Transcription
มีคนหนึ่งเขียนสูตรคณิตศาสตร์ขึ้นมา โดยที่ไม่มีวิธีทำ ไม่มีคำอธิบาย และไม่มีเหตุผลรองรับ มีแค่คำตอบ แต่จุดที่ทำให้มันน่ากลัวจริงๆ ก็คือคำตอบนั้นน่ะ มันถูกต้อง ลองคิดดูดีๆ นะ ถ้าคุณเป็นคนเปิดสมุดใครสักคน แล้วเจอแต่คำตอบของโจทย์ที่ยากระดับโลก แต่ไม่มีวิธีคิดเลยสักบรรทัด คุณจะคิดว่าเขาเป็นอะไร เดามั่ว โกง หรือเขาแค่เห็นบางอย่างที่คุณไม่เห็น
ชายคนนี้ไม่ได้เรียนมหาลัย จบ ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีใครรู้จัก แต่สิ่งที่เขาเขียนลงไปในสมุด ทำให้นักคณิตศาสตร์ระดับโลกต้องหยุดทุกอย่าง แล้วหันมามอง ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะมันมีแค่ 2 ทางเลือกเท่านั้น 1 เขาคืออัจฉริยะที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน หรือ 2 สิ่งที่เขาทำอยู่ มันไม่ใช่การคิดแบบที่มนุษย์ใช้กันเลย และนี่คือเรื่องของ ศรีนิวาสะ รามานุจัน ชายที่ไม่ได้เก่งคณิต แต่เขากำลังอ่านเข้าถึงบางอย่างที่อยู่ลึกกว่า
หลังจากเรื่องแปลกๆ พวกนั้นเกิดขึ้น คุณอาจคิดว่าเขาต้องเป็นเด็กอัจฉริยะตั้งแต่เกิด มีครูเก่งๆ มีโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่ความจริงคือมันไม่ใช่เลย เราต้องย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1887 รามานุจันน่ะ เกิดในเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของอินเดีย ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย พ่อทำงานเป็นเสมียร แม่เป็นแม่บ้าน เขาเข้าเรียนเหมือนเด็กทั่วไป และในช่วงแรกก็ไม่ได้มีใครบอกว่าเขาพิเศษขนาดนั้น
แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ อ่ะ มันเกิดขึ้นตอนที่เขาอายุประมาณ 16 ปี เขาได้หนังสือคณิตศาสตร์เล่ม 1 หนังสือเล่มนั้นน่ะ มีชื่อว่า "A Synopsis of Elementary Results in Pure Mathematics" มันไม่ใช่หนังสือที่สอนทีละขั้น แต่มันคือการรวบรวมสูตรหลายพันสูตร ที่แทบไม่มีคำอธิบาย สำหรับคนทั่วไปอ่ะ หนังสือเล่มเนี้ยแทบอ่านไม่รู้เรื่อง แต่สำหรับเขาอ่ะ มันเหมือนมีใครโยนกุญแจมาให้
เขาเริ่มไล่อ่านทีละสูตร แล้วแทนที่เขาจะจำ เขาพยายามกลับสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง ลองนึกภาพตามนะ เด็กอายุ 16 อ่ะ ที่นั่งอยู่คนเดียว พยายามไล่คิดสูตรที่นักคณิตศาสตร์ทั้งโลกใช้เวลาคิดมาแล้ว โดยที่ไม่มีคนสอน ไม่มีเฉลย มีแค่ความเชื่อว่ามันต้องมีเหตุผลของมัน
หลังจากนั้นน่ะ เขาก็เริ่มเขียนสมุดของตัวเอง ที่เต็มไปด้วยสูตร เต็มไปด้วยความสัมพันธ์ของตัวเลข แต่เหมือนเดิม มันไม่มีคำอธิบาย ไม่มีวิธีทำ ในขณะเดียวกันน่ะ ชีวิตในโลกจริงของเขากลับเริ่มพังลง เขาสนใจแค่คณิตศาสตร์ จนวิชาอื่นน่ะแทบไม่สนใจเลย ผลลัพธ์ก็คือเขาสอบตก โดนรีไทน์ออกจากมหาลัย ไม่มีปริญญา ไม่มีงานดีๆ ในสายตาคนทั่วไปอ่ะ เขาคือเด็กที่ล้มเหลว เรียนไม่จบ อนาคตไม่ชัดเจน
แต่ในอีกมุมนึงอ่ะ เขาคือคนที่กำลังเขียนบางสิ่งลงไปในสมุด ที่โลกยังไม่พร้อมจะเข้าใจ ความต่างของเขาไม่ใช่แค่ว่าเก่งกว่า แต่คือเขาให้ความสำคัญกับสิ่งเดียวมากกว่าที่คนทั่วไปจะกล้าทำ เขายอมแลกทุกอย่างเพื่อเข้าใจตัวเลข และบางทีสิ่งที่ทำให้เขาไม่เหมือนคนอื่น มันไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือการที่เขาไม่ยอมปล่อยสิ่งที่ตัวเองสงสัย แม้ว่ามันจะทำให้ชีวิตเขาพังลงไปเรื่อยๆ ก็ตาม
รามานุจันน่ะ เขาไม่ได้แค่แก้โจทย์ เขาเริ่มตั้งคำถามใหม่ สร้างรูปแบบใหม่ และที่สำคัญคือคำตอบที่เขาได้ มันไม่เหมือนใครเลย ปกติเราเรียนคณิตศาสตร์ เราก็เหมือนเดินตามแผน มีสูตร มีขั้นตอน มีวิธีไปถึงคำตอบ แต่สิ่งที่เขาทำอ่ะ มันเหมือนเขาเดินเข้าป่า โดยที่ไม่มีแผนที่ และไม่ใช่แค่เดินรอดออกมาได้ แต่เขากลับออกมาพร้อมแผนที่ใหม่
เขาหลงใหลในสิ่งที่เรียกว่า อนันต์ หรือก็คือสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด สำหรับคนทั่วไปอ่ะ Infinity มันเป็นแค่แนวคิด แต่สำหรับเขาอ่ะ มันเหมือนเป็นของจริง เขาสามารถมองเห็นว่าตัวเลขที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด จริงๆ แล้วอ่ะ มันมีรูปแบบบางอย่างซ่อนอยู่ เหมือนคลื่นทะเล ที่ดูยุ่งเหยิง แต่ถ้ามองดีๆ อ่ะ มันจะมีจังหวะของมัน
และหนึ่งสิ่งที่ทำให้คนเริ่มอึ้งอ่ะ มันคือวิธีที่เขาเข้าใกล้ค่าพาย ตัวเลขที่ไม่มีวันจบ แต่เขากลับสามารถเขียนสูตรที่พาไปหาค่าของมันได้อย่างรวดเร็วมาก เร็วจนนักคณิตศาสตร์ต้องหยุดดู โดยสูตรที่เขาเขียนน่ะ มันไม่มีที่มาที่ไปเลย และนี่แหละคือจุดที่มันเริ่มไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะสิ่งที่เขาเขียนน่ะ มันไม่ใช่แค่ถูก แต่มันล้ำ ล้ำไปไกลกว่าสิ่งที่คนในยุคนั้นกำลังทำอยู่
มีคำถามนึงที่คนเริ่มสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับรามานุจัน เขาเอาสูตรพวกเนี้ยมาจากไหน เพราะยิ่งเขาเขียนมากเท่าไหร่มันยิ่งดูไม่เหมือนสิ่งที่คิดออกตามปกติ ไม่มีขั้นตอน ไม่มีที่มา ไม่มีร่องรอยของการลองผิดลองถูก เหมือนอยู่ดีๆ มันก็โผล่ขึ้นมาเลย
แล้ววันหนึ่งอ่ะ มันก็มีคนถามเขาตรงๆ คุณได้สูตรพวกเนี้ยมาจากไหน คำตอบของเขาอ่ะ ไม่ได้เป็นคำอธิบาย แต่มันคือความเชื่อ เขาบอกว่าเวลาที่เขาเห็นสูตร มันไม่ได้มาในรูปแบบของตัวเลขธรรมดา แต่มันมาเหมือนภาพ เหมือนมีบางอย่างฉายขึ้นมาในหัวของเขา บางครั้งก็มาจากความฝัน เขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาเห็นน่ะ ไม่ได้มาจากตัวเขาเองทั้งหมด แต่มาจากเทพธิดานามะกิริ ในบางความเชื่อเขาเชื่อว่าเป็นร่างหนึ่งของพระแม่ลักษมี
และนี่คือชายคนหนึ่งที่เขียนสูตรได้ถูกต้องอย่างน่ากลัว แต่เขากลับบอกว่ามันไม่ได้มาจากการคิด แต่มันมาจากบางอย่างที่ให้เขามา ฟังดูมันเหมือนเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องเนี้ยมันน่าขนลุกจริงๆ ก็คือไม่ว่ามันจะมาจากไหน ผลลัพธ์ของมันถูกต้อง แต่มันมีปัญหาที่ใหญ่มากอยู่ตรงนี้ ตรงที่ว่าขออธิบายมันไม่ได้ ไม่มี proof หรือก็คือการพิสูจน์ มันสำคัญมากในทางคณิตศาสตร์
ทีเนี้ยผมขอแวะมาเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับการ proof หน่อยแล้วกัน สมัยที่ผมเรียนมหาลัยอ่ะ ผมจะสนใจในวิชาที่มันต้องคำนวณมากกว่าวิชาที่ต้อง proof โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ไม่ชอบ หรือจะบอกว่าเกลียดการ proof เลยก็ได้ วิชาแมตที่มันจะต้องเกี่ยวกับการ proof อ่ะ ผมก็จะทำได้ดีตลอด แต่ดีในที่เนี้ย มันคือเกรดดีนะ แต่ถึงผมจะเกลียดการ proof มากแค่ไหนอ่ะ มันก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นมากในทางคณิตศาสตร์ เพราะในโลกของตัวเลขอ่ะ ความถูกต้องอย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องอธิบายได้ด้วย
การ proof อ่ะ มันไม่ใช่แค่การโชว์ว่าคำตอบถูก แต่มันคือการบอกว่าทำไมถึงต้องถูก แต่สิ่งที่รามานุจันทำอ่ะ มันไม่มีเหตุผลแบบที่โลกวิชาการรองรับ มันมีแค่คำตอบกับความมั่นใจของเขาเอง ลองคิดดูนะ ถ้ามีคนเดินเข้ามาแล้วบอกคำตอบของปัญหาที่ยากมาก แต่พอคุณถามว่าทำยังไง เขา กลับตอบไม่ได้ คุณจะเชื่อเขาไหม
นี่คือจุดที่ทำให้สิ่งที่ควรจะเป็นพรสวรรค์น่ะ มันเริ่มกลายเป็นปัญหา หา เพราะยิ่งเขาคิดได้มากเท่าไหร่มันก็ยิ่งไม่มีใครเข้าใจเขามากขึ้นเท่านั้น เหมือนเขากำลังวิ่งไปข้างหน้า แต่โลกทั้งใบอ่ะยังอยู่ข้างหลัง และไม่มีใครรู้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังเขียนลงไปในสมุดทุกวันน่ะ มันคือของล้ำค่าหรือแค่ความบังเอิญที่ดูเหมือนจะถูก
ชีวิตของเขาในตอนนั้นน่ะ ไม่ได้ดูเหมือนอัจฉริยะเลย เขาตกงาน ต้องทำงานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเอาชีวิตรอด บางช่วงอ่ะแทบไม่มีเงิน บางวันไม่มีอาหารดีๆ กิน ในสายตาคนอื่นอ่ะ เขาคือคนที่ไปไม่รอด เด็กที่เรียนไม่จบ ไม่มีอนาคต และดูเหมือนจะหมกมุ่นกับอะไรที่ไม่มีประโยชน์
แต่ในความเงียบนั้นน่ะ เขายังเขียนต่อทุกวัน หาสูตรใหม่ ความสัมพันธ์ใหม่ แนวคิดใหม่ เหมือนเขากำลังคุยกับบางอย่างที่คนอื่นมองไม่เห็น คนส่วนใหญ่อ่ะ ถ้าไม่มีใครเชื่อก็จะหยุด ถ้าโลกไม่เห็นค่าก็จะเลิก แต่เขาไม่ใช่แบบนั้น เขาไม่ได้ต้องการการยอมรับ เขาแค่ต้องการเข้าใจมันต่อ ลองถามตัวเองดูดีๆ ถ้าคุณทำอะไรสักอย่างแล้วไม่มีใครเห็นค่าเลย คุณจะยังทำมันต่อไหม
สำหรับรามานุจัน คำตอบคือใช่ ไม่ใช่เพราะเขา มั่นใจว่าเขาจะสำเร็จ แต่เพราะเขาหยุดไม่ได้ และบางทีนี่แหละคือจุดที่แยกคน ที่สนใจออกจากคนที่หมกมุ่นจริงๆ แต่ถึงยังไงอ่ะ เขาก็ยังต้องการโอกาสสักครั้ง โอกาสที่ใครสักคนจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ในสมุดของเขา และเข้าใจว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
และในที่สุด เขาก็ตัดสินใจทำสิ่งหนึ่งที่คนธรรมดาแทบไม่กล้าทำ เขาจะส่งสิ่งที่อยู่ในหัวเขาไปให้กับคนที่อยู่ อีกฝั่งของโลก โดยไม่รู้เลยว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล
ในวันที่ไม่มีใครฟัง รามานุจันตัดสินใจเขียนจดหมาย มันไม่ได้ยาวมาก ไม่ได้สวยงาม แต่ข้างในนั้นน่ะ เต็มไปด้วยสิ่งที่เขาเชื่อว่ามีค่า สูตรคณิตศาสตร์ แนวคิด ความสัมพันธ์ของตัวเลขหลายสิบรายการ เหมือนเขา กำลังหยิบสมุดทั้งชีวิตของเขา แล้วส่งมันออกไป ปลายทางของจดหมายนั้นน่ะ คือ G.H. Hardy หนึ่งในนักคณิตศาสตร์ที่เก่งที่สุดในยุคนั้น จากมหาวิทยาลัย Cambridge
ลองนึกภาพตามว่าคุณเป็นนักคณิตศาสตร์ระดับโลก แล้วอยู่ดีๆ อ่ะ มีจดหมายจากคนที่คุณไม่รู้จัก จากอีกซีกโลกหนึ่ง เปิดออกมา ไม่มีบทเกริ่นยาว ไม่มีผลงานรองรับ มีแค่สูตรเต็มไปหมด ปฏิกิริยาแรกของ Hardy อ่ะ คือ "นี่มันอะไรกันวะเนี่ย" บางสูตรอ่ะ มันดูแปลก บางสูตรไม่คุ้นเคย และที่สำคัญคือมันไม่มีแม้แต่คำอธิบายเลย
ถ้าเป็นคนส่วนใหญ่อ่ะ เจอจดหมายแบบเนี้ย อาจจะถูกโยนทิ้งในทันที เพราะมันดูเหมือนเรื่องมั่วๆ จากคนแปลกหน้า แต่ Hardy ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขาเริ่มดูทีละบรรทัด แล้วบางอย่างก็เริ่มเกิดขึ้น สูตรบางอันน่ะ มันถูกต้อง ไม่ใช่แค่พอใช้ได้ แต่มันถูกในระดับที่ลึก มากลึกจนมันไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเดาเอาได้ เขายิ่งดูยิ่งเงียบ ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
จนในที่สุดเขาก็พูดประโยคหนึ่งที่กลายเป็นตำนาน "มันต้องเป็นอัจฉริยะหรือไม่ก็ไม่มีความหมายเลย" และหลังจากการตรวจสอบอ่ะ เขาก็รู้คำตอบ "นี่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นี่ไม่ใช่เรื่องมั่ว นี่คือของจริง"
ในโลกที่เต็มไปด้วยกฎ เต็มไปด้วยขั้นตอน จู่ๆ ก็มีใครบางคนที่ไหนไม่รู้ ส่งคำตอบที่ไม่มีที่มา แต่กลับถูกต้องอย่างน่ากลัว Hardy รู้ทันทีว่าถ้าเขามองข้ามสิ่งนี้ไป เขาอาจพลาดบางอย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิต และนั่นคือจุดที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน จากชายที่ไม่มีใครรู้จัก รามานุจัน กำลังจะถูกดึงเข้าสู่เวทีที่ใหญ่ที่สุดในโลกคณิตศาสตร์
จากจดหมายฉบับนั้น ชีวิตของรามานุจันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาถูกเชิญไปยัง Cambridge สถานที่ที่รวมนักคณิตศาสตร์ระดับโลกไว้มากที่สุดแห่งหนึ่ง จากคนที่เคยนั่งอยู่คนเดียวในห้องเล็กๆ ที่อินเดีย จู่ๆ ต้องมาอยู่ในที่ที่ทุกคนเก่งระดับหัวกะทิ เหมือนคนที่เคยเตะบอลอยู่บ้านแค่คนเดียว แล้วอยู่ๆ อ่ะ ถูกโยนเข้าสู่ลีกระดับโลกทันที
ในช่วงแรกอ่ะ มันคือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ เขาได้ทำงานร่วมกับ Hardy คนที่เป็นทั้งคนค้นพบเขา และคนที่พยายามแปลความคิดของเขาให้โลกเข้าใจ Hardy เองก็รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในหัวของรามานุจันน่ะ มันพิเศษมาก แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่สามารถเข้าใจรามานุจันได้ทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันน่ะ มันก็อันตรายในโลกของวิชาการ เพราะที่นี่ทุกอย่างต้องมีเหตุผล ทุกคำตอบต้องมีที่มา และทุกแนวคิดต้องพิสูจน์ได้
นี่คือปัญหาใหญ่ เพราะวิธีคิดของรามานุจันน่ะ มันไม่เหมือนใครเลย เขาไม่ได้เริ่มจากตรรกะ เขาเริ่มจากความรู้สึก เหมือนเขาเห็นคำตอบมาก่อนแล้วค่อยพยายามไล่ตามมัน Hardy เคยพยายามให้เขาเขียน proof อธิบายขั้นตอน ทำให้สิ่งที่เขาคิดอ่ะ อยู่ในรูปแบบที่โลกยอมรับได้ และรามานุจันก็พยายาม แต่สำหรับเขาอ่ะ มันเหมือนต้องอธิบายบางสิ่ง ที่เขาเห็นอยู่แล้วให้คนอื่นเข้าใจ
รามานุจันเคยบอกกับ Hardy ว่าสูตรที่เขา ส่งไปให้ Hardy เนี่ย มันแค่ตัวอย่าง เพราะในสมุดบันทึกของเขายังมีสูตรแบบเนี้ยอีกเป็นพันๆ สูตรที่เขาคิดขึ้นมาเอง Hardy และนักคณิตศาสตร์ระดับโลกคนอื่นๆ น่ะ เคยประเมินไว้ว่าถ้าจะพิสูจน์สิ่งที่รามานุจันเขียนทิ้งไว้ในสมุดให้ครบทุกหน้า เราอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิต หรืออาจจะเป็น 100 ปี เพื่อทำความเข้าใจมัน
และนั่นคือเรื่องจริง เพราะแม้แต่ในปัจจุบัน นักคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ก็ยังค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่ในสูตรของเขา และสูตรเหล่านั้น กำลังถูกนำไปใช้แก้โจทย์ยากๆ ตั้งแต่เรื่องของหลุมดำไปจนถึงทฤษฎีสตริง ที่ตอนเขามีชีวิตอยู่อ่ะ มนุษย์เรายังไม่รู้จักหลุมดำด้วยซ้ำ เหมือนสิ่งที่รามานุจันเห็นน่ะ มันเป็นภาพทั้งภาพที่ชัดเจน แต่ต้องมาอธิบายทีละพิกเซลให้คนอื่นเชื่อว่าภาพนั้นน่ะมีอยู่จริง
แล้วมันก็กลับสู่ปัญหาเดิมคือมันไม่มีการ proof คณิตศาสตร์อ่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนเดียว มันคือภาษาที่ทางโลกอ่ะใช้ร่วมกัน ถ้าคุณไม่มี proof สิ่งที่คุณพูดมันอาจจะดูน่าทึ่ง แต่มันยังไม่ใช่ความรู้ มันเป็นแค่ความเป็นไปได้
นี่แหละคือเหตุผลที่แม้แต่รามานุจันที่เขียนสูตรได้ถูกต้องอย่างน่าทึ่ง โลกก็ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์สิ่งที่เขาเขียนไว้
ทีเนี้ยเดี๋ยวผมจะมาเล่าเรื่องตลกๆ ของ Hardy และรามานุจันให้ฟัง เรื่องมันมีอยู่ว่าวันหนึ่งอ่ะ รามานุจันเขาเดินกลับมาหา Hardy ตามปกติ พร้อมกับประกาศข่าวดีว่าเขาค้นพบสูตรลับในการหา partition เรียบร้อยแล้ว แต่นักคณิตศาสตร์ระดับ Hardy อ่ะ พอได้ยินแบบนั้น ก็สวนกลับไปทันทีว่า "เดี๋ยวๆๆ แล้วคุณรู้ได้ไงว่าไอ้สูตร partition ที่คุณหามาให้ผมเนี่ย มันถูก"
ซึ่งคำตอบที่ได้ก็เป็นไปตามสไตล์ของอัจฉริยะท่านนี้เลย ทุกคนก็คงจะเดาได้ว่าสิ่งที่รามานุจันนำมาให้ Hardy ดูอ่ะ มันเป็นแค่เพียงสมการป่าๆ ที่ไร้ซึ่งร่องรอยของการพิสูจน์ใดๆ มันเช่นเคย
ทีเนี้ยเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังแบบง่ายๆ ว่า Partition น่ะมันคืออะไร มันก็คือการหาว่าจำนวนจำนวนหนึ่งอ่ะ สามารถเขียนในรูปแบบของผลบวกจำนวนเต็มบวกได้ทั้งหมดกี่แบบ เช่น partition ของเลข 4 อ่ะ สามารถเขียนได้ทั้งหมด 5 วิธี ก็คือ 1 บวกกันทั้งหมด 4 รอบ, 2 + 1 + 1, 2 + 2, 3 + 1, และ 4 มันดูง่ายมาก ไม่มีอะไรพิเศษเลย
แต่ถ้าผมบอกว่าให้คุณลองเขียน partition ของ 50 ล่ะ ว่ามันมีทั้งหมดกี่วิธี ผมให้เวลาคุณกด pause แล้วลองไปนึกดู แล้วคุณจะทึ่งกับคำตอบของมันมาก partition ของ 50 อ่ะ สามารถเขียนได้ 200,000,14,226 แบบ แล้วถ้าเพิ่มเป็น 100 ล่ะ มันจะเขียนได้ทั้งหมดกี่แบบ คำตอบก็คือ 190,569,292 แบบ
และนี่แหละคือสิ่งที่รามานุจันสามารถหาได้โดยใช้สูตรของเขา ซึ่งไร้ร่องรอยของการพิสูจน์ แต่ถึงอย่างนั้นน่ะ ผลงานของเขาก็เริ่มถูกตีพิมพ์ เริ่มได้รับการยอมรับ เริ่มมีชื่อเสียงจากศูนย์ เขา กลายเป็นนักคณิตศาสตร์ที่โลกเริ่มจับตามอง
แต่ในขณะที่ชื่อเสียงเพิ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งของชีวิตเขากลับเริ่มพังลงเงียบๆ เขาเจอกับอากาศที่ไม่คุ้นเคย อาหารที่ไม่เหมาะกับเขา ความโดดเดี่ยว และแรงกดดัน มันค่อยๆ กัดกินเขาทีละนิด เหมือนเขาได้ขึ้นมาบนเวทีที่ใหญ่ที่สุด แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าร่างกายของเขากำลังเริ่มรับไม่ไหว
และนี่คือสิ่งที่หลายคนไม่เห็น เวลาเรามองความสำเร็จของใครสักคนน่ะ เรามักจะเห็นแค่จุดที่เขายืนอยู่ แต่ไม่เคยเห็นว่าเขาต้องแลกอะไรไปบ้าง สำหรับรามานุจันน่ะ สิ่งที่เขาได้มามันยิ่งใหญ่จริง แต่สิ่งที่เขา กำลังเสียไปก็กำลังจะกลายเป็นราคาที่แพงมากเช่นกัน
ยิ่งเขาไปได้ไกลมากขึ้นเท่าไหร่ ความจริงบางอย่างก็ยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น รามานุจันอาจจะเป็นอัจฉริยะ แต่เขาก็ยังเป็นมนุษย์ ชีวิตใน Cambridge น่ะ ไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนคิด เขาเริ่มป่วยบ่อยขึ้น ร่างกายอ่อนแอ การเหยียดเชื้อชาติ และความเครียดทุกอย่างรวมกัน ค่อยๆ ดึงเขาลง
แต่ในขณะเดียวกัน ของเขากลับพุ่งขึ้นไปอีกระดับ เขายังเขียนสูตร ยังค้นพบความสัมพันธ์ใหม่ๆ ยังสร้างสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เหมือนเขากำลังแข่งกับเวลา สำหรับรามานุจันแล้วอ่ะ เขาเลือกจะเดินต่อ แม้จะรู้ว่าร่างกายของเขากำลังถอยหลัง และตอนนี้มันเหลือแค่คำถามเดียว เขาจะสร้างอะไรได้อีก ก่อนที่เวลาจะหมดลง
รามานุจันน่ะ ป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ เขาต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย แรงเริ่มหายไป แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยหายไปเลยก็คือความคิดของเขา ในหัวยังเต็มไปด้วยตัวเลข เต็มไปด้วยรูปแบบ เต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่ถูกตอบ เขายังเขียนอยู่ แม้ในวันที่แทบไม่มีแรง ยังคิด ยังจด ยังพยายามเก็บมันไว้ เหมือนเขารู้ว่าเวลาของเขาอ่ะ มันเหลือน้อยลงจริงๆ แล้ว
มันมีเรื่องนึงที่สะท้อนสิ่งเนี้ยได้ชัดเจนมาก วันหนึ่งอ่ะ Hardy มาเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล แล้วพูดขึ้นมาว่า "วันนี้ผม นั่งแท็กซี่หมายเลข 1729 มา มันดูเป็นเลขที่น่าเบื่อดีนะ" แต่รามานุจันน่ะ ตอบกลับทันทีว่า "ไม่เลย มันน่าสนใจมาก เพราะ 1729 อ่ะ มันคือเลขที่น้อยที่สุด ที่สามารถเขียนเป็นผลบวกของกำลัง 3 ได้ 2 แบบ ก็คือ 1729 อ่ะ มันจะเท่ากับ 1^3 + 12^3 และมันเท่ากับ 9^3 + 10^3"
ในสภาพร่างกายที่กำลังพัง แต่เขายังมองเห็นความสวยงามของตัวเลขที่คนอื่นมองว่าธรรมดา นี่มันไม่ใช่แค่ความเก่ง แต่มันคือวิธีที่เขามองโลก สำหรับคนทั่วไปอ่ะ ตัวเลขคือเครื่องมือ แต่สำหรับเขาอ่ะ มันคือภาษาที่เขาใช้สื่อสารกับบางอย่างที่ลึกกว่านั้น
และบางทีอ่ะ สิ่งที่ทำให้เรื่องเนี้ยทั้งสวยงามและน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน คือแม้ร่างกายของเขาจะใกล้ถึงขีดจำกัด แต่ความคิดของเขา กลับยังวิ่งไปข้างหน้าไม่หยุด เหมือนนักวิ่งที่หัวใจยังอยากไปต่อ แต่ร่างกายไม่อนุญาตอีกแล้ว และตอนเนี้ย มันไม่ใช่แค่เรื่องของว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่เป็นว่าเขาจะทิ้งอะไรไว้ให้โลก ก่อนที่เขาจะหยุดลงจริงๆ
สุดท้ายแล้ว ช่วงเวลานั้นก็มาถึง รามานุจันกลับไปที่อินเดีย ในสภาพร่างกายที่อ่อนแอมาก เหมือนคนที่ผ่านศึกหนักมาทั้งชีวิต เขาอายุแค่ 32 ปี อายุที่หลายคนเพิ่งเริ่มสร้างตัว อายุที่หลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะไปทางไหน แต่สำหรับเขาอ่ะ เขาใช้มันไปกับบางสิ่ง จนแทบไม่เหลืออะไรให้ตัวเองแล้ว
และในวันที่ 26 เมษายน คริสตศักราช 1920 เขาก็จากโลกนี้ไปแบบเงียบๆ ไม่ได้มีเสียงปรบมือ ไม่ได้มีผู้คนมากมายมาส่ง แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้อ่ะ มันไม่ได้เงียบตามไปด้วย
ในอีก 56 ปีถัดมา มีการค้นพบสมุดของเขาที่หายไป เต็มไปด้วยสูตรที่เขาเขียนขึ้นในปีสุดท้ายของชีวิต เต็มไปด้วยแนวคิด เต็มไปด้วยสิ่งที่โลกยังไม่เข้าใจ นักคณิตศาสตร์รุ่นหลังอ่ะ ต้องใช้เวลาหลายสิบปีใน การค่อยๆ แกะสิ่งที่เขาเขียนไว้ บางสูตรถูกพิสูจน์ว่าถูกต้อง ทั้งที่ตอนที่เขาเขียนน่ะ ไม่มีใครรู้เลยว่ามันมาจากไหน บางแนวคิดกลายเป็นรากฐานของงานวิจัยในอนาคต ที่เขาเองไม่มีวันได้เห็น
และที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ยังมีบางส่วนของงานของเขาที่นักคณิตศาสตร์ยังพยายามทำความเข้าใจอยู่ จนถึงทุกวันนี้ ลองคิดดูดีๆ นะ มีคนๆ หนึ่งใช้ชีวิตแค่ 32 ปี แต่สิ่งที่เขาคิดอ่ะ ทำให้ทางโลกต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการตามให้ทัน มันเหมือนเขาไม่ ได้แค่เดินเร็วกว่า แต่เขาอยู่คนละเวลา
ในขณะที่โลกกำลังค่อยๆ เดินไปข้างหน้า เขาเหมือนคน ที่แอบเห็นอนาคตบางส่วน แล้วรีบเขียนมันลงมาก่อนที่ตัวเองจะหายไป และนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เรื่องของ รามานุจัน ไม่ใช่แค่เรื่องของอัจฉริยะ แต่เป็นเรื่องของบางสิ่งที่ใหญ่กว่าชีวิตคน 1 คน เพราะสุดท้ายแล้วอ่ะ เขาอาจจะจากไปเร็ว แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้อ่ะ ยังคงเดินต่อแทนเขามาจนถึงวันนี้
ทีเนี้ยผมอยากให้ทุกคนลองคิดดูดีๆ นะ เรื่องของรามานุจันน่ะ มันแปลกตรงไหนกันแน่ ไม่ใช่แค่เขาเก่ง เพราะโลกเนี้ยมีคนเก่งเยอะ ไม่ใช่แค่เขาโชคดี เพราะชีวิตเขาแทบไม่มีอะไรที่เรียกว่าทางลัดเลย สิ่งที่ต่างจริงๆ อ่ะ คือเขาไม่ยอมปล่อยสิ่งที่ตัวเองสงสัย ในขณะที่คนส่วนใหญ่อ่ะ เจออะไรยากก็หยุด ไม่มีใครเข้าใจก็เลิก ไม่มีใครเห็นค่าก็ถอย แต่เขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้นกับตัวเลขเดิมๆ กับคำถามเดิมๆ โดยที่ไม่ต้องมีใครปรบมือให้เลย
และบางทีนั่นแหละคือจุดที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน โลกอ่ะไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่พร้อม แต่มันให้คำตอบกับคนที่ไม่ยอมเลิก เช่นเดียวกับคณิตศาสตร์ มันไม่ได้ยากเพราะมันซับซ้อน แต่มันยากเพราะเราหยุดมองมันเร็วเกินไป
รามานุจันน่ะ ไม่ใช่คนที่มีทุกอย่าง แต่เขาเป็นคนที่ไม่ปล่อยสิ่งเดียว จนมันพาเขาไปไกลกว่าทุกอย่าง และบางทีอ่ะ สิ่งที่คุณกำลังสนใจอยู่ตอนเนี้ย สิ่งที่คนอื่นมองว่าไร้สาระหรือไม่มีอนาคต มันอาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น ของบางอย่างที่คุณยังมองไม่เห็นก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วอ่ะ ความลับของทุกอย่างมันอาจจะไม่ใช่การหาคำตอบให้ถูก แต่อยู่ที่การไม่ยอมหนีจากคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
แล้วพบกับผมได้ใหม่ที่วันเพราะทุกคำถาม เริ่มจาก 1 ทฤษฎี