Transcription
In the standards [เพลง] ถอดก๊าซไม่ต้องการทำงานเปลี่ยนไป เด็กจบใหม่หลายคนเลยมืดแปดด้าน จะหางานอย่างไรในขณะที่ทุกบริษัทก็ละเข็มขัดและรับคนเข้าทำงานยากเหลือเกิน สวัสดีครับ ผมกับพี่ท็อป 8 ชอสวัสดีครับ ผมบองเต่า และนี่คือ I hate my Job First Job เบอร์ Into the unknown พอดแคสต์ จะเป็นคู่มือให้คุณเริ่มต้นงานได้ด้วยความมั่นใจและหาวิธีจัดการกับความไม่รู้ไปด้วยกัน ไป heat mind [เพลง] ดรามไปเฮ็ดไม่ตอบ
วันนี้เราจะมาคุยในเรื่องที่ทุกๆ คนชอบถามเรามาตลอด ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ เพราะว่าหลังจากสอบไฟนอลปี 4 จบเนี่ย การสัมภาษณ์เหมือนเป็นเหมือนข้อสอบชุดแรกในการเข้าสู่ชีวิตใหม่ของการทำงานนะครับ อันนี้ และตรงประเด็นเลยละกัน เราอย่ามาเก่งข้อสอบกัน ว่าถ้าวันนึงคุณได้มีสิทธิ์เข้ามาในห้องสัมภาษณ์เนี่ย เขาจะถามอะไรเราบ้าง ดังนั้นวันนี้เราจะคุยกันแบบทีละข้อเลย ว่าอันนี้คือคำถามมาตรฐานที่ไม่ว่าคุณจะเข้าไปในองค์กร จะเล็กหรือจะใหญ่จะเป็นธุรกิจแบบไหนเนี่ย สุดท้ายแล้วเราจะเจอคำถามประมาณนี้แหละ แล้วเราควรจะตอบคำถามพวกนี้อย่างไร เอาคำถามแรกก็เลยไหม ไม่ก็คำถามแรกเนี่ย พอนั่งเสร็จปั๊บ สิ่งแรกที่เขาจะถามคือให้เราแนะนำตัว อันนี้จริงคือแบบการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่มาก แล้วก็ว่าจะเปิดตัวแบบไหน เขาจะจำเราได้ เพราะแน่นอนว่าต้องมีคนก่อนหน้านี้ทำอะไร จากนี้ที่มันนั่งตรงนี้อยู่แล้วอะ ถูกต้อง ทำยังไงเขาจำเราได้ ซึ่งทำไงแล้วเขารู้สึกว่าเฮ้ยน้องคนนี้โตเด่นว่ะ ซึ่งก็ต่อให้มีสิทธิ์คนนั้นเรายังอยู่กับจำได้ เอ่อ Top 3/2 ครับ 1 นะ เราๆ เคยมีประสบการณ์ที่เคยสัมภาษณ์คน 8 คน สัมภาษณ์ตั้งแต่ 01:00 น. ถึง 18:00 น. ก็โคตรเฉลี่ยแล้วคนนึงมันประมาณ 45 นาทีถึงชั่วโมงหนึ่ง และจำได้ไหมเอ่ย [เพลง] [เพลง]
แต่ประเด็นมันอยู่ที่ตอนจบใช่ไหมคะ ว่าแตะคนเนี่ย เราจะเหลือคนที่จำได้อยู่ทำไมคนสองคนเอง ขึ้นบางทีอะ ไอ้สิ่งก็จำได้แล้วจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ว่าจะได้ไอ้น้องคนนั้นอะ ที่เคยทำอะไรอย่างเงี้ย ถูกป่ะ แต่ว่าอาจจะแต่งตัวที่ทอง คิดว่าถ้าจะ ถ้าจะแนะนำตัวให้ได้ประโยชน์ต่อการสัมภาษณ์เนี่ย จะแนะนำยังไง ควรแนะนำแบบนี้ ตอรี่ เพราะว่าอันนี้ตามหลักแล้วว่าคนเราจดจำได้ไม่ได้ จดจำได้โดยแซ็กน่ะ อะไม่ได้จดจำว่าผมชื่อนายชยธัช วงษ์มณีครับ จะอยู่กฎไอ บาบรากับเรา จดจำได้ด้วยตอรี่ แปลว่ามันจะต้องมีจังหวะหรือจะต้องมีอะไรบางอย่างใน Sorry ที่ Hook มันขึ้นมาจนจำได้ใช่ไหม ให้ใช่ เช่น ตอนสมัยโน้นทิศที่ไปสัมภาษณ์นั้นอะ ตอนนั้นมีได้งานเคยทำงานมาก่อนแล้วอย่างนี้นะฮะ ก็เลยแนะนำตัวไปว่าผมเป็นนักทำให้คนตกหลุมรักภายในจะมีหน้านี่ เพราะว่าอาชีพนั้นอาชีพเกาะนี้จะได้มาทำ มันคืออาชีพสัมภาษณ์อย่างเงี้ยก็นั่นแหละ คือแบบต่อให้ท่านจะเจอกี่คนนั้นไม่ต้อง [เพลง] หมอเขาคงไม่เคยเจอคนที่บอกว่าครั้งหนึ่งในโลกนี้มีอาชีพการทำให้คนตกหลุมรักใน 7 วินาที เล่าอะยิ่ง เออ ทำยังไงให้เราพูดถึงความเก่งของเรา ความเ****วชาญ ความสนใจของเราให้มันเป็นเรื่องราวได้ เช่น อีกพักหนึ่งของผม ผมเป็นยูทูปเบอร์ด้วยนะครับ ผมหาเลยนะ ดู****มีอะไรเนาะ ในเล่าเราว่าตรงนี้มันสามารถเล่นได้กับ resume ของเรา เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเนี่ย คนที่สัมภาษณ์เนี่ย เขาจะอ่านสัก resume แบบเข้าๆ มาเรียบร้อยหมดแล้ว ซึ่งในพบประสบการณ์อะไรต่างๆ เนี่ย คือท้ายแล้วเดี๋ยวก็คงมาคุยกันในห้องสัมภาษณ์แหละ แต่ประเด็นเล็กๆ เลี้ยง เช่น ไม่แต่งงาน อดิเรก งานเสริม ความสนใจ ซึ่งปกติในด้านในประตูเมย์มันคือท้ายหน้ากระดาษแล้วอะ พวกนี้มันสามารถหยิบชูขึ้นมาได้ เอามาตีฟูได้ให้คนจำได้ ตอนนี้มันดีเค้กนิดนึงนะ ที่บางทีเราก็เคยเจอน้องอย่างนี้แหละ ที่ว่าประสบการณ์แล้วมามอเตอร์หมดเลย ปั๊ป ปรากฏว่าอยู่ดีมาเด่นตรงที่ว่าเอ๊ยงานอดิเรกเนี่ย เคยไป ถ้าได้มาแล้วกลายเป็นว่าเครื่องอะไร เด็กส่วนใหญ่ไม่ค่อยเหมือนกันอยู่แล้ว ถั่วแ***เราจำได้ร้อนน้องคนเนี้ยะ ที่เคยไปอยู่ญี่ปุ่นมา 3 เดือนเพราะอยากไปทำอย่างนี้อะไรเงี้ย เราถือว่าเออ แล้วพอจำได้ออนเนี่ยน้องญี่ปุ่นของญี่ปุ่น ซึ่งถ้าสังเกตจะเห็นว่าคนเราจะเลือกจำในสิ่งที่มันไม่ปกติหรือไม่เหมือนคนอื่น สิ่งพิเศษอาจจะต้องไปหามากันนะว่าเรามีอะไร ต้องจัดชื่อนามสกุลอะไรอย่างนี้แล้วอะ เรื่องราวของเราเนี่ย เคยบอกเขาว่ามันคืออะไร นิ่ง Top นึกถึงอะไรรู้มั้ยนึกถึงการประกวดนางงามจักรวาล อ๋อๆ อาหารเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วครับ เพิ่มรอบพิเศษมาคือว่าเป็นรอบที่ไม่เคยบอกนางงามมาก่อนด้วยอะ ตอนนั้นเขามี Top Twenty แหละ 20 คนที่เข้ารอบแล้วเขาบอกว่ามีมาอยู่ข้างหน้าให้เวลา 20 วินาทีหรือ 30 นาทีแหละ คุณอยากบอกอะไร โอ้โห ออกไปบอกข้างหน้า โทษยากมันไม่ได้บอกมาก่อนว่าคืนที่ผ่านมาไม่เคยมีรอบเนี่ยคือไม่มีเก่งก็สอบได้เลย แต่ว่าดินแล้วเรา ถ้าเราไปดูเต็มที่แต่ละคนน่ะ เขามาพร้อมกับ Sony หมดเลย พี่มาพบกับ Sorry ที่บอกหนึ่งความเชื่อเค้า เช่น ฉันเคยถูก abuse มาตั้งแต่เด็ก นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันลุกขึ้นมาอย่างที่จะปกป้องผู้หญิง เพราะฉันเชื่อผู้หญิงทุกคนมีคุณค่า และแต่ละคนมาด้วย Story มาด้วย Sorry [เพลง] ความสวยความเท่ห์มันเป็นทรูฟรีฟูขึ้นมาแล้วจะลืมวะ น้องเหมือนกับนางงามเหล่านั้นมาก เพราะว่าทุกๆ คนเหมือนกัน ทุกคนสวยกันหมด ทุกคนก็น่าสนใจหมด เหมือนแค่นี้เด็กทุกคนก็น่าสนใจ ถูกต้อง ทำยังไงให้เรามีตอรี่ที่ไปทำให้คนจดจำได้ถึงความเก่งของเราด้วยความเ****วชาญ ถึงความเชื่อของเรา อันนี้น่าสน เริ่มต้นด้วยกัน แนะนำกว่าข้อต่อไปที่เรามักจะเจอบ่อยๆ คือข้อดีและข้อเสียของตัวเอง ซึ่งปกติแล้วเนี่ยเรามะ เรามักจะเจอไม่หนึ่งก็สามข้อ คือถ้าลูกค้าเธอ ถ้าถ้าคนแล้วค่อยมีเวลาใส่มันจะให้ข้อดี 3 ข้อเสีย 3 ให้ยกเป็น checklist แต่ถ้าเกิดหลังๆ เนี่ยเรา รู้สึกว่าเพราะสามารถคนมันท้องได้ไง มันเลือกได้เว้ย ดีดีที่สุดและดีที่สุดต้องเรื่องนี้ 1 2 3 อย่างนี้ให้ฉันทั้งคนอาจจะขอแค่อันเดียวเลย เอาข้อดีที่ดีที่สุดในงานข้อเสียที่สุดมา 1 อันแล้วว่าข้อดีอะไม่ยากนึกออกปะ คือข้อดีใครๆ ก็สามารถเอาขึ้นมาได้ เรามาคุยเรื่องข้อเสียไหม ว่าเพราะข้อเสียบันทึกยี่มากเลยนะว่าเอ๊ะเราจะพูดยังไงให้รู้สึกว่าข้อเสียและดูเหมือนจะเป็นข้อดีนะ หรือข้อเสียแต่ก็ยังสวยไม่ได้แย่เกินไป ถ้าถ้ามันพี่ท็อปที่เราคิดว่าข้อเสียเนี่ย เทคนิคการตอบยังไง ตอบให้อันแรกคือข้อเสียของเราต้องไม่ไปทำลายผลทางการเติบโตของเรา อันนี้ออกมาแล้วมีการแก้ไขอ่างคือที่สำคัญเธอรู้นะว่าว่ายังไม่ Perfect ได้รู้ว่าอยากได้อย่างไรขึ้นอะ ไม่ดีขึ้น เช่น สมุดเพราะอาจจะตอบ ซึ่งอันนี้ก็ต่อสิ่งที่มีความจริงด้วยนะ เออบอกไว้ก่อน ผมไม่ได้รู้ทุกเรื่องครับ แต่ผมรู้วิธีว่าผมจะไปหาความรู้เหล่านั้นจากไหน ก็ถุงนี้ว่าไม่ได้รู้ ไม่รู้ รู้เรื่อง เออ แล้วก็ตอบไม่ได้ จะยิ่งเป็นเด็กจบใหม่นะ คือแบบไม่ต้อง ไม่ต้องแบบคิดว่าตัวเองเปอร์เฟ็คท์ได้ ถูกต้อง ขนาดว่าทำงานมาขนาดนี้แล้วก็ไม่ได้ดูขนาดนั้นไม่ได้จะเรื่อง เพราะฉะนั้นการยอมรับตัวเองแหละ ตอนมาไม่ได้ไม่ได้เพอร์เฟค ไม่รู้แต่ลูกกับความจริงมันคือรู้ว่าตัวเองไม่รู้ว่าใช่แล้ว แบบไม่รู้เต็มไปหมดเลยอะ นั้นแต่ว่าผมพร้อมนะที่ผมจะออกไป x พอความรู้ของพร้อมที่จะไปสำรวจโลกว่ามันเป็นยังไง นี่ผม Open มากที่สอนผมไม่ได้เลย สำหรับเรานะ คำถามข้อเนี้ยเรารู้สึกว่าความจริงใจความไม่ประดิษฐ์ข้อสำคัญเลยนะ ไอ้ด่าเรา ฮ่าๆ ก็ในฐานะของคนที่นั่งสัมภาษณ์คนมาตลอดเวลามันดูออก แฮชแท็กรู้เลยนะคะ ดูออกเลยนะคะว่าเฮ้ยอันนี้มันเป็นคำถามที่เราสามารถดูได้ว่าเขา เขาปั้นคำตอบมาให้ดูดีหรือเปล่า สำหรับเรารู้สึกว่าความจริงใจและการยอมรับในข้อเสียตัวเองบางทีมันพูดออกมาตรงๆ แล้วก็ คะแล้วก็บอกเขาแล้ว เออ ข้อเนี้ยมันมีจุดที่ยากที่สุดต่อกับเราจริงๆ อย่างเช่นเรามาก็เจอคนที่บอกว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสจนเขื่อนไหม เออ ถ้าพูดกันด้วย พูดกันด้วยความจริงเนี่ย มันเธอไปชนิดในงานอะ สุดท้ายแล้วคุณจะเจอหลายๆ อย่างที่ทำให้คุณไม่สามารถ Perfect ตลอดเวลาหรอก ให้แม่คือเรา เรามีข้อจำกัดต่างๆ มากมายจนคุณไม่สามารถ Perfect ได้ เออ แต่ว่าสำหรับเราอะ เรามองว่าถ้าข้อเสียนั้นมันฟังแล้วมันดูจริง บางอย่างเช่นเพื่อจะคนพูดว่าเห้ยเป็นคนทำงานคนง่ายมากเลยอย่างเงี้ย แต่เขาอธิบายตัวเองว่าเวลาที่รำคาญแล้วอะ เขามีวิธีในการหลบเลี่ยงการปะทะอย่างไร เอ่ย เพราะว่าบางทีเนี่ยคนรำคาญปั๊บมันเบื่อมันปรี๊ดขึ้นมาเนี่ย ของมันขึ้น เออเขารู้นะว่าเขาขึ้นง่าย แต่เขาก็บอกว่าเขาเรียกที่จะประทานนะ เขาเลือกที่จะออก เขายอมเขายอดไปเลย ออกมาก่อนอย่างเงี้ยเราถือว่าเออ เค้ายอมรับในสิ่งกันข้อเสียแต่เขาไม่เอาข้อ ช่วงเนี้ยไปทำให้เกิดความเสียหายต่อในทีม เออ รู้สึกว่ามันเป็น มันเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะว่าเขา เขายอมรับในจุดอ่อนตัวเอง ดังนั้นเนี่ยถ้าพูดถึงข้อเสียแล้วว่าจุดหนึ่งคือมันต้องแซง มันต้องจริงใจมากๆ ประมาณ 1 และดูว่าเราจะสามารถรับมือข้อเสียตัวเองนั้นอย่างไร แล้วว่าวิธีหนึ่งก็คืออย่างที่พี่ท็อปบอกแหละ คือว่าเคยกันแข่งพัฒนานะ นี่จุดหนึ่งก็คือบอกเลยว่าฉันรู้และข้อเสียคืออะไรและวิธีการรับมือกับเขาสำคัญคือสิ่งนี้มีมามาเป็นแพ็คคู่ก็เลยว่าข้อเสียและวิธีแก้ไขจริงๆ ทำไมกูกัน
คำถามที่ 3 คิดว่าต้องมาแน่นอน โดยเฉพาะถ้าเกิดเทรนมันมาเรื่องโควิดีโอในช่วงวิทย์นอนทำอะไรบ้าง โอ้โห หรืออาจจะไม่ได้คุยก็ได้นะ ก็ไม่เป็นไร ว่างชั่วช่วงที่ผ่านมาน้องทำอะไรมาบ้าง เหมือนเป็นคำถามลอยๆ ทำไปเปิดมากอะไรอยู่ ที่ผ่านมาน้องทำอะไรบ้าง ซึ่งหมดไม่คำถามลอยที่แบบก็มาดูไม่ได้มีดาเมจอะไรอะ ก็จริงๆ แล้วมันคือคำถามที่หือโคตรแห่ [เพลง] มีการอ่านคนน่ะนะ ใช่ ที่ผ่านมาไปทำอะไรมากๆ ตอนหลังจะเปลี่ยนจบมาแล้วเนี่ย หรือว่านอนเฉยหรือยังไง เออ มันคือการที่ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นเราได้ใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง เราสนใจร้ายเลยถูกต้อง เราเติมคุณค่าตัวเองอย่างไรบ้าง เราใช้ชีวิตแบบไหนอะ ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมากับสิ่งที่เราทำสิ่งที่เราเชื่อนั้นอะ มันจะบอกเราหมดเลยเนอะว่าจริงๆ แล้วเป็นคนแบบไหน จริง เช่น on ช่วงที่ผ่านมาเรียนจบแล้ว แต่ว่าไม่แน่ใจว่าจะหางานได้หรือเปล่า ก็เลยลองดูว่าลองเรียนออนไลน์เพิ่มหรือแบบลองทำธุรกิจเด็กๆ ด้วยครับ แล้วก็เจ๋งครับ ก็ก็บอกแค่นั้นก็ไปนะ เออ ผมตัวเองเพราะว่า 1 2 3 หรือแบบหรือว่าช่วงที่ผ่านมาผมไปช่วยคนเรื่องโควิชยังไงบ้างอะ อันนี้มันเริ่มเห็นหนวดพอ จริงๆ แล้วก็มีคนแบบนี้นะ เขาเป็นคนที่ใส่ใจคนอื่น เขาเป็นคนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์นี่หว่า เขาเป็นคนที่เรียนรู้ไม่รู้จบ ไอ้พวกนี้มันเป็นคำถามนิดตามมาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแล้วอะ การ [เพลง] มีคำถามนี้ได้นั่นแปลว่าคุณต้องเห็นตั้งแต่ต้นก่อนที่จะต่อโดย 3 [เพลง] ว่าต่อไปนี้ฉันจะใช้เวลาทุกนาทีให้มีคุณค่าได้อย่างไร เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะกกการของ ถูกต้อง ไม่ต่อไปออกผมก็เลยเอาไปช่วยคนโควิชต่างๆ แต่จริงๆ ได้ช่วยว่านึกถึงต่อสภาพก็คือเขาถามว่าต่อให้โดนไลท์ ถ้าโดนไล่ไปเลยแล้วก็โกหกนะ คือมันก็แตกกัน เขาแตกเลย คือส่วนตัวเรา เรามองว่าขึ้นเป็นไปได้ มันเป็นไปได้นะ ที่น้องๆ มึงคนน่ะ ผ่านผสมก็ตอนนี้คงอีกก็อาจจะผ่านไปประมาณ 1 ละ ปรากฏว่าก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากไม่ได้ทำเรื่องใหญ่โตมา เรารู้สึกว่าคำถามเนี้ยคนถามไม่ได้ expect หรือไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมีโปรเจคใหญ่อลังการหรือเขาไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องเป็นสิ่งที่สำเร็จช้า เธอคือเรา เขาไม่ได้บอกว่าคุณต้องปรับเป็น Side Project ที่แบบโอ้โหทำให้คุณอัพเก่งขึ้นอีกเลเวลนึงขนาดนั้น แล้วว่าบางทีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่แบบมันอาจจะไม่ออกเป็นชิ้นงานอะไร ช่วงเนี้ยมันก็สามารถตอบได้เหมือนกัน เราเพิ่งสัมภาษณ์น้องฝึกงานเรามีคำถามที่เหมือนกันนะ ว่าเออช่วงที่อยู่บ้านเนี่ยทำยังไงทำอะไร น้องบอกว่าน้องอ่านหนังสือทุกเล่มที่เคยซื้อมาดอง เอ้ย ดีๆ เรารู้สึกว่าก็โอเคนะ มันแล้วก็ถามมันเป็นสิ่งคะ ว่าเป็นตัวจุดบทสนทนาต่อด้วย 3 ระบบ เราอ่านไปกี่เล่มไหนที่สุดเอง ชอบที่สุด เออเราสู่เราคาดหวังแค่นี้เองว่าโอเค ในเมื่อคุณไม่มีเวลาเราเข้าใจได้เพราะเราเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกที่พอมีภาวะทุกคนจะต้องออกไปสร้างสร้างสรรค์ประโยชน์กับสังคมหรือพัฒนาตัวเอง เออ แต่เราดูว่าการอ่านหนังสือเนี้ยเราก็รู้แล้วว่าอะไรคุณอ่านประเภทไหนแล้วเราค่อยๆ เจาะไปต่อว่าเขามีความสนใจอะไรได้อะไรสิ่งนี้ ดังนั้นไม่ต้องเกรงในระดับที่ว่าเหมือนก็ไปตอบคำถามนางงามที่ว่าฉันมีอยู่ช็อตเดียวแล้ว คำถามเนี่ยจะมองหรือไม่มง เราว่าไม่ถึงขนาดนั้น ซึ่งสิ่งที่คน [เพลง] หมอเขาอยากเห็น เขาอยากเห็นการเริ่มต้นถูกต้องมากกว่าเห็นผลสำเร็จใช่ เพราะอย่างน้อยในช่วงเวลาที่มันผ่านมาเนี่ย เขาได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์เนอะ เขาได้มันมาเขาได้ผมเพราะอะไรขึ้นมาบ้าง อันนี้น่าสนใจขึ้นก่อนที่จะไปหางานเรา อย่างที่เล่าให้ฟังอะ ว่าโควิชหรือวิกฤตใดๆ เข้าที่ในชีวิตของเรามันมาเพื่อการฟอร์มตัวเรามันเปลี่ยนแปลงตัวเรามาปลุกความสามารถที่ซ่อนอยู่ของเราอยู่ เราต้องดูกับมาดูเนาะ วิกฤตที่ผ่านมานะมันเปลี่ยนแปลงตัวเราอะไรบ้าง เราติดอาวุธอะไรบ้างแล้วเก่งขึ้นจากเกาะนวิกฤษอย่างไร ซึ่งอันนี้แหละมันคือการจกสวยโอกาสของการมีวิกฤตขึ้นมา เรามองเห็นโอกาสในวิกฤตและเอาสิ่งเหล่านั้นมาติดอาวุธให้เราตัวเราได้ สิ่งที่เขามองหานะ เวลาเนี้ยเขาไม่ได้มองหาเด็กจบใหม่และกระจกมาแบบเบสิคมนุษย์เบสิคแล้วอะ ถ้าเขามองหาว่าเป็นเด็กคนไหนติดอาวุธมา [เพลง] [เพลง] [เพลง] [เพลง] ก็พร้อมจะลงไปกับเขาใช่ แน่นอนว่าสิ่งนี้อาวุธเหล่านี้มันไม่ได้มาแค่พร้อมจากมหาวิทยาลัย ได้มาพร้อมกับตอนที่เวลาว่างทั้งหลาย คุณเอาเวลาเราไปทำอะไร เพราะอะไร โลมา เพราะว่าสิ่งที่มหาวิทยาลัยให้มาทุกอย่างมันก็เป็นเบสิคอะไร เป็นแค่ทฤษฎีเบื้องต้น 5 ทุกอย่างมันเป็นเหมือนแบบเป็นมีทุกอย่างที่ทุกคนต้องมีเอานะ ว่างั้นแต่อะไรล่ะคือสิ่งที่เรามีและคนอื่นไม่มี มันคือสิ่งก็ต้องเติม เพราะฉะนั้นแล้วไปใช้เวลาในช่วงแบบเนี้ยในการติดอาวุธตัวเองให้มากได้มากที่สุด อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ผิดพี่ต่อบอกก็ได้ว่าอ่านหนังสือให้จบหรือเคย แน่นอน แต่ว่าอ่านหนังสือให้จบแล้วคุณครูก็จะได้ความรู้อะไรมากมายไปจนถึงว่าคุณออกไปทำอะไรที่คุณเคยทำมาก่อนเคอะ งั้นอีกข้อหนึ่งเราว่าข้อนี้ก็เจอบ่อย เวลาน้องๆ เรียนจบเนี่ย อายุถึง 20 ต้นๆ ประมาณซัก 21 เราๆ นี้เราก็จะโดนหาว่าเห็นภาพตัวเองในห้างปีข้างหน้าหรือ 10 [เพลง] ปีข้างหน้า บางทีก็อาจจะให้เป็นตัวอายุมาเลยว่าเห็นตัวเองตอนอายุ 30 นะ ตัวเองทำอะไรอยู่หรือมีอะไรอยู่บ้างอย่างเงี้ย มองภัคอนาคต คิดว่าเราจะตอบอะไรดี ขี้มองถึง 5 ปีเลยเหรอ ฮ่าๆๆ เอาจริงๆ คือแบบแม้กระทั่งถามผู้ใหญ่แล้วอะ ดูดี 5 ปี 10 ที่น่ารักมากเลย มันยากมาพบกับถามเราคุณในตอนนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้วว่าจะมีโควิชไหม ยังไม่รู้ถึงแล้วถามเราปลายปีที่แล้วด้วยซ้ำก็เป็นเหมือนกัน หนูมาสำหรับสำหรับเราแล้วว่าเรามีความรู้สึกว่าแบบในเด็กจบใหม่นะ แค่มองไม่เห็นว่าฉันอยากที่จะเก่งขึ้นนั้น โอเคมากแล้วว่าไม่ต้องแบบออ ผมมองเห็นภาพตัวเองว่าผมกำลังจะต้องไปเป็น Manager [เพลง] น้อเลย อย่างนี้คือการเติบโตของคนมันไม่ได้เติบโตแค่บนตำแหน่งอะ จริง นึกออกมาคือแบบเวลาถามคำถามแบบนี้มา สำหรับเรารู้สึกแบบคือเฮ็ดอยากให้ตอบไร ตอบว่าแบบเออ ผมมองเห็นว่าที่ 3 ผิดไปต้องเป็น Manager ขึ้นมาได้ไงหรอครับ มันไม่ว่าทุกครั้งเดียวถามคำถามเนี่ยเราไม่ได้มองในบริบทของการเติบโตในองค์กรเลย เรามองเรื่องการเติบโต [เพลง] ว่าตัวเค้าเอง ไม่ว่าจะเป็นสกิลไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Attitude หรือหรือไม่ว่าจะเป็นของการวางแผนชีวิตและเคยเจอคนที่จะถามคำถามนี้ต้องยอมรับว่าสมัยก่อนเนี่ย การการคุยด้วยอนาคต 5 ปี 10 ปีมียังไม่พอเห็นภาพเดี๋ยวเขาออกไป เออ แล้วถามเขาว่าตอนอายุ 30 [เพลง] คิดว่าตัวเองตอนนั้นทำอะไรอยู่อย่างเงี้ย แล้วมีคนเขาบอกว่าเอ่อน่าจะเป็นน่าจะเป็นแม่ของลูกที่ที่มีความสุขกับการเลี้ยงลูกและการทำงานไปพร้อมกัน เฮ้ย เราถือว่าเราชอบมากเลยนะ เพราะว่ามันคือการวางแผนชีวิตอะ ว่าเห้ย ความเป็นส่วนตัว R ช่วยส่วนตัวของเขาเขาก็ยังมีครอบครัวอยากมีลูกแต่เขายังสามารถ Balance งานไปด้วยกันได้ แต่เราจะสนใจเลยว่าเอ๊ยคุณจะต้องมีเงินเดือนขึ้นไปเท่าไหร่คุณจะต้องมีตำแหน่งเพิ่มให้ไปเท่าไหร่ แต่เราชอบประโยคนั้นหน้าที่ว่าเธอเข้าเราเห็นภาพของชีวิตเขานะ ตอนนั้นเราควรบอกเขาไปว่าเช่นสมุดนะ แบบในอีก 2 ปีข้างหน้าเรา เราว่าคงจะไปเรียนต่อแล้วคงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว เดี๋ยวอยู่ 2 ปีข้างหน้าเราคงไปทำธุรกิจของเราเอง คือมัน ก็บอกแบไต๋แล้วว่าจะไม่อยู่ที่นั่นแล้วก็บอกนั้นนะ สำหรับเราในฐานะนายจ้างแล้วว่าผู้ได้แล้วว่ามันเป็นเรื่องของการวางแผนร่วมกัน คือถ้าสมมุติว่าเราเป็นแคนดิเดตที่เจ๋งมากๆ และเขาอยากได้จริงๆ แต่ว่ามันต้องมีการมาคุยร่วมกันแล้วแหละว่าเออให้คุณเก่งนะแต่คุณจะอยู่แล้วแค่ 2 ปี ทำยังไงให้ทำไงมัน Work out สองฝ่าย อันนี้จริง เออ ในขณะที่บางทีรู้สุโขเจ๊งแต่ไม่มีไม่ได้วางแผนร่วมกันตั้งแต่แรก กลายเป็นว่าเคยเราก็คาดหวังเคยน้องคนเนี้ยะเราจะปั้นเป็น success เอ้อ ใหญ่โตแน่ๆ ปรากฏมารู้อีกทีนึงนั่นก็คือใบลาออกมาเรียบร้อยแล้ว กลายเป็นว่ามันเป็นผลเสียกับองค์กรสมัครกว่าเราถือว่าไม่ได้เป็นผลหลายอะไรกับทั้งองค์กร แต่ถ้าจะมาท่านี้ด้วยการว่าไปบอกกันตรงๆ ก็ต้องยอมรับว่าบางองค์กรอาจจะเลือกที่จะเลือกที่จะหลับไม่เอาเลย มันก็มีความสุขเหมือนกันเพราะว่าก็อาจจะมองหาว่าพี่ตำแหน่งเนี้ย แค่นี้พัดพัด [เพลง] ก็ได้นะ เขาอยากปั้นให้โตขึ้น ในที่สุดถ้าคุณอยู่ระยะสั้นๆ มันอาจจะไม่เวิร์คกับสิ่งที่องค์การวางแผนไว้ เออ เรารู้สึกว่าเราได้ผู้ได้ แต่อาจจะต้องมีการคุยเหมือนกันว่าเคยแล้วสิ่งนี้มันมีผลต่องานในระยะหรือเปล่า จริง เพราะเอาเองนะ บริษัทเดี๋ยวนี้เนี่ยคงไม่ได้คาดหวังว่าต้องจัดงานจะต้องรู้วันเกษียณแบบรับน้องมาตอนอายุ 20 เป็นเนาะที่ตอนนี้อยู่ 60 อะไรได้เลี้ยงขนาดบับอายุงาน 30 ปีให้ของผมไม่ขนาดนั้นแล้ว แต่ว่าเอางี้ว่าในช่วงเวลาที่เราอยู่เนี่ย ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหนจะ 1 ปี 2 ปี 6 เดือน ถ้ามันเวลาที่มัน work เวลาให้มีคุณค่าของเราทั้งคู่ ทั้งบริษัททั้งหัวหน้าทั้งลูกน้องทั้งคนที่ไม่ถอดดิบใครก็ตาม มันจะแวะที่ดีกว่า แต่ท่านฟังมาทั้งหมดทุกคำถามเราจะพบว่ามันมีหัวใจอยู่ที่ 1 ความจริงใจใช้ในคำตอบเพราะว่าคนเฟคแล้วก็ดูนั้นเราเท่านั้นเอง คือคนเราใช่ว่าค เนื้อหาส่วนใหญ่อะ เขาไม่สำคัญคุณคุณและแหกใช่เขาว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของงานด้วยซ้ำที่ว่าเราจะต้องเจอกันเดชได้ต้องสัมภาษณ์เนี่ยมาเป็นสิบเป็นร้อยอะ resume เนี่ย คืออ่านมาเป็นกองอะ ยังดูขนาดตัวหนังสือยังดูออกเลยว่าเคยคนเนี้ยมีดีไม่มีดี ดังนั้นนะการเจอตัวการได้พูดคุยกับมันดูออกอยู่แล้วจริง อันที่สองก็คือว่าคุณค่ายเรามอบให้เขา อื้อ เราไม่ได้เป็นมนุษย์ปกติ เราไม่ได้เป็นคนแบบเบสิมนุษย์ Daisy กัน ถ้าเราดึงจุดเด่นของเราและขณะเดียวกันคือเราก็ยอมรับในจุดด้อยของเราแล้วเอาจุดเด่นของเรามาขัดสีฉวีวรรณให้มันดูโดดเด่นมากขึ้น เราผ่านเป็น Sorry ในขนาดและกันข้อเสียนะ เรายอมรับว่ามีแต่เรามองเห็นว่าเราจะพัฒนาอย่างไร เราจะแก้ไขได้ง่ายแล้ว อ้า สุดท้ายคือในห้องสัมภาษณ์หลายๆ ครั้งเราไม่ได้มองคะเดชณวันที่ณวันที่เขาสัมภาษณ์แต่ละมะเขือคณะการวางอนาคตร่วมกัน คือมันเห็นเลยว่าให้เขาอยากจะลงทุน เอ่อ invest [เพลง] กับคนคนนี้มากน้อยขนาดไหน ดังนั้นเนี่ยเราไม่ได้ขายตัวเองสำหรับสิ่งที่ตัวเองเป็นนะวันนี้ แต่มันคือการพูดถึงตัวเองในอนาคตด้วยว่าเคยเราคาดหวังอะไรเราอยากจะทำให้ตัวเองเก่งขึ้นได้ยังไงแล้วองค์กรเนี้ยผอมที่จะบับเดินไปกับเราหรือเปล่า ฟัง I hate my Job Episode [เพลง] นี้แล้วเฟืองจับเบอร์คนไหนที่มีคำถามสงสัยอยากให้ตอบในรายการสามารถส่งคำถามมาได้ทาง Facebook The Standard หรือทวิตแล้วติดแฮชแท็กในเฮ็ดไม่ตอบได้ครับ ฝากติดตามในเหตุไม่ตอบได้ทางเว็บไซต์ The Standard YouTube ปอตติฟายและทุก Cash เลเยอร์ที่คุณเขินอะ