Transcription
ไทยรั้งเบอร์ 3 ดัชนีเศรษฐกิจที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก ผมชอบที่เขาพลาดหัวคือมันไม่ใช่ไม่มีความยากจนหรือไม่มีความเหลื่อมล้ำ แต่ว่าท่ามกลางสถานการณ์ในสังคมซึ่งมีความเหลื่อมล้ำและมีความยากจน เนี่ยก็ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างเป็นความทุกข์ยาก
ในที่นี้เนี่ยใน The Standard World เขาเขียนว่าแรงงานปีนี้เนี่ยชี้ว่าเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศมีอัตราเงินเฟ้อต่ำและการจ้างงานซึ่งมั่นคง ต้นทุนการกู้ยืมเงินอยู่ในระดับซึ่งจัดการได้และรายได้เติบโต ส่งผลให้ภาคครัวเรือนเผชิญรายกดดันทางเศรษฐกิจน้อยลง
ลองนึกภาพว่าดัชนีเนี้ย Hangies Annual Misery Index เนี่ยเป็นเหมือนเครื่องชี้วัดอุณหภูมิของร่างกายของระบบเศรษฐกิจ ดัชนีซึ่งเขาเอาไว้ใช้ในการพิจารณาคืออัตราว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยเป็นเงินกู้ของธนาคารมารวมกัน ปรากฏว่าอัตราดัชนี HAM MI Harmy Index เนี่ยยิ่งต่ำเท่าไหร่ เศรษฐกิจของประเทศยิ่งแข็งแรงมากเท่านั้น หมายถึงว่าตลาดงานสมบูรณ์ ราคาสินค้ามั่นคง สินเชื่อจ่ายไว และรายได้กำลังเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันคะแนน HAMI ยิ่งยิ่งสูง หมายความว่าเศรษฐกิจกำลังเป็นไข้ ผู้คนกำลังทุกข์ทรมาน
คราวนี้ไต้หวันเนี่ยครองแชมป์ ส่วนเวเนซุเอลารั้งท้ายราวอันดับ 3 ของโลก อันนี้เป็นข่าวร้ายสำหรับคนซึ่งมองว่าประเทศไทยมีความทุกข์ยาก มีความลำบากสูง เพราะว่าเป็นประเทศซึ่งมีความยากจน มีความเหลื่อมล้ำสูง
ผมอยากจะย้ำว่าในทางวิชาการมันมีสิ่งที่เป็นดัชนีชี้วัดในสิ่งที่ผมพูดมาโดยตลอด ไอ้ดัชนีเนี่ยมันคือดัชนีอันนี้ แต่ว่าอันนี้จัดทำโดยภาคเอกชนมั้ง ซึ่งถือว่าน่าชื่นชมที่เขามีตัวเลขชี้วัด แปลว่าในขณะที่บางประเทศมันมีความยากจน มีความเหลื่อมล้ำ เอาจริงๆ หลายประเทศก็มีสถานการณ์ซึ่งเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศอินเดีย ประเทศรัสเซีย ประเทศไทยแลนด์เหมือนกันหมด
ผมย้ำเรื่องนี้ไง เพราะว่าเรามักจะได้ยินวาทกรรมทางการเมืองเยอะว่าสถานการณ์ด้านความเหลื่อมล้ำ สถานการณ์ด้านความยากจนต่างๆนานา ซึ่งทำให้เราต้องนั่งบ่นกัน ถ้าเกิดคุณไม่มีรายได้หรือไม่มีงานทำอย่างเงี้ย มันไม่ใช่สิ่งที่พิเศษ It's not in any way unique หมายความว่านั่นไม่ใช่ปัญหาที่มันพิเศษยิสำหรับประเทศนี้
งั้นคุณต้องเอาหมวกอีกใบนึงมาสวม หมวกอีกใบนึงมาสวมก็คือว่าเมื่อคุณมองว่า income inequality เนี่ยเป็นฟีเป็น fixture ของระบบเศรษฐกิจนี้ซึ่งโลกนั้นมีอยู่ ซึ่งไม่สามารถไปสู่ระบบอื่นได้อยู่ดีเนี่ย ไอ้ความน่าอยู่ของแต่ละประเทศน่ะมันขึ้นอยู่กับดัชนีชี้วัดอีกด้านนึง ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการดำรงชีพได้อย่างมีเสถียรภาพ ในการคาดหวัง มี stability ในการทำ expectation เกี่ยวกับการใช้เงินในกระเป๋าสตางค์ของตนเอง
ซึ่งแปลว่าถ้าคุณจะต้องการดูดัชนีนี้เนี่ย แล้วคุณเข้าไปอ่านเนี่ย อย่างเช่นที่เขาทำ Hamy Index Hamy Index เนี่ยนะฮะ ไทยรั้งอันดับที่ 3 คนที่ทำเนี่ยนะฮะ เป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย John Sopkins เขาตั้งชื่อ ง่ายๆว่า Misery Index
คราวนี้แฮงเนี่ย เขาบอกว่าที่จะอันดับทั้งหมด 178 ประเทศเนี่ย เวเนซุเอลาเนี่ยอันดับที่ 1 นะฮะ 556.5 ซึ่งแฮงกี้อธิบายว่าเป็นผลมาจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ หลังนิลสูโร่ได้รับ การเลือกตั้งมาเป็นประธานาธิบดีครั้งใน 1 กรกฎาคม ส่งผลให้รายได้จากน้ำมันถูกจำกัด และค่าเงินดิ่งลง ประเทศจากอเมริกาใต้แห่งนี้ เวเนซุเอลามีอัตราเงินเฟิสสูงที่สุดในโลก 475% ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งแตะ 35%
จำได้มั้ฮะเวลาผมออกรายการทีวีแล้วพิธีกรเขาจะใช้คำว่าวิกฤต แล้วผมพยายามที่จะเบิกเนตรแล้วผมบอกว่าถ้าคุณใช้คำว่าวิกฤตพูดถึงเศรษฐกิจประเทศนี้ ในทางวิชาการคุณใช้คำผิด สิ่งที่ประเทศไทยเจออยู่ไม่ใช่วิกฤต in any sense of the world ไม่ว่าคุณจะพยายามจะใช้คำอธิบายอย่างไร โอเค เศรษฐกิจต้มกบแล้วมันต้มกบแล้วมันต้มจนคุณชินหรือยังอ่ะ อย่าใช้คำว่าวิกฤตเวลา มันไม่ใช่วิกฤต อย่าใช้คำว่าถังแตกเวลาถังไม่แตก อย่าใช้คำว่าประชาธิปไตยถ้ามันไม่ ใช่ประชาธิปไตย เราไม่ได้มีประชาธิปไตย เราไม่ได้มีวิกฤตเศรษฐกิจ เรามีระบอบเผด็จการซ่อนรูป เราไม่ได้มีวิกฤตเศรษฐกิจ เรามีต้นทุนราคาน้ำมันซึ่งสูงขึ้นชั่วคราวแค่นั้น แต่ถ้าเกิดผลิตภัณโตรเคมีขัดแคลนอาจเป็นวิกฤตอีกแบบหนึ่ง วิกฤตจริงอย่างเช่น เวเนซูอัตราเงินเฟ้อ 475% ก็เพราะว่าฝีมือของmodดูโร่เนี่ยแหละ แล้วก็ชาสอัตราว่างงาน 35% เอออย่างนี้เค้าเรียกวิกฤต
คราวนี้ถ้าคุณบอกว่าตัวเลขของไทยเนี่ย มันไม่ได้รายงานตามข้อเท็จจริง ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของไทยรายงานตามข้อเท็จจริง อัตราเงินเฟ้อไทยอ่ะโคตรต่ำเลยฮะ แล้วผมไม่ได้ชมรัฐบาลนะฮะ แต่ว่ามันต่ำเพราะว่าโดยวัฒนธรรมในการขึ้นราคาของไทยอ่ะ มันยังมีบางสิ่งบางอย่างซึ่งยับยั้งอยู่ ไม่ใช่แค่กลไกรัฐ แต่ว่าเรียกว่าความละอายของผู้ประกอบการ คุณจะไปเชื่อผมว่าผู้ประกอบการในไทยมีความละอายสูงอย่างรวดเร็วคือหน้าบาง เพราะงั้นถ้าวันๆคุณเป็น NGO ซึ่งนั่งบ่นเกี่ยวกับผู้ประกอบการในไทย คุณจะไม่เข้าใจว่าผู้ประกอบการในประเทศอื่นเนี่ย เขาหนักกว่านี้เยอะ ความละอายเนี่ยไม่มี
ปรากฏว่าถ้าคุณไปดูดัชนีของประเทศต่างๆ เวเนซุเวอลานี่คือแย่สุดใช่มั้ฮะ ซึ่งอันนี้ก็ไม่ได้น่าประหลาดใจ แล้วผมย้ำอีกประเด็นนี้นะฮะ สื่อไทยหยิบเรื่องนี้มารายงาน ผมคิดว่าดีมากอย่างสแตนารดเขียน ผมชื่นชมมากที่สแตนดารดเอาเรื่องนี้มาไฮไลท์ เสร็จแล้วจะมีอีกประเภทนึงซึ่งฟังไม่ได้สับจับไปกระเดียดแล้วผมต้องด่าก็คือว่า มันเป็นโรคจิตประเภทนึงซึ่งชอบเอาเรื่องซึ่งเกิดขึ้นน่ะ แล้วก็เชื่อมไปถึงรัฐอะไรอย่างเงี้ย หรือรัฐบาลหรือรัฐอะไรเงี้ย มันไม่เกี่ยวกับรัฐบาล เพราะเวลาอะไรเกิดขึ้นเนี่ย มันไม่ต้องไปเคลมไม่ต้องไปบอกไม่ไม่ต้องไปเชื่อม มันไม่ใช่ว่ารัฐบาลภูมิใจ หรือเป็นผลมาจากนโยบายรัฐ นั่นก็บูชินั่น คือเป็นการนำเสนอแบบประสาทรัฐประทานหาเครดิตโดยที่บางทีสื่อจัดให้ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวกับรัฐ รัฐบาลยิ่งไม่เกี่ยวกับ ดัชนีฮามี่เราอยู่อันดับที่น่าภูมิใจก็นี่ไม่ใช่ประเด็นที่โฆษกประจำสำนักนายกต้องหยิบไปพูด นี่ไม่ใช่ประเด็นที่สื่อต้องพาดหัวเชื่อมไปถึงว่าโอ้นี่เป็นผลงานรัฐบาล ไม่เกี่ยวเลยไม่เกี่ยวอะไรเลยกับรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับว่าคุณเลือกภาคไหน
ไอ้ความที่เป็น failure หรือ success ของรัฐเนี่ยอีกเรื่องหนึ่ง เอาจริงๆ แล้วเนี่ยเวลามีดัชนีอย่างนี้ออกมา มันสะท้อนประสิทธิภาพของพรรคเอกชนซึ่งเป็นภาคที่ฟังก์ชันมากที่สุดในประเทศนี้ ภาคการเมืองการปกครองนะฮะ ภาคความมั่นคง ภาคกลไกรัฐในกำกับดูแลหน่วยงานของเอกชน ภาคนั้น่นแหละไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นดัชนีนี้ดีมากเลยและขอบคุณ The Standard ซึ่งนำเสนอนะฮะ
ในทางกลับกัน อันดับที่ 178 ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีความสุขที่สุดในโลกเป็นของไต้หวัน คนไหนเคยไปไต้หวันผมคิดว่าจะเข้าใจเรื่องนี้ คุณลองไปไต้หวันดิ คะแนน 2.1 จากความต้องการฮาร์ด AI ทั่วโลกที่ดัน GDP ที่แท้จริงต่อหัวให้เติบโตได้ถึง 9.2% 2% ควบคู่กับอัตราการว่างงาน เงินเฟ้อและดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งต่ำ สิงคโปร์ตามด้วยอันดับที่ 2 ด้วยคะแนน 2.6 จากตลาดแรงงานซึ่งตึงตัว ด้วยอัตราว่างานเพียง 2% อัตราเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ดีที่อยู่ที่ 1.2% GDP สิงคโปร์โตได้ถึง 4.3% 3% ต่อหัว ไทยระดับ 3 นะฮะ ตกลงไทยเนี่ยดัชนีฮามิเนี่ยตามเพียงแค่ไต้หวันแล้วก็สิงคโปร์นะครับ
คราวนี้คุณอาจจะงงงวยว่าเฮ้ยทำไมประเทศ ไทยไม่ได้เป็นประเทศร่ำรวยแล้วไม่ได้อยู่ใกล้เคียงกับสิงคโปร์หรือแม้กระทั่งไต้หวันด้วยซ้ำไป ทำไมเราติดอันดับ 3 ได้ เราได้คะแนน 3.1 เป็นผลมาจากการรักษา ระดับอัตราเงินเฟ้อและการจ้างงานที่มั่นคงมายาวนานกว่า 1 ทศวรรษ โดยราคาสินค้าผู้บริโภคเนี่ยกลับลดลง 0.3% อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.8% 8% GDP ที่แท้จริงต่อหัวเติบโต 2.5% 5%
ประเทศเศรษฐกิจอื่นๆ นะครับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำคะแนนได้ดีกว่าเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยมาเลเซียอันดับ 167 กัมพูชาอันดับ 163 เวียดนาม 156 ติดอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 5 ที่มีคะแนนต่ำสุด ขณะที่ฟิลิปปินส์ 131 ลาว 129 คนไหนเคยไปฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์มีปัญหาความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิต ปัญหาฟิลิปปินส์ปัญหาปืนคล้ายกับในสหรัฐนะฮะ อ่าลาวอันดับ 129 อินโดนีเซีย 123 ก็ทำผลงานได้ดี ส่วนมีอยู่ในระดับที่มีภาวะสงครามกลางเมืองเป็นข้อยกเว้นอยู่อันดับที่ 14 ด้วยคะแนน 66 นะฮะ เพราะงั้นตำแหน่งของเมียนมาร์ก็ถือว่าไม่ดี
แต่ละประเทศเหล่านี้ทำผลงานได้น่าพอใจทั้งใน 4 ตัวแปร และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขายังยืนอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าสหรัฐ สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส คือเอาง่ายๆ คือว่าเขาไม่ได้วัดตาม GDP เพียงอย่างเดียวเ ไม่ได้วัด GDP per Capital เวัดระดับเสถียรภาพของอัตราการว่างงาน เสถียรภาพของราคาสินค้า
เสริมนิดนึง เอาง่ายๆที่สุด ผมย้ำอีกครั้งว่าปัจจัย 4 ที่แท้จริงเนี่ย ถ้าเกิดจะแปลแต่ศัพท์ซึ่งเราเรียนกันในสมัยวัยเด็กมาใช้ในสมัยวัยโตวิเคราะห์ข่าว ปัจจัย 4 ที่แท้จริงที่ทำให้คุณไม่มีเงินเหลือในชีวิต 1 คืออาหารการกิน เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยู่ในประเทศซึ่งราคาอาหารถูก ขออภัยนะสำหรับคนซึ่งชอบด่าประเทศตัวเองเนี่ย ในประเทศไทยเนี่ยราคาอาหารเนี่ยมันถูกมาก ยกเว้นซะว่าคุณจะลากสังขารตนเองไปซื้อในซุเปอร์มาร์เก็ตซึ่งโกเมแล้วก็หาของแพง ผมสามารถไปซุเปอร์มาร์เก็ตในประเทศไทยและจ่ายเท่ากับซุเปอร์มาร์เก็ตในลอนดอนในนิวยอร์กได้ถ้าผมอยาก แต่ในขณะเดียวกันถ้าผมวิ่งซื้ออาหารการกินที่ถูกๆข้างถนนตลอดเวลาทุกวทุกวันอาหารในประเทศไทยราคาไม่ ได้สูงขึ้นเลย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด
งั้นถ้าพูดถึง 1 ในปัจจัย 4 อ่ะ นั่นคือเหตุผลที่ไทยอยู่ใน category ประเทศซึ่งได้อันดับ 3 ของความที่เป็นเศรษฐกิจที่มีความยากจน มีความเหลื่อมล้ำแต่มีความทุกข์ยากต่ำ ทุกข์ยากต่ำนะฮะ เหลื่อมล้ำและยากจนสูงนะแต่ทุกข์ยากต่ำ เพราะว่า 1 ในปัจจัย 4 มันมีให้กินน่ะ แล้วคุณภาพอาหารโดยเฉลี่ยมันโอเค
แต่อีกปัจจัยนึงซึ่งสำคัญ อันนี้เป็นผลงานรัฐ อันนี้ก็ต้องชมโครงการบัตรทอง ผมจะชมทั้งประกันสังคมแล้วก็บัตรทองประกันสุขภาพตั้งแต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทย 1 ในปัจจัย 4 ก็คือ Health Care C health Care C บ่นกันอย่างในสหรัฐอะไรแบบเนี้ย โครงการโอามาแเนี่ยดีไม่ว่าจะด่าโอบามายังไง โอบาโครงการโอบาแประกยหลังบริษัทประกันรายใหญ่เนี่ยเถอนตัวไง อย่าง Signna ก็ถอนตัวมีอีกรายนึงไม่รู้ว่าเป็น United Health ที่ถอนส่วนตัวก็คือว่าเมื่อบริษัทประกันรายใหญ่เขาไม่ได้เข้าร่วมโครงการ Obama Care แล้วเนี่ย Affordable Care เนี่ยนะฮะ Exchange เนี่ยมันเหมือนกับว่าโรงพยาบาลเอกชนดีๆอ่ะถอนตัวออกจากการให้บริการของประกันสังคม ประกันสังคมมันเวิร์คเพราะว่าโรงพยาบาลเอกชนดีๆอ่ะเข้าร่วมมันทำให้ผมไปหาโรงพยาบาลเอกชนหน้าบ้านได้แล้วให้ประกันสังคมจ่าย หรือแม้กระทั่งบัตรทองที่มันเวิร์คเนี่ยก็เพราะว่ามันมีการร่วมมือกัน แล้วถึงเวลาเอาเงินประชาชนเนี่ยไปอุดหนุนในการร่วมมือในการอุดหนุนผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในกลไกของรัฐซึ่งเป็นการให้บริการด้านสาธารสุขนะฮะ
เพราะฉะนั้นด้วยผลของนโยบายรัฐที่เปลี่ยนไปเนี่ย ทำให้อีกเรื่องนึงในปัจจัย 4 ก็คือเรื่อง Health แล อยู่ในประเทศไทยคุณไม่ต้องกังวลนะฮะ แต่ว่าถ้าคุณจะไปโรงพยาบาลชั้นนำราคาสูงของหมอประเสริฐก็โอเคเป็นเลซyของหมอประเสริฐที่ทำHealthแดับพรีเมี่มให้ แต่ผมกำลังจะบอกว่าถ้า 2 ปัจจัยใน 4 ปัจจัยมันผ่านเนี่ย 2 ปัจจัยใน 4 ปัจจัยคืออาหารและ Healthแแคร์มันผ่านเนี่ย ที่เหลือมันไม่ใช่ประเด็นสักเท่าไหร่ คือมันเป็นประเด็นน่ะแต่ว่ามันไม่ได้เป็นประเด็นเท่ากับอันนี้ในการดูดทรัพย์ทรัพยากรจากกระเป๋าสตางค์
เพราะฉะนั้นตราบใดที่ประเทศไทยยังเป็นประเทศซึ่งควบคุมราคาอาหารได้เก่ง ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลจากภาคเอกชนกันเอง หรือกระทรวงพาณิชย์ก็แล้วแต่มุมมอง และตราบได้ที่ประเทศไทยยังมีโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าและยังมีโครงการการให้บริการสำหรับคนซึ่งเป็นสมาชิกประกันสังคมไปหาหมอและโดยรวมก็ยังมีที่พึ่งพิงซึ่งเป็นกลไกของสาธารสุขระดับจังหวัดอยู่นะ ประเทศไทยเนี่ยแก้ปัญหาหา 1 ในปัจจัย 4 เรื่อง Health สุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกับในแคนาดาแล้วก็ในคิบา
ถ้าคุณคุยกับคนซึ่งเคยอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่แคนาดาแล้วก็ไปอยู่ในสหรัฐกับไปอยู่แถบสแกนดิเนเวียคุณจะได้เรื่องสตอี่เล่าซึ่งคนละประสบการณ์ แคนาดาดูแลด้านสาธารณสุขเนี่ยดีเยี่ยม แม้กระทั่งการศึกษาภาครัฐก็อุดหนุนค่าเล่าเรียนในระดับแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยนะฮะ เพราะฉะนั้นประเทศไหนซึ่งมีโมเดลแบบเนี้ย ทำให้ถึงเวลาถ้าคุณจะทำดัชนีฮานิแบบเนี้ยก็จะมีโอกาสอยู่ในระดับซึ่งเป็นประเทศซึ่งถูกมองว่ามีความทุกข์ยากต่ำนะฮะ
ก็คือว่าตัวเลข GDP Per Capita ตัวเลข GDP GNP เนี่ยมันก็แนวช่างหัวมันน่ะ แต่ตัวเลขที่สำคัญคือตัวเลขที่ Hang Annual Mystery Index เขานำไปพิจารณา และนั่นคือเรื่องอัตราเงินเฟ้อต่ำซึ่งแปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือว่าราคาอาหารมันไม่พุ่งสูงขึ้นมีอาหารการกิน การช้างงานมั่นคง อันนี้อาจจะเป็นตัวเลขเดียวซึ่งผมจะตำหนิการเก็บตัวเลขของไทย คือตัวเลิกอัตราว่างงานในไทยอ่ะมันไม่ได้สะท้อนอัตราการว่างงานที่แท้จริงนะครับ เพราะว่าคนจำนวนมากเนี่ยไม่ได้มีงานทำแต่ว่าไม่ได้รายงานตัวเองให้กระทรวงแรงงานรับทราบนะครับ แล้วก็ตัวเลขการกู้ยืมเงินนะฮะ ซึ่งเอาจริงๆ แล้วมันก็ยากพอๆกันในหลายประเทศในไทยอาจจะดีกว่าเล็กน้อย
คราวนี้ถ้าคุณดูผลสรุปของคนซึ่งเขาทำดัชนีนี้ เขาบอกว่าการที่ค่าเงินมีเสถียรภาพส่งผลให้ราคาสินค้ามีเสถียรภาพด้วย เมื่อราคาสินค้ามีเสถียรภาพดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะอยู่ระดับซึ่งค่อนข้างต่ำ และเมื่อดอกเบี้ยอยู่ระดับที่ค่อนข้างต่ำก็จะนำไปสู่สู่เศรษฐกิจที่มีอัตราการว่างงานต่ำและการเติบโตในระดับพอประมาณ ซึ่งก็คือสิ่งที่ไทยทำได้มากกว่า 1 ทศวรรษนะครับ
แฮง้ เขากล่าวเสริมส่วน Michael Rickford นะ ครับหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Ral Commercial Banking Corporation เมอง สอดคล้องว่านโยบายการเงินที่มีความยืดหยุ่นและเสถียรภาพทางการเงินของภูมิภาคช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตามเขาเตือนว่าหากบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบหนักจากความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย เงินเฟ้ออาจจะกลับมาเร่งตัวขึ้นในเดือนข้างหน้า
รายงานของ Institute of International Finance หรือ IIF เมื่อเดือนมีนาคมระบุว่าไทยและฟิลิปปินส์ร่วมกับอินเดียเป็นกลุ่มประเทศซึ่งเปราะบางที่สุดต่อการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและพลังงานอันเป็นผลจากสงครามอิหร่าน ผมไฮไลท์ตรงนี้ รายงานของ IIF บอกว่าไทย ฟิลิปปินส์และอินเดียเนี่ยเปราะบังที่สุดจากการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและพลังงานผลมาจากสงครามอิหร่าน และเสร็จแล้วที่ไทยเจอในปัจจุบันเนี่ยเป็นแค่นี้เนี่ยนี่คือ a non crisis بس