Transcription
มติชนทีวีพcส มีเรื่องเล่าโดยวิโรธ ลัคนาอดิสร สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องเล่ากับผม วิโรธ ลัคนาิสร มาพบกันอีกแล้วนะครับ เหมือนเดิมนะครับ ในทุกเช้าเวลา 8:00 น. ของทุกๆ วันเสาร์นะครับ แล้ววันนี้นะครับ แนี่หลายคนก็เดาครับว่าผมจะเอาเรื่องอะไรมาเล่านะครับ ผมก็ไปดูตามข่าวนะครับ ธุรกิจตามข่าวการเมืองต่างๆ ผมเชื่อว่าทุกท่านคงจะเคยได้ยินคำว่าเทคโนตอยู่บ่อยๆ แน่ๆ ครับนะ โดยเฉพาะในเรื่องของการเมืองในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจ โอ้โห ได้ยินคำว่าเทคโนครตบ่อยมากครับ และผมก็เชื่อครับว่าทุกท่านคงจะเข้าใจครับว่าเทคโนแลตเนี่ย ก็คือกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นนักวิชาการ เป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ นะครับ ที่ถูกดึงตัวมาช่วยงานทางการเมือง หรือถูกดึงตัวมาช่วยในการออกแบบนโยบายสาธารณะนะครับ ซึ่งเข้าใจถูกต้องครับนะฮะ แต่คำนี้ครับ มันไม่ได้เป็นแค่คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐานทั่วๆ ไปนะครับ แต่มันมีที่มานะครับ จากแนวคิดการเมืองการปกครองครับ ที่มีผลต่อหน้าประวัติศาสตร์ ทั้งประวัติศาสตร์โลกแล้วก็ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเลยทีเดียวครับ วันนี้เราจะมาเล่าถึงที่มาที่ไปของคำนี้แหละครับ ของคำว่าเทคโนครต และจะพาท่านผู้ชมผู้ฟังมารู้จักกับตำนานเทคโนเคร้ เทคโนเครตยุคบุิกในสมัยจอมพลสฤษธนรัตน์ และเทคโนคร ที่พอพูดถึงคำว่าเทคโนแครต ชื่อนี้จะถูกผุดขึ้นมาในหัวทันที นั่นก็คือคณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกในยุคของพลเอกชาติชัย ชุนฮวันครับ
คนที่บัญญัติศัพท์คำนี้นะครับ เป็นคนแรกของโลกเลยครับ ก็คือวิลiมเenry smิธครับ คนนี้ไม่ใช่นักการเมืองครับ คนนี้เป็นวิศวกร นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน เขาใช้คำว่าteทnoacyนะครับ เป็นครั้งแรกนะครับ ในปี 1919 นะครับ ในบทความของเขานะครับ ที่ชื่อว่า Technocracy Ways and Means to Gain Industrial Democracy ในวารสาร Industrial Management โดย William Harry Smith นะครับ ในตอนนั้นเนี่ยนะครับ เขาก็มองครับว่าไอ้สาเหตุเนี่ยนะครับ ของการเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ดี หรือการรบกันยืดเยื้อนะครับ จนเกิดความบอบช้ำทางเศรษฐกิจนะครับ จนทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างมากเนี่ย ก็มาจากการที่นักการเมืองเนี่ย ไม่ได้ใช้ความรู้ทางเรื่องหลักวิชา ไม่ได้เอาข้อมูลนะครับนะ ไม่ได้เอาตรรกะความคิดในเชิงเหตุเชิงผลมาบริหารบ้านเมืองนะฮะ แล้วก็หนำซ้ำนะครับ ก็เหมือนในยุคนี้นะครับ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าก็ไปอิงไปแอบอิงไปเอื้อผลประโยชน์ให้กับพ่อค้านายทุนต่างๆนะฮะ เค้าก็เห็นว่าแต่ใน ช่วงที่มีสงครามโลกครั้งที่ 1 เนี่ย มันมีเรื่องนึงที่มันเวิร์คเครับ นั่นก็คือการบริหารกองทัพครับ ซึ่งใช้การบริหารเชิงวิศวกรรม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการผลิตอาวุธ การส่งกำลังบำรุงต่างๆ คราวนี้สมิธเนี่ย ก็เลยคิดว่าเอ้า ถ้าอย่างนั้นเนี่ย ทำไมหลังสงครามโลกเนี่ย ไม่ให้นักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรเนี่ย เค้าบริหารประเทศไปเลยล่ะนะครับ เพื่อให้ประเทศมันพัฒนาก้าวหน้า ก็ในเมื่อตอนสงครามเนี่ยนะฮะ การบริหารต่างๆด้วยหลักวิศวกรรมนะครับ การพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณต่างๆ มันก็ไปได้ด้วยดี
แต่คำนี้ครับ มันมาเกิดเป็น fe นะครับ ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือที่ เราเรียกกันว่า the great depression นะครับ ในปี 1929-19 ครับ ในช่วงเวลานั้นนะครับ ก็อยู่ดีๆครับ ก็มีกทาชายในนึงนะครับ ที่ชื่อว่า Howard Scot ก็เอาความคิดของ SM เนี่ย มาปัดฝุ่นนะครับ แล้วก็สร้างเป็นลัทธิตั้งเป็นองค์กรขึ้นมา ที่ชื่อว่า Technocracy Incorporated ขึ้นมาครับ โดยก็เสนอคล้ายๆกันครับว่า เออ ก็ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่มันล้มเหลวนะครับ เกิดเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ของโลกเนี่ยนะครับ ที่เรียกว่า The Great Depression เทำไมเราไม่ให้นักวิทยาศาสตร์แล้วก็วิศวกรนะครับ เข้ามาบริหารประเทศแทนนักการเมืองอ่ะ ตอนนั้นต้องยอมรับเลยนะครับว่า โปรวิศวกรมากนะครับนะฮะ แล้วก็เค้ายังเสนอครับว่า ในระบบเศรษฐกิจเนี่ย ทำไมไม่ใช้พลังงานแทนเงินตราไปเลยล่ะนะครับ โดยตอนนั้นเค้าก็บัญญัติศัพท์ขึ้นมานะครับ ไอ้พลังงานที่ว่าเนี่ย เค้าเรียกว่า Energy Certificate ซึ่งก็ดึงดูดนะครับ ประชาชนเ่ะที่กำลังเดือดร้อนกำลังอดตายนะครับ ให้มีความหวังขึ้นมานะครับ จนกลุ่มเทคโนโนครซี่เนี่ยครับ มีสมาชิกเนี่ยนะครับ นับล้านคนนะครับ แต่ต่อมาครับ กระทาชายเนี่ยนะครับ ที่ชื่อว่าHarฮเวิรสกอตนะ ครับ ก็ถูกจับโป๊ะแตกขึ้นมาครับ ว่าเป็นจอมลวงโลกครับ ทั้งเรื่องวุฒิการศึกษาก็ดีนะครับ เพราะแต่เดิมเนี่ย คนเค้าก็เชื่อครับ ว่าเจ้าHarฮาเวอร์สกอตเนี่ยน่าจะจบการศึกษาระดับปริญญาเอกนะครับ ในสาขาวิศวกรรมศาสตร์นะครับ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในยุโรปนะครับ แต่อยู่ดีๆครับ ความสงสัยมันก็เกิดขึ้นเรื่อยๆนะครับ เอ้ย ทำไมไอ้คนนี้มันพูดไม่ make เซense มันพูดแต่ศัพท์เทคนินิอะไรก็ไม่รู้ที่ฟังยาก แต่มันดูเท่ จนคนก็เริ่มไปขุดครับ ประวัติของเขาครับ ว่า Har มันจบที่ไหนมายังไงนะครับ และจุดเริ่มต้นของหายนะของHarวard Sot นะครับ ก็เริ่มต้นเมื่อปีนะครับ 1932 ในช่วงปลายปีนะครับ ก็ปรากฏว่าคนก็ไปขุดประวัติการศึกษาครับ แล้วก็พบว่าเฮ้ย ในทำเนียบศิษย์เก่าของมหาของมหาวิทยาลัยชื่อดังในยุโรปเนี่ย ไม่มีชื่อของเจ้าHarร Scot เนี่ย อยู่อยู่ในนั้นเลยครับ
และจุดจบของ Harvard Sotอที่แท้จริงนะครับ เกิดขึ้นในเดือนมกราคมในปี 1933 ครับนะฮะ เมื่อเค้าถูกเชิญไปบรรยายนะครับ ออกอากาศที่โรงแรมปีแอร์มหานครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นงานเลี้ยงนะครับ อาหารค่ำสุดหรูนะครับ แล้วก็มีการเชิญนักการเมืองนักธุรกิจมานั่งฟังนะครับ แล้วก็มีการถ่ายทอดนะครับ สมัยก่อนยังไม่มีทีวีนะฮะ ถ่ายทอดผ่านเครือข่ายวิทยุ มีคนติดตามนะครับฟังเนี่ย การบรรยายของ Howard Scot เนี่ย เค้าบอกกันว่านับล้านคนนะครับ แต่ปรากฏว่าพอถึงคิวของเจ้าHarอตเนี่ยไปพูดนะครับ เกี่ยวกับแนวคิดของเขานะครับ เกี่ยวกับเอ่อเทคโนครyเนี่ย ที่ใช้พลังงานแทนเงินตราเนี่ย ปรากฏว่าเ้าพูดอะไรบ้งๆ ออกมาก็ไม่รู้ครับ มีแต่ศัพท์เทคนิคนะครับ ที่เชื่อมโยงอะไรไม่ได้ ไม่มีแก่นสารไม่มีแนวคิดเชิงนโยบายที่จับต้องได้เลยครับ ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นครับ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับขึ้นหน้า 1 นะครับนะฮะ เรียกว่าพลาดหัวเข่าจนHarวิardสอเนี่ยเละตุ้มเป๊ะนะ ครับ ชื่อเสียงของ Harvard Scot แล้วก็เทคโนโครซyเนี่ยป่นปี้ไปหมดนะ และที่สำคัญครับ พอคนเราดวงตกมันจะตกอย่างต่อเนื่องนะครับ มันจะเรียกว่าเละตุ้มเป๊ะครับ แต่เดิมเนี่ย กลุ่มเทคโนครyเนี่ยของ Howard Scot เนี่ย ก็มักจะไปแอบอ้างบอกคนอื่นว่ามีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในการทำโครงการนั้นโครงการนี้ใช่มั้ยครับ แต่แท้ที่จริงแล้วเนี่ย กลุ่มเทคโนโอซี่เนี่ยไปขอใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในการทำโปรเจคส่วนตัวเท่านั้นเอง ซึ่งพอมีการแอบอ้างในที่สุดมหาวิทาลัยโคลัมเบียก็ออกมาปฏิเสธครับว่าไม่ได้ทำโครงการร่วมกันกับกลุ่มเทคโนครซyของ Howard Scot เลยแล้วก็ไม่ได้สนับสนุนโครงการวิจัยใดๆ ของกลุ่มเทคโนโอซี่เลยนะ พอทุกเรื่องมาบันจบกันครับ เอาล่ะครับ มันก็มารวมตัวกันปุ๊บแล้วก็ระเบิดนะฮะนะท่วมทุ่งข้าวสาลี ตอนนั้นชื่อเสียงนะครับของกลุ่มเทคโนครซี่ หรือคำว่าเทคโนแลตเนี่ยป่นปี้หมดนะครับ ทุกคนมองว่าไอ้กลุ่มเนี้ยเป็นกลุ่มเพ้อฝันนะครับ คลั่งลัทธิใส่สูตรสีเทาแล้วก็พูดแต่ศัพท์เทคนิคอะไรเยอะแยะไปหมดที่เป็นเรื่องฝันแล้วก็เป็นจริงไม่ได้ ดูเหมือนคำๆนี้จะกลายเป็นคำเชิงลบครับ
แต่ อยู่ดีๆคำว่าเทคโนracyหรือเทคโนแตเนี่ยก็ถูกรีบนครับ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงนั้นเนี่ยนะครับ ก็เรียกว่ามีความบอบช้ำทางเศรษฐกิจมากนะครับ ก็ตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1950 ถึง 1969 ที่บรรดาประเทศต่างๆเนี่ย ต้องอาศัยข้าราชการสายวิชาการเนี่ย ที่มีความรู้นะครับ เข้ามาใช้หลักการทางวิชาการนะครับ เข้ามาใช้ข้อมูลต่างๆในการฟื้นฟูประเทศ ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ พลังงาน ผังเมืองนะครับ และสวัสดิการสังคมต่างๆ เอาล่ะฮะ นี่แหละฮะ ก็คือที่มาที่ไปของคำว่าเทคโนครต
กลับมาที่ประเทศไทยครับ มาผมดึงกลับมาที่ประเทศไทยของเราละ เทคโนแครตยุคบุกเบิกของประเทศไทย เกิดขึ้นในสมัยจอมพลสฤษธนรัฐในปี 250 โดยมีการโดยในยุคนั้นมีการจัดตั้งนะฮะ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือที่เราเรียกกันมาจนถึงปัจจุบันว่าสภาพั ให้เป็นหน่วยงานในการทำหน้าที่วางแผนในการพัฒนาและมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 พ.ศ. 2504-2509 แล้วก็ยังมีการจัดตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่า สำนักงบประมาณให้แยกออกจากกรมบัญชีกลาง เรียกว่าโฟกัสไปที่การงบประมาณเลย และอีกหน่วยงานนึงครับ ที่จัดตั้งในช่วงนั้นก็คือ BOI ฮะ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ตอนนั้นก็ตั้งขึ้นมาเพื่อให้รัฐบาลเนี่ย ลดการทำธุรกิจของตัวเองฮะ และเปลี่ยนบทบาทนะครับ ให้ไปส่งเสริมให้เอกชนทำธุรกิจแทน ในปัจจุบันนะฮะ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่คนก็ยังเรียกนะครับว่าสภาพัอยู่เหมือนเดิม
เทคโนแครตในยุคนั้นนะครับ ถ้าจะไม่พูดถึงคงไม่ได้ ก็คือดร.ป่วยอึ้งพากร ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นแบบของเทคโนแลตในยุคแรกที่เน้นการทำงานตัดสินใจด้วยข้อมูล มีหลักวิชาการ มีความกล้าหาญทางจริยธรรมและกล้างัดกับการตัดสินใจของผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ตัดสินใจตามอำเภอใจหรือตัดสินใจโดยมีผลประโยชน์ทับซ้อนซะด้วย ดร.ก็ป่วยนะฮะ ได้ทุนรัฐบาลเนี่ยไปเรียนในระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์และการคลังที่ ls และเรียนจบนะครับ เป็นที่หนึ่งในบรรดาคนที่ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 และได้ทุนการศึกษาให้เรียนต่อในระดับปริญญาเอกเลย และพอจบการศึกษาก็กลับมาเป็นข้าราชการที่กระทรวงการคลัง ดร.ป่วยเป็นเทคโนแลตต้นแบบที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา
ในสมัยที่เดี๋ยวดูประวัติประวัติอัญชกาศฉะกันของดร.ก็ป่วยนะครับ ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จอมพลสฤษดิ์ต้องการจะซื้อสหธนาคารกรุงเทพจำกัด หรือธนาคารสหธนาคารนี่แหละ ซึ่งในตอนนั้นเนี่ย ถูกธนาคารแห่งประเทศไทยปรับหลายล้านบาทเนื่องจากทำผิดระเบียบ จอมพลสฤษดิ์เนี่ยต้องการให้ดร.ป๋ยที่เป็นรองผู้ว่าในขณะนั้นเนี่ย เลิกปรับ แต่ดร.ก็ป่วยไม่ยอม เพราะว่าอ้าก็ในเมื่อธนาคารธนาคารเนี้ยทำผิดระเบียบน่ะ ระเบียบมันให้ปรับก็ต้องปรับสิจนสุดท้ายนะครับ ต้องมีมติครม.ให้ดร.ป่วยพ้นจากตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เอ้างัดกับจอมพลสฤติยังครับ ดร.ป๋ยยังไปงัดกับพล.ตำรวจเอกเผ่าศรยานนท์ หนึ่งในผู้มีอิทธิพลในยุค นั้นอีกนะฮะ ตอนนั้นนะฮะ พล.เอกเผ่าก็เป็นทั้งอธิบดีกรมตำรวจและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พล.ตำรวจเอกเผ่าเสนอให้บริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเข้าใจว่าเขาก็สันนิษฐานว่าพลตเรกตเผ่าเนี่ยน่าจะมีผลประโยชน์ร่วมอยู่ด้วย ให้บริษัทเนี้ยเป็นผู้จัดพิมพ์ธนบัตรแทนบริษัทเดิม ดร.ป๋ยก็ตรวจสอบพบครับว่าไอ้บริษัทที่วิ่งเต้นเข้ามาเนี่ย บริษัทใหม่ที่เข้ามาเนี่ย คุณภาพการพิมพ์เนี่ยไม่ผ่าน ดร.ปุ๋ยก็เลยยืนยันให้ใช้บริษัทเดิม ปรากฏว่าพลตำรวจเอกเผ่าโกรธมากไม่พอใจมาก เพื่อความปลอดภัยของดร.ป๋ยในเวลานั้นนะ เรียกว่าไปแหย่หนวดเสืออย่างพล.ตำรวจเอกเผานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถึงกับต้องย้ายดร.ก็ป่วยให้ไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจการคลังประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษเพื่อความปลอดภัยเชียวนะครับ
ในปี 2502 จอมพลสฤษติ์ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง มาแรกเริ่มเดิมทีนะครับ จอมพลสฤิติ์ก็โทรเลขนะฮะไปหาดร.ป๋ยเพื่อเชิญให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ดร.ป๋ยปฏิเสธด้วยเหตุผลอะไรรู้มั้ฮะ เพราะตอนที่ดร.ป๋ยเข้าเป็นเสรีไทย ดร.ป๋ยได้ให้คำมั่นเอาไว้ว่าจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ จนกว่าจะเกษียณอายุราชการ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเนี่ยมาเข้าร่วมกับเสรีไทยเนี่ย ไม่ได้หวังประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ได้หวังผลทางการเมืองแต่อย่างใด สุดท้ายครับ จอมพลสฤษติ์ก็เลยแต่งตั้งให้ดร.ป๋ยเนี่ย เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.ดร.ก็ป่วยเนี่ย จึงเป็นคนที่ควบคุมทั้งนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และการงบประมาณของประเทศ ในขณะที่อายุเพียงแค่ 43 ปี ถือว่าเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีอายุน้อยที่สุด และดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้นะครับ ก็ต้องบอกอย่างนี้ว่าดร.ป๋ยเนี่ย เป็นหนึ่งในบุคลากรที่สำคัญอย่างมากในการผลักดันให้ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 อีกด้วย พอพูดถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 เนี่ย ก็ต้องยอมรับครับว่าก็มีผู้รู้และเทคโนแลตหลายคนนะครับ ที่มาเป็นคียมนในร่วมกันผลักดันนะครับ ให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 เกิดขึ้น แต่ถ้าให้ผมเล่าทุกคนคงจะไม่หมดนะ่ะครับ แต่ถ้าเกิดจะต้องหยิบมาเล่าสักคนนึงเนี่ย ผมขอหยิบชื่อของดร.เสนาะอุนากูลที่ถือที่ถือว่าเป็นขุนพลคู่ใจของดร.ป๋ยมาเล่าดีกว่า ดร.เสนาะอุนากูลเนี่ยนี่ไม่ธรรมดานะครับ ก็เป็นอดีตเลขาสภาพ เป็นอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นหนึ่งในขุนพลคู่ใจนะครับ ถือว่าเป็นมือขวาเลยของดร.ป๋ยนะครับ ในการอ่าทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจนะฮะ แห่งชาติฉบับที่ 1 แล้วก็ยังมีอีกหลายงานที่ทำงานร่วมกันกับดร.ป๋ยนะครับ โดยดร.เสนาะอุนากูลจะเรียกดร.ป่วยว่าคุณป่วย เพราะดร.ป๋ยเนี่ย เวลาพูดถึงเพื่อนร่วมงานทั้งที่เป็นผู้บังคับบัญชาแท้ๆนะครับ เวลาแนะนำตัวก็จะบอกว่าเนี่ยคือเพื่อนร่วมงาน แล้วทุกคนก็จะเรียกดร.ป่วยว่าคุณป่วย พอพูดถึงประวัติของดร.เสนาะอุนากูลเนี่ย ก็ต้องพูดให้เอาว่าเอาทีเด็ดมาเล่าเลยดีกว่า ดร.เสนาะอุนากูลนี่ไม่ธรรมดานะครับ ถือว่าเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในการผลักดันแผนพัฒนาพื้นที่ชัยฝั่งทะเลตะวันออก หรือที่เรา รู้จักกันว่าอีสเตอร์ซีบอร์ดในยุคพลเอกเปรมตินสูานนท์ และอีสเตอร์ซีบอร์ดเนี่ยครับ ถือว่าเป็นหนึ่งในกลไกทางเศรษฐกิจ เป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างมากนะครับ ที่พลิกโฉมประเทศไทยเนี่ย จากประเทศเกษตรกรรมเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมแบบเต็มตัว มีการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมมาตพุทนิคมอุตสาหกรรมแหลมชบัง มีการนำเอาก๊าซธรรมชาติเนี่ยในอ่าวไทยของเรามาเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมปิโตเคมี มีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมชะบังเชื่อมต่อไทยกับโลกทั้งหมดนี้นะครับ ก็เป็นทั้งหมดนี้ทั้งหมดเนี่ย เป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นเนี่ยย้ายฐานการผลิตนะครับ มาลงทุนที่ประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในของตัวญี่ปุ่นเอง ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากข้อตกลง PlาซAaccคอรด ซึ่งด้วยข้อตกลงPlาซA Accordเนี่ยนะครับ ถ้ามีโอกาสเดี๋ยวจะมาเล่าอีกทีนึง ก็เป็นข้อตกลงที่ทำให้เงินเย็นเนี่ยแข็งค่าขึ้นแบบก้าวกระโดดเลย จนทำให้สินค้านะครับ ที่ผลิตที่ประเทศญี่ปุ่นเนี่ยนะครับ ก็จะมีราคาสูงขึ้นแล้วก็ขายได้ยากในตลาดโลก ญี่ปุ่นเนี่ยก็ย้ายฐานการผลิตนะครับ มาลงทุนในประเทศไทย จนทำให้นะฮะ GDP ต่อหัวของคนไทยนะครับ เติบโตเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่านะครับ และเนี่ยก็คือผลงานชิ้นโบว์แดงของดร.เสนาะอุนากูลเลย
ดร.เสนาะนะครับ ถูกขนานนามนะครับ จากเทคโนแครตระดับอาวุโสในยุคนั้นน่ะว่าเป็น ป๋วยบอย หรือเรียกว่าเด็กป๋ยก็แล้วกัน เหมือนเด็กในคาถาของดร.ป๋วย คือเล่าให้ฟังง่ายๆว่าถ้าคิดว่าดร.ป๋ยเป็นเหมือนนิ Fury แล้วเด็กป๋ยน่ะ หรือป๋ยบอยเนี่ย ก็เหมือนทีมAvengจอร์ครับ ซึ่งนอกจากดร.เสนาะอุนากูลแล้วนะครับ ในทีมAvengจอร์ของดร.ป๋ยเนี่ย ก็ยังมีอีกหลายท่านนะครับ ซึ่งเป็นเทคโนแครตระดับบรมครูนะครับ อย่างคุณนุกูลประจวบเหมาะ คุณชวลธธนชานันท์ และก็คุณไกรศีจาติกวณิตอ่าเห็นนามสกุลคุ้นๆใช่มั้ครับ ก็เป็นคุณพ่อของคุณกร จาติกวนิชนั่นเองครับ
เทคโนแครตในยุคต่อมาครับ ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด พอพูดถึงคำว่าเทคโนแครตเนี่ย ก็จะมีชื่อทีมเผุดขึ้นมาทันที นั่นก็คือคณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก หรือทีมบ้านพิษนั่นเองนะครับ ซึ่งคณะที่ปรึกษาบ้านพิษุโลกนะครับ บ้านพิษุโลกเนี่ย ก็เกิดขึ้นในยุคของนายกชาติชัยชุนวันในปี 2531 - 2534 ซึ่งถือเป็นตำนานบทสำคัญทางการเมืองไทยเลยทีเดียวนะครับ เพราะว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อำนาจในการกำหนดนโยบายย้ายจากในมือข้าราชการมาอยู่ในมือของที่ปรึกษาทางการเมืองนอกระบบราชการที่เรียกกันว่าKิen cabinet แบบเต็มรูปแบบ แต่เดิมนะครับ นโยบายต่างๆก็จะถูกคิดนะครับ จากข้าราชการนะครับ ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่ในมือที่ปรึกษาที่ไม่ได้เป็นข้าราชการละ แล้วก็เป็นที่ปรึกษาที่เป็นติ๊งแทงนะครับ เป็นเรียกว่ากูรูทางความคิดให้กับนายกรัฐมนตรีอย่างพลเอกชาติชัยชุนฮวัน ก็ถือว่าเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์การเมืองไทยเลยทีเดียว
เก็ดเล็กๆนิดนึงครับ เมื่อกี้ผมพูดถึงคำว่า Kิen Cinet อ่าเดี๋ยวหลายคนก็งงว่าคริชen cinet มันมีที่มาจากไหนก็คำๆนี้ถูกใช้นะครับ เป็นครั้งแรกในยุคประธานาธิบดีเ่อแรrewแจ็คonของสหรัฐอเมริกาครับ ในตอนนั้นเนี่ย นักข่าวเขาก็แซวกันครับว่า ประธานาธิบดีแอนwแจ็ซonเนี่ยไม่ค่อยชอบปรึกษาอะไรในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมักจะไปเรียกเพื่อนที่สนิทเรียกกูรูนะครับ นักเศรษฐศาสตร์นักนโยบายที่มีความรู้ที่ตัว เองไว้ใจเนี่ยมาพูดคุยกันมากินอาหารแล้วก็คุยกันในห้องครัวนะครับ ก็เลยเรียกแซวกันว่า Kitchen Cabinet แล้วก็ตอนนั้นก็แรrewแจ็คonก็ถูกนักข่าวแซวว่าเนี่ยข้ามหัวครม.พอเลยนะ ปรึกษาแต่คนใกล้ตัวนะครับ คำว่า Kitchen Cabinet ก็เลยเป็นคำแซประธานาธิบดีแรrewแจ็onแล้วก็ถูกเอามาใช้ นะครับกับกรณีคณะที่ปรึกษาบ้านพิษุโลกด้วย
ทีมบ้านพิษครับ หรือคณะที่ปรึกษาบ้านพิษุโลกก็ใช้ชื่อนะฮะ สถานที่ตามบ้านพิษุโลกซึ่งเป็นบ้านพรรคประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี แต่ไม่รู้ครับว่าเกิดอะไรขึ้นครับ พลเอกชาติชายไม่เคยเข้าไปพักอาศัยจริงที่บ้านพิษุโลกนะครับ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตำนานในเรื่องผีดุหรือเปล่าครับ หลายคนก็ร่ำลือกันว่าที่บ้านพิษเนี่ยนะครับ ผีดุมากนะฮะ แต่สุดท้ายก็เลยใช้บ้านพิษเนี่ยเป็นสถานที่ทำงานของคณะที่ปรึกษาทีมบ้านพิษุโลกนะครับ มีชื่ออะไรกันบ้างนะครับเนี่ย หัวหน้าทีมครับ ชื่อคุ้นๆมั้ครับ คุณพันศักดิ์วิญญรัตน์ ประธานคณะที่ปรึกษา ที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ ก็หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธ์บริพัฒน์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจมี 2 ท่านนะครับ ก็คือ ดร.ณรงค์ชัยอัครเสรณี แล้วก็ดร.ชวนชัยอัชนันท์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายนะครับ คุ้นชื่อกันอีกแล้วนะครับ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และที่ปรึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศก็ดร.สุรเกียรติเสถียรไทยนะครับ และนักวิจัยประจำคณะที่ปรึกษาอาจารย์โต้ง ครับไกรศักดิ์ชุนหวัน
ผลงานที่สะเทือนเลื่อนลั่นที่สุดของทีมบ้านพิษโอที่ไม่ใช่แค่ว่าดังเฉพาะในประเทศไทยนะ เรียกว่าดังในระดับอาเซียนอื อาจจะดังในระดับโลกเลยก็ว่าได้นะครับ ถ้าสำหรับใครที่ติดตามเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายเศรษฐกิจเนี่ย นโยบายนั้นก็คือการเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า โดยรัฐโดยรัฐบาลของพลเอกชาติชายในขณะนั้นนะ เริ่มได้ริเริ่มเชิญเขมร 4 ฝ่ายรวมทั้งฝ่ายคุณเซ็นที่ประเทศไทยไม่เคยคุยด้วยให้มาเจรจากันที่บ้านพิษุโลกได้สำเร็จจนเป็นจุดเริ่มต้นในการนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพกรุงปารีส 253 34 มีการใช้นโยบายเศรษฐกิจนำการทหาร ผลักดันให้ประเทศไทยของเราเนี่ย เปิดความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศต่างๆในภูมิภาคอินโดจีนไม่ว่าจะเป็นลาวนะฮะ เวียดนามหรือกัมพูชา ซึ่งทำให้พลเอกชาติชายชุนหันเป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมสูงมากในด้านเศรษฐกิจณเวลานั้นนะ ความสำเร็จเนี่ยดูเหมือนกับเราฟังแล้วเหมือนง่ายใช่มั้ยครับ โอผมเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าแต่จริงๆแล้วไม่ไม่ง่ายนะครับ เรียกว่ายากมากนะ เพราะการริเริ่มนโยบายและการผลักดันนโยบายสันติภาพในภูมิภาคอินโดจีนแต่แรกเริ่มเลยนะครับ ตั้งแต่ตอนแรกเลยนะครับ ถูกคัดค้านจากหน่วยงานความมั่นคงในประเทศ เพราะว่าหน่วยงานความมั่นคงในประเทศของเราเนี่ยนะฮะ ตอนนั้นเนี่ยไปสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลของคุณเซ็นที่ มีเวียดนามสนับสนุนอยู่ แต่พลเอกชาติชัยชุนวันะครับ ก็เอาเหตุผลทางด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจเนี่ย มาอธิบายมาชี้แจงเนี่ย จนในที่สุดเนี่ย เหตุผลทางด้านความมั่นคงเนี่ย ไม่สามารถหักล้างได้ก็เลยเดินหน้า นโยบายเศรษฐกิจนะฮะ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าอย่างแบบต่อไป ลุยต่อในส่วนของต่างประเทศก็ไม่ง่ายครับ ก็พบอุปสรรคมากมายเหมือนกัน เพราะทั้งสหรัฐยุโรปจีนญี่ปุ่น รวมอีกหลายประเทศนะครับ ในสหประชาชาตินะฮะ ตอนนั้นเนี่ยล้วนให้การรับรองรัฐบาลเขมรแดงซึ่งเป็นรัฐบาลอย่างเป็นทางการไม่มีใครหนุนฮุนเซ็นนะครับ โดยเฉพาะนายเติ้งเสี่ยวผิงผู้นำจีนในเวลานั้นเนี่ย เคยพูดในเชิงตำหนิพลเอกชาติชายตอนที่พลเอกชาติชายไปเยือนจีนด้วยซ้ำว่าการที่ประเทศไทยเนี่ยไปหนุนนะไปสนับสนุนแล้วก็เดินหน้านยกโบายเนี้ยเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าเนี่ย จะทำให้โซเวียตเนี่ยเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคซึ่งการสันนิษฐานเนี่ยแตกต่างจากการสันนิษฐานของทีมบ้านพิษโดยสิ้นเชิงนะครับ เพราะทีมบ้านพิษเนี่ยสันนิษฐานและคาดการณ์ไว้ว่าอิทธิพลของโซเวียตเนี่ยฮะ นับวันมีแต่ที่จะอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ สุดท้ายครับ ทุกอย่างก็คลี่คลายไปในทางที่ดีแล้วก็ประเทศจีนก็ให้การยอมรับนโยบายนี้ของพลพลเอกชาติชายในที่สุด
ภายใต้นโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าเนี่ย ได้ส่งผลดีต่อการค้าชายแดนที่แต่เดิมเนี่ยรักรอบค้าขายกันนะฮะนะแล้วก็รักรอบนะครับ แอบรักรอบค้าขายกันเนี่ย มากกว่า 8 ปีนะ แล้วเปลี่ยนจากการค้าขายที่รักรอบผิดกฎหมายให้กลายเป็นการค้าคาขายที่ถูกกฎหมาย สร้างรายได้เข้าสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล เรามาดูตัวเลขกัน มูลค่าการค้ากับกลุ่มประเทศอินโดจีนเนี่ยนะ เพิ่มสูงขึ้น จาก 300 ล้านบาทในปี 2531 ครับ เพิ่มจาก 300 มาเป็น 1,200 ล้านปีเดียวนะครับ 1,200 ล้านนี่คือในปี 2532 และอีกปีนึงถัดมาในปี 2533 เป็น 2,000 ล้านบาท ดูดิฮะนี่ฮะ ผลงานอัญญกาศร์ของการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า คณะที่ปรึกษาบ้านพิษุโลกหรือทีมบ้านพิษเนี่ยยังเป็น ติ๊งแทงนะครับ หรือเป็นคลังสมองนะครับ ในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญอีกหลายเรื่องนะฮะ ในยุคของพลเอกชาติชายชุณวัณ ทั้งการบรรลุข้อตกลงสร้างสะพานค่าแม่น้ำโขงแห่งแรกในปี 2532 โดยได้รับงบประมาณหรือการสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งก็คือการเกิดขึ้นของสะพานมิตรภาพไทยลาวเชื่อมระหว่างนครเวียงจันทร์กับจังหวัดหนองคาย ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพที่ถาวรในภูมิภาคนี้เลยทีเดียว และนำไปสู่การสร้างสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 2 อีกนะ ครับเชื่อมมุกดาหารไปยังสุวรรณเขตและสร้างถนนจากสุวรรณเขตไปยังท่าเรือน้ำลึกที่ดานังประเทศเวียดนาม ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาระบบโครงข่ายถนนเชื่อมระหว่าง 4 ประเทศนะครับ ทั้งไทยเมียนมาร์ลาวและเวียดนามเข้าด้วยกัน ซึ่งเกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจอย่างมาก
คณะที่ปรึกษาบ้านพิษุโลกนะครับ ยังเป็นกลไกสำคัญในการคลี่คลายปัญหาการกิการทางการค้าของสหรัฐที่มีต่อประเทศไทยด้วย โดยตลอดสมัยของนายกชาติชายนะครับ สหรัฐอเมริกาไม่เคยใช้มาตรา 301 กับประเทศไทยเลย ทำให้ประเทศไทยในขณะนั้นเนี่ย สามารถส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น EU ได้อย่างต่อเนื่องนะครับ สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศเป็นจำนวนมากนะครับ นิคมอุตสาหกรรมต่างๆมียอดจองเต็มทุกแห่ง จน BOI เนี่ยต้องประชุมแทบจะทุกสัปดาห์ ประเทศไทยมีการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลในตอนนั้นนะครับ ประเทศไทยเราเนื้อหอมมากๆนะครับ และเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจนะครับ สูงสุดในโลกเป็นประวัติการถึง 2 ปีซ้อน ซ้อนการเติบโต GDP เนี่ย 2 ปีซ้อนนะ ปี 2531 โต 13.2% ปี 2500 32 โต 11.2% โต 2 หลักนะครับ นี่ 2531 ก็โต 13.2% ปี 2532 ปีต่อมาก็โต 11.2% 2% ทำให้ประเทศเรามีเงินคงคลังสูงถึง1.800สน800สน ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับเงินคงคลังที่สูงที่สุดในรอบ 60 ปี
และนี่แหละครับ ที่มาที่ไปของคำว่าเทคโนแลต เวลาเราได้ฟังครับข่าวการเมืองข่าวเศรษฐกิจการเมืองเจอคำว่าเทคโนแลตเราจะได้มันขึ้นครับ แล้วเราก็รู้ที่มาที่ไปและที่สำคัญเรายังรู้นะครับ ถึงตำนานเทคโนครของประเทศไทยอย่างทั้งยุคบุกเบิกอย่างอาจารย์ปู่หวยอาจารย์เสนาะ แล้วก็จนเรียกกว่าเทคโนแครตที่เซ็กซี่ที่สุดนะครับ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็คือคณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกนะครับ ซึ่งโดยเฉพาะนะครับ ที่ต้องพูดกันจริงๆคือในยุคของดร.ป๋ยนะครับ ที่เป็นถือว่าเป็นเทคโนแลตที่เป็นต้นแบบเลย ที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ตัดสินใจด้วยข้อมูลตัดสินใจด้วยหลักการที่แท้จริงนะ และพร้อมที่จะงัดไม่เห็นด้วยคัดค้านกับการตัดสินใจของผู้มีอำนาจที่หวังที่จะกรอบโกยผลประโยชน์ หวังที่จะทำตามอำเภอใจนะครับ เพื่อให้ผลประโยชน์น่ะตกมาที่ตนเองแล้วก็พวกพ้อง นะ และทั้งหมดนี้ครับ ก็คือมีเรื่องเล่าในวันนี้ เทคโนAT มีที่มาที่ไปอย่างไร และตำนานเทคโนแลตในประเทศไทยเรามาติดตามกันครับว่า มีเรื่องเล่าตอนต่อไปจะเป็นตอนอะไร และผม วิโรธ ลัคนาจะเอาอะไรมาเล่าให้ฟัง สำหรับวันนี้คิดว่าเต็มอิ่มครับ สำหรับคำว่าเทคโนแลตแล้วก็ทีมบ้านพิษุโลกแล้วก็เทคนเทคโนแลตระดับบรมครูในยุคบุกเบิกอย่างอาจารย์ป่วยและอาจารย์เสนาะ สำหรับวันนี้จบแล้วครับ เทคโนแลต พบกันตอนหน้าแล้วมาลุ้นกันครับว่าผมจะเอาอะไรมาเล่า สำหรับวันนี้สวัสดีครับ
ดูคลิปจบแล้วฝากกดไลค์กดแชร์กด Subscribe รวมถึง Super Thank ช่อง YouTube ปฏิชน ทีวีกันด้วยนะครับ