Transcription
สวัสดีครับ ต่อไปนี้นะครับ เราอาจจะมีวิธีใหม่ในการรักษาโรคซึมเศร้าแล้วครับ เป็นวิธีที่ไม่ต้องใช้ยาด้วยครับ เพราะว่าทาง FDA ของอเมริกาเนี่ย เขาเพิ่งจะอนุมัติเครื่องมือชนิดหนึ่ง เรียกว่า FL100 เป็นเครื่องมือที่เอามาสวมบริเวณศีรษะวันละครึ่งชั่วโมง ทำเองที่บ้าน แล้วมันสามารถที่จะลดอาการของโรคซึมเศร้าได้ครับ
วันนี้ผมก็เลยอยากจะหยิบยกเรื่องราวของ FL100 มาเล่าให้ฟังว่าที่มาที่ไปของมันเนี่ยเป็นยังไง มันไปทำอะไรกับร่างกายของเราถึงทำให้เราโรคซึมเศร้าดีขึ้น แล้วมันมีผลข้างเคียงมั้ย มันจะมีผลประโยชน์อย่างไรบ้าง หาซื้อได้ที่ไหนยังไง วันนี้เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังนะครับ
พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนีธนียวัณ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอดและวิกฤตบำบัดนะครับ เมื่อเดือนธันวาคมปี 2025 เนี่ย ทาง FDA ได้พิจารณางานวิจัยของ FL100 แล้วรู้สึกว่าอันเนี้ยมันดี ก็เลยนำไปสู่การอนุมัติให้สามารถนำ FL100 มาใช้กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้ และตอนนี้นะครับ ทางอเมริกาก็พยายามจะผลิตไอ้เครื่องเนี้ยมาใช้ แต่ยังไม่ออกมา คาดว่าน่าจะอีกไม่กี่เดือนมันก็จะออกมาให้ใช้
อย่างไรก็ตามครับ เครื่อง FL100 มีใช้จริงๆแล้วในโลกใบนี้ครับ โดยมีมาตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งมีที่ใช้ในแถบยุโรปนะครับ ที่อังกฤษ ที่สวิตเซอร์แลนด์ ที่ฮ่องกงก็มีนะครับ รวมๆแล้วเนี่ยมีคนใช้ อยู่ประมาณ 55,000 คน โดยบริษัทผู้ผลิตเนี่ยนะครับ เค้าดูข้อมูลจริงๆในโลกใบนี้ เค้าพบว่ามีคนจำนวน 77% หลังจากใช้เครื่องมือนี้ไป 3 สัปดาห์ รู้สึกได้ว่าโรคซึมเศร้ามันดีขึ้น อ่า ก็เลยเป็นอะไรที่ทำให้หลายๆคนสนใจมากนะครับ
เครื่องมือเนี้ยมันถูกคิดค้นมาได้ยังไง ก็ต้องบอกว่าทางบริษัทที่คิดค้นเนี่ย เป็นบริษัทของสวีเดนชื่อว่า Flow Neuroscience นะครับ เค้าตั้งข้อสังเกตว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าหลายๆคนเนี่ย กินยาแล้วมีผลข้างเคียง บางคนกินแล้วอ้วน บางคนกินแล้วรู้สึกสมองมันอ๊ๆนะครับ หรือบางคนก็ต้องกินยามากกว่า 1 ตัว แล้วก็คุมยังไม่ได้ด้วยซ้ำไปนะ ครับ บางคนเนี่ยอยากจะหยุดยา แต่พอหยุดทีไรปุ๊บ โรคมันก็กลับมาใหม่ ทำให้ต้องกลับไปกินยาเหมือนเดิม
เค้าก็เลยคิดว่าเอ๊ะ มันจะมีวิธีอะไรมั้ยนะ ที่เราสามารถใช้เสริมไปได้กับคนที่กินยาแล้วไม่ได้ผล ใช้เสริมไปในกรณีที่เราต้องการลดยา หรือถ้าคนไหนไม่กินยาแล้วใช้ไอ้ตัวเนี้ย มันจะได้ผล ก็เลยนำไปสู่การค้นพบบางอย่างที่เจอว่าสมองส่วนหนึ่งของเรานะครับ คือตรงบริเวณเนี้ย เราเรียกว่า left dorsolateral prefrontal cortex คือด้านซ้าย มันมีการทำงานที่ลดลงในคนไข้ที่เป็นโรคซึมเศร้า เค้าก็เลยคิดว่า อ่า ถ้าเราสามารถเอาอะไรไปกระตุ้นมันได้ล่ะก็ มันอาจจะทำให้ซึมเศร้าดีขึ้นก็ได้ มันก็เลยนำไปสู่การพัฒนาเครื่องที่เรียกว่า FL100 นะครับ
แล้วแต่ก่อนเนี่ย มีคนพยายามจะพัฒนาไอ้เครื่องทำนองเนี้ยเยอะอยู่แล้ว มีคนทำวิจัยแล้ว แต่ว่าวิจัยที่ปั่นผ่านมาทั้งหมดเนี่ย มันเป็นวิจัยขนาดเล็กนะครับ มีการควบคุมที่ไม่ค่อยเป็นมาตรฐานเท่าไหร่นะครับ มันก็เลยทำให้งานวิจัยในเรื่องเนี้ย มันไม่ค่อยที่จะเด่นดังเท่าไหร่ แล้วก็ไม่ได้นำไปสู่การที่ทางอเมริกาเนี่ยจะเอาเครื่องนี้มาใช้
อเมริกาเนี่ยเป็นประเทศที่อนุมัติอะไรค่อนข้างจะยากนะครับ เราจะสังเกตว่าเครื่องมือพวกเนี้ย มันมีใช้ในที่อื่นมานานแล้วนะครับ อย่างที่เมื่อกี้ผมบอก ที่สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ ฮ่องกง ยุโรปเนี่ย มีใช้มานานแล้วตั้งแต่ปี 2019 แต่ว่าที่อเมริกามันยังไม่มี เพราะว่าอเมริกาเนี่ย รู้งานวิจัยตัวนึงนะครับ งานวิจัยตัวนี้ตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกอย่าง Nature เลยนะครับ เป็นวารสารที่ดีที่เรียกได้ว่าที่สุดของโลกในทางด้านของการแพทย์นะครับ โดยงานวิจัยนี้ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2024
แล้วงานวิจัยเนี้ย เค้าเอาคนไข้มานะครับ ทั้งหมดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 87 คน ก็คือ 174 คนนะครับ 87 คนแรกเนี่ยจะได้ใช้เครื่องมือตัวนี้ แล้ว 87 คนที่เหลือเป็นกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุม ก็จะใช้เครื่องมือทำนองเดียวกัน แต่ไม่มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าอะไรนะครับ
เครื่องมือชนิดนี้นะครับ เค้าทำงานยังไง คือมันมันเป็นเครื่องมือที่ใส่เข้าไปที่หัวอย่างเงี้ยนะครับ แล้วเขาก็มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาด 2 มิลลิแอมแปร์ ไปที่สมองส่วนเนี้ยนะครับ left dorsolateral prefrontal cortex เพื่อกระตุ้นให้มันทำงานนะครับ โดยเขาทำการทดลองทั้งหมด 10 สัปดาห์ ในช่วง 3 สัปดาห์แรก เขาจะให้ใส่ไอ้เครื่องมือเนี้ย วันละ 30 นาที ทั้งหมด 5 วันต่อสัปดาห์นะ ครับ แล้วพอครบ 3 สัปดาห์ 7 สัปดาห์ที่เหลือจะทำแค่สัปดาห์ละ 3 วันเท่านั้นเอง นะ ตอนแรกทำ 5 วันต่อสัปดาห์นะครับ ตอนหลังเราจะลดไปเหลือ 3 วันต่อสัปดาห์ นี่เป็นโปรโตคอลหรือมาตรการที่เขาทำนะครับ
โดยทั้ง 2 กลุ่มนี้ กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง มันจะมีความเหมือนกันทุกประการครับ บางคนมีการใช้ยาต้านซึมเศร้าอยู่ บางคนยังไม่ได้ใช้ บางคนใช้มากกว่า 1 ตัวนะครับ แล้วความเศร้าของทั้ง 2 กลุ่มเนี่ยพอๆกัน มันก็เลยเป็นการแบ่งกลุ่มที่ยุติธรรมมาก มีการสุ่มที่ชัดเจน แล้วคนที่ใช้เครื่องมือเนี่ย ไม่มีใครรู้เลยด้วยซ้ำไปว่าตัวเองได้เครื่องมือที่มันปล่อยกระแสไฟฟ้า หรือเป็นเครื่องมือหลอกที่เราเรียกว่า sham นะครับ อ่า ดังนั้นงานวิจัยเนี้ย เมื่อเทียบกับงานอื่นๆ ที่มีมาบนโลกนี้ มันจึงเป็นงานวิจัยที่ยุติธรรมแล้วทำได้มาตรฐานที่สุดนะครับ ก็เลยมีทาง FDA สนใจนะฮะ
ทีนี้งานตัวนี้เค้าเจออะไร เค้าก็เจอว่าคนที่ใช้เครื่องมือนี้เนี่ย มันเจอว่าโรคซึมเศร้ามันดีขึ้นนะ เมื่อเทียบกับคนที่ใช้เครื่องมือหลอกนะฮะ ก็เลยสนใจขึ้นมา แต่ทีนี้ครับ ผมจะทิ้งลิงก์งานวิจัยนี้ให้ทุกคนสามารถไปอ่านได้ด้วยตัวเอง ถ้าสำหรับผม ผมยังมีข้อวิจารณ์อยู่บางอย่าง ข้อแรกนะครับ คือผู้สนับสนุนงานวิจัยนี้ก็คือบริษัทนี้นั่นแหละครับ Flow Neuroscience นะฮะ ดังนั้นอาจจะมีเรื่องราวของผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ conflict of interest
ข้อที่ 2 ปริมาณผู้เข้าร่วมงานวิจัยมี 174 คน ซึ่งใหญ่กว่างานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับไอ้เครื่องมือเนี้ยในอดีตทุกๆอย่าง เพียงแต่ว่า 174 คนน่ะ มันก็ยังไม่ได้เยอะขนาดนั้น แต่ข้อดีของมันก็คือว่า อันเนี้ยมันเป็นงานวิจัยแบบทดลองหลายๆที่ แล้วเป็นการทดลองที่บ้าน ไม่จำเป็นจะต้องมาที่โรงพยาบาลหรือคลินิก เพื่อที่จะใส่ไอ้เครื่องนี้ เค้าให้คุณเอาไปใส่เองที่บ้านเลย โดยจะมีคนโทรไปคุยกับคุณทุกวัน อ่า ใส่เป็นยังไง ใส่ถูกต้องมั้ย มีปัญหาอะไรมั้ย ทุกๆครั้งที่ใส่นะครับ จะเป็นแบบนั้น ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ เราเรียกว่าเลียนแบบการใช้จริงในโลกแห่งความเป็นจริง หรือ Real World Data จริงๆ เพราะว่าถ้าคุณลองคิดดูอ่ะ อุปกรณ์มันดีแหละ แต่ต้องมาที่โรงพยาบาลทุกวัน มันไม่มีใครทำนะครับ อันนี้เค้าเลยให้ไปทำเองที่บ้าน ซึ่งเหมาะสมกว่า
ถ้าเราไปดูคะแนนเรื่องโรคซึมเศร้าจริงๆเนี่ย กลุ่มที่ใช้เครื่องกับไม่ใช้เครื่องมันต่างกันไม่มากขนาดนั้น เพียงแต่ว่ามันมีนัยยะสำคัญทางสถิติจริงๆนะครับ ซึ่งตรงเนี้ยก็ก็ต้องลองพิจารณาต่อไปว่า เอ๊ะ ตกลงแล้วมันใช้ได้จะมีอะไรที่เป็นประเด็นหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ตามครับ ข้อแรกนะ มันมีการใช้จริงในโลกใบนี้แล้วเจอว่ามีผลดี ข้อที่ 2 ผมบอกแล้วครับว่า FDA อเมริกาเนี่ย มันจะอนุมัติอะไรยากมาก ถ้ามันอนุมัติแสดงว่ามันต้องมีอะไรดีสักอย่างนึงนะครับ อ่า มันต้องมีอะไรดีสักอย่างนึงที่จะเอาไปทดลอง
ทีนี้ถามว่าแล้วมันมีปัญหาอะไรมั้ย มีเหมือนกันครับ คนที่ใช้เครื่องมือที่มันมีกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นเนี่ย จะรู้ว่าถ้าเกิดตัว contact หรือตัวที่แนบติดกับผิวเนี่ย มันไม่ค่อยดีนะครับ มันอาจจะทำให้เกิดอาการผิวไหม้ นะครับ แสบหรือเจ็บได้ ซึ่งไอ้ผิวไหม้แสบเจ็บเนี่ยนะครับ เค้าเจอว่ามันเจออยู่ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์เลยในคนที่ใช้เครื่องเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ใช้เครื่อง ซึ่งเจอ 18% เป็นผิวแดงแดงอ่ะ แต่ถามว่า อ่า แล้วไอ้เครื่องปลอมนี้มันเจอได้ไง 18% ก็เพราะว่าอะไรก็แล้วแต่ครับ ที่มันมากดตรงผิวหนังมันทำให้ร้อนๆ แล้วเราต้องใส่มันไว้ครึ่งชั่วโมงเนี่ย มันร้อนนะครับ หรือว่ามันอึดอัด มันมีเหงื่อออก มันก็อาจจะเกิดการระคายเคืองขึ้นมาก็ได้นะครับ บางคนก็จะมีรู้สึกว่ามันยิบๆตรงบริเวณนั้นนะฮะ แต่ก็มีส่วนนึงก็คือเค้าบอกว่าเจอประมาณ 14% ที่บอกว่าใช้ไอ้เครื่องนี้แล้วอ่ะ มันเหมือนความคิดมันไม่แล่นคิดไม่ออกนะ ครับ เจอ 14% นะ งั้นตรงนี้ก็เป็นผลข้างเคียงที่เจอได้ เพียงแต่ว่าผลข้างเคียงเนี้ย มันไม่ได้มากพอที่จะทำให้คนเหล่า นั้นน่ะเลิกใช้เครื่องเหล่านี้นะครับ เค้ายังคงใช้ต่อ แสดงว่ามันต้องเป็นผลข้างเคียงที่ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะฮะ
แล้วอย่างที่บอกครับ ทุกๆอย่างที่มันเป็นเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าที่เอามาแปะกับผิวหนัง ทุกคนเค้าจะรู้ดีว่ามันจำเป็นจะต้องมี contact ที่ดีนะครับ อาจจะต้องมีเจลมีอะไรมาแปะให้ดี เพราะไม่ฉะนั้นเนี่ย ถ้าเกิดว่ามันส่งกระแสไฟฟ้าแล้วมันไม่มี contact หรือไม่มีตัวแนบผิวที่ดีเนี่ย มันอาจจะไหม้มันอาจจะเกิดความร้อนขึ้นมาก็ได้นะครับ เพราะงั้นอันนี้เป็นสิ่งที่ปกติเรารู้กันอยู่แล้วนะฮะ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนที่ อ่า ติดว่า เออจะทำยังไงดีนะ
นี่แหละครับคือเรื่องราวของตัว Flow 1 FL100 นะ ทีนี้คำถามครับ ก็คือว่าแล้ว FL100 เนี่ย มันราคาเท่าไหร่ เออ มันจะผลิตออกมาแล้วเนี่ยนะฮะ คือเค้าคาดการณ์ไว้ครับว่าเครื่องนึงเนี่ย จะตกประมาณสักหมื่นกว่าบาทถึงประมาณ 30,000 บาทนะครับ อันนี้เป็นราคาที่ทางอเมริกาประเมินมานะ อย่างไรก็ตามครับ อันนี้เป็นราคาของอเมริกา ซึ่งหมายความว่า สมมุติว่ามันมีการเข้ามาขายในประเทศไทย มันอาจจะถูกกว่านั้นก็ได้นะครับ ที่อเมริกาเนี่ย การสั่งเครื่องมือนี้ยังจำเป็นจะต้องมีแพทย์เป็นคนสั่งนะครับ เพราะว่ามันจะต้องมีการดูแลที่ชัดเจน แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าคุณไปฮ่องกง แล้วเจออุปกรณ์นี้มันสามารถซื้อมาได้เลย หรือเปล่านะครับ ผมยังไม่แน่ใจว่ามีวางขายตรงไหนหรือเปล่า แต่ว่าฮ่องกงเนี่ยมีเครื่องมือชนิดนี้ใช้แล้วนะครับ
ซึ่งมันเป็นความหวังให้กับหลายๆคนเลยทีเดียว เพราะว่ามันอาจจะใช้ในกรณีคนที่เขาเจอผลข้างเคียงจากยาต้านซึมเศร้าก็ได้นะ ครับ หรือในคนที่กินยามากกว่า 1 ตัวแล้วมันยังคุมอาการไม่อยู่ อันนี้ก็อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งให้เข้าไปเสริมเพื่อที่จะแก้ไข หรือในกรณีที่มีคนซึ่งแบบอยากจะหยุดยา แล้วมันหยุดไม่ได้ อันนี้ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกนึงนะครับ
โดยทางอเมริกาเนี่ย FDA เค้าอนุมัติอันนี้ให้ใช้ในคนที่เป็นโรค major depressive disorder หรือโรคซึมเศร้าระดับปานกลางถึงรุนแรงเท่านั้นนะครับ โดยจะต้องมีอายุอย่างน้อย 18 ปีขึ้นไปนะครับ ถ้าน้อยกว่านั้น อ่า อันนี้อาจจะมีปัญหา นะครับ หรือถ้าเกิดว่าเป็นโรคอื่นก็อาจจะยังใช้ตัวนี้ไม่ได้นะครับ เช่นยังไม่สามารถอนุมัติมาใช้กับโรค bipolar ได้ หรือโรคจิตเภทพวกนี้ยังใช้ไม่ได้นะครับ ถ้าใช้ อาจจะมีปัญหาขึ้นมา เพราะฉะนั้นตรงเนี้ย เค้ามีข้อบ่งชี้ชัดเจนคือโรคซึมเศร้าที่ได้รับการวินิจฉัย ไม่ใช่เอาไปใช้กับใครก็ได้ที่เป็นเศร้า นะครับ เช่น อ่า เราอาจจะอกหักมาเราเศร้า เราจะใช้เครื่องนี้ได้มั้ย อันนี้ยังยังไม่มีข้อมูลว่าใช้แล้วมันจะดีหรือไม่ดี หรือมันได้ผลหรือเปล่านะครับ หรือคนที่สอบตกเศร้า นะครับ หรือคนมีปัญหาในครอบครัวแล้วเศร้า ไอ้เครื่องมือเนี้ยอาจจะยังไม่ช่วยขนาดนั้นนะครับ เราคงต้องดูต่อไป
แล้วถ้าเรามาดูเรื่องของความเศร้าที่มันดีขึ้นจากคะแนนในงานวิจัยตัวเนี้ย คะแนนมันถึงแม้ว่าจะมีนัยยะสำคัญทางสถิติจริงๆ แต่ว่ามันดีกว่ากลุ่มที่ใช้เครื่องมือหลอกเนี่ย นิดเดียวไม่มากขนาดนั้น ยังไงก็คงจะต้องเอาตรงนี้มาเป็นจุดที่คิดกันต่อไปว่า เออ เครื่องมือมันจะโอเคขนาดนั้นหรืออย่างไรนะครับ
และแน่นอนครับว่ามันก็คงจะต้องมีเรื่องของรูปศีรษะ อ่า ถ้าเราดูงานวิจัยตัวเนี้ย ทำกับคนขาวคน Caucasian ค่อนข้างจะเยอะ มีคนเอเชียมีนิดเดียว นะครับ ซึ่งมันแปลว่า เออ ขนาดหัวเค้าอ่ะ มันก็ไม่เหมือนเราและนะฮะ ก็ไอ้เครื่องมือตรงนี้มันจะไปกระตุ้นถูกจุดหรือเปล่า หรือมันเอียงไปนิดนึงหรืออะไรพวกเนี้ย เพราะว่าถ้าเกิดว่าลักษณะของหัวเรามันเอียงไป หรืออะไรพวกเนี้ย อาจจะกระตุ้นไฟฟ้าได้ไม่ตรงบริเวณที่เขาจะทำนะฮะ
แต่ตรงเนี้ย มันเป็นแนวการรักษาแบบใหม่ที่น่าสนใจมากๆ เหตุผลอย่างหนึ่งก็เพราะว่าตอนเนี้ยอเมริกา นะครับ เค้าได้มีการอนุมัติเครื่องมืออีกอย่างนึงและ ที่จะเป็นการฝังชิปเล็กๆลงไปตรงกระดูกกะโหลกศีรษะของเรา เพื่อทำการกระตุ้นสมองเราโดยตรงในบริเวณที่มันเกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้านะครับ ไม่ใช่เครื่องมืออันนี้นะครับ เป็นเครื่องมืออีกอันนึง แสดงว่าเรื่องเนี้ย กลไกการรักษา รักษาโรคซึมเศร้า มันมีความพัฒนามากจนกระทั่งเรารู้สึกว่า เอ๊ะ มันต้องมีวิธีในการไปกระตุ้นมันโดยตรงที่ไม่ได้ใช้ยาสิ ครับ นะครับ อ่า ตรงเนี้ยเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆนะครับ แล้วผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคตของคนที่เป็นโรคซึมเศร้า เราอาจจะเอามันมาใช้เสริม เราอาจจะใช้ในการรักษา ร่วมนะครับ หรือในอนาคตอาจจะมีข้อบ่งชี้ใหม่ๆ เช่นว่า เอ๊ะ ถ้าเราเศร้าเล็กๆน้อยๆ เนี่ย ก่อนที่เราจะเป็นเยอะ เราใช้ไอ้นี่ก่อนได้มั้ย นะครับ ก็จะเป็นตัวเลือกอย่างหนึ่ง
แล้วตอนนี้เนี่ย ผมก็ไปได้ข่าวมาเพิ่มครับว่า ทาง Flow Neuroscience นะครับ เค้ากำลังพัฒนาให้ไอ้เครื่องมือเนี้ย มันทำได้มากกว่าแค่เรื่องของโรคซึมเศร้า เค้ากำลังพัฒนาในเรื่องของ Sleep Disorder โรคทางด้านการนอนหลับ เออ คนไหนนอนไม่หลับเนี่ย มันอาจจะไอ้ตัวนี้แหละครับ มาช่วยได้อนาคตนะฮะ แล้วผมมองว่าถ้าเกิดว่าคุณนอนไม่หลับ มันเป็นปัญหาของสมอง แล้วคุณสามารถกระตุ้นมันด้วยใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล้วมันไม่ต้องใช้ทุกวัน มันไม่ติด มันไม่ใช่ยามันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีให้คุณก็ได้นะ นี่อันที่ 1 ที่เค้ากำลังพัฒนานะ
อันที่ 2 ก็เป็นเรื่องของ Traumatic Brain Injury ก็คือคนไหนก็แล้วแต่ ที่เคยเกิดอุบัติเหตุทางสมองแล้วมันอาจจะทำให้ความคิดเนี่ย มันผิดปกติไป ไอ้เครื่องนี้เนี้ยอาจจะมาช่วยในส่วนนั้นก็ได้นะ ครับ แล้วก็ยังมีเรื่องอื่นๆอีกซึ่งเขาจะพยายามพัฒนา ผมคิดว่าเดี๋ยวคงคงจะพัฒนา เอ๊ะ โรคโรควิตกกังวล โรคอื่นๆที่เป็นโรคทางสมอง เอ๊ะ มันจะมีอะไรมั้ย เผลอๆมันอาจจะไปไกลถึงขั้นกระตุ้นความจำก็ได้นะครับ หรือถ้าใครที่เคยฟังคลิปผมในเรื่องของการรักษาโรค Parkinson นะครับ หรือโรค Parkinson เทียมต่างๆพวกเนี้ย มันจะมีการรักษาบางอย่างที่มีการใส่ตัว เอ่อ ขดลวดไฟฟ้าเข้าไปกระตุ้นสมองส่วนลึกที่เราเรียกว่า Deep Brain Stimulation นะครับ อันนี้ต่อไปนะครับ ถ้ามีการพัฒนาเครื่องมือพวกนี้ดีๆ อาจจะไม่จำเป็นต้องไปทำอย่างนั้นผ่าตัดให้มันยุ่งยากแล้ว อาจจะเป็นการกระตุ้นแบบนี้โดยตรงก็ได้ แต่คงคงเป็นเรื่องของอนาคตนะครับ แต่ผมคิดว่ามันมีโอกาสเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากว่าเดี๋ยวเนี้ยเรามี AI เข้ามาช่วยและต่อไป ไอ้เครื่องมือนี้อาจจะใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้องก็ได้นะครับ
เพราะไอ้เครื่อง FL100 เนี่ยนะครับ มันเป็นเครื่องที่เราใส่ แล้วก็มีแอปในมือถือคอยควบคุมอีกทีนึงนะ ครับ อ่า เราก็กดอ่ะให้มันทำงาน มีการวัดระดับต่างๆ มี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง อันนี้ก็คือเป็นการพัฒนาที่ค่อนข้างก้าวกระโดด ซึ่งสมัยก่อนน่ะเราไม่เคยคิดเลยครับว่า มันจะมีไอ้เครื่องมือแบบนี้ด้วยนะฮะ
ถ้าใครที่เป็นโรคซึมเศร้าแบบรุนแรงจนกระทั่งแบบ เออ เรามีความคิดไม่ดีในหัวมากๆ อาจจะอยากจะจบชีวิต หรืออะไรพวกเนี้ย มันก็จะมีเครื่องมือที่เป็นการช็อกไฟฟ้าสมองนะครับ เครื่องมือแบบนั้นเนี่ย มันเหมือนเป็นการกดปุ่มรีเซ็ตนะฮะ แต่ว่ามันไม่ใช่ว่าเอามาทำเองที่บ้านได้ มันต้องไปที่โรงพยาบาลแล้วทำนะครับ แต่ไอ้เครื่องมือเนี้ย มันทำเองที่บ้านก็ได้ สมมุติวันไหนที่เรารู้สึกเศร้าแล้วมันแย่มากๆจริงๆ มันอื้อหือ ดำดิ่งมืด แล้วบางทีการเอามันมาใส่สักครึ่งชั่วโมง มันอาจจะช่วยคุณได้นะครับ อ่า
อย่างไรก็ตามครับ ตรงนี้มันเป็นความหวังที่น่าจะมาช่วยเรา แต่เราจะไปหวังพึ่งมัน 100% เนี่ยยังไม่ได้ เพราะว่าเรายังต้องเก็บประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการใช้ไอ้เครื่องเนี้ยต่อไปในอนาคต การรักษาโรคซึมเศร้าในปัจจุบันเนี่ย ก็ยังเป็นเรื่องของการใช้ยา แล้วก็จิตบำบัดคู่กันไปด้วยนะครับ เรามักจะใช้ 2 อย่าง เพราะว่ามันจะทำงานได้เร็ว กว่า
โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่มีความผิดปกติของสารเคมีในสมอง มันไม่ใช่โรคที่คุณเป็นคนอ่อนแอ ไม่ใช่โรคที่คุณคิดไปเอง ไม่ใช่โรคที่คุณไปบังคับมันได้ มันเป็นของมัน เพราะว่าสารเคมีในสมองของคุณมันไม่สมดุล ตรงเนี้ยยาจะเข้ามาตอบโจทย์นะครับ แล้วก็การทำจิตบำบัดจะช่วยทำให้คุณเนี่ย มีความคิดในการรับมือกับสิ่งที่เป็นความคิดลบๆ หรือปัญหาในชีวิตได้ แล้วก็จะต้องมีการประเมินสิ่งแวดล้อมรอบๆข้าง การจัดการกับสิ่งแวดล้อมนะครับ พวกนี้มีความสำคัญมากๆ
การใช้ชีวิตตาม 6 เสาหลักสุขภาพไม่ว่าจะ เป็นการนอนให้พอ การออกกำลังกาย การทานอาหารให้พอ การตัดคน toxic ออกจากชีวิตนะ ครับ ไม่รับสารเสพติดเข้าไปกับร่างกายมากๆ นะครับ การที่เราอยู่กับธรรมชาติบ้าง พวกนี้นับเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องทำให้เป็นนิสัยของเรา เพราะว่ามันดีต่อโรคทุกโรค รวมทั้งโรคซึมเศร้าด้วยนะครับ ผมอยากจะเน้นตรงนี้มากๆ เพราะว่าไม่อยากจะให้หลายคนคิดว่า เออ มันมีของใหม่ มันเป็นทางลัดแบบ 100% ได้ผล มันอาจจะยังไม่ขนาดนั้นครับ
ถ้าเราดูจากงานวิจัยตัวนี้นะฮะ มันมีข้อจำกัดพอสมควร แต่ผมผมคิดว่ามันก็เป็นความหวังดีๆสำหรับคนที่เป็นโรคซึมเศร้านะครับ เพราะว่ามีการรับรองจาก FDA ออกมาแล้ว มันค่อนข้างที่จะน่าจะไว้วางใจได้มากระดับหนึ่ง แล้วก็มีข้อมูลจากความเป็นจริงที่มีการใช้ในแถบยุโรปกับฮ่องกงมาตั้งแต่ปี 2019 ก็น่าจะมั่นใจได้ประมาณหนึ่งเลยนะ ครับ
อ่ะ ก็วันนี้เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้ นะครับ ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้คนที่มีโรคซึมเศร้านะครับ เรื่องนี้ทุกคนไม่ได้เป็นคนอ่อนแอครับ เราต้องช่วยกันนะฮะ แล้วถ้าใครที่อยากจะหยุดยาจริงๆ ผมแนะนำลองปรึกษาคุณหมอนะครับ เพราะว่ามันจะต้องไม่ใช่แค่หยุดยาอย่างเดียว เราจะต้องเตรียมรับมือกับปัญหาชีวิตที่มันจะเกิดขึ้น ตอนคุณกินยาคุณไม่เป็นไร แต่ตอนเนี้ย ถ้าเกิดคุณหยุดยาแล้วคุณไปเจอปัญหาชีวิต คุณรับมือกับมันได้แข็งแรงแค่ไหนนะครับ งั้นก็เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ประสบปัญหานี้อยู่นะครับ แล้วก็หวังว่าเรื่องเนี้ย จะกลายมาเป็นความหวังให้กับคนหลายๆคนในอนาคต ถ้ามีเครื่องมือนี้มาประเทศไทยก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าทดลอง หลังจากปรึกษากับคุณหมอทางด้านจิตเวชดูนะครับ
วันนี้เท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ