Transcription
ถามว่าเอาง่ายๆ ตอนเราไปแจ้งตำรวจเนี่ย เราได้รับการดูแลอย่างยุติธรรมหรือไม่ หรือเราจำเป็นต้องใช้เส้นสายในการเข้าไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ เราว่าทุกคนเรารู้อยู่แก่ใจ ซึ่งปรากฏการณ์นี้มันไม่ได้เป็นมาช้านานขนาดนั้นนะครับ แต่มันเพิ่งจะเกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหารนั่นเอง
อย่าคิดว่าการเมืองไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจนะครับ เพราะถ้าคุณไม่สนใจสักวันนึงเขาจะกลับมาหลอนคุณครับ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือรัฐประหารจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตลาดไม่มีทางแน่นอนครับ เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ย้ำชัดแล้วว่า การรัฐประหารทำให้คุณทำการตลาดได้ยากขึ้นและขายของได้ลดลงครับ
สิ่งที่จะมาชวนคุยกันในตอนนี้นะครับ ผมอยากขอดึงประเด็นที่เป็นอันใหญ่ๆ เข้ามาคุยให้เห็นกันหน่อยว่า เฮ้ย การที่เราบอกว่าการเมืองไม่เกี่ยวข้องกับเราเนี่ย จริงๆ ไม่ใช่เลยนะครับ อะไรก็ตามทีที่เขามีอำนาจในการกำหนดกฎระเบียบ มันจะมีผลกับการค้าขายเสมอครับ คือเอาง่ายๆ ถ้าเศรษฐกิจไม่โตอ่ะ เราทำการตลาดเก่งแค่ไหน สิ่งที่เราทำได้คือแค่แย่งเค้กเพื่อนเท่านั้นเอง ซึ่งในเมื่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทยอ่ะ ตอนเนี้ย มันแทบไม่โตเลย ยกเว้นส่งออก แม้แต่ท่องเที่ยวตอนนี้ยัง challenge เลยทีเดียวนะครับ อุตสาหกรรมรถยนต์ก็ตกเนี่ย การจะทำการตลาดมันจะยากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณเลย
ขอมาเจาะประเด็นนี้หน่อยดีกว่าว่า การรัฐประหารเนี่ย จากอดีตประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามันทำให้เกิดอะไรขึ้น และขอชี้ให้เห็นชัดนิดนึงครับว่า การรัฐประหารนั้นมันทำให้ประเทศไทย เศรษฐกิจ และอนาคตลูกหลานของพวกเราที่จะเติบโตไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเนี่ย เราค้าขายได้ดีขึ้นเนี่ย เขาสามารถทำธุรกิจได้หลากหลายและง่ายมากขึ้นเนี่ย มันถูกแช่แข็งไว้นานขนาดไหนแล้ว มาหาคำตอบในคลิปนี้ครับ
มาที่เรื่องแรกก่อนครับ คือทำไมรัฐประหารถึงไม่ดีกับการค้าขายและเศรษฐกิจ รวมถึงคุณภาพชีวิตของพวกเรานะครับ เอาง่ายๆ เลยก็คือ การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถเติบโตขึ้นได้อ่ะครับ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมาก ผมขอไม่เบรคดาวน์เยอะแยะมากมาย แต่เอาเป็นว่า ถ้าเราสามารถที่จะผลิตเองได้เพิ่มขึ้น หรือไปขอขายกับเพื่อนบ้านมาจนได้ทรัพยากรมาเพิ่มขึ้น ขายได้มากขึ้น มันก็ทำให้เราอ่ะสามารถเอาสิ่งเหล่านี้มาทำให้คุณภาพชีวิตเราดีมากขึ้นครับ เช่น เราสามารถไปค้าขายกับยุโรป อเมริกา มาเรารวยยิ่งขึ้น เราก็จะสามารถซื้อรถที่มีสมรรถนะที่สูงขึ้นได้ ทำบ้านที่หลังใหญ่ขึ้น มีอุปกรณ์ความสะดวกมากขึ้น กินอาหารที่ดี ยิ่งขึ้น สามารถจะทานอาหารญี่ปุ่นได้ละ ไม่ได้กินได้แค่กะเพราไข่ดาวอย่างเดียว เราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการที่เรามีเงินและทรัพยากรมากขึ้นนั่นเอง โดยธรรมชาติครับ
แต่ตอนเนี้ย ประเทศไทยเรามันอยู่ในสภาวะที่ในภาพรวมนะ ไม่สามารถที่จะเอาเงินทรัพยากรจากข้างนอกเข้ามาจากการส่งออกหรือจากการลงทุนต่างประเทศเนี่ยเข้ามา เราก็เริ่มที่จะแพ้เวียดนามละ และอีกอันนึงก็คือในประเทศเราเองก็ไม่สามารถจะผลิตอะไรออกมาที่สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้มากนัก เอาจริงๆ อย่างในสหรัฐอเมริกาเนี่ยนะครับ ผมถึงแม้ว่าประชากรเขาก็จะเริ่ม aging จำนวนคนของเขา ก็จะไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ต้องมีการเพิ่มผู้ย้ายถิ่นเข้าไปเพื่อทำให้สัดส่วนประชากรและภาคการผลิตเนี่ย มีคนอยู่ในนั้นที่เป็นคนหนุ่มสาวมากยิ่งขึ้นนะฮะ แต่เค้าสามารถจะทำธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตเขาก็ยังสามารถเติบโตต่อไปได้ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับประเทศเราครับ ตอนนี้อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของประเทศเราอยู่ในสภาวะถูกแช่แข็งไม่เติบโต หรือไม่สามารถหาวิธีในการขายให้แพงขึ้น เพิ่มมูลค่าได้มากขึ้นเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
มาว่ากันที่สาเหตุแรก มันมาจากปัญหาเรื่อง Rule of Law ครับ Rule of Law สำคัญยังไง มันเป็นเพราะว่าธุรกิจโดยภาพใหญ่อ่ะครับ ธรรมชาติจะชอบความแน่นอน การที่ธุรกิจจะเจอความแน่นอนได้ มันก็ต้องอยู่ในประเทศที่สิ่งที่ครอบความแน่นอนเหล่านั้นน่ะ ค่อนข้างคาดหมายได้ด้วย ซึ่งนั่นก็คือกฎหมายครับ กฎหมายเนี่ยมันจะเป็นตัวกำหนดกติกาในการแข่งขันว่า เราจะทำแบบนี้ได้ ทำแบบนั้นได้ เราจะทำแบบนี้ไม่ได้ แล้วมันมีผลที่ค่อนข้างใหญ่กับการทำมาค้าขายของเราครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดว่าธุรกิจในประเทศไหนก็ตามทีที่เข้มงวดในเรื่องของการผูกขาดอย่างเงี้ย เค้าก็จะสามารถคาดหมายได้เลยว่า อ่ะ ถ้าฉันเริ่มมีสัดส่วนแบ่งการตลาดเกินสัก 30-40% แล้วปุ๊บเนี่ย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไปซื้อกิจการใครก็แล้วแต่อ่ะ ฉันน่าจะเจอศาลพิจารณาแน่ๆ ว่าเอ้ย กิจการการเนี้ยจะอนุญาตให้ซื้อได้ไหม อย่างที่เราเคยเจอในต่างประเทศเนาะ ว่าบริษัทมือถือหลายๆ เจ้าเนี่ย มีส่วนแบ่งตลาด 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ กำลังจะไปซื้ออีกเจ้านึงที่มีสัดส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 15-20% รวมกันมันจะเกิน 50% เนี่ย ราชสภาหรือว่าศาลก็จะเริ่มเข้ามามีบทบาทแล้วอ่ะ เฮ้ย เอาดีๆ ฉันไม่ให้เธอซื้อนะ เพราะว่าเดี๋ยวถ้าเธอซื้อปุ๊บเนี่ย เธอมีส่วนแบ่งการตลาดมากเงินไปแล้ว เธอจะสามารถกำหนดราคาได้ พอมันมีแพทเทิร์นที่ชัดเจนว่า อ่ะ ถ้าฉันทำแบบนี้ ฉันจะเจอแบบนี้เนี่ย มันก็ทำให้ธุรกิจเนี่ย พอจะคาดหมายได้ครับ ว่าลักษณะการทำธุรกิจจะเป็นแบบไหน ฉันจะเน้นแบรนด์เดียวเติบโตใหญ่ๆ ไปเลย หรือจะมีการแตกเป็นแบรนด์ลูก แบรนด์ย่อย แบรนด์ย่อย หรือมีบริษัทในเครือมั้ย เพื่อทำให้หลีกเลี่ยงการแข่งขันแบบนี้ มันจะสามารถกำหนดเกมและกลยุทธ์ในระยะยาวได้ ถ้ากฎหมายมีความแน่นอนครับ
แต่ถ้าเกิดกฎหมาย หรือการตัดสินในกระบวนการยุติธรรมเนี่ย ไม่มีความแน่นอน กฎหมายเชิดถือไม่ได้ มันก็ทำให้เราเดาผลลัพธ์ไม่ได้เลยว่า สมมุติว่าฉันจะเข้ามาในตลาดมือถือ ฉันจะเจอคู่แข่งในประเทศอ่ะ เข้าไปมีบทบาทในขบวนการยุติธรรม เข้าไป influence อะไรนิดหน่อย เพื่อบิดให้ผลลัพธ์การตัดสินเนี่ย เข้าข้างบริษัทในประเทศ หรือเปล่า หรือทำให้ธุรกิจของเขาอ่ะเสียหาย หรือเปล่าครับ อย่างในประเทศเราก็จะเจอในกรณีอย่างเช่น การที่องค์กรอิสระต่างๆ ไม่เข้าไปแทรกแซง หรือเข้าไปห้ามกิจการต่างๆ ที่ขนาดใหญ่อ่ะ จะรวมตัวนั่นเลย ทำให้นักลงทุนขนาดใหญ่เนี่ย มีความลังเลที่จะเข้ามาในประเทศของเรา เพราะไม่รู้เลยว่า ถ้าเกิดข้อพิพาทขึ้น เขาจะยังสามารถถามหาความเป็นธรรม หรืออย่างน้อยที่สุด ความแน่นอนในการตัดสินในทางธุรกิจได้หรือไม่
ทั้งหมดของเรื่อง Rule of Law เนี่ย มันก็จะส่งผลให้ธุรกิจเนี่ย ขาดความเชื่อมั่น เพราะรู้สึกว่าขบวนการยุติธรรมไม่มีความแน่นอน ขบวนการขององค์กรอิสระต่างๆ ไม่มีความแน่นอน หรือเชื่อถือได้ยาก ซึ่งมันก็จะขัดกับสิ่งที่ธุรกิจชอบ ก็คือความแน่นอน มันก็เลยทำให้ธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศเรา ระหว่างว่าจะเป็นฐานในการเติบโตในภูมิภาคเนี้ย เขาก็ไม่กล้าที่จะมาครับ
แล้วความไม่แน่นอนเหล่านี้เกิดขึ้นจากการรัฐประหารยังไง การรัฐประหารเนี่ย ถ้าเราลองดูดีๆ นะครับ มันมักจะตามมาด้วยการเข้าไปแทรกแซงในขบวนการยุติธรรมต่างๆ ซึ่งถ้าให้เห็นภาพง่ายๆ ก็ชั้นที่ 1 คือตำรวจ ถามว่าเอาง่ายๆ ตอนเราไปแจ้งตำรวจเนี่ย เราได้รับการดูแลอย่างยุติธรรมหรือไม่ หรือเราจำเป็นต้องใช้เส้นสายในการเข้าไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ เราว่าทุกคนเรารู้อยู่แก่ใจ ซึ่งปรากฏการณ์นี้มันไม่ได้เป็นมาช้านานขนาดนั้นนะครับ แต่มันเพิ่งจะเกิดขึ้นหลังจาก การรัฐประหารนั่นเอง เพราะฉะนั้นเอาง่ายๆ ถ้าธุรกิจเราเกิดมีทะเลาะอะไรกัน เราไปแจ้งตำรวจ เราหวังว่าเราจะได้รับการดูแลอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม หรือเปล่านี่ คือสเต็ปที่ 1 เลย ถ้าแค่ฟ้องร้องตำรวจไม่ได้อ่ะ แล้วมันจะเข้าไปสู่ขบวนการอื่นๆ ได้อย่างไร
อันที่ 2 ครับ ก็คือเมื่อตำรวจทำสำนวนนู่นนั่นเสร็จปุ๊บ มีการส่งไปให้อัยการ ก็คือคนที่จะคัดกรองสิ่งต่างๆ คัดกรองความถูกต้องของข้อกฎหมาย ของสิ่งที่ส่งฟ้องเนี่ย ให้มันถูกต้อง สามารถที่จะให้ความยุติธรรมได้แน่นอนหรือไม่ เราก็รู้กันอยู่ว่ามีกรณีการทุจริต หรือสามารถจับได้ว่าอัยการมีส่วนร่วมในการพลิก หรือเข้าไปบิดคดีต่างๆ เนี่ย อยู่มากมายครับ ซึ่งมันมีผลต่อการพิจารณาคดีเป็นอย่างมาก เพราะผู้พิพากษาเนี่ย จะสามารถพิจารณาคดีได้เฉพาะในสิ่งที่อัยการส่งเข้าไปเท่านั้น อันนี้หลายๆ คนจะไม่เข้าใจตรงนี้นะครับ แต่ให้เห็นภาพเลยก็คือ อยู่ๆ ผู้พิพากษาจะออกไปข้างนอกนู่นนี่นั่นเนี่ยไม่ได้นะครับ อันนี้ผิด ซึ่งอัยการเนี่ยมีผลมากกับการที่จะทำให้คดีเนี่ยออกหมู่ หรือจ่าเป็นทางไหนเลยอ่ะ พอมันมีกรณีการทุจริตต่างๆ แล้วไม่ได้รับการตัดสินอย่างเป็นธรรมอ่ะ คนที่ทำผิดไม่ได้รับผิดอ่ะ หรือคนที่ทำถูกไม่ได้รับการคุ้มครองอ่ะ ก็ทำให้ต่างชาติต่างๆ ที่เขามาปรึกษาบริษัท ปรึกษากฎหมาย law firm อย่างเงี้ย ก่อนที่เขาจะเข้ามาในประเทศอ่ะ ได้รับคำแนะนำว่า อันนี้ไม่แน่นอนนะครับ อันนี้พี่ต้องระวังนะครับ พอปัจจัยที่ทำให้มันไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น จากชั้นก็ทำให้เขาเริ่มระแวงมากขึ้น
และอันที่ 3 ครับ คือลักษณะของการตัดสินของศาล ว่าถ้าความผิดในลักษณะเดียวกันนี้ ฐานเดียวกันนี้ ได้รับการตัดสินอย่างชัดเจน หรือเที่ยงธรรมเหมือนเดิมหรือไม่ ไม่ใช่ว่าความผิดในกรณีใกล้เคียงกันมากๆ แต่มันให้ผลการตัดสินที่ผิดถูกไม่เหมือนกันเลย อันเนี้ย ก็ทำให้บริษัทต่างๆ ที่จะเข้ามาเอาเงินทุนเทลงในประเทศไทยอ่ะ รู้สึกไม่มั่นใจ และนี่ก็ยังไม่นับรวมถึงพวกองค์กรอิสระอ่ะ อย่างเช่น กสทช. นะครับ ปปง. ปปช. ซึ่งมีผลต่อการตัดสินถูกผิดเรื่องความยุติธรรมต่างๆ เนี่ย ในองค์กรเมืองไทยก็ไม่มากไม่น้อยนะครับ และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย หลายๆ ครั้งมันส่งผลไปถึงบริษัทเอกชนด้วย อย่างเช่นกรณีเหมืองทองอัคราอย่างเงี้ย อันนี้อย่าลืมว่าเขาเป็นบริษัทออสเตรเลียนะครับ เพราะเข้ามาลงทุน ซึ่งตอนแรกเขาก็คงคิดว่าเออ มันคงจะโอเค มันคงจะแน่นอนแหละ แต่พอการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตัวเขาเองอ่ะมีอำนาจมากกว่าปกติอย่างมาก เพราะจะบอกว่าเป็นศาลที่ได้รับการควบคุมอยู่ในกรอบของศาลยุติธรรม หรือไม่ก็ไม่ใช่ แต่มีอำนาจมากกว่าด้วย จะบอกว่าเป็นองค์กรของรัฐ องค์กรอิสระที่ตัดสินใครอะไรยังไงก็ได้ ก็สามารถจะขยายขอบเขตอำนาจในการตัดสินมาจนกระทบกับผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ ก็ทำให้ความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายของไทยเนี่ย ยิ่งลดลงไปด้วยครับ
ให้เห็นภาพชัดว่าบริษัทต่างชาติเขาจะเจออะไรอ่ะ เอาง่ายๆ เขาจะไปประเทศไหนอ่ะ เขาไม่ได้มาเจาะดูในประเทศไทยอะไรขนาดนั้นหรอก แต่เขาจะไปปรึกษาบริษัทกฎหมายระดับโลกครับ ว่าข้อดีข้อเสียของระบบกฎหมายประเทศนี้เป็นยังไง ถ้าไปประเทศนี้จะเจออะไรที่แตกต่างกันหรือไม่ พอมาอยู่ในประเทศที่ชั้นทั้งตำรวจ อัยการ ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรของรัฐเนี่ย พอมาพิจารณาถึงประเทศไทยที่องค์กรยุติธรรมทั้ง 3 ชั้น รวมไปถึงองค์กรอิสระ ข้าราชการต่างๆ เนี่ย มีความไม่แน่นอน หรือจะต้องใช้อำนาจข้างนอกระบบต่างๆ เข้าไปช่วยเนี่ย เพื่อทำให้ความแน่นอนเนี่ยไม่เกิดขึ้น นั่นทำให้การตัดสินใจว่า ถึงแม้ทุกอย่างจะเหมือนกันเลยนะ ผลตอบแทนจากการลงทุนจะคิดว่าเหมือนกันน่ะ แต่พอเห็นว่าความเสี่ยงมากกว่า ก็จะทำให้ประเทศไทยตกไปอยู่ในช้อยส์สำหรับร่างๆ ลงมาเมื่อตายจะมาลงทุนครับ
พอรัฐประหารเสร็จปุ๊บ แล้วทำให้เกิดผลเสียยังไงกับการทำธุรกิจของเรา ต่อเข้ามาที่ข้อ 2 ครับ คือมันเลยจะทำให้การพัฒนาให้เศรษฐกิจมันดีขึ้น ให้เราลืมตาอ้าปากได้เนี่ย มีความสำคัญน้อยกว่าความมั่นคงทางการเมืองของผู้เข้ามาครองอำนาจครับ อย่างที่เราจะเห็นได้ว่านโยบายในการพัฒนาทางเศรษฐกิจต่างๆ เนี่ย ผมไม่ได้บอกว่าไม่มีใครตั้งใจดีนะครับ หลายๆ คนที่เข้าไปทำงานกับรัฐบาลรัฐประหารเนี่ย ก็เป็นคนเก่งๆ ทั้งนั้นเลยนะครับ ที่ได้เห็น ได้ดูรายชื่อต่างๆ เอาง่ายๆ อย่างขออนุญาตยกตัวอย่างสักท่านนึง เช่น คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นี่ก็ถือว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เก่งมากๆ ระดับต้นๆ ของเมืองไทยคนนึงเลยนะฮะ แล้วก็ได้ทำนโยบายเศรษฐกิจที่ดีหลายๆ อันในสมัยรัฐบาลทักษิณครับ แต่การที่การเมืองเนี่ย มันต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงเป็นหลัก เพราะว่าถ้าไม่มั่นคง หรือควบคุมอำนาจได้ไม่อยู่เนี่ย ก็จะทำให้ชื่อเสียงอะไรต่างๆ เนี่ย สามารถกลับมากัดคอคณะรัฐประหารได้ ไม่ว่าจะเป็นว่าเฮ้ย เดี๋ยวจะกลับมาเอาผิดไล่เบี้ยอะไรเราหรือเปล่า หรือว่าถ้ากลับมาโหวตเพื่อแก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญบางอย่าง แล้วเดี๋ยวผลลัพธ์จากการรัฐประหารจะกลับมาย้อนให้ตัวพวกเขาเองได้รับโทษอะไรหรือเปล่า เขาจะพยายามป้องกันทุกวิถีทางที่ทำให้ความมั่นคงของอำนาจพวกเขาอ่ะ ยังคงอยู่ เพื่อจะไม่ให้ใครก็ตามกลับมาโหวตสามารถย้อนกลับพาพวกเขาให้รับผิดจากการทำรัฐประหารเหล่านั้นได้ หรือการโกงกินที่เกิดขึ้นระหว่างทางนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย เมื่อต้องตัดสินใจระหว่างว่า เฮ้ย จะวางนโยบายบางอย่างที่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นน่ะ ซึ่งจริงๆ เขาก็มีกุนซือหลายคนเข้าไปช่วยเยอะเลยนะครับ กับการทำให้เขามั่นคงเนี่ย ยังไงเขาต้องเลือกความมั่นคงมากกว่าอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่มั่นคง ก็จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ต่อ หรือพูดง่ายๆ จะเกิดภาวะงานเข้านั่นแหละครับ
เลยจะเป็นที่มาที่ทำให้ในระยะ 10 ปีจริงๆ ตอนนี้ก็ 11 ปีแล้วล่ะ หลังจากรัฐประหารสมัยปี 2557 เนี่ยครับผม นโยบายในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของเมืองไทยอ่ะ จากการโต้กระแส Aging Society ที่ประเทศเราอ่ะ เป็นประเทศที่แก่และยังไม่ทันได้รวย น่าจะเป็นประเทศแรกๆ ของโลก ขยายสายความเรื่องนี้ให้ฟังอีกทีก็คือ ตอนนี้ประชากรของประเทศไทยอ่ะ ถือว่ามีอายุที่สูง เรามีคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปในสัดส่วนเกิน 20% ของประชากรแล้ว อายุเฉลี่ยของคนไทยตอนเนี้ยเท่าผมอ่ะ 40.11 ปี ก็คือว่าเป็นประเทศที่โดยภาพเฉลี่ยคือค่อนข้างจะมีประชากรอายุเยอะ มันจะส่งผลให้คนที่จะมาผลิตสิ่งของ วัยรุ่นหนุ่มสาวต่างๆ ที่มาพัฒนาบ้านเมืองเนี่ย โดยที่ยังมีกำลังเยอะ ยังมีค่าตัวไม่สูงเนี่ย มีพอในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยใช้แรงงานเป็นหลัก ในมุมเนี้ย ตอนเนี้ย เวียดนามกับอินโดนีเซีย หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์เนี่ย ได้เปรียบเราเต็มๆ เลย เพราะเขามีประชากรหนุ่มสาวเยอะกว่าเรามากครับ
พอเจออย่างเงี้ย วิธีเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ คือต้องทำแบบอเมริกา ก็คือต้องเน้นเทคโนโลยีเยอะ ธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อย่างเช่นจากเดิมเราเน้นขายเป็นข้าวเป็นตันๆ ส่งเป็นถุงกระสอบๆ ดูหน้าตาไม่สวยใช่มั้ย หลังจากนี้ไปอ่ะ เกษตรคนไทยต้องเก่งขึ้น เป็นออร์แกนิค เพิ่มมูลค่าสูง ขายข้าว กิโลละในราคาที่สูงเป็นพิเศษได้อย่างเงี้ย ภาคเกษตรเราก็จะรอดใช่ไหมครับ แต่นโยบายในการทำอะไรแบบเนี้ย ในเมืองไทยอ่ะ ไม่ถูกผลักดันจริงจังเลย เพราะว่าผู้มีอำนาจในช่วงรัฐประหารเนี่ย ก็จะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอำนาจมาก กว่าการพัฒนา หรือขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นจริงเป็นจังนะครับผม ซึ่งไม่ใช่ว่ามันจะไม่สามารถขับเคลื่อนได้สักนโยบายเลย จริงๆ มีหลายตัวที่ผมว่าเป็นเรื่องดีแล้วเพิ่งมาทำได้เนี่ย ตอนรัฐบาลสมัยที่มาจากคณะรัฐประหารครับ อย่างเช่นพวกนโยบายสุขภาพ การออกเครื่องดื่มที่ลดความหวาน การออกภาษีน้ำตาล จริงๆ เหล่านี้ก็คือหวังดีกับสุขภาพประชาชน อยากให้คนไทยกินหวานน้อยลง จะได้ไม่เป็นโรคมากยิ่งขึ้น อันเนี้ย มักจะทำได้ในยุคพวกนี้ แต่พอเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจแบบนี้แล้ว มันดันอาจจะไปขัดผลประโยชน์กับคณะรัฐบาลบางท่าน หรือเครือข่ายธุรกิจที่อยู่ในวงวงวานของคณะรัฐประหารบางอย่าง ก็ทำให้นโยบายเนี่ยถูกลืม ถูก ignore หรือถูกมองข้ามไปนั่นเองครับ
แล้วการที่ประเทศมันจะเติบโตอย่างเงี้ยต่อไปได้ มันจะต้องเอาคนที่มีทักษะในการใส่เทคโนโลยีเข้าไปในทุกๆ ภาคส่วนน่ะ ให้เข้ามาบริหารประเทศให้ได้เยอะขึ้นเนาะ แต่พอคนที่นั่งอยู่อ่ะ ยังมีภาพของเศรษฐกิจในยุคเก่าที่เน้นการค้าขายเป็นหลัก เน้นการผลิตสินค้ามาได้มากๆ เป็นหลัก แต่มองไม่เห็นว่าธุรกิจในโลกแห่งอนาคต หรือธุรกิจในโลกประเทศกำลังพัฒนาเนี่ย เติบโตไปยังไง ให้มันทันยุคทันสมัย สร้างมูลค่าเพิ่มได้เยอะเนี่ย มันก็เลยทำให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศไทยอ่ะ ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนให้รับกับอนาคตที่เรากำลังจะแก่และยังไม่รวยซะทีแบบนี้นั่นแหละ
เอาง่ายๆ การจะคงอำนาจของทางรัฐประหารไว้ได้ มันก็ต้องใช้กำลังและทรัพยากรทางเศรษฐกิจนะ ซึ่งธุรกิจที่สนับสนุนคนเหล่านี้ มักจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสัมปทานและภาครัฐ ลองไปดูแล้วกันนะว่าใครมั่งที่ใหญ่เรื่องนี้ พอคนที่มันสนับสนุนตัวเองอ่ะ เป็นแบบเนี้ย แล้วเราเน้นเรื่องความมั่นคงทางอำนาจเนี่ย แล้วจะให้ทำอะไรบางอย่างเพื่อไปขัดผลประโยชน์กับคนกลุ่มคนที่สนับสนุนตัวเองได้มั้ยล่ะ มันก็ทำไม่ได้ใช่ไหมครับ แต่ว่าการที่ทำให้คนกลุ่มเนี้ยไม่ถูก disrupt เลยอ่ะ ก็เลยทำให้เราส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้มันเติบโตขึ้นไม่ได้ มันก็จะขอโยงมาถึงหัวข้อ 3 เลยแล้วกัน ก็คือเลยทำให้ธุรกิจของคนรุ่นใหม่อ่ะ เกิดขึ้นได้ยาก เพราะว่าเจ้าที่เป็นคนใหญ่คนโตที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจพลังงาน ธุรกิจอะไรต่างๆ ที่เป็นธุรกิจโลกเก่า ธุรกิจที่มูลค่าเพิ่มอาจจะอยู่แค่ประมาณขั้น 2 เนาะ หรือว่าเป็นโทรศัพท์เทคนิค คือเป็นตติยภูมิอะไรอย่างเงี้ย เพราะฉะนั้นธุรกิจที่มันยิ่งใหญ่อยู่ในประเทศอยู่แล้วอ่ะ ผู้สนับสนุนทรัพยากรหลักของคนกลุ่มนี้ก็เลยมักจะเป็นธุรกิจที่เติบโตอยู่แล้วในบ้านเราเนาะ คือใหญ่เป็นระดับหมื่นล้านแสนล้านอยู่แล้วนั่นน่ะ มักจะเป็นสปอนเซอร์หลัก พอมีคนรุ่นใหม่บอกว่า เฮ้ย ต้องแก้กฎหมายบางอย่างนะ ซึ่งอาจจะทำให้คนกลุ่มเดิมเนี่ยเสียประโยชน์บ้างอ่ะ ขอแก้บ้างได้ไหม ก็จะยาก เพราะฉะนั้นจะเปิดให้ startup เปิดขึ้นมา ปรากฏว่าธุรกิจนี้ดันไปขัดกับผลประโยชน์ของธุรกิจตั้งเดิมที่มีอยู่ ก็ไม่ได้เหลือทำธุรกิจธนาคารและดันมีธุรกิจธนาคารดั้งเดิมก็บอก เอ้ย เดี๋ยวทำให้ยอดชั้นลดตรงนี้อยู่ก็ไม่ปล่อย รูปแบบของการเติบโตของ startup ทำธุรกิจมาได้จนถึงขั้นหนึ่ง จนใหญ่พอที่เจ้าใหญ่ๆ จะเริ่มเข้มเนี่ย ก็เลยจำเป็นที่จะต้องเข้าไปซบอกกับเจ้าใหญ่มันเลยทำให้ Corporate Venture Capital ครับ หรือว่านักลงทุนในระดับของ Corporate ขนาดใหญ่เนี่ย เฟื่องฟูขึ้นมา เพราะว่าเมื่อคุณทำธุรกิจถึงจุดๆ นึงที่ disrupt อุตสาหกรรมใดก็แล้วแต่ แล้วคุณเริ่มไปลดต้นคอเจ้าใหญ่ หรือคนเกรดใดๆ ในประเทศเรา คุณก็จะเริ่มเจอศึกหนักแรงต่อต้านมากมาย จากการที่เขามีอำนาจในการเข้าไปคุยกับคณะรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารน่ะ มันก็จะทำให้การเติบโตเป็น startup แบบเพียวๆ ไม่ต้องมีใครเข้ามาช่วยเลยอ่ะ ทำได้ยากครับ
แล้วพอเราเป็นอย่างนี้ในบ้านปุ๊บ อ่ะ การที่จะเติบโตออกไปสู่นอกประเทศอ่ะ มันก็เลยทำได้ยาก เพราะว่าขนาดในบ้านเราเองอ่ะ เรายังไม่สามารถที่จะเติบโตได้ด้วยกันที่เราเอาใจลูกค้าได้เก่ง ทำทุกอย่างได้ดี เอ่อ ไม่มีใครมาขัดขวางแล้วต้นทุนเราโอเค เราก็จะไม่สามารถจะดีดออกไปเติบโตนอกบ้านได้อย่างแข็งแรงนั่นเลยเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ Startup ไทยอ่ะ ยังไม่มี Unicorn ที่แท้จริงสักทีนึง ยกเว้นอะไรนะ Flash Express เอออันนี้ก็ต้องให้เครดิตนึง หรืออีกอันนึงก็คือ Grab ซึ่ง Grab เองเนี่ย ก็มีการร่วมมือกับธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศเหมือนกัน ถึงยังสามารถอยู่รอดไปจนถึงขนาดนี้ได้ครับ
ถ้าสรุปให้ชัดอีกทีก็คือ ธุรกิจขนาดเล็กจากคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสูงที่เราต้องการ เพื่อทำให้ประเทศมันไปต่อได้เนี่ย เกิดขึ้นได้ยาก มาจากการที่ฐานอำนาจและทรัพยากรต่างๆ ส่วนใหญ่ของคณะรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารน่ะ เขามาจากธุรกิจโลกเก่า นั่นเองครับ เพราะฉะนั้นจะไม่ให้เติบโตก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร บอกเอ้ย อันนี้ไม่ให้ อันนี้ไม่เอา อะไรอย่างเงี้ย ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ ก็เลยทำให้คนไทย หรือเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถที่จะดีดไปสู่อะไรใหม่ๆ ได้ง่ายซะทีนึงครับ หรือเอาจริงๆ ไม่ใช่ว่ามันทำไม่ได้นะ แต่จะทำได้ก็ต้องใช้ความพยายาม หยัดเงินแรงกายขั้นสุดยอดเลยทีเดียวครับ
ขอลากต่อมาที่ข้อที่ 4 แล้วกัน ซึ่งน่าจะเป็นข้อสำคัญที่สุดเลย ขีดเส้นใต้หลายเส้นเลยก็คือ ความเชื่อมั่นหายไป คือธุรกิจอ่ะครับ เราไม่มีวันรู้ได้ 100% หรอกว่าทำแล้วมันจะเจ๊งไม่เจ๊งอ่ะ แต่มันต้องมีความแบบรู้สึกมั่นซะก่อนน่ะว่ามันจะทำแล้วมันจะได้จริงๆ ซึ่งในเมื่อ playground หรือสนามตลาดที่มีให้เล่นที่ชื่อว่าประเทศไทยนะ ครับผม มันมีทั้งเรื่องของกฎหมายที่ต้อง question มา มีเรื่องขององค์กรของรัฐที่เชื่องช้า การขับเคลื่อนนโยบายที่ยาก หรือแม้แต่การกีดกันการแข่งขันที่เกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก อะไรอย่างเงี้ย อย่างที่ผมพูดมาใน 3 ประเด็นน่ะ มันก็จะทำให้ความเชื่อมั่นต่างๆ หายไปครับ ซึ่งส่งผลแบบจับต้องได้บางอย่างประมาณนี้
อันที่ 1 คือ Passport Power หรือพลังพาสปอร์ตของประเทศไทย ถือว่าเป็นอันดับค่อนข้างไม่ได้ดีเลยเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกของเราครับ ปัจจุบันประเทศไทยเนี่ย พึ่งพาการส่งออกในการเติบโตเป็นหลักค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว อยู่อันดับประมาณ 20 กว่าๆ ใน ranking มูลค่าการส่งออกของโลกนี้ แต่ส่วนทางกัน ถ้าเราจะไปค้าขาย เราจำเป็นต้องบินไปหาคู่ค้าเราบ้างมั้ยล่ะ ต้องมีบินไปประเทศนั้นประเทศนี้ ซึ่งปัจจุบันประเทศเราจะต้องขอวีซ่าในการเดินทางไปสู่ประเทศกว่า 130 เกือบๆ 140 ประเทศครับ เอาง่ายๆ เดินทางไปต่างประเทศได้โดยที่ไม่ต้องเดินเอกสารให้ยุ่งยากแล้วไม่ต้องเสียค่าวีซ่า ได้แค่ราวๆ ประมาณ 5-60 ประเทศเท่านั้นเอง ซึ่งทำให้การค้าขายของเราออกต่างประเทศน่ะ ทำได้ยาก
ทั้งหมดที่มันเกิดขึ้นมา เพราะความเชื่อมั่นในความนิ่งของประเทศของเราอ่ะ ในระดับโลกเนี่ย มันไม่ดีเท่าไหร่ครับ ประเทศต่างๆ ก็เลยไม่กล้าปล่อยให้คนไทยอ่ะ ไปโดยที่ไม่ต้องขอวีซ่า ซึ่งจะโทษเรื่องของรัฐประหารทั้งหมดก็คงไม่ใช่เนาะ แต่มันเป็นประเด็นใหญ่ที่เขามองกันครับ แต่มันยังรวมถึงการที่ประเทศเรามีผีน้อย หรือคนงานต่างด้าวที่ไปแบบไม่ถูกต้องค่อนข้างเยอะด้วยในแต่ละประเทศ ชื่อเสียงไม่ค่อยดีในฐานะของ Country of Origin ของแรงงานเถื่อนเนี่ย มันก็เลยทำให้ตรงของเราตรงเนี้ยยิ่งแย่ลงไปใหญ่ครับ แต่ภาพใหญ่ มันก็มาจากฐานะของเราในเชิงการทูตระหว่างประเทศนั่นเอง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบตรงกันข้าม ประเทศสิงคโปร์เนี่ย มี Passport Powerาแบบไม่เกินท็อป 5 ของโลกนี้เลย ทั้งๆ ที่อยู่ใต้ประเทศเรา มันทำให้เห็นชัดเลยว่า การที่คนไม่เชื่อมั่นในความแน่นอน ความนิ่ง หรือลักษณะทางการเมืองของประเทศเรา ที่มันจะดูไม่เข้ากับแฟชั่นการบริหาร หรือค่านิยมทางการเมืองของโลกนี้เท่าไหร่อ่ะ ส่งผลให้คนไทยอ่ะเดินทางไปทำธุรกิจต่างๆ มีต้นทุนและอะไรต่างๆ ที่ต้องแบกรับอ่ะ มากกว่าประเทศอื่น ทั้งที่เราเน้นการส่งออกครับ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล มันก็เกิดขึ้นมา สาเหตุต้นอันใหญ่อันนึงก็เกิดจากรัฐประหารเช่นเดียวกันเนาะ
หลายๆ คนอาจจะบอกว่า แต่ทั้งหมดทั้งมวลน่ะ มันก็ขึ้นอยู่กับระบบผลประโยชน์ไม่ใช่หรอ ถ้าเกิดว่าเรามีผลประโยชน์จะให้เขาเยอะๆ เนี่ย ประเทศเรามันน่าลงทุน มันน่าจะดีเนี่ย เขาก็จะมาใช่มั้ย ก็ต้องบอกว่าใช่ ในโลกปัจจุบันเนาะ เพราะว่าตอนเนี้ย Geopolitics หรือสภาวะการเมืองโลกเนี่ย องค์กรระหว่างประเทศที่เป็นตัวกาวใจเชื่อมทุกอย่างในโลกาภิวัตน์ เสื่อมค่าลง มันลดความศักดิ์สิทธิ์ลง พูดให้เห็นภาพชัดๆ ก็อย่างเช่น WTO เริ่มบังคับใช้นู่นนี่นั่นไม่ได้ และการประณามทางการค้าต่างๆ การประณามของ UN ต่างๆ เริ่มไม่เป็นที่สนใจของประเทศต่างๆ ในโลกแล้วเนี่ย อันเนี้ย ก็แสดงว่าโลกของโลกาภิวัตน์นั้นเริ่มถดถอยลงเรื่อยๆ ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์กรของประเทศมันลดลงเรื่อยๆ เนี่ย มันก็จะส่งผลให้คนเนี่ยแคร์เรื่องความแบบ เออ มีทรง หรืออะไรอย่างเงี้ย ลดลงเรื่อยๆ ครับ
แต่ยังไงก็แล้วแต่อ่ะ แฟชั่นของโลกเนี้ย ก็ยังจะให้ความสำคัญกับประเทศที่กฎหมายแน่นอน แม่นยำ ระบบยุติธรรมเชื่อถือได้ รัฐบาลมีนโยบายเจ๋งๆ ออกมาที่ทำให้เขารู้สึกซู่ซ่า รู้สึกว่ามาร่วมมือกับประเทศนี้แล้วมันมีความหวังอ่ะ รวมไปถึงการแข่งขันที่แฟร์ขึ้น ไม่ได้โลกสวยว่ามันต้องโคตรแฟร์นะ พวกแฟร์ 100% เนี่ย ก็ทำให้ประเทศอยู่ยากในระยะยาวเช่นเดียวกัน คือในระยะสั้นน่ะ จะเป็นไปได้ แต่ระยะยาวผมว่าไม่ดี
แต่ทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย การที่รัฐบาลรัฐประหารของประเทศเราเนี่ย เข้ามานั่งแล้วเปลี่ยนกฎระเบียบหลัก ซึ่งเป็นฐาน เป็นแก่นของการพัฒนา เป็นสปริงบอร์ดของเศรษฐกิจของเราอ่ะ แล้วทำให้ปัจจุบันเนี้ย แม้เราจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายใหญ่ๆ ที่เปลี่ยนประเทศอะไรได้จริงจังใน 2 ปีที่ผ่านมาเลยอ่ะ นั่นแหละคือสิ่งที่ชี้ให้เห็นชัดว่า การรัฐประหารนั้นไม่ได้เป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้าขาย หรือแม้แต่อนาคตลูกหลานของเราในมุมไหนเลยนั่นเองครับ
สรุป สรุปทั้งหมดทั้งมวลนะครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดปัญหาทางการเมืองนะครับ ถ้าเราเลือกที่จะเรียกร้องให้เกิดการรัฐประหาร มันจะเป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้น ซึ่งเราคาดหวังว่าใครสักคนจะมาเขย่าให้มันดีขึ้น แต่ทั้งหมดทั้งมวลเราในฐานะประชาชนจะไม่สามารถควบคุมการเขย่าเหล่านั้นให้ไปในทิศทางที่เราต้องการ เพื่อส่งให้อนาคตลูกหลานไปในแบบที่มันควรจะเป็นได้เลย แต่ถ้าเกิดว่าเราจะใช้ระบบประชาธิปไตย มันต้องอาศัยความอดทน แต่นั่นจะเป็นหนทางที่ทำให้เราสามารถกลับมาทำมาค้าขายได้ยาว เราสามารถจะพอมีปากมีเสียงในการกำหนดทิศทางในการพัฒนาให้มันเข้ากับการเติบโตของอุตสาหกรรมเราได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรเลย รวมไปถึงความไม่แน่นอนต่างๆ เนี่ย มันจะน้อยกว่านี้ และทำให้เรามีศักดิ์ศรีในการค้าขายกับต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดทุกมวลมันก็กลับมาที่ เราจะทำงานการตลาด เราจะทำธุรกิจได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับผม
ทั้งหมดอยากจะว่าผมอ่ะ เอาเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวก็ได้นะ ครับผม แต่อยากจะชี้ให้เห็นนิดนึงว่า แม้แต่ต้นกำเนิดของมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยอย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังมีการนำเอารัฐศาสตร์มาผนวกกับเศรษฐศาสตร์ เพราะว่าเศรษฐกิจกับอำนาจเนี่ย มันแยกออกจากกันไม่ได้ครับ เมื่อคุณมีเงินมันก็จะตามมาด้วยอำนาจ แล้วพอคุณมีอำนาจมันก็จะตามมาด้วยเม็ดเงิน หรือความสามารถในการหาเงินนั่นเอง 2 สิ่งนี้ไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้ ถ้าเรา ignore สักวันมันจะกลับมาทำร้ายเรา อยากจะให้คนค่อยๆ เห็นภาพความเชื่อมโยง 2 สิ่งนี้ แล้วถ้าเราอยากจะทำให้ธุรกิจที่เราทำอยู่เนี้ย มันยังเติบโตต่อไปได้ เราต้องเรียกร้องไม่ให้สิ่งนี้ ที่จะให้ใครสักคนมาหั่น มาเขย่า มาล้างไพ่ให้เราแบบที่เราทำอะไรไม่ได้เลย มันเกิดขึ้นนะครับ ยังไงหวังว่าคลิปนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้หลายๆ คนมองเห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจทางการเมืองกับการทำการตลาด การทำธุรกิจในทุกๆ วันของคุณนะ ครับผม กับช่องนี้ จริต Better Way Forward ครับ