Transcription
นี่คือการสรุปประเด็นร้อนว่าด้วยเรื่องของการจัดการพระที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมในสมัยพุทธกาลครับ
ลองนึกภาพตามผมนะครับ เมื่อ 2500 กว่าปีก่อน ตอนที่ยังไม่มีตำรวจหรือระบบศาลแบบปัจจุบัน คุณรู้มั้ยครับว่าพระพุทธเจ้าทรงรับมือกับปัญหานี้ยังไง
ขบวนการนี้เนี่ย มันเหมือนกับฝ่าย HR ของบริษัทที่เพิ่งตั้งกฎใหม่เป๊ะเลยครับ เวลามีพนักงานหัวหมอมาหาช่องโหว่ หรือจะมอง มองว่าคล้ายกับระบบกฎหมายแบบ common law ก็ได้นะ คือไม่ได้เขียนกฎครอบจักรวาลไว้ล่วงหน้า แต่เน้นแก้ปัญหาจากหน้างานจริงเลยค่ะ
ทีนี้เรามาเจาะลึก 3 ขั้นตอนหลักที่พระองค์ทรงใช้กันค่ะ
ข้อแรก เวลาเกิดเรื่องเสื่อมเสียขึ้น อย่างกรณีแก๊งพระป่วนที่เรียกว่ากลุ่มพระฉับภัคคีเนี่ย พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงลงโทษทันทีด้วยอารมณ์นะครับ แต่จะใช้วิธีเรียกประชุมสงฆ์ก่อนเสมอ
ข้อ 2 เข้าสู่กระบวนการสอบสวนครับ ส่งสอบถามข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบมาก แล้วพอพบว่าผิดจริงปุ๊บ จึงจะใช้หลักการที่เรียกว่าบัญญัติสิกขาบทตามเหตุการณ์ พูดง่ายๆ คือการสร้างกฎหรือพระวินัยข้อนั้นขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เพื่ออุดช่องโหว่และป้องกันไม่ให้ใครทำผิดซ้ำอีก
ท้ายที่สุด ข้อที่ 3 การกำหนดบทลงโทษครับ พระองค์ไม่ได้เหมารวมว่าทำผิดแล้วต้องไล่ออกลูกเดียวเลยนะครับ แต่มีการจัดระเบียบกำหนดโทษหนักเบาแตกต่างกันไปตามความผิดจริงอย่างเป็นระบบสุดๆไปเลย
ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ปัญหาของพระพุทธเจ้าไม่ใช่การใช้อำนาจกดขี่ แต่คือการสืบหาความจริงและสร้างมาตรฐานที่ยุติธรรมเพื่ออนาคตครับ