📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

#พิพัฒน์ ลั่นไม่ให้เก็บภาษีโรงกลั่น ปปช ถล่มเป็นตัวผู้ค้าน้ำมันหรอ? แห่แบน PT Ep.829

NailName#15:25

Transcription

สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่รายการ แฮชแท็ก EP ที่ 829 ค่ะ

ที่จริงเราก็อยู่กับคณะทำงานของคุณอนุทินมาสักระยะแล้วเนาะ แต่เมื่อวัน 2 วันนี้ค่ะ อยู่ๆ ชื่อของคุณพิพัฒน์ก็เด้งขึ้นมาเป็นท็อปสตาร์ของคณะทำงานค่ะ แต่ดูเหมือนว่าสาเหตุที่เด้งขึ้นมาเนี่ย จะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมนาทีนี้ชื่อของคุณพิพัฒน์ฮอตซะเหลือเกิน เราก็ไปฟังทั้งหมดกันในแฮชแท็ก พิพัฒน์ค่ะ

มาเริ่มกันก่อนนะคะว่าคุณพิพัฒน์เป็นใคร คุณพิพัฒน์เนี่ยเป็นคนใต้แบบแท้ๆ เลยค่ะ เป็นคนสงขลานะคะ คุณแม่เนี่ยขายของอยู่ในตลาดกิมหยง ส่วนคุณพ่อเป็นชาวประมง หลังจากเรียนจบก็ได้ไปช่วยงานคุณพ่อที่เป็นชาวประมงแล้ว คุณพิพัฒน์ก็เล็งเห็นว่าปัจจัยหลักที่เรือประมงต้องใช้เนี่ย คือน้ำมัน ก็เลยทำตัวเองเนี่ยเป็นผู้ค้าน้ำมันให้กับเรือประมงซะเลย ธุรกิจก็ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ และตอนหลังก็มาจับธุรกิจปั๊มน้ำมัน กลายเป็นบริษัท PTG Energy หรือว่าปั๊ม PT นั่นเอง ซึ่ง PT เนี่ยถือว่าเป็นผู้ให้บริการสถานีน้ำมันใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ มีมากกว่า 20,000 สาขานะคะ โดยทาง PTG ไม่มีโรงกลั่นเป็นของตัวเองนะคะ ลักษณะการดำเนินงานก็จะเป็นการไปซื้อน้ำมันสำเร็จจากโรงกลั่นในไทยแล้วก็ต่างประเทศ แล้วก็มาจำหน่ายผ่านปั๊ม PT ค่ะ

จากการที่ธุรกิจใหญ่โตขึ้น ทำให้ตระกูลรัชกิจประการใหญ่โตขึ้นในภาคใต้มากๆ ค่ะ แล้วก็ถูกคุณวัฒนาอัสวเหมชักชวนคุณพิพัฒน์เข้าสู่การเมือง ได้มาเป็นบ้านใหญ่ที่สำคัญของภาคใต้ ส.ส.จังหวัดสตูลก็เป็นน้องชายของคุณพิพัฒน์นะคะ ส่วนลูกชายเนี่ยก็เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทยด้วยค่ะ ในตอนปี 62 รัฐบาลประยุทธ์ คุณพิพัฒน์ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต่อมาค่ะ ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในรัฐบาลคุณเศรษฐา และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ก็เป็นรัฐมนตรีแรงงานในช่วงที่คุณไอซ์ออกมาตีเรื่องประกันสังคมค่ะ เราก็อาจจะเห็นหน้าขวินตาคุณพิพัฒน์ตอนช่วงที่ออกมาปะฉะดะกับคุณไอซ์อยู่ และสำหรับในรัฐบาลคุณอนุทินค่ะ คุณพิพัฒน์ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สังเกตเห็นอะไรป่ะ คนเดียวเป็นได้ทั้งรมต.ท่องเที่ยว กีฬา เป็นได้ทั้งรมต.แรงงาน เป็นได้ทั้งรมต.คมนาคม แปลว่ารมต.ประเทศเนี้ย ไม่ได้ตั้งจากความรู้ความสามารถ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาตั้งจากอะไรอ่ะนะ

ชื่อของคุณพิพัฒน์กลับมาเป็นที่ถูกพูดถึงอีกครั้งในช่วงตอนหาเสียงก่อนเลือกตั้งค่ะ เพราะคุณพิพัฒน์พูดถึงนโยบายการเปิดดิสนีย์แลนด์ในไทย พร้อมทั้งมีการเอาปราสาทดิสนีย์มาใช้ในป้ายหาเสียงโฆษณาของตัวเองด้วย ก็เลยมีดราม่าปะทะกับคุณอนันต์ เกน เจ้าแม่ดิสนีย์ จนเกิดเป็นข่าวในช่วงนั้นนะ จบเรื่องรายงานประวัติของคุณพิพัฒน์ค่ะ

แล้วตอนนี้มันเกิดอะไร ทำไมคุณพิพัฒน์ถึงฮอตโตะซะเหลือเกิน เรื่องคือหลังจากที่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง หลายประเทศก็ได้รับผลกระทบในหลายๆ เรื่องจากสงครามเนาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของราคาพลังงาน นอกจากนี้ยังมีเรื่องพวกการทูต การวางตัวของประเทศต่างๆ ด้วยค่ะ เราก็ต้องเคลื่อนให้ทางสถานการณ์เนาะ ทางไทยก็เลยมีการจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือที่เราจะคุ้นหูกันในชื่อ สบก. เพื่อติดตามสถานการณ์การสู้รบ เสนอแนวทางในการแก้ปัญหาและมาตรการต่างๆ ที่จะบรรเทาปัญหาที่เกิดจากการสู้รบค่ะ โดยนายกรัฐมนตรีเนี่ย มอบหมายให้คุณพิพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์นะคะ พูดง่ายๆ ก็คือคุณพิพัฒน์ใหญ่ที่สุดในการจัดการเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตอนนี้

ความจริงเรื่องราวหรือผลกระทบที่เกิดจากการสู้รบที่มันมาถึงไทยเนี่ย มีหลายอย่างเนาะ แต่ประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหาใหญ่ตอนนี้คงหนีไม่พ้นคนเรื่องน้ำมันค่ะ มันก็เลยกลายเป็นว่าคุณพิพัฒน์เนี่ย ต้องเป็นคนเข้ามาจัดการดูแลปัญหาน้ำมันภายในประเทศด้วย

ไทม์ไลน์ต่อมาทุกคนก็ น่าจะจำกันได้เนาะ คือมันเกิดเหตุการณ์ที่น้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลน ประชาชนต้องมาต่อคิวหาเติมน้ำมันกัน ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การขาดแคลนน้ำมันน่ะ มันก็ทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่า แล้วน้ำมันมันหายไปไหนล่ะ ผู้ค้าน้ำมัน โรงกลั่นมีการกักตุนหรือเปล่า ทำไมน้ำมันมันถึงไม่พอ แล้วทำไมผู้ค้าน้ำมันหรือโรงกลั่นจะต้องกักตุนน้ำมันไว้ด้วย ก็ซื้อมาถูกค่ะ แล้วก็คาดการณ์ว่าสถานการณ์สงครามเนี่ย จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นในอนาคต ถ้าเขาเก็บน้ำมันส่วนนี้ไว้ขายในอนาคต เขาก็จะได้กำไรมหาศาลเนาะ ในตอนนั้นเนี่ย รัฐบาลออกมายืนยันมั่นเหมาะเลยนะว่า ไม่มีการกักตุนน้ำมันแน่ๆ

ประเด็นก็คือ ประธานของ สบก. พอผู้ที่จัดการเรื่องน้ำมัน และเป็นคนที่สนิทสนุมกับท่านนายกรัฐมนตรีมากๆ อย่างคุณพิพัฒน์เนี่ย เป็นเจ้าของปั๊มน้ำมัน PT สถานีให้บริการน้ำมันที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศค่ะ พูดง่ายๆ ก็คือเป็นพ่อค้าน้ำมันคนนึง ซึ่งจะได้ประโยชน์มากๆ จากการกักตุนน้ำมัน พอให้พ่อค้าน้ำมันมาพูดว่าไม่มีการกักตุนน้ำมัน ประชาชนก็เบะปากอยู่ค่ะ และด้วยรัฐบาลชุดเนี้ย ก็ไม่ได้มีกระบวนการตรวจสอบหรือว่าสื่อสารออกมาอย่างจริงจังว่า เออ เราไปตรวจสอบที่ไหน อะไรยังไง มันไม่ได้มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันที่สื่อสารกับประชาแล้วทำให้ประชาชนเชื่อได้อ่ะ เรื่องคุณพิพัฒน์เป็นพ่อค้าน้ำมันเนี่ย มันก็เลยเป็นข้อคอหากับรัฐบาลในการจัดการสถานการณ์น้ำมันตอนนี้อ่ะนะ ประมาณว่ารัฐบาลเข้าข้างกลุ่มทุนเข้าข้างคนของตัวเองหรือเปล่า

วันที่ 18 มีนาคม ครับ คุณพิพัฒน์ออกมาขอความยุติธรรมให้กับโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมัน จากกรณีเรื่องที่ว่ามีคนมาประท้วงว่าโรงกลั่นเอาน้ำมันสต๊อกเก่ามาขายในราคาปัจจุบัน ทั้งที่ได้ราคาต้นทุนน้ำมันมาถูก คุณพิพัฒน์บอกว่า "วันนี้ผู้ประกอบการสั่งซื้อน้ำมันมาถูก แล้วขายในราคาแพง แต่ในวันที่น้ำมันราคาลง ถ้าลงกลั่นจะขายราคาเดิม พอได้ต้นทุนมาแพง ประชาชนก็คงค้านเหมือนเดิม ถึงเวลานั้นลงกลั่นจะสั่งซื้อมาราคาแพงแล้วต้องขายในราคาถูกใช่หรือไม่ ลงกลั่นไม่ได้เอาแต่ได้ จึงขอฝากประชาชน ณวันนี้เขารับซื้อราคาถูก มีกำไร แต่เมื่อสงครามยุติ ถามกลับว่าเขาจะขาดทุนหรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับโรงกลั่นและผู้ประกอบการด้วยอ่ะ" ยิ่งออกมาพูดแบบนี้ คนก็เริ่มรู้สึกใหญ่เลยว่า อ่ะ ตกลงคุณพิพัฒน์นี่เป็นตัวแทนของรัฐบาล หรือเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการน้ำมันนะคะ เริ่มไม่แน่ใจแล้ว

25 มีนาคมค่ะ คุณพิพัฒน์ออกมาบอกว่า สงกรานต์ปีนี้จะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดมืออย่างแน่นอน แต่ไม่ได้บอกนะคะว่าน้ำมันที่มีให้ใช้เนี่ย ราคาลิตรละเท่าไหร่ พร้อมบอกว่าคนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่บอกว่ารัฐบาลไม่เห็นทำอะไรเลย ที่ผ่านมาท่านทำอะไรบ้าง เสนอแนะพวกเราได้ไหม ไม่ใช่ศักดิ์แต่จะวิจารณ์อย่างเดียว ถ้าท่านมีความรู้ฝากเสนอผมมาได้เลย ผมพร้อมรับเสมอ เอาแต่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั่นน่ะ เคยทำอะไรให้ประเทศบ้างป่ะ อ้าวนี่ นึกว่าการแก้ไขปัญหาประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาลนะคะเนี่ย

จุดพีคมันอยู่เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมาค่ะ คุณพิพัฒน์ได้ไปออกรายการของคุณสรยุทธ ร่วมกับคุณพีระพันธุ์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ คุณวีรยุทธ หรืออาจารย์ต้น จากพรรคประชาชน และคุณกร จาติกวณิช จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทั้ง 3 คนเนี้ยเป็นตัวตึงในด้านเศรษฐศาสตร์และพลังงานมากนะคะ ในรายการมันมีซีนสำคัญหลายซีนค่ะ ซีนหนึ่งก็คือทั้ง 3 คนนอกจากคุณพิพัฒน์เนี่ย พยายามจะเสนอให้รัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิตรน้ำมัน เพื่อลดราคาค่าน้ำมันให้กับประชาชน เรามาดูแผนภาพนี้กัน ในแผนภาพเราจะเห็นว่าน้ำมัน 1 ลิตรที่เราจ่ายไปเนี่ย มันไม่ได้มีแค่ต้นทุนค่าน้ำมันอย่างเดียว แต่มันมีค่าอย่างอื่นแฝงอยู่ด้วย เช่น ภาษีสรรพสามิตรประมาณ 6-7 บาท ภาษีเทศบาล อันนี้ก็จะเอาไว้พัฒนาพื้นที่ในพื้นที่ที่เราไปเติมน้ำมัน กองทุนน้ำมัน กองทุนอนุรักษ์ แวต แล้วก็ค่าการตลาดของผู้ค้าค่ะ คือตอนเนี้ยทั้ง 3 คนในรายการมองว่าประชาชนกำลังเดือดร้อนหนัก รัฐบาลน่ะ ยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตร ที่จะเป็นรายได้ของรัฐบาลไปก่อนได้มั้ย จะได้เป็นการลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน แต่คุณพิพัฒน์ไม่เห็นด้วยค่ะ คุณพิพัฒน์มองว่าถ้าอยากลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ถ้าอยากให้ราคาน้ำมันลดลง เราก็เอาเงินจากกองทุนน้ำมันไปอุ้มสิ

อ่า กองทุนน้ำมันคืออะไร กองทุนน้ำมันคือกองทุนกองทุนนึงที่เวลา น้ำมันราคาขึ้น กองทุนจะเอาเงินไปจ่ายค่าน้ำมันบางส่วนให้ประชาชน เพื่อตรึงราคาน้ำมันไม่ให้สูงจนเกินไป แล้วเวลาที่น้ำมันราคาลง ประชาชนจะยังไม่ได้ซื้อน้ำมันราคาถูกค่ะ กองทุนเนี่ยจะดึงเงินกลับคืนคืนมาก่อน พูดง่ายๆ ก็คือเหมือนกองทุนน่ะ ให้ยืมเงินมาช่วยประชาชนจ่ายค่าน้ำมันตอนราคาแพง แล้วพอน้ำมันราคาถูก กองทุนก็จะเอาเงินคืนไปจากประชาชนค่ะ ซึ่งจริงๆ คอนเซปต์มันโอเคนะ เวลาที่น้ำมันมันขึ้นแบบกระโชกโคก ประชาชนจะได้ไม่ได้รับผลกระทบมากจนเกินไป ประเด็นคือถ้าฟังดีๆ อ่ะ เราจะพบว่าเงินจากกองทุนน้ำมันทั้งหมด มันคือเงินของประชาชนเว้ย การเอาเงินกองทุนน้ำมันไปอุ้มค่าน้ำมันตามที่คุณพิพัฒน์เสนอมันไม่ได้เป็นการลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน เพราะสุดท้ายประชาชนจะต้องจ่ายคืนกองทุนน้ำมันในอนาคตอยู่ดี ตอนที่น้ำมันมันราคาลง เรียกได้ว่าวิธีเนี้ย รัฐบาลไม่ต้องเสียรายได้อะไรเลย ซึ่งมันแตกต่างจากอีกวิธีที่ 3 คนเสนอค่ะ ที่บอกให้รัฐบาลงดเว้นการจัดเก็บภาษี ถ้าใช้วิธีเนี้ย ก็คือการเอารายได้ของรัฐบาลไปจ่าย คือ 3 คนนี้เขามองว่าตอนเนี้ยประชาชนเดือดร้อนอยู่ รัฐบาลและลงกันควรจะมีส่วนร่วมกับความเดือดร้อนนี้บ้าง ไม่ใช่ผลักภาระให้ประชาชนเป็นคนจ่ายทุกอย่างอย่างเดียว

ทั้ง 2 ฝั่งมีเหตุผลที่แตกต่างกันเนาะ ด้านคุณพิพัฒน์เนี่ย บอกว่าถ้าใช้วิธีงดจัดเก็บภาษี รัฐบาลจะขาดรายได้ในอนาคต ทำให้ไม่มีเงินในการบริหารประเทศ เดี๋ยวก็ต้องกู้มาอีก แต่อีก 3 คนมองว่า รัฐบาลยอมเสียรายได้บ้างก็ได้ เพื่อช่วยเหลือประชาชน แล้วไปตัดลดงบบางส่วนบางโครงการเอาสินี่มันสถานการณ์วิกฤตนะ ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าวิธีไหนถูกวิธีไหนผิดนะคะ วิธีคุณพิพัฒน์ก็อาจจะเป็นการคิดแบบการรักษาผลประโยชน์ในระยะยาวว่ารัฐบาลควรจะมีงบไปพัฒนานู่นนี่นั่นให้ประชาชนต่อสิ ส่วนวิธีคิดของอีก 3 คนที่เหลืออาจจะเป็นการมองระยะสั้นว่า เฮ้ย แต่ตอนเนี้ยประชาชนไม่ไหวแล้วนะ เราต้องรีบทำอะไรสักอย่างช่วยเหลือประชาชนก่อนสิ สำหรับเรื่องนี้ เราถกเถียงกันได้ค่ะ

แต่มันมีอีกเรื่องนึง ที่ถกเถียงกันในรายการแล้วเราไม่ค่อยเข้าใจ นั่นคือเรื่องของการเก็บภาษีลาภลอยค่ะ โดยปกติภาษีลาภลอยหมายถึงภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บจากเจ้าของที่ดินหรือห้องชุดที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้าน ซึ่งได้รับผลประโยชน์จากโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานของรัฐบาล เช่น รถไฟฟ้าหรือทางด่วน ทำให้มูลค่าของที่ดินสูงขึ้นอย่างมากโดยไม่ต้องลงทุนเอง แต่ในบางสถานการณ์อย่างเช่นตอนนี้ ภาษีลาภลอยสามารถนำมาอ้างอิงจากการเก็บภาษีกำไรส่วนเกินของธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามหรือวิกฤตพลังงานโลกค่ะ ในกรณีเนี้ย โรงกลั่นของไทยได้กำไรจากวิกฤตพลังงานมากๆ นะคะ เนื่องจากโรงกลั่นของไทยอ้างอิงราคาตลาดโลกค่ะ ตลาดโลกตอนนี้แถบตะวันออกกลางอ่ะ เขามีราคาต้นทุนการกลั่นน้ำมันที่สูงขึ้นจากสงคราม แต่ว่าไทยไม่ได้เจอสงคราม ต้นทุนการกลั่นน้ำมันของไทยมันเท่าเดิม แต่โรงกลั่นสามารถเพิ่มราคาขายน้ำมันได้ค่ะ เพราะว่าอ้างอิงจากราคาน้ำมันตลาดโลก ดังนั้นในรายการคุณสรยุทธ 3 คนก็เลยบอกว่า เราควรจะจัดเก็บภาษีลาภลอยกับโรงกลั่นนะ แต่คุณพิพัฒน์ไม่เห็นด้วยค่ะ คุณพิพัฒน์บอกว่าถ้าทำแบบนั้น คือการต้องเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง รัฐบาลจะต้องยึดทุกอย่างเอามาให้หมดไปไกลชิบหาย

ในรายการเนี่ย คุณพิพัฒน์แกพูดประมาณว่า เรื่องการเก็บภาษีลาภลอยเนี่ย กำลังเจรจากับโรงกลั่นอยู่ แต่แกเคยพูดในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้นะคะว่า ถ้าจะหักคอโรงกลั่นเก็บภาษีลาภลอย ก็ต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง ต้องเลิกเชื่อในกลไกตลาด ต้องเลิกเชื่อในการค้าเสรี แล้วยึดทุกอย่างไปเป็นของรัฐให้หมดอ่ะ ขออธิบายเพิ่มเรื่องการค้าเสรี ถ้ามันเป็นการค้าเสรีแบบสุดโต่งจริงๆ เราจะทำการค้ากันไม่ได้ค่ะ เพราะเสรีหมายถึงเราจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีกฎ ไม่มีกติกา เราจะโกงใครก็ได้ และใครจะโกงเราก็ได้ ดังนั้นการค้ามันจะไม่เกิดขึ้น เพราะต่างคนต่างระแวงกันไปหมด ดังนั้นคำว่าการค้าเสรีที่เราใช้อยู่กันจริงๆ มันเลยมีการแทรกแซงจากรัฐบาลเพื่อเข้าไปกำหนดกฎหมาย กำหนดกฎกติกา บทลงโทษ เพื่อให้การค้าสามารถเกิดขึ้นได้ค่ะ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยออกมาอีกด้วยว่า การค้าที่มันไม่เสรีจนเกินไป เช่น รัฐบาลมีการออกกฎหมายห้ามผูกขาดตลาด จะส่งเสริมให้เศรษฐกิจกระจายตัวมากกว่า เพราะการผูกขาดตลาดจะทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยโตไม่ได้ ความมั่งคั่งจะกระจุกตัวอยู่แค่นายทุน ซึ่งนายทุนก็ไม่ได้รวยมาจากไหน นายทุนหลายคนร่ำรวยมาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นปู่ รุ่นย่า ซึ่งมันเป็นยุคสมัยที่หลายคนน่ะ สะสมความมั่งคั่งมาจากการขูดรีดแรงงานอยู่นะคะ ดังนั้นที่จะบอกคือ การค้าเสรีที่มันเสรีจริงๆ อ่ะ มันไม่มีอยู่จริง ยังไงรัฐบาลน่ะ ต้องเข้ามาแทรกแซงในระดับนึงเพื่อตั้งกฎ ตั้งกติกาอยู่แล้ว การที่รัฐบาลจะตั้งกฎกติกาเรื่องการเก็บภาษีลาภลอยในสถานการณ์เนี้ย มันก็ดูไม่ใช่เรื่องแปลกอ่ะ การค้าเสรีที่ดีคือการที่รัฐบาลออกกฎกติกาที่ทำให้ทุกคนสามารถมีโอกาสในการค้าขายได้ อย่างเท่าเทียมกันนะคะ ซึ่งนายทุนไม่ชอบสิ่งนี้ค่ะ นายทุนชอบการค้าเสรีแบบเยอะๆ แบบที่รัฐบาลไม่ต้องเข้ามายุ่งอะไรมาก แต่ห้ามคนอื่นโกงฉันนะ เพราะอะไร เพราะว่านายทุนเนี่ย มีทรัพยากรเยอะ ได้เปรียบในการทำการค้ามากกว่านะ ส่วนเรื่องการเปลี่ยนระบอบการปกครองนี่ไปกันใหญ่เลย แค่การเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นน้ำมัน จะทำให้ประเทศกลายเป็นคอมมี่ได้เหรอ ตลกนั่นแหละ

สรุปก็คือ ในรายการคุณสรยุทธเนี่ย คุณพิพัฒน์เลือกที่จะโยนภาระค่าน้ำมันแพงให้กับประชาชน และไม่ยอมให้แตะต้องผลประโยชน์ของโรงกลั่นด้วย และด้วยความที่เป็นพ่อค้าน้ำมัน ประชาชนก็เลยตั้งคำถามแบบเดิมค่ะ ว่าสรุปคุณพิพัฒน์เป็นตัวแทนของรัฐบาล หรือคุณพิพัฒน์เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ค้าน้ำมันกันแน่

คำตอบของคำถามถามอีกข้อหนึ่ง ที่ได้จากรายการในวันนี้นะคะ คือคุณสรยุทธถามว่า ทำไมพอขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ปุ๊บ ทุกปั๊มน้ำมันถึงได้น้ำมันเติมเต็มโควต้า คุณพิพัฒน์บอกว่า มันไม่ใช่ผลมาจากการกักตุน แต่เป็นผลมาจากมาตรการสำรองน้ำมันของรัฐบาล ที่ประกาศให้ผู้ค้าต้องสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 1.5% 5% ในเดือนเมษายน ทำให้ผู้ค้าต้องทยอยสำรองน้ำมันตามตัวเลขดังกล่าว หากผู้ค้าไม่ทำ ผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบ ผู้ค้าจึงจำเป็นต้องสำรองน้ำมันบางส่วนไว้ ซึ่งตอนหลังรัฐบาลได้ยกเลิกมาตรการสำรองน้ำมันนี้แล้ว อ้าวงั้นแปลว่า ที่น้ำมันขาดหน้าปั๊ม นี่มันเกิดจากนโยบายการสำรองน้ำมันของรัฐบาลเหรอ อ๋อ เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นเพราะพวกนายเองเหรอ แล้วทำไมรัฐบาลถึงให้มีการสำรองน้ำมันในช่วงวิกฤตล่ะ สั่งแบบนี้มันเป็นการโยนภาระการจัดหาน้ำมัน ซึ่งมันยากมากๆ อยู่แล้วให้กับเอกชน เพื่อให้รัฐบาลมีหน้าไปตอบกับประชาชนว่า เรามีน้ำมันสำรองไว้ 90 วัน อะไรแบบนั้นเลยไม่ใช่เหรอ สุดท้ายพอเอกชนหาน้ำมันมาสำรองตามนโยบายรัฐไม่ได้ ก็เลยต้องมางดจำหน่าย มันก็เลยเกิดเป็นปัญหาน้ำมันหน้าปั๊มขาดแคน อันนี้คือวัฏจักรที่เกิดขึ้นใช่มั้ย

และจากการไปตอบคำถามในรายการคุณสรยุทธของคุณพิพัฒน์ค่ะ มันทำให้มีประชาชนหลายคนไม่พอใจ และมองว่าคุณพิพัฒน์เนี่ย มาเพื่อเป็นตัวแทนฝ่ายนายทุนชัดๆ มันก็เลยเกิดกระแสการแบนปั๊มน้ำมัน PT และร้านกาแฟพันธุ์ไทย ซึ่งเป็นธุรกิจของ PTG นะคะ โดยผู้ประกอบการขนส่งคนหนึ่งบอกว่า "ดูคุณพิพัฒน์สิในรายการคุณสรยุทธแล้วไม่ได้เลย ขอให้พนักงานขับรถของตนงดเติมน้ำมัน PT แฮชแท็ก รวยไม่ไหวแล้ว รวยแต่พวกมึง" ตอนนี้ก็เกิดกระแสการแบนปั๊ม PT ในหมู่ประชาชนอยู่ค่ะ ถามว่ามันจะได้ผลมั้ย มิตรสหายเราบอกว่า ก็ลองดูตัวอย่าง MK แล้วกันว่าเขา กระเสือกระสนแค่ไหนกว่าเขาจะกลับมาได้

สุดท้ายคุณพิพัฒน์บอกว่า จริงๆ เนี่ยตัวเองขอลาออกจาก ผบ.สบก.ไปแล้ว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในการทำงาน แต่คุณอนุทินไม่

อนุมัตินะ เอาจริงๆ ถ้าเราว่ากันตามหลักธรรมาภิบาล ว่ากันตามหลักจริยธรรมสากล เบื้องต้นของการประกอบอาชีพนักการเมืองแล้วอ่ะ มันก็ไม่ควรเอาพ่อค้าน้ำมันมาดูแลเรื่องน้ำมันตั้งแต่แรกอ่ะนะ คือไม่ได้บอกว่าเขาไม่เก่ง แต่ว่ามันเป็นภาพลักษณ์ที่ดูไม่ค่อยดี แล้วก็มันจะมีข้อกังขาให้กับประชาชนนะ โอเคค่ะ

และนี่ก็คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชายที่ชื่อพิพัฒน์ในช่วง 2-3 วันนี้นะคะ แล้วทุกคนคิดยังไงกันบ้าง ใครคิดยังไงก็คอมเมนต์มาได้ข้างล่างเหมือนเดิมนะคะ และเหมือนเดิมค่ะ ใครที่ชอบการสรุปข่าว สรุปดราม่าแบบนี้ อย่าลืมกดไลค์ กด Subscribe ช่องเนมไว้ด้วย จะได้ไม่พลาดคลิปต่อไปค่ะ ช่องเปิดระบบสมาชิกแล้วนะคะ ใครที่ชอบการทำคอนเทนต์ของเกมก็กด Subscribe เข้ามาเป็นกำลังใจกันได้นะ สำหรับวันนี้ลาไปก่อนแล้วเจอกันใหม่ในแชงหน้าค่ะ บ๊ายบาย ตาย