📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

คู่มือเอาชนะ ภาวะสติแตก | หนังสือ Complete Self-Help for Your Nerves | Podcast Ep.136

The BookTeller21:24

Transcription

The Book Teller Podcast ในตอนนี้ครับ อยากชวนคุณผู้ฟังมารู้จักหนังสือเล่ม 1 ที่ไม่ใช่คู่มือทางจิตวิทยาแบบหนักๆ แต่เป็นเหมือนเสียงปลอบโยนที่พูดคุยกับเราเบาๆ ในวันที่อ่อนล้าทั้งกายและใจ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในสภาวะวิตกกังวล คิดเยอะ สติแตก หรือสภาวะต่างๆ ที่อธิบายไม่ถูก กับหนังสือคลาสสิคที่มีชื่อว่า "คู่มือเอาชนะภาวะสติแตก" หรือ "Compete self for your nerves" หนังสือที่ไม่ได้สอนให้เราต้องเข้มแข็ง แต่แนะนำให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเอง โดยไม่ต้องต่อต้าน และกลับมาฟังเสียงของตัวเองอย่างอ่อนโยนอีกครั้งหนึ่ง

[เพลง]

หนังสือ "คู่มือเอาชนะภาวะสติแตก" เขียนโดย ดร. CL Week ครับ เธอเป็นจิตแพทย์ชาวออสเตรเลียที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกแนวทางการบำบัดอาการวิตกกังวลและแพนิค หนังสือเล่มนี้เธอเขียนขึ้นมาโดยอาศัยประสบการณ์ในวงการกว่า 30 ปีครับ จนเรียกได้ว่าเป็นคู่มือคลาสสิคของการบำบัดอาการวิตกกังวลและแพนิค

ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่าความกังวล ความคิดมาก ความคิดเยอะ หรืออาการแพนิค คืออาการป่วยทางระบบประสาท ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลหรือน่าอับอาย แต่เป็นสภาวะที่ร่างกายและจิตใจอ่อนล้าจากความเครียดที่สะสมมาเป็นเวลานาน

ตามปกติแล้ว กลไกของระบบประสาทของเรามี 2 ส่วนหลักครับ 1 คือระบบประสาทที่ควบคุมได้ ซึ่งมันควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายตามที่เราสั่งการ 2 คือระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ปอด และกระเพาะอาหาร ซึ่งระบบนี้จะตอบสนองต่ออารมณ์ของเราโดยตรง

เมื่อคนเราต้องเผชิญกับความกลัวหรือความเครียด ระบบประสาทอัตโนมัติจะทำงานเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสู้หรือหนี โดยหลังฮอร์โมน adrenaline ออกมา ทำให้หัวใจของเราเต้นเร็ว เหงื่อออกง่าย หรือรู้สึกปั่นป่วนในท้อง ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกาย แต่ปฏิกิริยาเหล่านี้ก็อาจจะส่งผลทำให้เกิดเป็นวงจรแห่งความกลัวขึ้นได้

ซึ่งวงจรนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อคนที่มีภาวะร่างกายอ่อนแอหรือไวต่อความเครียดอยู่แล้ว เริ่มกลัวอาการทางกายที่เกิดขึ้น ความกลัวนี้จะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่ง adrenaline ออกมามากขึ้นอีก ทำให้การอาการรุนแรงขึ้น และยิ่งเพิ่มความกลัวมากขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรในความกลัว ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของอาการป่วยทางระบบประสาท

ประมาณว่าเราเจอเรื่องหนักๆ เราก็เครียด เราก็ทุกข์ ระบบประสาทอัตโนมัติก็ยังจะมาตื่นตัวอีก ใจเต้นแรง หายใจไม่สะดวก ปวดหัว รู้สึกอ่อนล้า เราก็ยิ่งเครียดเข้าไปอีก คูณ 2 เลยทีนี้ อะไรนิดหน่อยก็ทำให้เราหัวเสียและเป็นทุกข์หนักกว่าเดิม สิ่งนี้ครับ ก็จะวนเป็นวงจรของความกลัวนั่นเอง

ซึ่งโดยปกติ วงจรความกลัวมักจะทำให้คนเรานั้นเกิดอาการล้า 6 แบบ คือ

1. **ความล้าจากความกังวล:** ความกังวลเป็นพลังงานที่สิ้นเปลืองมาก แม้ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นจริงๆ แต่การกังวลซ้ำซาก ทั้งกับสิ่งที่เคยเกิด หรือยังไม่เกิด จะดึงพลังชีวิตของเราออกไปเงียบๆ เหมือนการเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ทั้งวัน เรามักไม่รู้ตัวว่าเราเหนื่อยเพราะคิดมาก หากเราปล่อยประละเลยครับ ยังคิดกังวลไม่หยุดเลย สิ่งนี้อาจจะนำเราไปสู่สุขภาพที่แย่ได้

2. **ความล้าของกล้ามเนื้อ:** ร่างกายที่อยู่ในภาวะเครียด หมดตื่นตัวตลอดเวลา มักมีอาการเกร็งโดยไม่รู้ตัว เช่น บ่าไหล่ กลาม หรือท้องแข็งตึง หรือหลั่งอาการล้า ระดับนี้ไม่ได้หายด้วยการนอน 1 คืน เพราะกล้ามเนื้อไม่เคยได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง มันจะสะสมจนรู้สึกเหมือนหมดแรงง่ายๆ แม้ไม่ได้ใช้แรงก็ตาม

3. **ความล้าทางอารมณ์:** เหมือนเราใช้ความพยายามตลอดเวลาเพื่อกลบความรู้สึก หรือควบคุมความกลัว ความโกรธ ความเศร้า ความผิดหวัง โดยที่เราไม่แสดงออกมา สิ่งเหล่านี้ครับ บั่นทอนหัวใจทีละน้อย จนกลายเป็นความรู้สึกด้านชา เหนื่อย และขาดแรงจูงใจ ขาดความกระตือรือร้น แม้แต่กับสิ่งที่เราเคยรัก

4. **ความล้าทางสมอง:** สมองที่คิดวน คิดลบ และตั้งคำถามซ้ำๆ ว่า "ทำไมฉันยังไม่หาย" หรือ "ทำไมฉันถึงแย่แบบนี้" หากเราคิดแบบนี้เป็นประจำครับ สมองจะล้าและไม่สามารถโฟกัสหรือคิดอย่างมีเหตุผลได้ มันจะมักรู้สึกเบลอๆ หลงลืมง่ายๆ คิดช้า หรือมีความรู้สึกเหมือนตัวเองไม่เป็นตัวเอง

5. **ความล้าทางจิตวิญญาณ:** เป็นความรู้สึกแปลกๆ ว่าชีวิตนั้นหมดความหมาย ไม่รู้ว่าจะมีพรุ่งนี้ไปเพื่ออะไร ไม่รู้จะใช้ชีวิตอยู่ไปทำไม คล้ายแสงในใจนั้นถูกหลี่ลง เหมือนมีความรู้สึกว่าหัวใจไร้แรงหวัง หรือรู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินคำบรรยาย

6. **ความล้าจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ:** การกลัวว่าจะป่วย หรือเชื่อว่าตนเองนั้นมีโรคร้ายซ่อนอยู่ตลอดเวลา แม้จะตรวจแล้วก็ไม่ไว้วางใจ สิ่งนี้เป็นความล้าชนิดหนึ่งที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด เพราะใจของเราไม่ยอมพัก แม้กายจะไม่เจ็บจริง

ผู้เขียนบอกว่าอาการล้าทั้ง 6 แบบนี้ครับ เกิดขึ้นได้กับคนเราแทบทุกคน และมันเป็นเรื่องปกติ เมื่อเราต้องรับมือกับเรื่องทุกข์ใจ เรื่องเครียดต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ร่างกายก็จะมีอาการล้าแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งอาการล้าเหล่านี้ครับ จะทำให้เรานั้นพร้อมระเบิดออกมาทันที เมื่อมีการกระตุ้นเพียงเล็กน้อย หรือพูดง่ายๆ ว่าอาการอ่อนล้าแบบนี้ ทำให้เราอยู่ในภาวะไวต่อการกระตุ้น

สิ่งนี้เองครับ ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะวิตกกังวล ความเครียดเรื้อรัง อาการแพนิคต่างๆ ตามมา ยกตัวอย่างเช่น คนที่แบบเจอภาวะเครียดทั้งเรื่องเงิน เรื่องงาน ใช่มั้ยครับ เค้ากำลังรู้สึกแย่ไปในแต่ละวันๆ พอมาเจอคนที่พูดจาไม่เข้าหู หรือมาพูดบางสิ่งที่สะกิดใจของเขา เขาก็อาจจะระเบิดอารมณ์ออกมาได้ง่ายๆ แม้ปกติแล้วเค้าคนนั้นจะไม่ได้เป็นคนแบบนี้ก็ตาม

ซึ่งอาการล้าทางกายและใจต่างๆ นี้ครับ เมื่อมันดำเนินต่อไปโดยไม่ดีขึ้นเลย หากเราจมปลักอยู่กับมันไปเรื่อยๆ มันก็จะทำให้เราขาดความกระตือรือร้น และเปลี่ยนเป็นอาการซึมเศร้าได้ง่ายๆ กลายเป็นวังวนที่ขังเราไว้กับความทุกข์ทรมานแบบไม่รู้จบ

เหตุผลที่ผู้เขียนเธอยกสิ่งเหล่านี้มาพูดกับเราก็เพราะเพื่อให้เราได้เข้าใจวังวนของความอ่อนล้า ความเจ็บปวดทางระบบประสาทที่มักเกิดขึ้นกับเรา เพราะหลายคนมักไม่เชื่อว่าความทุกข์นั้นเป็นผลลัพธ์มาจากประสาทที่ไวต่อปฏิกิริยาแบบเกินจริง

เธอ บอกว่าถ้าหากคนเราหลุดพ้นจากอิทธิพลของความเครียด ความทุกข์ ความกังวลที่เกิดขึ้นได้ อาการต่างๆ ก็จะดีขึ้น

ซึ่งหัวใจสำคัญที่จะทำให้เรานั้นดีขึ้นได้ก็คือตอนที่เราเริ่มเปิดใจรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น เมื่อเรามีอาการวิตกกังวล แพนิค เครียดสะสม อันดับแรกเราไม่ควรมองตัวเองว่าตัวเองนั้นแย่ หรือมองตัวเองในด้านลบ เราไม่ใช่ตัวร้าย เราไม่ได้ทำตัวแย่ มันก็แค่ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกายที่ไวต่อความเครียด เมื่อความเครียดนั้นหายไป ร่างกายจะค่อยๆ เยียวยาตัวเองได้ตามธรรมชาติ

เธอยังกล่าวต่อไปว่า คนเราสามารถทลายวงจรเหล่านี้ พัฒนาตัวเอง และฟื้นฟูตัวเองให้กลับมามีชีวิตที่สงบสุข รับมือกับความทุกข์ ความเครียดในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ด้วยแนวทางการบำบัด 4 ขั้นตอนสู่การฟื้นฟู ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียบง่าย แต่กลับมีความลึกซึ้ง และเปลี่ยนแปลงอาการเหนื่อยล้าทางกายและใจของเราได้เป็นอย่างดี

แนวทางบำบัด 4 ขั้นตอนเพื่อนำทางเราออกจากวังวนแห่งความอ่อนล้าต่างๆ มันคือการเปลี่ยนท่าทีของเราจากการเป็นศัตรูที่ต้องต่อสู้กับสิ่งที่ตัวเองเป็น มาเป็นเพื่อนที่ต้องทำความเข้าใจ

**ขั้นตอนที่ 1 ครับ คือการเผชิญหน้า** นี่คือประการด่านแรก และสำคัญที่สุดเนี่ยนะครับ คำคำว่าเผชิญหน้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการลุกขึ้นไปท้าตีท้าต่อยกับความกลัว ความเครียด ความกังวลเนี่ยนะครับ แต่มันคือการหยุดวิ่งหนีได้แล้วนะ

โดยปกติแล้ว เมื่อเราเครียด กังวล และเริ่มรู้สึกใจสั่น หายใจไม่อิ่ม หรือปั่นป่วนในท้อง สัญชาตญาณแรกของเราก็คือการหนีใช่มั้ยครับ เราอยากให้ความรู้สึกนี้หายไปเดี๋ยวนี้ เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย เราไม่อยากรับรู้มันเลย แต่ผู้เขียนบอกให้เราทำตรงกันข้ามครับ คือให้เรานั้นหยุด และมองมันอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าให้เรานั้นเข้มแข็ง แต่หมายถึงการเปิดใจรับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางระบบประสาทที่เกิดจากเส้นประสาทที่อ่อนล้า มันไม่ได้อันตราย และมันก็จะผ่านไป

เธอไม่แนะนำให้เรานั้นไปบอกตัวเองว่า "อย่ากลัว" หรือ "คิดบวกไว้สิ" แต่ให้เราเห็นอาการเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เติมเรื่องราวหรือความตื่นตระหนกลงไป แบบว่า "อ้อ ตอนนี้ใจของเรากำลังเต้นแรงสิ นะ มือเริ่มเย็นๆ แล้วก็มีเหงื่อซึมออกมานิดหน่อยแล้วเนี่ย"

เมื่อเรามองสัญญาณทางกายแบบนี้ครับ เราจะเริ่มมองเห็นว่ามันก็แค่เป็นความรู้สึกทางกายภาพอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่น่ากลัวอย่างที่เราจินตนาการ มันคือการที่เรากำลังดึงอำนาจคืนจากความกลัวมาสู่ตัวเราเอง เราอาจจะยังรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายใจ แต่เราจะไม่ตื่นตระหนก หรือสติแตกกับมัน ความกลัวจะยังคงอยู่ แต่มันจะไม่ควบคุมเราได้เหมือนเดิม และนี่คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดครับ เพราะไม่มีการฟื้นตัวใดจะเกิดขึ้นได้ ถ้าเรายังหนีจากสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเราเอง

[เพลง]

ต่อมา **ขั้นตอนที่ 2 คือการยอมรับ** ครับ หลังจากที่เราเผชิญหน้ากับอาการแล้ว เราเห็นมันตามความเป็นจริงแล้ว ไม่หนี ไม่กลบ ไม่ลวงตัวเอง ขั้นตอนถัดมาคือการยอมรับมันอย่างสงบ

คำว่ายอมรับในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า "ฉันยินดีต้องอยู่กับความกลัว ความเจ็บปวด หรือความไม่สบายใจไปตลอดชีวิต" และก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องชอบมัน หรือรู้สึกโอเคกับมัน คำว่ายอมรับในที่นี้คือการหยุดต่อต้าน

ความกลัว ความวิตกกังวล หรืออาการทางประสาทที่เกิดขึ้น ก็เหมือนลมที่พัดกระเพื่อมผิวน้ำ หากเราต้านลมด้วยการกวนน้ำไปมา ก็ยิ่งทำให้น้ำขุ่นและมีคลื่นแรง แต่ถ้าเรายอมให้ลมพัดผ่านไปแล้ว แค่รับรู้ว่ามันกำลังพัดผ่านโดยไม่ทำอะไรเพิ่มเติม สักพักน้ำก็จะนิ่ง

ผู้เขียนเปรียบอาการวิตกกังวล เครียด แพนิค หรืออาการต่างๆ ว่ามันเป็นเหมือนแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ที่จู่ๆ ก็มาเคาะประตูหน้าบ้านของเรา เมื่อแขกคนนั้นเข้ามาแล้ว เราอาจจะหงุดหงิด รำคาญ อยากไล่เขาออกไปให้เร็วที่สุด แต่การไล่นั้นกลับทำให้บ้านของเราวุ่นวายมากขึ้น จิตใจของเราก็รู้สึกแย่ไปตามๆ กัน

แต่ถ้าเรายอมให้เขาเข้ามานั่ง แล้วบอกตัวเองว่า "เอาล่ะ เมื่อมาแล้วก็ให้นั่งตรงนี้ไปก่อนนะ ฉันจะไม่ไล่เธอ แต่ฉันก็จะ ไม่เลี้ยงดูเธอเป็นพิเศษ ฉันจะใช้ชีวิตของฉันต่อไป ถึงเธอจะยังนั่งอยู่ก็ตาม" หากเราทำแบบนี้ได้ เมื่อนั้นเองเราก็จะพบว่าแขกคนนั้นเริ่มลดความน่ากลัวลง เพราะเขาก็เหมือนทุกสิ่งที่มาแล้วก็ไป ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม

ทำไมการยอมรับจึงสามารถทำให้เราเปลี่ยนแปลงได้ครับ เพราะทันทีที่เราหยุดต่อสู้กับความรู้สึกเหล่านั้น ในทางชีววิทยาร่างกายของเราก็จะหยุดหลั่งสาร adrenaline ขึ้นมาซ้ำๆ วงจรความกลัวของเรานั้นก็จะเริ่มคลายตัวลง

ผู้เขียนจึงแนะนำให้เรายอมรับความไม่สบายที่เกิดขึ้น และเข้าใจว่ามันจะผ่านไป โดยไม่ต้องต่อสู้ ไม่ต้องรีบทำให้มันหาย หรือหลอกตัวเอง เมื่อเราทำได้ เราจะค้นพบสิ่งที่น่าแปลกใจ นั่นก็คือความวิตกกังวล ความหวาดกลัว อาการสติแตก จะค่อยๆ สลายไป เมื่อเราเลิกพยายามที่จะกำจัดมัน

[เพลง]

ต่อมา **ขั้นตอนที่ 3 ครับ คือการลอยตัว** ถ้าการเผชิญหน้าคือการหยุดวิ่งหนี และการยอมรับคือการหยุดต่อต้าน การลอยตัวคือการอยู่กับมันอย่างไม่เกร็ง และให้ร่างกายจิตใจทำหน้าที่ของมันโดยไม่แทรกแซง

ผู้เขียนเปรียบเทียบไว้อย่างชัดเจนว่าอาการวิตกกังวล ความเครียด อาการแพนิค หรืออาการต่างๆ ก็เหมือนคลื่นในทะเล หากเราพยายามต้านคลื่นเหล่านั้น โดยการเกร็งตัว ขัดขืน หรือดิ้นรนที่จะว่ายน้ำสู้กับมัน จะยิ่งทำให้เรานั้นหมดแรงและเป็นตะคริว และมันอาจจะทำให้เราถึงขั้นจมน้ำได้

แต่ถ้าหากเราผ่อนคลาย ปล่อยร่างกายให้ลอยไปกับน้ำ เราก็จะไม่จม และคลื่นก็จะพาเราผ่านไปได้อย่างปลอดภัย

การลอยตัวในที่นี้จึงไม่ใช่การหนี แต่เป็นการยอมให้ตัวเองนั้นไปพร้อมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่เพิ่มแรงต่อต้านใดๆ เข้าไป ซึ่งในชีวิตจริงเราอาจจะใช้กับการผ่อนคลายร่างกายอย่างรู้ตัว เมื่อการตื่นตระหนกมาเยือน สัญชาตญาณของร่างกายของเราคือเกร็งใช่ไหมครับ ให้เราลองหายใจเข้าเบาๆ แล้วสำรวจว่าเรากำลังเกร็งอยู่ตรงไหนบ้าง ขากรรไกรกัดแน่นอยู่หรือเปล่า ไหล่ยกสูงโดยไม่รู้ตัวใช่ไหม มือกำแน่น หรือหัวใจเต้นเร็วใช่หรือเปล่า อย่าพยายามบังคับให้เราผ่อนคลาย แต่ยอมให้ร่างกายค่อยๆ คลายตัวอย่างอ่อนโยน เหมือนเรากำลังพูดกับตัวเองว่า "ไม่เป็นไรนะ อยู่ตรงนี้ไปก่อน เดี๋ยว มันก็ผ่านไป"

หรือเราอาจจะเคลื่อนไหวเบาๆ อย่างต่อเนื่อง อย่ามัวแต่แช่อยู่ในความกลัว ความวิตกกังวล ให้เราขยับร่างกายครับ อย่างเช่น การเดินเบาๆ ช้าๆ ไปมา หรือการทำกิจกรรมง่ายๆ อย่างการล้างจาน การพับผ้า หรือการรดน้ำต้นไม้ สิ่งเหล่านี้ทำให้สมองรู้ว่าตอนนี้เรากำลังปลอดภัย แม้เราจะอยู่ในภาวะวิตกกังวล หรือตื่นตระหนกก็ตาม

หรือเราจะใช้วิธีปล่อยให้ความคิดนั้นลอยผ่านไป เมื่อเราไม่ปกติ ความคิดน่ากลัวต่างๆ นานามันจะผุดขึ้นมารัวๆ เลยใช่มั้ยครับ เช่น "ฉันต้องบ้าแน่ๆ" "ฉันจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วนี่เนี่ย" "ถ้าฉันเป็นแบบนี้ตลอดไปล่ะ" "ฉันจะทำยังไงดี" "ฉันทำอะไรมันก็ไม่ได้เรื่องสักอย่าง" "ฉันจะทำอะไรต่อไปดี" ให้เราลองจินตนาการว่าความคิดเหล่านั้นเป็นเหมือนเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้าครับ เราไม่ต้องผลักมันออกไป ไม่ต้องไล่มัน แค่ปล่อยให้มันเข้ามา มันก็จะไปเอง โดยที่เราไม่ต้องจับมันไว้ ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องไปตัดสินมัน พอสักพักตอนที่เราเลิกเอาใจไปจับกับมัน ทุกๆ อย่างมันก็จะค่อยเบาลงได้

ซึ่งในขั้นตอนของการลอยตัวนี้ครับ มันมีนัยยะสำคัญที่แฝงอยู่นั่นก็คือ ความไว้วางใจในตัวของเราเอง มันเป็นความไว้วางใจที่บอกว่าเราจะสามารถผ่านมันไปได้ เหมือนกับการโอบกอดตัวเอง เป็นกำลังใจให้ตัวเอง และอยู่ตรงนี้เพื่อตัวเราเอง และไม่ว่าสภาวะต่างๆ จะเป็นเช่นไร เราจะไม่ปล่อยมือไปจากตัวเอง

[เพลง]

และ **ขั้นตอนที่ 4 ขั้นตอนสุดท้ายแต่สำคัญมากที่สุดครับ นั่นก็คือการปล่อยให้เวลาผ่านไป** ผู้เขียนกล่าวว่าการฟื้นฟูร่างกายและระบบประสาทไม่ใช่สิ่งที่เร่งได้ด้วยความพยายาม ต่อให้เราทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว เราเผชิญหน้ากับมัน ยอมรับมัน ลอยตัวกับมัน แต่ถ้าเราใจร้อน อยากให้มันหายเร็วๆ หายหายเดี๋ยวนี้ หายภายในระยะเวลาสั้นๆ อยากให้มันดีขึ้นทันที หรือ "เธอต้องดีขึ้นเร็วๆ สิ เธอต้องหายสิ ทำไมเธอยังเป็นแบบนี้อยู่" การทำแบบนี้ครับ เรากำลังทำสิ่งที่ย้อนแย้งกับธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว เพราะความอยากให้มันหายเร็วๆ คือรูปแบบหนึ่งของการไม่ยอมรับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน

เธอเปรียบเทียบไว้อย่างชัดเจนว่า การรักษาระบบประสาทที่อ่อนล้า ก็เหมือนกับการรักษากระดูกที่หัก หรือบาดแผลแผลที่ลึก ต่อให้เรานั้นพันแผลดีแค่ไหนก็ตาม รักษาถูกวิธีแค่ไหน แผลนั้นก็ต้องใช้เวลาจึงจะหายดีได้ ต่อให้เราจ้องมองมันมากเท่าไหร่ มันก็ไม่ได้หายเร็วขึ้น ในทางกลับกัน ยิ่งถ้าเราจ้องมองมันทุกวัน กังวลถึงแต่มัน จ้องจับผิดมัน เราก็จะยิ่งกลับรู้สึกเหมือนมันหายช้าลง

เมื่อเรามีความคิดที่อยากจะดีขึ้นเร็วๆ อยากหายเร็วๆ ความกังวลก็จะเกิดขึ้น และเรามักจะวัดความคืบหน้าแบบวันต่อวัน เช่น "เมื่อวานยังดีขึ้นเลย ทำไมวันนี้แย่ลงอีกละ" "ทำไมยังรู้สึกแบบนี้อีกเนี่ย" "ทำไมยังคิดแบบนี้อีกเนี่ย" คำถามเหล่านี้ครับ แม้จะฟังดูเป็นการประเมินตัวเอง แต่จริงๆ แล้วผู้เขียนบอกว่ามันคือความไม่ไว้วางใจในกระบวนการรักษาตัวเอง

แล้วเราควรจะทำอย่างไรได้บ้างล่ะครับ สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำก็คือการให้เวลาครับ การให้เวลาหมายถึงการไว้วางใจในร่างกายและจิตใจของตัวเอง เลิกจ้องหา จ้องต้องจับผิดผลลัพธ์ และหันกลับมาโฟกัสที่กระบวนการ แทน ดูพัฒนาการของเราว่ามันดีมากแค่ไหน แต่ไม่ใช่ดูที่ระยะสั้นนะครับ ให้ดูภาพรวมยาวๆ และให้เรานั้นซื่อสัตย์กับการฝึกทั้ง 3 ขั้นตอนก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้ากับมัน ยอมรับแล้วรู้จักลอยตัว ตั้งใจฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องไปคาดหวังให้มันหายเร็วๆ

หากเราทำสิ่งที่ถูกต้องและให้เวลากับมันผ่านไปอย่างสงบ ระบบประสาทของเรา อาการต่างๆ ของเรา ก็จะรักษาตัวเองได้ อย่างแน่นอน สิ่งสำคัญที่เราอย่าลืมเลยก็คือ เลิกวัดอาการของเราแบบรายวันครับ และปล่อยให้มันทำหน้าที่ไป เราควบคุมเวลาไม่ได้ แต่เราควบคุมท่าที การกระทำของเราได้เสมอ การที่วันนี้เรายังเป็นเหมือนเดิม ยังมีอาการแบบเดิม ยังไม่ค่อยดีขึ้นเลย ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่มีวันดีขึ้น แต่มันเป็นเพียงสัญญาณที่บอกว่าเรายังต้องให้เวลาทำหน้าที่ของมันต่อไป และเมื่อเวลาผ่านไปอย่างสงบ บวกกับความตั้งใจของตัวเราเอง เราก็จะพบว่าการฟื้นฟูตัวเองมันจะเกิดขึ้นทีละนิดทีละนิด โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

[เพลง]

จากขั้นตอนแนวทางการบำบัดทั้ง 4 ข้อนี้ครับ การเผชิญเชิญหน้า การยอมรับ การลอยตัว และการปล่อยให้เวลาผ่านไป ผู้เขียนแนะนำให้เราไปประยุกต์ใช้ในด้านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เช่น ประยุกต์ใช้กับการนอนไม่หลับ ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกแย่ในตอนเช้า และการสูญเสียความมั่นใจ

สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยที่เกิดจากปัญหาชีวิต ความเศร้า หรือความรู้สึกผิด เธอย้ำว่าการแก้ปัญหาที่ต้นตอเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้แนวทาง 4 ข้อนี้ในการจัดการกับอาการทางใจที่เกิดขึ้นควบคู่กันไปด้วย

หรือการนำไปใช้กับคนในครอบครัวของเรา แสดงความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจ หลีกเลี่ยงการพูดจาว่า "สู้สิ" หรือ "เข้มแข็งหน่อยสิ" "ดีขึ้นได้แล้วสิ" ซึ่งคำพูดเหล่านี้ครับ อาจจะสร้างแรงกดดันให้กับคนๆ นั้นได้

โดยสรุปแล้ว "คู่มือเอาชนะภาวะสติแตก" ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือที่ให้ข้อมูลแนวทางการช่วยผู้คนที่มีปัญหาด้านนี้อยู่ แต่เป็นเสมือนเพื่อนที่อบอุ่น ที่สอนให้เรานั้นเปลี่ยนจากการต่อสู้กับตัวเอง มาเป็นการหันกลับมาดูแลและนำทางตัวเอง ด้วยความเข้าใจและความอดทน

และในตอนนี้ครับ ผมขอทิ้งท้ายด้วยประโยคสำคัญที่ผู้เขียนเธอบอกเอาไว้ว่า "ร่างกายของเรามีพลังในการฟื้นฟูตัวเองสูงมาก คำแนะนำของฉันก็คือ อย่าคาดหวังถึงความก้าวหน้าว่าเราจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แล้วพยายามเผชิญหน้ากับสิ่งที่พบเจอไปทีละวัน ทำสิ่งที่เราต้องทำ โดยไม่ตั้งคำถามถามมากเกินไป อย่ามัวแต่ต่อต้าน เพราะจะเปลืองแรงของเราอย่างเสียเปล่า สุดท้ายขอให้คุณยอมรับมันให้ได้ และลงมือทำด้วยหัวใจที่กระตือรือร้น"

หวังว่าตอนนี้จะเป็นประโยชน์ดีๆ นะครับ ขอบคุณที่ติดตาม The Book Teller ครับ และอย่าลืมว่าไม่มีหนังสือเล่มไหนที่จะบอกเราได้มากไปกว่าสิ่งที่เรานั้นได้ค้นหาและพบเจอได้ด้วยตัวของเราเองครับ

ชอบเรื่องเล่าสาระดีๆ จากหนังสือน่าอ่านในรวมสบายแบบนี้ก็อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามกันด้วยนะจ๊ะ แล้วพบกันได้ใหม่ในตอนหน้า สวัสดีครับ

[เพลง]