📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

week 11 ขาวิแพ่ง Ep 1 ข้อ 8

เรียนเนติ1:09:03

Transcription

สวัสดีครับ เรากลับมาพบกันอีกครั้งนึงนะครับ สำหรับคอร์สยาวเนติบัณฑิตภาคเรียนที่ 2 สมัยที่ 78 หลังจากที่เราเจอกันในส่วนของข้อ 1 แล้วก็ข้อ 2 ไปแล้วใช่มั้ยครับ คราวนี้เรามาเจอกันอีกครั้งในส่วนของข้อ 8 แน่นอนครับทุกท่านน่าจะทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าวิแพ่งข้อ 8 เนี่ยเนื้อหามันไม่ใช่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งถูกมั้ยครับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเนี่ยมันอยู่ในส่วนข้อ 1 ถึงข้อ 7 ข้อ 8 เนี่ยจะไม่ใช่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และท่านจำไว้เลยว่าข้อ 8 กับข้อ 9 เนี่ยครับ 2 ข้อเนี้ยมันจะเป็นเนื้อหาที่อยู่ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย อ่า ข้อ 8 กับข้อ 9 นะครับ จะเป็นเนื้อหาที่อยู่ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย เนื้อหาในส่วนของข้อ 8 จะเป็นเรื่องของวิชากฎหมายล้มละลายเลย เนื้อหาของข้อ 9 จะเป็นวิชากฎหมายฟื้นฟูกิจการ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอ่ะ กฎหมายล้มละลายกับกฎหมายฟื้นฟูกิจการเนี่ย มันอยู่ใน พ.ร.บ.เดียวกัน ก็คือ พ.ร.บ.ล้มละลาย นึกออกมั้ยฮะ ผมถึงบอกว่าข้อ 8 กับข้อ 9 เนี่ย มันคือเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องของ พ.ร.บ.ล้มละลาย แต่มันจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน นึกออกมั้ย มันแยกออกเป็น 2 ส่วนชัดเจนเลยนะครับ ส่วนของข้อ 8 ก็จะเป็นคดีล้มละลาย นึกออกมั้ยฮะ ส่วนของข้อ 9 ก็จะเป็นคดีฟื้นฟูกิจการ อ่า เขาแยกออกจากกันชัดเจนนะครับ

ทีนี้ในส่วนของข้อ 8 ที่เป็นกฎหมายล้มละลายเนี่ย อันนี้ผมรับผิดชอบ ในส่วนของข้อ 9 ที่เป็นฟื้นฟูกิจการ อันนี้จะเป็นของติวเตอร์บี้ โอเค นะครับ ในส่วนของกฎหมายล้มละลาย อ่า ในส่วนของกฎหมายล้มละลายข้อ 8 ผมบอกก่อนว่าการติวของผมเนี่ย ในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาเนี่ยนะ ผมติวล้มละลายมาประมาณ 5 ปี ในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาเนี่ย ในทุกๆปีเนี่ย ผมเก็งข้อสอบเข้าหมด เพราะฉะนั้นตั้งใจเรียน ตั้งใจเรียนนะครับ บางคนอาจจะมองว่า เฮ้ย มันเป็นกฎหมายพิเศษ มันทำความเข้าใจยาก ความจริงแล้วกฎหมายล้มละลายไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่ทุกท่านคิดครับ ถ้าท่านตั้งใจเรียน ผมเชื่อเลยว่ากฎหมายล้มละลายเนี่ย ง่ายกว่าวิแพ่งทุกข้อเลย ท่านเรียนวิแพ่งข้อ 1 มาจนถึงวิแพ่งข้อ 7 นะครับ กฎหมายล้มละลายข้อ 8 ง่ายกว่าข้อ 1 จนถึงข้อ 7 ครับ ง่ายที่สุดแล้ว ผมบอกเลยว่าง่ายมากๆ สำหรับวิชากฎหมายล้มละลายนะครับ เพราะฉะนั้นเปิดใจนิดนึงนะครับ แล้วก็บอกว่าในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ผมเก็งข้อสอบเข้าตลอด ในคอร์สสรุปอ่ะนะครับ เก็งข้อสอบเข้าตลอด เพราะฉะนั้นไม่อยากให้ทุกท่านพลาด ไม่อยากให้ทุกท่านพลาด ผมกล้าพูดเลยว่าทุกท่านที่เรียนกับผมในคอร์สยาวและคอร์สสรุปเนี่ย ในวิชากฎหมายล้มละลายเนี่ย จะเป็นตัวแจกแต้มเลย บางท่านได้ 7 ได้ 8 ได้ 9 และบางท่านได้ 10 เต็ม ผมอธิบายวิธีการเขียนอย่างละเอียด บางท่านได้ 10 เต็มเลยนะฮะ แล้วมีคนได้ 10 เต็มหลายคนด้วย โอเค นะครับ เพราะฉะนั้นตั้งใจเรียน โดยเฉพาะในคอร์สติวสรุปเนี่ย ห้ามพลาดเลย อ่า โอเค นะ อ่ะ เรามาว่ากันด้วยเรื่องของกฎหมายล้มละลายก่อนอื่น เราจะต้องมี พ.ร.บ.ล้มละลายก่อน เราจะต้องมี พ.ร.บ.ล้มละลายก่อน อย่างที่บอกว่าเนื้อหาข้อ 8 ข้อ 9 เนี่ย มันไม่ได้เป็นเนื้อหาในส่วนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้วใช่มั้ยครับ มันเป็นเนื้อหาในส่วนของ พ.ร.บ. พ.ร.บ.ล้มละลาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทุกท่านจะต้องมีก็คือตัวบท อ่า เราจะต้องมีตัวบท ต้องมี พ.ร.บ.ล้มละลายอยู่ในมือนะครับ พอเรามี พ.ร.บ. พ.ร.บ.ล้มละลายอยู่ในมือแล้วเนี่ย เราก็จะสามารถใช้เรียนในส่วนของข้อ 8 และข้อ 9 ได้ โอเค นะ ข้อ 9 เป็นส่วนของฟื้นฟูกิจการ เดี๋ยวติวเตอร์เบียร์จะเป็นคนสอน ทีนี้เรามาดูกฎหมายล้มละลายครับ อ่ะ ผมขอเริ่มลงเนื้อหาเลยนะครับ ขอเริ่มลงเนื้อหาเลยนะ เรามาดูกฎหมายล้มละลาย ทุกท่านว่าผมจะไม่ได้สอนแบบเรียงตามมาตรานะครับ ผมจะไม่ได้สอนแบบเรียงตามมาตรา ผมจะสอนให้มันเป็นไปตามกระบวนการ เริ่มตั้งแต่ยื่นฟ้อง ใครที่มีอำนาจฟ้องบ้าง แล้วฟ้องไปแล้ว ศาลต้องทำยังไงต่อ กระบวนการมันเดินต่อไปยังไง นึกออกมั้ยครับ ผมจะสอนเรียงไปตามกระบวนการ คืออย่างที่ผมเคยบอกไปอ่ะ การที่จะ การที่เราจะมาเรียนกฎหมายวิธีบัญญัติเนี่ย เราเรียนแบบเรียงตามมาตราไม่ได้หรอกครับ ท่านจำไว้ว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความเนี่ย มันเรียนแบบเรียงตามมาตราไม่ได้ นึกมั้ย เราต้องเรียนให้มันเป็นกระบวนการ เราต้องรู้กระบวนการ โอเค นะครับ

ก่อนอื่น ผมขอเริ่มจากการยื่นฟ้องคดี แน่นอนครับในคดีแพ่งเนี่ย คนที่ยื่นฟ้องเราเรียกเขาว่าโจทย์ ถูกมั้ยครับ แต่ในคดีล้มละลายเราจะไม่ได้เรียกว่าโจทย์เฉยๆ เราจะเรียกว่าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ เพราะฉะนั้น ในคดีล้มละลาย คนที่ยื่นฟ้องเราจะเรียกเขาว่าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ อ่า เราต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนนะครับ คนที่ยื่นฟ้องคดีล้มละลายต่อศาลล้มละลาย เราจะเรียกเขาว่าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ ซึ่งเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เนี่ย ในลำดับแรกเลย เราจะต้องพิจารณาให้ดีก่อนครับว่าเขาเป็นเจ้าหนี้ประเภทไหน เอาล่ะครับ แล้วมันมีเจ้าหนี้ประเภทไหนบ้างล่ะครับ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์จึงมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันครับ 1 ก็คือเจ้าหนี้ไม่มีประกัน และ 2 เจ้าหนี้มีประกัน ท่านดูนะ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ที่จะฟ้องคดีล้มละลายต่อศาลล้มละลายเนี่ย จะมีอยู่ทั้งหมด 2 ประเภทด้วยกัน 1 ก็คือเจ้าหนี้ไม่มีประกัน และ 2 คือเจ้าหนี้มีประกัน ถามว่าติวเตอร์ครับ ทำไมเราต้องมาพิจารณาตรงนี้ เพราะหลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้ทั้ง 2 ประเภทนี้มันไม่เหมือนกันครับ ถ้าเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันเนี่ย หลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายเราพิจารณาเพียงแค่มาตรา 9 มาตราเดียว นึกออกมั้ยครับ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นเจ้าหนี้มีประกัน ท่านจำไว้เลย เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นเจ้าหนี้มีประกัน หลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายเราจะต้องพิจารณามาตรา 9 และมาตรา 10 เห็นมั้ยครับ ผมใส่วงเล็บไว้ให้เห็นมั้ย เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ ถ้าเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เราพิจารณาเพียงแค่มาตรา 9 มาตราเดียว แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นเจ้าหนี้มีประกัน หลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายต้องพิจารณามาตรา 9 ประกอบกับมาตรา 10 ต้องพิจารณา 2 มาตราครับ

ทีนี้ติวเตอร์ครับ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเขาเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ก็ดูจากบทนิยามครับ ดูจากบทนิยามอ่ะ ท่านเปิดไปที่มาตรา 6 ทุกคนเปิด พ.ร.บ. พ.ร.บ.ล้มละลาย เปิดไปที่มาตรา 6 ครับ มาตรา 6 จะเป็นบทนิยาม แล้วท่านลองหาสิครับ มีบทนิยามของคำว่าเจ้าหนี้มีประกันมั้ย มี ถูกมั้ยครับ อ่ะ ท่านลองอ่าน เจ้าหนี้มีประกัน หมายความว่าเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ ท่องแค่นี้ ข้อสอบจะออกไม่เกินนี้ มาตรา 6 ที่เป็นบทนิยามของคำว่าเจ้าหนี้มีประกันนะครับ ท่องแค่ตามที่ผมอ่านให้ฟัง ไม่ต้องท่องไปกว่านั้น ท่องตามที่ผมอ่านให้ฟัง เพราะเจ้าหนี้มีประกัน หมายความว่าเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง หรือจำนำ ท่องแค่นี้พอ หลังจากนี้ไม่ต้องท่อง

ทีนี้เรามาทำความเข้าใจกันครับ เจ้าหนี้มีประกันก็คือเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนองหรือจำนำ สมมุตินะครับ สมมุติว่านายกไก่กู้ยืมเงินนายเอ 1 ล้านบาท นายกไก่เอาที่ดินของตัวเองมาจดทะเบียนจำนองไว้กับนายเอ แน่นอนครับ นายเอเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายกไก่ในทางจำนอง ถูกมั้ยครับ ถ้านายเอจะฟ้องคดีล้มละลาย อันนี้นายเอก็เป็นเจ้าหนี้มีประกัน ถูกมั้ยครับ หรือถ้ากไก่กู้ยืมเงินนายเอ 1 ล้าน แล้วนายกไก่เอาแหวนเพชรของตัวเองมาจำนำไว้กับนายเอ แน่นอนครับ นายเอมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายกไก่ในทางจำนำ ถ้านายเอจะฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้มละลาย อันนี้นายเอก็เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 ของ พ.ร.บ.ล้มละลาย ถูกมั้ย ได้นะ เข้าใจนะครับ เจ้าหนี้มีประกันก็คือเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนองหรือจำนำ โอเค นะ งั้นจากที่ผมยกตัวอย่างไปอ่ะ กไก่กู้ยืมเงินนายเอ แล้วนายกไก่เอาที่ดินของตัวเองมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ หรือนายกไก่เอาแหวนเพชรของตัวเองมาจำนำเป็นประกันหนี้ เอาไว้แบบนี้ ถ้านายเอจะฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้มละลาย เอก็เป็นเจ้าหนี้มีประกัน ถูกมั้ยครับ เพราะถือว่านายเอมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายกไก่ซึ่งเป็นลูกหนี้ในทางจำนองหรือจำนำแล้วแต่กรณี เมื่อนายเอเป็นเจ้าหนี้มีประกัน หลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายเราจะพิจารณาเพียงแค่มาตรา 9 อย่างเดียวไม่ได้ล่ะ เราจะต้องพิจารณา 2 มาตรา นั่นก็คือมาตรา 9 กับมาตรา 10 ถูกมั้ยครับ ต้องพิจารณา 2 มาตราประกอบกัน

โอเค นะ ทีนี้ระมัดระวังให้ดีครับ การจำนองจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อจดทะเบียน ถูกมั้ยครับ การจำนำจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์ที่จำนำ นั่นแปลว่าถ้าบอกว่าจำนอง ทำสัญญาจำนองกันไว้แต่ไม่มีการจดทะเบียนจำนอง การจำนองมันก็ไม่สมบูรณ์ เจ้าหนี้ก็ไม่ได้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง ถ้าจะฟ้องเป็นคดีล้มอะไรก็เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันครับ จะมาบอกว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 ไม่ได้ เพราะจำนองมันไม่สมบูรณ์ ถูกมั้ยครับ เหมือนกันครับ ถ้าทำสัญญาจำนำกันไว้แต่ไม่ได้มีการส่งมอบทรัพย์ที่จำนำ จำนำมันก็ไม่สมบูรณ์จริงมั้ย จำนำไม่สมบูรณ์ นั่นก็แปลว่าเจ้าหนี้คนนี้ไม่ได้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนำ ถ้าจะมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายก็เป็นเพียงแค่เจ้าหนี้ไม่มีประกันเท่านั้น ถูกมั้ยครับ คุณไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 ได้นะ ยกตัวอย่าง เช่น นายกไก่กู้ยืมเงินนาย A 1 ล้านบาท ทำสัญญาจำนองกันไว้ว่าเอาที่ดินแปลงนึงมาจำนองไว้แต่ไม่ได้มีการจดทะเบียนให้ถูกต้องกับพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีการจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินครับ ไม่ได้มีการไปจดทะเบียนจำนองอะไรใดๆทั้งนั้นเลย ท่านจะเห็นได้ว่าจำนองมันก็ไม่สมบูรณ์ ถูกมั้ยครับ ไม่มีจำนองจริงมั้ย เมื่อไม่มีจำนอง นั่นก็แปลว่านายเอเป็นเจ้าหนี้ธรรมดา เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันจริงมั้ยครับ ไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 เพราะจะเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 เนี่ย คุณจะต้องมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนองหรือจำนำ หนี้จำนองมันไม่สมบูรณ์ ถ้าคุณจะฟ้องเป็นคดีล้มละลาย คุณก็เป็นเพียงแค่เจ้าหนี้ไม่มีประกัน ถูกมั้ยฮะ ไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 หรือถ้าเป็นเรื่องของจำนำแต่ไม่ได้มีการส่งมอบทรัพย์ที่จำนำอ่ะครับ นายกไก่กู้ยืมเงินนายเอ 1 ล้านบาท นายกไก่ทำสัญญาจำนำไว้กับนายเอว่าโอเค เอาแหวนเพชรวงนี้มาจำนำไว้นะ ทำสัญญาจำนำเป็นรายลักษณ์อักษรเรียบร้อย แต่ไม่ได้มีการส่งมอบแหวนเพชรวงนี้ ไม่ได้มีการส่งมอบทรัพย์ที่จำนำ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจำนำมันไม่สมบูรณ์ ไม่มีจำนำถูกมั้ยครับ นายเอไม่ได้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายกไก่ในทางจำนำเลย ไม่มีเลย จริงมั้ย ไม่มีเลย เพราะฉะนั้น ถามว่าถ้านายเอจะฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้มละลาย เราจะต้องพิจารณามาตราอะไรบ้าง พิจารณาเพียงแค่มาตรา 9 อย่างเดียวถูกมั้ยครับ เพราะนายเอเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ถูกมั้ย ถ้านายเอจะฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้ม เราก็พิจารณาเพียงแค่มาตรา 9 อย่างเดียวพอ โอเค นะครับ ได้นะ

ทีนี้ประเด็นถัดมา ท่านต้องระมัดระวังให้ดีครับ พ.ร.บ.ล้มละลายมาตรา 6 บทนิยามของคำว่าเจ้าหนี้มีประกันเนี่ย เค้าบุไว้ชัดเจนว่าคุณจะเป็นเจ้าหนี้มีประกันได้ คุณต้องมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนองหรือจำนำ ขีดเส้นใต้คำว่าสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ ขีดเส้นใต้คำว่าสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ฮะ ขีดเส้นใต้คำว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ ต้องเป็นของลูกหนี้นะครับ ถ้าลองนึกภาพป่า ถ้านายกไก่กู้ยืมเงินนายเอ แล้วปรากฏว่ามีนายขไข่ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของนายกไก่ มีนายขไข่ เอาที่ดินของนายขไข่มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ให้ ถามว่าถ้านายเอจะฟ้องนายกไก่ให้ตกเป็นบุคคลล้มลายนายเอเป็นเจ้าหนี้มีประกันมั้ย เออ เข้าใจนะ ตัวอย่างนะครับ กไก่กู้ยืมเงินนายเอ็น 1 ล้านบาท มีนายขไข่ซึ่งเป็นเพื่อนเสด็จของนายกไก่ เอาที่ดินของนายขไข่มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เอาไว้ ผมถามว่านายเอจะฟ้องนายกไก่ให้ตกเป็นบุคคลล้มลายนายเอเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่อย่างที่ผมบอกครับ จะเป็นเจ้าหนี้มีประกันได้จะต้องมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ กไก่กู้ยืมเงินนายเอ แต่ที่ดินที่เอามาจดทะเบียนจำนองมันไม่ใช่ที่ดินของนายกไก่ ถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นนายเอไม่ได้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายกไก่ในทางจำนองหรือในทางจำนำเลย ถูกมั้ยครับ ถ้านายเอจะฟ้องนายกไก่ให้ตกเป็นบุคคลล้มลาย คุณเป็นเพียงแค่เจ้าหนี้ไม่มีประกันเท่านั้น เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันครับ ต้องพิจารณามาตรา 9 มาตราเดียว อย่าไปมองมาตรา 10 ไม่เกี่ยวกับมาตรา 10 เลย เห็นมั้ยครับ ได้นะ จำนำก็เหมือนกันครับ ถ้านายเอให้นายกไก่กู้ยืมเงิน 1 ล้านบาท แล้วมีนายขไข่ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของนายกไก่ เอาแหวนเพชรของนายขไข่มาจำนำไว้กับนายเอเพื่อเป็นประกันหนี้ให้นายกไก่ ท่านจะเห็นได้ว่านายเอไม่ได้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายกไก่ในทางจำนำ ถูกมั้ยครับ เมื่อนายเอไม่ได้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายกไก่ในทางจำนำ ถ้านายเอจะฟ้องนายกไก่ให้ตกเป็นบุคคลล้มลาย ถ้านายเอจะฟ้องเป็นคดีล้มละลายแน่นอนครับ คุณเป็นเพียงแค่เจ้าหนี้ไม่มีประกันเท่านั้น ถูกป่ะ เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังนะครับ ในกรณีที่บุคคลภายนอกเอาที่ดินของเขามาจดทะเบียนจำนอง บุคคลภายนอกเอาทรัพย์สินของเขามาจำนำ กรณีแบบนี้คนที่เป็นเจ้าหนี้ ถ้าจะฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นให้ตกเป็นบุคคลล้มละลาย คุณเป็นเพียงแค่เจ้าหนี้ไม่มีประกันเท่านั้น แต่ระมัดระวังนะครับ นอกจากนี้ นายเอเขายังสามารถฟ้องนายขไข่ให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายได้ด้วยนะ ไอ้ตัวอย่างที่ผมบอกว่านายขไข่เอาที่ดินของนายขไข่มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้อ่ะฮะ นายเอเขาก็สามารถฟ้องนายขไข่ให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายได้ด้วยนะ ซึ่งถ้านายเอฟ้องนายขไข่ให้ตกเป็นบุคคลล้มละลาย กรณีแบบนี้นายเอเป็นเจ้าหนี้มีประกันและถูกมั้ครับ เพราะนายเอมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายขไข่ในทางจำนองจริงมั้ย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ระวังนะ ถ้านายเอฟ้องนายกไก่ โอเค อันนี้เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน แต่ถ้านายเอฟ้องนายขไข่อันนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกัน เพราะนายเอมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายขไข่ในทางจำนอง ก็เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามบทนิยามของมาตรา 6 ได้นะ ไม่ยาก เคลียร์นะ ครับ

ทีนี้เราเปิดเอกสารประกอบกันนิดนึง ครับ เปิดเอกสารประกอบกันนิดนึง ท่านเปิดเอกสารไปที่หน้า 14 เปิดชีทไปที่หน้า 14 ครับ ดูฎีกาที่ 5602/2552 สักนิดนึงครับ 5602/2552 ในชีทหน้า 14 ผมเกริ่นให้ก่อนการที่เราจะมาพิจารณาว่าเค้าเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันเนี่ย เราพิจารณาในขณะที่เขายื่นฟ้องถูกมั้ยครับ คือตอนเนี้ยเรากำลังจะมาพิจารณาว่าไอ้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เนี่ย ไอ้คนที่เป็นคนฟ้องคดีล้มละลายต่อศาลล้มละลายเนี่ย เป็นเจ้าหนี้ประเภทไหน เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันหรือเป็นเจ้าหนี้มีประกัน เรากำลังจะมาพิจารณาว่าเขาเป็นเจ้าหนี้ประเภทไหน เพราะงั้นผมก็บอกท่านเพิ่มเติมว่าการที่เราจะมาพิจารณาว่าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ให้เราพิจารณาในขณะยื่นฟ้องครับ นึกมั้ย ถ้าในขณะยื่นฟ้องเขาเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน หลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายก็เป็นไปตามมาตรา 9 ถ้าในขณะยื่นฟ้องเขาเป็นเจ้าหนี้มีประกัน หลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายก็เป็นไปตามมาตรา 9 ประกอบมาตรา 10 โอเค นะครับ อ่ะ ลองมาดูฎีกา ฎีกาที่ 5602/2552 ในชีทหน้า 14 คดีเนี้ย นายกไก่กู้ยืมเงินนายเอเป็นจำนวน 5 ล้านบาท ทันนะ กไก่กู้ยืมเงินนาย A เป็นเงินจำนวน 5 ล้านบาท แล้วก็มีการเอาที่ดินของตัวเองมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เอาไว้ แล้วก็มีการตกลงให้นายกไก่รับผิดในยอดหนี้ส่วนที่เหลือจากการบังคับจำนองด้วย เข้าใจนะ กไก่กู้ยืมเงิน A 5 ล้าน แล้วกไก่ก็เอาที่ดินของตัวเองมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ แล้วก็มีการตกลงกันว่าถ้ามีการบังคับจำนองเอาที่ดินแฟงนี้ออกขายทอดตลาด มีการเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด มีการบังคับจำนองแล้วหนี้ยังขาดอยู่เท่าไหร่ นายกไก่ซึ่งเป็นลูกหนี้จะรับผิดในส่วนที่เหลือด้วย ปรากฏว่าต่อมานายกไก่ผิดนัดชำระหนี้ครับ นายเอก็มาฟ้องบังคับจำนองเป็นคดีแพ่ง เข้าใจนะ นายกไก่ผิดนัดชำระหนี้ นายเอก็มาฟ้องบังคับจำนองเป็นคดีแพ่ง ตอนนี้ยังไม่เกี่ยวกับคดีล้มนะฮะ กไก่ผิดนัดชำระหนี้ นายเอก็ฟ้องบังคับจำนองเป็นคดีแพ่ง ปรากฏว่าบังคับจำนองที่ดินแปลงเนี้ย เอาขายทอดตลาดแล้ว ได้เงินมาเพียงแค่ 3 ล้านบาทเท่านั้น หนี้ยังขาดอยู่อีกเท่าไหร่ครับ หนี้ยังขาดอยู่อีกตั้ง 2 ล้านบาท ถูกมั้ยครับ นายเอเขาก็เลยเอาหนี้จำนวน 2 ล้านบาทเนี่ย มาฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้ม นึกออกป่ะ นายเอเขาก็เอาหนี้จำนวน 2 ล้านบาทที่เหลืออยู่เนี่ย มาฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้มละลาย ท่านจะเห็นได้ ณวันที่นายเอฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ณวันที่นายเอฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้มละลาย สำหรับหนี้ 2 ล้านบาทที่เหลือเนี่ย นายเอมีการบังคับจำนองไปแล้ว ถูกมั้ยครับ ที่ดินที่มีการเอามาจดทะเบียนจำนองไว้เนี่ย นายเอมีการบังคับจำนองไปแล้ว เพราะฉะนั้นการจำนองก็ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 744 เรียบร้อยแล้ว ถูกมั้ยฮะ เพราะฉะนั้น ณวันที่นายเอยื่นฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้มละลาย การจำนองมันไม่มีอยู่แล้ว จริงมั้ย นายเอก็ไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 นายเอเป็นเพียงแค่เจ้าหนี้ไม่มีประกันเท่านั้น หลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มเมื่อไหร่ก็ต้องพิจารณาเพียงแค่มาตรา 9 มาตราเดียว เห็นมั้ยครับ ได้นะ เพราะฉะนั้นย้ำอีกทีนะครับ การที่เราจะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่ ให้พิจารณาในขณะยื่นฟ้อง ตอนแรกคุณอาจจะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน แต่ถ้ามีการบังคับจำนอง ถ้ามีการบังคับจำนำไปแล้ว แล้วคุณค่อยมาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย จำนองมันระงับสิ้นไปแล้วนี่ จำนำมันระงับสิ้นไปแล้วนี่ ถูกมั้ยครับ งั้น ณวันฟ้องคดีล้มละลาย คุณก็เป็นเพียงแค่เจ้าหนี้ไม่มีประกันเท่านั้น ถูกมั้ย เป็นเพียงแค่เจ้าหนี้ไม่มีประกันเท่านั้น

ทีนี้เวลาเราเขียนตอบข้อสอบ เราจะเห็นได้ว่าคำในกฎหมายเนี่ย ใช้คำว่าเจ้าหนี้มีประกันกับเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ถูกป่ะ เขาใช้คำว่าเจ้าหนี้มีประกันกับเจ้าหนี้ไม่มีประกัน อย่าไปใช้คำว่าเจ้าหนี้ธรรมดานะฮะ ไม่มี นึกมั้ยครับ บางคนตอบว่านายเอจึงไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน แต่เป็นเพียงแค่เจ้าหนี้ธรรมดา คำว่าเจ้าหนี้ธรรมดามันไม่มีในตัวบทถูกมั้ย ลองไปเปิด พ.ร.บ.ล้มละลายสิครับ ท่านจะเห็นได้ว่ามันไม่มีคำว่าเจ้าหนี้ธรรมดาเลย เพราะฉะนั้นอย่าเอาไปเขียน มันมีเพียงแค่ 2 อันเท่านั้นคือเจ้าหนี้มีประกันกับเจ้าหนี้ไม่มีประกัน อย่าไปใช้คำว่าเจ้าหนี้ธรรมดา ไม่เอา เห็นมั้ยฮะ เวลาผมสอนข้อล้มละลายเนี่ย ผมจะพยายามสอนให้ทุกท่านได้ 10 คะแนนเต็ม อ่า จะพยายามสอนให้ทุกท่านได้ 10 คะแนนเต็มเลยนะฮะ

ทีนี้มาดูต่อไปครับ อย่างที่ผมบอกว่าถ้าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน หลักเกณฑ์การฟ้องคดีล้มละลายเราพิจารณาเพียงแค่มาตรา 9 มาตราเดียว ถูกมั้ยครับ แต่ถ้าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เป็นเจ้าหนี้มีประกัน เราจะต้องพิจารณามาตรา 9 ประกอบกับมาตรา 10 เพราะฉะนั้น สาระสำคัญเนี่ย มันอยู่ที่มาตรา 9 ถูกมั้ยครับ เราจะมาทำความเข้าใจมาตรา 9 ก่อน โอเค นะ เราจะมาทำความเข้าใจมาตรา 9 ก่อน เพราะท่านจะเห็นได้ว่าไม่ว่าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์จะเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ท้ายที่สุดแล้วหลักเกณฑ์สำคัญคือมาตรา 9 ถูกป่ะ เพียงแต่ว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เป็นเจ้าหนี้มีประกัน มาตรา 9 อย่างเดียวไม่พอ ผ่านมาตรา 9 มาแล้วจะต้องพิจารณามาตรา 10 ต่อไปด้วย โอเค นะครับ คราวนี้เรามาดูมาตรา 9 ครับ ทุกท่านเปิดตัวบทไปที่มาตรา 9 ย้ำอีกทีนะครับ มาตรานี้ต้องท่องให้ได้ อ่า มาตรา 9 นี่ต้องท่องให้ได้นะ ครับ ท่านจะเห็นได้ว่ามาตรา 9 มีทั้งหมด 3 อนุมาตรา ซึ่งมาตรา 9 เนี่ยเป็นหัวใจสำคัญของการฟ้องคดีล้มละลายเลย ผมพูดคำนี้เลยนะ ครับว่ามาตรา 9 เนี่ยเป็นหัวใจสำคัญของการฟ้องคดีล้มละลายเลย เพราะท่านดูสิครับ อย่างที่ผมบอกไปว่าไม่ว่าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์จะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันหรือเป็นเจ้าหนี้มีประกัน สุดท้ายแล้วการฟ้องคดีล้มละลายมันก็ต้องยึดเงื่อนไขยึดหลักเกณฑ์ตามมาตรา 9 ถูกมั้ยครับ ต้องยึดเงื่อนไขยึดหลักเกณฑ์ตามมาตรา 9 เพียงแต่ว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าหนี้มีประกันเนี่ย โอเค มาตรา 9 อย่างเดียวไม่พอ จะต้องพิจารณามาตรา 10 ประกอบด้วยโอเคนะครับ

ทีนี้ถ้าเราเปิดไปดูที่มาตรา 9 เราจะเห็นได้ว่ามาตรา 9 มีทั้งหมด 3 อนุมาตรา ถูกมั้ย มาตรา 9 มีทั้งหมด 3 อนุมาตรา นั่นแปลว่าเงื่อนไขการฟ้องคดีล้มละลายตามมาตรา 9 เนี่ย มีทั้งหมด 3 ข้อด้วยกัน มีทั้งหมด 3 ข้อด้วยกันสำหรับเงื่อนไขการฟ้องคดีล้มละลายตามมาตรา 9 นะครับ ซึ่งจะผ่านมาตรา 9 ไปได้จะต้องครบเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ ขาดเงื่อนไขข้อใดข้อนึงไปไม่ได้เลยนะ ครับ ต้องครบเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ จึงจะถือว่าผ่านหลักเกณฑ์ตามมาตรา 9 มาตรา 9 อนุ 1 บอกว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ถูกมั้ยครับ มาตรา 9 อนุ 1 บอกว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ติวเตอร์ครับ ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวคืออะไรครับ ติวเตอร์คำว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หมายความว่าลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่ากองทรัพย์สิน เพราะฉะนั้นบางคนเป็นหนี้ร้อยล้านพันล้านไม่ได้หมายความว่าเขามีหนี้สินล้นพ้นตัวนะ ถ้าเขาเป็นหนี้ 100 ล้านแต่เขามีทรัพย์สิน 200 ล้านก็ไม่ได้มีหนี้หนี้สินล้นพ้นตัว ถูกมั้ยครับ ถ้าเขาเป็นหนี้พันล้านแต่เขามีทรัพย์สิน 2,000 ล้านก็ไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ถูกมั้ยครับ เพราะการจะมีหนี้สินล้นพ้นตัวได้ มันต้องเป็นกรณีที่มีหนี้สินมากกว่ากองทรัพย์สิน โอเค นะ เข้าใจนะครับ ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นหมายความว่าลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่ากองทรัพย์สิน โอเค ทรัพย์สินคุณมีเพียงแค่ 50 ล้านแต่คุณเป็นหนี้ตั้ง 100 ล้านอันนี้ถือว่าคุณมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว ทรัพย์สินคุณมีเพียงแค่ 2 ล้านแต่คุณมีหนี้ตั้ง 6 ล้านเห็นมั้ยฮะ หนี้สินมันมากกว่ากองทรัพย์สิน อันนี้ถือว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ท่านลองนึกภาพตามสิครับ ในทางปฏิบัติเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์จะมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เขาต้องนำสืบให้ได้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้มพ้นตัว เขาต้องนำสืบให้ได้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่ากองทรัพย์สิน เพราะฉะนั้นเขาจะต้องเอาพยานหลักฐานต่างๆมาแสดงต่อศาลเพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่าลูกหนี้คนเนี้ยมันมีหนี้สินเท่านี้นะ และมันมีทรัพย์สินเท่านี้นะ สุดท้ายแล้วหนี้สินมันมากกว่าทรัพย์สิน ลูกหนี้ก็เลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ท่านจะเห็นได้ว่าในทางปฏิบัติเนี่ย เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน หรือคุณจะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน สุดท้ายแล้วคุณจะต้องนำสืบให้ศาลเห็น คุณจะต้องเอาพยานหลักฐานต่างๆมาพิสูจน์ให้ศาลเชื่อให้ได้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้มพ้นตัว คุณจะต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อให้ได้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่ากองทรัพย์สิน ซึ่งมันเป็นไปได้ยากถูกมั้ยครับ มันเป็นไปได้ยาก ถ้าลองนึกภาพตามสิครับว่าถ้าเราเป็นเจ้าหนี้เนี่ย เราจะไปรู้ได้ไงว่าลูกหนี้คนนี้มันเป็นหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่ แล้วมันมีสินทรัพย์ทั้งหมดเท่าไหร่ เราจะไปรู้ได้ยังไงถูกมั้ยครับ มันอาจจะไม่ได้เป็นหนี้เราคนเดียว มันอาจจะเป็นหนี้คนทั้งซอยก็ได้ถูกมั้ยครับ ทรัพย์สินของมันล่ะ มันอาจจะมีแก้แหวนเงินทองเพชรนิลจินดา ที่ดินบ้านตึกแถวคอนโดมันอาจจะมีเยอะแยะ หรือมันอาจจะไม่มีเลย ใครจะไปรู้ถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติเนี่ย มันเป็นเรื่องยากที่จะที่จะมานำสืบให้ศาลเห็นว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว มันเป็นเรื่องยากที่จะมานำสืบให้ศาลเห็นว่าลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่ากองทรัพย์สิน กฎหมายเขาก็เลยต้องมีตัวช่วยครับ และตัวช่วยที่ผมกำลังพูดถึงนี้ก็คือมาตรา 8 อ่า ตัวช่วยที่ผมกำลังพูดถึงนี้คือมาตรา 8 มาตรา 8 เป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นครับ ท่านจำไว้เลยว่ามาตรา 8 เป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้น ถ้าเข้ากรณีใดกรณีนึงในมาตรา 8 กฎหมายบอกว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เขาก็จะนำสืบข้อเท็จจริงให้เข้ากรณีตามมาตรา 8 นึกออกมั้ยครับ เมื่อนำสืบข้อเท็จจริงให้เข้ากรณีตามมาตรา 8 ปุ๊บ กฎหมายก็จะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ถูกมั้ย แต่ระมัดระวังนะครับ มาตรา 8 ไม่ได้เป็นบทบังคับนะครับ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์บางคนอาจจะไม่ได้ใช้มาตรา 8 ก็ได้ ถ้าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เขามีความสามารถเพียงพอที่จะนำสืบให้ศาลเห็นได้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว มีความสามารถเพียงพอที่จะนำสืบให้ศาลเห็นได้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่ากองทรัพย์สิน โดยที่เขาไม่ได้ใช้ตัวช่วยตามมาตรา 8 เลย เขาก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 ก็ได้ครับ นึกมั้ยฮะ มาตรา 8 ไม่ใช่บทบังคับ เป็นเพียงแค่ตัวช่วยเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เท่านั้น นึกออกมั้ย แล้วมาตรา 8 ก็ไม่ใช่กฎหมายปิดปากนะ มาตรา 8 ไม่ได้บอกว่าให้ถือว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว มาตรา 8 บอกว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะฉะนั้นในกรณีที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ใช้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ในอีกมุมนึง ลูกหนี้เขาก็ยังสามารถนำสืบหักล้างได้นะ กฎหมายไม่ได้ปิดปากนะครับ ลูกหนี้ก็ยังสามารถนำสืบหักล้างได้ เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะมาดูก่อนที่เราจะมาดูรายละเอียดในมาตรา 8 เนี่ย ผมอยากบอกอยู่ 2 อย่าง 1 มาตรา 8 ไม่ใช่บทบังคับ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์จะใช้มาตรา 8 หรือจะไม่ใช้มาตรา 8 ก็ได้ นึกออกมั้ยฮะ เขาอาจจะใช้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 หรืออาจจะไม่ใช้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 ก็ได้ มาตรา 8 ไม่ใช่บทบังคับ 2 มาตรา 8 ไม่ใช่กฎหมายปิดปาก กฎหมายไม่ได้ให้ถือว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว นั่นแปลว่าต่อให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เขาใช้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ในอีกมุมนึง ลูกหนี้ก็ยังสามารถนำสืบหักล้างได้ว่าฉันมีทรัพย์สินอย่างนั้น ฉันมีทรัพย์สินอย่างนี้นะ นึกออกมั้ยครับ ได้นะ อ่ะ คราวนี้เรามาดูมาตรา 8 ลองเปิดตัวบทไปที่มาตรา 8 ครับ มาตรา 8 เนี่ยที่ใช้บ่อยจริงๆอ่ะนะครับ ที่ใช้บ่อยจริงๆจะมีเพียงแค่อนุ 9 เท่านั้นแหละ นึกมั้ย มาตรา 8 อนุอื่นแทบไม่ได้ค่อยแทบแทบไม่ค่อยมีการใช้เลย นึกมั้ยฮะ มาตรา 8 อนุอื่นแทบจะไม่มีการใช้เลย ที่ใช้บ่อยจริงๆจะเป็นอนุ 9 ครับ เพราะฉะนั้นอนุอื่น ๆเนี่ย ดูประกอบๆไปอาจจะไม่ต้องท่องก็ได้ แต่ถ้าอนุอื่นอาจารย์เขาเน้นน่ะนะครับ ผมก็จะมาบรรยายในคอร์สสรุปอีกทีนึง อ่า เดี๋ยวในคอร์สสรุปเรามาดูอนุอื่นๆ แต่ในตอนนี้ ผมขอพูดถึงอนุ 9 ก่อน ผมขอพูดถึงอนุ 9 ก่อน อนุ 9 บอกว่าถ้าลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่ามีการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ 2 ครั้ง ต้องเป็นการส่งหนังสือบอกกล่าว นะครับ บอกกล่าวด้วยวาจานี้ไม่นับนะ ต้องเป็นการส่งหนังสือบอกกล่าว บอกกล่าวไปยังลูกหนี้ให้ชำระหนี้ 2 ครั้ง หรือมากกว่านั้น ถูกมั้ยครับ 2 ครั้ง หรือมากกว่านั้น แล้วในแต่ละครั้งเนี่ยห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ในแต่ละครั้งห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แล้วลูกหนี้ยังเพิกเฉย ลูกหนี้ยังไม่ยอมชำระหนี้อีก นี่แหละเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 9 กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เห็นมั้ยครับ ก็จะถือว่าผ่านเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 1 เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เขาก็จะใช้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 9 เนี่ยแหละครับ 8 อนุอื่นๆ จะไม่ค่อยมีแนวคำพิพากษาฎีกาที่จะพอมี ฎีกาก็จะเป็น 8 อนุ 9 เพราะมันเกิดขึ้นบ่อย เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ที่จะฟ้องคดีล้มละลาย ส่วนใหญ่เขาจะใช้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 9 กันครับ และอีกอนุนึงอ่ะ อีกอนุ อยากพาไปดูอีกอนุนึงคืออนุ 5 ครับ อ่า อนุ 5 อนุ 5 นี่ก็มีการใช้บ่อยรองลงมาจากอนุ 9 อ่า ถ้าอนุ 9 เป็นพระเอก อนุ 5 ก็เป็นพระรอง ลองดูอนุ 5 ครับ ถ้าลูกหนี้ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี หรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ท่านขีดเส้นใต้ตรงที่ตัวตรงที่ตัวบทบอกว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ถ้าลองนึกภาพตามนะครับ ถ้านายเอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายกไก่ คงไม่ต้องอธิบายแล้วนะครับว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคืออะไร พี่ดิวสอนมาแล้วใช่มั้ยครับ นายเอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายกไก่ นายเอจะมาบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของนายกไก่ นายเอขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของนายกไก่ แต่ปรากฏว่านายกไก่ไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย นายกไก่ไม่มีอะไรที่เป็นชื่อของนายกไก่เลย บ้านก็ไม่มี ที่ดินก็ไม่ รถก็ไม่ มีทรัพย์สินอะไรที่จะยึดมาบังคับคดีได้ อันนี้ก็จะเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 5 ถูกมั้ยครับ อันนี้ก็จะเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 5 เพราะฉะนั้นนายเอในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งอยู่แล้ว ก็สามารถเอาหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องนายกไก่ให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายได้ นึกออกมั้ย โดยที่กรณีนี้เราถือว่าเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 5 แล้ว ผ่านเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 1 แล้ว สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว อันนี้เคลียร์นะ อันนี้ตรงตามตัวบท แต่ท่านลองนึกในอีกมุมหนึ่ง สมมุติว่าหนี้ตามคำพิพากษาที่นายกไก่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาใน A อยู่ มันเป็นจำนวนทั้งหมด 10 ล้านบาท ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาให้นายกไก่ชำระหนี้ให้กับนายเอ 10 ล้านบาท นายเอก็นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของนายกไก่ ปรากฏว่าทรัพย์สินของนายกไก่ที่จะยึดมาบังคับคดีได้เนี่ย มีเพียงแค่ 5 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ถึง 10 ล้าน มีเพียงแค่ 5 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ถึง 10 ล้าน ถ้านายเอซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะเอาหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องนายกไก่ให้ตกเป็นบุคคลล้มละลาย คำถามก็คือกรณีนี้จะถือว่าเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 5 มั้ย เออ จะถือว่าเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 5 มั้ย มาตรา 8 อนุ 5 ตัวบทเขียนว่าไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ตัวบทเขียนว่าถ้าจะเข้ากรณีตามมาตรา 8 อนุ 5 เนี่ย ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สิทธิ์ แต่ตัวอย่างที่ผมยกไปเมื่อสักครู่นี้ ลูกหนี้มันมีเพียงแต่มันไม่พอถูกมั้ยครับ ยังไงยังไงเขาก็ถือว่าเป็นกรณีที่ไม่มีครับ นึกออกมั้ย เพราะฉะนั้นมาตรา 8 อนุ 5 ไอ้ตัวบทที่เขียนว่าหรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ รวมไปถึงกรณีที่มีแต่ไม่พอนึกออกมั้ยครับ รวมไปถึงกรณีที่มีแต่ไม่พอด้วยโอเคนะครับ เพงั้นอย่างตัวอย่างเมื่อกี้ หนี้ตามคำพิพากษามี 10 ล้าน แต่ทรัพย์ที่สามารถยึดมาบังคับคดีได้มีเพียงแค่ 5 ล้าน อีก 5 ล้านที่เหลืออยู่ไหนไม่มี กรณีแบบนี้ก็ถือว่าเข้าสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 5 เหมือนกันครับ ดังนั้นแล้ว ถ้านายเอซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ต้องการที่จะเอาหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องนายกไก่ให้ตกเป็นบุคคลล้มละลาย กรณีนี้ก็สามารถฟ้องได้โดยถือว่าผ่านเงื่อนไขตามมาตรา 8 อนุ 5 แล้วเนื่องมั้ยครับ ถือว่าเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 5 แล้ว แล้วผ่านเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 1 แล้ว เพราะกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวได้นะ เคลียร์นะครับ

ทีนี้เรามาดูแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับมาตรา 8 กันสักนิดนึง ครับ ท่านเปิดไปในหน้า 5 ครับ เปิดไปในเอกสารหน้า 5 มันจะมีฎีกาที่ 798/2553 798/2553 ลองดูฎีกานี้ นิดนึงครับ สาระสำคัญของฎีกาเนี้ย กฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกากำลังจะบอกเราว่าไอ้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 เนี่ย เหตุการณ์ตามมาตรา 8 มันต้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหรือในขณะฟ้องคดีล้มละลาย นึกมั้ยครับ ไอ้ข้อเท็จจริงตามมาตรา 8 เนี่ย เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ไปใช้ข้อเท็จจริงตามมาตรา 8 ถูกมั้ย ข้อเท็จจริงตามมาตรา 8 ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อนหรือในขณะฟ้องคดีล้มละลาย เพราะฉะนั้น ถ้าลองนึกภาพตามครับ ถ้ามีการยื่นฟ้องคดีล้มละลายไปแล้ว ถ้าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์มีการยื่นฟ้องคดีล้มละลายไปแล้ว แล้วหลังจากนั้นค่อยมีการส่งหนังสือทวงถาม ส่งครั้งที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ผ่านไป 30 วัน ส่งครั้งที่ 2 ก็ยังไม่ชำระหนี้ ถามว่ากรณีแบบนี้เข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 9 มั้ย เข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 9 มั้ครับ ไม่เข้า เพราะอะไรครับ เพราะไอ้เหตุการณ์ที่คุณส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แล้วลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ ไอ้ข้อเท็จจริงตรงนี้มันเกิดขึ้นหลังจากที่คุณฟ้องถูกมั้ยครับ มันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังจากที่ คุณฟ้อง เพราะฉะนั้นไม่ถือว่าเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 9 ครับ ย้ำอีกทีนะครับ จะใช้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 ข้อเท็จจริงตามมาตรา 8 มันต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อนหรือในขณะฟ้องคดีล้มละลาย โอเค นะครับ อ่ะ ลองดูแนวคำพิพากษาซักกะฎีกานี้มีประเด็นเกี่ยวกับมาตรา 8 อนุ 4 อ่ะ ลองดูมาตรา 8 อนุ 4 นิดนึง ถ้าลูกหนี้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เพื่อประวิงการชำระหนี้หรือไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ 1 ออกไปจากราชอาณาจักร ออกไปนอกราชอาณาจักร 2 หายไปจากเคหสถานของที่อยู่ออกไปจากบ้านน่ะนะครับ 3 ย้ายทรัพย์ไปให้พ้นเขตอำนาจศาลอะไรพวกนี้นะครับ อ่ะ ลองดูฎีกานี้เนี่ย ข้อเท็จจริงก็คือว่านายเอเขาเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ครับ นายเอฟ้องนายกไก่ซึ่งเป็นลูกหนี้ ขอให้ศาลล้มละลายมีคำพิพากษาให้นายกไก่ตกเป็นบุคคลล้มลายนึกออกมั้ยครับ นายเอเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้นายกไก่ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ทีนี้เจ้าพนักงานเดินหมายของศาลล้มละลาย ก็มีการนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องคดีล้มละลายไปส่งให้ที่ภูมิลำเนาของนายกไก่ที่เป็นลูกหนี้ ปรากฏว่าเจ้าพนักงานเดินหมายของศาลล้มละลายไม่พบตัวนายกไก่ครับ ซึ่งคนแถวนั้นบอกว่านายกไก่ออกไปธุระ คนแถวนั้นบอกว่านายกไก่ย้ายที่อยู่ นายกไก่ออกไปธุระ นายกไก่ไปไหนก็ตามคือนายกไก่มันจงใจที่จะไม่อยู่บ้าน นึกออกมั้ยฮะ ท่านจะเห็นได้ว่าโอเคแหละ นายกไก่เขาจงใจออกไปจากบ้านเพื่อถ่วงเวลาเพื่อประวิงไม่ให้นายเอซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ แต่ถามว่าเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 4 มั้ย เข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 4 มั้ครับ คำตอบคือไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 4 เพราะอะไรครับ เพราะข้อเท็จจริงที่นายกไก่ลูกหนี้จงใจออกไปจากบ้านเพื่อประวิงการชำระหนี้ มันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังจากที่นายเอเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ฟ้องคดีต่อศาลล้มละลายแล้วถูกมั้ยครับ ถูกมั้ยฮะ ไอ้ข้อเท็จจริงที่นายกไก่ลูกหนี้จงใจออกไปจากบ้านเพื่อประวิงการชำระหนี้ มันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังจากที่นาย A ฟ้องเป็นคดีล้มละลายแล้วจริงมั้ย อย่างที่ผมบอกครับ ถ้าคุณจะใช้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 ไอ้ข้อเท็จจริงตามมาตรา 8 เนี่ย มันต้องเกิดขึ้นก่อนหรือในขณะฟ้องคดีล้มละลาย ถ้าข้อเท็จจริงตามมาตรา 8 เกิดขึ้นหลังจากฟ้องคดีล้มละลายไปแล้ว กรณีแบบนี้คุณจะมาอ้างมาตรา 8 ไม่ได้ครับ นึกออกมั้ยฮะ อ้างมาตรา 8 ไม่ได้ โอเค นะครับ อ่ะ ลองดูแนวคำพิพากษาซักกะฎีกานี้มีประเด็นเกี่ยวกับมาตรา 8 อนุ 9 อย่างที่บอกครับ มาตรา 8 อนุ 9 ใช้บ่อยที่สุด มาตรา 8 อนุ 9 ในทางปฏิบัติจะใช้บ่อยที่สุด ท่านจำไว้ โดยปกติแล้วอ่ะ ในกฎหมายเรื่องตัวการตัวแทนนะครับ ผมจำเลขมาตราไม่ได้ต้องขออภัยด้วย ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องของตัวการตัวแทน มันมีมาตรานึงเขียนไว้ กฎหมายบังคับไว้ว่ากิจการอะไรก็ตามที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ การแต่งตั้งตัวแทนให้ไปทำกิจการอันนั้นคุณก็ต้องแต่งตั้งตัวแทนเป็นหนังสือด้วย สมมุติว่านิติกรรมอันเนี้ย มันมีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ การที่คุณจะแต่งตั้งตัวแทนไปทำนิติกรรมอันนี้ คุณต้องทำเป็นหนังสือด้วยเหมือนกัน การแต่งตั้งตัวแทนก็ต้องถ้าเป็นหนังสือด้วยเหมือนกัน นึกออกมั้ยครับ มันมีมาตรานี้เขียนไว้อยู่ ซึ่งผมจำไม่ได้นะครับ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะบอกท่านก็คือการทวงหนี้อ่ะครับ มันไม่ได้เป็นสิ่งที่กฎหมายบังคับไว้ว่าต้องทำเป็นหนังสือถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งตัวแทนให้ไปทวงหนี้ก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือถูกมั้ยครับ การทวงหนี้อ่ะ มันไม่ได้เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับว่าจะต้องทำเป็นหนังสือ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะแต่งตั้งคนสักคนนึงให้ไปทวงหนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือแต่งตั้งถูกมั้ยครับ ก็สามารถใช้บังคับได้ เพราะฉะนั้นระมัดระวังนะครับ การทวงหนี้อย่างที่บอกมันไม่ไดมีกฎหมายบังคับว่าจะต้องทำเป็นหนังสือ ไม่ได้มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งตัวแทนให้ไปทวงหนี้ก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือครับ เพราะฉะนั้นมันอาจจะเป็นกรณีที่ก่อนฟ้องคดีล้มละลาย เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์มีการแต่งตั้งทนายความให้ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปให้ลูกหนี้ นึกมั้ยครับ แต่งตั้งทนายความให้ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปให้ลูกหนี้ แล้วทนายความที่ เป็นตัวแทนของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์อ่ะนะครับ ก็มีการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปในนามของทนายความมั้ย มันจะเกิดขึ้นบ่อยมากครับ กรณีนี้เราก็ถือว่าเข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 9 แล้วนะครับ และพึงระวังเอาไว้ว่าการที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เขาแต่งตั้งทนายความเป็นตัวแทนในการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามเนี่ย อย่างที่บอกครับ ไอ้การทวงหนี้ ไอ้การทวงถามไม่ชำระหนี้เนี่ย มันไม่มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องทำเป็นหนังสือ เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งทนายความมันก็ไม่มีกฎหมายบังคับว่าการแต่งตั้งทนายความจะต้องทำเป็นหนังสือเหมือนกันถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นในมุมของลูกหนี้อ่ะครับ ลูกหนี้จะมาอ้างได้มั้ยว่าเฮ้ย การแต่งตั้งทนายความไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ คุณแต่งตั้งทนายความด้วยวาจา เพราะฉะนั้นการทวงหนี้ไม่สมบูรณ์ เมื่อการทวงหนี้ไม่สมบูรณ์ การทวงหนี้มันใช้ไม่ได้ก็ไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 9 ถามว่าลูกหนี้อ้างได้มั้ย คำตอบคือลูกหนี้อ้างไม่ได้ครับ ด้วยเหตุผลอย่างที่ผมบอกว่าการทวงหนี้มันไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ ไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งให้คนมาทวงหนี้มันก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ เพราะฉะนั้นลูกหนี้จะมาอ้างว่าเฮ้ยไม่มีหนังสือแต่งตั้งให้ทนายความมาทวงหนี้ การทวงหนี้จึงใช้ไม่ได้ ลูกหนี้อ้างไม่ได้ครับ ฟังไม่ขึ้น โอเค นะครับ ได้นะ ฝากตรงนี้ไว้สักนิดนึงนะครับ ลองดูฎีกานิดนึงครับ ลองดูฎีกานิดนึงในชีทหน้า 5 จะมีฎีกาที่ 6958/2527 6958/2527 ในชีทหน้า 5 นะครับ นายกไก่เป็นหนี้นายเออยู่ 2 ล้านบาท เราเรียนล้มละลายเนี่ย ผมจะให้นายเอเป็นเจ้าหนี้ตลอดนะ ผมจะให้นายเอเป็นเจ้าหนี้ตลอด เพราะงั้นถ้าท่านเรียนล้มละลายกับผม ท่านเจอคำว่านายเอ ท่านเจอไอ้นายเอนายเอเป็นเจ้าหนี้เสมอ ส่วนนายกไก่ก็จะเป็นลูกหนี้เสมอนะครับ นายกไก่เป็นลูกหนี้นายกไก่เป็นหนี้ นายเออยู่ 2 ล้านบาท ต่อมานายเอมีการมอบหมายให้ทนายความส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังนายกไก่ครับ ทนายความเขาก็มีการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังนายกไก่ 2 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งก็ห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ปรากฏว่านายกไก่ก็ยังเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ให้กับนายเอ หลังจากนั้นนายเอก็มาฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้มละลายครับ พอนายกไก่ถูกฟ้องเป็นคดีล้มลายนายกไก่ก็ต่อสู้ว่าเฮ้ย กรณีแบบนี้มันไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 9 นะ เพราะ 1 ประเด็นแรก หนังสือบอกกล่าวทั้ง 2 ฉบับ มีการลงลายมือชื่อทนายความ ไม่ได้มีการลงลายมือชื่อนายเอซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ เพราะงั้นหนังสือทวงถามทั้ง 2 ฉบับนี้ใช้ไม่ได้ และ 2 นายกไก่อ้างว่าถึงแม้จะฟังได้ว่าทนายความเป็นตัวแทนของนายเอ แต่นายเอซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ก็ไม่ได้มีหนังสือแต่งตั้งทนายความมาแสดงต่อศาล ท่านจะเห็นได้ว่าข้อต่อสู้ทั้ง 2 ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นถูกมั้ยครับ เพราะอะไร อย่างแรกเลย ศาลฎีกาเขาฟังว่าก็ทนายความเขาเป็นตัวแทนของนายเอซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ นายเอนายเอซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เขาแต่งตั้งทนายความให้เป็นตัวแทนในการทวงหนี้ ถูกมั้ยครับ 2 ศาลฎีกาบอกว่าก็การทวงหนี้กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องทำเป็นหนังสือกฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งทนายความก็ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ถูกมั้ย ไม่จำเป็นต้องเอาหนังสือแต่งตั้งทนายความให้ไปทวงหนี้มาแสดงต่อศาล โอเค นะครับ ได้นะ ทีนี้ท่านดูฎีกาที่ 12340/2558 ในชีทหน้า 4 กับฎีกาที่ 6605/2560 ในชีทหน้า 5 นิดนึง ครับ 12340/58 ในชีทหน้า 4 กับ 6605/2560 ส่วนในชีทหน้า 5 จาก 2 ฎีกานี้ ผมสรุปให้ท่านเข้าใจง่ายๆอย่างนี้ครับ กรณีที่ลูกหนี้มีการหลีกเลี่ยงไม่รับหนังสือบอกกล่าวทวงถาม จงใจไม่ยอมรับหนังสือบอกกล่าวทวงถาม หรือกรณีที่มีบุคคลอื่นที่รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามเอาไว้แทนลูกหนี้ กรณีแบบนี้เราถือว่าลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถามแล้วนะครับ ได้นะ ย้ำอีกทีนะ กรณีที่ลูกหนี้จงใจหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับหนังสือบอกกล่าวทวงถาม หรือกรณีที่มีผู้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามเอาไว้แทนลูกหนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย กรณีแบบนี้เราต้องถือว่าลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถามแล้วตามมาตรา 8 อนุ 9 ฎีกา 2 ฎีกานี้ข้อเท็จจริงคล้ายกันครับ ก็คือ ก่อนฟ้องคดีล้มละลาย นายเอซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ เามีการมอบหมายให้ทนายความส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังนายกไก่ซึ่งเป็นลูกหนี้ และทนายความก็มีการส่งหนังสือบอกกล่าวไปทั้งหมด 2 ครั้งด้วยกัน แต่ละครั้งก็ห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ปรากฏว่าการส่งหนังสือบอกกล่าวในครั้งแรก การส่งหนังสือบอกกล่าวในครั้งแรกนะครับ ภรรยาของนายกไก่เป็นคนรับไว้แทน ภรรยาของลูกหนี้เป็นคนรับไว้แทนน่ะนะครับ ส่วนการส่งในครั้งที่ 2 บุรุษไปรษณีย์พนักงานไปรษณีย์แจ้งว่าไม่มีผู้มารับภายในกำหนด ท่านจะเห็นได้ว่าการส่งครั้งแรกไม่มีปัญหา เป็นกรณีที่มีบุคคลอื่นรับไว้แทนลูกหนี้ ถูกมั้ยครับ ส่วนการส่งครั้งที่ 2 ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์มีการส่งหนังสือบอกกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ก็ไม่สามารถส่งได้เพราะอะไร เพราะลูกหนี้จงใจหลีกเลี่ยงไม่ยอมมารับหนังสือบอกกล่าวทวงถาม ถูกมั้ยครับ ศาลฎีกาก็เลยถือว่ากรณีนี้ลูกหนี้ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามในครั้งที่ 2 แล้ว ต้องถือว่าลูกหนี้ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามในครั้งที่ 2 แล้ว ครับ เพราะฉะนั้นก็เข้าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อนุ 9 โอเค นะครับ ได้นะ เคลียร์นะ ครับ

ทีนี้มาตรา 9 อนุ 1 ไอ้คำว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทุกคนเข้าใจแล้วนะครับว่าหมายความว่าอะไร หมายความว่าลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่ากองทรัพย์สิน ซึ่งมันก็จะโยงไปที่ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 อย่าลืมว่าข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 เนี่ย เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ไม่ใช่บทบังคับว่าจะต้องเข้ามาตรา 8 ถูกมั้ยครับ 2 ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 เนี่ย มันไม่ใช่กฎหมายปิดปาก เพราะฉะนั้นต่อให้มีการใช้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 ลูกหนี้ก็ยังสามารถนำสืบหักล้างได้อยู่ และอย่าลืมนะ ครับการจะใช้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 ข้อเท็จจริงตามมาตรา 8 จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อนหรือในขณะฟ้องคดีล้มละลาย ถ้าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังจากฟ้องคดีล้มละลายแล้ว มันไม่เข้ามาตรา 8 โอเค นะ ทีนี้ท่านเปิดไปในชีทหน้า 5 ครับ มันจะมีฎีกาที่ 4287/2543 4287/2543 ท่านจำไว้นะครับ เวลาข้อสอบเขาออกไม่ออกแบบง่ายๆเพื่อเป็นการดูถูกความสามารถพวกเราหรอก หลายคนก็จะบอกว่าโอ๊ย เวลาไปทำข้อสอบเนี่ย อยากจะให้อาจารย์ดูถูกเราเหลือเกิน ออกมานะครับข้อสอบที่มันง่ายๆอย่าอยากให้อาจารย์ออกง่ายๆถูกมั้ยครับ แต่ อาจารย์เค้าไม่ออกง่ายๆครับ เค้ามองว่ามันจะเป็นการดูถูกความสามารถพวกเราเกินไป เออ เด็กนักเรียนนักศึกษาอ่านกันมาทั้งเทอม อาจารย์จะออกประเด็นเดียวได้ยังไงถูกมั้ย เดี๋ถ้าเด็กอ่านกันมาทั้งเทอมแล้วอาจารย์ออกประเด็นเดียวเนี่ย ก็โดนเด็กด่าอีก เด็กก็จะมาบอกอุ๊ยแล้วอย่างนี้จะให้อ่านมาเยอะแยะทำไม ถ้าข้อสอบมันจะง่ายขนาดนี้อาจารย์เขาก็ต้องออกให้มันยากๆหน่อย ให้มันสมกับที่เราพยายามมาทั้งเทอมถูกมั้ยฮะ ท่านจะระวังไว้นะครับ เวลาข้อสอบเขาออกเนี่ย บางทีเขาไม่ได้ออกลูกหนี้คนเดียวเนี่ย เขาออกลูกหนี้หลาย ก ข ค เอามา 3 คนเลยครับ ก ข ค 3 คนนี้ไปกู้ยืมเงินนายเอ้อก ข ค 3 คนนี้ไปกู้ยืมเงินเอ เห็นมั้ยข้อสอบเออกมาให้มีลูกหนี้หลายคน สิ่งที่ผมกำลังจะบอกท่านก็คือกรณีที่มีลูกหนี้หลายคนนะครับ การที่ลูกหนี้ร่วมคนใดคนนึงไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว การที่ลูกหนี้ร่วมคนใดคนนึงมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ได้ มันจะส่งผลไปถึงลูกหนี้คนอื่นที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวนะ ย้ำอีกทีนะ การที่ลูกหนี้ร่วมคนนึงคนใดไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว การที่ลูกหนี้ร่วมคนนึงคนใดมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ได้ มันจะไม่ส่งผลไปถึงลูกหนี้คนอื่นที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะอะไร ท่านจำคำนี้ไว้ครับ เพราะการจะพิจารณาว่าลูกหนี้คนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคน เพราะฉะนั้นประโยคในภาษากฎหมายที่เป็นประโยคท้องที่ท่านควรจะเอาไปเขียนตอบข้อสอบกรณีที่มีลูกหนี้หลายคน การพิจารณาว่าลูกหนี้คนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคน ลองดูฎีกาครับ 4287/2543 4287/2543 ในชีทหน้า 5 นะครับ คดีนี้นายเอเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ฟ้องนายกไก่ กับนายขไข่ให้ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ทันนะ นายเอเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ฟ้องนายก ไก่กับนายขไข่ให้ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ปรากฏว่าในวันนั่งพิจารณา ศาลพิจารณาแล้วว่านายกไก่เขาไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัวนะ นายกไก่เขายังมีทรัพย์สินอย่างอื่นเพียง ยังพอที่จะสามารถชำระหนี้ให้กับนายเอได้ ส่วนนายขไข่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมอีกคนนึง นายขไข่ไม่ได้นำพยานหลักฐานใดๆมาสืบให้ ศาลเห็นเลย นายขไข่ไม่ได้เอาพยานหลักฐานอะไรมาสืบให้ศาลเห็น ศาลก็เลยพิจารณาว่านายขไข่เป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ท่านจะเห็นได้ว่าการจะพิจารณาว่าลูกหนี้คนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ มันเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคนถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นถึงแม้นายกไก่จะไม่ ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ถึงแม้นายกไก่จะมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้กับนายเอได้ มันก็ไม่ได้ส่งผลไปถึงนายขไข่นะครับ เนื่องมั้ยครับ การที่นายกไก่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้กับนายเอได้ นายขไข่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างว่าเฮ้ย กรณีนี้ฉันไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัวนะ กรณีนี้ศาลจะพิพากษาให้ฉันตกเป็นบุคคลล้มละลายไม่ได้นะ กรณีนี้ศาลจะสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของฉันเด็ดขาดไม่ได้นะ นายขไข่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างไม่ได้ครับ นึกออกมั้ย เพื่อนเขามีทรัพย์สิน เพื่อนเขาไม่ได้มีหนี้สินล้นตัวก็เป็นเรื่องของเขา คุณมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือเปล่า คุณมีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะฉะนั้นคุณก็ถูกฟ้องให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายได้ เห็นมั้ยครับ คือแยกจากอ่า ได้นะ ในมุมของลูกหนี้ร่วมเนี่ย แยกจากกัน เพราะฉะนั้นคดีแบบเนี้ย สุดท้ายแล้วศาลเขาก็จะยกฟ้องในส่วนของนายกไก่ นึกออกมั้ยครับ ศาลล้มละลายก็จะยกฟ้องในส่วนของนายกไก่ แล้วก็ จะสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายขไข่อ่า ก็จะมี การสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายขไข่ โอเค นะครับ ได้นะ อ่ะ เคลียร์ผ่านมาตรา 9 อนุ 1 โยงไปมาตรา 8 นะคราวนี้เรามาดูมาตรา 9 อนุ 2 เรามาดูมาตรา 9 อนุ 2 ครับ มาตรา 9 อนุ 2 บอกว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ ท่านดูนะ ลูกหนี้เป็นหนี้ผู้เป็นโจทย์ไม่ใช่สิ พูดผิด ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท แต่ถ้าลูกหนี้คนนั้นเป็นนิติบุคคลไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทจะขยับขึ้นมาเป็นไม่น้อยกว่า 2 ล้าน นึกออกมั้ยครับ ผมขออนุญาตไม่ได้อ่านมาตรา 9 อนุ 2 แบบเป๊ะๆทุกคำอ่ะนะครับ คือถ้าจะอ่านให้เป๊ะแบบทุกคำ มาตรา 9 อนุ 2 บอกว่าลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท ถูกมั้ยครับ แต่ถ้าสรุปง่าย เงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 2 ลูกหนี้จะต้องเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นนิติบุคคล จากคำว่าไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทจะขยับขึ้นมาเป็นไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท หลักเกณฑ์ตรงนี้ท่านระวังนะครับ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ถ้ามีคนเดียวก็ต้องได้ความว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์คนเดียวเนี้ยไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ถูกป่ะ แต่ถ้าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์มีหลายคน ถ้าเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์มีหลายคน ก็จะต้องได้ความว่าลูกหนี้คนนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์หลายคน พวกเนี้ยเป็นเงินจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท เพราะฉะนั้นท่านลองพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้ครับ นายกไก่เป็นหนี้นาย A อยู่ 1 ล้านบาท เป็นหนี้นาย B อยู่ 500,000 และเป็นหนี้นาย C อยู่ 500,000 ทันนะ คือนายกไก่เนี่ยเป็นหนี้ทั้งหมด 2 ล้าน นึกออกมั้ยครับ นายกไก่เป็นหนี้ทั้งหมด 2 ล้าน แบ่งเป็นหนี้ของนาย A ล้าน หนี้ของนาย B อีก 500,000 และหนี้ของนาย C อีก 500,000 ได้นะ A ล้าน B 500,000 C 500,000 แน่นอนครับ ถ้านาย A คนเดียวเป็นคนฟ้องคดีล้มละลาย นาย A คนเดียวเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ แล้วมาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย กรณีนี้ นายเอก็สามารถฟ้องได้ถูกมั้ยครับ ถือว่าเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ

แล้วเพราะนายกไก่เป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์คนเดียวไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ถูกป่ะ แต่ถ้าลองนึกภาพตาม ถ้านาย B คนเดียว นาย B คนเดียวมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายนาย A ไม่ได้ฟ้องนะ ครับ นาย C ไม่ได้ฟ้องนะครับ นายนาย B คนเดียวมาฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้มละลาย ท่านจะเห็นได้ว่านายกไก่ซึ่งเป็นลูกหนี้ เขาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เพียงแค่ 500,000 บาทเท่านั้น ถูกมั้ย นายกไก่เขาเป็นลูกหนี้ของนาย B เพียงแค่ 500,000 บาทเท่านั้น จริงมั้ยครับ

เพราะฉะนั้นถามว่าเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 2 มั้ ก็ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 2

ในทางกลับกัน ถ้านาย B แทคทีมกันกับนาย C นาย B จับมือกันกับนาย C ร่วมกันเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ อ่า มาเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ร่วมกัน B เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์คนที่ 1 C เป็นเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์คนที่ 2 ร่วมกันมาฟ้องขอให้นายกไก่ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ท่านจะเห็นได้ว่านายกไก่เป็นหนี้นาย B ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์คนที่ 1 อยู่ 500,000 และนายกไก่เป็นหนี้นาย C ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์คนที่ 2 อีก 500,000 รวมกันแล้วก็ไม่น้อยกว่า 1 ล้าน ถูกมั้ยครับ รวมกันแล้วก็ไม่น้อยกว่า 1 ล้าน เพราะฉะนั้นถ้า B กับ C จับมือกันแล้วเป็นเจ้าหนี้พูดเป็นโจทย์ร่วมกัน มันก็เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 2 ครับ ถูกมั้ย เพราะนายกไก่ซึ่งเป็นลูกหนี้ คุณเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์หลายคนเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทไง ถูกมั้ยครับ ได้นะ เคลียร์นะครับ

9 อนุ 2 ไม่มีดี ค่ะมีแต่หลักกฎหมายล้วนๆนะฮะ ระมัดระวังนะ ครับ ตัวบทใช้คำว่า "ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท" ตัวบทใช้คำว่า "ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท" หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่าถ้าหนี้มัน 1 ล้านบาทพอดี มันก็คือไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทป่ะ จริงมั้ย หมายความว่าถ้าหนี้มัน 1 ล้านบาทพอดี 1 ล้านบาทพอดีก็ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทไง ก็ถือว่าฟ้องได้ ถือว่าเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 2 แล้ว ถูกมั้ยครับ

แล้วก็ระมัดระวังให้ดีว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกหนี้เป็นนิติบุคคล จาก "ไม่น้อยกว่า 1 ล้าน" จะขยับขึ้นมาเป็น "ไม่น้อยกว่า 2 ล้าน" โอเคนะ เคลียร์นะครับ สำหรับมาตรา 9 อนุ 2

คราวนี้เรามาดูมาตรา 9 อนุ 3 ครับ มาตรา 9 อนุ 3 เนี่ยในปีที่ผ่านมาในสมัยที่ 77 นะครับ ข้อสอบเอาไปออกแล้ว ข้อสอบไม่ได้ออกเรื่องอื่นเลย ออกแต่มาตรา 9 อนุ 3 เนี่ยแหละ เรามาดูมาตรา 9 อนุ 3 กัน ครับ

มาตรา 9 อนุ 3 บอกว่าหนี้ที่จะนำมาฟ้องลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายได้เนี่ย มันจะต้องเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน นะ นึกออกมั้ย หนี้ที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์จะนำมาฟ้องลูกหนี้เพื่อให้ลูกหนี้ตกเป็นบุคคลล้มละลายได้ หนี้้นั้นจะต้องเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนครับ ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพันหรือในอนาคตก็ตาม เดี๋ยวไอ้คำว่า "ไม่ว่าจะถึงกำหนดชำระโดยพันหรือในอนาคตก็ตาม" เนี่ย เดี๋ยวไอ้คำนี้เราจะมาเรียนกันในตอนหลัง เรามาทำความเข้าใจคำว่า "หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน" ก่อน

ท่านจะเห็นได้ว่าหนี้ที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์จะนำมาฟ้องลูกหนี้ให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายได้ มันจะต้องเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ถูกมั้ยครับ มันก็จะมีคำถามตามมาอีกว่าติวเตอร์ครับ แล้วนี่หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน หมายความว่าอะไรครับ ติวเตอร์ หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน หมายความว่าหนี้ที่สามารถคิดคำนวณได้อย่างชัดเจนว่า ณ วันฟ้องคดีล้มละลายเนี่ย ลูกหนี้เขาเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่ นึกมั้ยครับ ในทางกลับ ณ วันฟ้องคดีล้มละลายยังไม่สามารถคิดคำนวณเป็นจำนวนเงินได้ว่าอ่ะ ท้ายที่สุดแล้วลูกหนี้มันเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่ อันนี้ก็จะเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน นึกออกมั้ย

เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปอ่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน หนี้ตามเช็ค หนี้ตามสัญญาซื้อขาย หนี้ตามสัญญาจ้างแรงงาน หนี้ตามสัญญาจ้างทำ หนี้ที่ผมพูดไปพวกเนี้ย เราถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำได้ จำนวนได้โดยแน่นอนทั้งหมดแหละครับ นึกมั้ย หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน หนี้ตามเช็ค หนี้ตามสัญญาจ้างแรงงาน หนี้ตามสัญญาซื้อขาย หนี้ตามสัญญาจ้างทำของ หนี้โดยทั่วไปส่วนใหญ่ถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ถูกมั้ยครับ เพราะมันก็สามารถคิดคำนวณได้อยู่แล้วว่า ณ วันฟ้องเนี่ย ลูกหนี้มันเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่ นึกออกมั้ย

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นหนี้ตามคำพิพากษา ถ้ามันเป็นหนี้ที่ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษามาแล้ว ไม่ว่าจุดเริ่มต้นมันจะเป็นหนี้อะไรก็ตามนะ ไม่ว่าจุดเริ่มต้นมันจะเป็นหนี้อะไรก็ตาม ถ้าท้ายที่สุดแล้วเป็นหนี้ตามคำพิพากษา ถ้าเป็นหนี้ที่ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษามาแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะเอาหนี้ตามคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งมาฟ้องลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ตกเป็นบุคคลล้มละลาย มาฟ้องเป็นคดีล้มละลายอีก ล้านเปอร์เซ็นต์นะ ล้านเปอร์เซ็นต์ หนี้ตามคำพิพากษามันก็เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนอยู่แล้ว เพราะมันมีคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งมาแล้ว ถูกมั้ย

ได้นะ ทีนี้ติวเตอร์ครับ แล้วหนี้อะไรบ้าง ที่มันเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ท่านจำไว้เลยครับ หนี้ละเมิด หนี้ละเมิด ท่านจำไว้เลย หนี้ละเมิดเนี่ยเราถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนครับ ลองเปิดไปในชีทหน้า 9 ครับ ในชีทหน้า 9 จะมีฎีกาที่ 6068/2558 เจอมั้ครับ 6068/2558 คดีนี้นายกไก่ทำสัญญาเช่าที่ดินของนายเอ ครับ นายกไก่ทำสัญญาเช่าที่ดินของนายเอ ปรากฏว่าเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้วนายกไก่ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินที่เช่าครับ นายเอเขาก็เลยคิดคำนวณเป็นค่าเสียหายทั้งหมด 1 ล้านบาท นายเอ บอกว่าเฮ้ยในระยะเวลา 10 เดือนที่มันอยู่โดยละเมิดเนี่ย ชั้นเสียหายล้านหนแสน 10 เดือนอยู่มา 10 เดือนชั้นเสียหายล้านหนเอในฐานะที่เป็นเจ้าของที่ดินเขาก็เอาหนี้ก้อนเมาฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้มละลาย ท่านจะเห็นได้ว่าหนี้ที่นายเอนำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายเนี่ย มันเป็นหนี้ค่าเสียหายในมูลละเมิด ถูกมั้ยครับ ซึ่งการจะยืนยันได้ว่าในที่สุดแล้วนายกไก่เป็นหนี้นายเอ อยู่เท่าไหร่ ท้ายที่สุดแล้วศาลจะต้องเป็นคนกำหนดค่าเสียหาย ถูกมั้ยครับ เพราะสุดท้ายแล้วอำนาจในการกำหนดค่าเสียหายในมูลเมิด มันเป็นอำนาจของศาล ถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้น หนี้ค่าเสียหายที่นายเอกำหนดเองเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาทแล้วเอามาฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้มละลาย เราถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนครับ ก็ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 3 ท่านตั้งหลักไว้เลยว่าถ้ามันเป็นหนี้ละเมิด อ่า ถ้ามันเป็นหนี้ละเมิดอ่ะนะครับ หนี้ละเมิดเราถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่สามารถนำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้ เพราะยังไงก็ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 3 โอเคนะครับ ได้นะ

ทีนี้ท่านเปิดไปในชีทหน้า 6 นิดนึงครับ เปิดไปในชีทหน้า 6 ท่านดูฎีกาที่ 3099/2558 สักนิดนึงครับ 3099/2558 ในชีทหน้า 6 ประเด็นที่ผมกำลังจะพูดถึงผมขอเท้าความไปประโยคที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้สักนิดนึงครับ ท่านจำได้มั้ยผมบอกท่านว่าถ้ามันเป็นหนี้ตามคำพิพากษา ถ้ามันเป็นหนี้ที่ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษามาแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะเอาหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องฟ้องลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เอาหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องเป็นคดีล้มละลายอีกครั้งหนึ่ง ไอ้หนี้ตามคำพิพากษาเนี่ย ล้านเปอร์เซ็นต์ผมบอกเลยว่าล้านเปอร์เซ็นต์เราถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว นึกออกมั้ยครับ เราถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว ไม่ว่าจุดเริ่มต้นมันจะมาจากหนี้ละเมิด จุดเริ่มต้นมันจะมันจะจะมาจากหนี้อะไรก็ตามอ่ะ ถ้ามันเป็นหนี้ตามคำพิพากษา เอามาฟ้องเป็นคดีล้ม

ถึงแม้ว่าคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็ตาม ถึงแม้ว่าคดีแพ่งที่ศาลมีคำพิพากษาเนี่ย จะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่เราก็ถือว่ามันมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ยังผูกพันคู่ความอยู่ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 145 ถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้น หนี้ตามคำพิพากษา เอามาฟ้องเป็นคดีล้ม ยังไงยังไงก็ถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ถึงแม้ว่าคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งมันจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม ยังไงยังไงเราก็ถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วครับ

ในชีทหน้า 6 ฎีกาที่ 3099/2558 ครับ คดีนี้เป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เค้าเอามูลหนี้ที่เป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งมาฟ้องให้ลูกหนี้ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งลูกหนี้ก็ให้การต่อสู้ว่า หนี้ตามคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งเนี่ย คดีแพ่งคดีนั้นมันยังไม่ถึงที่สุด เพราะลูกหนี้ยื่นอุทธรณ์คดีแพ่งดังกล่าวนั้นอยู่ และตอนนี้คดีแพ่งนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคดีแพ่งคดีนั้นศาลอุทธรณ์อาจจะพิพากษายกฟ้องหรืออาจจะพิพากษาลดจำนวนหนี้ลงมาก็ได้ เพราะฉะนั้น หนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์นำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายคดีนี้ ถือว่าเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 3 ที่จะนำมาฟ้องลูกหนี้ให้เป็นคดีล้มละลายได้ นี่คือข้อต่อสู้ของลูกหนี้นะครับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอะไรครับ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าถึงแม้มันจะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์นำมาฟ้องล้มละลาย และคดีแพ่งนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม แต่เมื่อหนี้ในคดีแพ่งนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้เป็นจำนวนเงินที่แน่นอนแล้ว ลูกหนี้ซึ่งมีฐานะเป็นคู่ความในคดีก็ต้องผูกพันในกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับตั้งแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาจนกว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นจะถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขกลับหรืองดเสีย ถูกมั้ยครับ เมื่อคดีแพ่งนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแก้ไขหรือกลับ ยังไงยังไงลูกหนี้ก็อยู่ในฐานะที่เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งนั้น ยังไงยังไงลูกหนี้ก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้นั้นอยู่ ถูกมั้ยครับ

ได้นะ ศาลฎีกาก็บอกว่าการที่มีการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลในคดีแพ่ง มันไม่ได้ทำให้หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว กลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแต่อย่างใด ฎีกานี้ประเด็นนี้ออกข้อสอบไปปีที่แล้วครับ นึกมั้ย เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เขาเอาหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องให้ลูกหนี้ตกเป็นบุคคลล้มละลัด ลูกหนี้มันก็ต่อสู้ว่าเฮ้ย หนี้ตามคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งน่ะ คดีแพ่งนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ท้ายที่สุดแล้วศาลอุทธรอาจจะพิพากษากลับให้ยกฟ้องก็ได้ ท้ายที่สุดแล้วศาลอุทธรอาจจะพิพากษาลดจำนวนหนี้ลงก็ได้ เพราะฉะนั้น หนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เอามาฟ้องเป็นคดีล้มละลายคดีนี้ มันก็เลยเป็นหนี้หนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน นี่คือข้อต่อสู้ของลูกหนี้ ศาลฎีกาก็วินิจฉัยอย่างที่ผมบอกไปอ่ะครับ นึกมั้ยฮะ ศาลฎีกาก็วินิจฉัยบอกว่าเฮ้ย ถึงแม้ว่าคดีแพ่งคดีนั้นจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่ในเมื่อศาลชั้นต้นเขามีคำพิพากษามาแล้ว แล้วคำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังไม่ได้ถูกกลับ ยังไม่ได้ถูกแก้ ยังไงยังไงลูกหนี้คุณก็ยังมีฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ คุณก็ต้องมีหน้าที่ คุณก็ต้องผูกพันรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ ถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้น ศาลฎีกาก็เลยสรุปได้ การที่คดีแพ่งนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่มีการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งนั้นไม่ได้ทำให้หนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน กลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแต่อย่างใด เห็นมั้ยครับ

ได้นะ เพราะฉะนั้นจำไว้ครับ ในกรณีที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เขาเอาหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องเป็นคดีล้มหลัย ย้ำอีกทีว่าล้านเปอร์เซ็นต์ ล้านเปอร์เซ็นต์ ยังไงยังไงเราก็ถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน นึกออกมั้ย เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 3 แล้ว ถึงแม้ว่าคดีแพ่งนั้นจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็ตาม โอเคนะครับ ได้นะ

ในชีทหน้า 9 มีฎีกาที่ 540/2566 ในชีวิตหน้า 9 นะครับ มีฎีกาที่ 540/2566 ฎีกานี้ก็เป็นอีกหนึ่งฎีกาที่ต้องจำข้อเท็จจริงเป็นพิเศษ แต่ในปีนี้ไม่ต้องจำ เพราะปีที่แล้วออกไปแล้ว ปีที่แล้วก็มีการเอาฎีกาที่ 540/2566 ไปออกข้อสอบครับ ถ้าออกแล้วก็คงไม่เอามาออกอีกถูกป่ะ เพราะงั้นปีนี้ฎีกานี้ไม่ต้องจำแล้ว แต่ผมจะให้ดูเป็นกรณีพิเศษครับ ท่านจำไว้เลยครับ หนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าซึ่งเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ได้จ่ายไป ถึงแม้จะมีเพียงแค่ใบแจ้งหนี้ที่แจ้งมายังลูกหนี้แล้ว ถึงแม้หนี้ดังกล่าวจะไม่ใช่หนี้ตามคำพิพากษา แต่เราก็ถือว่าเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วนะครับ อ่ะ ลองดูข้อเท็จจริง ไอดีกาที่ 540/2566 คดีนี้เป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ เขาเอาหนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าที่ตัวเองได้จ่ายไป มาฟ้องลูกหนี้ขอให้ลูกหนี้ตกเป็นบุคคลล้มละลายครับ ก็คือนายกไก่เนี่ยไปเช่าทรัพย์สินชิ้นนึงจากนายเอ นายเอเป็นเจ้าของอ่ะนะครับ นายกไก่ไปเช่าทรัพย์สินชิ้นนึงจากนายเอ ปรากฏว่านายกไก่ไปทำให้ทรัพย์สินชิ้นนี้เสียหาย นึกออกมั้ย นายกไก่ไปทำให้ทรัพย์สินชิ้นนี้เสียหาย นายเอเค้าก็ต้องเอาทรัพย์สินของเขาไปซ่อม นึกออกป่ะ นายเอในฐานะที่เค้าเป็นเจ้าของอ่ะ ทรัพย์สินของเขา มันเสียหาย เขาก็เอาไปซ่อม พอเขาเอาไปซ่อมเสร็จปุ๊บ เขาก็เอาใบเสร็จค่าซ่อมมาเรียกเก็บเงินจากนายกไก่ที่เป็นคนทำให้ทรัพย์สินหาย นึกออกมั้ย คำถามก็คือ ถ้านายกไก่ไม่จ่าย สมมุติว่าค่าซ่อมมันล้าน ค่าซ่อมมันล้าน ถ้านายกไก่ไม่จ่าย นายเอเอามาฟ้องเป็นคดีล้ม คำถามก็คือ เอ๊ะ กรณีแบบนี้จะถือว่าเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนมั้ย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามันเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วนะครับ

คดีนี้นายกไก่ให้การโต้แย้งบอกว่า ลูกหนี้ให้การโต้แย้งบอกว่า หนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าเนี่ย เจ้าหนี้มีเพียงแค่ใบแจ้งหนี้ที่แจ้งมา และอีกอย่างนึงคือหนี้ก้อนนี้ยังไม่ได้มีการนำไปฟ้องเป็นคดีแพ่งให้ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษา เพราะฉะนั้นแล้ว มันก็เป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 3 ไม่สามารถนำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไงครับ ศาลฎีกาวินิจฉัยบอกว่า หนี้ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่า ถึงนี้ถึงแม้จะมีเพียงแค่ใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ถึงมีถึงแม้จะ มีเพียงแค่ใบแจ้งหนี้ แต่เราก็ถือว่าเป็นหนี้ที่สามารถคิดคำนวณได้ว่าในขณะที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เขาฟ้องคดีล้มละลาย หนี้ดังกล่าวนี้มีจำนวนเท่าไหร่ ถูกมั้ยครับ และอีกอย่างนึงคือ หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเนี่ย มันไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นหนี้ตามคำพิพากษาเสมอไป นะ ขอเพียงแค่เป็นหนี้ที่สามารถคิดคำนวณได้ว่าในขณะที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์ฟ้องคดีล้มละลายนั้น หนี้ดังกล่าวมีจำนวนเงินเท่าไหร่ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ถือว่าเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว เพราะฉะนั้น ข้อต่อสู้ในคำให้การจึงเป็นข้อต่อสู้ที่ฟังไม่ขึ้น เห็นมั้ยครับ

ได้นะ เราจะเห็นได้ว่าหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นหนี้ตามคำพิพากษาถูกป่ะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นหนี้ตามคำพิพากษา ล้านเปอร์เซ็นต์เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ถูกมั้ย ถึงแม้ว่าคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็ตาม ได้นะ

ในชีทหน้า 10 ในชีทหน้า 10 ฎีกาที่ 212/2567 ไอ้ประเด็นเกี่ยวกับมาตรา 9 อนุ 3 เนี่ย ส่วนตัวผมนะ ผมมองว่ายังไงปีนี้ก็ไม่ออก เชื่อมั้ย 9 อนุ 3 ยังไงปีนี้ก็ไม่ออก เพราะปีที่แล้วออกแบบซัดไปเต็มๆเลย 3 ประเด็นน่ะ เป็นประเด็นเกี่ยวกับมาตรา 9 อนุ 3 หมดเลยอ่ะ ปีที่แล้วอ่ะ เพราะงั้นปีนี้ถ้าจะมาเล่น 9 อนุ 3 อีกเนี่ย ไม่ไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่ ทั้งๆที่มันมีเรื่องอื่นๆให้ออกอีกเยอะแยะ นึกมั้ยครับ ปีนี้คงไม่ออกเกี่ยวกับมาตรา 9 อนุ 3 โอเคนะ 212/2567 ในชีทหน้า 10 212/2567 ในชิหน้า 10 ลองมาดูฎีกาใหม่ๆกันบ้าง ประเด็นของฎีกานี้อยู่ที่ว่า อ้า ติวเตอร์ครับ แล้วถ้ามันเป็นหนี้ที่ลูกหนี้สามารถใช้สิทธิ์หักกลบลบหนี้ได้ เออ ถ้ามันเป็นหนี้ที่ลูกหนี้สามารถใช้สิทธิ์หักกลบลบหนี้ได้ เราจะถือว่าเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนมั้ย ท่านจำไว้เลยครับ ถึงแม้จะเป็นหนี้ที่ลูกหนี้สามารถใช้สิทธิ์หักกลบลบหนี้ได้ มันก็ไม่ได้ทำให้หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน กลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน นึกมั้ยครับ นึกออกมั้ย คือมันเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน มันเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขาย มันเป็นหนี้ตามสัญญาแจ้งแรงงาน มันเป็นหนี้ตามเช็ค มันเป็นหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ ซึ่งทุกคนทราบกันไปอยู่แล้วว่ามันเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน แต่ประเด็นก็คือ ลูกหนี้ให้การต่อสู้บอกว่า เฮ้ย หนี้พวกเนี้ย ฉันสามารถใช้สิทธิ์หักกลบลบหนี้ได้นะ คำถามก็คือ อ้าว กรณีที่ลูกหนี้สามารถใช้สิทธิ์หักกลบ ลบหนี้ได้เนี่ย มันจะทำให้กลับกลายมาเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนมั้ย ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่ายังไงยังไงมันก็เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน นึกออกมั้ยครับ การที่ลูกหนี้ใช้สิทธิ์หักกลบ ลบหนี้ไม่ได้ทำให้หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน กลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน

คดีนี้ท่านไม่ต้องไปสนใจครับว่ามันจะเป็นมูลหนี้อะไร นึกออกมั้ย คดีเนี้ย ไอ้ 212/2567 อ่ะ ไม่ต้องไปสนใจว่ามันจะเป็นมูลหนี้อะไร เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่าง ผมจะไม่เอามูลหนี้ตามฎีกานี้ นะครับ ผมจะไม่เอามูลหนี้ตามฎีกานี้ สมมุตินะ หนี้ที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์นำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย มันเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน เป็นหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ เป็นหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงาน เป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งมันเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนอยู่ในตัวอยู่แล้วแหละ นึกมั้ยครับ แต่พอเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เค้าเอามาฟ้องเป็นคดีล้มเนี่ย ลูกหนี้มีการอ้างว่า หนี้ก้อนนี้เป็นหนี้ที่ลูกหนี้สามารถใช้สิทธิ์หักกลบลบหนี้ได้นะ เมื่อมันเป็นหนี้ที่ลูกหนี้ยังสามารถใช้สิทธิ์หักกลบลบหนี้ได้ หนี้พวกนี้จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ว่าอะไรครับ ศาลฎีกาวินิจฉัยบอกว่า ถึงแม้จะเป็นหนี้ที่ลูกหนี้สามารถใช้สิทธิ์หักกลบลบหนี้ได้ก็ตาม มันก็ไม่ได้ทำให้หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนอยู่แล้ว กลับกลายมาเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน เนื่องครับ และเมื่อหนี้ก้อนนี้เป็นหนี้ที่สามารถคิดคำนวณได้ว่าในขณะที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เขาฟ้องคดีล้มละลาย หนี้ดังกล่าวนี้มีจำนวนเงินเท่าไหร่ หนี้ก้อนนี้จึงเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้เลยแน่นอน เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 3 แล้ว โอเคนะครับ ได้นะครับ

ลองไปดูอีกฎีกานึงครับ ฎีกาที่ 540/2567 540/2567 ถ้าจำไม่ผิดฎีกานี้ก็ออกข้อสอบแล้ว ส่วนใหญ่ฎีกาเกี่ยวกับมาตรา 9 อนุ 3 เนี่ย ออกข้อสอบไปหมดแล้วครับ 540/2567 ในชีทหน้า ท่านจำไว้ครับ ในคดีล้มละลายลูกหนี้สามารถยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้เหมือนกับในคดีแพ่ง นึกมั้ย ในคดีล้มละลายลูกหนี้ก็สามารถยื่นคำให้การต่อสู้คดีเพื่อปฏิเสธมูลหนี้ได้เหมือนกับคดีแพ่งเลย แล้วท่านมาดูข้ออ้างของลูกหนี้ในคดีนี้นะครับ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็เหมือนกันครับ ท่านไม่ต้องไปสนใจว่ามูลหนี้มันจะเป็นมูลหนี้อะไร อาจจะเป็นมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน อาจจะเป็นมูลหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ หรือมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขาย หรือมูลหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือมูลหนี้ตามเช็ค ซึ่งมันเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนอยู่ในตัวอยู่แล้ว นึกออกมั้ยครับ แต่สิ่งสำคัญก็คือข้อต่อสู้ของจำเลยในคดีนี้ครับ จำเลยในคดีนี้ให้การต่อสู้ว่า 1 หนี้ที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์นำมาฟ้องเนี่ย มันยังไม่ได้มีการนำไปฟ้องเป็นคดีแพ่งให้ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษา และ 2 ลูกหนี้ต่อสู้บอกว่า การที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์เอามูลหนี้ก้อนนี้มาฟ้องเป็นคดีล้มละลายโดยที่ไม่ฟ้องเป็นคดีแพ่งก่อน ทำให้ลูกหนี้เสียสิทธิ์ในการต่อสู้คดีเพื่อปฏิเสธมูลหนี้ ด้วยเหตุผลทั้ง 2 ประการ หนี้ที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทย์นำมาฟ้อง ถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน นี่คือข้ออ้างของลูกหนี้นะครับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยบอกว่า 1 หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน มันไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้ตามคำพิพากษาเสมอไป ขอเพียงแค่เป็นหนี้ที่สามารถคิดคำนวณได้ว่าในขณะที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจรเขายื่นฟ้องคดีล้มละลายเนี่ย หนี้ดังกล่าวนั้นมีจำนวนเงินเท่าไหร่ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้น ข้อต่อสู้ของลูกหนี้ในประเด็นแรก ฟังไม่ขึ้น ซึ่งตรงเราเคยเรียนกันมาแล้ว ถูกมั้ย ผมอธิบายไปแล้วนะครับ 2 ในคดีล้มละลาย มาตรา 14 กำหนดให้ศาลล้มละลายจะต้องพิจารณาเอาความจริง มาตรา 9 มันเป็นหลักเกณฑ์ใช่มั้ยครับ เดี๋ยวในวันนั่งพิจารณาในวันที่ศาลออกนั่งพิจารณาศาลก็จะต้องพิจารณาเอาความจริง ความจริงในที่นี้ก็คือความจริงตามมาตรา 9 เดี๋ยวศาลเขาจะต้องพิจารณาอีกทีนึงว่าทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย มันเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 หรือเปล่า ถ้ามันเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 ศาลจึงจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เพราะฉะนั้น ท้ายที่สุดแล้วในวันนั่งพิจารณาเนี่ย เดี๋ยวศาลจะต้องมาพิจารณาเงื่อนไขตามมาตรา 9 อีกทีหนึ่งว่ามันเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 9 หรือเปล่า ถ้าจะเห็นได้ว่าถ้าลูกหนี้ต้องการที่จะต่อสู้คดีเพื่อปฏิเสธมูลหนี้ ลูกหนี้ก็สามารถยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ สามารถนำพยานหลักฐานมานำสืบต่อศาลในวันนั่งพิจารณาได้ นึกมั้ยครับ เพราะฉะนั้น ในคดีล้มละลายลูกหนี้ก็มีโอกาสต่อสู้คดีเพื่อปฏิเสธมูลหนี้ได้เช่นเดียวกันกับในคดีแพ่งทั่วไปนั่นเอง นึกมั้ย หรืออาจจะกล่าวอีกนัยยะหนึ่งได้ว่า สิทธิ์ในการต่อสู้คดีเพื่อปฏิเสธมูลหนี้เนี่ย ลูกหนี้สามารถกระทำได้อย่างเต็มที่ในคดีล้มละลายเช่นเดียวกันกับการพิจารณาคดีแพ่ง เพราะฉะนั้น ข้อต่อสู้ในประเด็นที่ 2 ของลูกหนี้จึงเป็นข้อต่อสู้ที่ฟังไม่ขึ้น เช่นเดียวกันก็ต้องถือว่าหนี้ก้อนนี้เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน นึกมั้ยครับ

คือฎีกาพวกนี้มันเกิดจากทนายความของฝั่งลูกหนี้ให้การต่อสู้มา จุดเริ่มต้นมันเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนอยู่แล้ว แต่ทนายความก็จะต่อสู้มาว่า เฮ้ย ยังไม่ได้เอาไปฟ้องเป็นคดีแพ่งก่อน ยังไม่ไดเอาไปฟ้องให้มันกลายเป็นหนี้ตามคำพิพากษา ทางความก็จะต่อสู้มาบอกว่า เฮ้ย ลูกหนี้เขามีสิทธิ์ที่จะขอหักกลบลบหนี้ได้นะ ทนายความก็จะต่อสู้มาบอกว่า เฮ้ย การเอามาฟ้องเป็นคดีล้มละลายเนี่ย มันทำให้ลูกหนี้เสียสิทธิ์ในการต่อสู้คดีนะ ทั้งหมดทั้งมวลเป็นข้อต่อสู้ที่ฟังไม่ขึ้นครับ นึกออกมั้ย ยังไงยังไงมันก็เป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่ได้ทำให้หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยนน กลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โอเคนะครับ เคลียร์นะ ได้นะ เนี่ยประเด็นพวกนี้ข้อสอบออกไปปีที่แล้วครับ เลือกมลูกหนี้ให้การต่อสู้อย่างงั้นอย่างงี้อย่างงั้นอย่างงี้ ได้นะ ลองไปดูฎีกาพวกนี้ แต่ว่าไม่ต้องให้ความสำคัญอะไรมาก เพราะข้อสอบเพิ่งออกไปเมื่อปีที่แล้ว โอเคนะครับ

ยังไม่จบ ยังไม่จบ ยังไม่จบ มาตรา 9 อนุ 3 ขออีกสักประเด็นหนึ่ง อ ขออีกสักประเด็นนึง เกี่ยวกับมาตรา 9 อนุ 3 ถ้าระมัดระวังให้ดีนะครับ ในกรณีที่เอาหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้ม ผมบอกไปว่าล้านเปอร์เซ็นต์ เราถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ถูกมั้ยครับ ถึงแม้ว่าคดีแพ่งจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่มันก็มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ เพราะฉะนั้น การเอาหนี้ตามคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งมาฟ้องเป็นคดีล้ม ยังไงยังไงก็เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนครับ

แต่ระมัดระวังตรงนี้ให้ดีครับ ถ้ามันเป็นกรณีที่ศาลเขามีคำพิพากษาให้จำเลยกระทำการชำระหนี้ทีละก่อนหลังตามลำดับ อย่างเช่น ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ให้กับโจทย์ ถ้าส่งมอบไม่ได้ก็ให้ใช้ราคาแทน เห็นมั้ยครับ ให้ส่งมอบรถยนต์ก่อน ถ้าส่งมอบไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทย์ก่อนหลังตามลำดับ ถ้าโจทย์สามารถบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาในลำดับก่อนได้ แต่ยังไม่ได้บังคับแบบนี้ มันก็จะทำให้หนี้ตามคำพิพากษาในลำดับหลัง เป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนครับ ท่านลองเปิดชีไปที่หน้า 8 ฎีกาที่ 10783/2558 10783/2558 คดีนี้นายกไก่เช่าซื้อรถยนต์จากนายเอแล้วก็ผิดสัญญาเช่าซื้อทันนะ นายกไก่ไปเช่าซื้อรถยนต์คันนึงจากนายเอแล้วนายกไก่ก็ผิดสัญญาเช่าซื้อครับ นายเอก็เลยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้วก็ฟ้องเป็นคดีแพ่งฟ้องให้นายกไก่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน เพราะคุณไม่จ่ายค่าเช่าซื้อเนี่ยนายเอก็ฟ้องให้นายกไก่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน จนในที่สุดศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาให้นายกไก่ส่งมอบรถยนต์คืนนายเอครับ ถ้าคืนไม่ได้ก็ให้ใช้ราคาแทน 750,000 บาท และศาลก็พิพากษาให้นายกไก่ชำระค่าขาดประโยชน์กับค่าทนายความให้แก่นายเออีก 270,000 ทันนะ ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาว่าอะไร ศาลในคำพิพากษามีศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาบอกว่าให้นายกไก่ส่งมอบรถยนต์คืนให้กับนายเอ ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 750,000 แล้วก็พิพากษาให้นายกไก่ชำระค่าขาดประโยชน์กับค่าทนายความให้แก่นายเออีกเป็นจำนวน 270,000 ต่อมานายนายเอ เอาหนี้ตามคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งก็คือ 750,000 บวกกับอีก 270,000 750,000 + 27 ได้เท่าไหร่ครับ 000 ถูกป่ะ 750,000 + 270,000 เท่ากับ 20,000 นายเอเขาก็เอาหนี้ตามคำพิพากษา 750,000 + 27 ล้าน เอามาฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้มละลาย ท่านจะเห็นได้ว่าเมื่อนายเอยังไม่ได้มีการดำเนินการบังคับคดีให้ นายกไก่ส่งมอบรถยนต์ หนี้เงินจำนวน 750,000 บาท มันก็ยังไม่ชัวร์ว่าจะมีหรือไม่มี ถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้น หนี้เงินจำนวน 750,000 บาทที่นายเอนำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย เราถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน มันก็เหลือเพียงแค่หนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งจำนวน 270,000 ซึ่งมันเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตามมาตรา 9 อนุ 3 แต่มันก็ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 2 อยู่ดี ถูกมั้ยครับ ถูกมั้ย เพราะมันไม่ถึงล้านน่ะ จริงมั้ยครับ เพราะฉะนั้น ในวันนั่งพิจารณาศาลล้มละลายเขาก็พิพากษายกฟ้องครับ ก็ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 โอเคนะ

เทียบกับฎีกาที่ 5399/2550 ครับ 5399/2550 อยู่ในชีท 58 เหมือนกันนะครับ คดีนี้มีข้อเท็จจริงเหมือนกับฎีกาปี 58 เลย นึกออกมั้ย ข้อเท็จจริงเหมือนกับฎีกาเมื่อกี้เลย แต่มันแตกต่างกันตรงที่คดีเนี้ย ก่อนที่นายเอ เขาจะยื่นฟ้องนายกไก่เป็นคดีล้มละหลาด นายเอเขาพยายามบังคับคดีให้นายกไก่ส่งมอบรถยนต์แล้วแต่ไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้น หนี้ตามคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งที่พิพากษาให้ใช้ราคาแทน มันก็เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนได้นะ เพราะฉะนั้น ในประเด็นนี้ผมสรุปให้เข้าใจง่ายๆอีกครั้ง ในกรณีที่ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยส่งมอบทรัพย์สินคืนโจทย์ หากส่งมอบไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทน กรณีนี้ถ้าโจทย์เอาหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้อง เราจะต้องพิจารณาให้ดีว่าโจทย์ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา คุณดำเนินการบังคับคดีให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชำระหนี้ในลำดับก่อนหรือยัง ถ้าคุณยังไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีให้ลูกหนี้ส่งมอบทรัพย์สิน ไอ้หนี้เงินซึ่งเป็นหนี้ลำดับรอง มันก็ยังเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนครับ แต่ถ้าปรากฏว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีการดำเนินการบังคับคดีให้ลูกหนี้ส่งมอบทรัพย์สินแต่ไม่สามารถทำได้ กรณีแบบนี้หนี้ในลำดับหลอก หนี้ชดใช้ราคาที่เป็นหนี้ลำดับหลอก ก็ถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วครับ สามารถนำมาฟ้องลูกหนี้ให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายได้ สามารถนำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้

โอเคนะครับ ได้นับประเด็นนี้ยังไม่ออกข้อสอบ ถ้าจะออกเกี่ยวกับมาตรา 9 อนุ 3 นะ ก็คงออกเกี่ยวกับเรื่องของการเอาหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องแล้วมันเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่มีการกำหนดลำดับก่อนหลังเอาไว้ให้คืนทรัพย์สินหากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทน ถ้าเอามาฟ้องเป็นคดีล้มเนี่ย เราจะถือว่ามันเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนมั้ย เนื่องจากมั้ยครับ ก็ต้องแยกพิจารณาเป็น 2 กรณีถูกป่ะ อย่างที่บอกไปอ่ะ ถ้ามีการดำเนินการบังคับคดีในลำดับก่อนแล้วหนี้ลำดับรองก็ถือว่าเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้มีการดำเนินการบังคับคดีในลำดับก่อนหนี้ลำดับหลังก็ยังเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โอเคนะครับ ได้นะ อ่ะโอเคเกี่ยวกับหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ จบเพียงเท่านี้

แต่ท่านดูในมาตรา 9 อนุ 3 นะครับ 9 อนุ 3 ยังบอกไว้ว่า "ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพันหรือในอนาคต" นั่นหมายความว่าถ้ามันเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว ก็สามารถนำมาฟ้องให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายได้ถูกมั้ยครับ ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระแล้ว หรือยังไม่ถึงกำหนดชำระก็สามารถนำมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้ถูกมั้ย อันนี้ข้อสอบก็ออกไปแล้วครับ ไม่มีฎีกาออกตามตัวบทเลย หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินมันยังไม่ถึงกำหนดชำระเลย มันจะถึงกำหนดชำระในอีก 2 เดือนข้างหน้า แต่ ณ วันนี้ลูกหนี้มันมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วอ่ะ ถามว่าเจ้าหนี้จะเอามาฟ้องเป็นคดีล้มได้มั้ย ฟ้องได้ครับ ถามว่าฟ้องเป็นคดีแพ่งได้มั้ย ไม่ได้ คุณยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ์ถูกป่ะ แต่ถามว่าเอามาฟ้องเป็นคดีล้มได้มั้ย ฟ้องได้ถูกมั้ย ขอให้เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 9 อนุ 1 อนุ 2 อนุ 3 ก็พอแล้ว เพราะ 9 อนุ 3 เขียนไว้ชัดเจนว่า "ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพันหรือในอนาคตก็ตาม" หนี้ที่จะถึงกำหนดชำระในอนาคตหมายความว่า ณ วันฟ้องหนี้ก้อนนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ หนี้ที่จะถึงกำหนดชำระในอนาคตก็สามารถนำมาฟ้องให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายได้ครับ

โอเคนะ ข้อสอบออกว่าเป็นมูลหนี้ตามเช็ค เช็คฉบับเนี้ย นายกไก่สั่งจ่ายให้กับนายเอ โดยนายกไก่ลงวันที่ล่วงหน้า ปรากฏว่าเช็คฉบับเนี้ยยังไม่ถึงกำหนดชำระเลย ยังไม่ถึงวันที่ลงในเช็คเลย นายเอเค้าเห็นว่านายกไก่มีหนี้สินล้นพ้นตัวและเช็คฉบับนี้ก็มีมูลค่าตั้ง 1,500,000 บาท นายเอเขาก็เลยเอาหนี้ก้อนเเอาหนี้ตามเช็คฉบับเมาฟ้องให้นายกไก่ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ถามว่าฟ้องได้มั้ย ฟ้องได้ครับ เพราะหนี้ตามเช็คมันเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนอยู่แล้วอ่ะ ถูกมั้ย แล้วมาตรา 9 อนุ 3 ก็เขียนไว้ชัดเจนว่า "ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพันหรือในอนาคตก็ตาม" ถูกมั้ยฮะ ก็ฟ้องได้ เคลียร์นะ ไม่ยากโอเค นะครับ นี่คือมาตรา 9 อนุ 3 นี่คือมาตรา 9 อนุ 3 อ่ะโอเค ในพาร์ท 1 ผมฝากไว้เท่านี้ นะครับ เดี๋ยวเราไปเจอกันต่อในพาร์ทที่ 2 เดี๋ยวเราไปเจอกันต่อในพาร์ทที่ 2 โอเค ครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ