Transcription
ผมสารภาพตามตรง แต่ตรงนี้เลยนะ จะได้สิ้นสงสัยไป ผมเห็นด้วยแล้ว ผมจะกา "เห็นชอบ" ด้วย เหตุผลที่จะกา นั้นมี 2-3 เรื่อง ดังจะแถลงต่อไปนี้
ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญนั้น ผมเรียนหนังสือตั้งแต่ปี 2516 มา ปัจจุบันกี่สิบปีแล้วก็ไม่รู้ รัฐธรรมนูญเป็นกติกาในการปกครองบ้านเมือง พูดถึงเรื่องอำนาจอธิปไตย ใครใช้อำนาจอธิปไตยอย่างไร สิทธิเสรีภาพประชาชนเป็นอย่างไร แต่ว่าความหมายระหว่าง ผมคิดว่าเราจะอยู่ภายใต้กติกาอะไรก็แล้วแต่ เราที่จะอยู่ภายใต้กติกานั้น ต้องเดินตามเส้นทางที่ว่านั้น เราควรมีส่วนมีเสียงในการที่จะพูด
แต่รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญ 60 เนี่ย ใครจำแล้วเราเคยพูดอะไรบ้างนะครับ เราก็อยู่ในข้อจำกัด รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือ 60 เนี่ย ร่างขึ้นในเวลาที่มีรัฐประหารเกิดขึ้นในปี 2557 ด้วยซ้ำไป
หลายคนอาจจะบอก "อ้าว ก็เราก็มีการลงประชามติไง มีคะแนนเท่านั้นเท่านี้ 14 ล้านด้วยประมาณนี้ เป็นเสียงเห็นด้วยไม่เห็นด้วย 10 ล้านเท่านั้น 11 ล้านประมาณนี้" ถ้าเราใจกล้าที่จะถามตัวเราเองนะว่า การลงประชามติเมื่อปี 2560 นั้น เป็นไปด้วยด้วยความเข้าใจถ่องแท้หรือไม่ คนที่เห็นต่างคือไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนั้น มีโอกาสที่จะพูดเพียงใด แค่ไหน อย่างไร การอภิปรายให้ความเห็นทั้งเห็นด้วยไม่เห็นด้วยเนี่ย เป็นหัวใจของการลงประชามติ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในปี 60 นั้น เราไม่อาจพูดได้เลยว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วยเห็นต่างหรือไม่เห็นด้วย
สิ่งเหล่านี้จะพูดได้ในเวลาก่อนหน้านั้น เมื่อปี 2550 ก็สถานการณ์ใกล้เคียงกัน เพราะอันนั้นหลังรัฐประหารปี 49 ผมเองก็ได้บังเอิญบังเอิญไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเค้าด้วยนะรอบนู้น ตอนนั้นยังอยู่ในราชการ ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ได้เห็นด้วยกับการรัฐประหารแน่ๆนะ แต่ว่าในเวลาที่ลงประชามติแล้ว ระหว่างก่อนจะถึงการลงประชามติปี 50 บรรยากาศก็เป็นอย่างที่ว่า ไม่มีใครพูดอะไรได้เลย ทำให้เห็นด้วย
ผมได้พบกับเอกทูตของต่างประเทศหนึ่งในยุโรป เค้าก็คุยกันกับผม บอกว่าเรื่องประชามติในเมืองไทยน่ะ เป็นของที่เขาเห็นว่าแปลกที่สุดนะ ไอ้การการพูดได้ฝ่ายเดียว อีกฝ่ายพูดไม่ได้เนี่ย ถ้าเป็นประเทศเค้าก็ตายไปแล้วล่ะ มันทำงี้ไม่ได้หรอกนะฮะ มันจะเป็นไปได้ยังไง แต่มันก็เป็นไปแล้วในประเทศไทยนะ ทั้งปี 50 ปี 60
เพราะฉะนั้น ผมก็กลับมาที่หลักการข้อแรก คือผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเนี่ย เป็นรัฐธรรมนูญที่ขาดงานมีส่วนร่วมจากประชาชนนะครับ การกล่าวอ้างว่ามีประชามตินั้น ผมว่าฟังไม่ขึ้น ใครฟังขึ้นก็ฟังเอาเองก็แล้วกันนะ
แต่ผมคิดว่าประชาชนทั่วไป ใช้ความเป็นประชาชน ความเป็นผู้มีวิจารณญาณปกติตัดสินเอาก็ได้ แน่นอนบทบัญญัติตั้ง 200-300 มาตราเนี่ยครับ ถามว่ามีดีบ้างมั้ย ก็ตอบว่ามีดีบ้างบางมาตรา จะบอกว่ามันใช้ไม่ได้ใช้ทั้งหมดก็คงไม่ได้ ถามว่า "อ่ะ พูดเชียร์เอาสักมาตรานึงก็แล้วกัน" ดูเหมือนจะมาตรา 77 บอกการจัดทำกฎหมายต้องรับฟังความเห็นประชาชนทุกขั้นตอน ประชาชนต้องมีส่วนร่วม อันนี้ไม่เคยเขียนมาก่อนนะ ผมว่าก็เข้าท่าดีอยู่นะ แต่ว่าลำพัง 1 มาตราในใน 200-300 มาตราเนี่ย หรือมีอีก 5 มาตราก็ได้ ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นสิ่งซึ่งชั่งน้ำหนักแล้วเราควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยืนยาวอยู่ต่อไป
ผมว่าเอาแค่หลักๆ สำคัญก็แล้วกัน ผมยกตัวอย่างสักเรื่องสองเรื่อง เราถ้าพูดถึงองค์ประกอบในทางการเมือง ปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงวุฒิสภา แล้วก็เรื่องขององค์กรอิสระ เอาแค่นี้ก็แล้วกันนะ เฉพาะผู้แทนฝุ่นตลบยังเลือกตั้งกันอยู่นะ ก็ปล่อยไป ใครอยากจะเลือกพรรคไหนก็เลือกเอาเถิด แต่เอาแค่ 2 อันนี้ เราไม่ได้เลือกเลยนะ วุฒิสภาเราก็ไม่ได้เลือกนะ องค์กรเราก็ไม่ได้เลือกนะ แล้วมันมายังไงล่ะ
รัฐธรรมนูญปัจจุบันออกแบบว่ายังไง เรามีวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันเนี่ย ก็เป็นสิ่งที่เราทดลองใหม่เหมือนกันนะ เวลาผมอยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 40 อ่า ถอยไป 40 นะนะฮะ เป็นคำถามที่ปรากฏขึ้นมาในข้ออภิปรายของเพื่อนสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งความเห็นชาวบ้านมากมายนะ บรรยากาศเวลานั้นน่ะ โอ๊ย ซุ่มเสียงต่างๆ เข้ามาเยอะแยะนะ ข้ออภิปรายในเวลานั้นซึ่งมันแปลว่าประมาณสัก 29 ปีมาแล้วนะ ถามว่ายังควรมีวุฒิสภาต่อไปหรือไม่ และถ้ามีจะมาจากที่ไหนนะ คนนั้นน่ะ 40 นะ บรรยากาศโดยรวมทั่วไป คนจำนวนมาก แม้เพื่อนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีที่มามาจากประชาชนจังหวัดต่างๆนะฮะ ก็ยังเห็นว่าควรจะมีวุฒิสภาอยู่ แต่อำนาจหน้าที่ต้องรองจากทางผู้แทนราษฎรนะนะฮะ
ตอบคำถามแค่นี้ไม่พอ มันคำถามตอบไปว่าแล้วมาจากไหนนะฮะ มาจากไหนเนี่ย ฝ่ายเลขานุการมีผมและอีกหลายๆท่าน จำนวน 10-20 คนช่วยกันคิดอยู่เนี่ย ก็ยังกำลังคิดอยู่ ยังไม่ทันตกผลึก ปรากฏว่าเรื่องมันก็เดินด้วยเวลาจำกัดของการทำรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ซึ่งมีเวลาแค่ 240 วัน ประกอบกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 70 กว่าคนน่ะ มาจากจังหวัดทั้งหลายด้วย ไม่น่าแปลกใจที่สุดท้ายแล้วเราก็ได้คำเฉลยมาว่า สวุฒิสภาคราวนั้นต้องเป็นการเลือกตั้งโดยตรง จังหวัดละ 1 คน มาจากจังหวัดทั้งหลายนะครับ
แถมเรายังเอาไปผูกโยงไว้อีกว่า สมาชิกวุฒิสภาในรุ่นนั้นน่ะ จะต้องเป็นที่มาขององค์กรอิสระด้วย เราหลอกตัวเองลมั้งตอนนั้นนะฮะ ว่าพุฒิสภาที่เลือกกันคราวนั้นเนี่ย ไม่สังกัดพรรคการเมือง ใช้เขตใหญ่คือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง สุดท้ายแล้วมันก็ปรากฏผลขึ้นว่า ไม่สามารถจะปราศจากการเมืองได้ เราคงคำว่า "สภาผัวสมาเมีย" ตั้งแต่คราวนั้นแล้วล่ะนะฮะ สุดท้ายก็ล้มเหลวไป แต่มันทิ้งมรดกอะไรไว้อันหนึ่งก็คือว่า วุฒิสภาเป็นที่มาขององค์กรอิสระ กี่เต้นตายไว้ตรงนี้ก่อน
มาถึงรัฐธรรมนูญ 50 วุฒิสภาเปลี่ยนรูปร่างไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งละคราวนี้ เป็นวัดครึ่งกรรมการครึ่งนะ คือเลือกตั้งครึ่งนึงแล้วก็ในนามของสรรหา หาแต่สรรหามันก็รู้ๆกันอยู่ว่าใครสรใครหามา สุดท้ายมันก็มันก็เป็นปลา 2 น้ำ ปลาผิดน้ำอยู่ด้วยกัน รัฐธรรมนูญ 50 จะพบว่ารัฐธรรมนูญ 50 อายุสั้นกว่า 40 นะ 40 น่ะใช้ถึง 49 ใช้ 9 ปีนะ แต่พอ 50 นะ 50-57 ไอ้ปลาผิดน้ำแบบนี้ไปไม่รอดเลยล่ะ
ก็มาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเนี่ยนะฮะ 60 เนี่ยนะ คราวนี้ไม่เลือกตั้งแบบ 40 นะ ไม่วัดครึ่งกรรมการครึ่งนะ เลือกครึ่งสรรหาครึ่งนะ ไม่เอานะ คนนี้ใช้วิธีเลือกกันเองระหว่างผู้มีอาชีพต่างๆ ก็พูดไปยิ้มไปก็แล้วกันว่าแล้วเราได้อาชีพอะไรมา แล้วปรากฏการณ์ที่มีอยู่ในขณะนี้ บรรดาสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นที่เป็นที่วางใจของ ผู้คนเพียงใด แค่ไหน แล้วก็ผมว่าสำคัญก็คือว่า มีความเป็นกลางทางการเมืองแค่ไหนนะฮะ
ผมยกตัวอย่างอะไรอันหนึ่งน่าสนใจ มีสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ท่านโชคร้ายโชคดีไม่รู้มานั่งมานั่งฟังบรรยายผม ผมไปบรรยายที่ไหนสักแห่ง ไม่ต้องบอกก็ได้ เมื่อสัก 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว ผมก็พูดแบบนี้แหละนะฮะว่า ข้อกังวลสำหรับผมแล้ว สิ่งที่มันเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นจุดเปราะบางอ่อนแอมากเลยนะ คือวุฒิสภาปัจจุบัน ซึ่งมีสมาชิกส่วนใหญ่เนี่ย เป็นผู้ที่ affiliate หรือเชื่อมโยงกับการเมืองอย่างมีนัยยะสำคัญเลยล่ะ เป็นที่มาขององค์กรอิสระ องค์กรอิสระก็เลยพลอยไม่อิสระไปด้วย เป็นการเมืองไปด้วย
ผมก็บอกนี่อย่างเงี้ยนะ พอบรรยายเสร็จ ท่านก็ยกมือ ท่านสุภาพมากเลยนะ ผมก็เคารพนะ ขอบคุณมากเลย ท่านก็บอก "ผมเข้าใจผิด ขอท่านขอแก้คำผิดที่ผมพูดหน่อย วุฒิสภาไม่ได้เป็นคนเลือกองค์กรอิสระหรอก" ผมเอาแล้วใครเลือกล่ะครับ อื ท่านก็บอกว่าท่านก็บอกว่ามีกรรมการสรรหามีประธานนู้น ประธานนี้นะ ช่วยกันสรรหาแล้วก็เสนอชื่อมา วุฒิสภาเนี่ยทำหน้าที่เพียงแค่แค่คอยกลั่นกรองตรวจสอบคุณสมบัติว่าครบถ้วนหรือไม่ แล้วก็ให้ความเห็นชอบเท่านั้น
ผมบอก "เอาล่ะ สมมุติว่าอย่างงั้นนะครับ ผมถามก่อน สมมุติเค้าเสนอมา 2 ชื่อแล้ว สว.เนี่ยไม่เห็นชอบถึงของชื่อ เกิดอะไรขึ้นต่อไปครับ" ท่านก็บอกว่า "ก็ถ้าอย่างงั้นก็ต้องไปสรรหามาใหม่สิ เสนอมาอีก 2 ชื่อนะ เหมือนเดิมนะ รอบนี้ก็ยังไม่เห็นด้วยเนี่ยไงต่อไป" เค้าก็ต้อง ท่านก็ตอบว่า "ก็ไปสรรหามาใหม่" ผมก็ยิ้มๆแล้วบอกว่า "ท่านนายอย่างผมเนี่ย หมดคำถามค้านแค่นี้แหละนะฮะ" ผมคิดว่านี่มันมันมาเล่นคำนั้นมากกว่า
แต่โดยภาพที่ไม่มีใครอาจปฏิเสธได้ คือองค์กรอิสระปัจจุบันเนี่ย มีที่มาที่เห็นได้ชัดว่ามาจากวุฒิสภา ซึ่งมีความเป็นการเมืองสูงมากอยู่นะฮะ ส่วนองค์กรอิสระทั้งหลายที่มาอยู่แล้วเนี่ย ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เอาเท่าที่เราทรงจำได้ใน 10 ปีนี้ก็แล้วกันนะ เรื่องนาฬิกาเพื่อน เรื่องทองคำ 246 บาท วันนี้ก็บาท 80,000 เข้าไปแล้วนะ มันจะไปถึงไหนอีกก็ไม่รู้นะ เรื่องอื่นๆเยอะแยะมากมายนะฮะ สตง. ปปช. กกต. กกต. ตอนนี้ก็ก็มีคนคิดถึงอยู่บ่อยๆในช่วงเวลานี้นะฮะ ว่าในการดำรงรักษาหน้าที่เป็นอย่างไรบ้าง
เอาว่าโดยรวมเป็นอย่างนี้ก็แล้วกัน สำหรับผมเองแล้ว ผมคิดว่านี่คือเพียงแค่แค่ตัวอย่างหนึ่ง แต่มันไม่ใช่มาตราเดียวนะ มันไปทั้งมันไปทั้งรัฐธรรมนูญเลยนะ บทบัญญัติว่าด้วยเรื่องวุฒิสภามีอำนาจแค่ไหนอย่างไร มันโยงไปหมดเลยนะ องค์กรอิสระสักมีกี่สิบมาตราไม่รู้นะ มันก็เป็นเรื่องที่ผมกำลังคิดว่าผมต้องโต้เถียงกับตัวเอง เพราะมีคำถามว่าแก้รายมาตราไม่ได้นะ ผมเป็นคนที่อยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติมานานพอสมควร เป็นกรรมการกฤษฎีกา เป็นกรรมาธิการ เป็นสารพัดอย่างนะ ผมไม่คิดว่าการแก้รายมาตรานั้นจะสามารถทำได้สำหรับกรณีนี้ เพราะเห็นว่ามันกระจัดกระจายอยู่ทั่วรัฐธรรมนูญไปหมดเลย คุณไม่สามารถจะปะผุได้นะฮะ การเลือกซื้อรถคันใหม่น่าจะดีกว่าการปะผุรถที่มันวิ่งไปไหนไม่ได้แล้ว ตกหล่มตกหลุมอยู่นี่เอง
มีคำถามว่านะ มีคำถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกันโกงได้นะฮะ แก้โกงได้ ก็ต้องตั้งคำถามว่านี่ถามแบบนักโต้วาที ถ้าพวกเราโกงก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่ใช่พวกเราโกงไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้ามันกันโกงได้จริง อันดับในการวัดของหน่วยงานระหว่างประเทศ ตำแหน่งแห่งที่ของเราในความโปร่งใส การเป็นประเทศที่มีหลักนิติธรรมปราศจากคอร์รัปชั่นเนี่ย ทำไมอันดับเราถอยลงไปเรื่อยๆนะฮะ ถ้าคุณไปบัญญัติยางใช้มาเท่านั้นปี ถอยไปเท่านี้อัตราเนี่ยนะ มันจะมันจะถอยไปถึงไหนเอ่ยนะ
ผมคิดว่าเราคงต้องต้องมาพูดกันนะฮะว่า สำหรับความเห็นผมแล้วเนี่ย การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจึงเป็นทางออกสำหรับปัญหาในเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ในขณะนี้ ถ้าเรากล้ารับความจริงนะครับ
มีคำถาม อ่า ก็ถามอีกหลายคนเป็นห่วงว่าการแก้แบบเนี้ย มันแปลว่าเซ็นเช็คเปล่าหรือเปล่า นะครับ ต้องตอบว่าสมมุติว่าการลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เนี่ย เสียงข้างมากบอกว่าให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่ได้ผุดขึ้นกลางอากาศสธาตุในเช้าวันที่ 9 เลยนะ มันมีกระบวนการที่ต้องทำอีกตั้งเยอะแยะ และอย่าลืมว่าเขตชั้นใต้รัฐธรรมนูญปี 60 ก็ยังอยู่นะ ทุกราในรัฐธรรมนูญ 60 ก็ยังอยู่นะ เพราะฉะนั้น มันเป็นเพียงแค่งามบานประตูให้ผมเห็นแสงสว่างบ้างว่าเราจะคุยกันบนพื้นฐานของการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการช่วยกันคิดและช่วยกันเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะ ครับ
กระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ก็ต้องเป็นไปตามจริง รัฐธรรมนูญ 60 เนี่ยเขียนไว้ด้วยซ้ำไป ไม่ได้ไม่ได้ไม่ได้ไม่ได้มีเช็คเปล่าซะที่ไหนล่ะ ก็ยังต้องเดินตามกติกา นั้น ยกตัวอย่างข้อสำคัญรัฐธรรมนูญ 60 นี่บอกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การมีรัฐธรรมนูญใหม่ใดๆก็แล้วแต่ ไม่สามารถจะยกเลิกล้มล้างเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ มันก็ยังอยู่นะ มาตรานี้เราคิดว่าก็ต้องอยู่ตลอดไปนั่นแหละ ไม่มีใครไปทำอะไรหรอก แต่เรื่องอื่นๆสิจะต้องว่ากันน่ะว่ามัน มันเป็นเช่นไรนะฮะ
ในวันที่ 9 ไม่ว่าเราจะรู้ผลว่าอะไรก็แล้วแต่เนี่ย ยังใช้เวลาอีกมากพอสมควรที่จะต้องทำงานเรื่องนี้ และในคนที่มองการณ์ไกลแบ่งรับแบ่งสู้แบบผม กว่าจะเสร็จมันอาจจะไม่เสร็จก็ได้นะ สุดท้ายแล้วมันอาจจะเกิดอะไรขึ้นอีกในวันข้างหน้าในบ้านเรา ความพยายามที่ขอแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าผ่านประชามติแล้วเนี่ย ผมว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้คิด ได้ตั้งคำถาม ได้ช่วยกันหาทางออกสำหรับประเทศไทย
ผมเองก็สมมุติว่าผ่านนะ ให้ความเห็นชอบแล้วผ่านไปนะ ผมว่าคำถามเวลานี้ผมเองก็ตามที หรือคนอื่นอีกหลายคน ลูกหลานทั้งหลาย ลูกศิษย์ผมอาจจะถึงคำถามว่า พุฒิสภาควรจะมีหรือไม่มี คำถามต่อไปว่าถ้ามีนะ จะมีองค์ประกอบ มีที่มาอย่างไร มีอำนาจหน้าที่อย่างไร องค์กรอิสระทำอย่างไร จึงจะสามารถทำหน้าที่ได้ องค์กรอิสระบางอย่างมันมันไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ มันควรจะมีการปฏิรูป หรือแม้กระทั่งการออกแบบใหม่สำหรับองค์กรอิสระเหล่านั้นหรือไม่ อย่างไร สิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นประเด็นที่สังคมจะพูดได้
แต่ทางตรงกันข้าม ถ้าหากว่าการลงคะแนนประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เนี่ย ปรากฏเสียงข้างมากบอกว่า "ไม่ ไม่แก้ละ อยากมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้" แต่เท่านั้นเนี่ย ผมคิดว่านั่นก็เป็นสิ่งซึ่งมีความเข้าใจได้ล่ะว่าเสียงข้างมากที่ว่านั้น พอใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เราพอใจกับกติกาการเมืองที่อยู่ในขณะนี้ อันนี้ก็ก็ผมก็แปลได้แค่นั้น เมื่อพอใจแล้วโอกาสที่จะจะแก้ใหม่ที่จะปรับใหม่ แม้กระทั่งที่พยายามอธิบายไว้แก้หลายมาตราก็ได้ มันจะเป็นนิทานอารมณ์เดียวกันกับ "รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง" อ่ะ อ่ะอารมณ์บอกว่า "โอ๊ย ไม่ต้องแก้ทั้งฉบับหรอก แก้รายมาตรา" ผมว่ามันคนโบราณอีรอบเดียวกัน มันคือกันนั่นแหละนะ ผมเขียนว่าอย่างเงี้ยนะ แต่นั่นแหละผมก็เคารพความเห็นของทุกท่านฮะ เราก็เราก็ไปตรึกตรองดูก็แล้วกันว่าเห็นอย่างไรแล้วก็ตัดสินใจในในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้นะ
กากบาท "เห็นชอบ" ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นความเห็นของผม
>> รัฐธรรมนูญเนี่ยครับมันเกี่ยวกับปากท้อง แล้วยังไงครับอาจารย์ แบบคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจผิดมันเกี่ยวกับเรามั้ยครับ
เกี่ยวกับแสนจะเกี่ยวกับนะ ผมว่ารัฐธรรมนูญน่ะ มันเป็นหลักประกันในการที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ได้โดยปกติ สมมุติผมมเอาเอาง่ายๆ สมมุติว่ามีพรรคการเมืองหนึ่ง พรรคการเมือง รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งนะนะฮะ เค้าทำหน้าที่ด้วยความตั้งอกตั้งใจจะแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจนะ แต่ไม่เข้าตาใครก็แล้วแต่ สุดท้ายแล้วก็มีข้อกลั่นแกล้งนางแก สมัยนี้เค้าเรียก "นิติสงคราม" นะฮะ นิติสงครามเนี่ย ผมเรียนกฎหมายมาเนี่ย มันยากลำบากมากเลย ผมจะแทที่จะทำนายผลการตัดสินขององค์กรอิสระทั้งหลายเวลานี้ เพราะเหตุว่า ผมไม่สามารถจะเดาใจองค์กรอิสระเหล่านั้นได้เลยนะฮะ
เพราะฉะนั้น รัฐมนตรีที่กำลังทำงาน กำลังมือดีที่ละนะ สร้างเอ่อนโยบายมาตอบสนองโจทย์ความต้องการประชาชน สุดท้ายแล้วก็ก็ต้องล่มสลายหายไป เพราะว่าการตอบคำถามหรือการวินิจฉัยขององค์กรอิสระขีดเส้นใต้ซึ่งไม่อิสระอย่างที่ว่าเนี่ยนะฮะ ผมคิดว่าการตรวจสอบ การที่กลไกในอำนาจรัฐเนี่ย สามารถทำหน้าที่ได้โดยสุจริตเนี่ย มันเป็นพื้นฐาน ถ้าว่ารัฐมนตรีที่ไม่ชอบมาพาลใครก็แล้วแต่นะ กินสินบาทฆ่าสินบนแต่บังเอิญถูกสายตา แบบเป็นที่รักขององค์กรที่ไม่อิสระของผมเนี่ยนะ แกก็อยู่ไปได้เรื่อยๆหรอกนะฮะ แล้วประชาชนก็ยากจนลงไปเรื่อยๆอีกเหมือนกัน น่ะ นี่อธิบายแบบตรงไปตรงมาง่ายๆนะครับ ถูกล่ะ มันอาจจะไม่ใช่รัฐธรรมนูญ มันไม่ได้มันไม่ได้เอามันไปต้มยำได้นะ มันไม่ใช่เอามันไปเจียวไข่ได้นะ แต่มันมีผลถึงชีวิตของเรา
>> หลายฝ่ายบอกว่าจะแก้ทำไมรัฐธรรมนูญ ทำไมไม่แก้สันดานนักการเมือง
แก้รัฐธรรมนูญกับแก้สันดานอะไรง่ายกว่ากันน่ะนะ ผมว่าผมก็บอกว่ามันก็ต้องแก้เป็นรูปธรรมนะ สันดานมันเป็นนามธรรมมากนะ แล้วผมก็คิดว่าผมไม่ได้ไม่ได้ไม่ได้ไม่ ได้ไม่ได้อภิปรายว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ต้องแก้สันดานนักการเมือง ผมกำลังคิดว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้วเนี่ย หมายถึงสันดานก็นิสัยถาวรของนักการเมืองเนี่ย ก็ต้องคอยดูแล ต้องคอยเพ่งเล็งกันต่อไปนะ แต่ตรงข้ามถ้าคุณจะแก้นิสัยถาวรของนักการเมือง แต่คุณไม่แก้รัฐธรรมนูญนะ ก็ไปไม่รอดนะ มันเป็นของที่ต้องทำคู่กันผม