📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เรายังฝันถึงประเทศไทยที่ดีกว่านี้ได้ l 30 ยังจ๋อย EP123

The MATTER1:10:54

Transcription

สวัสดีครับ วีรยุทธ การชูฉัตร อายุ 46 ปี ครับ ยังรอลุ้นผลสมัครงานใหม่อยู่ครับ

30 ยังจ๋อย เรื่องจ๋อยคนแจ๋ว

สวัสดีครับอาจารย์ต้น

สวัสดีครับ

ยังรอลุ้นผลสมัครงานใหม่

ครับ เพิ่งเปลี่ยนงาน

เป็นอ่ะ ถ้าอาจารย์จะจากนิยามตัวเองตอนนี้ อาจารย์ทำอะไรอยู่ครับ

ตอนเนี้ย เอ่อ เรียกว่าว่างงานแล้วก็กำลัง เหมือนกับเขาเรียกว่าอะไรนะ มาให้คนเห็น ว่าคนจะตัดสินใจยังไง เลือกเรามั้ย แต่มาสมัครงานใหม่เป็นผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ครับ

แล้วก็เป็นแคนดิเดตนายกด้วย

ครับ

อยากรู้ว่าตอนที่โอเค อาจารย์คงคุยกันภายในพรรคแล้วแหละ ว่าพรรคเลือกอาจารย์เป็นแคนดิเดตเนาะ นอกจากคุณเทง คุณไหม

อือ

แต่ว่าตอนที่ต้องประกาศต่อสาธารณะ ขึ้นเวทีว่า นี่ฉันคือแคนดิเดตนายกอันดับ 3 ของพรรค อาจารย์วันนั้นรู้สึกยังไงหรอครับ

ผมได้รับแจ้งไม่นาน ประมาณ 2 วันเอง ผมรู้หลังคนอื่น

ครับ

แล้วผม ถ้า 2 วันก่อนหน้านั้นคือผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า

อืออือ

จะมีการประกาศในวันนั้น

มันมีข่าวลือออกมาก่อนครับ เป็นข่าว

ผมก็ต้องไปถามในพรรคว่า เอ๊ะ ตกลงมีประกาศหรือเปล่า แล้ว

ข่าวลือจากนอกพรรค

ข่าวลือจากข้างนอกข่าว

ครับ

ครับ แล้วถึงได้รู้ ทุกคนก็บอกว่า อ้าวยังไม่มีใครแจ้งอาจารย์เหรอคะ

ครับ

ครับ ก็เลยมีเวลาเรียกว่าทำใจไม่นาน แล้วก็

อื

ต้องเตรียมงานอื่น เพราะว่าวันนั้นเป็นงานประกาศนโยบายชื่อรีชาร์จ ดังนั้นก็เหมือนกับพลังก็ไปหมกมุ่นกับคอนเทนต์มากกว่า

ครับ แต่ว่าโดยเรียกว่าหน้าที่เนี้ย มันก็มีการพูดคุยกันมาครับ ถึงความเป็นไปได้ แล้วก็

มันเป็นการตัดสินใจของพรรคเนอะ

อือ

ครับ แล้วเราก็ ถ้าได้รับการเลือกจากในพรรค เราก็ถือว่าเป็นความยินดี แต่ว่าก็ต้องเตรียมพร้อม

อื

เช่นเดียวกัน พร้อมมากกว่าเดิมครับ

เดี๋ยวมาคุยเรื่องนี้กัน อาจารย์ อาจารย์รายการเนี่ย สศิบางจ๋อย ปีนี้อาจารย์ 46

ครับ

ตอน 30 เนี่ย อาจารย์ยังเรียน ป.เอก อยู่ที่ Cambridge

30 ใช่ครับ 30 อยู่ Cambridge ครับ

ชีวิตตอนนั้นเป็นไงบ้าง อาจารย์

30 ของอาจารย์ต้น

คือคนเรียนปริญญาเอกเกินครึ่งมั้ง ส่วนใหญ่จะมีความเรียกว่าซัฟเฟอร์ หรือว่าเหน็ดเหนื่อยอะไรอย่างเงี้ยเนาะ แต่ผมจะ

ครับ

ไม่ค่อยเป็น เพราะว่า

ครับ

อาจจะเพราะ 1 คือผมเป็นคนเรียนช้า แล้วก็ตอนที่ตัดสินใจเปลี่ยนจากวิศวะมาเรียนรัฐศาสตร์เนี่ย ค่อนข้างชัดเจนกับตัวเอง ว่าเรา

อยากทำอะไร อยากรู้อะไร ดังนั้นตอนช่วงที่ไปเรียนที่เคมบริดจ์นี่ มันเหมือนการไปไล่กวด ไปรู้ว่าโลกเขาทำอะไรกัน การแข่งขันความรู้คนอื่น อื้อหือ มันก็เลยมีความสนุกอยู่ทุกวันครับ อาจจะมีความกดดันบ้างช่วงท้าย ที่ต้องไปสมัครงานครับ

ครับ ที่เครียดกัน เข้าใจว่าเด็กเรียน ป.เอก อ่ะ แค่เรียกงานวิจัย

ครับ

คุยกับที่ปรึกษาไม่ลงตัว

เหนื่อยกับการเขียนวิทยานิพนธ์ คอร์สต่างๆ อาจารย์ไม่มีเลยเหรอครับ

มันมีเป็นระยะครับ แต่ว่าเรียกว่าไม่ได้ถึงขั้นจะถอยหรือจะเลิก มันจะเป็นความรู้สึกว่า เฮ้ย เรายังเก่งไม่พอ เรายังดีไม่พอ ตอนแรกช่วงแรกไปก็ภาษาอังกฤษยังไม่ดีอ

ออือ

ต้องแบบฝึกทั้งเขียน ฝึกทั้งอ่าน เพราะมันเหมือนเป็นแบบบรรทัดสากลเลยนะ ว่าเราจะสู้กับเขาได้แค่ไหน

อ่า ได้รับการยอมรับ คะแนนผ่าน ตอนแรกไปเรียนโทรก่อน แล้วมันก็ต้องใช้คะแนนผ่าน ให้อาจารย์ที่ปรึกษายอมรับเข้าไปเรียนปริญญาเอก ดังนั้นช่วงแรกมันก็เหมือนแบบ มันก็มีช่วงที่รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมเราแบบ ล้าหลังกว่าเขาจังเลย แต่ก็ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึกเห็นโอกาสเหมือนกัน โอเค ไหนๆ มาแล้ว ก็ลุยให้เต็มที่

ครับ

ความยากที่สุดของการเรียน ป.เอก คืออะไรหรอ อาจารย์อยากรู้

ผมคิดว่ามันคือการเวลา เพราะว่าเวลาเนี่ย มัน 4-5 ปีแน่ๆ ถ้าอยู่อเมริกาจะ 6 ปีขึ้นไป

ดังนั้นมันเหมือนทุกวันเนี้ย เราจะเห็นตัวเราเปรียบเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอใช่มั้ยครับ ดังนั้นเหมือนกับ 5 ปีผ่านไปในชีวิต คนมันเปลี่ยนเยอะนะ

บางคนเพื่อนเราที่เคยแบบเรียนจบ ป.ตรี ด้วยกันมา เขาอาจจะไปมีลูกมีครอบครัว เริ่มต้นธุรกิจใหม่ แต่คนที่เรียนปริญญาเอก มันเหมือนหลายคนนะครับ ยังรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมฉันยังอยู่ตรงนี้ แต่คนอื่นเหมือนชีวิตไปอีกขั้นนึง

ดังนั้นพอ relative หลายคนก็เลยรู้สึก suffer ว่า เออ แล้วฉันทำอยู่ตรงนี้มันคุ้มมั้ย มันดีมั้ย มันจะจบมั้ย อะไรเงี้ยครับ

อ สิ่งนี้มันเข้ามาในใจอาจารย์เยอะแค่ไหน ครับ

มีบ้างเหมือนกัน ส่วนใหญ่ เอ่อ สไตล์ เอ่อ สังคมไทยเวลาเช่นงานเชงเม้ง งานพบญาติ เงี้ครับ เราก็จะโดนถาม เราก็จะโดนถามว่า อ้า ยังเรียนอยู่อีกเหรอ อะไรอย่างเงี้ย แต่โดยส่วนตัวเราอ่ะ ชัดเจนว่าเราอยาก อ่า เพราะเพราะการเรียนปริญญาเอกมันเหมือนเป็นบันไดไปสู่งานวิชาการ ถ้าเราอยากทำงานวิชาการ โดยเฉพาะในแวดวงนานาชาติ ยังไงคุณก็ต้องจบปริญญา ซึ่งเรารู้อยู่แล้วตั้งแต่ต้นนะครับ ดังนั้นโดยส่วนตัวเรารู้ว่า เอ่อ มันคือเป้าหมายอะไรที่เราพยายามใช้เวลา กับพลังงานกับมันอยู่

แล้วข้อดีก็คือ ถ้ามองย้อนไปเนี่ย วัย 30 ยังเป็นวัยที่มีแรงนะครับ

ยังไงก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันยังอดนอนได้อ่ะ

ใช่

วัยที่มันยังอดนอนได้นี่มันมหัศจรรย์นะ ครับ ซึ่งตอนนี้ทำไม่ได้แล้วนะ ตอนนี้ทำไม่ได้แล้วครับ ดังนั้นมันก็เหมือนถ้าเป้าหมายชัดแล้ว รู้ว่ากำลังทำไปเพื่ออะไรอ่ะ สุดท้ายมันก็จะไปถึงได้ครับ

แล้วตอนนั้นเป้าหมายของอาจารย์คืออะไรล่ะ ครับ

เป้าหมายของผมคือ จบแล้วหางานในต่างประเทศให้ได้

อื

ครับ เพราะตอนออกจากไทยแล้วไป Cambridge เนี่ย มันจะมีจุดที่ต้องตัดสินใจสำคัญว่า

อื

จะ เช่นว่าจะรับทุนเป็นอาจารย์ที่ไทยก่อน หรือเปล่า แต่ว่าแปลว่าคุณกลับมาแล้ว คุณต้องมาใช้ทุนที่ไทย ซึ่งก็ fair enough แล้วแต่คนตัดสินใจนะครับ

แต่ผมเนี่ย เลือกทางเสี่ยง

อื

ตอนนั้นไม่ต้องย้อนกลับไปนะครับ ตอนนั้นประมาณปี 2006-7 ซึ่งไม่ได้มีอินเทอร์เน็ตเยอะเท่านี้ ไม่สามารถหาข้อมูลได้ง่ายเท่านี้นะครับ ดังนั้นมันก็มีความเสี่ยงอยู่ว่า

เราจะตัดสินใจยังไง เราจะ เอ่อ เข้าไปสมัครรับทุนแล้วกลับมาให้มันมีความแน่นอนในทางอาชีพ หรือเราจะลองเล่นเกมเสี่ยง

อือๆ

คือไม่ได้รับทุนไปขอทุนต่างประเทศ ทำงานหาเงินเองด้วย

อือ

แล้วก็ตอนจบก็มีโอกาสที่จะลองดูว่าจะไป อยู่ในตลาดต่างประเทศได้แค่ไหน เราเลือกทางหลังครับ

ครับ ทำไมอาจารย์ไม่เลือกที่จะอยู่ในตลาดไทยครับ ถึงอยากไปทำงานต่างประเทศหรอ อาจารย์

ครับ คือผมอ่ะ โตมาไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศนะครับ ไปไกลสุดก็อาจจะแค่ฮ่องกงอะไรอย่างเงี้ยนะครับ ไม่ได้มีโอกาสไปต่างประเทศเท่าคนอื่น ก็จะรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นความท้าทายที่จะไปบุกโลกอ

อือ

แล้ว

ตอนนั้นเราอันเนี้ย ผมคิดว่าสังคมมีผลกับคนเนอะ ผมคิดว่าช่วง 2 ทศวรรษ 2,000 น่ะ สังคมไทยมันให้ความหวังกับเรา

ครับ

เรารู้สึกว่าเราไปบุกโลกได้ เรามีความหวัง

อือ

เราก็เลยรู้สึกว่า อ่ะ อยากลองดูสักครั้ง

อือ

อือๆ

ภาวะแบบเนี้ย หลายคนชอบเรียกว่าสมองไหล อาจารย์คือคนที่เรียนเก่งๆ คนที่พอจะมีต้นทุนในการไปเรียนต่อได้ เลือกที่จะไปอยู่เมืองนอก

อยู่นอกเลย บางคนไม่กลับมาเลยอะไรเงี้ย

ถามอาจารย์ในฐานะแคนดิเดตนายกแล้วกัน

อือ

อาจารย์คิดว่าภาวะแบบเนี้ยเนี่ย เราควรจะแก้ไขมันยังไงหรอกครับ

ทำให้ประเทศน่ากลับ

อื

โจทย์คือไม่ใช่รั้งเขาไว้ครับ เรา

อือ

เข้าใจ

ไปดวงดาวแล้วก็ดึงเขากลับมาไม่ได้ใช่ไหม

ใช่

ดังนั้นโจทย์มันคือทำยังไงให้ทุกคนยังรู้สึกว่าประเทศนี้น่ากลับมา

อื

มาเลก็เป็นแบบนี้ ไต้หวันก็เคยเป็นแบบนี้ คือ

ต้องบอกว่าสมองไหลเนี่ย ไม่ใช่คำที่ถูกซักทีเดียว เพราะว่าประสบการณ์บางอย่างมันต้องไปหาที่อื่น

Skillset อย่างเงี้ย ถ้าคุณอยากรู้เรื่อง Tech อ่ะ คุณจะมันก็ต้องไป Silicon Valley ก่อน เพื่อไปเก็บองค์ความรู้เหล่านั้น เก็บประสบการณ์ เก็บคนรู้จัก เก็บเครือข่าย แล้วก็ถ้าถึงเวลาประเทศมันน่ากลับ คนจะกลับมาครับ ไต้หวัน มาเลเซียก็

เวียดนามปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน คือคนไปหาประสบการณ์ต่างประเทศ แต่รู้สึกว่า เฮ้ย ประเทศมันยังน่าอยู่ ยังน่ากลับ เขาก็จะกลับมา และกลับมาพร้อมประสบการณ์ พร้อมเครือข่ายด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

แต่ถ้ามองไทยตอนนี้ คือกลับมามันเห็นแต่ปัญหาอะไรเต็มไปหมดเลย มันไม่น่ากลับมา

ก็ผมก็ ผมกลับจากญี่ปุ่นมาด้วยความหวังนี่แหละครับ อยากเปลี่ยนให้ประเทศมันน่าอยู่ ผมคิดว่าสำหรับตัวผมอ่ะ และพรรคเรารู้สึกว่า เราอยากดันให้คนหาโอกาส รู้สึกว่าโลกมันกว้างใหญ่ ไปหาโอกาสเลย ไปหาประสบการณ์ แล้วเราทำประเทศให้มันน่าอยู่พอที่เขา กลับมาแล้วเขาจะรู้สึกว่ามีคุณค่าครับ

อื ครับ ป.เอก ได้เปลี่ยนแปลงอะไรในตัวอาจารย์ไปบ้างมั้ยครับ

เป็นส่วนหนึ่งของโลกสากลมากขึ้น เพราะว่ากว่าคุณจะผ่านการเขี้ยวกรำตอนนั้นเนี่ย มันคือการที่คุณแข่งกับเขาได้มั้ย

ครับ

โลกสากลเป็นที่ยอมรับมั้ย

อือ

ใช่มั้ยครับ เอ่อ งานวิชาการ

เอ่อ หรือสิ่งที่เราเขียน เราคิด มันอยู่ในระดับเดียวกันกับที่โลกสากลคุยกันหรือเปล่า ดังนั้นมันเปลี่ยนให้มาตรฐานตัวเราสูงขึ้น

ครับ

นะ ครับเราสูงขึ้นว่า ถ้าคุณจะทำอย่างเงี้ย คุณต้องคิดให้ลึก เช่น อ่า อาจารย์ผม Ha-Joon Chang เนี่ย เขาจะอ่าน เวลาเขาเดินทางตลอดเวลา แล้วเขาก็จะเวลาผมส่ง Draft ให้เขา บทไหนเนี่ย เขาก็จะพกไปอ่านบนเครื่องบิน แล้วจะกลับมาพร้อม อาจจะทิ้งไว้เดือนสองเดือน แต่จะกลับมาพร้อมอ่านทุกบรรทัด ทุกประโยค แปลว่าเขาสอนให้เราคิดทุกประโยคว่า เราเขียนไปเนี่ย เราเขียนไปผ่านๆ หรือเปล่า เราคิดผ่านๆ หรือเปล่า บางทีอ

คนเราอ่ะ มันจะแบบ เหมือนกับจำกันมาแล้วก็พูดตามเขียนตามคนอื่น

แกจะจี้ทุกประโยคเลยว่า เฮ้ย คุณคิดอย่างนั้นจริงเหรอ มันถูกจริงหรือเปล่า

ดังนั้นมันเหมือน

เจาะลึกลงไปด้วยมาตรฐานที่สากลครับ

นิสัยนี้ก็เลยติดตัวอาจารย์มาใช่มั้ย

ติดตัวมาครับ ผมก็จะใช้มาตรฐานนี้เหมือนกัน เวลาเราทำงานวิชาการ เวลาเราทำงานกับนักเรียนครับ กับพรรคการเมือง อาจารย์มันเข้ามาช่วยเหลือยังไงบ้างมครับ สกิลนี้

พรรคการเมืองก็เลยทำให้สำหรับผมตั้งแต่แรกเนี่ย ผมเสนอเลยว่า การทำนโยบายต้องเท่าเทียมกัน และเท่าทันโลกเสมอ ไม่อย่างนั้น ถ้าคุณไม่ทันโลกอ่ะ สุดท้ายคุณไม่มีมาตรฐานเลยนะ คุณจะเพิ่มความเท่าเทียมเท่าไหร่ก็ตาม

อือ

แต่ถ้าคุณไม่ใส่มิติความทันโลกเข้าไป

คุณจะไม่ได้มาตรฐาน เงินอาจจะเฟ้อขึ้น ของอาจจะไม่มีคุณภาพ บริการไม่มีคุณภาพก็ได้อ

ดังนั้นมิติทันโลกจึงเป็นอีกมิติหนึ่งของการทำนโยบายตั้งแต่แก ซึ่งมิติเนี่ยไปอยู่ในสโลแกนของอนาคตใหม่

ใช่ ตั้งแต่ตอนแรก อนาคต

ตอนนี้คือคุยกับคุณธนาธรว่าจะให้เป็นแบบนี้หรอ อาจารย์

ครับๆ ผมเสนอว่า เอ่อ อย่างน้อยคุณต้องทำ 2 ด้านไปพร้อมกัน อือ

ครับ อือฮึ ขอบคุณครับ อาจารย์ เวลาอาจารย์เห็นโลกเยอะมากอ่ะ อาจารย์ไปเรียน Cambridge อาจารย์สอนที่ญี่ปุ่นใช่มั้ยครับ

พอเห็นประเทศที่มันเรียกว่าประเทศที่ 1 แล้วอ่ะ พอมันมองย้อนกลับมาไทย อาจารย์ อาจารย์มีความจ๋อยในฐานะพลเมืองไทยยังไงบ้างมั้ย

ถ้าช่วงแรกๆ ก็ต้องยอมรับว่าก็เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไปนะครับ แล้วเราไม่ค่อยได้อยู่ต่างประเทศ ไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศ พอเราไปเราก็โอ้โห ว้าว ตื่นเต้นไปหมด ไป Cambridge อย่างเงี้ย

เราเห็น โอ้โห ตึกเก่า 700-800 ปี เห็น

หนังสือในอดีต เห็นนักคิด เอ่อ มีนักคิด นักการเมือง ผู้นำระดับโลกเดินทางมาเงี้ย ดังนั้นเรียกว่าช่วงปี 2 ปีแรก มันจะเป็นว้าวไปหมดเลยว่า โอ้ ทำไมเจริญอย่างนั้นจัง ทำไมอย่างนั้นจัง

อือ

แต่พอผ่านไปสักพักนึง มันจะตั้งคำถามอีกแบบครับ มันจะเกิดคำถามว่า เอ๊ะ เอ๊ะ เอ๊ะ เรื่องอย่างงี้ เราประเทศไทยเราก็เป็นได้นี่นะ เอ๊ะ ระบบนี้ ทำไมแค่การข้ามถนนตามสัญญาณไฟ ประเทศไทยก็เป็นได้นี่นา แล้วมันก็จะทำให้ชีวิตทุกคนง่ายขึ้น

แล้ว Cambridge กับ

โตเกียว อาจจะใหญ่กว่า แต่ลักษณะคล้ายกัน คือคนขี่จักรยานเหมือนกัน

ออ ครับ

Cambridge นี่เป็นเมืองแห่งจักรยานนะ ผม จักรยานหายมา 3 คัน คือจากเป็นเมืองแห่งจักรยานแล้วยังมีการขโมยจักรยานเยอะมาก โจรก็เยอะ

โอเค

อ่ะ แต่ความเป็นเมืองแห่งจักรยานก็คือ มันเป็นพาหนะหลักในการเดินทางนะ ไปมาหาซื้อของอะไรอย่างเงี้ย เราก็รู้สึก เอ๊ะ เมืองที่มันขี่จักรยานเนี่ย มัน

อือ

เรารู้จักเมืองอ่ะ

อื

ผมรู้จัก Cambridge รู้จักโตเกียวก็ด้วยการขี่จักรยาน ไม่ใช่ด้วยการขึ้นรถไฟ หรือว่าการขึ้นแท็กซี่ การขี่จักรยานมันคือคุณค่อยๆ เห็น แล้วพอฉากเดิมที่คุณเห็นผ่าน คุณจะเห็นพัฒนาการของมัน จากต้นไม้กลายเป็นตึก อ่ะ กลายเป็นสวนสาธารณะอะไรเงี้ย เราจะรู้สึกว่าเราผูกพันกับเมือง จากจังหวะที่เรามีร่วมกับเมืองนั้นครับ

ประเทศไทยทำได้

ใช่ ซึ่งผมคิดว่าทำได้ เช่น การโรงเรียนใกล้บ้านที่มีคุณภาพเนี่ย ผมคิดว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตคนไปเลย ผมอยู่ญี่ปุ่นแล้วต้องไปหาโรงเรียนให้ลูกอย่างเงี้ยครับ ก็เขาก็จะขีดเส้นไว้ว่า คุณต้องหาในเขตพื้นที่ของคุณนะ เพื่อการันตีว่าการเดินทางจะไม่ลำบาก ทั้งกับเด็กและกับพ่อแม่

อือ

แล้วค่าใช้จ่ายก็แปรผันตามรายได้ผู้ปกครองด้วย

หมายความว่า ถ้าพ่อแม่รายได้ต่ำกว่าระดับหนึ่ง อาจจะไม่ต้องเสียเลยก็ได้ แต่ถ้ารายได้สูงก็จ่ายแพงขึ้นหน่อยนะครับ อันนี้คือระดับ เอ่อ อนุบาล เพราะว่าประถมจะเป็นเรียนฟรีแล้ว ประถมของญี่ปุ่นจะเป็นระบบเรียกว่าระบบภาคบังคับที่เขา แต่ อนุบาลยังมีเสียเงินอยู่

แต่ข้อดีก็คือ ทำให้เราเห็นว่า

พอลูกอยู่ใกล้บ้านน่ะ 1 เราก็รู้จักเมืองมากขึ้น ลูกก็สามารถเดินหรือขี่จักรยานไปโรงเรียนได้

แล้วการใช้ชีวิตในสวนสาธารณะในชุมชนก็จะตามมา ดังนั้นคุณภาพชีวิตก็จะเพิ่มขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาอยู่บนรถติดอะไรเงี้ยครับ

คือต้องพาลูกไปเรียนโรงเรียนในเมืองไกลๆ

เพราะโรงเรียนนั้นคุณภาพดีกว่าโรงเรียนแถวบ้านเรา

ใช่ครับ ดังนั้นมันก็จะเปลี่ยน เช่น ถ้า 1 วันคุณมีเวลา คุณต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมงไปบนท้องถนนน่ะ กับคุณเอา 3 ชั่วโมงนั้นมาเดินเล่น วิ่งเล่นกับลูก ผมคิดว่าคุณภาพชีวิตทั้งเมืองมันเปลี่ยนไปด้วยกัน อันนี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่า พอผ่านอยู่ต่างประเทศไปพักนึง เราจะตั้งคำถามว่า เฮ้ย จริงๆ ถ้าเราปรับระบบดีๆ เราก็เป็นได้ เพราะญี่ปุ่น ลอนดอน Cambridge อะไรมันก็เคยเละเทะมาก่อนทั้งนั้นแหละ เป็นเมืองอุตสาหกรรมแล้วก็มีปัญหาสภาพภูมิอากาศ สภาพอักน้ำเสียอะไรเงี้ย เคยเป็นมาทั้งนั้น แต่ถึงจุดนึง ถ้าคนในเมือง คนในประเทศตัดสินใจว่า ถึงเวลาเปลี่ยน มันก็เปลี่ยนได้ครับ

ด้วยสายตาการมองสังคมโลกแบบเนี้ยครับ อาจารย์ เป็นเหตุผลที่ทำให้อาจารย์มาช่วยงานกับคุณธนาธรตั้งแต่ตอนแรกด้วยมั้ยครับ

ก็ต้องบอกว่าผมอยากเห็นพรรคการเมืองที่ทำเรื่องเรียกว่าเขาจะเรียกภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Social Democracy หมายความว่า ไม่ใช่แค่ยืนยันหลักการประชาธิปไตย แต่ อยากให้ไปไกลกว่านั้นคือลดความเหลื่อมล้ำ ลดทุนผูกขาดด้วย

ซึ่งผมเห็นว่ามันยังไม่มีในประเทศไทย และโดยส่วนตัวผมสนับสนุนแนวทางนี้นะครับ ผมเห็นในยุโรป ผมก็คิดคิดว่าเป็นระบบที่ดี และเหมาะกับประเทศไทยที่เผชิญปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำเยอะขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นพอคุณธนาธร อาจารย์ปิยบุตรจะตั้งพรรคเข้ามาคุย ผมก็บอกว่าโอเค ผมสนับสนุน แม้ผมจะชัดเจนว่าตอนนั้นลูกเพิ่งคลอด เราก็รู้สึกว่าเราอยากให้เวลากับลูก เพราะอยู่ญี่ปุ่นมันไม่มีคนช่วยดูแลนะครับ ต้องช่วยกันดูแลเอง

เราก็ชัดเจน แต่เราก็รู้สึกว่าเราสามารถสนับสนุนในฐานะหมวกของการเป็นให้คำแนะนำเชิงนโยบายได้ครับ

อื จากจุดที่ให้คำแนะนำเป็นที่ปรึกษา อาจารย์

ตอนนี้ในการเป็นแคนดิเดตนายกแล้ว

มันเปลี่ยนมาอย่างงั้นได้ยังไงหรอกครับ

นั่นสิ คือพรรคมันถูกเร่งให้โตเนอะ หมายความว่าผ่านกระบวนการยุบพรรค

เอ่อ พรรคที่ 3 ตอนนี้คือรอบผมเนี่ยเป็น Generation 3 นะครับ

ดังนั้น

ก็ต้องถือว่ามันถูกเร่งให้โตเร็วกว่าปกติ อ

อือ

การตัดสินใจของคนที่มาร่วมใหม่ๆ มันก็เลยเร็วกว่าปกติด้วยนะครับ แต่พอถึงจุดก็ต้องตัดสินใจ เช่น ของผมเนี่ย จุดตัดสินใจมันคือตอน

พรรคก้าวไกลถูกยุบเมื่อสิงหาคมปี 67 นะ ครับ

อ่า ผมก็ต้องเป็นจุดที่ต้องเรียกว่าต้องตัดสินใจว่าจะเอายังไง ผมก็ต้องการความชัดเจนในชีวิตและในตัวเองนะครับ ก็ใช้เวลาอยู่สักพักนึง เพราะมันเป็นเรื่องของครอบครัวด้วย

แต่พอตัดสินใจแล้วก็โอเค ก็เดินหน้าเต็มที่ครับ

ตอนนั้นมันมีความคิดแบบไหนอยู่ในหัว อาจารย์ล่ะครับ ที่แบบมาอยู่บนทางแยก ระหว่างวิชาการหรือการเมืองอ่ะ

อื

คืองานการเมืองเนี่ย มันมีเงื่อนไขบางอย่างอยู่ สำหรับที่ผมมองนะ สำหรับส่วนตัวของผม คือเรารู้สึกว่าถ้าเป็นวัยประมาณ 40 ถ้าจะทำ 40 กว่า อาจจะกำลังเหมาะ เพราะว่าส่วนตัวผมมาทำงานการเมืองก็ไม่ได้คิดว่าจะทำไปตลอดชีวิต ก็ขีดเส้นไว้ว่าถ้ามีโอกาสได้ทำถึง 10 ปีนะ ผมก็ขีดเส้นไว้ที่ 10 ปีนะครับ เรารู้สึกว่าเป็นวัยที่เราตัวเราเองยังมีแรง มีประสบการณ์ระดับนึง มีพลัง มีความรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลง ยังมีความหวังครับ

นะครับ ก็รู้สึกว่าเป็นจังหวะชีวิตที่น่าจะเหมาะกว่า ถึง 50 กว่าอะไรเงี้ย ครับ

ครับ มีอะไรที่อาจารย์ต้องเปลี่ยนแปลงไปมั้ยครับ ลักษณะนิสัย พฤติกรรมที่เราต้องเปลี่ยนไป จากนักวิชาการพอมาเป็นวันนี้ คงเป็นนักการเมืองแล้ว อาจารย์จะต้องไปหาเสียงอ่ะ

ครับ

อาจารย์ต้องเปลี่ยนไป หรือต้องบังคับให้ตัวเองเปลี่ยนไปในแบบไหนที่สุดนะฮะ

อ คือคอไอเดียมันจะเหมือนเดิมหมดนะ เนื่องจากตั้งแต่พรรคก่อตั้งเนี่ย มันก็เป็นเรียกว่าหลักการที่ผมสนับสนุนอยู่แล้ว

นะครับ ดังนั้นเรื่องที่พูดมันก็จะไม่ได้มีปัญหา โอเค มันมีหลายเรื่องที่มันเป็น corrective decision หมายความว่า

อือ

มันไม่ใช่เรื่องของ คือพอเข้ามาในนามพรรคอ่ะ คุณไม่ได้พูดในนามส่วนตัวเหมือนนักวิชาการละ นักวิชาการนี่คือเราแสดงความเห็นได้หมดทุกอย่าง ว่าเห็นด้วยไม่เห็นด้วย เห็นด้วยระดับนี้ ไม่เห็นด้วยระดับนี้ ในเรื่องอะไร แต่พอเราอยู่ในนามพรรคแล้ว อยู่ในฐานะแกนนำพรรคอ่ะ มันก็จำเป็นต้องพูดในฐานะ แม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดก็ตาม แต่เราก็ต้องยืนยันหลักการที่พรรคตัดสินใจแล้วนะครับ ก็จะต้องยอมรับตรงนี้ก่อน มันคือการทำงานในฐานะองค์กร และเป็นองค์กรการเมืองด้วยนะครับ

ข้อ 2 ก็คือวิธีการสื่อสารนี่ต้องเปลี่ยนไป เพราะว่างานวิชาการ ประโยคที่พูด หรือสิ่งที่เขียน มันจะยาว

อือ

อ่า ประโยคนึงมันจะยาว

อือๆ

แต่การสื่อสารทางการเมือง ถ้าคุณเดินตลาด คนมีเวลาฟังคุณไม่เกิน 10 วินาที คุณจะพูดอะไรให้เขา

ไม่ผิดหลักการเราด้วย แต่เข้าใจด้วย อันนี้จะเป็นความท้าทายของการสื่อสารทางการเมืองครับ

ไม่ฝืนใช่มั้อาจารย์

เรียกว่าต้องปรับ มันไม่ฝืน เพราะว่ามันเป็นเรื่องเดิม มันเป็นหลักการเดิมเลย เพียงแต่ว่า

เพียงแต่ว่าอ่ะ สมมุติเราผ่านตลาด เราอาจจะต้องพูดเรื่องหวยใบเสร็จ ภายในเวลา 20 วินาที

อือ

แต่ถามว่าหวยใบเสร็จมันผิดหลักการใหญ่ไหม ไม่ใช่ ถ้ามีคนอยากฟังหลักการยาว เรามีเวลาสื่อสารแล้ว เราก็มีหลักฐานบนเว็บไซต์ บนหนังสือ

ดังนั้นถ้ามีเวลาสื่อสาร เราพร้อมอธิบายว่าทำไมเราถึงคิดอย่างนี้ เช่น ถ้าคุณกังวลว่า เอ้ย มันจะช่วยได้จริงไหม มัน เราก็พร้อมอธิบายต่อ แต่ว่าพอคุณเดินผ่านตลาด หรือคุณขึ้นบนรถแห่

คุณก็ต้องพูดแค่ 10 วินาทีจริงๆ ครับ

อ อาจารย์คุยเรื่องนี้กับอาจารย์ป๊อกมั้ยครับ ไม่เห็นนา อาจารย์ป๊อกก็เป็นนักวิชาการมาก่อนเหมือนกัน อะไรเงี้ย

ผมว่าอาจารย์ป๊อกยังพูดยาวอยู่นะ แต่ว่าคนจะชอบสไตล์แก คือผมคิดว่า

มีสไตล์คนที่ชอบอาจารย์ปิยบุตรแนวนั้นอยู่แล้วครับ

ครับ

ครับ

อาจารย์คิดภาพฝันนะตัวเองจะต้องมาขึ้นรถแห่ หาเสียงไปดีเบตมาสัมภาษณ์กับสื่อแบบเนี้ย อาจารย์

คือตอนที่ตัดสินใจทำงานการเมืองอ่ะ มันก็จะมาพร้อมกับว่า โอเค เราต้องปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสาร เพราะมัน

มันคือคำว่าผู้แทนราษฎรนะ

ใช่ๆ

นักวิชาการนี่คือ อ่ะ มันมีเรียกว่าเสรีภาพทางวิชาการ มีจุดยืนทางวิชาการ มีอิสระในการนำเสนอความคิดเห็นนะครับ แต่ก็มีมาตรฐานสากลของวงการอยู่

ครับ

แต่นักการเมืองเนี่ย มันคืออาชีพผู้แทนราษฎร ซึ่งชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าคุณต้อง

เป็นผู้แทน คุณต้องพูดแทนคนอื่น คุณต้องสื่อสารกับคนอื่นครับ

ดังนั้นแปลว่าเราต้องยอมรับว่าเราจะต้อง สื่อสารได้หลากหลายมากขึ้นเนี่ย ขึ้นปราศรัย อ่า พูดรถแห่ อ่า วิสัยทัศน์ก็อีกแบบนึงนะ สัมภาษณ์สื่ออะไรเงี้ย ก็ต้องอ

แต่ข้อดีคือเราก็ทุกอย่างเนี่ย เรามันอยู่ ในหลักการในตัวเราอ่ะครับ ข้อ

อาจจะเป็นถ้ามองตัวเองนะครับ วัย 40 กว่า มันเหมือนเราได้ตกผลึกมาพอสมควร เพราะหลายๆ เรื่องเราคิดมาตั้งแต่อายุ 20

อือ

แล้วมันก็ค่อยๆ กล่อมเกลา ขัดเกลามา ก็ชัดเจนอยู่ในตัว เพียงแต่ว่าพอสื่อสารก็อาจจะใช้เวลาสั้นหน่อยครับ

ผมชอบถามคำถามนี้กับรายการในรายการคนอื่น ๆ ว่า อาจารย์คิดว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไป จากวัย 30 ที่สุด

มาสู่วัย 40 มันคือเรื่องอะไรล่ะครับ

เปลี่ยนเยอะนะ เพราะว่า 30 เนี่ย ตอนนั้น ถ้า 30 เป๊ะๆเลยนะครับ ก็คือกำลังอยู่ปี 2 ปี 3 ที่ Cambridge มั้ง

กำลังเริ่มทำวิทยานิพนธ์ เริ่มมองหาโอกาสในตลาดแรงงาน มันเป็นวัยแห่งการ

ค้นหาที่ทางตัวเองในโลก

ครับ

ครับ แต่พอพอได้งาน พอไปอยู่ที่ญี่ปุ่น 40 กว่าเนี่ย มันเป็นวัยของการเรียกว่าใช้ชีวิตด้วยแล้วก็ อือ

ทำความเข้าใจคนอื่นมากขึ้น คือ 30 มันยัง สำหรับเส้นทางนักวิชาการเนอะเยอะอ่ะครับ

แต่พอวัย 40 มันคือวัยที่ต้องอยู่กับ ตั้งแต่ครอบครัว ครอบครัวใหญ่ จนถึงสังคม การทำงาน สังคมที่ใหญ่ขึ้น ดังนั้นมันเป็นการ

เข้าไปสัมพันธ์กับคนเยอะขึ้นครับ

ครับ อาจารย์พูดถึงคำว่ากับดักรายได้ ประเทศ

ปานกลาง

กับดักรายได้ปานกลางอยู่บ่อยๆเนาะ แต่เวลา อาจารย์พูดถึงวิสัยทัศน์อะไรเงี้ย

ถ้าเปรียบเทียบเป็นคนวัย 30 อาจารย์ อาจารย์คิดว่าคนวัย 30 อาจารย์ผ่านวัย 30 มาแล้ว คิดว่ามันต้องกังวล หรือระวังกับดักแบบไหนนะ ที่มันรอคอยดักคนวัย 30 อยู่

ยุคสมัยไม่เหมือนกันเนาะ

คือพอยุคสมัยเปลี่ยนเนี่ย ผมเลย

ผมจะชอบพูดว่ามัน คนจะชอบคุยกันว่า Nature หรือ Nurture ใช่มั้ย Nature ก็คือคุณเกิดมายังไง คุณมีธรรมชาติ ตัวตนคุณอย่างเงี้ย ดังนั้นมันก็จะเป็นอย่างเงี้ยครับ

แต่ Nurture หมายความว่าการเลี้ยงดู

เช่น ถ้าคุณมีลูกฝาแฝด แต่คุณเอาลูกฝาแฝดคนนึงไปอยู่แอฟริกา คนนึงอยู่อเมริกา คุณคิดว่า จะต่างกันมั้ย

คนที่เชื่อใน Nurture ก็จะบอกว่า ต่างกันแน่ นอน เพราะว่าถูกเลี้ยงดูในสภาพสังคมต่างกัน

อือ

แต่ผมว่าจะเติมอีก N นึงคือ Nation

ชาติ

Nature, Nurture แล้วก็ Nation นี่มันหมายถึงแบบ มันเป็นเหมือนมวลรวมความรู้สึก ณ เวลานั้นๆ เอ่อ ผมเนี่ย อาจจะโชคดีที่ทันยุค 90 ที่ไทยโตไว แต่ก็โตไวจนเกิดฟองสบู่นะ คือยุคผมเนี่ย

เราเห็นครูโรงเรียนมัธยมลาออกไปทำธุรกิจกันน่ะ

อื

ผมคิดว่ามันจินตนาการไม่ออกในยุคนี้แน่นอนเนาะ

เนาะ

แต่ยุคผมมันเหมือนกับคนรู้สึกเห็นโอกาส ทางเลือกในชีวิตมันหลากหลาย ผมโต ผมโชคดีที่โตมากับยุคนั้น เราเลยรู้สึกกล้าฝัน แม้ว่าเราจะมาทีหลังก็ตามนะ แล้วต่อให้เราเจอวิกฤตต้มยำกุ้งไปแล้ว กลับมาต้น 2 ทศวรรษ 2,000 น่ะ สังคมไทยมันกลับมาอีกครั้งนึง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันมีความหวังพอที่เราจะกล้าฝันว่า ลองผิดลองถูก ทำอย่างนั้นดู แต่ผมไม่แน่ใจว่าเท่าที่คุยกับหลายๆคน ตอนเนี้ย มันเหมือนกับความกล้าฝันมันต่างกัน ดังนั้นต่อให้เป็นวัย 30 เหมือนกันนะครับ Nation จังหวะ อารมณ์ มวลรวมความหวังในแต่ละช่วงเวลามันเลยไม่เหมือนกัน ก็เลยไม่กล้าให้คำแนะนำมาก เพราะว่ามันเหมือนกับเราโตกันมาคนละช่วงเวลา

ใช่ เข้าใจครับ

ยิ่ง ยิ่งเนี่ย เลือกตั้งช่วงนี้เนี่ย คนเคยมีความหวังอยู่ แต่คนนั้นก็รู้ว่า To be fair คือเขาจะรู้ว่าเหมือนจะรู้ผ่อนล่วงหน้าไปแล้วอ่ะ อาจารย์

เนี่ย อันนี้แย่มากเลย อื ใช่ ผมคิดว่า เอ่อ ในกระแส กระแสสังคม ในกระแสสื่อด้วย ทุกคนพยายามจะเป็นกูรู โดยการบอกว่า มันจะต้องเป็นอย่างนี้แน่เลย ซึ่งผมรู้สึกว่ามันเป็นการบิด

ความเป็นไปได้ทั้งหมายทั้งปวง ผมพูดเสมอว่า ผมกลับมาทำงานการเมือง ผมไม่ได้ไม่จำเป็นต้องมีชัยชนะหรอก ถ้าสังคมไม่พร้อมเลือกเรา ไม่เป็นไร ไม่เห็นด้วยกับเรา ไม่เป็นไร แต่สังคมมันควรจะมีความหวังอย่างใดอย่างหนึ่งอ่ะ ว่าอย่างน้อยออกไปเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่าคราวที่แล้ว คราวที่แล้ว 75% นะครับ

อย่างน้อยเราไม่อยากให้คนสิ้นหวัง แต่คุณจะเลือกอนาคตแบบไหนเนี่ย สิทธิ์อยู่ในมือคุณแน่นอน ดังนั้นเรารู้สึกว่าอย่างน้อย อยากให้ทางสังคมช่วยกันเถอะ ช่วยกันคุยเรื่องอนาคตเถอะว่า

เฮ้ย พรรค 4 นี้อยากเห็นอนาคตประเทศเป็นแบบนี้ อือ

พรรคสีนี้อยากเห็นอนาคตประเทศเป็นแบบนี้ นะ แล้วเราฝันถึงอนาคตแบบไหนกัน

ครับ อาจารย์จะบอกว่าไอ้ความจ๋อยของคนเนี่ย มันไม่ได้เป็นแค่ปัจเจกเนาะ

Nation

ครับ

มันส่งผลต่อความจ๋อย ความไม่รู้จะไปต่อชีวิตได้ด้วยเหมือนกัน

ใช่ หรือว่าเห็นถึงความแน่นอนมั้ย รู้มั้ยว่าถ้าวันนึงฉันเกิดทดลองเนี่ย ฉันอยากทำ Startup แบบนี้มากเลยอ่ะ แต่มันเสี่ยงมากเลยนะ

อือ

แต่ถ้าเรารู้สึกว่า ถ้าถ้าฉันล้มนะ สังคมยังอยู่ข้างเรานะ เพราะรู้ว่าเราไม่ได้ทรยศใคร เราไม่ได้คอร์รัปชั่น แต่เราแค่ อยากทดลองเสี่ยงอ่ะ ฉันอยากทำ Start อทางการศึกษาเว้ย มันไม่มีใครทำเลยอ่ะ ฉันเห็นเด็กต่างจังหวัดแล้วฉันรู้สึกว่ามันต้องมีอย่างเงี้ย แต่อีกใจนึงแล้วสังคมนี่มันจะโอบรับลงมั้ยอ่ะ ถ้าฉันล้มเหลว ถ้าคำตอบมันลังเลเนี่ย แปลว่าสังคมนั้นไม่ดีพอ อย่างน้อยมันต้องทำให้สังคมรู้สึกว่า ฉันกล้าเสี่ยง เพราะมันเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ แต่มันยังไม่เคยมีใครทำ และฉันรู้ว่าสังคมจะรองรับฉันได้อย่างน้อย ถ้าฉัน fail ไป ฉันยังมีโอกาสที่ 2 second chance ในชีวิตอ

เนี่ย เราอยากสร้างสังคมแบบเนี้ย คือ

อือ

เร็วๆ นี้ รู้จักเกมเศรษฐีมั้ยครับ เกมซุปเปอร์เศรษฐี

ผมอ่ะ เคยเล่นตอนเด็กเลย ตอนประถม

ครับ

แล้วพออยู่ต่างประเทศ ผมไม่เคยแตะมันอีกเลย

อือ

เร็วๆ นี้ ลูกผมมาชวนผมไปเล่น ผมก็ไปซื้อกล่องเกมเศรษฐีมา ผมตกใจมากที่ที่มันยังสนุกเหมือนเดิม อ่ะ เช่าที่ดินอ่ะ จ่ายค่าเช่า ถ้าใครเป็นเจ้าของที่เยอะ ได้เงินเยอะอ่ะ ประตูผีเนี่ย ซวยนะ สีเหลืองไอ้สีเหลืองๆอ่ะ คุณเปิดมาโอกาสที่ โอ้ โดนจับทุจริต ต้องจ่ายเงิน เจอรถชน จ่ายเงินเข้าคุก แต่เข้าคุกแล้วจ่าย 500 ออกได้ เกมมันยังสนุกเหมือนสมัยผมประถมเลย

อือ

ซึ่ง

มีปัญหาแล้วนะครับ

อื

มีปัญหาแล้วนะครับ แต่ว่าสังคมไทยมันเปลี่ยนน้อยไปหรือเปล่า

อื

มันไม่ใช่สนุกแบบคิดถึงอดีตด้วยนะ มันสนุกแบบเหมือนชีวิตชั้นตอนนี้เลย ที่มันมีความเสี่ยงขนาดนี้

มันถูกแช่แข็งไว้ ปัญหาถูกแช่แข็งไว้ เหมือนเดิม

อื ผมคิดว่าสภาพปัญหาหลายๆอย่าง วิธีการหาเงินมันเหมือนเดิมมากเกินไป จนน่ากลัว ถ้าเปรียบเทียบนะครับ เรารู้สึกอยากอยากให้สังคมมันเป็นเกมเลโก้มากกว่า เลโก้นี่มันคือ อ่ะ ชีวิตช่วงวัยเนี้ย ชั้น 25 ฉันอยากต่อแบบเนี้ย ฉันรู้สึกว่าบ้านที่สวยมันต้องปึ๊บๆๆ พออายุ 27 ไม่ใช่ฉันอยากเปลี่ยนว่ะ แต่ฉันใช้อุปกรณ์เดิมเลย ซื้อใหม่เติมๆ พอ 35 เออ ฉันอยากเปลี่ยนเป็นอย่างงี้แล้วล่ะ ฉันเติมเข้ามา ฉันปึ๊บๆ สังคมมันควรจะสนุกกับเกมเลโก้มากกว่าที่จะถูกแช่แข็งไว้เหมือนเกมเศรษฐีในอดีต เราควรจะเล่นเกมเศรษฐีโดยการนึกถึงอดีตมากกว่าที่รู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับเราในปัจจุบันขนาดนี้อ

อือ

ครับ

ผมก็มีเพื่อนฝูง หรือว่ามิตรสหายหลายคนที่ทำ Startอ

อือ

เดือนนึงจะมาคุยกันก็จะมาตบบ่ากันแบบ

อือ

โปรเจคนี้ตรวจแขนแซนเซิลไปแล้วว่ะ

อือๆ

ไม่รู้ว่าที่ระดมระดมทุนมามันจะไปรอดมั้ย

มันกลายเป็นบทสนทนาของวัยไปแล้วอาจารย์ที่ แบบเรามาบอกว่าใครเหนื่อยแค่ไหน

เกี่ยวกับรัฐด้วยใช่มั้ย

ใช่

ขอทุนยากจัง ทำไมคนมีเส้นแล้วของง่าย

ใช่ๆ ประมูล Pitch ไปก็แพ้

อื

ทำไมคนนี้ถึงรู้ Pitch ก่อนเราอะไรเงี้ย แต่ มันจะมันจะวนเวียนอยู่กับความลำบากในการทำงานซะเยอะ ผมเข้าใจว่าไอ้ความลำบากในการทำงานมันก็เกิดขึ้นกับคนทุกยุคสมัยอ่ะอ

ครับ

แต่

มีการแข่งขันไม่เป็นไรนะ ขอให้การแข่งขันมันแฟร์ แล้วเราแพ้ เราจะเชิดหน้าชูตาได้ ฉันแพ้คนที่เก่งกว่าว่ะ

อื

คือมันเหมือนถ้าเราเรียนในห้องแล้วเราแพ้ คนที่เก่งกว่าเราจะแบบ ฉันจะเก่งเท่าให้ได้

ใช่ๆ

ใช่มั้ย แต่ถ้าคนที่เก่งกว่ามันดัน อ้าว

ครูให้ข้อสอบเค้าก่อนว่ะ

อื

จบเลยนะ ไอ้คนนั้นก็จะไม่พัฒนาต่อ ไอ้ตัวเราก็ไม่อยากพัฒนา ดังนั้นมันจะแย่ไปทั้งมวลรวมทั้งสังคมเลยอ

อือ

อาจารย์เลยตอบในแบบสอบถามว่า สำหรับอาจารย์แล้ว การเมืองคืออะไร อาจารย์ตอบว่า การเมืองคือความหวัง ความหวังที่เราจะออกไปจากการเมืองที่เราเจอปัญหาแบบนี้

ความหวังในการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง

ครับ

ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งนะ ผมอยากให้ทุกวัน ที่แบบคุณ involve คุณดูข่าวการเมืองแล้ว คุณเห็นมันไปข้างหน้าสักอย่างนึง และคุณรู้สึกมีส่วนร่วมกับมัน

อื

บางคนจะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ สกปรก การต่อรองอำนาจ สลับอาจารย์ แล้วไม่น่ามองแบบนั้นล่ะครับ

มันเป็นเรื่องผลประโยชน์และทรัพยากรของประเทศแน่นอนนะครับ งบประมาณประเทศ 3 ล้านล้าน คุณใช้อย่างไง งบประจำตัดๆออกไปเหลือ 700,000 ล้าน คุณใช้อย่างไง คุณจะสร้างถนน ซ่อมถนน หรือคุณจะสร้างโรงเรียน หรือคุณจะเอามารีสกิล ดังนั้นการเมืองมันคือจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์แน่นอน

แต่คุณจะยึดผลประโยชน์ของใคร

อื

อันนั้นคือคีย์เวิร์ดมากกว่าครับ

ตอนที่อาจารย์ยังวัย 30 อยู่อาจารย์มองการเมืองยังไง แล้วพอมาทำงานการเมืองจริงๆ อาจารย์มองการเมืองเปลี่ยนแปลงไปมั้ย ครับ

ผมต้องบอกว่าผมโตมาเนี่ย ก็อ่านข่าวการเมืองค่อนข้างน้อย เพราะตอนนั้นมันก็เสพได้แค่หนังสือพิมพ์อะไรอย่างเงี้ยเนาะ เราก็ฟังผู้ใหญ่คุยกัน แล้วเราก็ไม่ได้อินมาก เราจะรู้สึกว่า

เราอยากสร้างตัว

อื

ดังนั้นถ้ามาเรียกว่าเข้าใจการเมืองจริงๆ น่าจะตอนอยู่มหาวิทยาลัย แล้วก็ช่วง 20 กว่าละนะครับ ที่เริ่มอ่านข่าวการเมืองเอง แล้วก็ตอนนั้นเริ่มมีการเลือกตั้ง มีความคึกคัก นโยบายเริ่มมีผลกับชีวิตคนมากขึ้น

ครับ

เอ่อ แล้วก็พอดีได้เรียนไปเรียนเรียนเศรษฐศาสตร์ เรียนปริญญาโทที่เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็จะช่วงนั้นการเมืองเรื่องเข้มข้นละ ก็จะมีเถียงเรื่องการเมือง เรื่องเสียเริ่มมา

ช่วงนั้นคือช่วงวันปีไหนนะ อาจารย์

2005 ครับ ก็ 2547 2548

ก่อน

ซึ่งการเมืองก่อนรัฐประหาร

แล้วมันก็เราก็เห็นรัฐประหารแบบเต็มตาใน ปี 2549

ครับ

ซึ่งก็ช็อกตัวเราเหมือนกัน ในฐานะคนที่ไม่เคยอินกับการเมืองมากในตอนเด็กๆนะครับ เราเคยตอนข่าวปี 35 นี่เราก็เด็กเพิ่งขึ้น ม.1 หรืออะไรอย่างเงี้ย ก็ยังไม่ได้อินอะไรมาก แค่เห็นความเคลื่อนไหวในสังคม

แต่พอ 49 นี่มันเหมือนเห็นตามตาว่า

มันมีการเมือง 4 เสื้อเริ่มมา เริ่มเถียงกัน เริ่มเถียงกัน อ้าว เอ๊ะ อยู่ๆมายังไง รัฐประหาร

รถถังมา

อ่า ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรากลับไปอ่านประวัติศาสตร์ เพราะตอนนั้นเราเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ เราอาจจะไม่ได้อ่านประวัติศาสตร์เยอะนะครับ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรากลับไปย้อนอ่านประวัติศาสตร์ไทยมากขึ้นครับ

อือ อาจารย์เลยมองว่าการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าเกลียด น่ากลัว น่ารังเกียจอะไร

ยิ่ง ยิ่งเรารังเกียจมันจะยิ่งวกกลับมาทำร้ายเรา

อื

ยิ่งเรารู้สึกว่าเรามีส่วนร่วมกับมันได้

มันจะยิ่งทำให้มันเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ เราหวัง

ถ้าเรายิ่งรังเกียจมันจะวกกลับมาทำร้าย ครับ เพราะสุดท้ายถ้าเรายิ่งไม่แคร์ ไม่แคร์

อื

เอ่อ ต้นทุนในชีวิตคุณจะสูงขึ้นด้วยนะ เช่น คุณลองนึกถึงประเทศที่มันเหลื่อมล้ำ คือเหลือความเหลื่อมล้ำเนี่ย เป็นเรื่องที่มนุษย์สร้างนะ เพราะมันมีเอ่อ นโยบายต่างๆ นโยบายภาษี นโยบายการสร้างพื้นที่ให้กระจุกตัวหรือกระจายตัวอย่างเงี้ย ดังนั้นความเหลื่อมล้ำมันก็เรียกว่านโยบายมันแก้ไขได้ หรือทำให้มันเพิ่มความเหลื่อมล้ำได้

อือ

ถ้าคุณไม่สนใจการเมืองในแง่เนี้ย สุดท้ายชีวิตคุณจะมีต้นทุนแพงขึ้น คุณจะไม่มีความปลอดภัยในชีวิตได้เลยอ่ะ หมายความว่า

คุณต้องทำงานเก็บเงิน ซื้อรถตู้ หาคนขับรถด้วย แล้วพาลูกไปส่ง แล้วก็กังวลมากว่าอาชญากรรมจะเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ในท้องถนน สังคมแบบนี้มันไม่น่าอยู่หรอกครับ

อือ

คุณเป็นไฮโซ คุณก็เป็นไฮโซโลกที่ 3 อ่ะ ไฮโซโลกที่ 3 หมายความว่า คุณต้องระแวดระวัง คุณต้องมีต้นทุนในการปกป้องชีวิตคุณสูงมาก แต่ถ้าคุณเป็นชนชั้นกลางในโลกที่ 1

อันนี้ผมก็คิดว่าอันนี้เป็นคำถามที่ดี

ครับ

คุณเลือกจะเป็นไฮโซโลกที่ 3 หรือคุณอยากให้เป็นชนชั้นกลางขนาดใหญ่ในโลกที่ 1 ร่วมกัน

อือ

แปลว่าหลายๆประเทศนะครับ ญี่ปุ่น อังกฤษ อย่างเงี้ย ระบบ เอ่อ ชีวิตความปลอดภัยตอนกลางคืนอย่างเงี้ย คุณเดินถนน อ่า ความปลอดภัยในชุมชนมันสูงกว่า มันเป็นเพราะว่าความเหลื่อมล้ำมันไม่เยอะ ดังนั้นการเมืองที่มันมีผลต่อความเหลื่อมล้ำเนี่ย มันยิ่งอันตรายกับทุกคนครับ

ครับ ยิ่งเรียนเศรษฐศาสตร์มามองเห็นปัญหา และความลำบากมากขึ้นใช่มั้อาจารย์

พยายามทำ 2 ทาง คือเศรษฐศาสตร์มันทำให้เราเห็นตัวเลขนะครับ Macro แต่ส่วนตัวผม เนื่องจากเราก็โตมาเห็นความเหลื่อมล้ำ โตมาแบบวิ่งขึ้นรถเมล์ ไต่เต้ามาเหมือนคนอื่น ดังนั้นเราก็เห็น

ด้วยเลือดด้วยเนื้อของเราอยู่แล้วเรื่องความเหลื่อมล้ำครับ

อือ

พูดถึงเรื่องการเรียน ห้องเรียน อาจารย์ ถ้าอาจารย์จะเปรียบเทียบว่าประเทศไทยอ่ะเป็นห้องเรียนห้องเรียนนึง อาจารย์คิดว่าประเทศเนี้ย มันต้องรีบตีวิชาอะไรก่อน อันดับแรกถึงจะไปต่อได้ อาจารย์กัน

เมื่อก่อนมันจะมีช่วงที่เรียกว่าคุยกันเองในห้องก่อนเข้าเรียนวิชาแรก

อ่านึกออกแกปตรงนั้นนิดนึงอ่ะผมมี

เป็นช่วงเวลาที่ผมชอบมาก

มันจะมีทั้ง

ตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าห้องนะ มันจะมีทั้งช่วงที่เราอยู่กับครู และช่วงที่เราเพิ่มขึ้นมาแล้วเราอยู่กันเอง ช่วยกันติวหนังสือในห้องเรียนเอง

ออ

ซึ่งผมรู้สึกว่า แล้วเราก็นัดกันมาเองนะ ใครไม่มีใครเก่งทุกวิชา ดังนั้นคนที่เก่งวิชาไหนก็มาติวให้เพื่อนช่วงใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเงี้ย แต่ว่าเป็นช่วง Home room แล้วก็คุยกันในห้องด้วยว่า เออ มีเรื่องไหนที่เราอยากเปลี่ยน อยากจัดการ

สำหรับผมเลยรู้สึกว่า Home Room หรือช่วงเวลาก่อนเริ่มเรียนทางการเนี่ย เป็นช่วงเวลาที่ผมจะนึกถึงก่อน

แล้วยังจดจำความรู้สึกนั้นได้ว่า เอ้ย มันตัดสินใจอะไรร่วมกันได้นะในห้องเรียน แล้วถ้าเห็นด้วยกันก็ไปบอกครู โน้มน้าวครูว่า เปลี่ยนตรงนั้นมั้ย ปรับตรงนี้มั้ย ถ้าทำได้ก็กลายเป็นเรื่องที่ดี ดังนั้นผมอาจจะนึกถึงการรวมพลังในวิชาแบบเนี้ยครับ

ตอนนี้มันรวมพลังกันยากหรอกครับ อาจารย์ ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้มันมีเวลาแบบนี้อยู่ หรือเปล่า

อืออือๆ

แต่ถ้าพูดถึงวิชา อาจจะเป็นวิชาที่เรายังไม่เห็นและสำคัญก็ได้ เช่น อ่า Financial Literacy หรือความรู้ทางการเงินที่อาจจะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ที่อาจจะขาดหายไปในห้องเรียนก็ได้ครับ

ครับ ผมขอครับ คำถามต่อไปครับ อันนี้คือน่าสนใจมาก อาจารย์บอกว่าเรื่องที่ทำให้ร้องไห้ได้ในวันนี้ คือเดินข้ามสะพานที่โตเกียว เป็นยังไงหรอครับ

คือผมเพิ่งกลับไป เอ่อ ที่โตเกียว เดี๋ยวเมื่อสักปลายปีที่แล้วนะครับ กลับไปสอบวิทยานิพนธ์นักศึกษาปริญญาเอกครับ

แล้วก็ คือตอนที่ผมอยู่ญี่ปุ่นเนี่ย ผมก็ใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์เงินเดือนเนาะ ก็คือไปทำงาน เช้าแล้วก็กลับค่ำนะครับ

ครับ

ถ้าช่วงไหนปั่นงานก็จะกลับรถไฟเที่ยวสุดท้าย เที่ยงคืนครึ่ง เราจะจำเวลารถไฟเที่ยวสุดท้ายได้เสมอครับ พอเป็นรถเราต้องเร่ง

ครับ

แล้วตรงเวลาด้วยนะ ญี่ปุ่น

ต้องตรงเวลาครับ ดังนั้นเที่ยงคืนครึ่งเนี่ย จะเป็นเวลาที่ผมต้อง

อื ขึ้นรถไฟให้ทันแล้วกลับ แต่ที่ญี่ปุ่นก็คือรถไฟมันไม่ได้มาจ่อหน้าบ้านเราจะลงสถานีเสร็จแล้ว ของบ้านผมที่ผมอยู่เนี่ย ก็คือต้องเดินข้ามแม่น้ำมาเป็นสะพาน อ่า ข้ามแม่น้ำ Sumida นะครับ ซึ่งผมทำอย่างนั้นมาเป็น 10 ปีนะครับ โดยไม่รู้ตัวนะครับ และอาจจะไม่ได้ชื่นชมอะไรมันเท่าไหร่ แต่พอหลังจากผมตัดสินใจกลับมาไทยแล้วเนี่ย ก็ เอ่อ ต้องไม่ได้อยู่คอนโด ไม่ได้อยู่บ้านแล้วนะครับ แต่วันนั้นน่ะ ได้ขึ้นรถไฟเหมือนเดิม แล้วก็กลับมาเดินข้ามแม่น้ำ สะพานเดิม วันนั้นน่ะเดินผ่านแล้วมันเป็น มันคือกลิ่นด้วย

อื

แม่น้ำที่โตเกียวเนี่ย มันเชื่อมต่อกับทะเล มันจะมีกลิ่นทะเลอยู่ด้วย มันจะมีแสงสี พอเราเดินผ่านน้ำตามันไหลเลย มันไม่ได้ฟูมฟายนะ แต่มัน ผมก็อธิบายไม่ถูกว่ามันคืออะไร มันเหมือนแบบ มันเป็นความรู้สึกเก่าที่เคยเป็นชีวิตเราช่วงนึง ซึ่งก็เป็นช่วงเป็น 10 ปี ที่เราเคยอยู่กับมัน แล้วมันก็หายไปกับเรา หายไปจากเราแล้ว วันนั้นเราได้กลับไปอีกครั้ง แล้วมันไม่ใช่แค่รูปอ่ะ มันเป็นกลิ่น มันเป็นสัมผัส มันเป็นคางเดิน มันเป็นแล้วน้ำตามันก็ไหลพราก

มันเป็นความคิดถึงโหยหาหรอครับ อาจารย์

ผมว่าเป็นความคิดถึง แต่รู้ดีว่าเราเป็นคนตัดสินใจเดินออกมาจากมันเอง

โหดร้ายเหมือนกันเนาะ หมายถึงว่าโหดร้าย

เราตัดสินใจเอง

แล้วเราเดินออกมาจากตรงนั้น แต่มันเป็นความทรงจำ ความผูกพันในตัวเรา 10 ปีนี่มันสร้างตัวตนนะ ผมมีครอบครัว

ผมเรียน ผมเรียกว่าไต่เต้าสร้างตัวตนทางวิชาการ ทางการงานที่อังกฤษ

ครับ

แต่มาใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น

อือ

ดังนั้นที่โตเกียวมันเหมือนเป็นที่ใช้ชีวิต

อือ

เอ่อ ที่สร้างครอบครัว

มันก็จะไปอีกขั้นนึงนะครับ ดังนั้นมันก็จะ เป็นความทรงจำ ความผูกพัน

อีกแบบนึง

อื

แล้วเราเป็นคนตัดสินใจเดินออกมาเอง

มันแวบในหัวว่าอยากจะกลับไปเป็นแบบนั้นมั้ยครับ

ช่วงแรกๆมีครับ แต่ว่าหลังจากตัดสินใจเด็ดขาดแล้วก็ ผมอาจจะเป็นคนเด็ดขาดด้วย คือถ้าเราชัดเจนแล้วอ่ะ เราก็เดินต่อ แต่นั่นแหละ พอพอเราตัดสินใจชัดเจนอย่างนั้น

แล้วมันอาจจะอยู่ในความผูกพันในตัวเรา พอเราเดินข้ามสะพานนั้นปุ๊บ ผมยังจำความรู้สึกวันนั้นได้เลย ไหลตลอดทางเลยครับ แต่พอเดินลงสะพานปุ๊บ อ้า แล้วก็เช็ดน้ำตา แล้วเราก็ใช้ชีวิตต่อ

ตอนนั้นคุยอะไรกับตัวเองในหัวบ้างมั้ย ครับ อาจารย์

ไม่ได้คุยเลย คือมันสัมผัสมันปล่อย เหมือนกับปล่อยให้ตัวเองได้สัมผัสความรู้สึก ผมยังจำกลิ่นของแม่น้ำ Sumida วันนั้นได้เลยอ่ะ

อื

แต่นั่นแหละ พอเดินลงสะพานปุ๊บ เราก็เช็ดน้ำตา แล้วเราก็ใช้ชีวิตต่อครับ เพราะเราเป็นคนเลือกเอง

จะมีโอกาสที่จะมีสภาพแบบนี้ในไทยบ้างมั้ย ครับ

กลับมาไทยเนี่ย มันคือบ้านเกิดเนาะ มันคือความคุ้นเคยเก่าๆ ผมเคยคุยกับภรรยาว่า เออ ญี่ปุ่นเนี่ย ต่อให้มัน สุขสงบแค่ไหนนะในโตเกียวนะ ได้ยินเสียงนกร้อง เอ่อ แต่ตอนกลางคืนน่ะ มันจะมีความเหงาบางแบบอยู่

อื

ขนาดเราอยู่เป็นครอบครัวแล้วนะ

อือ

มันจะมีความรู้สึกบางอย่างที่มันก็ไม่ใช่บ้านเราสัก 100% แม้ว่าเราจะรู้สึกปลอดภัย สีเขียว แต่พอกลับมาเมืองไทย อ่า ได้ยินเสียงรถเข็นขายของเนี่ย

ของเก่าแรก ของใหม่ ไอติมอะไรเงี้ย

เฮ้ย เรื่องชีวิตเราว่ะ

อือๆ

ความเหงาหายไป อาจจะเป็นความกังวลอื่นแทนเ

ปปลอดภัย ของกูจะหายไปอะไรอย่างเงี้ย แต่ เฮ้ย มันอยู่ในส่วนลึกของเรา มันคือบ้านเราครับ มันคนละความรู้สึกกัน

อื เป็นไปได้มั้อาจารย์ว่าอาจารย์ก็รู้สึกว่ามันคงตัดสินใจยากแหละเนาะ แต่ว่ากลับไปเนี่ย เราก็ตัดสินใจไปแล้วว่าเราเลือกทางนี้แล้วอ่ะ ใจความเสี่ยงอะไรในใจอยู่หรือเปล่าครับ

การตัดสินใจแล้วพอเป็นเรื่องการเมืองไทย ด้วยนะ ไม่ใช่แค่การเมือง ต้องเติมคำว่าการเมืองไทยเข้าไป มีความเสี่ยงแน่นอนอ

อือ

ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีเนาะ ทำให้คนที่อยากมาทำงานการเมือง ซึ่งจริงๆ ควรจะมีเยอะกว่านี้ คนที่รู้สึกว่าการเมืองเป็นอาชีพนึง

อือ

ใช่มั้ย คุณอาจจะทำอาชีพอื่น มาทำ Startอ ทำการเงิน อ่า หรือแม้แต่เคยเป็นช่างไฟ เป็นอะไรอ่ะ รู้สึกว่าอยากปรับเรื่องนโยบายมาทำงานการเมืองสักพักนึง เสร็จแล้วก็ออกไปทำอาชีพอื่น ควรจะเป็น Career Path ปกติของชีวิตคน ไม่ใช่กลับกลายเป็น

คน ที่อยู่ก็อยู่แช่แข็งจนอยู่กันจนรากงอก แต่คนอื่นกลับไม่กล้าเข้าอย่างเงี้ย ผมคิดว่าอันเนี้ยเป็นสะท้อนความสุขภาพไม่ค่อยดีของความเป็นการเมืองที่ทำให้รู้สึกมันแปลกแยกจากอาชีพอื่นขนาดนี้ ดังนั้นถ้าถามความเป็นไปได้คือผมอยากให้การทำงานการเมือง ถ้าเป็นเป้าหมายในเชิงนอกจากเป้าหมายเชิงนโยบายนะครับ เป้าหมายอีกอันนึงก็คือทำให้คนในสังคมรู้สึกว่า

การเมืองเป็นหนึ่งในอาชีพที่คุณเลือกได้ ที่คุณอยากมาทำช่วงหนึ่งในชีวิต

อื

แล้วพอถึงเวลาเหมาะสม คุณผลักดันนโยบายที่คุณทำสำเร็จ คุณก็ออกไปทำอย่างอื่น คุณก็ใช้ชีวิตด้านอื่นได้ นี่คือเป้าหมาย เอ่อ ระยะไกลที่อยากให้เกิดครับ

อื ยิ้มกับพรรคส้มที่ไม่กี่ปีเนี่ย โดนยุบพรรคไปแล้ว 2 รอบ

อื

ความเสี่ยงมันดูจะหนากว่าปกติในจานมั้ย ครับ

ใช่ครับ แต่เราก็มองฝั่งความหวังมากกว่า เราถึงกลับมาพูดตามตรงเลยคือความเสี่ยงมีอยู่แล้ว และต้องยอมรับ

อื

แต่เรากลับมาด้วยความหวัง

ในอีกด้านนึง เราเห็นนักการเมืองรุ่นเรียก อะไรรุ่นเดอะหลายๆคน ที่แบบอยู่การเมืองมานานมาก อยู่รอดปลอดภัยมาดีตลอด แต่เขาคงทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาอยู่ต่อไปได้ อย่างนั้นน่ะ อาจารย์

อือ

อะไรที่อาจารย์รู้สึกว่าโอเค จะไม่เป็นแบบนั้นน่ะ แต่จะมาเสี่ยงประมาณนี้มากกว่า อะไรเงี้ยครับ

ผมคิดว่าถ้าเราโตมาด้วยความชัดเจนว่า ชีวิตเราคืออะไร

ครับ

ข้อดีของคน หรืออย่างผมเคยอยู่ต่างประเทศมาระยะพอสมควร 10 16 17 ปีอ่ะ เราใช้ชีวิตคนเดียวได้

อื

เราล้างจาน ซักผ้า จัดการชีวิตตัวเองได้ ถ้าคุณทำอย่างนี้ไม่ได้อ่ะ มันจะต้องมีบริวาร แวดล้อมตลอดเวลา

ครับ

พอคุณต้องมีบริวารแวดล้อม คุณก็ต้องหล่อเลี้ยง คุณต้องหล่อเลี้ยง คุณก็ต้องหาเงิน คุณต้องหาเงิน คุณก็ต้องอาจจะต้องยอมรับบางอย่างที่มันไม่ผิดปกติ แล้วก็อยู่กับมัน พอคุณมีชนักติดหลัง คุณก็ต้องอยู่กับมัน เพราะว่ากลัวคนจะมาทิ่มแทงคุณ ไอ้ระบบแบบนี้ผมว่ามันไม่ค่อยดีแล้ว มันกลายเป็นประเทศที่ลงโทษคนสุจริต เราก็อยากเปลี่ยน พอเรา ข้อดีก็คือพรรคสีส้มมันก็ชัดเจนตั้ง แต่ต้นในเรื่องของการ financing ใช่มั้อ่า รับเงินบริจาคให้คนมีส่วนร่วมในการสร้างพรรค อันนี้เป็นข้อดีที่ทำให้พอจุดเริ่มต้นมันเป็นอย่างนั้น ต่อให้มันมีปัญหาระหว่างทาง ซึ่งก็เหมือนองค์กรทั่วไป มันก็แก้ปัญหาอื่นๆ ได้ อย่างน้อยเรื่องใหญ่สุด ที่เป็นเรื่องหล่อเลี้ยงมันเชิงอุดมการณ์ เชิงการเงิน ทำให้มันไปต่อของมันได้ ผมคิดว่าอันนี้สำคัญ

ยิ่งช่วงนี้โดนหนักเลยนะ อาจารย์ ในฐานะอาจารย์ก็เป็นแกนนำพรรคอ่ะครับ

อาจารย์รู้สึกว่ามันทำให้เหนื่อยน้อยลง ล้าลง หรือว่าตั้งคำถามอะไรมากขึ้นมั้ย ครับ

วันก่อนไปเวทีดีเบตใหญ่ พรรคอื่นเนี่ย กองเชียร์มาเป็นร้อยเลย ป้ายใหญ่โต เสียงดัง ของเราไม่ได้ประกาศนะ สีส้มไม่ได้ประกาศ ชวนคนมีคนมาประมาณ 10 คน เอาเป็นเหมือนกระเช้าใส่ส้มมาให้ เอาหนังสือมาให้ ใครทำบริษัทเล็กๆอ่ะ เขามีของชำร่วยของบริษัทเขาอ่ะ เขาเอามาให้ ผมซาบซึ้งใจมากเลย อื แล้วเราก็รู้สึกว่า นี่แหละ มันคือวิถีของเราครับ อาจจะไม่ได้เน้นจำนวน แต่ว่าถ้าเวลาเรานัด เขาก็มากันนะครับ แต่บางทีไม่นัดแล้วเขาตั้งใจมา เรารู้สึกว่าโอ้ รู้สึกขอบคุณคนที่มาให้กำลังใจกันมากเลยครับ

เพราะว่าอะไร รู้สึกว่ามันคือความโดดเดี่ยว บางคนจะบอกว่า

ไม่ มันคือความออร์แกนิค มันคือความแบบชีวิต

คนเนาะมันแบบเอ้ยวันๆแล้วก็ทำงานไงอื ก็ไปผมคิดว่า >> มันหรือที่คนถามว่าแล้วจะมีปรากฏการณ์ฟ้า รักพ่อมามย่ามิทามคือแบบพอคุณทำเรื่อง เหล่านี้ด้วยความออแกนิคอ่ะครับคุณไม่รู้ หรอกถ้าคุณรู้ไปว่าคุณจัดตั้งใช่มั้ >> พอเราไม่รู้เราเลยยิ่งรู้สึกชื่นชมแล้วก็ >> ขอบคุณคนที่ทำอย่างนั้นเป็นกำลังใจให้กัน และกันครับ >>

อาจารย์ไปดีเบทมาหลายเวทีแล้วมีรายการแบบ เนี้ยก็คุยกับอาจารย์บ่อยๆยิ่งช่วงนี้ เนี่ย มีอะไรที่รู้สึกเหนื่อยบ้างมั้ยอาจารย์ เบื่อมั้ยเบื่อมั้ย >> มันเป็นหน้าคือทุกงานนะครับไม่ว่าจะงาน ไหน >> มันจะมีส่วนที่เป็นหน้าที่ที่ความรับผิด ชอบที่คุณต้องรู้อยู่ใน job description ตั้งแต่ต้นที่คุณต้องทำ >> ครับ >> ดังนั้นการตอบประเด็นการเมืองการชี้แจง เรื่องต่างๆถือเป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำ >> นะครับไม่มีปัญหา >> ครับ >> แต่ถ้าถามว่าแชั่นเรื่องอะไรแชionของผม เป็นเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องเสือตัวที่ 5 เป็นเรื่องอะไรอย่างเงี้ยก็จะบางคนบอกว่า พอผมพูดเรื่องนี้ผมจะตาวาล์วปกติเป็นโอเค มันมีเรื่องเราต้องยอมรับครับทุกงานเน เราต้องรับผิดชอบให้ดีแต่แน่นอนเรามี สิทธิ์ที่จะมีแพชชั่นในบางเรื่องเป็น พิเศษ >> ครับขอแตะการนิดหน่อยคือวันก่อนผมคุยกับ อาจารย์เชนเพื่อไทย >> ครับ >> ก็วิ่งนี้แหละครับผมถามคำถามเดียวกันผม คุยกับอาจารย์เหมือนกันผมถามอาจารย์เชน ว่าเรื่องที่พรรคเพื่อไทยถูกเข้าใจผิดมาก ที่สุดคือเรื่องอะไร >> อือ >> สำหรับอาจารย์แล้วสำหรับพรรคส้มแล้วครับ คิดว่าเรื่องที่พรรคประชาชนเขาจะผิดมาก สุดคือเรื่องอะไรแล้วอาจารย์อยากจะอธิบาย มันยังไงล่ะครับ >> น่าจะเป็นคำว่าไม่รักชาติ >> อื >> คำนี้มันเจ็บปวดเพราะว่าเนี่ยอย่างผมกลับ มาจากญี่ปุ่นผมก็กลับมาด้วยความรักที่ อยากเห็นประเทศไทยที่ดีกว่านี้ >> ครับ >> และผมเชื่อว่าผู้แทนราษฎรของพรรคทั้งหมด เนี่ยก็ ตัดสินใจทำงานการเมืองด้วยความรักอยาก เห็นประเทศไทยที่ดีขึ้น >> ครับ >> ดังนั้นถ้าจะถกเถียงกันไม่เห็นเห็นด้วย เห็นต่างเนี่ยผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติใน สังคมประชาประชาธิปไตย >> อือ >> เอ่อไม่อยากให้ด่าทอกันว่าใครรักชาติไม่ รักชาติแต่ขอให้ไปเถียงกันเลยว่าเรื่อง นี้เอายังไงที่มันจะดีกับชีวิตคนไทยมาก กว่าอนาคตประเทศอ่ะอุตสาหกรรมนี้น่าจะ สำคัญกว่าอุตสาหกรรมนี้นะลงทุนกับเรื่อง นี้ดีกว่าสร้างถนนตรงนี้ดีกว่าสร้างถนน ตรงนั้น >> ใช้เงินกับการศึกษาดีกว่าใช้เงินกับการ ซ่อมถนนมั้ย >> อือ >> ผมว่าเถียงอย่างเงี้ยสังคมมันไปข้างหน้า >> อือ >> แต่ถ้าคุณเริ่มเถียงกันว่ารักชาติไม่รัก ชาติเนี่ยผมคิดว่าก็เสี่ยงที่จะทำให้เรา ดึงลั้งกันไว้จนไม่รู้ว่าสุดท้ายแต่ ระหว่างที่เราดึงล้างกันไว้งบประมาณถูก ใช้ไปแล้วนะ >> กลายเป็นงบมีคนอยู่เนี่ยประกันสังคมเนี่ย คุณเถียงกันเถียงกันแต่เงินประกันสังคม ถูกใช้อย่างเละเทะอย่างเงี้ยดังนั้นเราไป เถียงกันที่อิชูที่ประเด็นเลยดีกว่ามั้ย ครับ >> อือาจารย์ต้องตอบคำถามนี้บ่อยมั้ยเพราะ ว่าเข้าใจว่าไปตลาดก็เจอคำถามแบบเรื่อง นู้นเรื่องนี้ >> ถ้าพูดตามแฟกเลยนะประมาณ 1 ใน 200 ที่จะ เป็นคำถามแต่มันมักจะเป็นข่าว >> เพราะมีคนถือกล้อง >> ใช่เพราะมีคนถือกล้องแล้วก็นักข่าวอาจจะ เลือก >> อืออ 1 ในนั้นไปเป็นข่าวครับแต่ถ้าดู จำนวนจริงๆจากทั้งจากตัวเองประสบและจากคน อื่นเนี่ย >> สัดส่วนมันน้อยกว่าครับ >>

ชวนคุยเรื่องเศรษฐกิจให้อาจารย์ตาลุกวาว หน่อยครับหนังสืออาจารย์เนี่ยเศรษฐกิจ 3 สีเนี่ยคือมันมี Planet People Platform ใช่มั้อาจารย์ครับ >> ถามวันเนี้ย >> 3-4 นี้มันยังเหมือนเดิมอยู่มั้อจารย์ >> เนี่ยผมดีใจมากเลยเพราะผมเป็นคนชอบเขียน อะไรเย็นๆไม่ชอบเขียนอะไรร้อนๆ >> ครับ >> หมายความว่าผมอยากเขียนเรื่องที่มันเป็น แก่นที่มันอยู่ได้นาน >> ครับ >> ดังนั้นผมยังยืนยันว่า 3 สีหรือ 3P เนี่ย ยังใช้ได้อยู่เลย >> ถ้า 34 เนี่ยอผี 3 โจทย์ใหญ่ของโลกนะ >> อ่าplanนตนี่ก็คือแบบคุณจะเอายังไงในโลก เนี่ยโรครวนขนาดนี้น้ำท่วมน้ำแล้งเกิด บ่อยขนาดนี้สภาพภูมิการเปลี่ยนขนาดนี้ เป็นประเด็นใน 10-20 ปีข้างหน้าแน่นอนนะ ครับ people คือทั้งคนที่สังคมสูงวัยมาก ขึ้นคนที่รู้สึกขาดแคลนเทคโนโลยีตามไม่ ทันรีสกิไม่ทันก็เป็นโจทย์เรื่องคนเรื่อง มนุษย์แน่นอนนะครับแพลตฟอร์มคือความ สัมพันธ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคหลังทศวรรษ 2000 โลกมันเปลี่ยนไปเราไม่ได้สัมพันธ กันแบบเดิมแต่ว่าแพลตฟอร์มเข้ามามีส่วน ร่วมในการกำหนดชีวิต >> จะใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มยังไงด้วยและจะ เปลี่ยนความสัมพันธ์ของรัฐกับแพลตฟอร์ม ยังไงดังนั้น Planet People Platform ยังเป็นโจทย์ที่สำคัญ >> อื >> 3 สีก็ยังเรียกว่าเป็น matter อยู่นะ ครับ >> 3 สีก็คือเนี่ยอ่าสีเขียวGreรีenก็ตอบ โจทย์เรื่อง Planet ถ้าคุณไม่ตั้งโจทย์ เรื่องกรีนให้ชัดเจนว่าประเทศจะเปลี่ยน ผ่านพลังงานยังไงก็ไปต่อไม่ได้นะครับ >> เอ่อสีเงินเนี่ยผมหมายถึง Silver Economy >> อืเปลี่ยนสังคมสูงวัยให้กลายเป็นตลาดใหม่ เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอันนี้ก็อยู่ใน นโยบายรอบนี้ด้วยนะครับ >> ส่วนตัวสุดท้ายคือสีทองสีทองนี่มันหมาย ถึงความสัมพันธ์ในโลกตอนนั้นผมเขียนก่อน สงครามการค้าด้วยซ้ำนะครับแต่ผมคิดว่ามัน เริ่มเห็นนอ่อนแล้วว่าสังคมโลกเนี่ยมัน กำลังเกิดการจัดระเบียบครั้งใหญ่สีทองนี่ มันย้อนกลับไปมันมียุคหลังสงครามโลก ประมาณสัก 1950 - 1970 น่ะเราจะเรียก กันว่าอ่า Golden Age of Capitalism ยุคทองของทุนนิยมเพราะว่าแต่ละประเทศมี อิสระในการทำนโยบายของตัวเองไม่ได้ถูกบีบ ด้วยกฎระหว่างประเทศมากเกินไปครับ >> ทำให้แต่ละประเทศเติบโตได้ดังนั้นเนี่ย ไอ้สีเขียวสีเงินสีทองยังมีความสำคัญแล้ว ควรจะเป็นกรอบในการทำนโยบายเศรษฐกิจไทย แน่นอน >> ซึ่งก็อยู่ในนโยบายของพรรคประชาชนรอบนิดน เหมือนกัน >> ใช่ครับอยู่ >> 3 อย่างนี้ >>

พูดถึงนโยบายอาจารย์ขอจัดการอีกนิดนึงคือ หลายคนเคยเรียกพรรคก้าวไกลมาก่อนอาจารย์ แต่ว่าในเส้นทางระหว่างพรรคก้าวไกลมาสู่ พรรคประชาชนก็เห็นพรรคเก้าไกลมีชะตาในหาย ทางการเมืองโอเคถูกเล่นงานถูกอำนาจนระบบ เล่นงานนู่นนี่นั่นอะไรเงี้ยจนมาถึงรอบ เนี้ยผมคิดว่าก็มีหลายคนที่กังวลใจว่าฉัน รักนโยบายมากเลยอ่ะ >> อือ >> แต่ว่าถ้าฉันต้องการผักส้มเนี่ยสุดท้าย แล้วเค้าก็เจอเหมือนเดิมหรือเปล่าอ่ะแล้ว สิ่งที่ฉันคาดหวังไว้มันก็จะไม่เป็นผลน่ะ ถ้ามีถามคำถามนี้อาจารย์จะตอบยังไงล่ะ ครับ >> ดังนั้นการกาพักส้มคือการบอกว่าคุณยอมรับ ยอมแพ้กับสภาวะจำนนกับสภาวะไม่เป็นธรรม อย่างนั้นหรือเปล่า >> อื >> ถ้าคุณเคยกาแล้วคุณไม่กล้ากรารอบนี้แปล ว่าคุณยอมจำนนแปลว่าเขาชนะ >> อื >> คุณยอมหรือเปล่า >> เดิมพันมันคือการไม่ยอมต่ออำนาจท่าระบบ แบบด้วยในการเลือก >> และสู้กลับถ้าเสียงเยอะขึ้นแปลว่าประชาชน พร้อมสู้กลับ >> อื >> อำนาจนอกระบบที่เห็นว่าไม่เป็นธรรมคุณ เห็น >> ชอบธรรมหรือเปล่ากับการถูกรังแกความไม่ เป็นธรรมหรือคุณคิดว่าควรจะยอมจำนน >> อื >> ขอบคุณครับอาจารย์ครับโอโอเคผมกลับมาแบบ สอบถามที่อาจารย์วาดการ์ตูนไว้มากมายเฮ้ย ก่อนก่อนไปวาดการ์ตูนอาจารย์อ่านการ์ตูน เยอะมาก >> เมื่อกี้เราคุยกันนอกรอบครับ >> มีหลายเรื่องที่อาจารย์บอกว่าอาจารย์ชอบ เรื่องที่อาจารย์ชอบที่สุดในปีที่แล้ว ชื่อว่าวันแสนธรรมดาในบ้านหลังน้อย >> แค่นึกก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที >> มันเป็นยังไงอาจารย์อันนี้ผมไม่ได้ไม่เคย อ่าน >> ใถ้าใครชอบอ่านมังงะนะครับผมแนะนำเรื่อง นี้เลยนี่น่าจะมี 8 เล่มแล้วตอนนี้นะครับ ตัวละครเอกเนี่ยอยู่ในโตเกียวแล้วก็มีไป สนิทจากคุณยายยายคนนึงคุณยายเสีย ชีวิตไปคุณยายก็ยกบ้านเล็กๆที่อยู่ใน โตเกียวให้กับ >> อ >> เด็กคนนี้อ >> นะครับโดยไม่ได้เป็นญาติกันมาก่อนนะ >> เพราะยายก็ไม่มีญาตินะครับเด็กคนนี้ก็ เรียกว่า >> จากบ้านเกิดมาครับ >> นะครับแล้วก็เป็นเรื่อง >> จริงๆจะคล้ายๆกับถ้าใครดูหนังญี่ปุ่นมัน จะมีครูเอดะใช่มั้ย >> อ่าหนังแนวของครูเอดะ >> คือจะเป็นหนังที่คุณไม่สามารถเค้าถามว่า เรื่องเนี้ยเป็นยังไง >> ตอบไม่ได้ >> อ่าใช่มั้ยคล้ายๆกันแต่คุณจะบอกได้ว่า เฮ้ยดีว่ะแนะนำคุณจะใช่มั้เฮ้ยเรื่องนี้ ดูเถอะ >> แต่เถามว่าอ่ะไหนเล่าให้ฟังหน่อยซิ >> ไม่ได้ >> เอ๊เออมันก็ใช้ชีวิตอย่างี้นะเค้าก็ไปกิน ข้าว >> ใช่มั้ มันคืออย่างงี้เลยมันคือเรื่องเล่าใน ชีวิตประจำวันแบบ >> ความรักความทุกข์ความสุขการคิดถึงบ้าน เกิดคิดถึงอนาคตตัวเองอย่างตัวละครเอง เนี่ยเมื่อก่อนเคยทำอยากทำหนัง >> อื >> แล้วเข้ามาโตเกียวต้องมาหางานทำแล้วพอมี จังหวะเจอเพื่อนเก่าเลยโอกาสถือโอกาสกลับ ไปทำหนังเก่าด้วยกันแต่ทำเสร็จแล้วก็รู้ สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงแล้ว ก็ใช้ชีวิตด้านอื่นต่อแต่ก็ยังมีความ สงสัยแต่ระหว่างนั้นก็มีความสุขกับการทำ อาหารดังนั้นถ้าใครชอบสไตล์หนังอาจจะ คุโอดะอย่างเงี้ยผมก็อาจแนะนำเรื่องนี้ ครับ >> เพราะว่าอะไรมันพิเศษที่มันธรรมดาเหรอ ครับอาจารย์ >> อ่ะอาจจะเป็นคือตอนหลังจากไปอยู่ญี่ปุ่น แล้วนะเวลาผมอ่านมังหง่าผมดูรายละเอียด เยอะขึ้นเยอะเลย >> อื >> คือเมื่อก่อนเราเวลาฉากหลังอ่ะฉากบ้านฉาก ถนนฉากอย่างเช่นหน้าร้อนเนี่ยมันจะมี เทศกาลฤดูร้อนเมื่อก่อนเราอาจจะอ่านผ่านๆ >> แต่หลังจากที่พอไปอยู่ญี่ปุ่นแล้วพอกลับ มาแล้วเปิดแต่ละหน้าผมอื้อหือลายเส้นมัน จะมีผลอ่ะเราจะชอบลายเส้นที่มันสะท้อนแบบ ฤดูร้อนญี่ปุ่นโอเราก็จะนึกโหตอนนั้นเคย พาลูกไปเล่นดอกไม้ไฟ >> จะไปดูกันแต่ว่าคนเยอะมากเราก็เลยไปนั่ง ที่ริมน้ำมันจะเหมือนกับมันก็สะท้อนกลับ มานะครับ >> เสียงแบบดูๆร้อนเสียงแมลงวีเสียงอะไร >> แมลงเสียงแมลงกลับมาเลยครับ >> รวมถึงเรื่องเก่าด้วยมันจะมีเรื่องจริงๆ เรื่องที่ผมชอบแบบตลอดกาลเลยนะเป็นของ อาราจิมิซฤึนะครับ >> เรื่องฟ >> ครับ >> R O U G H นะครับฟ >> อ่าจิจะเขียนจะเป็นนักเขียนการ์ตูนเบสบอล เรื่อง Touch >> อือ >> อ่าเรื่อง H2 >> อือ >> แต่เรื่องที่ผมชอบมากสุดคือเรื่องที่เขา ไม่ได้เขียนเรื่องเบสบอลเพราะเวลาเค้า เขียนเบสบอลเมื่อไหร่มันจะยาวมาก >> ครับ >> 30 เล่มซึ่งบางทีผมก็รู้สึกเหนื่อยไม่ ว่าจะชอบแค่ไหนแต่ฟเนี่ยอ่าถ้าเป็นเล่ม รวมเล่มขนาดใหญ่มันจะมีประมาณ 6 เล่ม >> อือ >> นะครับเป็นเรื่องว่ายน้ำ >> อื >> เป็นเรื่องชีวิตวัยรุ่นที่ต้องตัดสินใจ อ่ามีความรักมีการเปลี่ยนแปลง >> อือ >> เนี่ยเคยอ่านตอนเด็ก >> พอกลับมาอ่านตอนโตก็รู้สึกนึงและพอไป ญี่ปุ่นแล้วกลับมา >> อ่านมันอีกความรู้สึกนึงเลยมันจะเป็นภาพ แล้วมันจะเป็นการ์ตูนมันน่าจะเป็นช่วง 90 >> เราก็จะเห็นภาพเมืองญี่ปุ่นตอนนั้น >> รบปุงหงิเป็นแบบนี้หรอ >> เพราะผมทำงานนี้อยู่แถวๆย่ารบปงหงิเราจะ เห็นว่าปัจจุบันเป็นยังไงพอเราเห็นภาพ เก่าโอรบปงหงิเคยเป็นอย่างี้มันก็จะแบบ >> คือเรียกว่าอ่านกลับไปอ่านมังงะแม้แต่ เรื่องเดิมเราก็จะเห็นสนใจภาพแบ็คground มากขึ้นครับ >>

ขอไว้อีก 2 เรื่องอันนี้คือร่วมสมัยหน่อย อาจารย์อ่านดันดาดันกับเชนซอแมนด้วย >> ครับ >> เอาดันดาดันก่อนผมก็ชอบเหมือนกันอาจารย์ ชอบเรื่องอะไรชอบอะไรในนั้นหรอ >> ผมชอบธีมหลักที่เป็นแบบอ่าผีในญี่ปุ่น >> ที่ปกป้องมาได้ >> รวมตัวกันสู้กับมนุษย์ต่างดาวโอ้โหธีมนี้ มันสุดยอดเลยว่ะ >> ใช่คิดได้ไง >> อ๋อที่ผีญี่ปุ่นอยู่รวมกันทุกวันนี้นี่ เพื่อไม่ให้มนุษย์ต่างดาวมารังแกโลก >> อื >> และผีญี่ปุ่นก็เป็นveryี่japanese คือมี การแบ่งโซนกันทำงานด้วย >> ครับ >> อ่าแบ่งงานกันบางคนมีพลังบางแบบคือถ้า เป็นผีไทยมันจะแบบเราจะไม่รู้ใช่มั้ว่าสม ไม่มีการ์ดการ์ดพลังญี่ปุ่นมันคือสไตล์ การ์ดพลังว่าคุณเก่งด้านนี้คุณอ่อนด้าน นี้คุณมีขอบเขตพลังแค่นี้คุณจะแพ้อันนี้ คุณชนะอันนี้นี่คือญี่ปุ่นมากทุกอย่างจะ เป็นระบบหมดเลยและแม้แต่เป็นผีญี่ปุ่น >> ก็ทำงานเป็นระบบแบบนี้ >> เพื่อสู้กับมนุษย์ต่างดาว >> อย่างยสปีดเนี่ยก็อยู่ได้แค่เออเรียนี้ >> ใช่ >> น้องน้องเมืองเนี่ยไม่มีพลังแล้ว >> ครับอะไรอย่างเงี้ยชอบมากเลยครับซmanล่ะ อาจารย์มันโหมันเดือดมากเลยนะ >> เนซmanเนี่ยผมว่าสะท้อน สะท้อนอารมณ์โดยรวมที่คนรู้สึกว่าปีศาจ กลายเป็นฮีโร่ >> อ่า >> อ่าผมคิดว่าถ้าดูการ์ตูนประมาณ 10 ปีหลัง นะหรือซีรีส์เกาหลีด้วยซ้ำ >> โอเค >> จากที่ยุค Marvel ยุค Marvel นี่คือฮีโร่ คือฮีโร่ >> ขาวดำขาวดำ >> ขาวดำฮีโร่เกิดมาเพื่อเป็นฮีโร่ >> อ่า >> อ่ะ 10 ปีหลังผมว่าไม่ใช่ละทั้งในซีรีส์ เกาหลีและมังงะในญี่ปุ่นจะเห็นว่า >> อ >> บางคนเลือกเป็นปีศาจเพื่อปกป้องบางอย่าง >> อื >> ผมคิดว่ามันสะท้อนมวลรวมของสังคมเหมือน กันที่ไม่ได้แยกขาวดำเหมือนเดิม >> อื >> และในความสีดำมันก็มีหลักการบางอย่างที่ มันกำลังทำอยู่อื >> แต่ว่าโดยสอี่มันแต่ผมว่าภาคแรกสนุกกว่า ภาค 2 >> อ >> ภาค 2 ผมอ่านแล้วรู้สึกว่าเหนื่อยแต่ภาค แรกชอบมาก >> ผมอ่านแล้วก็มีคำถามกับคนเกียดอยู่มากมาย >> เออแต่ภาคแรกสนุกเนอะผมว่าภาคแรกอ่ะ >> จบกำลังดีเลย >> ใช่ๆ >> เริ่มต้นเดินเรื่องตัวตื่นตื่นเต้นและจบ ผมชอบภาคแรกมากครับ >>

เวลามีตัวละครในเรื่องสูญเสียตายไปเนี่ย อาจารย์อาจารย์รู้สึกกับมันเยอะมั้ยตัว ละครที่ชอบอะไรเงี้ย >> ถ้าในมังงะคุณต้องมีความหวังว่ามันจะฟื้น กลับมาเหมือนเสือตัวที่ 5 นี่แหละครับ >> โอเคครับผมยังมีความหวังอยู่ >> ครับ >> เมื่อกี้จะพูดถึงเรื่องความขาวดำปีศาจคน ธรรมดา อาจารย์กลัวมั้ว่า 1 จะเข้าไปสู่รูปไม่ รู้เหมือนกันน่ะการเมืองมันทำให้คน เปลี่ยนแปลงไปได้ >> โดยจุดตั้งต้นของขบวนการสีส้มนะครับ >> อือ >> ยังไงความสัมพันธ์ของเรากับโฟเตอร์อ่ะ >> อือ >> มัน เป็นมิตรสหายที่ตักเตือนกันได้เสมอผมคิด ว่าทุกคนเห็นเรื่องนี้แน่นอนไม่ไม่ต้อง อธิบาย >> เห็นอยู่เสมอๆครับ >> ดังนั้นโดยเรียกว่าโดยรูปแบบอ่ะมันไม่ใช่ ว่า >> แกนนำยกมือโวเตอร์ยกมือตามมันไม่มี อย่างี้ตั้งแต่ต้นไงครับดังนั้นแกนนำยก มือไม่เห็นด้วยตอรก็ให้ฟีดแบคให้ความเห็น แล้วก็ปรับกันไปผมคิดว่าอ >> ไม่ได้แปลว่าใครจะถูกทั้งหมดทั้งฝ่ายนะ ครับมันมีกระบวนการปรับและเรียนรู้ ระหว่างกันดังนั้น >> พอจุดตั้งต้นและความสัมพันธ์มันเป็นแบบ นี้มันก็เหมือนองค์กรที่เรียกว่าองค์กร เปิดให้พนักงานทุกคนมีความเห็นกับองค์กร ที่พนักงานทำตามคำสั่งมันไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ต้นดังนั้นองค์กรเราผมคิดว่าโดย เจอมันจะประคองกันไปแบบนี้ >> คือถูกตรวจสอบได้ถูกถนนจากโเตอร์ได้ >> แล้วเราอยากสร้างต่อให้เป็นรัฐบาลเราก็ อยากทำให้รัฐบาลที่ประชาชนคนไทยมีเจ้าของ เป็นเจ้าของร่วมกันนะครับไม่ใช่แบบโหวต แล้วเสร็จแล้ว 4 ปีแล้วคุณจะทำอะไรก็แล้ว แต่คุณไม่ใช่เราก็อยากให้มีส่วนร่วมในทุก การตัดสินใจเช่นเมืองรองสมมุติเราจัดสรร เงินลงไปคุณอยากสร้างอะไรในเมืองอย่างี้ เป็นต้น >> อือ >> จาตูนอีกเรื่องนึงที่อาจารย์ชอบคือ Spy X Family >> ครับ >> ขอถามต่อนิดหน่อยจริงๆมีอานเนียเนาะใน เรื่องเ >> อเนียครับ >> อาจารย์ก็มีลูกอ่ะสมมุติว่าอาจารย์เป็น นักการเมืองเนี่ยอาจารย์จะออกแบบนโยบาย ยังไงให้แบบน้องอาเนียคนนี้เติบโตมาเป็น ผู้ใหญ่ที่ดีได้ >> อื 1 คือต้องปิดหน้าลูกเนาะ >> ปิดหน้าลูกครับ >> ปิดหน้าลูกว่าลูกเราเป็นแค่เด็กคนนึงใน สังคมไทย >> อื >> นะอาจจะมีความเจ็บปวดมีความทุกข์ที่หลาก หลาย >> ดังนั้นคือใช่คุณคุณต้องคุณต้องปิดหน้าคน ก่อนแล้วคุณก็ต้องคิดว่าถ้าคุณเป็นเด็ก ตั้งแต่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจนที่สุดใน ไทย >> อื >> ควรจะได้รับอะไรที่ทำให้เขารู้สึกไม่เว้า และรู้สึกมีความหวังกับสังคมนี้ได้ >> อือ >> อาจจะต้องเริ่มคิดจากตรงนั้น >> ครับ >> ผมคุยอาจารย์ตอน >> คือต้องคิดถึงอาเนียที่ไม่ได้ถูกครอบครัว ลอยไปเลี้ยงดูต้องคิดถึงอาเนียที่อาจจะ ถูกอ >> เอ่อคนที่ยากจนกว่านั้นไปเลี้ยงดูแล้วเขา จะเติบโตได้มั้ย >> อ่าในที่อยู่ในพื้นที่ที่ใช้ขอบจริงๆ >> ใช่ >> เข้าถึงโรงเรียนไม่ได้ >> แบบนั้นใช่มผมคุยอาจารย์ตอนต้นรายการ อาจารย์ผมว่าตอนเรียนมันก็มีความรู้สึก เปรียบเทียบกันเนาะ >> ตอนเรียนปอกแบบเคลื่อนไปถึงไหนแล้วอะไร ผมคิดว่าเด็กๆในระบบการศึกษาไทยก็รู้สึก แบบนั้น >> อื >> ทำยังไงดีให้การเปรียบเทียบนี้มันหายไป ได้ระบบหรอก >> ถ้าเป็นสไตล์สแกนดิเนเวียเลยนะ >> อื >> เขาจะพยายาม individual ให้ทุกคนรู้สึก ว่าทุกคนแตกต่างและไม่จำเป็นต้องเหมือน กัน >> ครับ >> แต่ถ้าญี่ปุ่นจะเป็นอีกสไตล์นึงญี่ปุ่นจะ พยายามสร้างมาตรฐานกลางให้ทุกคนมีก่อนที่ จะไปถึงความหลากหลายอ >> อือ >> ผมอาจจะเห็นลูกเติบโตในสไตล์ญี่ปุ่นนะ ครับคือรู้สึกว่าอย่างน้อย >> มันต้องมีจุดร่วมบางอย่างที่กึ่งๆบังคับ ให้ทุกคนรู้เช่นความปลอดภัยคืออะไรทำไม ต้องมารอเดินแถวแล้วเดินไปด้วยกันที่โรง เรียน เพราะเขาเป็นสังคมภัยพิบัติเพราะเขาไม่ รู้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ สึนามิจะมาเมื่อไหร่ดังนั้นการรวมกลุ่ม การรู้ว่าใครอยู่ที่ไหนใครช่วยดูแลใครจึง เป็นเรื่องสำคัญ >> ผมอาจจะเรียกว่าชอบสไตล์นี้มากกว่าคือ อย่างน้อยขอให้มีความรู้สึกร่วมพื้นฐาน ความรับผิดชอบพื้นฐานที่ทุกคนพึงมีร่วม กันเสร็จแล้วทุกคนก็จะมีทางเลือกในชีวิต ของตัวเองครับ >> อืหมายถึงว่ารู้ว่าแก่นกลางที่ต้องยึดคือ อะไร >> และถ้าเกิดภัยพิบัติเกิดภัยในสังคมขึ้นมา คุณต้องช่วยเหลือใครครับ >> ครับผมกลับไม่ได้แบบสอบถามครับอาจารย์ อนาคตที่อยากเห็นกับประเทศไทยอาจารย์ตอบ ว่ากลับกลายเป็นเสือโตที่ 5 คือเด็กสมัย เนี่ยอาจจะไม่ทันแล้วแต่ว่ายุคนึงนี่คำ ว่าเสือตัวที่ 5 เนี่ได้ยินบ่อยมาก >> ครับ >> อาจารย์พูดเรื่องนี้บ่อยมากเหมือนกัน >> ครับ >> ทำไมถึงอยากให้กลับมาเป็นเสือตัวเลขที่ 5 >> ผมมองย้อนกลับไปอ่ะชีวิตผมผูกพันกับเสือ >> ฮะ >> มากเลยอ่ะผมมาเรียนเศรษฐศาสตร์เนี่ยตอน แรกผมก็เหมือนเพื่อนวิศวะทั่วไปคืออยากไป ทำงานสายการเงินธนาคารอะไรอย่างเงี้ยแต่ พอไปเรียนวิชาที่เกี่ยวกับการพัฒนา เศรษฐกิจ >> อ >> ได้ยินเรื่องเสือเศรษฐกิจ >> อือ >> ได้ยินว่าเกาหลีกับไต้หวันเติบโตมาจากการ เป็นประเทศรายได้ต่ำมากเคยต่ำกว่าไทยด้วย >> อ >> แต่แซงไทยไปได้ >> ตั้งแต่นั้นก็เริ่มแบบเฮ้ยมันคืออะไรทำ ได้ยังไงทำไมไทยเป็นคำตอบมันคืออะไรแล้ว เราก็รู้สึกว่าหนังสือที่เราอ่านยังไม่ เคลียร์ให้เรายังอยากหาคำตอบเพิ่มอ >> อือ >> นะครับ >> แล้วอีกจุดนึงที่ผมผูกพันกับเสือคือตอนผม จะไปเรียนต่อเอ่อมันไม่ได้ไปง่ายนะไปเคมร นี่ก็ก็เหนื่อยเหมือนกันนะครับก็ตอนช่วง ระหว่างที่ต้องเตรียมภาษาเตรียมเอสเส เตรียมอะไรต่อมิอะไรให้ตัวเองเนี่ยก็อาจ จะคล้ายๆคนไทยครับเราไปศาลเฉพาะเสือตรง อ่าเสาชิงช้า >> ศาลเฉพาะเสือจะมีหลายที่นะครับแต่ที่ผมไป เนี่ยจะเป็นศาลเจ้าพ่อเสือที่เสาชิงช้า >> นะครับ >> ไปเสี่ยงเสียมซี >> ครับ >> วัดดวงหน่อย >> อ่าไปเสียงว่าจะเป็นยังไงนะครับเขย่า CMC CMC ออกมา >> ครับอ่า >> ยังจำประโยคได้จนทุกวันนี้เลย >> ครับ >> อ่าใบ CMC เขียนว่ารู้อยู่ว่าป่านี้มี เสือยังขืนมีมานะจะไป ขอท่านอย่าเหนื่อยใจค่อยพยายามไปช้าๆ >> อื >> ยังจำได้ดีเลยแล้ว CMC ไทยจะมันจะเป็นบวก เป็นลบใช่มั้ครับแล้วเขาจะบอกว่าถ้ามัน เป็นไม่ดีเขาจะให้ทิ้งไว้ที่ศาลใบเนี้ย ถูกมองว่าเป็นใบไม่ดีที่ศาลก็จะบอกว่าใบ เนี้ยไม่ดีขอให้ทิ้งไว้เลย >> รู้อยู่ว่าป่านี้มีเสือยังขืนมีมานะจะไป ขอท่านอย่าเหนื่อยใจค่อยพยายามไปช้าๆผม เอากลับบ้านผมบอกเฮ้ยไปดีๆ >> เออ >> ไม่ดีตรงไหน >> ฟังแล้วดูดี >> ฟังแล้วรู้สึกเฮ้ยมันยาก >> อือ >> แต่เค้าก็บอกว่าค่อยๆไปนะ >> อื >> ผมเก็บกลับมาเป็นแรงบันดาลใจ >> อือๆ >> เป็นศาลเฉพาะเสือด้วยแล้วพูดถึงเสือด้วย >> อือ >> แล้วเรื่องที่ผมสนใจอยากมีแพชชั่นอยากไป เรียนก็คือเรื่องเสือด้วย >> เราเลยรู้สึกว่าโอโห >> ต้องมีอะไรสักอย่างแล้วล่ะ >> อือ >> พอพอเข้าป่าแล้วจริงๆอาจารย์เจอเสื่อมั้ย >> พอแล้วพอไปเรียนแล้วพอแรงบันดาลใจในการทำ นโยบายผมเนี่ยถ้าสปสั้นๆมันก็คือชีวิต เรื่องเสือตัวที่ 5 เพราะเสือตัวที่ 5 นี่มันสะท้อนหลายมิติเนาะมันสะท้อนถึง ความเกือบจะเป็นไปได้ของไทย >> ครับ >> สะท้อนการวิ่งไล่กวดสะท้อนความ น่าเกรงขามใช่มั้ยครับดังนั้นผมคิดว่า เรื่องเล่าเสือตัวที่ 5 เนี่ยมันมันเป็น narrative ที่มันสะท้อนหลายๆอย่างของ ความเป็นไปได้กับความล้มเหลวเราเกือบจะ ผ่านแต่ทำไมเราไม่ผ่าน ผมก็กลับมาด้วยแรงบันดาลใจนี่แหละว่าจริง ๆแล้วเราต้องเปลี่ยนเพราะว่าถ้าเป็นคำถาม วิชาการหน่อยนะครับผมจะถามอ่านักเรียนว่า คุณคิดว่าถ้าไทยไม่เจอวิกฤตต้มยำกุ้งฟอง สบู่ไม่แตกตอนนั้นไทยจะเป็นเสือตัวที่ 5 สำเร็จหรือไม่ >> ถ้าอาจารย์ต้องตอบคำถามนี้เอง >> อื >> อาจารย์ตอบว่าไงครับ >> โอเคแน่นอนมันไม่มีใครย้อนหลังกลับไป ประวัติศาสตร์ได้เนาะดังนั้นคำตอบมันไม่ scientific แน่นอนแต่สำหรับผมผมมองว่าก็ น่าจะค่อนไปทางไม่ได้เพราะถ้าคุณต้องดู ก่อนว่าแล้วเสือ 4 ตัวแรกอ่ะ >> เขาวิ่งไล่กรวดแล้วประสบความสำเร็จจาก ประเทศยากจน >> ผ่านกับดักรายได้ปานกลางไปเป็นประเทศร่ำ รวย >> อ >> เพราะอะไร >> อือ >> ในท่ามกลางความหลากหลายนะครับเช่นเ่อ เกาหลีเนี่ยคุณมีแบรนด์อย่าง Samsung ไต้หวันไม่ได้มีแบรนด์ใหญ่อย่างนั้นแต่ ว่าเก่งข้างในมี TSMC ที่ทำชิป ญี่ปุ่นมีภาคเกษตรด้วยอะไรอย่างเงี้ย สิงคโปร์เป็นเมืองท่าแต่ก็พัฒนา อุตสาหกรรมแต่ทั้งหมดทั้งปวงถ้าต้องสรุป สูตรสำเร็จร่วมกันเมันคือคุณมีเทคโนโลยี บางอย่างที่เป็นของตัวเอง >> อื >> ซึ่งถามว่าไทยก่อนยุคต้มยำกุ้งเรามีมั้ย >> อ >> ก็ต้องบอกว่านึกไม่ค่อยออก >> ไม่ออก >> แปลว่าถ้าเปรียบเทียบก็คือเราเป็นเสือตอน นั้นจริงแต่เราเป็นเสือที่ขาวิ่งด้วยขา ของคนอื่นมันไม่ใช่ขาของเราเป็นขาของเงิน ลงทุนจากต่างชาติญี่ปุ่นมาลงทุนฝรั่งมาลง ทุนจีนมาลงทุนอะไรอย่างเงี้ยเราไม่ได้ วิ่งด้วยเสือของเราขาที่เป็นขาของเราเอง ดังนั้นต่อให้ไม่เจอวิกฤตต้มยำกุ้งเช่น ไม่สะดุดล้มขามันก็อาจจะหายไปหรือพังไปก็ ได้เพราะฝรั่งจะดึงไปลงทุนเปลี่ยนประเทศ ไปลงทุนเมื่อไหร่ก็ได้ถูกมั้ยครับใครจะไป เมื่อไหร่ก็ได้ถ้าเราไม่มีขาของเราเองต่อ ให้เราไม่สะดุดล้มขามันก็อาจจะพัง >> อ >> ผูกกล่อนของมันไปได้ดังนั้นคำตอบผมคือ ค่อนไปทางไหม้ >> และเป็นโจทย์ที่กลับมาในรอบนี้ว่าถ้าเรา จะเป็นเสือตัวที่ 5 เราต้องวิ่งด้วยขาของ ตัวเอง >> อือ >> มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองให้ได้ครับ >> อือาจารย์พูดถึงเรื่องตอนต้มยำกุ้ง อาจารย์บอกว่าตอนนั้นที่บ้านก็เอาเรื่อง อยู่เหมือนกันลำบากมั้อาจารย์หรือว่ามัน ส่งผลกระทบต่อครอบครัวอาจารย์แค่ไหน >> ส่งผลกระทบเหมือนกันนะครับจำได้ว่าเนี่ย ตอนพอก่อนต้มยำกุ้งเนี่ยเอ่อ บ้านเราก็มีโอกาสเนี่ยเดินทางไปไม่ไกลก็ ไปฮ่องกงได้ >> อือ >> แต่พอหลังต้มยำกุ้งเนี่ยแค่จะไปแค่จะเดิน ทางในประเทศก็ยังลำบากเลยทุกคนต้องรัก เข็มขัดหมดค่าใช้จ่ายหรือเช่นตอนนั้นก่อน หน้านั้นผมเคยอยากไปเรียนภาษาอังกฤษหรือ ตอนนั้นมันจะเป็นแบบต้องซื้อคอสหรือว่า ซื้อวดีโอซื้ออะไรภาษาอังกฤษอ่ะยังซื้อ ไม่ได้เลยก็คือแบบมันต้องรัดเข็มขัดทุก อย่างแล้วเราก็ต้อง >> อ >> ต้องหาเงินเองด้วยนะครับเช่นผมก็ต้องไปหา ทางสอนพิเศษทำอะไรเพื่อจะหาแหล่งรายได้ อื่น >> ดังนั้นผมคิดว่ามันก็ >> ก็เหมือนสังผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ที่ผ่านยุค นั้นมาก็จะเห็นความเจ็บปวดเหล่านี้ครับ >> คนวัยผมนะครับวัย 30 เนาะหรือ 30 ต้นๆ หรือ 30 ปลายๆอย่างเงี้ยอาจารย์ มันโตมาด้วยความไม่เคยจำภาพได้เลยว่า ประเทศไทยเศรษฐกิจเคย >> เคยลืมใช่มั้อื >> ผมไม่เคยเห็นภาพว่า >> โต >> คำว่าเศรษฐกิจดีอ่ะไม่เคยสัมผัสถึง >> ความรู้สึกนั้น >> ยึว่าจะมียุคก่อนปอสบู่แตกแต่ผมคือไม่เคย มีเลยหรือแม้แต่ >> ความทรงจำเรื่องเศรษฐกิจแรกๆคือต้มยำกุ้ง ที่เห็นพ่อแม่ต้องลำบาก >> เกิดมาก็เห็นต้มยำกุ้งเลยใช่มั้ย >> ใช่ซึ่งซึเป็นอย่างงั้นอาจารย์อาจารย์ อาจารย์จะบอกกับคนวัยสัศีมหรอว่ามันยังมี ความหวังอยู่นะกับเศรษฐกิจที่ 2 วันนึงจะ เราจะแตะความรู้สึกของประเทศไทยก็ เศรษฐกิจดีได้บ้างเหมือนกันน่ะ >> เนี่ยนี่คือความโชคดีของยุคสมัยของผม >> ครับ >> ซึ่งเราเลือกไม่ได้เนาะ >> อือ >> แต่ยุคผมพอผ่านยุคที่เราเคยเห็นการเติบโต ปีละ 5% 6% ต่อเนื่อง >> อื >> แปลว่าคุณมีโอกาสใหม่ๆมีงานใหม่ในชีวิต เสมอ >> อื >> รุ่นผมนี่ก็คือเรียนวิศวะก็เลือกได้ว่าจะ เป็นอ่ะก่อนต้มยำกุ้งแล้วกันคือเป็นวิศวะ หรือจะไปทำไฟแนนซ์ทำบริษัทอะไรมันมีทาง เลือกมันรู้สึกว่าทำธุรกิจเองก็เป็นไปได้ เพราะว่าตลาดมันเติบโต >> ครับ >> แล้วก็เชื่อมกว่าโลกด้วยนะยุคนั้น >> อือ >> คนไทยยังรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกอ่ะ ไม่ได้กลัวโลกรู้สึกว่าเฮ้ยเราสามารถตอน นั้นก็คุยกันเรื่องการศึกษานี่คือแบบทุก คนขี่เส้นว่ายังไงต้องไม่แพ้ในโลก >> อือ >> แล้วก็ปฏิรูปการศึกษาในความหมายนั้น >> อือ >> แต่ตอนนี้มันเหมือนกับว่าเรามาเอ๊ะเราจะ ดีกว่านี้ได้จริงมั้ยคือมันเป็นคำถามที่ แบบสะท้อนความสิ้นหวังมากเลยดังนั้นผมคิด ว่า >> ความโชคดีของคนรุ่นผมเนี่ย 40 + คือเรา เคยผ่านช่วงเวลาแบบนั้นแต่เราก็เห็นต้มยำ กุ้งครอบครัวผมก็ลำบากตอนต้มยำกุ้งเนี่ย ผมเข้ามหาวิทยาลัยครอบครัวเผชิญวิกฤตต้ม ยำกุ้งก็ประสบความยากลำบากเราก็ต้องเริ่ม ทำงานหาเงินเองอะไรเงี้ยแต่พอหลัง 2,000 น่ะมันกลับมาได้ด้วยการส่งออกนะ ตอนนั้นพอการส่งออกค่าเงินเราถูกลงเราส่ง ออกได้เยอะขึ้นเศรษฐกิจมันก็พยุงฟื้นกลับ มา >> อือ >> การที่เราเคยผมสมัยเด็กๆมันจะเวลาเข้า ค่ายเาจะมีให้วาดกราฟชีวิตว่าคุณอยากให้ กราฟชีวิตคุณเป็นยังไงเคยยังมีอยู่มั้ย ไม่มีไม่น่ามีแล้วอาจารย์ >> ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆผมวาดว่าผมอยากลงแล้ว ขึ้น >> ครับ >> คือเรารู้สึกว่าการได้ลงมันก็คือการเห็น อีกมุมนึงของชีวิต >> อือ >> แต่ขอให้ได้ขึ้นกลับมานะ >> อือ >> แล้วคนรุ่นผมอ่ะโชคดีตรงที่ได้เห็นขาลง >> และขาขึ้นน่ะ >> ทำให้เราเห็นทั้งความเป็นไปได้อ >> อือ >> ความล้มเหลว >> และการฟื้นกลับมา >> อื >> ไอ้การเห็นภาพครบอย่างเงี้ทำให้คุณรู้สึก ว่าชีวิตมันมีหลายมิติมันมีความเป็นไปได้ อ่ะครับ >> ดังนั้น >> อ >> สิ่งที่ผมอยากส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไปคน ไทยรุ่นต่อไปก็คือความรู้สึกนี้แหละว่า เฮ้ยมันมีความเป็นไปได้จริงๆ >> คนไทยเนี่ยอ >> ก็มีความสามารถแต่สภาพสังคมบางอย่างอาจจะ ไม่เอื้อถ้าเราปลดล็อค >> อื >> เช่นผมกลับมาด้วยความฝันนะว่าประเทศไทย นี่ยังคุณคิดถึงประเทศไทยที่ไม่มี คอร์รัปชั่นได้มั้ยคุณยังมีความฝันว่า ประเทศไทยที่อุตสาหกรรมเก่าไปต่อได้ อุตสาหกรรมใหม่เฉิดฉายประเทศไทยที่เปิด โอกาสครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ให้ชีวิตคุณ เสมอได้หรือเปล่าผมเชื่อว่าทำได้ผมกลับมา ด้วยความหวังนั้นและผมอยากให้ทุกคนยังรู้ สึกถึงความเป็นไปได้นี้ >> มันคือจะแตะกันบ้างเหมือนอาจารย์ว่า เหมือนเราจะดีขึ้นไม่แน่ใจก่อนรัฐประหาร 49 ช่วงคนทักษิณมันเหมือนจะดีขึ้นนิดนึง มั้นะอาจารย์ว่า >> ดีขึ้นอันนั้นคือการฟื้นกลับมาหลัง 1997 >> อื >> ปื๊บกลับมาได้ก็ด้วยแต่ต้องบอกว่าเศษการ ส่งออกเป็นตัวฉุดสำคัญ >> อื >> ทีนี้ส่งออกมันค่อนข้างตันละในปัจจุบัน คุณต้องกลับมาคิดคือโจทย์มันเปลี่ยน สถานการณ์มันเปลี่ยน >> บางทีการคิดแบบเดิมใช้เงินแบบเดิมใช้งบ แบบเดิม >> มันจะไม่เวิร์ค >> อื >> ยุคนั้นที่ไทยรักไทยประสบสำเร็จก็เป็นคน รุ่น 30 กว่า 40 กว่าทั้งนั้นเลยนะ 30 กว่าเป็นรัฐมนตรีกันแล้วนะ >> ครับ >> ครับ >> อุปสรรคอันนึงคือการเมืองมั้ยอาจารย์การ ถูกยึดอำนาจ >> แน่นอนครับรัฐประหาร 2 ครั้งนี่เป็นการ ดึง >> แล้วพอคุณรัฐประหารคุณก็จะสัมพันธ์กับโลก น้อยลง >> อ >> ไอ้ความมิติความทันโลกคุณจะหายไปเพราะคุณ รู้สึกว่าอ้าวโลกไม่สนใจฉันเหรอโลก รังเกียจฉันเหรอฉันก็ไม่แคร์โลก >> อื >> พอฉันไม่แคร์โลกไม่แคร์ฉันมันก็มันก็จะ ไปไม่ถึงไหนล่ะ >> ตอนนั้นก็ดูไม่แคร์จริงๆนะ >> ครับ >> ไม่สนใจอะไรเลยครับโอเคข้อต่อไปครับ อาจารย์ทานแล้วขอเอาเรื่องนี้แล้วกันครับ คือเหตุผลที่ประชาชนคือ people แล้วกัน ควรเลือกพรรคของอาจารย์นะครับคืออาจารย์ ตอบว่าเพราะเรามีความฝันเดียวกันความฝัน เดียวกันนี้อาจารย์หมายความว่าความฝัน แบบ ไหนล่ะครับ >> ถ้าเรายังฝันเห็นประเทศไทยที่มันดีกว่า นี้ได้ >> อื >> หรือเรารู้สึกว่าเฮ้ยมันก็ได้แค่นี้แหละ >> อือ >> ก็มีคอร์รัปชั่นกันไปขอให้เค้ามีโครงการ ช่วยคนหน่อย >> อือ >> ถ้ามันเป็นความรู้สึกค่อนไปทางข้างหลัง ว่าได้แค่นี้แหละ >> เอาน่ะเปลี่ยนคนมาหน่อยนิดนึงก็ยังดีให้ รู้สึกดี >> อ >> ถ้าได้แค่เนี้ยความฝันเราไม่ตรงกันละ >> อื >> ความฝันของเราคือเรารู้สึกว่าประเทศไทย มันดีกว่านี้ได้จริงๆ >> อื >> ลองฝันถึงประเทศไทยที่ไร้คอร์รัปชั่นมั้ย >> อือ >> ไร้สวยมั้ย >> อือ >> ประเทศไทยที่ข้าราชการเองก็เติบโตด้วย ความหวังอยากทำงานเพื่อประชาชน >> ครับ >> ประชาชนก็ได้รับบริการที่ดีจากรัฐ >> อื >> ธุรกิจเก่าก็มีทางไปต่อเราติด เิคอนักเตอร์ติดชิปให้ธุรกิจใหม่ก็มี โอกาสเกิดเพราะว่าไม่ต้องกินหัวคิวกัน เยอะขนาดนี้ >> ประเทศที่เราโตมาแล้วเรารู้สึกว่าไอ้ความ อยากมีลูกหรือไม่อยากมีนี่ผมเฉยๆมากนะผม รู้สึกว่ามันแล้วแต่คนเลยเป็นเรื่อง individual มากใช่มั้ครับแต่อย่างน้อย คุณมีชีวิตนึงแล้วคุณรู้สึกว่าถ้าฉันกล้า ทำสิ่งดีๆสังคมจะโอบรับฉันไว้นะ >> อื >> ถ้าเนี่ยถ้าฉันกล้าทำStartอด้านการศึกษา ช่วยคนต่างจังหวัดเพราะฉันมีความหวังจริง ๆแต่ฉันรู้ว่ามันมีความเสี่ยงแต่ฉันก็รู้ เหมือนกันว่าอ >> สังคมนี้จะโอบรับฉันไว้เพราะฉันไม่ได้ >> ฉันไม่ได้ปรารถนาร้ายฉันไม่ได้คิดร้ายกับ สังคมฉันคิดดี >> แค่ฉันจะทำอะไรใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำ ทางนี้มาก่อน >> อือ >> แต่ถ้าฉันล้มสังคมนี้จะโอบรับฉัน >> อื >> ผมอยากให้มันเกิดความรู้สึกเนี้ยแล้วทั้ง สังคมมันจะไปด้วยกันได้ >> ผมเชื่อในความเปลี่ยนแปลงของคนน่ะเหมือน เลโก้นี่แหละคุณความฝันคุณเปลี่ยนได้ตลอด เวลาเพศคุณก็เปลี่ยนได้ความหวังคุณก็ เปลี่ยนได้ไม่เป็นไรเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แต่อย่างน้อยคุณรู้สึกว่าทั้งสังคมมัน เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขมันโอบรับกันมันพา กันไปด้วยกันทั้งสังคม >> อือ >> ถ้าคุณยังเชื่อว่าความฝันนี้เป็นไปได้ อยู่ >> อือ >> คุณมีความฝันเดียวกับเรา >> อื >> หรือว่าเวลาล้มเนี่ยมันจะไม่เจ็บมากผมว่า ทุกวันนี้เวลาคนมันล้มมันมันล้มแบบโอ้โห เหมือน >> คุณล้มแล้วคุณหันไปดูกองทุนประกันสังคมสิ >> คุณก็จะแบบโอ้ยฉันปวดหัวกว่าเดิมใช่มั้ย >> แทนที่คุณล้มแล้วคุณหันไปหากองทุนประกัน สังคซึ่งมันเกี่ยวข้องโดยตรงเลยนะเรื่อง นี้แล้วคุณรู้สึกว่าโอเค >> ที่ฉันจ่ายมาทุกเดือน 750 >> จะมีกองทุนประกันสังคมช่วยฉันยามล้มและ ช่วยหางานใหม่ให้ฉันและสังคมก็เติบโตพอ ที่จะมีงานดีๆให้ฉันเลือกด้วย >> บางช่วงฉันอยากทำStartอบางช่วงฉันกลับไป เป็นมนุษเงินเดือนก็ยังได้ไอ้สังคมที่มัน ลื่นไหลแบบนี้แหละมันคือสังคมที่มันดี ครับ >> อือ >> สุดท้ายแล้วครับอาจารย์อาจารย์คิดว่าถ้า จะมี 1 สิ่งที่ไม่ควรจะได้ไปต่อกับประเทศ ไทยอาจารย์คิดว่าคืออะไรครับ >> มันก็เรียกรวมๆกันว่าคอร์รัปชั่นซวยเอ่อ ระบบที่เส้นสายเนาะ >> ครับ >> อืคือผมรู้สึกว่าเราเคยชินกับเรื่องเหล่า นี้มากเกินไปแล้วอ่ะที่แบบเราพยายามจะขับ รถปกติแต่ถนนมันกลับขุขขระะมีลูกระนาเต็ม ไปหมดมีตำรวจรอจับแต่ทำไมคนที่ขี่บนทาง เท้าไปคล่องจังเลยอ่ะฉันอยากทำโรงงานฉัน ยื่นขอใบอนุญาตเอ๊ะทำไมมันช้าจังอ้าว เพื่อนข้างๆจ่ายเงินไปได้เร็วสังคมที่มัน ลงโทษคนสุจริตนี่มัน มวลรวมทั้งสังคมมันจะไปทางลบลบๆไปเรื่อยๆ แล้วทุกคนจะไม่มีใครอยากเข้าระบบจริงนะ ครับ >> อือ >> ตอนเนี้ยเรากำลังอยู่ในทางแยกประมาณนี้ อยู่อ่ะ >> เราคุยกับหลายคนที่ทำธุรกิจเค้าบอกว่า >> เค้าเหนื่อยมากเลยที่เค้าต้องทำสุจริต เนี่ย >> ถ้าได้ยินประโยคแบบนี้มันแบบ >> มันเสีย >> มันแย่นะมันรู้สึกว่าเหมือนโดนตบหน้าแล้ว ก็แบบเฮ้ยเราจะเอาอยู่กันอย่างี้จริงๆ เหรอดังนั้นไอ้ไอ้เรื่องนี้มันไม่ควรไป ต่อ >> ในทางกลับกันครับถ้าจะมี 1 สิ่งที่ควรจะ ได้ไปต่อกับประเทศไทยอาจตาคิดว่าคืออะไร ฮะ >> หมายถึงมีอยู่แล้วแล้วไปต่อเหรอ >> ใช่หรือไม่เคยมีมาก่อนแล้วควรจะได้ควรจะ มีก็ได้ >> ผมชอบความ รุ่มรวยของวัฒนธรรมของอาหารของวัฒนธรรม พื้นบ้านไทยนะครับเช่นต้มยำกุ้งมันต้องมี หลายรสชาติอ >> ส้มตำไม่ควรจะมีรสชาติเดียว >> อือ >> ไอ้สิ่งเหล่านี้เราควรจะเก็บความหลากหลาย เอาไว้ >> อือ >> แล้วที่ญี่ปุ่น >> ภาคเกษตรเค้าไปต่อได้ดีเพราะเค้ามีความ ร่วมนี้เราไปเมืองนี้เราอยากกิน สตรอ์เบอร์รี่รสนี้นะเราไปอีกเมืองนึงอม อาโอโมริเราอยากกินแอปเปิ้ลรสชาติของ เมือง >> อือ >> เราเนี่ยตรงนี้ผมว่าตอนนี้ก็เสี่ยงเพราะ ว่าพอคุณมีรายใหญ่เข้ามาคุณจะถูกทำให้ กล้วยหอมเหลือรสชาติเดียวละ >> อือ >> ผมว่าชอบกินกล้วยไข่ >> ครับ >> กล้วยไข่หายากมากขึ้นเรื่อยๆนะครับถ้าใคร เป็นแฟนกล้วยไข่ >> อ๋อเหรอครับ >> เออกล้วยไข่ในซุเปอร์มาร์เก็ตหรือแม้แต่ ท้องตลาดเนี่ยหายากกว่ากล้วยน้ำว้ากว่า กล้วยหอมกล้วยหอมมันปลูกง่ายกว่ากล้วยไข่ มันปลูกยากอ ความหลากหลายหายก็แปลว่าคุณโดนใหญ่ผูกขาด เมล็ดพันธปุ๋ยอะไรต่ออะไรดังนั้นสิ่งที่ ผมอยากให้ไปต่อคือความร่ำรวยความหลากหลาย ของธรรมชาติของอาหาร >> ของผลไม้ไทย >> ครับประมาณนี้ขอบคุณอาจารย์มากครับ >> ขอบคุณครับ