนโยบายรัฐบาลค่ะ ดิฉันย้ำเป็นรอบที่ 4 ของการอภิปรายแถลงนโยบายนะคะ ของ 4 รัฐบาล ว่ามันคือสัญญาประชาคมค่ะ เพื่อที่จะบอกกับประชาชนว่ารัฐบาลกำลังจะขับเคลื่อนประเทศนะคะ ไปที่จุดหมายใด ด้วยวิธีการใด แล้วก็ใช้เวลาเท่าไหร่ มันเปรียบง่ายๆ ก็เหมือนกับระบบนำทางค่ะ ดิฉันเรียกมันว่าเป็น GPS นะคะ แต่สำหรับคำแถลงนโยบายนี้้นะคะ ยังเป็นแบบเดิมค่ะ คือเป็น GPS แบบเบลอๆ ค่ะ มองใกล้ไม่ชัดค่ะ มองไกลไม่เห็นค่ะ มองใกล้ไม่ชัดเพราะอะไรคะ เพราะว่านโยบายระยะสั้น นโยบายเร่งด่วนเนี่ย ไม่ได้เขียนค่ะ ส่วนมองไกลไม่เห็นเนี่ย เพราะว่าอ่านจนจบแล้วก็ยังไม่เห็นว่าเป้าหมายปลายทางเนี่ย เราจะเดินหน้าไปสู่อะไรกันแน่

มาดูกันที่นโยบายเร่งด่วนก่อนค่ะ ท่านประธาน ก็ไม่มีค่ะ หรือท่านอาจจะบอกว่ามีก็ได้ แต่ว่าก็คือไม่ได้เขียนแย่ออกมา ก็เขียนรุมรวมๆ ปนๆ กันอยู่นะคะ ก็เลยไม่รู้ว่านโยบายไหนมันจะเสร็จ 1 ปี หรือว่าเสร็จใน 6 เดือน หรือว่านโยบายไหนจะเสร็จ 2 ปี หรือว่าเสร็จใน 4 ปีนะคะ

แต่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศเนี่ย มันย่ำแย่นะคะ เนื่องจากว่าอย่างที่เราทราบกันว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเนี่ย มันดูจะไม่จบลงง่ายๆ นะคะ ตอนนี้เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่โหมดข้าวยากหมากแพงนะคะ ก็คือโตต่ำ แต่ว่าค่าครองชีพพุ่งนะคะ ถึงแม้ว่าสงครามจะจบ แต่ว่าปัญหาเรื่อง supply shock เนี่ย จะยังคงคงอยู่กับเรากันไปยาวๆ เลยนะคะ ทำให้คาดการณ์ GDP ของปี 2569 นะคะ ท่านประธาน ดูนะคะ ไม่มีอันไหนเกิน 1.5% 5% เลยนะคะ ทุกสำนักประมาณการออกมา ในขณะที่เงินเฟ้อเนี่ยนะคะ บอกว่าถ้าราคาน้ำมันเนี่ย เฉลี่ย 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดทั้งปีเนี่ย อาจจะพุ่งไปเกิน 3% ได้ ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะเกิน 3% แน่ๆ นะคะ เพราะว่าเราดูตัวอย่างจากตอนปี 2565 ที่มีสงครามยูเครนรัสเซีย แล้วก็มีปัญหาเรื่องของน้ำราคาน้ำมันเช่นเดียวกันเนี่ย ตอนนั้นขึ้นไปแค่ 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ว่าเงินเฟ้อพุ่งไป 6% [เสียงกระแอม] ค่ะ

และถ้าเงินเฟ้อเฟ้อมันพุ่งกันยาวๆ นะคะ ต่อเนื่องไม่ไม่ลดลงง่ายๆ แบบนี้นะคะ มันก็จะเกิดภาวะที่เรียกว่า stagflation นะคะ ก็คือโตต่ำ แต่ว่าเงินเฟ้อสูง ซึ่งปกติเวลาเศรษฐกิจตกต่ำเนี่ย เงินเฟ้อมันก็จะต่ำตามนะคะ เหมือนที่ประเทศไทยเนี่ย เงินเฟ้อติดลบอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าพอเป็นเหตุการณ์แบบนี้ วิธีการแก้ทำพาเศรษฐกิจออกจากวิกฤตในครั้งนี้เนี่ย ก็จะยากขึ้นไปด้วย เพราะว่ากระตุ้นมากก็ไม่ได้ กระตุ้นมากของก็จะแพงขึ้นไปอีก ซึ่งเงินเฟ้อก็ดูทีมีที่าว่าจะขึ้นอย่างต่อเนื่องนะคะ เพราะว่าพอราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงไปแล้วเนี่ย สินค้าอื่นๆ ก็พลอยจะด่าหน้าขึ้นราคากันไปหมดนะคะ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบตั้งแต่เม็ดพลาสติก ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงส่งผลไปถึงสินค้าสำเร็จรูปไปแล้วเรียบร้อยตอนนี้นะคะ หรือแม้กระทั่งสินค้าเกษตรบางตัวนะคะ ก็ได้รับผลพลอยได้ที่ราคาจะสูงตามไปด้วย ถ้าเกิดเป็นพืชในกลุ่มน้ำมันอย่างเช่นปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลังที่เอาไปทำเอทานอล ข้าวโพดที่เอาไปใช้เอ่อสลับทำเอทานอลได้เหมือนกันนะคะ

พอเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้อย่างแน่นอนแล้วนะคะ เอ่อก็มีคำถามค่ะ เหมือนที่เพื่อนสมาชิกคนเอ่อก่อนหน้าดิฉันนะคะ คุณอิสริยะได้ตั้งคำถามว่า รัฐบาลจะการเยียวยาให้กับประชาชนอย่างไรนะคะ แล้วจะรับกับสถานการณ์อย่างนี้อย่างไร เราก็ไม่เห็นนโยบายเร่งด่วนใดนอกจากคนละครึ่งนะคะ แต่ก็ไปอยู่ในหมวดของเพิ่มทักษะดิจิทัลด้วยนะคะ ไม่ได้อยู่ในหมวดของเศรษฐกิจนะคะ จนเมื่อวานนี้เองค่ะ ถึงได้มีข่าวออกมาว่าตกลงรัฐบาลนี้จะมีรัฐบาลเอ่อจะมีมาตรการอะไรออกมาบ้างนะคะ ท่านประธาน น้ำมันเนี่ยขึ้นไปแล้ว 2 อาทิตย์แล้วนะคะ แต่มาตรการเพิ่งออกเมื่อวานก็ไม่รู้ว่า เป็นเพราะว่านายกสั่งวันนี้หรือเปล่านะคะ ถึงได้ออกมาตรการมาเมื่อวาน ซึ่งก็น่าแปลกใจนะคะว่าอย่างน้อยๆ เมันก็ควรจะใส่ไว้ในคำแถลงนโยบายไว้บ้างนะคะ เอาไว้ให้ประชาชนได้อุ่นใจ ก็คือมีก็จริงแต่ว่ามีอยู่แค่แบบบรรทัดเดียวแล้วก็ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรเลยนะคะ ทานที่เราจะได้มาถกกันว่าตกลงระยะเร่งด่วนเนี่ย รัฐบาลจะได้ความเอ่อประชาชนจะได้ความช่วยเหลือเพียงเพียงพอไหม หรือว่าจะมีอะไรที่จะต้องทำเพิ่มเติมบ้าง

มาดูรายละเอียดกันนะคะ คำถามก็ยังมีอีกมากมายนะคะ ซึ่งวันนี้เอ่อท่านเอ่อนายกรัฐมนตรีหรือว่ารองนายกก็อาจจะมาตอบคำถามให้กับเราได้เพิ่มเติมก็ได้นะคะ ว่ามันจะมีทั้งคนละครึ่งบวกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ว่าจ่ายเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้ มีมาตรการช่วยภาคขนส่งนะคะที่จะช่วยค่าน้ำมันให้กับกลุ่มเอ่อผู้ประกอบการขนส่งนะคะ ทั้งรายเล็กแล้วก็รายใหญ่ไปด้วยพร้อมๆ กันค่ะ ที่น่าสนใจนะคะก็คือบอกว่าจะเริ่มพฤษภาคมปี 2569 แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์นะคะ อย่างเช่นโครงการเอ่อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือว่าคนละครึ่งพลาสเนี่ย จะเหลือเพียงแค่ 9 ล้านคน จาก 13.4 4 ล้านคนขาก็คือว่าถ้าจะต้องมีการคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เนี่ย จะสามารถคัดกรองให้เสร็จได้ภายในเดือนพฤษภาคมเลยเหรอคะ เพราะว่ารอบที่แล้วเนี่ย โอ้โหเจ็บปวดมากค่ะ กระบวนการคัดกรองในรอบนั้นนะคะ ที่ระเอ่อประชาชนต้องเทียวไปอำเภอนะคะ หลายครั้งหลายรอบนะคะ พาลูกไปรอบพาเมียไปรอบนะคะ เพื่อที่จะได้ไปยืนยันแล้วก็มอบความอนุญาตในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล

สิ่งที่เรายังไม่รู้อีกอย่างนึงก็คือว่า เอ่อ นอกจากว่าจะเติมจะตรงจะเติมเงินให้เท่าไหร่แล้วเนี่ย ระยะเวลาโครงการก็ยังไม่ชัดเจน แต่ที่ชัดเจนก็คือว่ามีแพรมบอกมาแล้วค่ะว่าแหล่งเงินงบประมาณนะคะ จะมาจากการออก พรบ.โอนงบประมาณแล้วก็งบกลางค่ะ โอ๊ะเหมือนในเล่มนี้เลยค่ะ ก็มีการพูดถึงเรื่องของการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณเหมือนกันนะคะ คำถามก็คือว่าท่านจะออก พ.ร.บ.โอนงบของปี 69 ในประมาณเมษายนพฤษภาคมนี้จริงๆ เหรอคะ คือมันก็ฟังดูดีค่ะ มันฟังดูมันคล้ายๆ แบบเกลี่ยก่อนกู้อะไรเงี้ยค่ะ ซึ่ง เอ่อคือเริ่มเกลี่ยแล้วเนี่ย ตกลงจะกู้จริงๆ แล้วใช่มั้คะ เพราะว่าก็มีข่าวลืออีกเช่นเดียวกันว่ารัฐบาลก็มีแผนที่จะออก พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ก็ต้องถามว่าตกลงเกลียดก่อนกู้หรือเปล่าค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วเนี่ย วิธีการแบบนี้นะคะ ก็สะท้อนปัญหาวิกฤตการคลังของรัฐบาลที่กำลังเผชิญอยู่เหมือนกันนะคะ ฐานะการคลังของเราเนี่ย ก็กำลังมีความเสี่ยง ถึงจะไม่มีวิกฤตพลังงานเลยแล้วก็มีความเสี่ยงทางด้านการคลังเข้าขั้นที่จะน้องๆ วิกฤตอยู่แล้วนะคะ ฝั่งรายจ่ายค่ะ เราก็กำลังมีปัญหาจริงๆ นั่นแหละค่ะ เพราะว่างบกลางนะคะ ในทั้งค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านก็ใช้ไปจนหมดสิ้นแล้วตั้งแต่เดือนแรกๆ นะคะของรัฐบาลอนุทิน 1 นะคะ เอ่อส่วนเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นก็เหลืออีกไม่มากนะคะ มันเป็นความลับมากๆ แต่ว่าเท่าที่ได้ไปสืบทราบมาก็น่าจะเหลืออยู่ที่ราวๆ 25,000 ล้านบาทนะคะ ซึ่งรัฐบาลสามารถที่จะมาคอนเฟิร์มดิฉันอีกครั้งนึงได้ว่าจริงหรือไม่นะคะ

ซึ่งตอนแถลงนโยบายเดือนกันยายนเนี่ย ดิฉันก็พูดถึงเรื่องโครงการคนละครึ่งที่ต้องใช้เงินถึง 44,000 ล้านบาท บวกกับเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาทเนี่ย มันใช้เงินในส่วนของงบกลางที่จะต้องสำรองเอาไว้ ยามฉุกเฉินจำเป็นจริงๆ เนี่ย ใช้ไปเยอะมาก ตอนนั้นเนี่ยแค่เดือนแรกๆ ก็คือใช้ไปประมาณ 1 ใน 3 ของเงินสำรองตรงนี้ไปจนหมดสิ้นแล้วเนี่ย แล้วต้องเตือนแล้วด้วยว่าถ้ามันเกิดวิกฤตขึ้นมาจริงๆ เนี่ย มันจะยุ่งแล้วมันก็ยุ่งจริงๆ ด้วยนะคะ แต่ว่าตอนนี้เนี่ยนะคะ รัฐบาลก็เลยจำเป็นที่จะต้องหาเงินเพิ่มค่ะ โดยการโอนงบนะคะ เมื่อเมื่อวานนี้นะคะ ท่านปลัดกระทรวงการคลังนะคะ ขออภัยที่เอ่อเอ่ยนามท่านละวรนะคะ บอกอีกว่าจะไม่ได้ออกเป็นพรบ.ด้วยจะออกเป็นพรก.นะคะ ออกเป็นพระราชกำหนดนะคะ ก็คือข้ามหัวสภาไปเลยนะคะ ก็คือใช้มติครม.ในการออกพระราชกำหนดนะคะ แล้วก็ประกาศใช้ได้เลยนะคะ อันนี้เนี่ยก็ต้องบอกว่าต้องถามจริงๆ ว่าที่จะทำแบบนี้ ทำเพื่อแก้ไขปัญหาทางการคลังนะคะ ที่เป็นเอ่อฐานะของรัฐบาลของท่านเอง หรือว่าออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนกันแน่ เพราะว่าอะไรคะ ประธาน [เสียงสูดหายใจ] คือถึงแม้ว่าจะออกเป็นพรก. หรือว่าพรบ.เนี่ย ออกตอนที่อยู่ในตอนออกตอนนี้เนี่ยนะ ก็คือไตรมาส 3 ของปีงบประมาณแล้วเนี่ย มันจะมันจะเสียมากกว่าได้ค่ะ ไม่ใช่ว่าดิฉันไม่อยากเกลี่ยก่อนกู้นะคะ แต่ว่าประสบการณ์จากการโอนงบประมาณในปี 2563 เนี่ย มันบอกเราค่ะว่าพอมันเข้าไตรมาส 3 แล้วเนี่ยนะคะ งบประมาณมันถูกใช้จ่ายไปมากแล้วค่ะ ก็คือเอ่อจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมนะ คะ งบประมาณถูกใช้ไปแล้วนะคะ หมายความว่าทั้งเบิกจ่ายแล้วก็ลงนามผูกพันในสัญญาไปแล้วเนี่ย เกิน 60% ไปหมดแล้วนะคะ ทั้งรายจ่ายประจำทั้งรายจ่ายลงทุน รายจ่ายประจำก็เราก็รู้ดีว่าเดี๋มันก็ต้องเอาไปจ่ายเป็นเงินเดือนข้าราชการอีกนะคะ ตรงนั้นก็เอามาตัดไม่ได้ ดิฉันลองคิดตัวเลขดูคร่าวๆเนี่ย น่าจะมีกองกลางที่จะสามารถนำไปตัดได้เนี่ย อยู่ราวๆแค่ 400,000 ไม่เกิน 500,000 ล้านบาทนะคะ ซึ่งถ้าจะตัดให้ได้เป้าเมื่อกี้นะคะ ที่ที่ปรากฏอยู่ในข่าวเนี่ย บอกว่า จะตัดจะโอนจะตัดโอนเนี่ยให้ได้สักประมาณ 40,000 50,000 ล้านเนี่ย คือยากมาก ดิฉันกังวลว่ามันน่าจะไปไม่ถึงอ่ะค่ะ เพราะว่าถ้าย้อนดูตอนปี 2563 ตอนนั้นเนี่ยงบเนี่ยเหลือให้ตัดเยอะกว่านั้นเยอะกว่านี้เยอะนะคะ เพราะว่าถ้าจำกันได้เนี่ย ปีงบประมาณ 2513 คือเป็นปีที่งบประมาณออกล่าช้า นะคะ ก็คือมีเลือกตั้งแบบนี้แหละ แล้วก็งบประมาณออกล่าช้าเอ่อทั้งด้วยเอ่อมีเลือกตั้งทั้งด้วยกฎบัตรแทนการต้องลงมติอะไรกันใหม่เนี่ย ล่าช้าไปเกือบ 6 เดือนนะคะ ซึ่ง ณ วันนั้นเนี่ย ขนาดว่าออกงบล่าช้าเนี่ย เบิกจ่ายไปได้สักประมาณ 12% เท่านั้นเองนะคะ ยังตัดได้แค่ 88,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งจาก 88,000 ล้านบาทเศษเนี่ย เป็นเงินที่ไปตัดเอาเงินชำระคืนเงินต้นน่ะค่ะ ก็คือชักดาบอ่ะค่ะ ท่านประธาน ชักดาบนะคะ เงินคืนต้นเงินกู้ไปแล้วเนี่ยประมาณ 36,000 ล้านบาทด้วย ตัดโอนจริงๆ ได้แค่ 50,000 50,000 ล้านบาทเท่านั้นเองนะคะ ก็คือโอนจริงๆ ได้แค่ประมาณประมาณ 6.3% ของเอ่อก้อนงบที่เอามาตัดรวมกันเอ่อที่มันที่มันเข้าหลักเกณฑ์กันได้นะคะ ตอนนั้นเนี่ยขนาดว่าตอนนั้นเี่มันน่าสิวหน้าขวานกว่าปัจจุบันนี้อีกเยอะมากนะคะ ตอนนั้นถ้ายังจำกันได้นะคะ โควิดเริ่มต้นขึ้นแล้วงบกลางใช้หมดเกลี้ยงแล้วนะคะ เพิ่งออกพรก. พรก.เงินกู้ รายได้จัดเก็บเข้ารัฐเนี่ยไม่ได้เลยนะคะ ก็คือต้องไปใช้เงินตามมาตรา 45 นะคะ ของ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณนะคะ ก็คืองบก๊อก 2 เนี่ย เงินสำรองออกมาอีก 50,000 ล้านแล้วด้วย ขนาดหน้าสิวหน้าผานขนาดนั้น ยังตัดได้แค่ประมาณ 50,000 50,000 ล้าน ถ้าไม่รวมเงินคืนต้นเงินกู้ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย จะตัดได้มากไม่ได้มากก็คงจะขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์นะคะ ที่เดี๋ยวคงจะต้องมีการออกหลักเกณฑ์มาว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ ดูงานต่างประเทศทำไม่ได้ ดูงานในประเทศทำได้มั้ยนะคะ อันไหนยังไม่ได้ผูกพันสัญญาค่อยเอามาตัดกันได้เนี่ย ก็เดี๋มันก็ต้องมีกระบวนการพวกนี้อีก ซึ่งก็คงจะต้องใช้ระยะเวลาแล้วก็ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์เหล่านั้น แต่ว่าถ้าท่านเขียนเกณฑ์แบบหลวมๆ นะคะ เหมือนตอนที่ท่านบอกให้ประหยัดพลังงานแล้วก็ออกเกณฑ์ออกมาว่าข้ามข้าราชการดูงานต่างประเทศนะคะ แต่ว่ามีติ่งไว้ว่าแต่ให้เป็นดุลพินิจของหัวหน้าหน่วยก็เสร็จค่ะ รับรองว่าเอิ่ไม่เหลืองบให้โอนอยู่ดีนะคะ

อีกเหตุผลนึงค่ะ คือมันไม่ได้เร็วขนาดนั้น คือมันจะแล้วมันก็จะทำให้ระหว่างที่เรากำลังจะโอนไม่โอน โอนไม่โอนเนี่ยเนี่ย การเบิกจ่ายเนี่ยจะหยุดชะงักไปเลยนะคะ สำหรับไตรมาส 3 นะคะ แทนที่จะมีเงินจากทางรัฐบาลมาทำให้เศรษฐกิจยังพอเติบโตต่อไปได้เนี่ย มันจะหยุดชะงักไปเลยนะคะ เพราะว่าหน่วยงานราชการเนี่ย มันจะไม่กล้าใช้เงินนะคะ เพราะว่าใช้ไปก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะโดนโอนโดนตัดมั้ยนะคะ แล้วก็จะแตะเบรกทันที ซึ่งความไม่เร็วเนี่ย ต้องบอกว่าแต่มันไม่ใช่เหตุผลที่ท่านจะออกเป็นพรก. คือมันออกเป็นพรก.ไม่ได้ ดิฉันคิดว่าเพราะว่า 7 จำนงเจตนารมณ์ของการออกกฎหมายงบประมาณเนี่ย มันคือเพื่อให้สภาได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ไม่งั้นตามมาตรา 141 ของรัฐธรรมนูญคงไม่ได้บอกหรอกว่ากฎหมายงบประมาณเนี่ย มันต้องตาเป็นพระราชบัญญัติจบ ไม่ได้มีบอกหรือกฎหมายเทียบเท่าหรือว่าอะไรนะคะ ที่สำคัญถ้าท่านจะอ้างว่ามันเร่งด่วนรอไม่ได้ตามมาตรา 172 174 ของรัฐธรรมนูญเนี่ย ก็ไม่จริง ลองมาดูตอนโอนงบปี 63 ซึ่งก็ช้าจริงใช้ 3 เดือนนะคะ ก็ยอมรับว่าใช้นานจริง แต่มันไม่ได้ช้าเพราะว่ามันเป็นพรบ. มันช้าเพราะครม.เนี่ยแหละที่ลังเลไปลังเลมา ตกลงจะโอนเท่าไหร่ยังไงยังไงยึกยักไปยึกยักมา แถมยังไม่ยอมเปิดสภาประชุมสมัยวิสามัญด้วยตอนนั้น ทำให้เข้าสภาล่าช้า พอเข้าสภาปุ๊บนะคะ ดูวงแดงๆ อาทิตย์เดียวเสร็จอาทิตย์เดียวเสร็จจริง เนาะ ดังนั้นเนี่ย มันไม่ใช่ว่ารอไม่ได้ 1 อาทิตย์คุณจะรอไม่ได้จริงๆ เหรอคะ ไม่ใช่เหตุผลค่ะที่เราจะออกพรก. เพราะว่ามันเร่งด่วนรอไม่ได้นะคะ เอาจริงๆ นะคะ ดิฉันคิดว่า เอ่อต้องต้องเอ่อระมัดระวังในการที่จะฟังคำเอ่อคำความคิดเห็นจากปลัดกระทรวงการคลังแล้วหรือเปล่านะคะ เพราะว่าที่เป็นท่านเอ่อลวรนเนี่ย ที่ออกมาบอกว่าให้ออกเป็นพรก.นะคะ เพราะว่ารอบที่แล้วเนี่ยก็บอกว่าถ้าจะลดภาษีสรรพสามิตรเนี่ยต้องขอ กกต.ก่อน คือเพราะว่ามันเป็นในช่วงรัฐบาลรักษาการใช่มั้ย ซึ่งก็ไม่ใช่อีกอ่ะค่ะ เพราะว่าการใช้มีแต่แค่มีแค่การใช้เงินสำรองเท่านั้นน่ะค่ะ ที่ต้องขอกกต.นะคะ รอบนี้ออกพรก.โอนงบเองว่ามันจะไม่เข้าข่ายจริงๆ เอ่อไม่ไม่เข้ารัฐธรรมนูญจริงๆ แล้วก็ขอร้องค่ะ อย่าข้ามหัวสภากันเลยค่ะ ให้เราได้ทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณเถอะค่ะ

พอพูดถึงภาษีสรรพสามิตรค่ะ ดิฉันก็เอะใจนะคะ แล้วก็สงสัยมากๆ ว่าเอ๊ะ ทำไมรัฐบาลเนี่ย ดูจะไม่อยากที่จะลดภาษีสภาสามิตรเอาซะเลย ใจนึงก็อยากจะเชื่อนะคะ ท่านรองนายกเอกนิตินะคะว่าที่เอ่อไม่อยากลดภาษีสสามิตรเลยก็เพราะว่าอยากเก็บภาษีจากน้ำมันทุกฤทธิ์เนี่ย มาไว้ที่กองกลางแล้วค่อยเอาไปออกไปช่วยคนให้ได้มากที่สุด ซึ่งก็น่าจะหมายถึงเฉพาะกลุ่มเป่าบางให้ได้มากที่สุดนะคะ แล้วก็เวลาจะตึงราคาน้ำมันเนี่ย ให้ใช้กองทุนน้ำมันก็พอ แต่ดิฉันคิดว่าท่านสามารถใช้ได้ทั้ง 2 ทางนั่นแหละค่ะ ทั้งกองทุนน้ำมันแล้วก็ภาษีสรรพสามิตรไปด้วย ซึ่งอาจจะไม่ต้องลดจาก 7 บาทเหลือ 0 บาทก็ได้ แต่ถ้าลดสักหน่อยนะคะ บาท 2 บาท 3 บาทเนี่ย มันช่วยชะลอความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนได้ ชะลอการขึ้นราคาสินค้าของผู้ประกอบการไปได้ แต่ว่าท่านก็เสียงแข็งมาก ยังไงก็จะไม่ยอมลดนะคะ ก็ได้แต่เดาค่ะ ว่าทำไมถึงยืนแข็งขนาดนี้นะคะ ทั้งๆ ที่ทั้งๆ ที่ท่านเอกนิติเองก็บอกว่า 5 เดือนเนี่ย จัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าไม่เป็นปัญหาฐานะการคลังมั่นคงแล้วก็ที่จัดเก็บได้ตามเป้าเนี่ก็ต้องบอกว่ามาจากการที่ท่านในนิติเนี่ยเอ่อถ้าเอ่อทางกระทรวงการคลังเนี่ยเพิ่งขึ้นภาษีน้ำมันไป 1 บาทเมื่อเดือนมีนาคมนาคมปีที่แล้วนะคะ เป็นจาก 6 บาทเป็น 6 บาทกว่าเป็น 7 บาทเนี่ยนะ ก็เลยได้เงินเพิ่มมาประมาณ 30,000 กว่าล้านบาทก็เลยทำให้ภาษีเนี่ยมันเก็บได้ตามเป้า ถ้าไม่มีตรงนี้เนี่ยก็คงจะตกเป้าเหมือนกันนะคะ แล้วก็จริงๆ แล้วในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันแพงเนี่ยอีกอย่างนึงที่เป็นรายได้เข้ารัฐบาลได้ก็คือเงินจากภาษีรายได้ปิโตเลียมกับภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันด้วยนะคะ ซึ่งมันก็จะเอ่อเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้นซึ่งก็ดูเหมือนกับว่าก็น่าจะมีพอมีเงิน แต่ว่าพอไปดูมาเนี่ยก็พบว่าจริงๆ แล้วสถานการณ์ทางการคลังของประเทศเนี่ย อาจจะเลวร้ายกว่าที่คิดเอาไว้นะคะ แม้ว่าผลการจัดเก็บ 5 เดือนแรกมันจะเข้าเป้า แต่ว่าต่อจากนี้ไปมันเริ่มไม่แน่แล้วนะคะ เศรษฐกิจอาจจะชะลอหนักกว่าที่คาดก็ได้ หรือว่าถ้าสุดท้ายแล้วปริมาณน้ำมันสำรองเอ่อเริ่มหมดลงนะคะ เอ่อแล้วการปิดช่องแคบฮอมุสยังคงยืดเยื้อนะคะ ก็อาจจะทำให้ปริมาณนำเข้าน้ำมันลดลง แล้วก็เก็บภาษีเอ่อมูลค่าเพิ่มได้ลดลงด้วยนะคะ แต่ว่าจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า ก็อาจจะไม่หนักพอนะคะ ถึงขนาดว่าจะเอ่อทำให้เราไม่มีเงินจริงๆ นะคะ แต่อีกปัญหานึงนะคะ ก็คือมาจากการที่เงินงบกลางเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นเนี่ยมันหมดนั่นแหละค่ะ คือปกติงบกลางเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นเนี่ย มันเคยถูกใช้เป็นบัฟเฟอร์นะคะ เป็นกันชนเอาไว้จ่ายรายการที่มันมักจะถูกตั้งไว้ไม่เพียงพอพอนะคะ แต่ด้วยความที่มันโดนผลาญไปจนหมดแล้วตั้งแต่ 4 เดือนแรกเนี่ยนะคะ ที่ขนาดว่าช่วงเลือกตั้งก็ไม่ค่อยได้ใช้อะไรมากใช้อะไรมากไม่ค่อยได้นะ เอาไปจ่ายงบเลือกตั้งไปประมาณ 7,000 กว่าล้านก็ทำเลยทำให้รายการต่างๆ ที่มันเคยตั้งใจตั้งให้มันไม่พอเนี่ยนะคะ ที่จริงๆ ดิฉันอภิปรายมาประมาณล้านรอบนะคะ เรื่องพวกนี้นะคะ วันนี้น่ะกำลังจะสร้างปัญหาใหญ่แล้วนะคะ มันมีอะไรบ้างที่มันตั้งไว้ไม่พอแล้วมันอาจจะต้องเอามาใช้ตัวเงินสำรองเชื้อจัฉำเป็นเช่น งบชำระดอกเบี้ยเนี่ยตั้งไว้น้อยกว่าที่กรมบัญชีกลางขอ 65,000 ล้านบาทซึ่งถ้าปกติเนี่ยก็อาจจะพอไม่พออาจจะไม่ได้ใช้งบกลางอาจจะไปใช้เงินคงคลังได้นะคะ บำนาญข้าราชการตั้งเอาไว้ไม่พอนะคะ ขาดไป 51,000 ล้านบาทนะคะ ท่านประธานคะก็ต้องบอกพี่น้องเอ่อข้าราชการบำนาญทุกท่านด้วยความเคารพ พูดอีกครั้งนึงเพื่อปกป้องสิทธิ์ของพวกท่านจากคนจากพรรคที่ท่านชอบคิดว่าไปตัดบำนาญท่านนั่นแหละค่ะ วันนี้ดิฉันพาปกป้องบำนาญให้ท่านแล้วนะคะ แต่ว่าขอให้ท่านเตรียมตัวไว้เลยมีล่าช้ามีตกเบิกแน่นอน เพราะว่าเอ่อยังมียังขาดเงินไปอีกเกือบเอ่อ 51,000 ล้านบาท แม้แต่กองทุนประชารัฐนะคะ ที่เอาไว้เติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ตั้งไว้ไม่พอ ปกติไม่มีวิกฤตก็ใช้ประมาณปีละ 50,000 ล้าน แต่ว่าปีงบ 69 เนี่ยตั้งไว้แค่ 30,000 ล้านบาทเท่านั้นเองนะคะ อันนี้หรือเปล่าคะ ที่สุดท้ายทำไม่ลดภาษีสรรพสามิตรไม่ได้เลยสักบาทเดียว อันนี้หรือเปล่าคะ ที่สุดท้ายจะต้องทำให้เราต้องออก พรบ.หรือพรก.โอนงบแบบนี้ อาจจะต้องกู้จริงๆ แล้วใช่มั้คะ แถมกู้รอบนี้เนี่ย ถ้าต้องเอามาจ่ายพวกนี้เนี่ย ก็คือกู้มาโปะรายจ่ายประจำด้วยนะคะ เราทำกันได้แบบนี้จริงๆ ใช่มั้ยคะ กู้มาใช้กับรายจ่ายประจำในงบประมาณเนี่ย

อีกเรื่องนึงค่ะ ที่อยู่ในเล่มนี้เหมือนกันในเรื่องแถลงนโยบายเหมือนกันก็คืองบ 70 ค่ะ ก็คืออยากจะรีบอยากจะเร่งบอกว่าอยากให้เสร็จทันปีงบประมาณนะคะ เมษายนแล้วนะคะ อยากจะยังไม่ได้เริ่มอะไรเลยนะคะ ก็คืออาจจะเริ่มนับ 0 นับ 1 เนี่ย ก็คือในการประชุมครม.นัดแรก ซึ่งดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นวัน 2 วันนี้แหละ ใช่มั้คะ ก็อยากที่จะให้ออกงบตรงปีไม่ล่าช้าเหมือนๆ กันนะคะ แต่ว่าก็ไม่ อยากให้ท่านมาลดทอนอำนาจการตรวจสอบของสภาแห่งนี้เหมือนกัน ดิฉันคิดว่าเพื่อนสมาชิกเนี่ย ยินดีที่จะเร่งรัดกระบวนการทุกอย่างให้ แต่ก็ต้องมีเงื่อนไขเหมือนกันคือถ้าทุกฝ่ายยอมลดเวลาในการพิจารณาดิฉันคิดว่าสภายอมลดเวลาเหลือเพียงแค่ 60 กว่าวันเนี่ย เราก็สามารถที่จะอำนวยความสะดวกให้ได้ ก็คือทางรัฐบาลเองก็ต้องลดเวลาของตัวเองด้วยนะคะ อย่างเช่นเอิ่มสำนักงบประมาณเนี่ยนะคะ เอ่อก็คือถ้าเรารอถ้าสภายอมลดเวลาในการพิจารณาลงแล้วเนี่ย สำนักงบเนี่ย จากเดิมที่ต้องใช้เวลาพิจารณาคำขอของแต่ละหน่วยเนี่ย 30 วันเนี่ย ขอลดลงมาได้มั้ยนะ หรือว่าเอ่อทางรัฐบาลช่วยอำนวยความสะดวกได้มั้ย อย่างเช่นหลังจากที่มีมติครม.ครั้งสุดท้ายกับตัวร่าง พรบ.แล้วเนี่ย ก่อนที่จะส่งเข้าโรงพิมพ์เนี่ย ส่งมาสภาเลยเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้แล้วให้สภามาปริ้นนะคะ ถือว่าได้รับการเอ่อได้รับการเอ่อได้รับมติครม.ในการเห็นชอบไปเรียบร้อยแล้วนะคะ ส่วนการจัดพิมพ์อาจจะมีบางสส.บางท่านต้องการจัดพิมพ์บางสส.ไม่ต้องการจัดพิมพ์ก็ให้สภาเป็นผู้อำนวยความสะดวกแบบนี้ก็น่าจะสามารถทำให้มันจบได้ภายในปีภายในแล้วก็เริ่มใช้ได้ทันปีงบประมาณต่อไปนะคะ โดยที่ไม่ล่าช้าไม่ต้องออกงบไปพังก่อนนะคะ

คือดิฉันดูทรงแล้วเนี่ย คิดว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลก็คงจะมาแนวว่าจะต้องออกพรก.นะคะ เพื่อที่จะเตรียมเม็ดเงินสำหรับการที่จะทั้งเยียวยานะคะ ประคองพยุงเศรษฐกิจให้มันผ่านช่วงนี้แล้วก็ออกจากวิกฤตให้ได้นะคะ แต่ว่ายอดเงินที่มีการพูดกันนะคะ บอกว่าจะกู้ถึง 500สนล้านเนี่ยนะคะ ก็ต้องตั้งคำถามอยู่ดีล่ะค่ะ ว่ามาตรการความช่วยเหลือเนี่ย มันจะมีอะไรยังไงบ้างนะคะ รายละเอียดจะเป็นยังไงบ้าง แล้วก็ที่สำคัญนะคะ รอบนี้ดิฉันจะไม่พลาดแบบเดิมนะคะ ก็คือว่ารอบที่เป็นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เนี่ย ให้กู้อาจจะสนใจแต่ในรายละเอียดของโครงการนะคะ ที่ว่าจะไปทำอะไรบ้าง แต่ลืมถามว่าจะเอาตังค์ที่ไหนมาคืนนะคะ ก็เลยทำให้หนี้สาธารณะเนี่ยมันบานอยู่ทุกวันนี้ เพราะว่าไม่เคยคิดเรื่องจะเอาเงินที่ไหนมาคืน

ก็เลยต้องขอทบทวนนโยบายภาษีของเอ่อรองนายกเอกนิติหน่อยค่ะ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่นะคะ หน้าต่อไปนะคะ ก็คือเรื่องของเอ่อภาษีที่เคยบอกว่าจะเก็บนะคะ ในแผนการคลังระยะป่านกลางนะคะ มีตัวที่น่าสนใจหลายตัวด้วยกันนะคะ ดิฉันหยิบมามีการจะขึ้นภาษีสรรพสารมีน้ำมันอีก 1 บาทนะคะ ตามแผนก็ขอคำมั่นสัญญาชัดๆ ว่าไม่ลดไม่ว่าขออยากเก็บเพิ่มได้มั้ยนะคะ ตอนนี้เนี่ยมันดานจะอยู่ประมาณ 7.5 บาทของเบนซินปกตินะคะเอ่อถ้าเก็บเพิ่มอีกบาทนึงก็จะขึ้นเป็น 8.5 5 บาทนะคะ สำหรับดีเซลเอ่อก็จะอยู่ที่ประมาณ 6 บาทกว่าๆนะ คะก็จะขึ้นเป็น 7 บาทกว่าๆนะคะ ตรงนี้เนี่ยถ้าไม่เก็บเพิ่มเนี่ยก็ลำบากทางคลังเหมือนกันนะคะ เพราะว่าก็จะทำให้รายได้หายไป 33,000 ล้านบาท ถ้าไม่เก็บเพิ่มจะหาที่ไหนมาแทนนะคะ

ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรนะคะ หรือว่าไซโยนารทนะคะ 12,000 ล้านบาทเนี่ย ก็ถามว่ายังจะเก็บอยู่นะคะ ในสภาวะของการท่องเที่ยวที่เป็นแบบนี้ ที่สำคัญกระทรวงท่องเที่ยวก็บอกว่าอยากที่จะเก็บค่าเหยียบแผ่นดินด้วยก็คือเหยียบเข้ากระทรวงการการท่องเที่ยวเก็บนะ คะ เหยียบออกกระทรวงการคลังเก็บหรือเปล่าคะ

แatค่ะ ก็บอกว่าจะเพิ่มในเอ่อ 10% นะคะ ใน 3 ปีนะคะ ก็คิดว่าคงไม่ได้เก็บแล้วแหละ เพราะว่าท่านนายกอนุทินบอกว่าไม่ให้เก็บตราบใดที่ท่านยังอยู่เนี่ยจะไม่เก็บนะคะ ถ้าไม่เก็บแล้วอะไรมาแทนนะคะ 200,000-300,000 ล้านบาท

แล้วก็ตัวสุดท้ายค่ะ ภาษีลาบลอยค่ะ ตกลงจะเอายังไงคะ จะใช้เป็นไอ้ตัวพรก.แก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคนน้ำมันเชื้อเพลิงลดค่าการกั่นเอา หรือว่าจะเก็บภาษีลาบลอย หรือว่าจะทำทั้งคู่คะ ขอคำตอบด้วยนะคะ เพราะว่าสุดท้ายแล้วเนี่ย ถ้าจะต้องกู้เงินมหาศาลในรอบนี้ขึ้นมาจริงๆ เราก็อยากที่จะมั่นใจค่ะว่าสุดท้ายจะมีแผนที่จะเอาเงินมาใช้คืนไม่ให้เอ่อเป็นหนี้สาธารณะที่บวมเบ่งบานแบบวันนี้อีกต่อไปค่ะ เพราะว่าถ้าเป็นแบบนี้มันก็พอแล้วไม่เอาแล้วไม่ไหวแล้วค่ะ ท่านประธาน ขอบคุณค่ะ