Transcription
เฮ้ยทำไมฉันรู้สึกว่าฉันโง่อ่ะ มันมีงานวิจัยนั้นจริงๆ ลองไปดูสัก 2 งานวิจัยแล้วผมว่าเป็นงานวิจัยที่น่าสนใจมากเลย
อันแรกจริงครับ ใช้ JNAI แล้วสมองจะเริ่มคิดน้อยลง เป็นงานวิจัยมาจาก MIT Media Lab เขางานถึงการศึกษาการทำงานของสมองร่วมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ กลุ่ม LLM ก็คือแชท GPT ด้วยการควบคุมการทำงาน แล้วเขาก็ไปวัดการทำงานของสมองด้วยเครื่อง EEEDG ตลอดเวลา แล้วก็เห็นเป็นแพทเทิร์นของสมองเลย เค้าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มครับ กลุ่มทดลอง 1 คนที่ใช้ LLM ก็คือใช้แชท GPT 2 คนที่ใช้แค่ค้นหาเว็บ (Google Search อะไรแบบนี้) และ 3 ก็คือไม่ให้ใช้อะไรเลย ก็คือคิดเองทั้งหมด ระหว่างการทำงานเนี่ย เค้าก็ให้ผู้เข้า ร่วมทดลองเนี่ยถูกวัดขึ้นสมองตลอดเวลา แล้วก็จะวิเคราะห์นะครับทางภาษา ดูว่าสิ่งเหล่านี้เนี่ย ไอ้แพทเทิร์นของสมองเนี่ย มันทำงานแค่ไหน แล้วก็สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วม ระดับการทำงานของสมองของกลุ่มต่างๆ เช่น จาก EEG เนี่ยจะแสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่คิดเองทั้งหมดนะ สมองเนี่ยทำงานมากสุด และลดลงครับเมื่อใช้ Search Engine จนต่ำที่สุดก็คือเมื่อใช้ LM ในช่วงท้ายของการทดลอง คือว่าง่ายๆ คือว่าเรียงนะ ถ้าเป็นคนคิดเองทั้งหมด สมองคุณทำงานเยอะจริง 2 ใช้ Search Engine ก็ทำงานน้อยลง แต่คนใช้ HGBT เนี่ยโอ้คิดว่าสมองทำงานน้อยจริงๆ
ทีมงานเนี่ยเขาก็เลยเริ่มทำอีกแบบนึงก็คือให้กลุ่มตัวอย่างสลับเครื่องมือครับ กลุ่มที่ใช้ LM มาก่อนเนี่ย แล้วต้องมาคิดเอง อ่า ตอนแรกใช้ GPT แล้วเปลี่ยนมาคิดเอง ผลออกมาคือมีการทำงานของสมองน้อยกว่ากลุ่มที่คิดเองมาก่อน แล้วค่อยมาใช้ LM นอกจากนี้กลุ่มที่ใช้ LM ยังมีแนวโน้มจะลืมว่าเขียนอะไรไปแล้ว แม้เพิ่งเขียนเสร็จไม่กี่นาทีตาย และผมก็เป็นเหมือนกันนะ บางทีมันกอเพสไงใช่มั้ย ยอมรับมาซะดีๆนะฮะ ในขณะเดียวกันครับ ผลการวิเคราะห์งานที่ได้จากการเขียนด้วย name entities recognition หรือ N ยังพบนะครับว่างานที่ที่ได้จากกลุ่มใช้ LLM นั้นมีความกระจุกตัวสูง เช่น สมมุติโจทย์เขาบอกว่าพูดถึงนักปรัชญา ไอ้คนที่ใช้ LM เนี่ยก็มักจะพูดถึง Plato อย่างนี้เป็นต้น ในขณะที่กลุ่มที่คิดเองทั้งหมดจะมีการพูดถึงชื่อต่างๆ กระจายตัวมากกว่า อ่า เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วกัน โดยสรุปจากงานวิจัยนี้นะ มีความเป็นไปได้ว่าไอ้การใช้ LLM เนี่ย หรือการใช้แชท GPT เนี่ย ระบบคิดหรือว่าการใช้สมองของเราเนี่ย มันมันจะน้อยลงกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้จริง อ่า แต่ไม่ได้ตีความว่าโง่ลงนะ เอาอย่างงี้ก่อนนะ แต่ว่าในแง่ของสมองแล้วกันนะครับ
มีอีกงานวิจัยนึงซึ่งอันนี้ทำได้น่าสนใจเช่นเดียวกัน เป็น The Impact of Generative AI on Critical Thinking Microsoft ครับ ได้เผยแพร่แรงงานนี้เนาะ รูปแบบการสำรวจทำแบบนี้ งานวิจัยได้สำรวจผู้ทำงานด้านความรู้กว่า 319 คน เข้าใจว่า Gen AI ส่งผลอย่างไรต่อการคิดเชิงวิพากษ์ก็คือการตั้งคำถาม Critical Thinking ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมาก มี 2 มุม มุมของคนที่คิดน้อยลงและมุมของคนที่คิดมากขึ้น เฮ้ย อ้าว แสดงว่ามันขึ้นอยู่กับคนแล้วสิ อ่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าไอ้ตัว AI สักเท่าไหร่นะ เอามุมคนที่คิดน้อยลงก่อน
เค้าบอกว่า 1 Gen AI เนี่ยช่วยประหยัดแรงคิด แต่มันทำให้เราคิดน้อยลงจริงๆ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่นะ รู้สึกว่าพวกเขาใช้ความพยายามทางสมองน้อยลงมากเมื่อใช้ GNI โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานที่เกี่ยวข้องกับความรู้ความเข้าใจและการวิเคราะห์ มากกว่า 70% รู้สึกว่าใช้ความพยายามน้อยลง หรือน้อยลงมาก และคนที่มั่นใจใน AI สูงมากๆ ก็คือเชื่อมันเต็มประตูเลยว่าน้องดีที่สุดแล้ว มักจะคิดน้อยลง โดยเฉพาะงานที่ไม่เสี่ยงมาก หรือเป็นงานประจำ นักวิจัยเตือนเลยครับว่าการใช้ AI อย่างวางใจเกินไป อาจทำให้เกิดการพึ่งพาเกินพอดี ซึ่งในระยะยาว มันจะลดทอนทักษะการคิดชวิภาคและการแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตามครับ แม้กว่า 70% จะรู้สึกว่าพวกเขาใช้ความพยายามน้อยลง แต่ยังมีอีกมุมนึงครับ มีคนอีกจำนวนนึงประมาณ 30% บอกว่าฉันคิดมากขึ้น อ่า ยังไง ลองไปดูต่อ การศึกษาพบ 2 ข้อค้นพบสำคัญครับ สำหรับคน ที่ใช้ JNI แล้วตอบแบบสอบถามหรือให้สัมภาษณ์ว่า เฮ้ยไม่จริง ฉันใช้แล้วฉันคิดมากขึ้น
1 ความมั่นใจในตัวเองเคี้ยวกับคิดมากขึ้น คือถ้าเป็นคนที่เขามั่นใจในทักษะของตัวจริง คือเค้ารู้ว่าเค้ามีทักษะอะไร เค้ามีทักษะอะไร และเค้ารู้ว่าเค้ามีสิ่งนี้อยู่ในตัว เขาจะคิดมากขึ้น และใช้ความพยายามมากขึ้น โดยเฉพาะในกระบวนการประเมินผลลัพธ์ของ AI ว่าใช้งานได้จริงหรือไม่ พวกเขาจะไม่เชื่อ AI แต่จะตั้งคำถาม ตรวจสอบ และปรับปรุงคำตอบที่ได้ โดยสรุปข้อแรกคือความมั่นใจในตัวเอง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ AI อย่างรอบคอบ คือเชื่อในศักยภาพภาพของมนุษย์ นั่นหมายความว่าตัวเขาก็ต้องเก่งพอสมควรนะ
2 AI ไม่ได้แทนที่การคิดเชิงวิพากษ์ แต่เปลี่ยนรูปแบบของมัน ฟังดีๆครับ ผมว่าข้อนี้เป็นข้อที่น่าสนใจมาก มันไม่ได้แทนที่นะครับ แต่มันเปลี่ยนรูปแบบ แม้ว่า AI จะลดความพยายามในบางขั้นตอน แต่มนุษย์ก็ต้องคิดอย่างรอบคอบในขั้นตอนอื่นๆ งานวิจัยพบว่ากระบวนการคิดเชิงวิพากษ์กำลังเปลี่ยนไปในรูปแบบใหม่ เช่น 3 แบบครับ
1 Prompting ครับ การตั้งเป้าหมายและออกคำสั่ง เช่น คิดว่าจะสื่อสารยังไงให้ AI สร้างภาพตามจินตนาการได้ เรื่องนี้ยังไงก็สำคัญ ถูกมั้ฮะ คือมันเปลี่ยนรูปแบบแล้วมันมาอยู่ตรงนี้ว่าใครพร้อมเก่งกว่า คือคนที่รู้ว่าฉันอยากได้อะไรนะ เป้าหมายฉันคืออะไรนะ
2 การตรวจสอบผลลัพธ์ หรือว่า Inspection ตรวจว่า AI ให้ข้อมูลถูกต้องไหม อ้างอิงจากแหล่งไหน คือในอดีตเราอาจจะใช้กระบวนการนี้ไม่เยอะ แต่พอมี AI เนี่ย การตรวจสอบผลลัพธ์สำคัญมากๆ และนั่นทำให้เราคิดมากขึ้น ไม่ได้คิดน้อยลงนะครับ
และอันที่ 3 รูปแบบนี้ที่น่าสนใจมากก็คือ Integration การบูรณาการ เลือกสิ่งที่ใช้ได้จาก AI แล้วปรับให้เข้ากับงานของตัวเอง เช่น ปรับโทนภาษาให้เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น คือไม่ได้ช่วย AI ทั้งหมด ตรวจแล้วอย่าลืมบูรณาการกับบริบทจริง งานของตัวเองจริงจริงๆ ลูกค้าของตัวเอง คุณจริงๆ มิฉะนั้น AI มันก็จะเป็นสิ่ง ที่ทำมาเป็นแพทเทิร์นเฉยๆ ตัวอย่างนึงจากงานวิจัยระบุครับว่า ผู้ใช้งานบางคนต้องปรับเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นเกือบทั้งหมด เพื่อให้ตรงกับบริบทจริง หรือประเทศที่เขาทำงานอยู่ เพราะฉะนั้นในกลุ่มนี้จริงๆ ใช้เป็นเครื่องมือแล้วก็คิดมากขึ้น
ทั้งหมดนี้แปลว่าอะไร แปลว่าอะไร Microsoft สรุปแบบนี้ มันคือการเปลี่ยนแปลง 3 สิ่งที่เราต้องตระหนักรู้ครับ เมื่อ AI สร้างความรู้ให้เราได้ ภาระงานของเรากำลังเปลี่ยนแล้วครับทุกท่าน
1 เปลี่ยนจาก information gathering การรวบรวมข้อมูล กลายเป็นการ information verification คือการตรวจสอบข้อมูล แตกต่างแล้วนะครับ อดีตเราเข้าห้องสมุดไปรีเสิร์ช ตอนนี้เราใช้ Google research เราไปสัมภาษณ์คนเพื่อรีเสิร์ช วันนี้เริ่มเปลี่ยนแล้ว เพราะ AI ทำแทนได้ เราจะต้องเป็นคนตรวจสอบข้อมูลแทน
2 จากแค่การแก้ไขปัญหา เป็นการเลือกใช้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม From problem solving to response integration เห็นมั้ครับ คือการเลือกใช้ผลลัพธ์ที่บูรณาการที่เหมาะสม เพราะอะไร เพราะ AI มันบางครั้งมันช่วยเราแก้ไขปัญหาได้ มันรู้ frame work มันรู้ข้อมูลทั้งโลก มันเห็นการแก้ปัญหาเป็นแพทเทิร์นมานานมาก มันเสนอ Solution ให้เราได้ในบางครั้ง แต่มันจะไม่ใช่ Solution ที่ดีที่สุด มันจะไม่ใช่การแก้ไขปัญหาดี ที่สิ่งที่เราต้องเปลี่ยนคือจากการแก้ไขปัญหากลายเป็นเลือกใช้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม
และสุดท้าย From task execution to task stip ผมว่านี่คือคีย์เวิร์ดเลยนะฮะ คือการเปลี่ยนจากการลงมือทำเอง เป็นการจัดการคำสั่งควบคุมและตรวจสอบ AI ครับ มาแล้วครับ AI agent ไง ผมจะต้องเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นนักเขียน กลายเป็นบก.แล้วครับ นี่คือสิ่งที่ผมพูดในทีม Standard ทุกคนที่เป็นนักเขียนต้องเปลี่ยนตัวเองกลาย เป็นบก. เพราะคุณจะมีนักเขียนที่ใช้ AI ทำแทนได้ แต่คุณจะต้องจัดการคำสั่งพร้อมให้ถูก ควบคุมมันและตรวจสอบ AI
โดยสรุปนี่คือ 3 เปลี่ยนที่เราต้องตระหนักรู้ เพราะฉะนั้นบางคนเลยกล่าวว่า การสร้างภาพด้วย AI ง่ายก็จริง Generate พวกวดีโอหรือว่า Image แต่ยากที่จะต้องคิดว่าจะสั่งให้มันวาดอะไร และตรวจให้แน่ใจว่ามันเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการนั่นเองอ่ะ จุดตัดครับ ระหว่างคนที่คิดและไม่คิดอ่ะ เมื่อกี้เราเห็นแล้วนะ เพราะฉะนั้นโดยข้อสรุปอันนึงที่เราเห็นแล้วก็คือ มันอยู่ที่คนครับ เราโทษ AI ไม่ได้ว่าทำให้เราโง่นะ มันอยู่ที่คนนะ จุดตัดระหว่างคนที่คิดและไม่คิดแล้วกัน
แรงจูงใจทำให้คนยังคงคิดเชิงวิพากษ์ ได้แก่
1 เราต้องการให้มีคุณงานที่มีคุณภาพสูง ถ้าคนแบบอยากทำให้มันดีที่สุดเนี่ย เขาจะไม่ปล่อย เขาจะคิดเยอะ
2 ความเสี่ยงของข้อผิดพลาด เขาจะไม่ยอมปล่อยเช่นเดียวกัน เขารู้ว่า AI มันไม่ได้ perfect มันผิดได้ ไอ้น้องเนี่ยมันก็ต้องเทรนมันนะ
และ 3 เขารู้ว่าเค้าต้องการพัฒนาทักษะตัวเอง ครับ ผมอยากเน้นข้อนี้เยอะๆเลยนะ ถ้าเราไม่ อยากพัฒนาทักษะตัวเองเราอ่ะจะไม่คิด แต่ถ้าเราอยากเรียนรู้ เราจะสงสัยว่า เออ ทำไมมันตอบเรามาเป็นแบบนี้ เฮ้ย ทำไมมันตอบคำถามแบบนี้ที่ไม่เหมือนกับเรา เราจะอยากเรียนรู้เพิ่มเติมนั่นคือแรงจูงใจ
อุปสรรคครับ อุปสรรคที่ขัดขวางนะ ที่ทำให้คนที่ไม่ค่อยคิดนะ
1 เห็นว่างานไม่สำคัญ
2 ขาดเวลาหรือไม่ใช่ความรับผิดชอบโดยตรง และ
3 ครับ ไม่มีทักษะเฉพาะในการตรวจสอบ AI หรือปรับปรุงผลลัพธ์นั่นเอง
เพราะฉะนั้นทุกท่านครับ โดยสรุปจากงานวิจัยนะ มันบอกชัดเจนแล้วนะครับว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับ AI ครับ มันขึ้นอยู่กับตัวคุณครับ ถ้าคุณใช้แบบผิดๆ โดยไม่เข้าใจหลักการ ก็มีสิทธิ์โง่ลงได้จริงๆ ครับ ไม่ใช่เพราะ AI ทำให้คนโง่ แต่เพราะคนนั่นแหละไม่คิดก่อนใช้
ผมก็เลยอยากจะมี key Take away มาให้แล้วกันนะครับ เป็นแลกเปลี่ยนแนวคิดนะ ไม่ได้บอกว่าเป็นสูตรสำเร็จนะ แต่ว่าผมว่าจะทำให้ทุกคนเนี่ยไม่โง่ลงนะฮะ 5 ข้อง่ายๆเลยครับ เอาไปใช้กับลูกคุณก็ได้นะ เอามาใช้กับตัวเองก็ได้นะ ใช้ AI แบบไม่ให้โง่และเก่งขึ้นทุกครั้งที่ใช้
1 ถามอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่แค่ให้ช่วยคิดแทน เช่น ช่วยคิดหัวข้อนี้ให้หน่อย ไม่ใช่แบบนี้ครับ ต้องถามว่า เช่น ผมอยากทำหัวข้อเกี่ยวกับการศึกษาเศรษฐกิจ ที่จะเชื่อมกับอนาคตของอีสาน ช่วยแตกเป็น 3 ไอเดียพร้อมจุดขายกลุ่มเป้าหมายได้มั้ย ทำไมข้อนี้ถึงสำคัญ เพราะถ้าคุณไม่คิดก่อนเลย AI จะเดาทางผิด และคุณก็ไม่ได้ฝึกคิดตาม ถึงบอกว่าคนที่จะใช้ AI ได้ดีคือคน ที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรครับ มั่นใจในทักษะตัวเอง มีโจทย์ที่ชัดเจน เพราะฉะนั้น ถามอย่างมีเป้าหมาย อย่าโยนความรับผิดชอบให้มันหมด
2 อ่านผลลัพธ์อย่างวิจารณ์ แต่ อย่าเชื่อ ลองถามตัวเองเสมอ จากคำตอบที่มันตอบมา ใบแอมั้ย อิงข้อมูลจากอะไรวะเนี่ย เรามีข้อมูลที่ตรงข้ามหรือไม่ เพราะทำไมถึงสำคัญ AI เก่งแต่มันไม่สมบูรณ์ครับ การเชื่อทุกอย่างที่มันตอบนั่นก็กับว่าเรา ยอมมันเป็นที่เรียบร้อย มันปิดโอกาสในการเรียนรู้ของเรา ข้อนี้สำคัญมาก แล้วผมว่าเด็กยุคใหม่หลังจากเนี้ยจะต้องมี Critical Thinking เรื่องนี้มากๆ ว่าอย่าเชื่อ AI เพราะ AI มันก็แค่กินข้อมูลของโลกมาทั้งหมดที่อยู่บนดิจิตอล แต่มีอีกมากมายที่ไม่ ได้อยู่บนโลกดิจิตอลนั้น อย่าเชื่อมันครับ
3 ครับ ใช้เป็นเครื่องมือต่อยอดความรู้ ไม่ใช่ย่อให้มัน shortcut เฉยๆ ผมว่าอันนี้สำคัญที่สุดเลยนะ คือเราต้องใช้เครื่องมือเป็นต่อยอดความรู้ ไม่ใช่ใช้มันเป็นแค่ทำให้มันเป็นความรู้แทนเรา เช่น อะไรเราต้องใช้ให้มันช่วยทำสิ่งนี้ สรุปสิ่งที่คุณอ่านไม่เข้าใจ แล้วคุณอ่านให้มันเข้าใจมากขึ้น ไฟล์ PDF ยาวๆ เป็นงานวิจัย เป็นงานสรุป เป็นข้อสอบอะไรต่างๆ คุณให้มันช่วยสรุป แล้วคุณอ่านให้มันเข้าใจมากขึ้น มันช่วยต่อยอดความรู้นะครับ แต่ถ้าคุณยังไม่ อ่านมัน หรือเอาอันนั้นไปทำเลย คุณก็จะไม่เข้าใจเรื่องนั้นอยู่ดี
2 แตกประเด็นให้คุณต่อยอด คือมันมีประเด็นมาแล้วเนี่ย เราใช้มันต่อยอดได้มั้ย เราคิดต่อได้มั้ย เอาเป็นเครื่องมือในการช่วยคิด และ
3 ช่วยทวนความเข้าใจของคุณได้ จากสิ่งที่มันตอบเรามา เพราะฉะนั้นยิ่งคุณฟีดความคิดคุณไปเท่าไหร่มันก็จะตอบกลับให้คุณฉลาดขึ้นเท่านั้น
ส่วน C ครับ ให้ฟีดแบคกับ AI ตลอดเวลา โดยเฉพาะถ้าเป็นน้อง AI ที่เราสมัครสมาชิกไว้เนาะ มันจะรู้จักเราเนาะ เช่น พิมพ์กลับตอบไปว่า เอ้ย ตอนนี้มันยังลึกไม่พอ นะ เพิ่มตัวอย่างของธุรกิจจริงได้มั้ย หรือมีกรณีของไทยมาเทียบกับต่างประเทศแบบนี้มั้ย ยิ่งคุณตั้งคำถามแล้วก็ฟีดแบคคุณจะยิ่งแหลมคม ความคิดของตัวเองไปด้วย และปกติผมว่าเราไม่ค่อยทำสิ่งนี้กันในโลกความเป็นจริงด้วยซ้ำนะ เพราะบางทีเรากลัวโง่ครับใช่มั้ย มีคนๆนึงเคยพูดกับผม ผมชอบมากเลย เค้าบอกว่า การที่คุณโง่แค่ครั้งเดียว คือถามคำถามโง่ๆออกไป หลังจากนั้นคุณจะฉลาดตลอด แต่ถ้าคุณไม่กล้าถามคำถามแบบนั้นออกมา คุณจะโง่ตลอดไป AI ให้โอกาสนี้กับคุณแล้ว เพราะคุณไม่ต้องกลัวว่าคุณจะโง่ฮะ คุณถามมันไปได้เลยแบบโง่ๆเนี่ย มันตอบกลับมาได้ งั้นต้องฟีดแบคกับ AI ตลอดเวลา
สุดท้ายครับ แล้วผมคิดว่าเป็นข้อที่สำคัญที่สุดเลยครับ จงใช้ AI เพื่อคิดร่วม ไม่ใช่คิดแทน ผมจะย้ำประโยคนี้อีกครั้งนะครับ จงใช้มันเพื่อคิดร่วม ไม่ใช่คิดแทน ใช้มันเป็น co intelligence ไม่ใช่ให้มันกลายเป็น intelligence ของเรา ไม่งั้นจะมีมนุษย์ไว้ทำไม มองมันเป็นคู่คิดที่ดี เหมือนคุณมีที่ปรึกษาอยู่ข้างตัว แต่มันก็ไม่ได้ถูกเสมอ และเรายังไงก็ต้องคิดด้วย ไม่ใช่ให้ปล่อยให้มันคิดคนเดียว คุณจะไม่โง่ลงเลยครับ ถ้าคุณคิดก่อนใช้ คุณถามให้ลึก คุณอ่านอย่างวิเคราะห์ให้เข้าใจ และต่อยอดบทสนทนา ไม่จบที่บรรทัดแรก
ฉะนั้นโดยสรุปครับ สิ่งที่มามอบไว้เป็นไอเดียเนาะ ใช้ AI ยังไงไม่ให้โง่
1 ถามยังมีเป้าหมาย ไม่ใช่แค่ช่วยคิดแทน พร้อมดีๆนะ
2 อ่านผลลัพธ์อย่างวิจารณ์ ไม่ใช่แค่เชื่อ
3 ใช้มันเป็นเครื่องมือในการต่อยอดความรู้ ขยายสมองของคุณ ไม่ใช่ย่อแบบ shortcut
4 ให้ฟีดแบคกับ AI ตลอดเวลา เพื่อให้คุณนั้นฝึกคิดฝึกตั้งคำถาม และ
5 ใช้ AI เพื่อคิดร่วม ไม่ใช่คิดแทน
สรุปก็คือ คิดก่อนใช้ วิเคราะห์หลังใช้ และเรียนรู้ระหว่างใช้ เครื่องนี้เป็นเครื่องมือที่มีทั้งบวกและลบนะครับ อยู่ที่คุณจะเอาไปใช้มันอย่างไร แต่ผมเชื่อมาก ถ้าคุณใช้มันถูกทาง คุณจะไม่ใช่แค่ป้องกันตัวเองไม่ให้โง่ลงเท่านั้น คุณจะขยายขอบเขตของสมองและฉลาดแบบไม่มีที่จำกัด และมันจะเป็นใช้ AI แล้วรู้สึกว่าฉลาดแบบไร้ขอบเขต
สวัสดีครับ [เพลง] The Secret sauce สวัสดีครับผมเคนนครินทร์ และนี่คือ The Secret Sauce >> What's your secret? ใช้ AI อย่างไรไม่ให้โง่ครับ โห พูดตรงมากเลยนะกับตอนนี้นะ แต่เป็นตอนที่ผมอยากจัดมากเลย เพราะผมก็กลัวโง่เหมือนกันนะฮะ คือต้องยอมรับว่าหลังๆ เนี่ยคนใช้ AI เยอะมากนะครับ โดยเฉพาะแชท GPT J9 อะไรต่างๆ แล้วมันเริ่มมีเสียงบอกแล้วว่า เฮ้ย ทำไมฉันรู้สึกว่าฉันคิดน้อยลงวะ เฮ้ย ทำไมฉันรู้สึกว่าฉันโง่อ่ะ คือเหมือนกับแต่ก่อนเนี่ย เราคิดเองไง ว่าเราจะทำอะไร เราจะเขียนหนังสือ เราจะทำการตลาด เราจะสร้างแคมเปญอะไรต่างๆ คิดกลยุทธ์เรา เราคิดจากศูนย์ เราคิดด้วยตัวเอง แต่วันเนี้ย ถามแล้วมันต้องยอมรับว่า AI มันมันโคตรเก่งเลยใช่มั้ย แล้วมันทำให้บางที อ้าว เธอคิดมาแล้วนี่ งั้นฉันก็กอเพสแล้วกัน ฉันก็ไม่ต้องคิด วันนี้จะมาชวนคิดว่ามันทำให้เราโง่ลงจริงหรือเปล่า และถ้าจะใช้แบบไม่ให้มันโง่เนี่ย คือเราเนี่ยไม่โง่เนี่ย จะต้องทำยังไงนะครับ ไม่ได้ว่าใครโง่นะ เอาผมไอ้ตรงนี้ก่อนนะ แต่ว่ามันมีงานวิจัยนั้นจริงๆ ลองไปดูสัก 2 งานวิจัยแล้วผมว่าเป็นงานวิจัยที่น่าสนใจมากเลย