📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

วิเคราะห์กรณี คุณหลุยส์ - นุ่น สูญเสียลูกจากภาวะมดลูกแตก

Doctor Tany26:41

Transcription

สวัสดีครับ ผมคิดว่าหลายคนนะครับ น่าจะได้เห็นข่าวที่คุณหลุยสกอตกับคุณนุ่นเนี่ย ได้สูญเสียลูกในท้องไป เพราะเกิดการฉีกขาดของตัวมดลูก ทำให้มีการเสียเลือดเยอะ จนเด็กในท้องเนี่ยเค้าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้นะครับ ตัวคุณนุ่นเองก็อยู่ในภาวะวิกฤตอยู่ช่วงนึง เกือบจะไม่รอดเลยด้วยซ้ำไปนะครับ

วันนี้ผมก็เลยอยากจะหยิบยกเรื่องราวเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังนะครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เป็นแบบนั้นได้ยังไง แล้วในกรณีนี้เราจะทำอะไรได้บ้าง เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังนะครับ พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนี ธนียวัน เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ

ก่อนอื่น ผมก็ต้องขอแสดงความเสียใจและเป็นกำลังใจให้ทั้งคู่เป็นอย่างมากเลยนะครับ เพราะเรื่องนี้เนี่ย มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดนะครับ แล้วก็ทั้งคู่ก็มีความพยายามกับคาดหวังกับครั้งนี้เป็นอย่างสูงเลย เพราะว่าเท่าที่ตามประวัติมานะครับ ทั้งคู่ก็เคยสูญเสียลูกคนแรกไปแล้วนะฮะ แต่ในขณะนั้นอายุครรภ์ยังไม่มากนะครับ ซึ่งอายุครรภ์ครั้งนี้เนี่ย มันค่อนข้างที่จะใกล้คลอดเต็มที แต่ก็ต้องกลับสูญเสียลูกไปอีกคนนึงนะครับ ก็เป็นกำลังใจให้นะฮะ

อีกเรื่องนึง จากการที่ผมได้ดูแถลงข่าวในครั้งนี้เนี่ย ผมรู้สึกสะท้อนใจพอสมควรนะครับ ว่าทำไมสังคมจึงจำเป็นจะต้องได้รับทราบข่าวที่มันควรจะเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่งนะครับ ทุกครั้งที่ดารา หรือคนมีชื่อเสียงคนใดในประเทศไทยมีอะไรเกิดขึ้น ก็ต้องมาตั้งโต๊ะแถลงให้กับทุกคนทราบ ทั้งๆที่มันควรจะเป็นเรื่องส่วนตัวนะครับ ไม่ใช่เรื่องส่วนรวมที่พวกเราควรจะต้องไปพยายามคั้นคะยั้นคะยอจะรู้ให้ได้นะครับ แต่นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเจอในสังคมไทยค่อนข้างมากนะครับ ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่นะครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมสะท้อนใจเฉยๆนะครับ ถ้าถามผมจริงๆ ถ้าผมมีเรื่องอะไรแบบเนี้ย ผมก็รู้สึกว่าไม่ได้อยากจะออกมาเล่าให้หลายคนฟัง อยากจะเล่าก็ต่อเมื่อผมอยากเล่าแล้วก็เมื่อผมพร้อมเท่านั้น แต่คงไม่ใช่กรณีแบบตั้งโต๊ะแถลงอะไรแบบเนี้ยนะครับ

อ่ะ แต่ก็ไม่เป็นไรนะครับ คิดว่าทั้งคู่เนี่ย เค้าก็ได้มีการกระทำอย่างเหมาะสมที่สุดในบริบทของเค้านะครับ แล้วก็ผมรู้สึกดีที่อย่างน้อยก็ไม่มีใครที่ไปแทรกแซง ไปสอบถาม หรืออะไรที่มันเกินเลยนะครับ ในเรื่องของความเป็นส่วนตัวนะครับ

อ่ะ มาเข้าเรื่องกันเลยนะครับ คุณนุ่นเนี่ย เค้าตั้งท้องครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 นะครับ ท้องครั้งแรกของเขาเนี่ย ก็คือมีการแท้งไปนะครับ ในช่วงเวลาอายุครรภ์ไม่กี่เดือนเท่านั้นเองนะครับ แล้วก็ตอนนั้นเนี่ย ก็คุณหมอเบอกว่ามีการตรวจเจอว่ามีตัวเนื้องอกบนลูกนะครับ แล้วก็ได้มีการผ่าตัดเอาเนื้องอกบนลูกออกไปนะครับ ในท้องครั้งนี้ก็มีการผสมตัวอ่อนข้างนอกนะครับ แล้วก็เก็บไข่ฝากไว้ ซึ่งต่อมาคุณนุ่นเนี่ยก็ได้ตั้งครรภ์แล้วก็ฝากครรภ์ที่คลินิกของตัวเองนะครับ ตอนแรกเนี่ย ก็มีการตั้งครรภ์มาได้สำเร็จนะครับ ช่วงนั้นทั้งคุณหลุยและคุณนนเขาก็รู้สึกว่ายังจะกังวลอยู่ว่าลูกคนนี้เนี่ยจะรอดผ่านมาได้โอเคหรือเปล่า นะครับ ในช่วง 2-3 เดือนแรกก็ลุ้นกันนะฮะ จนสุดท้ายสามารถตั้งครรภ์ได้สำเร็จก็รู้สึกว่าดีใจมากนะฮะ

ทีนี้ แต่เดิมเนี่ย ควรจะคลอดครบกำหนดตามเหมือนเด็กปกติเลย แต่ในวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมาเนี่ยนะฮะ คุณนุ่นเขาอยู่ๆ เกิดอาการเจ็บท้องมากนะครับ จนหน้ามืดไปเลยนะฮะ แล้วก็เลยมีการติดต่อประสานงานรีบนำส่งโรงพยาบาล อันนี้แหละครับ ต้องบอกว่าการเจ็บท้องคลอดโดยทั่วไปเนี่ย ไม่ควรจะมีหน้ามืดนะครับ ไม่มีหน้ามืด ไม่มีเป็นลมนะฮะ ส่วนใหญ่ถ้าจะเจ็บก็คือเจ็บมากๆนะฮะ แล้วก็มันจะมีเวลาอยู่ช่วงนึงที่เพียงพอในการนำส่งโรงพยาบาล แต่นี้เจ็บจนกระทั่งหน้ามืดไปเลยเนี่ย แสดงว่ามันต้องเกิดเหตุการณ์อะไรที่รุนแรงมาก่อนนะครับ

พอรถพยาบาลไปถึงที่บ้านของคุณนุ่นเนี่ย เขาก็มีการตรวจร่างกายระหว่างนำส่งโรงพยาบาล พบว่ามีความดันตกนะครับ ตัวบน 80 ตัวล่าง 40 มีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นกว่าปกติคือ 140 ครั้งต่อนาที ซึ่งคนทั่วไปเนี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 60-1 ครั้งต่อนาที 140 เนี่ยถือว่าสูงมากนะครับ แล้วก็มีอาการหายใจเร็ว อาการทั้งหมดเนี่ย บ่งบอกได้เลยครับว่ามันต้องมีการเลือดออกอะไรสักอย่างในช่องท้องเป็นอย่างแน่นอนเลยนะครับ

ถ้าเล่ามาทั้งหมดเนี่ย สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คืออาการเกิดฉับพลัน เจ็บท้องมากนะครับ แล้วหมดสติหรือเป็นลมทันที พร้อมกับเจอความดันที่มันตก ความดันที่มันตกมากๆเนี่ย มันก็ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ จึงเป็นลมได้ แต่ถ้าเกิดเป็นการปวดท้องคลอดทอดเฉยๆเนี่ย เลือดมันจะเลี้ยงตามปกติดังนั้นจะไม่มีการหมดสตินะครับ ในกรณีนี้เนี่ย เนื่องจากเลือดมันต้องออกสักที่นึงอ่ะ มันก็เลยเกิดความดันตกแล้วก็ไปเลี้ยงสมองไม่พอ ส่วนหัวใจมันจะต้องเต้นเร็วขึ้น เพราะว่าเมื่อร่างกายเราเสียเลือดออกไปนอกหลอดเลือดแล้วเนี่ย มันก็มีเลือดไม่พอใช่มั้ยครับ อวัยวะต่างๆต้องการปริมาณเลือดเท่าเดิม ถ้าหัวใจยังคงบีบช้าๆเหมือนเดิมเนี่ย เลือดมันก็ไปไม่ถึงหัวใจ ก็ก็เลยต้องทำงานให้มันมากขึ้นด้วยการบีบตัวเร็วและแรงขึ้นนะครับ ก็เลยเจอว่าหัวใจเต้น 140 ครั้งต่อนาที ส่วนการหายใจที่มันเร็วเนี่ย ก็แน่นอนครับว่าถ้าเลือดในระบบหลอดเลือดของเรามันน้อยลงนะฮะ มันก็ย่อมไปที่ปอดน้อยลงเหมือนกัน เราก็จะมีออกซิเจนน้อยลงไปให้อวัยวะต่างๆ เราก็จำเป็นจะต้องหายใจให้มันเร็วขึ้น อันนี้อันที่ 1 อันที่ 2 ไม่ว่าเราจะมีหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นแค่ไหนก็ตามแต่เลือดข้างในมันยังไหลอยู่ นะครับ มันก็จะทำให้อวัยวะต่างๆเนี่ย ได้รับเลือดไม่เพียงพอ อวัยวะเหล่านั้นก็จะ ต้องมีการสร้างพลังงานโดยการไม่ใช้ ออกซิเจนและมันจะเกิดปัญหาหนึ่งขึ้นมาก็ คือกรดแลคตินะครับที่มันจะเพิ่มขึ้นนะฮะ พวกเนี้ยพอกรดแลคติเพิ่มขึ้นในร่างกาย เลือดเราก็จะเป็นกรดครับ วิธีนึงในการขับกรดออกไปจากร่างกายก็คือการหายใจให้มันเร็วขึ้นนะครับ การหายใจเร็วขึ้นเนี่ย มันจะทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากร่างกายเรา เวลาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากร่างกายเรา ร่างกายเราก็จะลดความเป็นกรดลงนะครับ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นนะฮะ

แต่ทีนี้ พอหลังจากนั้นไป เขาก็ไปส่งโรงพยาบาล คุณหมอเขาก็สงสัยอยู่ตั้งแต่แรกเลยนะครับว่า น่าจะเป็นภาวะที่มดลูกมันแตก หรือที่ภาษาทางแพทย์เราเรียกว่า uterine rupture นะครับ ก็คือเป็นตัว อ่า มดลูกแล้วก็ rupture ก็คือแตกนะครับ ตอนไปถึงเนี่ย คุณหมอเขาทำ ultrasound ประเมินหัวใจเด็กพบว่าหัวใจเด็กเนี่ยไม่เต้นแล้วนะครับ แล้วก็รีบผ่าตัดฉุกเฉิน ปรากฏว่าข้างในเนี่ย ก็เจอเลือดออกในช่องท้องปริมาณมากนะครับ สุดท้ายไปเจอว่ามีรอยฉีกขาดของมดลูกที่ค่อนข้างใหญ่อยู่บริเวณด้านหลังของมดลูกนะครับ พาตัดเสร็จเนี่ย คุณนุ่นก็ต้องเข้ารับการรักษาใน ICU นะครับ ใช้เวลาผ่าตัดทั้งหมด 3 ช่มง รักษาใน IC ICU เพราะว่ายังต้องให้เลือดต่อนะครับ แล้วก็ตอนนั้นเนี่ย มีภาวะน้ำท่วมปอดจากการที่ต้องให้เลือด ให้สารน้ำต่างๆเข้าไปปริมาณมากนะครับ ทำให้ไม่สามารถถอดท่อช่วยหายใจออกกระทันหัน ได้นะครับ ในการที่เราดมยาเพื่อผ่าตัดเนี่ย เราจะใช้ท่อช่วยหายใจเข้าไปนะครับ ซึ่งไอ้ท่อตัวนี้ถ้าการหายใจของเรายังไม่ดี มีน้ำท่วมปอดเยอะเนี่ย มันจะถอดออกมาไม่ได้นะครับ อันเนี้ยก็คือเหตุการณ์ทั้งหมด คุณนุ่นอยู่ใน ICU ทั้งหมด อ่า 4 วันด้วยกันนะครับ แล้วก็ย้ายมาอยู่ห้องธรรมดาอีก 2 วัน จากนั้นจึงออกจากโรงพยาบาลได้นะครับ

ทีนี้ ผมขอเล่าย้อนไปตรงว่าไอ้มดลูกฉีกขาดเนี่ย มันเกิดขึ้นได้ยังไงก่อนนะครับ คุณนุ่นเคยบอกไว้ว่าเค้าเนี่ยมีเนื้องอกมดลูกนะครับ ซึ่งอันเนี้ย ในผู้หญิงส่วนใหญ่ก็จะมีแหละครับ มันชื่อว่า myoma นะครับ อ่า myoma ก็เป็นกล้ามเนื้อของมดลูกที่เป็นกล้ามเนื้อเรียบเนี่ย มันกลายไปเป็นเนื้องอกนะ อันเนี้ยเป็นอะไรที่เราเจอกันบ่อยๆนะครับ ซึ่งผลของไอ้การเกิดเนื้องอกตัว myoma เนี่ย มันมีได้หลายอย่างนะครับ ถ้ามันเล็กมันก็ไม่มีอาการอะไร แต่ถ้ามันโตขึ้นมาหน่อยเนี่ย บางคนจะมีอาการปวดประจำเดือนมากนะครับ แล้วก็ประจำเดือนอาจจะมาเยอะ ถ้าก้อนมันโตแล้วไปกดบริเวณข้างเคียงก็อาจจะทำให้อ่า มีอาการปัสสาวะบ่อย เพราะว่ามันไปกดโดนกระเพาะปัสสาวะนะครับ ถ้าไปด้านหลังก็อาจจะมีการกดโดนบริเวณของลำไส้ใหญ่ บางคนก็มีท้องผูกได้ด้วยนะครับ หรือถ้าเกิดตัวก้อนเนี่ย มันยื่นเข้าไปในโพรงมดลูกเนี่ย มันก็จะสามารถทำให้คนๆนั้นเนี่ย ตั้งครรภ์ได้ยากขึ้นนะครับ เพราะว่าพื้นที่ในโพรงมดลูกมันถูกไอ้ตัวก้อนเนื้องอกเนี่ยกดเปลี่ยนนะครับ แต่ก้อนเนื้องอกชนิดนี้ไม่ใช่มะเร็งนะครับ มันเป็นก้อนเนื้องอกธรรมดานี่แหละที่มันอยู่ตรงนั้นแล้วมันมีได้หลายก้อน ไม่ได้แปลว่ามีก้อนเดียว นะครับ อ่ะ มีหลายก้อนได้ มีขนาดใหญ่ได้ บางคนเนี่ยก้อนใหญ่บึ้มอย่างนี้ก็มีแล้ว บางกรณีมันอาจจะมีเลือดออกข้างในทำให้เกิดอาการปวดฉับพลันได้ โอกาสที่ก้อนเนื้องอกนี้จะกลายไปเป็นมะเร็งเนี่ยน้อยมากนะครับ ดังนั้นถ้าใครมีเนื้องอกพวกนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่ามันจะกลายไปเป็นมะเร็งนะครับ เพราะเกือบทั้งหมดเนี่ย มันจะไม่กลายไปเป็นมะเร็งนะครับ

มาที่กรณีของคุณนุ่นครับ เค้าได้ทำการผ่าตัดไอ้ก้อนนี้ออกนะฮะ แต่ว่าไม่ได้มีการบอกว่าผ่าตรงไหนของมดลูก ซึ่งถ้าเป็นหมอเนี่ย ก็เดาได้ไม่ยากนะครับ เวลาเกิดมดลูกฉีกขาด มันก็จะเกิดตรงบริเวณที่เคยผ่าตัดมาก่อนนั่นแหละครับ ดังนั้นกรณีของคุณนุ่นเนี่ย คุณหมอที่เขาผ่าตัดเนี่ย เขาบอกว่ามีรอยฉีกขาดอยู่ด้านหลังของมดลูก ซึ่งตรงนั้นแหละครับ น่าจะเป็นตรงที่ได้รับการผ่าตัดเนื้องอกออกไปนะครับ

หลายคนก็คงสงสัยแล้วครับว่า เอ๊ะ แล้วแบบเนี้ย ผ่าตัดเนื้องอกอ่ะ มันจะต้องบรรลุกฉีกขาดทุกคนเลยมั้ย อะไรคือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มันฉีกขาดนะ ครับ ต้องบอกว่ามันมีหลายปัจจัยที่ทำให้ตัวมดลูกเนี่ย เกิดการฉีกขาดได้หลังจากการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกนะครับ สิ่งที่เรากังวลก็คือตัวมดลูกเนี่ย มันมีผนังที่หนาพอสมควร ถ้าเกิดไอ้ก้อนเนื้องอกตัวนี้เนี่ย มันทำให้เราจำเป็นจะต้องผ่าแล้วก็ทะลุทุกชั้นน่ะนะครับ มันมีอยู่ 3 ชั้นนะ ชั้นนอกชั้นกลางชั้นใน ถ้าเราต้องผ่าทะลุทั้ง 3 ชั้นเนี่ย อันนี้แหละครับที่แม้แม้กระทั่งเราเย็บซ่อมแล้วก็ยังมีโอกาสที่มันจะเกิดการฉีกขาดได้ เพราะว่าถ้าเราผ่าทั้ง 3 ชั้นแล้วเนี่ย แผลที่ผ่ามันจะสมานอาจจะไม่เต็มที่ อันที่ 2 เวลาคุณหมอเขาทำการปิดแผลที่เขาผ่าตัดนะครับ หมายถึงตัวตัวมดลูกที่มีก้อนนึงเขาตัดออกไปและมันก็จะเป็นรูว่างๆใช่มั้ย เค้าต้องเย็บปิดนะ ครับ บางทีถ้ามีเลือดออกเนี่ย คุณหมอจะ ต้องใช้ตัวจี้ไฟฟ้าจี้ไฟฟ้าจี้ทำให้หลอดเลือดที่มันเลือดออกเนี่ยมันมันหยุดนะ ครับ เลือดหยุดไหล ไอ้ตัวจี้นี่แหละ ถ้าเราใช้มันเยอะเกินไปมันก็จะทำให้แผลตรงบริเวณนั้นเนี่ย เกิดเนื้อตายค่อนข้างที่จะเยอะจากการจี้แล้วมันก็จะไม่ค่อยสมาน พอ มันไม่ค่อยสมานเนี่ย มันจะกลายไปเป็นแผลเป็นซึ่งมีการฉีกขาดได้ง่ายเวลาที่มีเด็กอยู่ข้างในแล้วก็เด็กตัวใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆนะครับ ดังนั้นส่วนใหญ่คุณหมอหลายคนเนี่ย เวลาเขาผ่าตัดเอาตัวก้อนเนื้องอกออกเขาจะพยายามใช้การเย็บเพียงอย่างเดียวโดยไม่ค่อยจี้ไฟฟ้าเท่าไหร่ไป หรือถ้าจี้ก็จี้ให้น้อยที่สุดเพื่อให้แผลมันหายดีนะครับ

อีกอย่างนึงก็คือบริเวณของเนื้องอกและจำนวน ยิ่งคุณมีจำนวนเนื้องอกเยอะเนี่ย ก็ยิ่งอันตรายนะครับ ถ้าผ่าผ่าหลายๆที่ก็ยิ่งอันตราย ตัวเนื้องอกเนี่ย ถ้ามันดันไปอยู่บริเวณที่จะต้องมีความดันสูงนะครับ ในตัวมดลูกเนี่ย แล้วเราผ่าทิ้งออกไปตรงนั้นแหละครับ ถ้ามีความดันมาดนตรงบริเวณด้านนั้นสูงก็จะมีโอกาสฉีกขัดได้นะครับ มดลูกเนี่ย ตรงบริเวณโดมของมันน่ะ โดมด้านบนของมันนะครับ แล้วก็ตรงปีกมดลูกเนี่ย มันจะมีส่วนที่เชื่อมเข้ากับตัวมดลูกนะครับ ตรงนี้นี่แหละที่เป็นจุดที่ค่อนข้างเสี่ยงนะ ครับ โดมของมดลูกเนี่ย เราจะเรียกว่า fundus เป็นเป็นตัวเป็นตัวของมันนะครับ แล้วก็ตรงปีกของมันที่ออกไปข้างๆเราเรียก ว่า cornua ตรงบริเวณนี้เนี่ย เวลามีเด็กอยู่ข้างในคันแล้วมันขยาย มันขยายขึ้นข้างบนเหมือนเราเป่าลูกโป่งขยายขึ้นนะครับ ด้านบนตรงเนี้ยมันจะแตกได้ง่าย ส่วนตรงด้านล่างเนี่ย มันไม่ค่อยแตกนะครับ ยกเว้นถ้าใครเคยผ่าคลอดเวลาผ่าคลอดเนี่ย เราคิดถึงลูกโป่งใบนึงนะครับ มีเด็กอยู่ข้างในเวลาผ่าเนี่ย มันจะผ่าด้านล่างนะครับ ถ้าเป็นลูกโป่งก็คือตรงใกล้ๆที่เราเป่าลูกโป่งนั่นแหละ ตรงแถวๆนั้นน่ะ เราจะผ่าด้านล่างของมันนะฮะ อ่า ถ้าเป็นการผ่าคลอดแล้วเราคลอดลูกคนที่ 2 ลูกอาจจะมีการฉีกขาดตรงบริเวณด้านตรงนั้นได้นะ ก็คือด้านหน้าส่วนล่าง แต่ในกรณีของคุณนุ่นเนี่ย เค้าเป็นด้านหลังนะครับ อาจจะเป็นตรงโดมหรืออะไรก็แล้วแต่ ตรงนั้นเนี่ย มันจะมีการรับแรงดันค่อนข้างที่จะเยอะนะครับ เมื่อเทียบกับบริเวณที่ถ้าเราผ่าคลอดด้านล่างเนี่ย มันรับแรงน้อยกว่านะครับ

แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามครับ ไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับการผ่าตัดเนื้องอกมดลูกออกไปแล้วลูกจะต้องฉีกขาดเวลาที่เรามีลูกนะครับ โอกาสการเกิดเนี่ย ค่อนข้างต่ำ มันต่ำกว่า 1% นะครับ แต่หมอหลายคนเนี่ย เขาก็จะต้องแจ้งความเสี่ยงตรงนี้ไว้แล้วก็จะต้องคิดไว้เสมอเลยว่าถ้าใกล้ที่จะคลอดกำหนดแล้วเนี่ย พวกเนี้ยหมอหลายคนจะพิจารณาการผ่าคลอด ถ้าใครที่เคยผ่าก้อนเนื้องอกที่มันมีความเสี่ยงสูงมากๆนะครับ เช่นก้อนเนื้องอกตัวนั้นเนี่ย มันกินพื้นที่เป็นบริเวณใหญ่แล้วก็ต้องมีการผ่าตัดเข้าไปในตัวโพรงมดลูกนะครับ คือผ่าไอ้ตัวผนังมดลูกครบ 3 ชั้นน่ะทะลุทั้งข้างนอกข้างในออกเนี่ย อันเนี้ยหมอบางคนก็จะพิจารณาว่าถ้าคุณมีลูกนะ เราจะไม่รอจนกระทั่งถึงขั้นว่าลูกโตเต็มที่ในครรภ์ เราจะผ่าตัดออกมาเลยไม่รอให้เจ็บท้อง เพราะการเจ็บท้องหมายถึงมีการบีบตัวของมดลูกแล ถ้าตรงนั้นมันมีแผลหรือมีแผลเป็นที่มันอ่อนแอมากๆมันก็จะปริกฉีกคานออกมาได้นะครับ อันเนี้ยคือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนะ ครับ

ถามว่าไอ้แบบนี้เนี่ย แล้วเด็กมีเวลานานเท่าไหร่ถึงเสียชีวิต ต้องบอกว่าหลักเป็นนาทีอ่ะครับนะฮะ โดยทั่วไปแล้วเนี่ย ในงานวิจัยที่ไปดูมาหลายครั้งนะครับ ก็จะเจอว่าถ้าเลย 30 นาทีขึ้นไปโอกาสที่เด็กจะรอดเนี่ยแทบจะไม่มีนะครับ ส่วนใหญ่เนี่ย งานที่ศึกษาเขาจะบอกว่าอยู่ที่ประมาณ 10-20 นาที นับตั้งแต่เริ่มถึงจะมีโอกาสรอด อย่างไรก็ตามครับ ตัวเลขตัวนี้ไม่ใช่เป็นตัวเลขที่แบบ 100% เป๊ะ เพราะบางคนยังไม่ถึง 10 นาทีเด็กก็เสียชีวิตได้นะครับ อะไรทำให้เด็กเสียชีวิตคือแผลที่ตัวมดลูกมันฉีกขาดเนี่ย มันก็จะทำให้เสียเลือดออกไปค่อนข้างเยอะนะครับ ตรงนั้นเนี่ย จะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงเด็กผ่านรกเนี่ย มันน้อยลงที่เรากังวลก็คือถ้าแผลฉีกขาดตัวเนี้ย มันดันไปเป็นบริเวณเดียวกับที่รกเขาเกาะอยู่ในผนังมดลูกและไอ้ตรงนี้ฉีกขาดออกนั่นแหละครับ ลูกก็จะสูญเสียเลือดอย่างรวดเร็วแล้วนั่นน่ะที่ทำให้เด็กเสียชีวิตได้นะครับ

จะมีกรณีที่ตัวมดลูกฉีกขาดปุ๊บเด็กหลุดออกมานอกมดลูกนะครับ อันนั้นน่ะก็ยิ่งมีปัญหาใหญ่ เพราะว่าการที่หลุดออกมานอกมดลูก การที่ตัวรกฉีกขาด หรือว่าสายสะดือเนี่ยโดนกดเบียดพวกเนี้ยทั้งหมดเนี่ย ทำให้เกิดการเสียเลือดนะครับ แล้วก็เลือดไปเลี้ยงตัวเด็กไม่เพียงพอนะครับ ยิ่งมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นทุกเหตุการณ์ครบเลยนะครับ ทั้งรกก็ฉีกขาด เลือดของแม่ก็เสีย สายสะดือก็โดนกดทับทั้งหมดเนี่ย มันจะทำให้เวลาในการเสียชีวิตของลูกเนี่ยเร็วยิ่งขึ้นนะครับ อ่า ดังนั้นถ้าเป็นภาวะเนี้ย จริงจริงควรจะต้องรีบผ่าตัดแน่นอนนะครับ ถ้ามีใครเกิดอาการแบบนี้ขึ้นมานะครับ ส่วนใหญ่เราแนะนำว่ารีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดแล้วรีบผ่าตัดนั่นเป็นวิธีเดียวที่ทารกจะมีโอกาสรอดนะครับ แต่ถ้าเกิดว่าเราไปโรงพยาบาลไกล เพราะว่าเอ่อ อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่นะครับ อันนั้นน่ะก็อาจจะเสียเวลาในช่วงนี้ไปนะครับ

อ่ะ นี่ก็คือเรื่องของกรณีมีว่าทำไมลูกถึงเสียได้เร็วนักขนาดนั้นนะ ครับ เพราะมันต้องใช้เวลาน่ะเดินทางจากบ้านของคุณนุ่นมาที่โรงพยาบาลนะครับ แล้วก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ทีนี้หลังผ่าตัดเสร็จนะครับ ต้องเข้าโรงพยาบาลแล้วก็ไปอยู่ใน ICU เพราะว่าต้องมีการให้เลือด แล้วก็มีน้ำท่วมปอดด้วย ต้องบอกอย่างงี้ครับว่าในหญิงตั้งครรภ์เนี่ย เขาจะมีปริมาณเลือดที่เพิ่มมากขึ้น มีปริมาณน้ำในร่างกายที่เพิ่มมากขึ้นนะครับ แต่เมื่อไหร่คลอดลูกแล้วเนี่ย ปริมาณน้ำทั้งหมดในร่างกายที่เรามี มันจะกลับเข้าสู่หลอดเลือดทั้งหมดเลยนะครับ กลับเข้าสู่หลอดเลือดแล้วก็บางกรณีมันกลับมาเร็วและเยอะเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ น้ำจะท่วมปอดได้ง่าย ถ้าคุณแม่คนไหนที่มีโรคหัวใจอยู่แล้วนะครับ หรือมีการให้สารน้ำแล้วก็บางกรณีมีการให้ยาเร่งคลอดอะไรบางอย่างเนี่ย มันอาจจะเกิดภาวะน้ำท่วมปอดได้นะครับ ซึ่งอันนี้เป็นภาวะปกติที่น้ำมันจะต้องกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดแล้วอันเนี้ย ถ้ากลับเข้าเยอะเกินไปก็จะมีน้ำท่วมปอดได้บ้างในอันนี้เป็นปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าเรามีปัจจัยอื่นเสริมเข้าไปเช่นเราต้องให้เลือดให้ อะไรเข้าไปในหลอดเลือดเยอะๆเนี่ย ไอ้เลือดตัวนี้นี่แหละครับที่เลือดก็มีส่วนประกอบเป็นน้ำเป็นเม็ดเลือดถูกมั้ยครับ แล้วก็เป็นพวกเกล็ดเลือดต่างๆกับโปรตีนไอ้น้ำที่อยู่ในเลือดเนี่ยเนี่ย มันเป็นน้ำครับ มันยังสามารถที่จะรั่วซึมออกมานอกตัวปอดได้ ทำให้น้ำเข้าไปอยู่ในปอดข้างในเกิดน้ำร่วมปอดได้ ถ้าเราให้เลือดเข้าไปเยอะๆนะครับ แล้วโดยทั่วไปเวลาที่เราต้องให้เลือดเยอะๆขนาดนี้เนี่ย มันมันจะเกิดปัญหาขึ้นมาบางอย่างนะครับ คือเราอาจจะต้องให้เลือด เกล็ดเลือดแล้วก็ตัวพลาสม่าไปพร้อมกัน เพราะว่าการให้แต่เลือดอย่างเดียวเนี่ย มันไม่เพียงพอนะครับ ปกติเลือดเนี่ย มันมีหลายอย่างที่เราบอกว่าเราให้เลือดให้เลือดเนี่ย มันมีสิ่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า whole blood นี่ก็คือเลือดแบบเวลาที่เราไปบริจาคเลือดอ่ะ เจาะออกมาในนั้นก็จะมีปริมาตรที่ค่อนข้างเยอะ มีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว อ่า มีเกล็ดเลือดแล้วก็มีเรื่องของพวกโปรตีนต่างๆนี่คือ whole blood แต่ว่าเม็ดเลือดแดงที่เรามาให้เนี่ย เราจะให้สิ่งที่เรียกว่า packed red blood cell packed red blood cell เนี่ย มันจะมีปริมาตรที่น้อยกว่าน้ำมันจะท่วมปอดเราได้ยากกว่านะครับ แต่ยังไงก็ตามถ้าเราให้ packed red blood cell เนี่ย มันจะไม่มีโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดนะครับ ไม่มีเกล็ดเลือดซึ่งช่วยในการหยุดเลือดนะฮะ ดังนั้นในกรณีแบบเนี้ย เราจะต้องให้ทั้ง packed red blood cell plasma ซึ่งก็คือเกล็ดเลือดแล้วก็ fresh frozen plasma หรือ FFP เพื่อเสริมในขั้นตอนการแข็งตัวของเลือด เราก็ต้องให้ไปเยอะๆ ทีนี้การให้ไปเยอะๆอยู่ดีเนี่ย มันก็จะเกิดน้ำที่มันเยอะจนเกินไปแล้วในผู้หญิงที่เอาเด็กออกเนี่ยนะครับ เลือดทั้งหมดก็จะเข้ามาอยู่ในระบบไหลเวียนเลือดและไอ้เนี่ยแหละครับที่ทำให้แรงดันในในหลอดเลือดสูงแล้วเกิดน้ำท่วมปอดได้เหมือนกันนะครับ ดังนั้นอันนี้ก็จำเปจะต้องรักษาใน ICU จนกระทั่ง อ่า เรื่องปริมาณน้ำเนี่ยมันหายไปแล้วก็คุณหมออาจจะมีการให้ยาขับปัสสาวะเพื่อที่จะเอาน้ำที่ส่วนเกินเนี่ยออกไปข้างนอกให้หมดได้นะครับ

อ่ะ เนี่ยก็คือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีของคุณนุ่น เพราะว่าเราจะต้องมีการจัดการกับน้ำในร่างกายทั้งหมดนะฮะ แต่หลังจากนั้นครับก็ปลอดภัยดีนะครับ สามารถถอดท่อช่วยหายใจออกมาได้ อยู่ ICU 4 วันแล้วก็กลับมาอยู่ห้องธรรมดา จากนั้นก็ออกจากโรงพยาบาลได้ในระยะเวลาอันสั้นนะ ครับ ตอนนี้ก็แน่นอนครับ ต้องมาบำรุงร่างกายทั้งหมดเลยนะครับ บำรุงร่างกายไม่พอนะครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดผมว่าต้องเป็นบำรุงจิตใจนะครับ ในช่วงนี้ก็ถ้าเป็นผมนะ ครับ คงพยายามที่จะอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัว ไม่มี ความจำเป็นจะต้องมาให้สัมภาษณ์อะไรสื่อเลยนะครับ ก็จะได้อยู่กับตัวเองเต็มๆนะครับ เพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เราจำเป็นจะต้องเข้าใจแล้วก็ ความเศร้าของแต่ละคนเนี่ย มีวิธีในการจัดการที่ไม่เหมือนกันนะครับ อย่างกรณีของคุณหลุยกับคุณนุ่นเนี่ย เขาก็เลือกที่จะ อ่า ไม่อยากจะเห็นหน้า อ่า ลูกคนนี้บนสื่อ เพราะว่ามันไปย้ำเตือนความที่เขาที่เขาอยากจะมีลูกมากนะครับ เขา ยังรับตรงนี้ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นวิธีหนึ่ง บางคนก็เลือกที่จะทำทุกอย่างให้เป็นปกติหมดเลย บางคนก็เลือกที่จะอยู่แต่ตัวเอง แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหนนะครับ ไม่มีปัญหาเลย เราเลือกวิธีที่เหมาะสม

ส่วนคนนอกเนี่ย ถ้าเกี่ยวข้องนะครับ ดีที่สุดนะครับ ก็คืออยู่เป็นเพื่อนทั้ง 2 คนนะครับ อาจจะเสนอว่าเราช่วยอะไรได้ช่วยอะไรได้บ้างที่เป็นรูปธรรมเช่น อ่า เราอาจจะช่วย อ่า ถ้าเขามีปัญหาเราอยู่นี้นะ เดี๋ยวเราช่วยทำอาหารให้ อ่า เราช่วยดูแลบ้านให้ เราช่วยทำโน่นทำนี่ให้นะครับ ไอ้สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ แต่สิ่งที่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์เวลาที่เราพูดนะครับ เช่น โอกาสหน้ายังมีน่ะ อ่า พวกเนี้ยมันจะยิ่งบางคนฟังแล้วยิ่งเสียใจกว่าเดิมนะ ครับ แล้วกรณีนี้ก็คือเท่าที่ผมฟังทั้งคู่สัมภาษณ์เนี่ย เขาบอกว่า อืม อนาคตมันก็ยังไม่แน่นอนเนาะ อ่า ก็อาจจะยังต้องดูแลตัวเองก่อน เรื่องของลูกในอนาคตก็ต้องคิดอีกทีนึงนะครับ

ทีนี้ ถ้าสมมุติว่าเรามีภาวะเมื่อลูกฉีดขาดครั้งนึงแล้วเนี่ย ครั้งที่ 2 โอกาสการเกิดน่ะมันจะสูงขึ้นครับ จากที่ผมไปหาข้อมูลมาก็อยู่ที่ประมาณ 10% นะ ครับ 10% ก็ถือว่าค่อนข้างที่จะเยอะพอสมควรเลยแหละ แล้วถ้าเกิดว่ามีการตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง อันเนี้ยอาจจะต้องพิจารณาว่าเราต้องผ่าเอาเด็กออกมาก่อนนะครับ ก่อนเลยแหละนะ อาจจะรอจนกระทั่งใกล้ครบกำหนดคลอดไม่ได้นะครับ เดี๋ยวนี้เนี่ย เทคโนโลยีในการดูแลทารกถึงแม้ว่าจะคลอดก่อนกำหนดนานๆเราก็ยังมีโอกาสที่จะเลี้ยงดูเขาให้ดีได้นะครับ บางที 24 สัปดาห์หรือบางครั้งน้อยกว่านั้นอีกยังเลี้ยงรอดได้เลยนะครับ แล้วก็มีพัฒนาการทุกอย่างเหมือนปกติได้ เทคโนโลยีในปัจจุบันเนี่ย มันค่อนข้างที่จะล้ำหน้าแล้วนะครับ ดังนั้นตรงนี้เดี๋ยวคงจะต้องรอดูว่าทั้งคู่จะตัดสินใจอย่างไรนะครับ แต่ว่าเราก็ให้เวลาเค้านะครับ แล้วผมรู้สึกว่าตอนเนี้ย เราไม่ต้องไปยุ่งเรื่องนี้เขาดีกว่านะครับ หวังว่าทั้งคู่เนี่ย จะมีสภาพจิตใจสภาพร่างกายที่ดีขึ้น กลับมามีรอยยิ้ม อ่า เร็ววันนี้นะครับ ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้นะฮะ แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณแม่ทุกๆคนที่มีปัญหานี้อยู่ ถ้าใครที่เคยผ่าตัวก้อนเนื้องอกในมดลูกไปเนี่ยครับ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดปัญหาแบบนี้นะครับ อันนี้อย่างที่คุณนุ่นบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุจริงๆนะครับ มันแจ็คพอตลงเขาจริงๆ ซึ่งโอกาสเกิดน้อยมากจริงๆนะ ครับ เมื่อเทียบกับกรณีอื่น

แต่ถ้าเกิดว่าใครที่เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูกแล้วต้องการตั้งครรภ์ก็ต้องตรวจติดตามกับคุณหมออย่างใกล้ชิดเหมือนกรณีของคุณนุ่นเนี่ย ช่วงท้ายตรวจทุกอาทิตย์เลยนะครับ ซึ่งถือว่าถูกต้องตามมาตรฐานนะฮะ แล้วพอหลังจากนั้นเนี่ย ก็อาจจะต้องมีการประเมินว่าต้องผ่าคลอดเมื่อไหร่ยังไงนะครับ

อ้อ มีประเด็นนึง ซึ่งบางคนรวมทั้งผมเองสมัยเด็กๆเนี่ย ผมสงสัยว่าเอ๊ะ เลือดออกในช่องท้องเนี่ย ก็เลือดมันยังอยู่ในตัวนี่นา ทำไมถึงมีปัญหาได้นะครับ เลือดไม่ได้ออกมาข้างนอกตัวนะฮะ บางคนก็ไม่มีคำถามนี้นะครับ แต่ผมเนี่ย สมัยเด็กๆก็มีเหตุผลก็เพราะว่าหลอดเลือดของเราเนี่ย มันจะนำเลือดไปเลี้ยงตามบริเวณต่างๆได้ มันจะต้องมีเลือดที่อยู่ในหลอดเลือด แต่เมื่อไหร่มันเป็นเลือดที่ออกมานอกหลอดเลือดเนี่ย เลือดเหล่านั้นที่ออกมาข้างนอก มันจะไม่สามารถไปเลี้ยงตามบริเวณต่างๆได้นะครับ แล้วเลือดที่มันอยู่ในช่องท้องบางคนบอกว่าอ้าว ก็เนี่ยในช่องท้องมดลูกอ่ะ เด็กก็อยู่ตรงที่กองเลือดตรงนั้นน่ะ เด็กน่าจะดูดซับเลือดเข้าไปใช้ได้นี่ อ่า มันไม่ได้นะครับ เลือดของเด็กเนี่ยจะต้องมาจากตัวสายสะดือและเลือดพวกเนี้ยทั้งหมดอยู่นอกสายสะดืออยู่นอกหลอดเลือดทั้งหมด มันจึงไม่สามารถดูดเอามาใช้ได้แล้วเลือดเนี่ยปล่อยไว้ตรงนั้นนานๆนะครับ คุณหมอเขาผ่าตัดเข้าไปก็ต้องมีการล้างต้องทำความสะอาดให้ดี เพราะมิฉะนั้นมันจะเกิดเป็นพังผืดอยู่ข้างในแล้วก็ครั้งต่อไปอาจจะมีปัญหาอย่างอื่นแทรกซ้อนตามมาก็ได้นะครับ

อ่ะ โอเค อันนี้ก็เป็นเรื่องราวทั้งหมดนะครับ แล้วก็สุดท้ายผมก็ขอให้กำลังใจกับทุกคนรวมทั้งคุณนุ่นกับคุณหลุยด้วยนะครับ ขอให้ทั้งหมดทั้งมวลดีขึ้นนะครับ พบเจอแต่เรื่องดีๆทั้งด้านของจิตใจแล้วก็ร่างกายกลับมาแข็งแรงแล้วก็มีรอยยิ้มได้อีกครั้งอย่างเอ่อ ในเร็ววันนี้นะครับ วันนี้ก็เท่านี้แล้วกันนะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ