Transcription
สรุปเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ใครว่าอะไรยังไง บ้าง
สวัสดีค่ะ วิวจากแชนเนล Point ค่ะ เหตุการณ์ 6 ตุลาคมเนี่ยนะคะ เป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงแล้วก็การสูญเสียเกิดขึ้นค่ะ ก่อนหน้านี้ในช่วงที่เราเด็กๆ เราอาจจะรู้สึกว่า 6 ตุลาคมเป็นเหตุการณ์ที่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน ในหนังสือเรียนหรือในอะไรก็จะเล่าถึงสั้นๆ แล้วก็ข้ามผ่านไป
อย่างไรก็ตามค่ะ เนื่องจากเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ที่ปัจจุบันเนี่ยก็มีคนหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยขึ้นบ่อยขึ้น รวมถึงมีการจัดงานรำลึกในวันที่ 6 ตุลาคมที่ทุกปีนะคะ และเนื่องในโอกาสที่ปีนี้วันที่ 6 ตุลาคมก็ผ่านมาอีกครั้งหนึ่ง วิวก็เลยคิดว่าเราควรจะมาคุยกันว่าด้วยเรื่องของ 6 ตุลาคมค่ะ ว่าในเหตุการณ์นี้ใครว่าอะไรยังไงบ้างนะคะ
อย่างไรก็ตามค่ะ ก่อนที่จะเริ่มคลิปวิดีโอนะคะ วิวขออนุญาตออกตัวตรงนี้ก่อนเลยว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคมเนี่ยเป็นเหตุการณ์ที่วิวเกิดไม่ทันนะคะ ไม่ได้ใกล้เคียงกับการร่วมสมัยเลย และนอกจากนี้นะคะ เนื่องจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคมเนี่ยเป็นเหตุการณ์ที่มีการกล่าวถึงอย่างเป็นทางการไม่ได้เยอะมากค่ะ ดังนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับ 6 ตุลาคมเนี่ยนะคะ ก็เลยมีมุมมองค่อนข้างจะหลากหลายค่ะ บางกลุ่มมองแบบนี้ บางกลุ่มมองแบบนั้นนะคะ ในขณะเดียวกันเนี่ยนะคะ เหตุการณ์ 6 ตุลาคมก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่มีหลายเรื่องยังเป็นปริศนา ยังมีข้อเท็จจริงไม่เพียงพอ หรือยังไม่ได้รับการเปิดเผยข้อเท็จจริงจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดค่ะ
เราทำคลิปวิดีโอนี้ขึ้นนะคะ เพื่อพยายามจะเข้าใจเหตุการณ์ 6 ตุลาคมผ่านบริบททางประวัติศาสตร์ค่ะ และวิวไม่ปฏิเสธเลยนะคะว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคมเนี่ยเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมากๆ เลยแหละ แต่ว่าเราจะขออนุญาตเล่าโดยใช้ภาษาที่ลดทอนความรุนแรงลง และก็มีการเซ็นเซอร์ภาพจำนวนมากที่โชว์ในคลิปวิดีโอนี้ค่ะ เพราะว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจใครหลายๆ คน รวมถึงอาจจะสะเทือนใจกับผู้ชมที่ค่อนข้างมีอายุน้อยของเรานะคะ ดังนั้นคลิปวิดีโอนี้ วิวขออนุญาตไม่เน้นไปที่ความรุนแรง ไม่เน้นบรรยายให้เห็นภาพ แต่เน้นไปที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มีเหตุผลที่มาที่ไปยังไง แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าการที่เราไม่เน้นความรุนแรงไม่ได้แปลว่ามันไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นค่ะ
ในคลิปวิดีโอนี้ก็เลยพยายามรวบรวมเอาความคิดของคนแต่ละกลุ่มที่พูดถึง 6 ตุลาคมเอามานำเสนอให้ทุกคนได้ฟังค่ะ โดยเรื่องราวต่างๆ ที่วิวรวบรวมมาเนี่ยนะคะ วิวจะลงอ้างอิงเอาไว้ให้ใต้คลิปวิดีโอนี้ค่ะ สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้นะคะ และนอกจากนี้ วิวเชื่อว่ามีหลายๆ คนที่เป็นคนดูของวิวแล้วก็เกิดทันเหตุการณ์ 6 ตุลาคมจริงๆ อยู่ร่วมสมัยนั้นจริงๆ รวมถึงบางคนอาจจะศึกษาด้านนี้มามากกว่าวิว ถ้าสมมติว่ามีประเด็นไหนที่วิวอาจจะตกหล่นไปก็สามารถคอมเมนต์เพิ่มเติมมาได้เลยค่ะ วิวจะขอบคุณมากๆ นะคะที่เราได้มีโอกาสมาแชร์ความรู้กันค่ะ
เอาล่ะ ถ้าพร้อมกันแล้วก็ไปฟังกันเลยค่ะ
อันดับแรกเลยนะคะ เหตุการณ์ 6 ตุลาคมคืออะไร ทำไมถึงได้ชื่อว่า 6 ตุลาคม
เหตุการณ์ 6 ตุลาคมเนี่ยนะคะ คือเหตุการณ์สังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคมปี 2519 ค่ะ ซึ่งในวันดังกล่าวเนี่ยนะคะ ก็จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นมากมายค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บ การล้มตาย การสังหารหมู่ การจับกุม รวมถึงการเผาศพ ทำลายศพ เป็นวันที่สะเทือนใจใครหลายๆ คนมาจนถึงปัจจุบันนี้เลยค่ะ
ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่ามันมีเหตุ มีปัจจัยอะไรที่นำไปสู่ความรุนแรงในวันที่ 6 ตุลาคมนั้นนะคะ ต้องท้าวความไปก่อนนะคะว่าบรรยากาศทางการเมืองไทยตอนนั้น ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคมเนี่ย เป็นบรรยากาศที่ต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคมปี 2516 ค่ะ ซึ่งตอนนั้นเนี่ย บรรยากาศมันคือการชุมนุมขับไล่รัฐบาลทหาร ที่สืบทอดอำนาจกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงปี 2500 นะคะ ที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เนี่ยได้มีการยึดอำนาจค่ะ หลังจากนั้นก็ ได้มีการสืบทอดอำนาจมาจนกระทั่งถึงสมัยของจอมพล ถนอม กิตติขจรนะคะ และเหตุการณ์ในวันที่ 14 ตุลาคมปี 2516 เนี่ยคือเหตุการณ์ที่ชนลุกขึ้นมาขับไล่ จนจอมพล ถนอม กิตติขจร จำเป็นจะต้องออกจากประเทศไทยไปค่ะ
ดังนั้นคนส่วนใหญ่นะคะ ก็เลยมองว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคมปี 2516 เนี่ยคือเหตุการณ์ที่เป็นชัยชนะของประชาชน เป็นชัยชนะที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสังคมหลายด้าน เช่น ได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์ เสนี ปราโมทย์ หรือว่าหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ค่ะ ส่วนในแง่สังคมเนี่ยนะคะ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายด้านเหมือนกัน มีการรวมกลุ่มกันของกลุ่มแรงงานในอาชีพต่างๆ เพื่อประท้วงนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการขอขึ้นค่าแรง ขอขึ้นค่าข้าว หรือว่ามีการประท้วงหยุดงานกันบ่อยครั้งค่ะ
นอกจากนี้ นะคะ ยังเกิดแนวคิดศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน ที่เขา มองว่าศิลปะเนี่ยนะคะ จะต้องสะท้อนมุมมองของคนที่ได้รับความทุกข์ยากจากการกดขี่ของชนชั้นปกครอง เกิดเพลงเพื่อชีวิต เกิดวรรณกรรมเพื่อชีวิตนะคะ รวมถึงเกิดการกลับไปมองศิลปะเก่าๆ โดยเฉพาะวรรณกรรม วรรณคดีเก่าๆ แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมไทยที่ผ่านมาค่ะ ตัวอย่างนึงที่หลายคนชอบยกขึ้นมานะคะ คือนิทรรศการเผาวรรณคดีในปี 2517 ค่ะ
นอกจากนี้ นะคะ ยังเกิดขบวนการนักศึกษาหลายกลุ่มที่มารวมตัวกันตั้งแต่ 14 ตุลาคม โดยกลุ่มใหญ่ๆ นะคะ คือศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยค่ะ ซึ่งขบวนการนักศึกษาเหล่านี้นะคะ นอกจากจะเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว ยังมีการตั้งคำถามกับธรรมเนียมประเพณีสังคมนะคะ ว่าสิ่งที่เราทำๆ กันมาเนี่ยมันล้าหลังหรือเปล่า เช่น เรื่องการรับน้อง หรือว่าโซตัส นะคะ ในยุคสมัยนั้นก็มีหลายๆ ที่ยกเลิกการรับน้องแล้วก็ระบบโซตัสในคณะของตัวเองไปค่ะ อาจจะพูดได้ว่าบรรยากาศการเคลื่อนไหวเนี่ย มันก็มีอยู่ทั่วไปหมด สังคมเนี่ยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกสิ่งทุกอย่างถูกนำมาตั้งคำถามค่ะ
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนเนี่ยเห็นด้วยกันหมดนะคะ เพราะว่าก็มีกลุ่มบางกลุ่มเหมือนกันที่เห็นต่างจากนักศึกษาค่ะ เช่น กลุ่มนวพล กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มเหล่านี้เนี่ยนะคะ เขาจะระบุว่าตัวเองเนี่ยสนับสนุนแนวคิดชาตินิยมค่ะ ก็จะเชิดชู Concept ชาติ ศาสนา กษัตริย์นะคะ ดังนั้นพอกระบวนการนักศึกษามีการชุมนุมเคลื่อนไหวเนี่ย กลุ่มเหล่านี้ที่เห็นต่างเนี่ยนะคะ ก็จะออกมาขัดขวาง ทำให้เกิดการปะทะกันบ่อยครั้งค่ะ ซึ่งในแต่ละครั้งเนี่ยนะคะ ก็จะมีความรุนแรงมากน้อยต่างกันไปค่ะ
อันนี้คือพูดถึงในประเทศไทยเนอะ ส่วนในแง่มุมของการเมืองโลกนะคะ ตอนโลกของเราเนี่ยนะคะ อยู่กลางสงครามเย็นค่ะ ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเข้มข้นเลยนะคะ โลกของเราเนี่ยแบ่งขั้วอำนาจออกเป็นสองฝ่ายค่ะ ระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่มีผู้นำคือสหภาพโซเวียต กับฝ่ายเสรีนิยมที่มีผู้นำคือสหรัฐอเมริกา ซึ่งในเวทีโลกตอนนั้นนะคะ การเมืองของไทยเราเนี่ยอิงอยู่กับฝั่งสหรัฐอเมริกาค่ะ
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคมเนี่ยนะคะ เป็นช่วงเวลาที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเนี่ยทยอยกันเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา เวียดนาม หรือว่าลาวนะคะ ดังนั้นมันก็เลยมีแรงกดดันมาที่ประเทศไทยค่ะ ว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ตามประเทศอื่นๆ ไปหรือเปล่า ซึ่งในช่วงเวลานั้นเนี่ยนะคะ ภาพของคอมมิวนิสต์เป็นภาพที่น่ากลัวมากๆ ในสายตาของฝั่งชาตินิยมค่ะ ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ในสงครามเวียดนามนะคะ ที่เป็นการต่อสู้กันระหว่างเวียดนามเหนือที่สนับสนุนโดยฝั่งคอมมิวนิสต์โดยโซเวียต กับฝั่งเวียดนามใต้ที่สนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นเนี่ย สหรัฐอเมริกา ส่งทหารของตัวเองเข้าไปสู้ในสงครามเวียดนามนะคะ แล้วก็พ่ายแพ้กลับมาในช่วงเวลาที่ให้ง่อนแตกเนี่ย ภาพของทหารสหรัฐอเมริกาที่ถอนทัพอย่างรวดเร็ว มีการโยนเฮลิคอปเตอร์ราคาแพงลงทะเล หรืออะไรก็ตามเนี่ย นี่คือภาพที่น่ากลัวมากๆ ในสายตาของฝั่งชาตินิยมนะคะ ทำให้ฝั่งชาตินิยมเนี่ยกลัวคอมมิวนิสต์ กลัวว่าไทยจะถูกเปลี่ยนให้เป็นคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกันค่ะ
แต่ในขณะเดียวกันนะคะ ทางฝั่งนักศึกษาเนี่ยก็หวาดกลัวภัยจากสหรัฐอเมริกามากเหมือนกันค่ะ เพราะว่าในสงครามเวียดนามเนี่ยนะคะ ข้อเท็จจริงก็คือทหารอเมริกาเนี่ยเข้าไปที่เวียดนามแล้วก็มีการทำรุนแรง มีการทำร้ายร่างกายชาวเวียดนาม ซึ่งเรื่องนี้รุนแรงถึงขนาดที่ชาวอเมริกันด้วยกันเองเนี่ยยังมีการแบบประท้วง มีการอะไรเลยว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ จนในสหรัฐอเมริกาเองเนี่ยนะคะ มีการเรียกร้องให้ทหารอเมริกันเนี่ยถอนทหารกลับประเทศค่ะ พอมองกลับมาที่ประเทศเราเนี่ย รัฐไทยกลับไปให้การสนับสนุนฝั่งอเมริกา ดังนั้นในมุมมองของไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา หรือว่าฝ่ายซ้ายในสมัยนั้นนะคะ ก็คือภัยจากสหรัฐอเมริกาเนี่ยน่ากลัวซะยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ซะอีกค่ะ
และแน่นอนนะคะว่าในไทยเราเนี่ย หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม สังคมไทยเนี่ยมีการเปิดมากขึ้นนะคะ โดยเฉพาะเปิดเสรีทางความคิด มีการพูดคุยถกเถียงกันในเรื่องต่างๆ ของสังคม ดังนั้นแนวคิดคอมมิวนิสต์ที่เป็นที่พูดถึงในโลกกันอยู่ตอนนั้นเนี่ย ก็ต้องเป็นสิ่งที่มีการนำมาพูดคุยมาถกเถียงกันในหมู่นักศึกษาไทย เช่นเดียวกันค่ะ ที่นักศึกษาในช่วงนั้นอินกับแนวคิดคอมมิวนิสต์ จนพยายามจะศึกษา หรือว่านำมาพูดคุยกันเนี่ยนะคะ เพราะว่าถ้าเราพูดในเชิงทฤษฎี Concept ของคอมมิวนิสต์เนี่ย มันคือการสร้างโลกแบบยูโทเปียที่ทุกคนเท่าเทียมกันค่ะ และนี่แหละค่ะคือสาเหตุที่ทำให้หลายๆ ชาติเนี่ยลองเอาการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์เนี่ยเข้ามาใช้กับประเทศของตัวเองนะคะ
แต่จริงๆ แล้วนะคะ แม้จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีประเทศไหนเลยนะคะ ที่สามารถเอาแนวคิดคอมมิวนิสต์เนี่ยมาใช้ได้แบบจริงๆ แบบ 100% ค่ะ เพราะว่าหลังจากที่ประเทศนั้นๆ เอาคอมมิวนิสต์เข้าไปเป็นระบอบการปกครองเนี่ยนะคะ มันกลับกลายร่างไปเป็นการปกครองรูปแบบเผด็จการแบบใดแบบหนึ่งหมดเลยค่ะ ดังนั้นอีกฝั่งนึงที่ไม่เห็นด้วยกับคอมมิวนิสต์เนี่ย เขาก็เลยมองที่ผลลัพธ์ตรงนี้ แล้วเขาก็มองว่าคอมมิวนิสต์เนี่ยแย่นะคะ เพราะว่าการปกครองรูปแบบคอมมิวนิสต์เนี่ยมันไปล้มล้างอะไรแบบที่เคยเป็นเป็นมาแล้ว ผลลัพธ์มันยังออกมาเป็นแบบประเทศนั้นๆ อีกอะ ถึงอย่างนั้นนะคะ ในกลุ่มนักศึกษาไทยเนี่ยก็ยังมี การคุยกันในเชิงทฤษฎี ในเชิงวรรณกรรมค่ะ เช่น งานเขียนในเชิงทฤษฎีอย่างงานของคาร์ล มาร์กซ์ ของเลนิน หรือว่างานเขียนในเชิงที่เปรียบเทียบประเทศประชาธิปไตยกับประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์นะคะ
นอกจากการวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรมแล้วนะคะ ยังมีเหตุการณ์สำคัญอีกอย่างนึงค่ะ ก็คือการจัดนิทรรศการจีนแดงนะคะ ซึ่งในงานเนี่ยนะคะ ก็จะมีการพูดถึงจีนในแง่มุมต่างๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การแพทย์ การกีฬา นะคะ นิทรรศการนี้เนี่ยนะคะ เป็นที่นิยมมากค่ะ ถึงขั้นที่มีการนำเรื่องนี้เข้าสภาเลยนะคะ ว่าการจัดนิทรรศการเนี่ยเข้าข่ายเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเปล่าค่ะ
ในปัจจุบันเราอาจจะรู้สึกว่าเราอยู่ในสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้นนะคะ เราสามารถพูดคุยถกเถียงหาความรู้ในแนวคิดต่างๆ ทั้งที่เราเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ได้แต่ในสมัยที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้เนี่ยนะคะ มันเป็นช่วงเวลากลางสงครามเย็นค่ะ ซึ่งประเด็นอะไรก็ตามที่เข้าไปใกล้ความเป็นคอมมิวนิสต์เนี่ยนะคะ เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่สังคมค่อนข้างจะหวาดกลัว เพราะว่าแนวคิดคอมมิวนิสต์เนี่ยนะคะ มองว่าสังคมแบบเดิมเนี่ยเป็นสังคมชนชั้นค่ะ มีการขูดรีด มีการมอมเมาประชาชนด้วยศาสนา ทั้งออกตามแนวคิดของคอมมิวนิสต์ก็คือโค่นอำนาจรัฐ ทำลายระบบชนชั้น เพื่อนำไปสู่ความเสมอภาค นั่นเองค่ะ ด้วยสาเหตุนี้นะคะ อะไรที่เกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์ หรือว่าถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์ก็เลยถูกเพ่งเล็งเสมอ เพราะกลัวว่าจะไปล้มล้างอำนาจรัฐแล้วก็สถาบัน
จากที่เราคุยกันไปนะคะ จะเห็นว่าบรรยากาศของประเทศไทยตอนนั้นเนี่ยคุกคุกหนักมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยจากภายใน หรือปัจจัยจากภายนอกนะคะ ซึ่งเอาจริงๆ แนวคิดของนักศึกษาในสมัยนั้นเนี่ยมีความหลากหลายนะคะ แนวคิดของมาร์กซิส ของเหมา ของลินิน มีอยู่ในขบวนการนักศึกษาจริงๆ แต่ไม่ได้แปลว่าผู้ชุมนุมทุกคนจะเห็นด้วยกับแนวคิดทุกแนวคิดที่มีการนำเสนอออกมา หรือว่านำมาพูดคุยถกเถียงกันค่ะ บางคนก็เลือกเอาบางอย่างไม่เอาบางอย่าง บางคนไม่เอาเลย บางคนเอาทุกอย่าง มีความหลากหลายนะคะ แต่ด้วยบรรยากาศทางการเมืองที่มีความกดดันทั้งภายในและภายนอกสูง การแบ่งขั้วทางการเมืองเป็น 2 ขั้วเนี่ยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะ
ฝ่ายนักศึกษาทั้งหมดเนี่ยนะคะ ก็เลยถูกมองว่าเป็นฝ่ายซ้ายในสายตาของขั้วตรงข้าม ในขณะที่ขบวนการการต่อต้านการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่ปรากฏขึ้นเนี่ย ไม่ใช่กลุ่มคนที่ความคิดอย่างเดียวกัน ชูแนวคิดชาติ ศาสนา แล้วมารวมตัวกันอย่างเดียวนะคะ แต่ขบวนการเหล่านี้ถูกจัดตั้งแล้วก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐในสมัยนั้นค่ะ เช่น กลุ่มกระทิงแดง ที่ส่วนมากก็เป็นนักศึกษาอาชีวะ และเยาวชนที่ไปช่วยสลายการชุมนุมของนักศึกษา สมาพันธ์ชาวนาชาวไร่ แล้วก็กลับมาก่อนค่ะ
ชนวนเหตุการณ์ชุมนุมของนักศึกษาเนี่ยนะคะ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 2519 ค่ะ เมื่อจอมพล ถนอม กิตติขจร ที่ถูกขับไล่ออกจากประเทศไปตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคมเนี่ยนะ เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยนะคะ โดยอ้างว่าต้องการมาเยี่ยมพ่อที่ป่วยอยู่ค่ะ และตอนที่เข้ามาเนี่ยนะคะ บรรพชาเป็นสามเณรเข้ามาค่ะ เข้ามาถึงปุ๊บก็ไปที่วัดบวรนิเวศ เพื่อไปอุปสมบทเป็นพระภิกษุ การเข้ามาของจอมพล ถนอม ครั้งนี้นะคะ แน่นอนว่าจะต้องทำให้เกิดข้อถกเถียงกันในสังคมไทยค่ะ อย่างในรัฐสภาก็มีการถกเถียงกันเรื่องนี้เหมือนกันนะคะ ส่วนขบวนการนักศึกษาเองเนี่ยนะคะ มีการยื่นกับรัฐบาลค่ะ เพื่อต่อต้านการเข้าประเทศของจอมพล ถนอม แถมมีการยื่นไปที่มหาเถรสมาคมด้วยนะคะ เพื่อให้ตรวจสอบสถานะการเป็นพระของจอมพล ถนอมค่ะ ซึ่งฝั่งมหาเถรสมาคมในตอนนั้นตอบว่าสถานะพระภิกษุของจอมพล ถนอมเนี่ยถูกต้องนะคะ ส่วนฝั่งรัฐเนี่ยถึงจะมีการถกเถียงกันแต่ก็ไม่ได้มีมาตรการอะไรออกมา
ดังนั้นในวันที่ 24 กันยายนปี 2519 ขบวนการนักศึกษาก็เลยเริ่มเคลื่อนไหวค่ะ โดยมีการเดินขบวนแล้วก็ปิดประกาศ คนที่ออกไปปิดประกาศเนี่ยนะคะ ไม่ได้มีแค่นิสิตกับนักศึกษาค่ะ แต่มีคนอื่นๆ ด้วยนะคะ และเคสนึงที่เป็นเคสสำคัญเลยก็คือพนักงานของการไฟฟ้า 2 คนค่ะ ที่ก็ออกไปปิดประกาศเหมือนกันนะคะ แต่พวกเขาเนี่ยกลับถูกพบเป็นศพอยู่ที่ประตูทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐมค่ะ
ดังนั้นในวันที่ 28 กันยายนนะคะ ก็เลยมีการรวมตัวชุมนุมกันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ค่ะ เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับคน ที่ทำร้ายพนักงานของการไฟฟ้า 2 คนนั้นนะ คะ และในวันนั้นมีจำนวนผู้ชุมนุมสูงถึงหลักหมื่นคนเลยทีเดียวค่ะ
หลังจากนั้นนะคะ ถัดไปในวันที่ 1 ตุลาคม มีการชุมนุมในหลายพื้นที่ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นที่สนามหลวง ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันรัฐบาลมากขึ้นนะ คะ ให้ขับไล่จอมพล ถนอม ออกจากประเทศไป จนกระทั่งในวันที่ 4 ตุลาคมนะคะ มีการชุมนุมกันบริเวณลานโพธิ์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็บริเวณสนามหลวง ในวันนั้นเนี่ยนะคะ มีการจำลองเหตุการณ์ที่พนักงานการไฟฟ้า 2 คนเนี่ยถูกฆ่าด้วยนะคะ ปรากฏว่าวันนั้นเนื่องจากมีผู้ชุมนุมจำนวนมากนะคะ ในวันเดียวกันเนี่ยนะคะ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็เลยประกาศปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็ให้คนกลับบ้านค่ะ
อย่างไรก็ตามค่ะ ในวันที่ 5 ตุลาคม วันรุ่งขึ้นนะ คะ การชุมนุมก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และไม่ได้มีแค่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะคะ แต่มีนักศึกษามีนิสิตจากที่อื่นๆ เนี่ยมาเข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้นมากขึ้นค่ะ จนจำเป็นต้องย้ายสถานที่ชุมนุมไปอยู่ในบริเวณสนามฟุตบอลนะคะ ในตอนบ่ายวันนั้นนะคะ หนังสือพิมพ์ดาวสยาม ที่ถูกมองว่าเป็นสื่อฝ่ายขวาสมัยนั้นเนี่ย ลงข่าวการชุมนุมแล้วก็การแสดงละครในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ เนื้อหากล่าวว่ากลุ่มนักศึกษามีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชในสมัยนั้นนะคะ เนื่องจากใบหน้าของผู้ที่แสดงละครเนี่ยมีความคล้ายคลึงกับพระองค์อยู่ค่ะ
การลงข่าวครั้งนี้ นะคะ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญค่ะ เพราะทำให้ภาพของการชุมนุมเปลี่ยนไป คือฝ่ายขวาเนี่ยมองว่าการชุมนุมครั้งนี้เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถึงขั้นมีการแจ้งความจับผู้ที่แสดงละครค่ะ ส่วนฝั่งนักศึกษานะคะ นักศึกษาบอกว่าไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ถูกกล่าวหา หนังสือพิมพ์ดาวสยามเนี่ยเลือกภาพเลือกมุมทำให้ถูกเข้าใจผิด ค่ะ มีหลายคนเนี่ยนะคะเชื่อว่าเป็นการแต่งภาพให้ดูเหมือนมากขึ้นค่ะ แต่ว่าคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยาน 6 ตุลาคมปี 2519 ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการที่รวมตัวกันในภายหลังเนี่ยนะคะ บอกว่ายังไม่มีหลักฐานสนับสนุนความเห็นนี้ค่ะ
ในระหว่างนั้นนะคะ สถานีวิทยุยานเกราะ ที่ถูกมองว่าเป็นสถานีวิทยุฝ่ายขวาเนี่ยก็ออกมาประกาศปลุกระดมผู้ที่รักชาติค่ะ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน หรือว่ากลุ่มกระทิงแดงนะคะ ที่เป็นอาชีวะฝ่ายขวาให้ออกมาร่วมปกป้องชาติค่ะ เพราะมองว่าการชุมนุมของนักศึกษาเนี่ยไม่ใช่แค่การขับไล่พระถนอม แต่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนะคะ
"อันนี้จำนวนวิธี นี้เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วได้ ขยายตัวมารกลายเป็นการจราจรบัดนี้ได้ เริ่มขยายตัวกันขึ้นจนถึงการกำหนดด้วยลม แรงอำนาจรัฐโดยการแผนการค้าแผนป่าประสาน เมืองตามยุทธวิธีของพรรคคอม"
ดังนั้นฝ่ายขวาที่ถูกปลุกระดมนะคะ ก็เลยออกมาปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในขณะที่นักศึกษาจำนวนนึงนะคะ ก็ยังปักหลักอยู่ในมหาวิทยาลัยต่อไปค่ะ จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ วันที่ 6 ตุลาคมปี 2519 ค่ะ เวลาประมาณตี 1 ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยให้เหตุผลทั้งหมด 4 ข้อค่ะ
ข้อที่ 1 คือนักศึกษาหมิ่นสถาบัน
ข้อที่ 2 คือนักศึกษาชุมนุมกันและมีการสะสมอาวุธเพื่อก่อกบฏ
ข้อที่ 3 นะคะ คือมีการปะทะกันระหว่างกลุ่มนักศึกษากับกลุ่มผู้รักชาติ จนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
และข้อที่ 4 นักศึกษาอาศัยประชาธิปไตยที่มีมากเกินไป มาเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ค่ะ
ในช่วงเวลาของการสลายการชุมนุมด้วยนะคะ มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามา และกลุ่มผู้รักชาติเนี่ยก็ยังล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ จนมีการบุกเข้าไปข้างในด้วยนะคะ ในช่วงเวลานั้นมีการยิงปืนหลายนัดเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการเผาโปสเตอร์ที่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัย ส่วนในตอนเช้านะคะ มีทั้งการระดมกำลังของตำรวจตระเวนชายแดน มีกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มกระทิงแดง และกลุ่มอื่นๆ อีกมากมายเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการสลายการชุมนุม โดยการใช้ปืนยิงเข้าไปใส่ผู้ชุมนุมนะคะ หลายคนที่พยายามหนีออกมาข้างนอกนะคะ ส่วนหนึ่งถูกทำร้าย ถูกรุมประชาทัณฑ์ค่ะ บางคนบาดเจ็บสาหัส บางคนเสียชีวิตนะคะ และผู้ที่เสียชีวิตเนี่ยก็ถูกนำออกไปแขวนประจานตามที่ต่างๆ ค่ะ บางส่วนถูกนำมาเผาบริเวณถนนราชดำเนิน ส่วนคนที่รอดชีวิตนะคะ ก็ถูกควบคุมตัวไปค่ะ นักศึกษาทั้งชายและหญิงถูกบังคับให้ถอดเสื้อนะคะ ระหว่างทางก็มีการถูกขว้างปาข้าวของแล้วก็ถูกด่าทอค่ะ
ช่างภาพขาวท่านนึงที่อยู่ในเหตุการณ์วันดังกล่าวเนี่ยนะคะ กล่าวเอาไว้ว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การล้อมปราบ แต่เป็นการล้อมฆ่า แสดงให้เห็นความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ที่ทำเกินกว่าเหตุค่ะ
ผลจากเหตุการณ์รุนแรงในนั้นเนี่ยนะคะ มีนักศึกษาถูกจับตัวไป 3,094 คน และมีคนเสียชีวิตมากกว่า 40 คน ค่ะ เป็นผู้หญิง 4 คน เป็นผู้ชาย 32 คน และอีก 4 คนที่เสียเสียหายมากจนไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นชายหรือหญิงค่ะ และในวันเดียวกันนะคะ ก็มีการทำรัฐประหารโดยพลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ค่ะ โดยให้เหตุผลว่ามีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แปลว่าคอมมิวนิสต์กำลังจะยึดครองประเทศไทยนะคะ แล้วก็ยังมี การกล่าวหาว่ากลุ่มนักศึกษาชุมนุมกันเนี่ยมีอาวุธสงคราม ดังนั้นแปลว่าเป็นการร่วมมือกับคอมมิวนิสต์เวียดนาม แต่จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังหาหลักฐานไม่ได้นะคะ
จากเหตุการณ์เหล่านี้นะคะ ก็เลยมีการแบนหนังสือพิมพ์ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคมจนกระทั่งถึงวันที่ 8 ตุลาคมค่ะ หนังสือพิมพ์กลับมาครั้งนึงในวันที่ 9 ตุลาคมนะคะ แต่ก็มีคำสั่งให้ระมัดระวังการเผยแพร่ภาพวันที่ 6 ตุลาคมค่ะ ทำให้ภาพจำนวนมากที่สื่อถ่ายไว้เนี่ยนะคะ ไม่ได้มีการพิมพ์เผยแพร่ในสมัยนั้น จนผ่านมาหลายต่อหลายปีแล้วค่ะ ถึงจะมีการนำกลับมาเผยแพร่ กลับมาจากนิทรรศการต่างๆ นะคะ
อย่างไรก็ตามนะคะ ในบรรดาภาพทั้งหลายในวันที่ 6 ตุลาคมเนี่ย ก็มีภาพนึงที่มีคนพูดเหมือนกันบ่อยที่สุด ค่ะ ก็คือพี่อยู่ใต้ต้นไม้แล้วก็มีเก้าอี้ฟาดนั่นนะคะ ส่วนอีกเหตุการณ์นึงก็คือภาพการตอกอกนะคะ ที่มีการเอาวัตถุตอกลงไปบนร่างผู้เสียชีวิตค่ะ ทั้ง 2 ภาพเนี่ยนะคะ แสดงความรุนแรงให้เห็นอย่างชัดเจน แล้วก็เป็นการแสดงให้เห็นเลยว่า ณ เวลานั้นนะคะ กลุ่มคนที่กระทำสิ่งเหล่านั้นไปเนี่ย เขา มองว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็นสิ่งที่ชอบทำ เป็นการปกป้องชาติอยู่ ซึ่งเราจะเห็นได้จากสีหน้าท่าทางในภาพนั่นเองค่ะ
หลังจากเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคมผ่านไปนะคะ รัฐบาลของนายธานินทร์ ไกรวิเชียร ที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเนี่ยก็พยายามปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างหนักค่ะ ทำให้นักศึกษาหลายพันคนที่ไม่ได้ถูกจับกุมในวันที่ 6 ตุลาคมเนี่ย ต้องหนีเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยค่ะ ซึ่งคนที่หนีเข้าป่าไปเนี่ยนะคะ ก็มีทั้งที่เห็นด้วยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และมีทั้งคนที่หนีจากการไล่ล่า นักศึกษาที่เข้าป่าไปก็กลายเป็นสหายแล้วก็ได้ชื่อใหม่แล้วก็มีการต่อสู้กับรัฐอยู่ในช่วงเวลานึงค่ะ
หลังจากนั้นนะคะ เหตุการณ์ก็ค่อยๆ คลี่คลายขึ้นค่ะ บรรดานักศึกษาที่ถูกจับไปในวันที่ 6 ตุลาคมเนี่ยก็มีการค่อยๆ ทยอยปล่อยตัวกันออกมามานะคะ จนกระทั่งเหลือนักศึกษาอยู่ 19 คนสุดท้ายค่ะ ซึ่ง 19 คนนี้นะคะ ถูกจำคุกประมาณ 2 ปี กว่าที่จะถูกปล่อยตัวออกมาในปีพุทธศักราช 2521 ภายใต้พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม 2519 พุทธศักราช 2521
ส่วนนักศึกษาที่อยู่ในป่าเนี่ยนะคะ ระหว่างนั้นรัฐบาลก็พยายามจะลดความตึงเครียดทางการเมืองแล้วก็ออกนโยบายประนีประนอมกับนักศึกษามากขึ้น เพื่อให้นักศึกษาออกจากป่ากลับเข้ามาในเมืองนะคะ นักศึกษาบางส่วนก็เลยเริ่มออกจากป่า แต่เหตุการณ์ที่ทำให้นักศึกษาตัดสินใจกลับเข้าเมืองกันมากจริงๆ นะคะ ก็คือช่วงที่เกิดปัญหาภายในกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนค่ะ คือในช่วงปี 2522 เนี่ยมันเกิดความขัดแย้งกันเองค่ะ ระหว่างคอมมิวนิสต์เวียดนามกับคอมมิวนิสต์กัมพูชาที่เขาเรียกว่าเขมรแดง นะคะ ฝั่งเวียดนามเนี่ยสามารถเอาชนะเขมรแดงได้แล้วก็ตั้งรัฐบาลของนายเฮง สัมฤทธิ์ ขึ้นมาค่ะ ซึ่งภายหลังก็จะมีคอมมิวนิสต์จีนเข้ามาจัดการเข้ามาอะไรด้วยนะคะ แล้วทำให้จีนเนี่ยลดความช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยค่ะ
ผลจากเหตุการณ์นี้นะคะ ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเนี่ยเกิดความขัดแย้งภายในค่ะ นักศึกษาบางคนรู้สึกถึงความพ่ายแพ้ของคอมมิวนิสต์นะคะ ส่วนหนึ่งพบว่าคอมมิวนิสต์แบบที่ตัวเองเชื่อกับสิ่งที่ตัวเองไปเจอเนี่ยค่อนข้างจะสวนทางกันค่ะ ประกอบกับจังหวะนั้นเองนะคะ รัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มีการออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี พุทธศักราช 2523 เปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าร่วมกับขบวนการคอมมิวนิสต์เนี่ยได้รับการนิรโทษกรรม ทำให้นักศึกษาจำนวนมากตัดสินใจออกจากป่าค่ะ บางคนออกมาเรียนหนังสือตอบ บางคนหันไปเชื่อความเชื่ออื่นโดยไม่หันมาสนใจความเชื่อคอมมิวนิสต์อีกต่อไปค่ะ
หลังจากช่วงเวลานั้นนะคะ เหตุการณ์ 6 ตุลาคมปี 2519 ก็แทบจะไม่มีการพูดถึงในสื่อหลักอย่างเป็นทางการอีกค่ะ อาจจะมีพูดถึงบ้างในหนังสือเรียนเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดนะคะ ส่วนการพูดถึงเนี่ยก็จะ เป็นในวงเล็กๆ ไม่สามารถจัดงานอย่างเป็นทางการได้ค่ะ จนกระทั่งข้ามเวลามาค่อนข้างจะนานนะคะ สังคมถึงจะเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น ถึงจะมีคนหยิบเอาเรื่องราวของ 6 ตุลาคมเนี่ยมาพูดคุยมาถกเถียงมาวิจารณ์มาแชร์ประสบการณ์จากผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์กันค่ะ เริ่มมีการเปิดหลักฐานจากฝ่ายต่างๆ มีคนที่อยู่ในเหตุการณ์ออกมาเล่าประสบการณ์ของตัวเอง ไปจนกระทั่งถึงมีการตั้งกลุ่มเพื่อตามหาหลักฐานแล้วก็ข้อเท็จจริงในหมู่นักวิชาการ มีการเสวนามีการจัดนิทรรศการรำลึกจนถึงทุกวันนี้นั่นเองค่ะ
และทั้งหมดนี้นะคะ ก็คือเรื่องราวของ 6 ตุลาคมที่วิวพยายามรวบรวมเอามาเล่าให้ทุกคนฟังค่ะ ก็สำหรับวันนี้ลาไปก่อนแล้วกันค่ะทุกคน สวัสดีค่ะ
อย่างที่บอกไปตอนต้นนะคะว่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคมเนี่ยเป็นเหตุการณ์ที่ถ่ายทอดยาก เพราะนอกจากจะมีมุมมองหลากหลายแล้ว ยังไม่ได้มีการบันทึกไว้ทั้งหมด เนื้อหาบางส่วนก็ต้องอาศัยการบอกเล่าจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์ สำหรับคลิปวิดีโอนี้ วิวขออนุญาตขอบคุณคุณจีรนันท์ ปรีชา หนึ่งในผู้มีบทบาทสูงมากๆ ในยุคนั้น ที่นอกจากจะมาช่วยตรวจทานความถูกต้องของคลิปวิดีโอนี้แล้ว ยังกรุณาส่งรูปส่วนตัวมาให้บางส่วนเพื่อใช้ประกอบกับคลิปวิดีโอ และขอบคุณทีมงานเบื้องหลังทุกคนที่ทำให้คลิปวิดีโอนี้เกิดขึ้นได้ เพื่อให้คลิปวิดีโอนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น วิวขออนุญาตปิดคลิปวิดีโอนี้ด้วยคำถามสุดท้ายที่ว่า ในฐานะคนที่อยู่ร่วมสมัย ทำไมมีคนรุ่นใหม่ถึงต้องเรียนรู้เรื่อง 6 ตุลาค่ะ
"คือเราเรียนประวัติศาสตร์มารู้เลยว่าพอเวลาผ่านไปเนี่ย ก็จะเกิดการเลือกหยิบมาใช้ตามทัศนคติ หรือว่าความคิดความเชื่อของคนที่นำมาเผยแพร่ เพราะฉะนั้นถ้าเราศึกษาดีๆ ลึกๆ เนี่ยนะ บทเรียนมันอยู่ในนั้นแล้ว เพียงแต่ว่าหลายคนอาจจะไม่สนใจ ชอบรับฟังเฉพาะข้อมูลมือสองแล้ว ซึ่งเลือกหยิบมาใช้อย่างมาก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันซึ่งคนหนุ่มสาวนี่ตื่นตัวทางการเมือง อันนี้เป็นเรื่องดีนะฮะ เพราะว่าเงียบกันมาหลายปี คนนั้นศึกษา หรือว่าคน Generation นี้เนี่ยสนใจการเมืองก็แอบมีความหวังนิดนึงว่าถ้าศึกษาบทเรียนดีๆ แล้วก็รู้ที่มาและทางไปของระบอบการเมืองไทยเนี่ยนะ ก็จะสามารถเคลื่อนไหว หรือว่าจับประเด็นได้ตรงจุดมากขึ้น สิ่งที่ควรรู้ก็คือว่าในบริบทการเมืองทั้งหลายเนี่ยนะ อย่างที่วิวเล่ามามันจะมีทั้งเงื่อนไขที่ใหญ่มากจนเรามองไม่เห็น เช่น เงื่อนไขต่างประเทศ เงื่อนไขภายในประเทศ ที่เราเห็นว่าใครคือศัตรูของประชาชน ใครคือเผด็จการ อะไรต่ออะไรต้องขับไล่ทั้งนั้น ถ้าเรารู้รอบเนี่ยมันจะดี และบทเรียนอันหนึ่งที่คิดว่าสังคมไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ควรจะต้องเรียนรู้ไว้ นะคะ ก็คือการใช้ความรุนแรง อันนี้ไม่ได้พูดแบบ comment กับใจวางปืนแล้วก็หันมาเข้าวัดเข้าวังนะ การใช้ความรุนแรงมันไม่ค่อยนำไปสู่คำตอบ สำหรับยุคนี้ ซึ่งบทเรียน 6 ตุลาคมนี้สอนไว้มากมาย แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในยุคนั้นนะ ไม่ใช่ความรุนแรงแบบมาสู้กันกลางถนนอะไร อันนั้นสู้แบบจนต่อ 14 ตุลา 6 ตุลาเนี่ยมันเป็นความรุนแรงทางเราถ้ากรรม ซึ่งตอน 14 ตุลาคมไม่มีเรียบร้อยมากจะเอาอะไรก็ขอขอรัฐธรรมนูญไม่ให้ก็เดินขบวนประท้วงอะไรอย่างเงี้ย แต่พอ 6 ตุลาคมมันเริ่มซ้ายขึ้นเรื่อยๆ ไง ก็ไม่ใช่ความผิดของหนุ่มสาวหลอกเขาเป็นพลังบริสุทธิ์ เพราะก่อนตอนร้อนเปล่าเนี่ยนะ เป็นเป็นเรื่องที่เรียกว่าประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะนักศึกษาคือพลังบริสุทธิ์ แต่เมื่อมองกลับไปเนี่ยนะ แทนที่ประชาชนสงสารเห็นใจลุกขึ้นสู้ตายเพื่อนักศึกษาอะไร ทำไมไม่มี ก็เพราะส่วนหนึ่งสังคมก็มีความหวาดกลัวเหมือนกันว่านักศึกษาจะรุนแรงอย่างนั้น จริงมันมีทั้งซ้ายจากซ้ายรุนแรง ซ้ายประเภทแค่ต่อต้านอย่างใดๆ อย่างหนึ่งเช่น ต่อต้านสงคราม ต่อต้านรัฐบาล ต่อต้านนายทุน อะไรอย่างเงี้ย แล้วก็มีซ้ายแบบประเภทอุทิศตนเพื่อสังคมอะไรก็ได้แล้วๆ ไอ้การเผยแพร่ออกสื่อมันไม่มีโซเชียลแบบปัจจุบันใช่มั้ย คนที่ผลิตสื่อมันก็จะพูดถึงโอ้โห การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธอะไรต่ออะไรเยอะแยะมากมายก็สร้างความหวาดกลัวในหมู่ชนชั้นกลางกรุงเทพฯ คือตอนหลังเรามาวิเคราะห์วิจารณ์ชนชั้นกลางอะไรต่ออะไรต่างๆ นานานะนะ แต่บรรยากาศในช่วงนั้นก็คือพ่อแม่ไม่เอาด้วยอ่ะ เพราะมันแรง คือรักลูก ซัพพอร์ตลูก แต่ว่าตอนที่จะให้ออกมาช่วยนะ ออกมาต่อต้านรัฐประหารหลัง 6 ตุลาเนี่ย ไม่มี ไม่ใช่เพราะว่าเราเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างอย่างป่าเถื่อนเท่านั้น แต่สิ่งที่นำไปสู่เหตุการณ์นั้นและหลังจากนั้นนะ ถ้า ย้อนกลับไปได้เนี่ยนะ เราต้องรอบคอบ"