📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนของโลก? เศรษฐกิจไทย ป่วยอยู่จริงเปล่า? | Point of View x สภาพัฒน์

Point of View18:57

Transcription

เศรษฐกิจไทยป่วยอยู่จริงไหม? เศรษฐกิจไทย อยู่ตรงไหนในโลก?

สวัสดีค่ะ จาก Channel พฟิวค่ะ ช่วงที่ผ่านมาเนี่ยนะคะ มีข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่องเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ Bloomberg ออกมาบอกว่าไทยเนี่ยคือคนป่วยแห่งเอเชีย แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจประเทศเราเนี่ยฝืดเคืองมาหลายปีแล้วนะ หรืออย่างข่าวอื่นๆ ที่ก็มีคนออกมาบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านเนี่ย เขาแซงเราไปหลายด้านแล้วนะ ไม่ว่าจะเป็นด้านการส่งออกข้าว อาหารทะเล รวมไปถึงด้านอื่นๆ อีกมากมายนะคะ

สถานการณ์เหล่าเนี้ย เอาจริงๆ ดูน่าเป็นห่วงนะ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ได้ยินข่าวว่า เฮ้ย มีชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนนู่นนี่นั่นในประเทศไทย มันก็เลยชวนให้วิวสงสัยค่ะว่า เอ๊ ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจไทยตอนนี้เนี่ย ไม่ว่าจะเป็นด้านของเทคโนโลยี การเกษตร หรือว่าด้านใดๆ เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนในโลกกันแน่? มีอะไรที่เราต้องใส่ใจมั้ย? มีอะไรที่มีศักยภาพจะพัฒนาต่อไป? แล้วเราควรจะพัฒนายังไงเพื่อให้เศรษฐกิจเราเนี่ย ก้าวหน้าไปมากกว่านี้? มีหน่วยงานไหน หรือว่ามาตรฐานไหน ที่จะบอกได้นะคะ ซึ่งอันนี้แอบกระซิบเลยว่า จริงๆ มันไม่มีค่ะทุกคน เดี๋ยวยวิวเล่าให้ฟังนะคะ เอาล่ะ ถ้าพร้อมจะฟังเรื่องราวที่ทั้งสนุกและได้สาระกันแล้ว ก็ไปฟังกันเลย

ถ้าพูดถึงสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันเนี่ยนะคะ แน่นอนว่าตัวเลขที่ทุกคนจะอ้างอิงกันเยอะที่สุดเลยก็คือตัวเลข GDP ค่ะ ซึ่งย่อมาจาก Gross Domestic Product นะคะ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ฟังแล้วงงใช่ป่ะ? เอาง่ายๆ นะ GDP เนี่ย หมายถึงรายได้ที่เกิดขึ้นภายในประเทศนะคะ โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่ารายได้นั้นเนี่ย จะมาจากธุรกิจสัญชาติไหน ต่อให้เป็นชาวต่างชาติ เป็นอะไร ถ้ามาอยู่ในประเทศเราแล้วก่อให้เกิดรายได้ นับเป็น GDP หมด ส่วนคนไทยเนี่ย ถ้าไปอยู่ต่างประเทศ ไปทำรายได้ที่ต่างประเทศ อันนี้ไม่นับ ดังนั้น GDP เนี่ยนะคะ เป็นสิ่งที่ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะก็จะแปลว่ารายได้ของประเทศนี่ก็จะสูงตามไปด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตามนะคะ ตัวเลขมันฟ้องค่ะว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเนี่ย GDP ของประเทศไทยเติบโตค่อนข้างจะต่ำ คือเติบโตอยู่ที่ประมาณแบบ 2% เท่านั้น ก็ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเราเนี่ย กำลังชะลอตัวนะคะ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์น่าเป็นห่วง ซึ่งสาเหตุเนี่ย คนเก่งๆ เขาก็วิเคราะห์เอาไว้กันเยอะแล้วแหละว่า มันอาจจะเกิดจากค่าเงินบาทแข็งตัว การส่งออกลดลง ปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองก็เกี่ยวเหมือนกัน เพราะว่ามันทำให้นักลงทุนเนี่ย รู้สึกเสียความเชื่อมั่นแล้วก็ไม่อยากจะมาลงทุนนะคะ

อย่างกรณีที่มีคนเอาไปเขียนกันบอกว่าคนไทยเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เนี่ย อันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่นะ แต่มันแค่เหมือนมาย้ำพวกเราอีกทีนึงว่า ใช่ พวกเรามีปัญหาจริงๆ แล้วมันก็ย้ำด้วยว่าปัญหาเศรษฐกิจเนี่ย มีมานานละ เพราะว่าช่วง 10 กว่าปีก่อนเนี่ยนะ มันมีปัญหาเรื่องย้ายฐานการผลิตหลายๆ อย่างเนี่ย ไปที่เวียดนาม แล้วก็สิงคโปร์แทน แล้วก็รวมถึงว่าปัญหาการเมืองไทยเนี่ย ก็มีมา 10 กว่าปีละ ประเด็นก็คือปัจจุบันเนี้ย ความกังวลด้านเศรษฐกิจเนี่ย ยิ่งพุ่งหนักกว่าเดิมนะคะ เพราะว่า GDP ของเราเนี่ย ถ้าเฉลี่ย 20 ปี เนี่ยนะ เราจะเติบโตอยู่ที่ประมาณสัก 3% แต่ถ้าเอาแค่ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มันลดลงไปอีกทุกคน มันเหลือแค่ 1.9% แล้วอ่ะ แถมยังมีสถาบันที่น่าเชื่อถือของไทยอีกหลายแห่งก็ออกมาแสดงความกังวลเรื่องนี้ด้วยนะคะ เช่น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือว่า กกร. ที่ประกอบไปด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ก็ออกมาประเมินว่า GDP เนี่ยจะอยู่ที่ 1.6-2% และการส่งออกของไทยจะหดตัวลงอยู่ที่ 0.5-1.5% 5% นะคะ

อย่างไรก็ตามค่ะ ก่อนที่ทุกคนจะกังวลกันไปมากกว่านี้นะ วิวต้องบอกทุกคนก่อนว่า เรื่องของเศรษฐกิจเนี่ย มันมีปัจจัยอะไรหลากหลายมาก มันมีทั้งปัจจัยภายในอย่างนโยบายของรัฐบาล กฎหมาย แล้วก็ศักยภาพนักธุรกิจในประเทศ รวมไปถึงปัจจัยภายนอกนะคะ อย่างเช่นเศรษฐกิจโลก หรือเหตุการณ์โลก อย่างตอนเนี้ที่โลกไม่ปกติมากๆ สงคราม ภัยพิบัติ โรคระบาด อะไรเกี่ยวหมด คือถ้ามันมีสถานการณ์ระดับโลกอยู่อย่าง COVID-19 หรือว่าสงครามที่ตะวันออกกลางตอนเนี้ย คือถ้าทางโลกและประเทศไทยเราก็ไม่รอดหรอกค่ะ

มาถึงตรงเราน่าจะพอเข้าใจกันแล้วว่า อ่ะ เราจะคุยเรื่องเศรษฐกิจกันเนี่ย เราไม่ได้อยู่ดีๆ จะคุยได้เลยนะ มันมีหลายอย่างมากที่เราต้องเอามาคำนวณ เอามาคิดถึง แล้วก็ต้องใช้ข้อมูลเยอะมาก ซึ่งข้อมูลที่ว่าเนี่ย ก็ต้องน่าเชื่อถือ ต้องมีมาตรฐาน แล้วก็เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อที่ว่าเราจะได้เอาข้อมูลพวกนี้ไปใช้ต่อได้นะคะ คือพอใช้ข้อมูลเยอะ ถ้าข้อมูลมันผิด มันก็ไม่ได้ตั้งแต่แรกใช่ป่ะ? ดังนั้น วันเนี้ การที่เราจะมาคุยกันว่า สรุปเศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนในโลก แล้วมันป่วยหรือไม่ป่วยเนี่ย เราต้องมาเข้าใจเศรษฐกิจไทยกันก่อน เริ่มจากอย่างแรกสุดเลยคือเราต้องมาดูภาพกว้างๆ ก่อน ซึ่งตัวที่จะบอกได้คร่าวๆ เนี่ย ก็คือ GDP นี่แหละ ลองเอา GDP ทั้งโลกมาเรียงกันแล้วเทียบดูซิว่าเราอยู่อันดับไหน เราก็จะเจอว่าเมื่อปี 2024 เนี่ยนะคะ GDP ของไทยเนี่ย อยู่ที่อันดับ 30 จาก 192 ประเทศทั่วโลก คิดมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 5.33 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

แต่จะให้ดู GDP อย่างเดียว มันก็ดูแบบภาพรวมเกินไปนิดนึง มันอาจจะมีบางธุรกิจหรือบางอุตสาหกรรมที่ทำรายได้พุ่งปรี๊ดไปเลย ในขณะที่บางอุตสาหกรรมก็ไม่ได้ทำรายได้อะไรขนาดนั้น ซึ่งแปลว่าถ้าเราดูแบบเฉลี่ยๆ รวมๆ เนี่ย มันก็จะไม่ได้สะท้อนรายได้ หรือว่าความเป็นอยู่ของคนในประเทศจริงๆ นะคะ ดังนั้น เราก็เลยต้องดูอีกตัวนึงประกอบด้วยค่ะ ก็คือ GDP เฉลี่ยต่อหัวนะคะ ซึ่งก็คือเป็นการเอารายได้ทั้งหมดของไทยเนี่ย หารเฉลี่ยไปเลยว่าเรามีประชากรเท่าไหร่ ก็จะได้มาเป็นตัวเลขที่ใช้บอกมาตรฐานค่าครองชีพของประชากรว่า อ่ะ เขาเป็นอยู่ยังไง อะไรยังไง นะ ซึ่ง GDP เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยนะคะ ในปี 2024 เนี่ย อยู่ที่อันดับ 103 จาก 192 ประเทศทั่วโลกเนี่ย เห็นป่ะ พอเราซูมอินเข้าไปดูทีละคนทีละคน เราจะรู้เลยว่า อ้าว รายได้เราก็ไม่ได้สูงขนาดนั้น คือมันอาจจะมีบางธุรกิจหรือบางคนที่รายได้มันปรี๊ดอ่ะ จนมันดึงค่าเฉลี่ยให้มันดูดีขึ้น ดังนั้น มันคือมีอุตสาหกรรมแค่ไม่กี่อย่างอ่ะ ที่เป็นแบบ the bag ของประเทศเราอยู่ค่ะ

อ่ะ ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า ถ้าวัดจาก GDP เนี่ยนะคะ รายได้ของไทยมาจากไหนกันบ้าง เท่าที่ดูหาข้อมูลมานะคะ รายได้ของไทยเนี่ย จะมาจาก 3 ส่วนสำคัญด้วยกันนะคะ ก็คือ 1 เลย ภาคบริการค่ะ อันนี้ก็จะรวมพวกการท่องเที่ยว การบริการ การค้า การบริการขนส่งด้วยนะคะ ซึ่งก็จะนับว่าเป็น 50% ของ GDP ไทยเลยนะ ถือว่าสูงมาก แล้วในภาคการบริการทั้งหมดเนี่ย การท่องเที่ยวก็ถือว่าเป็นรายได้หลักของประเทศเราเลย แล้วส่วนมากก็จะมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาตินะคะ ส่วนที่รองลงมาเนี่ยนะคะ ก็จะเป็นภาคอุตสาหกรรมค่ะ เน้นไปที่การผลิตสินค้าต่างๆ เพื่อส่งออก เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารแปรรูป ยางพารา คิดเป็นประมาณสัก 40% ของ GDP นะคะ เรียกได้ว่าสูสีไม่แพ้การท่องเที่ยวเลย ซึ่งอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของไทยนะ ก็จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าค่ะ ที่คิดเป็น 15% ของการส่งออกทั้งหมด แล้วไทยเราเนี่ย ก็ยังผลิตเครื่องอิเล็กทรอนิกส์อีกหลายต่อหลายอย่างนะคะ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แผงวงจร อิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็ยังผลิตรถยนต์กับรถบรรทุกด้วยค่ะ ส่วน GDP อีก 10% ที่เหลือนะคะ ถึงจะมาจากภาคการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา ผลไม้ นะคะ ผลไม้ก็จะมีพวกทุเรียน ลำไย มะพร้าวอ่อน มะม่วง ส่วนเนื้อสัตว์ก็จะเป็นเนื้อไก่กับเนื้อหมูนั่นเองค่ะ

อ่ะ ถ้าดูจากกราฟนะคะ เราจะเห็นจุดแข็งของไทยชัดเลย แล้วบอกเลยว่าจริงๆ แล้วธุรกิจหลายอย่างของไทยเนี่ย ระดับโลกนะคะ วันนี้วิวขอยกตัวอย่างแค่เด่นๆ แล้วกัน อย่างแรกเลยค่ะ นั่นก็คือเรื่องการท่องเที่ยวนั่นเอง การส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยเราเนี่ยนะคะ เรามาจริงจังเอาก็ช่วงหลักวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 นั่นแหละ ถ้าเราดูข่าวบ่อยๆ นะคะ เราจะเห็นว่าไทยเนี่ย ติดอันดับเรื่องการท่องเที่ยวในระดับโลกบ่อยมาก เช่น ติดท็อป 10 ประเทศน่ามาเที่ยวบ้าง ประเทศที่สวยที่สุดบ้าง หรืออย่างกรุงเทพฯ อย่างเงี้ย ก็จะติด 10 อันดับเมืองที่ชาวต่างชาติอยากมาที่สุดอะไรอย่างเงี้ย เราก็จะเห็นว่าติดอันดับบ่อยมากนะคะ ซึ่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเนี่ย ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมใหญ่มากๆ เพราะว่ารวมหลายต่อหลายอย่างเอาไว้ด้วยกันในอุตสาหกรรมเดียวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน ร้านค้า รถเช่า บริษัทนำเที่ยว อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหมดนะคะ แล้วต้องบอกว่าก่อน COVID-19 นะ จริงๆ แล้วตัวเลขนักท่องเที่ยวในไทยเนี่ย ไต่ขึ้นไปถึงประมาณ 39.55 ล้านคนต่อปีเลยค่ะ ก่อนที่พอหลังมีสถานการณ์โควิดอ่ะนะ ก็จะตกลงมาเหลือประมาณ 36 ล้านคนต่อปี แล้วตอนปัจจุบันก็ยังอยู่ในช่วงที่กำลังพยายามฟื้นฟูให้กลับไปเท่าเดิมอยู่นะคะ

ถัดมาที่ฝั่งอุตสาหกรรมกันบ้างค่ะ ต้องบอกว่าไทยเราเนี่ย เป็นแหล่งผลิตสินค้าหลายๆ อย่างที่โดดเด่นมากๆ อย่างแรกเลยนะคะ ก็คือรถกระบะนั่นเอง ไทยเรานี่นะคะ เป็นฐานการผลิตและส่งออกรถกระบะขนาด 1 ตันไปทั่วโลกเลย ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ผลิตจากไทยนะคะ อย่างในปี 2025 เนี่ย เราส่งออกรถกระบะไปมากถึง 470,000 คัน ถ้าเทียบในระดับโลกเนี่ย เราติดท็อป 10 นะคะ มีคู่แข่งคือสหรัฐอเมริกา จีน แล้วก็เม็กซิโกค่ะ อย่างไรก็ตามนะคะ ต้องบอกว่าตลาดรถกระบะนี่ก็เป็นตลาดที่ท้าทายเหมือนกัน เพราะว่าช่วง COVID-19 ที่ผ่านมาเนี่ยนะ มันทำให้เกิดปัญหาการขาดแคนชิปทั่วโลก ซึ่งชิปนี่ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญของรถกระบะเหมือนกัน ดังนั้นตอนนี้ก็อยู่ในช่วงฟื้นฟูเหมือนกันนะคะ

ส่วนสินค้าอีกอย่างนึงที่ยังไงก็ต้องพูดถึงนะ ก็คือเครื่องปรับอากาศค่ะ เรื่องเต้องบอกว่าเป็นอานิสงส์ของโลกร้อนที่ตลาดเครื่องปรับอากาศใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้นทุกปี เพราะว่ามันร้อนเหลือเกินมันไม่ไหวแล้วนะ ในปี 2024 เนี่ยนะคะ เราสมศักดิ์ศรีเมืองร้อนมาก เพราะว่าเราส่งออกเครื่องปรับอากาศเป็นอันดับ 3 ของโลกค่ะ รองจากอันดับ 1 คือจีน และอันดับ 2 คือเม็กซิโกนะคะ ซึ่งจุดแข็งเลยที่ทำให้เราแบบธุรกิจนี้เติบโตขนาดนี้ เนี่ยก็เพราะว่าเราอยู่ในเมืองร้อนอยู่แล้วไง ดังนั้นคนในประเทศใช้อยู่แล้ว คนจากเพื่อนบ้านก็ร้อนเหมือนกันก็มาใช้เหมือนกัน แล้วพอเราใช้อยู่แล้วผลิตอยู่แล้วเนี่ย เราก็เลยมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับการผลิต แรงงานเราก็ไม่แพงนะคะ ดังนั้นประเทศพวกเจ้า 2 แบรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่นเนี่ย ก็เลยนิยมมาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตนั่นเองค่ะ

ส่วนในภาคเกษตรกรรมเนี่ยนะ คะไทยเรานี่ก็ส่งออกหลายอย่างที่ได้คุณภาพระดับโลกเลย อย่างยางพาราเนี่ยนะคะ ประเทศไทยเราผลิตยางพาราธรรมชาติส่งออกในอันดับ 1 ของโลกมาตั้งแต่ปี 2024 และในปี 2025 เนี่ย สัดส่วนการผลิตยางธรรมชาติของไทยสูงถึง 36% ของปริมาณการผลิตทั่วโลกเลยค่ะ ทิ้งห่างอินโดนีเซียที่เป็นอันดับ 2 คือแบบห่างไกลเลย เพราะของเขาเนี่ยแค่ 14% เท่านั้น แล้วไทยเราเนี่ยก็ยังส่งออกยางอีกหลายประเภทนะคะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางธรรมชาติ ยางผสม รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ยางจำนวนมากที่เราส่งออกไปที่จีนแล้วก็สหรัฐอเมริกาค่ะ นอกจากนี้ นะสินค้าเรื่องอาหารเราก็ไม่แพ้ใครนะคะ เราส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลย ไม่ว่าจะเป็นข้าว เนื้อไก่ ทุเรียน อาหารทะเล ซึ่งประเทศที่นำเข้าสินค้าการเกษตรจากไทยเราเนี่ยนะคะ ก็จะมี จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น มาเลเซีย แล้วก็อินโดนีเซียนั่นเองค่ะ โดยเฉพาะอาหารทะเลนะคะ เราเคยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลกเลยนะ เป็นรองแค่จีนเท่านั้น แต่ว่าต่อมาเนี่ย อันดับเราก็ค่อยๆ ตกลงเรื่อยๆ นะคะ เพราะว่าต้นทุนเราเพิ่มขึ้นอีกอุตสาหกรรมนึงที่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเราเนี่ยระดับ แบบระดับโลกเลยก็คืออาหารสัตว์นั่นเองค่ะ ตอนไทยเราอ่ะ ขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์อันดับ 2 ของโลกนะคะ เป็นรองแค่เยอรมนี และสาเหตุที่ต่างชาตินิยมซื้ออาหารสัตว์จากไทยเนี่ย ก็เพราะว่าเราอ่ะมีอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพแล้วก็มีหลากหลายสูตร เช่น สูตรสำหรับสัตว์เลี้ยง สุมวัย สูตรสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ป่วย หรือว่าสูตรพรีเมี่ยมอย่างเงี้ย เราก็มีเหมือนกันค่ะ

จะเห็นว่าจริงๆ แล้วไทยเราเนี่ย ก็ไม่ได้แย่ นะคะ เรามีจุดแข็งหลายด้านเลย แต่ว่าตัวอุตสาหกรรมที่เป็น the bag ของเราอย่างการท่องเที่ยวอย่างเงี้ย มันก็มีปัจจัยอะไรมาเกี่ยวหลายอย่างเลยอ่ะ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจโลก ด้านการคมนาคม ด้านการเมืองระดับโลก ด้านโรคระบาดเงี้ยก็เกี่ยวเหมือนกัน หรืออย่างอ่ะภาคการส่งออกเงี้ย เราก็จะเห็นว่ามันก็มีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้อง เช่น อยู่ดีๆ ก็มีประเทศนึงประกาศออกมาบอกว่าฉันจะขึ้นภาษีอย่างเงี้ย มันก็กระทบเราเหมือนกัน ส่วนถ้าเราไปดูเพื่อนบ้านเรานะคะ จะเห็นว่าเดี๋ยวนี้เขาพัฒนาให้แซงเราไปหลายด้านแล้วแหละ อย่างเวียดนามก็จะเด่นเรื่องสิงหทอ อาหารทะเล แล้วก็ยังเป็นตลาดแรงงานที่ได้รับความนิยมอยู่นะคะ ส่วนสิงคโปร์นี่อ่ะ เทคโนโลยี การเงิน แล้วก็พวกเรื่องเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ต่างๆ เขาคือพัฒนาไปไกลมาก อินโดนีเซียนี่มาแรงด้านอาหาร เครื่องดูด เหมืองแร่นี่แค่เพื่อนบ้านนะ ในระดับเอเชียเนี่ย เราไปเจอคู่แข่งใหญ่ๆ อีก เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน อย่างเงี้ย ซึ่งทั้งในเชิงนวัตกรรม และเทคโนโลยีเนี่ย ก็คืออู้โหน่ากลัวอยู่ และหลายอุตสาหกรรมของเขาก็แข่งขันกับไทยซะด้วย ยิ่งจีนนี่แทบไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะว่านอกจากจะมีเทคโนโลยีแล้วเนี่ยนะ เขาก็ยังได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่หลายๆ อย่างถูกกว่าไทยเยอะ มันก็เลยทำให้สินค้าจีนหลายๆ อย่างเข้ามาแย่งตลาดไทยได้ง่ายนะคะ

ดังนั้นเราปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะ ว่าทุกวันเนี้ไทยเราอยู่ในการแข่งขันที่รุนแรงและรวดเร็วมากๆ ถ้าเราจะไปแข่งกับเขาเนี่ย เราต้องรู้ตัวและเราต้องพัฒนา ซึ่งหลักๆ ก็แบ่งออกเป็น 3 ด้านด้วยกันค่ะ

1. **ทรัพยากร:** ซึ่งเราต้องพัฒนาทั้งทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรบุคคล ด้วยเพื่อให้เข้มแข็งขึ้น ส่วนพวกอุตสาหกรรมที่เรามีอยู่เนี่ย ก็ต้องเพิ่มศักยภาพให้เราแข่งกับชาวบ้านได้ ซึ่งเราก็ยังมีช่องให้พัฒนาหลายอย่างนะคะ อย่างแรงงานไทยเนี่ย ก็ยังมองว่ายังพัฒนาทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลกได้ ยังพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้ ถ้าสมมุติว่าภาครัฐเข้ามาสนับสนุน หรือเราพัฒนาตรงนี้ได้เนี่ย แรงงานไทยก็จะเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น ส่วนด้านโครงสร้างนี่ก็เป็นอีกอย่างนึงที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคมขนส่ง ระบบการสื่อสาร ระเบียบ นโยบายที่ช่วยให้ทำธุรกิจต่างๆ คล่องตัวขึ้น และที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองค่ะ ที่มันต้องมีผลกระทบต่อธุรกิจแน่ๆ แล้วก็เป็นส่วนนึงที่นักลงทุนมองว่า นี่แหละจุดอ่อนของไทยค่ะ

2. **พัฒนาอุตสาหกรรมที่เรามีให้ดี:** คือมองไปเลยว่าอ่ะ ในปรัชญาอุตสาหกรรมที่เรามีอยู่เนี่ย มีอะไรที่เราปรับปรุงได้บ้าง คือโอเค การท่องเที่ยวเราดี แต่ถ้าสมมุติเกิดอะไรขึ้นมันกระทบทันทีไง ดังนั้นก็มีคนเสนอว่าเราควรจะพัฒนาการท่องเที่ยวเราให้กลายเป็นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนนะ คือเงินเนี่ยควรจะต้องเข้ามาที่ชุมชน เพื่อไปพัฒนาชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ ระบบสาธารณูปโภคก็ควรจะดีขึ้น หรือถ้าทำจนถึงขั้นที่คนในชุมชนเนี่ย สามารถผลิตสินค้าของตัวเองได้ มีรายได้ชุมชน โดยที่ไม่ต้องพึ่งนักท่องเที่ยวอย่างเดียวได้ยิ่งดี หรืออย่างในกรณีรถกระบะเนี่ย โอเค เราเป็นคนผลิต เป็นคนส่งออกเยอะก็จริง แต่ว่าตอนมันก็มีปัญหาว่าอ่ะ เริ่มมีรถไฟฟ้าเข้ามาตีตลาดใช่มั้ย? ไทยเราก็ต้องหาวิธีรับมือนะคะ เช่น อาจจะปรับฐานการผลิตเป็นผลิตรถไฟฟ้า หรือเปล่า? นอกจากนี้ เราก็ยังมีหลายอุตสาหกรรมนะคะ ที่ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเลียมกลั่น การผลิตยางและพลาสติก การแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงธุรกิจดูแลสุขภาพค่ะ ซึ่งการที่เราพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมาเนี่ย มันเหมือนมันลดความเสี่ยงอ่ะ จากการที่ธุรกิจเดิมๆ เราแบบทุ่มสุดตัวไปแล้ว เกิดอะไรขึ้นมันไปหมดเลยอ่ะ

3. **พัฒนาเพื่อรับมือกับการค้าโลก:** เช่น สงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกาที่รุนแรงขึ้นทุกที เพราะว่าต่อไปเรื่องการค้าโลกเนี่ย มันจะไม่ใช่แค่เรื่องภาษีนำเข้าส่งออกอะไรละ แต่มันจะไปเกี่ยวกับความขัดแย้งระดับโลกด้วย เช่น สงครามก็จะส่งผลต่อราคาทอง ต่อราคาน้ำมัน หรือบางทีเขามีความขัดแย้งกันในด้านการเมือง เขาก็ไปใช้มาตรการด้านการค้าไปกดดันอีกฝ่ายอย่างเงี้ย ถ้าศัพท์ทางวิชาการนะคะ อ่ะ ศัพท์วิชาการเขาจะเรียกว่า การทะเลาะกันภายใต้ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์กับภูมิเศรษฐศาสตร์นั่นเองค่ะ ดังนั้นธุรกิจไทยเนี่ย ก็ต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ต้องปรับตัวให้ยืดหยุ่น ต้องเข้าด้วยกับทุกสถานการณ์ พร้อมค้าขายได้กับทุกประเทศ

ประเด็นคือ แล้วอะไรล่ะที่จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ธุรกิจไทยก้าวข้ามแล้วก็ยืนหยัดได้ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นหรือว่าแย่ลง? คำตอบก็คือ การทำธุรกิจที่ได้มาตรฐาน หรือว่า Responsible Business Conduct ที่ธุรกิจเนี่ย ต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สิทธิแรงงาน เพื่อให้เราเนี่ย เดินไปในทิศทางเดียวกันกับมาตรฐานโลก รวมถึงการอาศัยข้อมูลแล้วก็สถิติที่น่าเชื่อถือมาช่วยตัดสินใจแล้วก็กำหนดทิศทางการพัฒนาธุรกิจให้ทันกับเทรนด์โลกนั่นเองค่ะ เมื่อมี 2 สิ่งเนี้ย มันจะทำให้เราค้าขายได้มากขึ้น ไม่ต้องยึดโยงกลุ่มประเทศกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

วิธีที่จะเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยแล้วก็พาธุรกิจของเราไปถึงจุดนั้นได้เนี่ยนะคะ ก็คือการเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตัวนี้เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญมากๆ ในการคิดค้นสร้างสรรค์แล้วก็แลกเปลี่ยนแนว นโยบายและแนวปฏิบัติที่ดีค่ะ เพื่อส่งเสริมความเจริญทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความเท่าเทียม และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของนานาประเทศ ตามวิสัยทัศน์ของเขาว่า Better Policies for Better Life

The OECD เนี่ยนะคะ จริงๆ ก็ตั้งมาตั้งแต่ปี 1961 ละ มีสมาชิกแรกเริ่มอยู่ทั้งหมด 20 ประเทศด้วยกัน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วก็ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มันก็เลยทำให้หลายๆ คนติดภาพว่า อ๋อ OECD เนี่ย เป็นคลับของคนรวยนะคะ เพราะว่ามันมีแต่ประเทศที่พัฒนาแล้วไง ถึงจะเป็นสมาชิกได้ ปัจจุบันเนี้ย OECD เนี่ยก็มีสมาชิกเพิ่มเป็น 38 ประเทศละ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประเทศในยุโรป มีประเทศในทวีปอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้อยู่บ้าง ส่วนในเอเชียเนี่ยนะคะ มีสมาชิกอยู่แค่ 2 ประเทศด้วยกัน คือเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นค่ะ แต่อันนี้ต้องบอกว่ามีอีก 8 ประเทศนะคะ ที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก และไทยกับอินโดนีเซียก็เป็น 2 ใน 8 ประเทศนั้น จะเห็นว่าปัจจุบันสมาชิกของ OECD เนี่ย มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้เป็นแค่คลับของคนรวยอย่างเดียวละ แต่ว่า เป็นคลับสำหรับประเทศที่อยากจะพัฒนาประเทศตัวเองให้เข้ามาอยู่รวมกันมากกว่า ค่ะ

ซึ่งโครงสร้างของ OECD เนี่ยนะคะ ก็จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ คณะมนตรี คณะกรรมการการ แล้วก็คนทำงานนะคะ โดยประเทศ OECD เนี่ยนะคะ ก็จะทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดทิศทางแล้วก็มาตรฐานของโลก ในทุกด้านเลยค่ะ ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ธรรมาภิบาล สิ่งแวดล้อม ดิจิทัล ภาษี แล้วก็ความโปร่งใส นะคะ ที่ผ่านมา OECD เนี่ยนะคะ ก็กำหนดมาตรฐานของโลกไปหลายอย่างละ แล้วเราเนี่ยก็มีส่วนร่วมถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ใช่สมาชิกแบบเต็มตัวนะคะ ยกตัวอย่างเช่น โปรแกรมการประเมินสมรรถนะนักเรียน มาตรฐานสากล ที่นักเรียนไทยต้องสอบกันตอนอายุ 15 หรือว่าตอน ม.3 นั่นแหละ ก็เป็นการวัดคุณภาพการศึกษาของประเทศนั้นๆ นะคะ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าเราควรจะปรับปรุง แล้วก็พัฒนาหลักสูตรอะไรยังไงบ้าง มีเรื่อง Global Minimum Tax ที่กำหนดให้บริษัทข้ามชาติระดับโลกที่มีรายได้รวมกัน 750 ล้านยูโรขึ้นไปต่อปีเนี่ยนะคะ จากทั่วโลกต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล อย่างน้อย 15% ในทุกประเทศที่เข้าไปดำเนินกิจการ ซึ่งเรื่องนี้เขาก็ทำขึ้นมาเพื่อป้องกันการแข่งกันลดภาษี แล้วก็การโยกย้ายกำไรจากที่นึงที่ภาษีเยอะเนี่ย ไปอยู่ในที่ที่ภาษีน้อยกว่า โดยไทยเราเนี่ยนะคะ ก็บังคับรับใช้ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มกราคมปี 2025 ค่ะ

ทีเนี้ย การที่ไทยเราเข้าร่วม OECD เนี่ยนะคะ เราก็จะได้ประโยชน์หลายด้านเลย ไม่ว่าจะเป็น 1 เลย คือเพิ่มความน่าเชื่อถือ คือพอไทยเราเข้าร่วมเนี่ย ก็แปลว่าเราได้มาตรฐานแบบสากล ก็จะทำให้ทั้งในและนอกประเทศเนี่ย เชื่อถือเรามากขึ้น ที่สำคัญเลยคือ ดัชนีการรับรู้การทุจริตของเราก็จะสูงขึ้น จากการที่เราปฏิบัติตามมาตรฐานของ OECD นะคะ ส่วน 2 ก็คือเข้าถึงข้อมูลและสถิติที่หลากหลาย คือประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วม OECD เนี่ย ก็จะไม่มีข้อมูลตรงนี้ไง ดังนั้นประเทศที่เป็นสมาชิกเนี่ย ก็จะสามารถรู้ก่อน รู้เยอะ รู้จริง ใครจะทำการค้าขายจะอะไรก็มีความรู้ แล้วก็สามารถวางแผนล่วงหน้าได้นะคะ เพราะว่าในยุคใหม่เนี่ยนะ อำนาจมันคือข้อมูลค่ะ ใครมีข้อมูลคนนั้นชนะ และ 3 เลยคือเสียงของไทยเราเนี่ย จะดังขึ้น เนื่องจากว่า OECD เนี่ยเขากำหนดมาตรฐานโลกใช่มั้ย การที่เราเข้าไปเป็นสมาชิกก็แปลว่า เวลาเขาจะกำหนดมาตรฐานอะไรสักอย่าง เราไม่ได้แค่ทำตามอย่างเดียว แต่ว่าเรามีสิทธิ์ไปนั่งอยู่ตรงนั้นด้วย มีสิทธิ์มีเสียงที่จะบอกว่า เอ้ย มาตรฐานนี้แบบนี้ดีกว่าแบบนั้นดีกว่า เราเห็นว่าอะไรสำคัญ เราอยากผลักดันอะไร หรืออันไหนที่มันมากระทบเราเนี่ย เราก็สามารถพูดตรงนั้นได้เลย

อย่างไรก็ตามนะคะ การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ OECD เนี่ย ก็มีเรื่องที่เราเนี่ย จำเป็นจะต้องทราบเหมือนกันค่ะ ก็คือพวก SME ของไทยเราเนี่ย ก็จำเป็นจะต้องปรับตัวให้ได้มาตรฐานของ OECD เหมือนกันนะ แต่เขาก็เชื่อกันว่า OECD เนี่ยจะเป็นประโยชน์กับทุกคนในระยะยาวแน่นอนค่ะ สำหรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD เนี่ย ทุกวันนี้เราก็อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกละ แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือแล้วก็กำลังใจจากทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ค่ะ โดยเราสามารถติดตามข่าวสารของเรื่องนี้ได้ผ่าน 1 เลยคือ เว็บไซต์ของสภาพัฒน์ที่วิวเคลื่อนให้ดูอยู่ตอนนี้ 2 TikTok ของแพน Plus เว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศและกฤษฎีกา ซึ่งเป็น 3 หน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ค่ะ

ถึงแม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเราจะไม่ได้อยู่ถึงขั้นแบบท็อป 10 นะ แต่ว่าเราก็ไม่ได้ป่วยหนักในขณะที่แบบรักษาไม่ได้ เรายังมีโอกาสพัฒนาอีกเยอะค่ะ และการเข้าร่วม OECD เนี่ย ก็จะทำให้ไทยเนี่ย สามารถเข้าถึงข้อมูลแล้วก็แก้ได้ถูกจุดอ่อน ซึ่งก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเนี่ย ฟื้นฟูกลับมาดีได้มากขึ้น ดันให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในลำดับที่สูงขึ้น แล้วก็เติบโตได้อย่างยั่งยืน ค่ะ

และทั้งหมดนี้นะคะ ก็คือเรื่องราวที่วิวเก็บมาเล่าให้ทุกคนฟัง ก็หวังว่าทุกคนจะชอบกันนะคะ ถ้าใครชื่นชอบคลิปนี้อย่าลืมกดไลก์เป็นกำลังใจให้วิว แล้วก็กดแชร์ เพื่อชวนเพื่อนๆ มาดูด้วยกันค่ะ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้านะคะทุกคน บ๊ายบาย สวัสดีค่ะ

เอาจริงๆ นะ เรื่องของเศรษฐกิจเนี่ย มันเป็นเรื่องที่ยากก็ยาก และบางทีเราฟังแล้วเราก็รู้สึกว่า นี่มันอะไรเนี่ย มันอะไรกับชีวิตฉัน มันเข้าใจยากจังเลย แต่ฟังเถอะค่ะ เพราะว่ามันก็เป็นเรื่องนึงที่เกี่ยวพันกับชีวิตพวกเรามากจริงๆ เพราะว่ามันอยู่ในทุกส่วน ทุกอย่าง ทุกการใช้ชีวิตของเราเลย ถ้าเศรษฐกิจมันดี ชีวิตเราก็ดีขึ้นนะคะ ดังนั้น การที่เรารู้ว่าเออ เศรษฐกิจไทยเรามันอยู่ตรงไหน อะไรยังไง และตัวเราเองอยู่ตรงไหนของเศรษฐกิจเนี่ย ก็น่าจะช่วยให้เราเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างได้ดีขึ้นค่ะ วันนี้ลาไปก่อนแล้วกันนะคะทุกคน บ๊ายบาย สวัสดีค่ะ