📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เทรดเดอร์ ที่ ‘อยู่รอด’ เขาทำยังไง?

กรุงเทพธุรกิจ32:36

Transcription

สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านค่ะ ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่รายการ Money Club คลับที่จะมาพูดคุยเรื่องการเงินเพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพการเงินที่ดีขึ้นค่ะ สำหรับ EP นี้ นะคะเรานะคะมีแขกรับเชิญที่พิเศษซึ่งต้องบอกว่าเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ และมีประสบการณ์เทรดมายาวนานกว่า 20 ปี แล้วล่ะค่ะ แต่ในยุคสมัยนี้นะคะ เทรดเดอร์รุ่นเก่านั้นจะต้องปรับตัวในยุคนี้ยังไงบ้าง วันนี้เรามาพูดคุยกันค่ะ

ตอนนี้นะคะแพรอยู่กับพี่ซัน กระทรวงจารุซิวะค่ะ พี่ซัน สวัสดีค่ะ

>> สวัสดีครับน้องแพร

>> สวัสดีค่ะ วันนี้ขอบคุณพี่ซันมากๆเลยนะคะ วันนี้เรามาเจาะลึกกันนะคะว่าเรายังสามารถเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในยุคเวลาแบบนี้ได้อยู่หรือเปล่า เริ่มจากถามมุมมองตลาดหุ้นไทยในตอนนี้ดีกว่า ตลาดหุ้นไทยตอนนี้กับในอดีตที่ผ่านมามันมีความแตกต่างยังไงบ้างคะ

>> มีความแตกต่างกันค่อนข้างมากครับ เพราะว่าต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นไทยเดี๋ยวเนี้ย ผู้เล่นหรือ Player ที่เข้ามาเนี่ยแต่ละคนจะมีเครื่องมือที่ทุกคนเตรียมมาหมด

>> อือ

>> สมัยก่อนเราจะบอกว่ามีฝรั่งใช่มั้ยครับ มีกองทุน มีรายย่อย มีรายใหญ่ ปัจจุบันมีเรื่องของ Algorithmic Trade มีเรื่องของ High Frequency Trade มีเรื่องของการใช้ Leverage หรือ Gearing ที่ค่อนข้างแรงนะครับ แล้วก็ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเนี่ย ตลาด MAI และตลาดหุ้นตัวเล็กพังลงมามากกว่า 90%

>> อื

>> ตลาดหุ้นที่ยังอยู่ได้จริงๆก็จะต้องเป็นหุ้น Big Cap Big Size ระหว่าง 100 นะครับ พวก BBL, Advance, CP ส่วนหุ้นตัวเล็กเนี่ยสมัยก่อนที่เคยมีสภาพคล่องเนี่ย สภาพคล่องหายเพราะเหมือนคนเลิกเล่น เจ้ามือเลิกเล่นนะครับ อีกกลุ่มนึงคือรายย่อยของเราเนี่ยหนีไปเทรดหุ้นอเมริกา หุ้นจีน หุ้นเวียดนาม

>> บางทีก็ไปเทรดแพลตฟอร์มที่ผิดกฎหมายอย่าง Forex กันเยอะนะครับ มันเลยทำให้ตลาดหุ้นที่ควรจะเป็น Centralized ของคนในประเทศเนี่ย เม็ดเงินที่เข้ามามันน้อยลง แล้วคนที่จะยังอยู่หมายถึงว่าคนที่ยังเทรดอยู่ได้เนี่ย แสดงว่ายังต้องมีเงินเหลือถูกมั้ย คนส่วนใหญ่ติดดอยหมดแล้ว

>> อือ

>> ตอนนี้ที่เหลืออยู่ก็จะมีแต่คนใหม่ที่เข้ามา กับเสือสิงห์กระทิงแรดที่ยังอยู่ในตลาดตัดได้ครับ

>> อื แบบนี้ถ้าเกิดถามตรงๆเลยก็คือ ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่ทำให้เทรดเดอร์ประสบความสำเร็จได้อยู่มั้ย หรือว่าเราควรย้ายเม็ดเงินไปอยู่ที่ตลาดอื่นแล้วค่ะในตอนนี้

>> จริงๆผมคิดว่าตลาดหุ้นทุกประเทศในโลกเนี่ย มันมีไซเคิลของมัน

>> อื

>> เอ่อไซเคิลอย่างที่เราเข้าใจก็คือมันจะมีทั้งในส่วนของขาขึ้น Sideway ขาลงนะครับ ภาพตลาดหุ้นไทยเนี่ยผมมองว่ากรอบใหญ่มันเป็น Sideway ตลาดหุ้นไทยจะมีแนวรับประมาณ 1,100 จุด แล้วก็จะมีแนวต้านเนี่ยประมาณ 1,600 จุด เพราะฉะนั้นคือไอ้กรอบที่วิ่งระหว่าง 400 จุดตรงนี้แหละ เค้าเรียกว่ามันเป็น Channel ที่เราสามารถทำกำไรได้

>> จริงๆอย่าไปจำกัดว่าเป็นตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นประเทศอะไร ผมคิดว่าตลาดหุ้นน่ะถ้าเราเป็นเทรดเดอร์แล้วเรามีความรู้เรื่องของกราฟ Technical เนี่ย เรารู้ว่าเราควรจะต้องซื้อตรงไหน เรารู้ว่าเราควรจะต้องขายตรงไหน เพราะฉะนั้นคืออย่าไปจำกัดตลาดครับ ผมกลับมองว่าถ้าในมุมของการเทรดเนี่ย เราสามารถเทรดได้ทุกประเภทในโลก โดยต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกกฎหมายนะ ผมย้ำว่าขอให้เป็นตลาดหุ้นก็เป็นตลาดหุ้นจริงๆ ตลาด Future หรือตลาด Commodity ก็ขอให้เป็นตลาด Commodity จริงๆ แค่อย่าเอาเงินไปลงกับแพลตฟอร์มพวกโบรกเถื่อนอย่างเงี้ย เดี๋ยวจะหมดตัวไม่รู้ตัว

>> ค่ะ

>> คราวนี้ขึ้นอยู่กับฝีมือละว่าต่อให้ตลาดเป็น Downtrend นะ แพรารู้มั้ยว่าบางตัวมันก็ Gain เป็นหุ้นขาขึ้นในช่วงที่ตลาดเป็น Downtrend หรือต่อให้ตลาดบางทีเป็นขาขึ้น หุ้นบางตัวที่จะลงก็มี หรือแม้กระทั่งตลาดหุ้นเป็นขาลง เราก็สามารถใช้ Short Future ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้น Strategy ที่เราเรียนรู้มาเนี่ย เราจะสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นขาลง Sideway ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดเป็นยังไง เพราะฉะนั้นคือถ้าเกิดให้ตอบรวมๆเลยจริงๆ คือไม่อยากให้ไปบอกว่าตลาดหุ้นประเทศไหนดีกว่ากัน เอ่อ เรายอมรับว่าการลงทุนเนี่ยในตลาดหุ้นอย่างประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน มันจะมีหุ้นที่เป็น Super Stock เพราะว่าเขาขายสินค้าทั่วโลกแล้วมันเป็นบริษัทใหญ่ มันมีนวัตกรรม เราต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นไทยเนี่ยมันโตด้วยระบบ Monopoly ก็คือต้องมีอำนาจในการผูกขาดที่จะทำให้เกิดกำไรได้ แต่เรื่องของนวัตกรรมเราต้องยอมรับว่าเรายังสู้ทางฝั่งอเมริกา หรือแม้กระทั่งจีนไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องของ ผมใช้คำว่า Player ในตลาดอ่ะ Player ในตลาดของตลาดหุ้นเรายังน้อยเกินไป

>> ค่ะ

>> มันยังไม่ไม่ใช่ตลาดมหาชนระดับโลกอย่างตลาดอเมริกาหรือตลาดจีน ถ้าให้พูดตรงๆผมก็คิดว่าความเหนือกว่าของตลาดหุ้นอเมริกา หรือตลาดหุ้นจีนมีครับ แต่เนื่องจากผมมันถนัดหุ้นไทยแล้วผมก็รู้สึกว่าผมก็ยังสามารถทำกำไรในหุ้นไทยได้อยู่ ก็เลยตลาดหุ้นอเมริกาเนี่ยไว้รอรอบใหญ่อย่างเดียว เพราะว่าขี้เกียจไปเทรดตอนกลางคืนไง มันกว่ามันจะเปิด 21:00 น. กว่ามันจะปิด 4:00 น. เดี๋ยวเราก็ไม่อยากไปดูเนาะ เสียเวลาเรา

>> ถ้าอย่างงั้นถ้าเกิดเรามาเจาะตลาดหุ้นไทยต่อ หุ้นไทยแบบไหนที่พี่ซันจะเลือกเทรดในช่วงเวลาแบบนี้ ยังเป็นหุ้นเล็กได้อยู่ไหม หรือว่าจะต้องเป็นหุ้นใหญ่อย่างเดียวเลยคะ

>> จริงๆผมเลิกเทรดหุ้นเล็กมานานมากๆแล้ว เอ่อ ต้องบอกว่าพอร์ตผมเนี่ยมีคร่าวๆ เอาคร่าวๆเนาะ มีทั้งหมด 5 แบบแล้วกัน

>> อือ

>> 1 คือพอร์ตลงทุน ลงทุนเนี่ยคือซื้อไปเลย แล้วก็ไม่ได้ทำอะไร อันนี้ผมจะมองหุ้นที่มีปันผลมากกว่า 7% ต่อปีขึ้นไป แล้วก็ปันผลสม่ำเสมอ และกำไรต้องไม่ลด และหุ้นต้องไม่เป็นขาลงนะครับ อันนี้คือเป็นพอร์ตลงทุนตามปกติไม่ได้เทรดนะ พอร์ตที่ 2 เรียก ว่าระบบ Trend Follow ก็คือซื้อเมื่อเป็นต้นรอบขาขึ้นแล้วก็ขายเมื่อจบรอบนะครับ เอ่อ พอร์ตแบบที่ 3 เรียกว่า Swing Trade ก็คือจะเลือกเฉพาะหุ้นขาขึ้นหรือ Sideway เท่านั้น หุ้นขาขึ้นเนี่ยก็จะซื้อตอนมันลงแล้วไปขายตอนมันขึ้น หุ้น Sideway ก็จะซื้อแนวรับแล้วไปขายแนวต้าน พอร์ตแบบที่ 4 อ่ะ จริงๆผมมีชื่อมาจากการเขียนหนังสือหรือ Day Trade Hunter คนจะคิดว่าผมอ่ะเป็น Day Trader จ๋าๆ ซึ่งทุกวันนี้ผมไม่ได้เทรด

>> อื

>> แต่ถ้าเกิดวันไหนว่างเรารู้สึกว่าวันนี้ตลาดเล่นง่าย เราก็เล่น วันไหนยากผมก็ไม่เล่นนะครับ แล้วก็พอร์ตที่ 5 เนี่ยผมเรียกว่าพอร์ตเชลย พอร์ตเชลยก็คือผมจะเอากำไรจาก 4 พอร์ตที่ผ่านมาเนี่ยไปเปิดพอร์ตใหม่ แล้วก็ไปเล่น Product ที่มี Leverage สูง เช่น Future เช่น Options Trade หรือบางทีอาจจะเป็นตลาดหุ้นต่างประเทศในหุ้นตัวเล็กที่เป็น Rising Star ในอุตสาหกรรมใหม่อย่างเงี้ยครับ ผมก็จะถือว่าเป็นพอร์ตเชลยครับ

>> อือหือ

>> เพราะฉะนั้นคือกลยุทธ์ของผมคือผมมีพอร์ตลงทุนยาว ผมมีพอร์ตระยะสั้นกลางยาว ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด และผมไม่ได้ลงทุนแค่ตลาดหุ้นไทย เพียงแต่ว่าเวลาผมเทรดผมถนัดหุ้นไทย ผมมีลงทุนที่ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ผมมีไปลงทุนหุ้นจีนบางตัวครับ

>> โอเคค่ะ ทีนี้ถ้าเกิดเรามาพูดถึงภาพรวมกันบ้างคะ พี่ซัน ต้องบอกว่าเทรดเดอร์จริงๆ แล้วเนี่ย คนอยากเป็นเทรดเดอร์เยอะมาก แต่ว่าเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมีไม่ถึง 10% คิดว่าอะไรที่คนเหล่านี้มีเหมือนกันคะ

>> ผมต้องวิเคราะห์ออกมาเป็นข้อๆ โดยใช้ความเป็นมนุษย์ของเรามาคุยกัน ผมเชื่อว่าทุกคนน่ะตอนที่เข้ามาในตลาดทุกคนน่ะอยากกำไร ถ้าเกิดเรียกกันให้สั้นๆว่าก็อยากรวย ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เราอยากมีเงินมากขึ้นเพราะเราก็ต้องดูแลครอบครัวของเรา แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าตลาดหรือการเทรดเนี่ยมันเป็น Zero-Sum Game

>> อื

>> คนนึงได้เงิน คนนึงก็ต้องเสียเงินนะครับ คราวนี้ถามว่าทำไมคนได้เงินมันถึงน้อยกว่าคนที่เสียเงิน

>> อื

>> อยากให้สังเกตครับตอนที่ตลาดตกต่ำ หรือตลาดหุ้นตกลงไปมากๆเนี่ย Volume ตลาดจะน้อยมาก แล้วคนก็จะด่าว่าตลาดมันหุ้นมันไม่ดี บางใช้บางครั้งมันใช้คำว่าโกงด้วยนะ บอกตลาดโกง ซึ่งจริงๆเป็นการใช้คำที่ผิดมาก เพราะมันโกงไม่ได้ ตัวตลาดนะ มันเป็นเรื่องของ Sentiment ที่คนไม่อยากลงทุนแล้วก็จะไม่มองเลย แต่ตรงนั้นเนี่ยมันจะมี Smart Money ซึ่งมีคนกลุ่มนึงที่เห็นโอกาสตรงนั้นและเข้าไปซื้อตอนจุดที่มันแทบจะเป็นจุดต่ำสุด

>> ค่ะ

>> และส่วนใหญ่พอตลาดมันขึ้นไปแรงๆมากๆเนี่ย อย่างตอนที่ Bitcoin เนี่ยมันขึ้นไป 120,000 เหรียญเนี่ย เขาก็บอกว่ามันจะไปซื้อระดับ Ferrari ได้ 1 คัน

>> อันนั้นน่ะเขาเรียกว่า Fear of Missing Out หรือว่า FOMO

>> คนจากเดิมที่อาจจะเคยมีแค่ 1 คนเนี่ย มันจะแห่เข้ามาตลาดอีก 20-30 คน แล้วก็เข้าไปมะรุมมะตุ้มตอนที่จังหวัดที่ทุกคนกำลังโลภและบ้าคลั่งสุดขีด แล้วสุดท้ายพอมัน Crack out ออกมาระเบิดตู้ม ไอ้คนที่เข้ามาตอนหลังก็คือตายหมด เพราะฉะนั้นพอเราไปดูตลาดเนี่ยตอนที่มันไม่น่าสนใจ ราคา มันถูก มันจะมีคนแค่ไม่กี่คนไปซื้อตรงนั้น แต่ในขณะที่เวลาตลาดมันพุ่งขึ้นมาแรงๆมากๆเนี่ย เวลา Volume พีค จำนวนมากจะเข้าไปซื้อตรงนั้น แล้วสุดท้ายพอมัน Crack ลงมาทีเดียว คนกลุ่มนั้นก็ติดดอย ติดดอยตอนแรกก็ยังบอกสู้ๆ แล้วไปถัวขาลง สุดท้ายก็เละครับ

>> อื

>> เราต้องยอมรับอย่างนึงปัจจัยข้อที่ 2 ทุกวันนี้คนที่มีความรู้ทั้งด้าน Fundamental Analysis แล้วก็ Technical Analysis มีเยอะมาก เพราะว่าทุกอย่างเนี่ยสามารถหาได้จากหนังสือ ดูได้จากตามแพลตฟอร์มต่างๆ หรือว่าแม้กระทั่งรายการ Money Club เองก็ตาม เพราะฉะนั้นเนี่ย มันไม่มีใครโง่ไปกว่าใครหรอก แต่จิตของเราเนี่ย Control ได้ดีจริงๆหรือเปล่า

>> อื

>> ฟังดีๆนะ

>> ค่ะ

>> พวกเราสามารถเรียนรู้กันได้ทุกคน และไม่มีใครโง่ไปกว่าใคร แต่บางคนมีความโลภเป็นที่ตั้ง

>> อื

>> คืออะไรอะไรก็จะวิ่งเข้าใส่อย่างเดียว จริงมั้ย

>> จริงค่ะ

>> บางคนไม่เป็น บางคนเป็นคนใจเย็น

>> อื

>> บางคนมีความกลัวเป็นที่ตั้ง อุปสรรค 2 อย่างเนี้ยก็คือความโลภเป็นที่ตั้งและความกลัวเป็นที่ตั้ง จะทำให้ทุกอย่างพังหมด

>> อื

>> เช่นสมมุติว่าเกิดตกรถ คุณวิ่งขึ้นไปแล้ว คิดว่ามันต้องไปต่อแน่ๆ มีความโลภเป็นที่ตั้ง ใส่เข้าไปก็เรียบร้อย หรือบางทีซื้อไป หุ้นวิ่ง รู้สึกเอ๊ะตัวเองซื้อน้อยไปหน่อย ใส่เข้าไปเต็มพอร์ตไปกู้มาจิขายบ้านขายรถ

>> อื

>> แล้วไปอัดเต็มพอร์ตตัวเดียว แล้วพอมันตูมลงมาก็เรียบร้อย หรือบางคนมีความกลัวเป็นที่ตั้ง จังหวะที่ตลาดอาจจะ Panic เนี่ย แล้วบางคนดันไปใช้ Margin ด้วย ไปใช้ Leverage ด้วย บางทีก็ไม่ได้กลัวนะ แต่เป็นเพราะว่าใส่ Position Sizing ที่มากเกินไป

>> อื

>> ก็ถูก Force Sell

>> เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วไอ้ไอ้การไอ้การพูดว่าการ Control ความโลภและการ Control ความกลัวเนี่ย ดูเหมือนง่ายถ้าพูด แต่พอเราไปอยู่ในตลาดจริงๆไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราอยู่กับเงินตลอดเวลา เราอยู่กับกำไรบ้าง ขาดทุนบ้างตลอดเวลา แล้วเราต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ Control เรื่องนี้ไม่ได้

>> อื แสดงว่านี่เป็นเหตุผลหลักๆเลยที่ทำให้คน 10% เหล่านั้นเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งพี่ซันก็บอกไปแล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แล้วพี่ซันมีคำแนะนำมั้ยคะ ว่าเราจะต้องฝึกฝนสิ่งที่เรียกว่าความโลภ ความกลัวนี้ยังไงค่ะ

>> ผมว่าเราต้องรู้จักตัวเองก่อนครับผมว่า ก่อนที่เราจะเข้าไปตลาดหุ้นเนี่ยเราต้องวิเคราะห์ตัวเองให้ได้ก่อนว่าเราเป็นคนยังไง โดยผมแนะนำนะว่าให้ทุกคนน่ะไม่ต้องไปเขียนให้ใครดูหรอก เพราะบางอย่างเราอาจจะไม่กล้าที่จะไปบอกคนอื่นว่าเราเป็นคนยังไง แต่ถ้าเกิดเป็นผมนะผมผมเขียนได้ 1 คือผมเป็นคนมีความโลภเป็นที่ตั้ง ผมเป็นคนไม่ค่อยมีความกลัวเป็นที่ตั้ง คือผมอ่ะโลภมากกว่ากลัว คือผมไม่ค่อยกลัวไง เพราะผมเข้าใจ ผมมี Stop Loss แต่ที่ผมโลภเนี่ย เพราะผมรู้สึกว่าถ้าผมจะเสียเวลามาดูหน้าจอต่อ แล้วจะทำกำไรได้แค่ 10% ต่อปี ผมเอาเงินไปซื้อ Asset ทางการเงินที่มันได้ผลตอบแทน 7-8% มันก็มีเยอะแยะ ผมจะเสียเวลาทำไม

>> อื

>> บางทีอาจจะบอกผมเป็นคนมีความกลัวก็ได้ เพราะว่าเห็นท่าไม่ดีก็คือเพลย์ก่อนไง แต่มันเป็นเรื่องของ Risk Management หรือว่าการเค้าเรียกว่าการจัดการความเสี่ยงในมุมที่ผมศึกษามาเนาะ

>> อื

>> เพราะฉะนั้นคือพอเรารู้จักตัวเอง ผมผมเป็นคนใจถึง ผมเป็นคนกล้าใส่หนัก คือได้ก็ได้หนัก เสียก็เสียหนัก คราวนี้พอผมมารู้ว่า เป็นข้อเสียนะ จริงๆมันเป็นข้อดีนะ แต่ในขณะเดียวกันมันเป็นข้อเสีย ผมก็ต้องบอกว่าผมก็ต้องมี Money Management หรือว่าการใส่แต่ละไม้เนี่ย ผมก็ต้องคำนวณ Position Sizing เช่น สมมุติว่าถ้าหุ้นตัวเนี้ยผมต้องการซื้อซัก 100 ล้านบาทแล้วกัน แต่ผมจะไม่ได้ซื้อ 100 ล้านบาทจุดเดียว เพราะสุดท้าย 100 ล้านบาทจุดเดียวเนี่ย ถ้ามันลงมา 20% คือขาดทุน 20 ล้าน ผมเปลี่ยนใหม่ว่าผมซื้อซัก 20 ล้านบาท แล้วผมเก็บ 80 ล้านบาทเอาไว้

>> อ

>> 20 ล้านบาทตรงเนี้ย ถ้ามันลงมา 20% ผมโดนแค่ 4 ล้าน ระหว่างการโดน 20 ล้านกับการโดน 4 ล้าน สภาวะจิตใจเราจะแตกต่างกัน

>> อื จริงค่ะ

>> พอเราโดนหนักๆเนี่ยมันจะมีภาวะที่รู้สึกว่ามัน คนส่วนใหญ่เวลาโดนมันจะเอาคืน มันจะแบบ เอ้ย เสียดาย ต้องเอาคืน ผมเป็นพวก Overconfidence เนอะ มีความมั่นใจตัวเองสูง จะเอาคืนให้ได้ ใส่เข้าไป ใส่เข้าไป ใส่เข้าไป เละ

>> อื

>> เพราะฉะนั้นในเมื่อผมเริ่มวิเคราะห์ตัวเองให้ดูเนี่ย ผมบอกว่าผมเป็นคนมีความโลภเป็นที่ตั้ง แต่ไม่ค่อยกลัว ผมเป็นคนใจถึง ซึ่งจริงๆเป็นทั้งเรื่องดีและเป็นทั้งเรื่องที่ไม่ดีนะ ผมต้องออกแบบการเทรดแล้วว่าผมควรจะเทรดแบบไหนได้บ้าง เช่น ถ้าเป็นระบบ Trend Follow ซึ่ง Maximum Drawdown ค่อนข้างลึก ผมจะใส่ก่อนแค่ 20% เพราะว่าระบบก็คือจุดเริ่มต้นของขาขึ้นก็คือเบรก High แล้วก็ยก Low ใช่มั้ย Low แล้วก็เบรก High เนาะ แต่จุดที่เราซื้ออ่ะ บางครั้งมันมีการย่อ เค้าเรียกว่า Drawdown ดังนั้นเวลาการย่อของมันน่ะ ถ้าเราไปใส่ไม้เดียวอ่ะ เวลามันย่อลึกใจเราแป้วละ

>> ทั้งที่จริงๆอ่ะเราไม่ควรจะรู้สึกแบบนั้น เพราะระบบบอกว่ามันยังไม่ต้องขาย เราควรจะดีใจว่ามันทำให้เราสามารถซื้อหุ้นตัวนี้ได้ในราคาที่ถูกลง

>> อื อื

>> นะครับ ระบบ Swing Trade ก็จะคล้ายๆกับระบบ Trend Follow ก็คือผมจะเล่นกับหุ้นขาขึ้น เพราะฉะนั้นคือเวลามันย่อลงมาเนี่ย บางทีมันยังย่อไม่สุดไง ผมต้องใช้ Money Management เนี่ยในการซื้อไม้แรกก่อน 20% ไม้ 2 30% ไม้ 3 ค่อยใส่ไป 50% มันจะทำให้ใจเรานิ่งขึ้นนะครับ ส่วนระบบ Day Trade เนี่ยก็คือมันเล่นจบภายในวัน 2 วันเนาะ ซื้อถ้าไม่ไปหลุดผมเขวี้ยงทิ้งทันที เพราะฉะนั้นคือผมอ่ะมีระบบที่ชัดชัดเจน เพราะผมรู้ว่าผม 1 ผมใส่เยอะ 2 ผมใจใหญ่ เพราะฉะนั้นคือผมก็ต้องปรับรถ Position Sizing แล้วก็ต้องมีจุด Stop Loss ที่ชัดเจน แต่ผมเชื่อว่าทุกคนในตลาดเนี่ย นิสัยไม่เหมือนกันเลย ไม่มีใครผิดใครถูกครับ

>> เพราะว่ามันคือสิ่งที่เราเลือกแล้วว่าเราจะเป็นอย่างนั้น

>> แล้วไม่มีวิธีการไหนที่สามารถใช้ได้ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ เราต้องสามารถที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบกลยุทธ์ตามสถานการณ์ให้ได้ครับ

>> ถ้าเกิดขอเป็น Key Point 3 ข้อเลยว่าถ้าเราอยากจะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ 3 ข้อที่ต้องมีมีอะไรบ้าง

>> เอ่อ เอาเอาคำแรกเลยคืออย่างแรกขอย้อนกลับไปที่ตัวเรา ผมว่าเราต้องรู้จักตัวเองมากพอ เพราะคนส่วนใหญ่อ่ะเข้ามาตลาดแล้วอยากรวย ผมใช้คำว่าแต่อยากรวย อยากมีร้อยล้าน อยากมีพันล้าน พูดแต่ความอยาก แต่ไม่เคยวิเคราะห์ตัวเอง จริงมั้ย

>> จริงค่ะ

>> วิเคราะห์ตัวเองเนี่ยเวลาไปเทรดจริงๆเราจะมีอารมณ์ร่วมเยอะมากนะ เพราะมันคือการได้เงินกับเสียเงินนะครับ อย่างแรกคือต้องรู้จักตัวเอง อย่างที่ 2 เนี่ยต้องมีความรู้ เค้าเรียกว่า Basic อ่ะ อย่างน้อยคุณต้องรู้ Fundamental Analysis กับ Technical Analysis ต้องรู้ เพราะถ้าไม่รู้เราจะเสียเปรียบคนที่รู้ทันที

>> คนที่รู้ด้านใดด้านนึงจะเสียเปรียบคนที่รู้ทั้ง 2 ด้านนะครับ และอย่างที่ 3 เนี่ย ผมมองว่าต้องมีชั่วโมงบิน เพราะว่าบางคนน่ะ ตัวเองวิเคราะห์ตัวเองได้ละ แล้วก็มีความรู้ แต่สถานการณ์ในตลาดอ่ะเรารู้อยู่แล้วว่ามันบางทีมันพลิกไปพลิกมานะ

>> อื

>> อย่างเงี้ยมันมันคาดเดายาก เป็นตลาดที่เรียกว่าเป็น Unpredictable เราก็ต้องรู้ว่าเฮ้ยช่วงนี้ตลาดมัน Unpredictable นะ เพราะฉะนั้นคือการเทรดเนี่ยต้องลด Position Size หรือไม่ก็ต้องรอดูจังหวะก่อน

>> อื

>> เพราะฉะนั้นเนี่ยผมผมว่ามันต้องมีชั่วโมงบิน มันมีจังหวะที่เราควรจะอยู่เฉยๆนะ เทรดเดอร์ไม่ใช่คนที่ต้องต้องมานั่งเทรดตลอดเวลา

>> อันนี้สำคัญมากเลยนะคะพี่ซัน เพราะบางคนคิดว่าต้องเทรดตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้วการไม่เทรดอาจจะดีกว่าการที่เราเทรดในจังหวะบางช่วง

>> จริงๆการไม่เทรดเป็นส่วนหนึ่งของการเทรด

>> อื

>> คือผมจะบอกว่ามือใหม่ที่เวลาร้อนวิชาและเรียนแค่เทรด Setup อ่ะ จะพยายามหาทางกำไรกับหุ้นทุกตัวที่มันวิ่งผ่านตา เค้ากำลังร้อนวิชาแหละ แต่เขาไม่เข้าใจจริงๆว่าการเทรดที่ดีที่สุดคือการรอจังหวะที่มันเข้าเทรด Setup เราจริงๆ แล้วจึงออก Position แรก เค้ามาถึงเขาจะซัดตู้มซัดตูมไง เพราะว่าเขาใช้ความโลภนำเป็นที่ตั้ง แล้วก็กลาย เป็นคนติดเทรดไป

>> อ

>> แล้วก็พอติดเทรดพอขาดทุนแค้นถัวเติมตังค์ ใช้ Leverage ตู้มพอร์ตแตก เห็นอย่างนี้มาตัวอย่างเยอะมากครับ

>> อื

>> แต่เขาไม่เข้าใจ เขาเรียนรู้เรียนรู้แค่ว่าไอ้นี่เบรคต้องซื้อ ไอ้นี่หลุดต้องคัท แล้วเขาคิดว่าจะเอาแค่ความรู้แค่เนี้ยไปทำให้เขายืนอยู่ในระยะเวลาตลอดไปเนี่ย แล้วเป็น Full Time Trader ผมบอกเลยว่าเขาคิดผิดมากๆ

>> ค่ะ

>> นะครับ มันไม่ได้มีแค่นั้นครับ

>> อื ชอบความพี่ซันมากๆเลยนะคะ จริงๆ แล้วการหยุดเทรดเป็นส่วนหนึ่งของการเทรดเนาะ เมื่อกี้พี่ซันพูดไป 3 ข้อนะคะก็คือรู้จักตัวเอง แล้วก็รู้เรื่องของ Fundamental รู้เรื่องของ Technical ด้วย 2 ข้อแล้วเนาะ ข้อที่ 3 ก็คือมีชั่วโมงบิน ชั่วโมงบินที่เหมาะสมที่พี่ซันจะแนะนำพวกเราควรที่จะประมาณเท่าไหร่ดีค่ะ

>> จริงๆเท่าที่ผมดูลูกศิษย์มาเพราะผมก็เปิดสถาบันมา 10 กว่าปีเนาะ Trend Follow อ่ะจริงๆถ้าเราสามารถ Control สภาวะจิตใจเราอ่ะ เรียน 3 ชั่วโมงก็รู้เรื่องแล้ว

>> อ้อ ค่ะ

>> แต่ทำได้ ทำได้หรือทำไม่ได้ต้องวัดเวลา ผมว่า 1 รอบตลาดอ่ะ

>> อื

>> 1 รอบตลาดประมาณ 12 ปีจริงๆ Trend Follow เนี่ย 3 ชั่วโมงสอนง่ายมากเลย เอ่อ Trend Follow เรียนรู้ง่ายแต่ทำยากนะครับ เพราะว่าจังหวัดที่มันรอดาวน์คนส่วนใหญ่จะทนไม่ไหว Swing Trade ก็สอนง่ายแล้วก็ทำง่าย Swing Trade เนี่ยก็เรียนอาจจะมันจะมีดีเทลเยอะกว่า Trend Follow แล้วกัน อาจจะใช้เวลาเรียนซัก 2 สัปดาห์ แต่ฝึกก็ผมว่าก็ต้องมีซักประมาณครึ่งปี

>> โอเค เราพูดถึงในแง่ของการประสบความสำเร็จไปแล้วค่ะพี่ซัน ถ้าเรามาพูดถึงเทรดเดอร์ที่ไม่ประสบความสำเร็จที่เป็นคนส่วนใหญ่ 90% บ้าง แต่คน 90% นั้นเราจะเห็นหลายเคสเลยว่าบางคนเนี่ยปั้นพอร์ตประสบความสำเร็จไปแล้ว ปั้นพอร์ตจนได้หลายหลาย 10 ล้าน แต่สุดท้ายแล้วพอร์ตแตกหายไปหมดตัวเลย มันเป็นเพราะอะไรคะพี่ซัน

>> เราต้องแยกก่อนว่าคำว่าพอร์ตแตกเนี่ย มันแตกมาจากหลายสาเหตุ สาเหตุที่ 1 ที่คนอาจจะไม่รู้และคนไม่ค่อยกล้าพูดก็คือเค้าไปเทรดบนแพลตฟอร์มที่มันผิดกฎหมาย

>> Forex นี่ในเมืองไทยนี่ผิดกฎหมายหมดนะ ไปเทรดบนแพลตฟอร์มที่มันผิดกฎหมาย แล้วถึงเวลาเนี่ย ไอ้เจ้าของโบรค มันชักปลั๊กอ่ะ

>> อื

>> ชักปลั๊กปิดโบรค

>> อันเนี้ยคือพอร์ตแตกทันทีเลย พอเหลือ 0 ผมก็เลยแนะนำว่าอะไรที่ไม่มีหน่วยงาน ก.ล.ต. กำกับ อย่าไปยุ่ง อย่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอ่ะ SETTRADE.COM อ่ะ อันนี้คือมี ก.ล.ต. กำกับ หรือถ้าเกิดคุณจะเทรด Cryptocurrency เนี่ย คุณก็ต้องเอาแพลตฟอร์มที่มี ก.ล.ต. กำกับ อย่างน้อยเค้าก็ยังมีกลไกเครื่องมือในการปกป้องผู้ลงทุนส่วนหนึ่ง หรือถ้าเกิดสมมุติว่าคุณจะไปเทรดหุ้นต่างประเทศ มันก็มีแพลตฟอร์มที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศนั้นๆ หรือจะเป็นทุกตลาดอ่ะครับ ผมคิดว่ามันต้องมีเรื่องของ Regulator เข้ามากำกับ อันเนี้คืออย่างแรก เพราะบางทีอ่ะบางคนไม่รู้ว่าถูกชักปลั๊กไง แบบที่ 2 เนี่ยบางคนผมใช้คำว่า Overtrade แล้วกัน แล้วเขาใช้ Margin หรือเขาใช้ Leverage ที่มากเกินไป เช่นมีพอร์ต 10 ล้าน แต่ใช้ Margin เป็น 100 ล้าน เพราะฉะนั้นคือการ Drawdown ของพอร์ต 10% ก็คือพอร์ตแตกอยู่แล้วค่ะ

>> อย่างที่ 3 ก็คือสวนขาลง ผมเคยบอกแล้วว่าหุ้นขาลงอ่ะเราไม่มีทางสู้มันได้ คือซื้อไม้แรก สวนไม้ 2 สวนจนเงินหมด แล้วพอไม่รู้ว่าทำอะไรไปขายทรัพย์สินมาสวน สวนขาลงไปเรื่อยๆ ก็เสร็จครับ

>> ค่ะ

>> อย่างที่ 4 คือผิดพลาดซ้ำๆ เราไม่ทำโดนอย่างงี้ไปทำอีกก็โดนอย่างงี้ไปทำอีกก็โดนอย่างงี้แค้นไปอัดเยอะๆ เละ

>> นะครับ แล้วก็อย่างที่ 5 เนี่ยไปเชื่อมั่นใน เค้าเรียกว่าไป Bias Fundamental ของบริษัทใดบริษัทนึงมากเกินไป Bias ของคำพูดของคนอื่นมากเกินไป เชื่อใจผู้บริหารมากเกินไป แล้วก็ All-in หมด ผอ แล้วก็ระเบิดครับ

>> อันนี้มันเรียกว่าภาวะรักหุ้นที่เขาพูดกันใช่มั้ยคะพี่ซัน

>> ใช่

>> อื

>> เพราะฉะนั้นจริงๆถ้าเกิดเรามาดูสาเหตุของการที่คนพอร์ตแตก หรือพอร์ตดาวน์เยอะมากจริงๆอ่ะ มันสามารถไล่ ถ้าให้ผมไล่ผมว่าก็มีเกือบ 10 ข้อนะ

>> ค่ะ

>> ก็แค่ไม่ทำไม่ทำก็ไม่โดนละ

>> ค่ะ ทีนี้ถ้าเรามาพูดถึงตัวของพี่ซันบ้าง เทรดเดอร์ยุคเก่าเนี่ยต้องปรับตัวยังไงในยุคสมัยนี้บ้างมั้ยคะ

>> ผมอ่ะเข้าตลาดมาตั้งแต่ปี 2545 15 เนาะ ผมก็เข้ามาหลัง เค้าเรียกว่าหลังต้มยำกุ้ง ไครสิทธิ์อาจจะเรียกว่าเก่าก็ได้ ต้องปรับตัวมั้ยต้องปรับตัวครับ เพราะว่าเดี๋ยวเนี้ยผมบอกเลยว่าไม่ว่าจะ เป็นเรื่องของ Regulator ก็ดีนะครับ เรื่องของกฎระเบียบมันถูกเปลี่ยนแปลงไป แล้วก็เรื่องของเทคโนโลยีที่มันเปลี่ยนแปลงไป บางอย่างเนี่ยมันมี Unfair Advantage เกิดขึ้นในวงการ เช่นระบบ High Frequency Trade เพราะมันแย่งออเดอร์เรานะครับ หรือแม้กระทั่งสมัยก่อนเนี่ยเขาจะบอกว่าจะมี Short ไม่มีหุ้นแต่สามารถ Short ได้ แต่เราไม่สามารถทำได้นะ แต่สถาบันใหญ่ๆสามารถทำได้ ผมรู้สึกว่าพอมันเริ่มมี Unfair Advantage เนี่ย ภาพของการมองตลาดทำให้ผมระวังมากขึ้น แล้วก็คนที่อยู่ในตลาดผมเชื่อว่าคนที่ยังอยู่ได้นะเป็นคนที่มีความรู้มากขึ้น

>> อื

>> เพราะคนที่ไม่มีความรู้ส่วนใหญ่ติดดอย แล้วก็ตอนนี้คือจุดธูปภาวนาขอให้หุ้นตัวเองขึ้นเท่านั้นเอง แล้วจะขอเอาชีวิตรอดแล้วก็จะขอไม่กลับมาอีกแล้ว

>> ค่ะ

>> เพราะฉะนั้นคือคนก็เก่งขึ้น เทคโนโลยีก็โหดขึ้น Regulator ก็ผมเชื่อว่ามีความเข้มงวดสูงมากนะครับ เพราะฉะนั้นคือพอสภาวะตลาดมันเปลี่ยนไปเนี่ย ผมก็ปรับตัวโดยการสมัยก่อนผมจะเป็นคนชอบเทรดหุ้นระยะสั้นเนาะ ผมก็มาดูเรื่องของการเทรดระยะกลาง แล้วก็ระยะยาวมากขึ้น แล้วก็จริงๆตัวผมเองก็ไปทำธุรกิจหลายอย่างก็เลยพยายามแบ่งเวลา ผมจะไปเทรดหนักๆก็ต่อเมื่อตลาดเป็น Super Bull เท่านั้น อย่างตลาดวันเนี้ยมันจะซึมๆเงาๆเงี้ย ผมไม่ได้ทำอะไรเลยก็อยู่เฉยๆครับ ไม่เจ็บตัว

>> แสดงว่าเทรดเดอร์ที่จะประสบความสำเร็จในยุคนี้ ความรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆเลย ถ้าเราอยากจะศึกษาแหล่งความรู้ที่สำคัญเรื่องของการเทรดพี่ซันมีแนะนำมั้ยคะ

>> ผมแนะนำให้ศึกษาทุกอย่าง หนังสือทุกเล่มที่คนเขียนเขียนขึ้นมา ผมเชื่อว่าเขามีความตั้งใจสูงมาก เพราะฉะนั้นคือมันถูกมากนะ หนังสือเสือหลักร้อย กับความรู้ที่มันจะติดตัวเราไปทั้งชีวิต หรือแม้กระทั่งอย่างทุกวันนี้เรามีแพลตฟอร์มที่เราสามารถเข้าไปศึกษาดูรายการอย่างรายการของน้องแพร รายการอื่นๆอีกมากมายที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินและการลงทุนเนี่ย ของพวกนี้ไม่ต้องจ่ายตังค์ด้วยซ้ำนะฮะ

>> อื

>> นะครับ แต่ถ้าเกิดอยากเข้มข้นก็ลองแวะมาที่ Super Trader Republic ได้ครับว่าเทรดเดอร์อาชีพเค้าทำกันยังไง

>> ได้เลยค่ะ ลองเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมกันได้เลยนะคะ สุดท้ายแล้วนะคะอยากให้พี่ซันนะคะทิ้งท้ายถึงคนดู Full Time Trader ในยุคนี้จะทำยังไงให้อยู่รอดได้ ถ้าอยากจะเป็นทำยังไงได้บ้าง ขอคำแนะนำจากพี่ซันค่ะ

>> พอดีมีคลิปที่ เอ่อ บอกมาว่าคนธรรมดาคิดจะเป็นเทรดเดอร์ใช่มั้ย

>> ค่ะ

>> แล้วส่วนใหญ่ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ ผมขอผมขอพูดอย่างงี้ดีกว่า ดาราที่ดังระดับ อั้ม พัชราภา มีกี่คน

>> น้อยมากๆ คนที่ดังระดับคุณ ธงชัย แมคอินไตย์ เป็นดาวค้างฟ้ามีกี่คน เราไปดูเนี่ย ร้านโชว์ห่วยมีทั่วประเทศเลย ร้านขายปลีกเนี่ย แต่ทำไมเจ้าใหญ่ดันมีแค่ WEN- เพราะโลกมันเป็นแบบนี้ครับ โลกมันไม่ได้ถูกจัดสรรมาทำให้คนส่วนใหญ่รวย ระบบทุนนิยมมันเป็นระบบเค้าเรียกว่า Pareto Ratio ก็คือคน 20% เนี่ยครอบครองทรัพยากร 80% ของตลาด ส่วนคน 80% ที่เหลือเนี่ยก็คือเอาไปแค่ 20 ที่เหลือ

>> อื

>> เพราะฉะนั้นการที่บอกจะบอกว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ประสบความสำเร็จ มันไม่ได้ขึ้นอยู่ มันเป็นกฎธรรมชาติอยู่แล้ว แต่มันเกิดขึ้นกับทุกวงการ ถ้าจะให้แฟร์คือมันไม่ได้เกิดแค่วงการเทรดเดอร์ แต่โดยส่วนตัวจากประสบการณ์ที่ผมอยู่ในตลาดมาแล้ว ผมก็เป็นอาจารย์คนมาหลายคนแล้ว ผมก็มี Digital Footprint ที่พิสูจน์ได้ว่าผมสามารถสร้างอย่าง เบียร์นนท์ มาจาก 200,000 ปัจจุบันนี่หลายร้อยล้านนะ ครับ หลักสิบล้านที่ผมสร้างมาเนี่ย โค้ชเจมส์ โค้ชหมี โค้ชเต๋ มันเยอะอ่ะครับ มันเยอะจนผมรู้สึกว่าจริงๆ แล้วตลาดหุ้นเนี่ยเป็นทางที่ง่ายที่สุดในการสร้างตัวเองให้มีอิสรภาพทางการเงิน

>> อื

>> เพราะว่าผมทำธุรกิจผมรู้สึกว่าการทำธุรกิจยากกว่า

>> อื

>> เทรดเดอร์คือเราไม่ต้องไปยุ่งกับคนอื่นเท่าไหร่ พอดีผมไม่ได้เป็นนักธุรกิจแต่กำเนิดเนาะ ผมเลยรู้สึกว่าช่องทางในการที่ผมจะมีมี ความรวยก็ได้ถ้าให้พูดตรงๆอ่ะผมเล่นช่องทางเนี้ยง่ายกว่าทำธุรกิจ

>> อื

>> ก็เลยบอกว่าถ้าใช้แฟร์คือทุกวงการคนประสบความสำเร็จ

>> เป็นคนส่วนน้อย

>> เป็นคนส่วนน้อย

>> อื

>> อยู่ที่เราเท่านั้น

>> ค่ะ

>> เพราะฉะนั้นคือไม่ต้องไปโทษอะไรทั้งสิ้น โทษตัวเองซะ อย่าโทษคนอื่น บางทีผมอ่ะจะเป็นคนบอกว่าเป็นเพราะกูกากเอง กูกระจอกเอง ช่วยไม่ได้ เพราะฉะนั้นกูสมควรแล้วที่กูขาดทุน

>> อ้า เวลาผมขาดทุนหนักๆผมผมไม่โทษคนอื่นนะ

>> อื

>> ผมโทษตัวเอง เลิกโทษสิ่งแวดล้อม เลิกโทษทุกอย่าง แล้วหันกลับมาโทษตัวเองก่อน

>> อืฮึ

>> เพราะที่เราทำไม่ได้เพราะเรากากเอง ช่วยไม่ได้นะครับ แล้วก็มาดูว่าเราควรจะแก้ไขปรับปรุงยังไงให้เราดีขึ้น เป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆ เพราะฉะนั้นเนี่ยผมเลยบอกว่ามันไม่ได้อยู่ที่ใครเลยครับ มันอยู่ที่ตัวเราล้วนๆ

>> อ ค่ะ เพราะถ้าเกิดจะอยากจะเริ่มตั้งแต่วันนี้เราเห็นความหวังละว่าเทรดเดอร์ประสบความสำเร็จมีจริง และอยู่ที่เราด้วย อยากจะเริ่มตั้งแต่วันนี้พี่ซันแนะนำยังไงคะ

>> เอ่อ ถ้าแนะนำแบบทั่วไปก็คือมีอะไรที่รู้สึกว่ามีประโยชน์อ่ะ สมมุติว่าไม่อยากจ่ายตังค์ซักบาทนะ พอพูดประเด็นเรื่องตังค์นี่ก็อยากฟรีก็ไปยืนอ่านหนังสืออ่ะ เค้าไม่ว่าหรอก ไปยืนอ่านทั้งวันทั้งคืนจนจบเลยเนี่ย ไปอ่านหนังสือโฟลคขายที่

>> ไปยืนอ่านฟรีๆทั้งวันทั้งคืน

>> ผมเชื่อว่าพนักงานไม่ไล่อ่านให้จบนะ รับรองได้ประโยชน์ คือถ้ายืนอ่านร้าน C แล้วรู้สึกว่ายังไม่ได้ความรู้มากพอก็ซื้อกลับไปที่บ้านครับ 695 บาท ผมบอกเลยว่าตำราเล่มเนี้ยนะครับ ผมเริ่มต้นจากเงิน 200,000 ปัจจุบันคือพูดไปเนี่ยคนอาจจะหมั่นไส้ นะ ปัจจุบันผมมีบ้าน 5 หลังนะครับ คอนโด 4 ที่ รถ 5 คัน พอร์ตอีกหลายร้อยล้าน ธุรกิจส่วนตัวอีกประมาณ 9 บริษัท ตอนนี้ เพราะความรู้ที่มาจากหนังสือเล่มนี้

>> อื ถ้าเกิดใครอยากจะหาอ่านก็ซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไปเลย โอเค

>> ผมไม่ได้ทำหนังสือเล่มนี้มาเพราะว่าจะเอาตังค์นะ เพราะว่าทุกวันเนี้ยบริษัทบริษัทบริษัทบริษัทที่ผลิตหนังสือเล่มเนี้ยเป็นบริษัทลูกของมหาชน จะขายดีหรือขายไม่ดีก็ไม่ได้เกี่ยวกับกระเป๋าตังค์ผม แต่ผมคิดว่าเป็นวิทยาทานที่ผมอยากให้ทุกคนครับ

>> อื แนะนำค่ะ เพราะฉะนั้นไปอ่านกันนะคะ เป็นความรู้ที่ส่งคุณค่ามากๆจริงๆ ค่ะ ทิ้งท้ายถึงคุณผู้ชมที่ดูเราอยู่ในตอนนี้หน่อยค่ะ

>> ผมจะบอกว่าทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ครับ ผมจะบอกว่าเราอย่าไปคิดว่าเราด้อยกว่าคนอื่น ผมจะบอกว่าไม่ว่าเราจะเกิดมาจนกว่ารวยกว่าเนี่ย มันมันห้ามกันไม่ได้เนาะ ไม่ต้องไปสนใจตรงนั้น มันไม่ใช่เรื่องสิ่งที่เราสนใจคือเรื่องของการพัฒนาตัวเอง การพัฒนาตัวเองเนี่ยมันไม่ใช่แค่เรื่องของความฉลาด มันเป็นเรื่องของวินัย มันเป็นเรื่องของ Mindset มันเป็นเรื่องของความอดทน มันเป็นเรื่องของการที่เจออุปสรรคแล้วเราไม่ย่อท้อ มันเป็นเรื่องของ Growth Mindset ที่เราพร้อมจะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต และเอามาใช้ และเป็นเรื่องของการโฟกัส เป็นเรื่องของการ Concentrant ที่มากพอ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดจะบอกว่าผมด้อยกว่าใคร ผมบอกผมไม่เคยด้อยกว่าใครบนโลก แล้วก็ไม่มีใครด้อยกว่าใครบนโลกเท่านั้น เรามีสมองที่เราคิดเป็น เรามีมือเรามี 2 มือเท่ากัน เห็นไหม เรามี 2 ขาเท่ากัน เรามีปากมีจมูกเหมือนกัน แล้วเราต่างกันตรงไหน

>> อืม ไม่ต่างค่ะ

>> ต่างกันที่ตรงนี้ครับ ระบบความคิด และระบบความคิดตรงนี้แหละที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ การพูดของผมอาจจะทำให้ใครบางคนเกิดแรงบันดาลใจ แต่การเกิดแรงบันดาลใจเพียงแค่ชั่วคราวไม่ได้เกิดประโยชน์ จงเกิดพลังและเกิดแรงบันดาลใจแบบนี้ในทุกๆวัน และเป็นคนที่ดีกว่าเดิม ไม่ต้องไปแข่งกับใคร แค่ดีกว่าเราคนเดิมเมื่อวานนี้ แค่ 0.1% 1% ก็เพียงพอแล้ว

>> อื ดีมากๆแล้วก็ชอบมากๆเลยนะคะ เชื่อว่าวันนี้นะคะทุกท่านจะได้ Mindset ที่ดีและก็ได้แรงบันดาลใจที่จะผลักดันตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆวัน ชอบมากๆเลยค่ะพี่ซัน วันนี้ขอบคุณพี่ซันมากๆเลยนะคะ ขอบคุณค่ะ

>> ยินดีครับน้องแพร

>> สวัสดีค่ะ สำหรับรายการวันนี้นะคะ Money Club นะคะ แพรและทีมงานก็ต้องขอตัวลาไปก่อนค่ะ กลับมาเจอกันใหม่นะคะใน EP ต่อไป ส่วนแขกรับเชิญจะเป็นใครรอติดตามกันได้เลยค่ะ วันนี้ขอตัวลาก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ