Transcription
14 เมษายนของทุกปี รัฐบาลให้เป็นวันครอบครัวครับ แล้ววันนี้เรามีเรื่องของทุกครอบครัวมาพูดกัน ก็คือเด็กในบ้านครับ เป็นเด็ก Gen Alpha กับ Beta ก็คือคนที่เกิดตั้งแต่ปี 2553-2567 ดึงชุดข้อมูลนี้เอามาวิเคราะห์กันตั้งแต่แรกเกิดจนถึงคนที่อายุสักประมาณ 15-16 ก็คือมัธยมต้น ณ ขณะนี้ครับ กลายเป็นว่ามีข้อมูลที่น่าห่วงเหมือนกันจากทาง สสว. จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเด็กไทย 4 คน มี 1 ในนั้นมีปัญหาทางด้านพัฒนาการ คิดเป็น 25% ไม่น้อยทีเดียวนะครับ คุณผู้ชมมาติดตามเรื่องนี้กันครับ
ดูจากกราฟิกแรกก่อนครับ ถ้าไปดูประชากรของเด็ก Gen Alpha ที่ สสว. เข้าไปศึกษามา ดึงจากชุดข้อมูลปี 2566 คนที่เป็นเด็กแรกเกิด เพิ่งเกิดเลยนี่แหละครับ จนถึงมัธยมต้น คิดเป็นสัดส่วน 15.6% ของคนไทยทั้งหมด 15.6% ก็ยังไม่ถึง 1 ใน 5 นะครับ แต่มีนัยยะสำคัญ เพราะว่าเราได้ยินคำว่า "เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า" เป็นเรื่องนั้นเลยครับ เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าเขาคืออนาคตของชาติ ในวันที่ประเทศไทยเราผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นแล้วก็มากขึ้น แต่คนเกิดน้อยลง ดังนั้นสิ่งที่ จะทำให้ประเทศเจริญได้ต่อ ก็คือคุณภาพของเด็กในวันนี้ แต่ดูท่าจะมีเรื่องที่ต้องแก้ไขนะครับ
Gen Alpha คือคนที่เกิดตั้งแต่ปี 2553 - 2567 นะครับ Gen Beta ก็คือเพิ่งจะเกิดตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เอามารวมกัน เอามาดูข้อมูลกันหน่อย ดูจากกราฟิกถัดไปครับ
ทีนี้สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็กปฐมวัยครับ สำหรับพัฒนาการเด็ก ว่าพัฒนาการสมวัย เรามาดูสัดส่วนครับ คุณผู้ชมต้องบอกก่อนว่าช่วงที่ผ่านมา การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยเราก็ทำได้ดีนะครับ พัฒนาการของเด็กที่ถือว่าโตสมวัยก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2560 อยู่ที่ 67.5% ปี 2564 อยู่ที่ 70.3% แล้วปีที่แล้ว ปี 2565 อยู่ที่ 81.6% ถ้าดูจากข้อมูลนี้ก็ อ้า ก็ทำได้ดีแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วมีประเด็นอะไร คำตอบก็คือ มันควรที่จะอยู่ในระดับที่สูงกว่านี้ครับ 81.6% อาจจะถือว่าน้อยกว่าเป้าที่ตั้งเอาไว้แล้ว สิ่งที่รายการเศรษฐกิจ Insight ชวนมาคุยก็คือ ยังมีเด็กที่มีพัฒนาการไม่สมวัยอีกพอสมควร เป้าหมายควรจะถึง 85% ได้แล้ว เด็ก 100 คน 85% ควรจะโตสมวัย มีพัฒนาการสมวัยได้แล้ว มันก็ยังมีเหลื่อมหายไปอีกหลายเปอร์เซ็นต์ด้วยกันครับ
และภาวะในปัจจุบันที่น่าเป็นห่วงของเด็กๆ ก็คือภาวะการติดโทรศัพท์มือถือ ติดสกรีนทั้งหลาย แล้วทำให้เขามีปัญหา ปัญหาที่พบบ่อยจากการไปสำรวจของทาง สสว. คือ ปัญหาการใช้ภาษา และปัญหาการเข้าใจภาษา เราจะสังเกตว่าพอไปคุยกับน้องๆ หนูๆ ณ ปัจจุบัน การสื่อสารภาษาที่เขาใช้พูด หรือกระทั่งสิ่งที่สังเกตชัดครับ ก็คือภาวะออทิสติกเทียม ที่การตอบสนองและการเรียนรู้เขาไม่ดี ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นออทิสติกมาตั้งแต่เกิด เด็กที่พูดคุยกับผู้ใหญ่ พูดคุยกับคนอื่น แต่ไม่สบตา หลบสายตา อันนั้นก็เป็นอาการอีกประเภทนึงนะครับ ที่เราจะต้องเอามาพิจารณา
ดูจากกราฟิกถัดไปกันต่อครับ คุณผู้ชม นี่แหละครับคือข้อมูลที่เราจะต้องเอามาพูดคุยต่อ ในกลุ่มที่เป็นน้องๆ กลุ่ม Alpha Beta เพราะว่า 75.3% ปรากฏว่ามีประเด็นเรื่องการใช้ภาษา 6% ครับ มีความล่าช้าด้านการเข้าใจภาษา และที่สำคัญ สิ่งที่เป็น Pseudo-autism Pseudo ชื่อบอกอยู่แล้วคือเทียม ปลอมนะครับ เป็นภาวะออทิสติกที่น่ากังวล ที่มาจากสิ่งแวดล้อม ทั้งการเลี้ยงดู สังเกตดูว่าเด็กคนไหน ที่พูดอะไรก็ไม่ค่อยคุยด้วย หรือถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบ หรือตอบก็ไม่ตรงคำถาม เราจะเห็นสัดส่วนของเด็กแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุคืออะไร ก็คือสิ่งที่หล่อหลอม แล้วก็เลี้ยงดูพวกเขาขึ้นมา ที่จะทำให้เกิดพัฒนาการของวัยเยาว์นี่แหละครับ
ดู กราฟิกถัดไปกันต่อครับ คุณผู้ชมครับ อันนี้นี่แหละคือปัจจัยที่สำคัญ ก็คือโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต แล้วก็สิ่งที่เป็นเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหลาย ต้องยอมรับนะครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วง ไม่ใช่แค่เฉพาะประเทศไทย แต่ว่าเป็นของทางโลก อย่างองค์การอนามัยโลก มีข้อมูลแนะนำไว้แล้วด้วยซ้ำไปนะครับว่า เด็กๆ ที่อายุประมาณสัก 1-4 ขวบ ก็คืออาจจะเป็นอยู่ในวัยอนุบาลนี่แหละนะครับ จนถึงแรกเกิดเนี่ย ไม่ควรจะสัมผัส ไม่ควรจะมองจอที่เป็นตัวแท็บเล็ตแบบนี้ มือถือแบบนี้ เกินวันละ 1 ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าพฤติกรรมของเด็กไทยครับ มันอาจจะเกินกว่าค่าเฉลี่ย ก็คือเด็กแรกเกิดจนถึง 1 ขวบ เพิ่งจะรู้เรื่องนี่แหละนะ 27% เล่นเป็นแล้ว แตะโทรศัพท์ แตะที่เป็นสกรีนต่างๆ เป็นแล้ว แล้ว 44.1% ใช้เวลาหน้าจอเกินวันละ 1 ชั่วโมง ขณะที่น้องๆ ที่อายุ 2-4 ขวบ พูดคุยเรื่องแล้ว ตอบโต้ได้แล้ว มีความคิด ความอยากสื่อสารออกมาได้แล้ว 80.4% เข้าถึงอุปกรณ์ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเลยครับ แล้วกลายมาเป็นว่า 72.6% ของกลุ่มที่เล่นมือถือ เล่นแท็บเล็ต เขาใช้เวลากับหน้าจอมือถือเกิน 1 ชั่วโมง เรื่องนี้บอกอะไรกับเรา บอกได้หลายเรื่องทีเดียวครับ ทั้งความรู้ความเข้าใจของพ่อแม่ในการเลี้ยงดูลูกก็เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งจะเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เอื้อกับการใช้ชีวิต เพราะว่าปัจจุบันนี้ ชนชั้นกลาง คนที่เป็นพ่อแม่วัยหนุ่มวัยสาว ชีวิตไม่ง่ายเหมือนกันครับ กับต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มมากขึ้น ความเร่งรีบจากการใช้ชีวิต แล้วไหนจะต้องเลี้ยงดูลูกอีก พยายามจะปลอบลูก แล้วก็ทำตรงตามส่วนที่ควรจะทำอย่างต่อเนื่อง แต่บางทีเวลาที่มีให้กันก็น้อย สิ่งที่ทำให้ลูกเงียบได้ง่ายที่สุด เมื่อลูกร้องไห้หรือว่างอแง โยนโทรศัพท์มือถือให้ โยนแท็บเล็ตให้ เพื่อเบนความสนใจ และเขาก็จะสามารถอยู่กับมาได้เป็นชั่วโมง ระหว่างนั้นพ่อแม่ก็ไปทำงานต่อ หรือไปทำกิจกรรมอย่างอื่น แต่เรื่องนี้มันก็จะมีผลล่ะครับ ในระยะกลางและระยะยาว กับพัฒนาการเด็กต่อไป
ดูกราฟิกถัดไปกันต่อครับ พัฒนาการเด็กที่ไม่สอดคล้องพร้อมกับช่วงวัยเป็นอย่างไร มีการศึกษาที่ทีม สสว. เขาไปดึงข้อมูลมานะครับ ทั้งเด็กปฐมวัย 1 ใน 4 คือ 25% มีภาวะบกพร่องความสามารถในการจัดการพฤติกรรม และเราก็จะสังเกตเห็นบ่อยเรื่อยๆ สำหรับเด็กๆ ที่มีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง การโวยวายอาละวาด ดึงมือถือคืน ดึงแท็บเล็ตคืน แล้วอารมณ์เสีย หรือกระทั่งมีปัญหากับผู้ปกครองด้วยซ้ำนะครับ และที่สำคัญคือการอยู่ร่วมการดู กับผู้ดูแลถือว่าน้อยลงครับ อันนี้น่าคิดเหมือนกัน เพราะว่าปัจจุบันนี้ก็จะมีพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากที่มีลูกขึ้นมา แต่ว่าไม่สามารถพามาทำงานในเมืองหลวง หรือว่าไม่สามารถพามาอยู่ต่างจังหวัดได้ ก็ต้องให้อยู่กับปู่ย่าหรือตายายเป็นคนเลี้ยงก่อน พัฒนาการของเด็กที่เลี้ยงโดยพ่อแม่ กับพัฒนาการของเด็กที่เลี้ยงโดยปู่ย่าตายาย ก็อาจจะมีส่วนที่แตกต่างกันไปได้บ้าง ขึ้นกับศักยภาพของผู้ใหญ่ที่เขาเลี้ยงดู
ทีนี้มีอีกการศึกษาหนึ่งก็คือ เด็กในช่วงอายุสักประมาณ 6-12 ปี ชอบครับ ชอบเสพสื่อที่เป็นวิดีโอสั้น หรือกระทั่งซีรีส์แนวตั้ง หรือแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เราคุ้นเคย ทั้ง TikTok ใน Shorts ที่หาดูได้ง่ายๆ นี่แหละครับ ตามแพลตฟอร์มต่างๆ กลายเป็นดูประจำ ดูประจำแล้วเกิดอะไรขึ้น ก็คือมันทำให้เขาขาดสมาธิ เพราะว่าคุณผู้ชมครับ เราต้องไม่ลืมนะครับว่าช่วงที่พัฒนาการของเด็ก เราอาจจะได้ยินในได้ฟังอยู่แล้วว่า 5 ปีแรกก็จะเป็นช่วงของการพัฒนา โดยเฉพาะสมองของเด็ก หลังจากนั้นช่วงปฐมวัย ก็จะเป็นช่วงที่เขาฝึกความคิด ความอ่าน และความเป็นตัวเป็นตนของเขา ซึ่งเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนก็น่าจะทำการบ้านตรงนี้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าเขาเติบโตขึ้นมา เพราะการสั่งสอน หรือว่าอัลกอริทึมจากแพลตฟอร์มต่างๆ เหล่านี้ มันจะเกิดอะไรขึ้นครับ
ดูในกราฟิกถัดไปกันต่อครับ ปัจจัยสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากเรื่องของสกรีน เรื่องของหน้าจอ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลครับ คือโครงสร้างของประเทศไทย โครงสร้างประเทศไทยไม่ใช่ครอบครัวใหญ่มานานแล้ว เป็นครอบครัวเดี่ยว และการเป็นเมืองโตเดี่ยวของกรุงเทพมหานคร ทำให้คนมีลูกเลี้ยงดูลูกในกรุงเทพฯ ได้ลำบาก ทั้งพื้นที่จำกัด ค่าครองชีพ ก็เลยต้องเอาลูกไปอยู่ในต่างจังหวัด ให้กับพ่อแม่ของตัวเองดูแลอีกทีหนึ่ง ทีนี้ก็จะมีประเด็นล่ะ เด็กไทยเกือบ 2 ล้านครัวเรือน หรือว่า 1,800,000 ครัวเรือน คิดเป็น 26.5% นะครับ ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่อยู่กับผู้สูงอายุเป็นหลัก และก็จะมีประเด็นตรงที่ว่า ผู้สูงอายุ ถ้าพ่อแม่สุขภาพแข็งแรง ยัง Active ได้เหมือนผู้ใหญ่ ก็จะพาไปนู่นไปนี่ได้ แต่ถ้าปู่ย่าตายายโรยแรงแล้ว ไม่ค่อยจะพาไปไหนได้ ขณะที่เด็กเขามีพลังล้นเหลือ เขาอยากจะทำกิจกรรม แต่ปู่ย่าตายายก็ไม่ได้พาไปด้วย ข้อจำกัดทางร่างกายก็ดี ทางการเงินก็ดี พัฒนาการเขาและสิ่งที่เขาได้ลองทำมันก็น้อยกว่า รวมถึงต้นทุนการเข้าถึงอุปกรณ์ เดี๋ยวนี้ก็ถูกครับ ไปตามห้างต่างๆ ซื้อโทรศัพท์มือถือ เดี๋ยวนี้เครื่องไม่ถึง 1,000 ก็ซื้อได้แล้ว เอาไปให้เด็กเล่น เด็กก็เล่นได้ทั้งวันนะครับ อีกเรื่องก็คือ ผู้สูงอายุณขณะนี้ ความรู้เท่าทันในเรื่องการหลอกลวง ความรู้เท่าทันเรื่องดิจิทัลน้อยกว่าคนหนุ่มสาว ดังนั้นจะให้คนสูงวัยมาสอนเด็กที่เขาต้องการการฟูมฟัก เรื่องของ Digital Literacy หรือความรู้ ความเข้าใจทางด้านดิจิทัล ดูจะเป็นเรื่องยากด้วย ดังนั้นเด็กถึง 1 ใน 4 ครับ ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ก็อาจจะสุ่มเสี่ยงกับเรื่องของพัฒนาการเด็กครับ
ดูกราฟิกถัดไปกันต่อครับ ทีนี้ภาครัฐในมุมมองของทาง สสว. ควรทำอย่างไร ทำอะไรนะครับ คือมันจำเป็นจะต้องทำล่ะ สำหรับเรื่องการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ช่วงที่ผ่านมาก็จะมีอยู่แล้วนะครับ สำหรับพวกคู่มือที่ทางภาครัฐทำ ไม่ใช่ว่าภาครัฐเรานี่เฉยนะครับ มีและมีอย่างต่อเนื่องแล้ว รายการเศรษฐกิจ Insight ก็ยินดีที่จะช่วยบอกต่อแบบนี้ ทั้งคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย หรือว่าฝั่งที่เป็นคู่มือสำหรับการเลี้ยงดูเด็กๆ โดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งคุณผู้ชมสามารถไปสืบค้นได้จาก 2 ส่วนนี้นะครับ แล้วเอามาศึกษา ปัจจุบันในฝั่งที่เป็นกระทรวงสาธารณสุข และก็กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ทั้งหลายครับ เขาก็มีเรื่องราว มีแบบแผน มีแผนงานในการจะช่วยเรื่องของพัฒนาการเด็กด้วยอยู่แล้ว เพียงแต่รู้หรือไม่รู้ ทำหรือไม่ทำก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ
ดูจากกราฟิกถัดไปกันต่อครับ ทีนี้ต่างประเทศเขาทำอะไรกันบ้าง ต่างประเทศทำเรื่องนี้เป็นเรื่องเป็นราวครับ คุณผู้ชมอาจจะเห็นจากภาพข่าวอยู่แล้วว่า บางประเทศเริ่มไม่ให้เด็กเอาโทรศัพท์มือถือไปโรงเรียน หรือว่าเข้าห้องเรียน หรือบางประเทศกำหนดอย่างชัดเจนเลยว่า เด็กต่ำกว่าเท่านี้ ห้ามเอาดูสกรีนนะครับ ทีนี้ถ้ามาดูฝั่งที่เป็นสิงคโปร์บ้าง สิงคโปร์หนึ่งในประเทศที่การศึกษาดีที่สุดจุดหนึ่งของโลก แล้วสิงคโปร์เป็นประเทศที่สร้างชาติได้ เพราะคนเขาเก่ง มาดูว่าสิงคโปร์เขาทำอย่างไร สิงคโปร์ครับ เด็กที่อายุไม่ถึงขวบครึ่ง ไม่ให้ดูเลยหน้าจอ ไม่ให้ดู ให้พ่อแม่เลี้ยงอะไรก็ได้ ที่เป็นสัมผัสระหว่างมนุษย์เท่านั้น และที่สำคัญ ถ้าโตขึ้นมาหน่อย ไม่เกิน 6 ปี ดูได้แต่ไม่เกินเกิน 1 ชั่วโมง โตขึ้นไปหน่อย ไม่เกิน 2 ชั่วโมง อันนี้คือสิ่งที่สิงคโปร์เขาทำนะครับ
อีกฝั่งหนึ่งก็คือญี่ปุ่น ญี่ปุ่นนี่ก็คือมีข้อปฏิบัติที่ค่อนข้างชัดเจน แล้วก็ไปลงโทษด้วยนะ ครับ ทั้งแพลตฟอร์ม ทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ที่เด็กมีสิทธิ์ไปใช้ มันจะต้องมีการดูแลโดยผู้ปกครอง ทั้งเรื่องของการล็อกอินต่างๆ รวมไปถึงข้อมูลที่จะต้องเชื่อมโยงไปถึงผู้ปกครองได้ ญี่ปุ่นเขาไม่ได้เอาผิดแค่คนใช้ คนสร้างแพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบด้วย ส่วนที่ 3 ที่เป็นสหราชอาณาจักรนะครับ ก็จะมีกฎหมายในการกำกับการใช้มือถือในสถานศึกษา รวมถึงแหล่งเรียนรู้ออนไลน์สำหรับพ่อแม่ในการเลี้ยงดูเด็ก ดังนั้นข้อปฏิบัติที่ค่อนข้างชัดนะครับ ที่เราทราบกันเป็นอย่างดี ถ้าน้องๆ อายุไม่ถึง 2 ขวบ อย่าพยายามให้เขาเล่นโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตนะครับ ให้เขาค้ามีพัฒนาการกับโลกและสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นก็จำกัดเวลาในการใช้ เพราะว่าเมื่อเขาโตขึ้นแล้ว เขาจะได้พูดรู้เรื่อง ฟังรู้เรื่อง แล้วก็เข้าใจบริบทของโลกได้มากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ทาง สสว. ฝากมา และก็เชื่อว่าน่าจะต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนเหมือนกัน ที่รัฐบาลจะต้องเอามาทำอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่ออนาคตของชาติของประเทศไทยเราครับ
ขอบคุณที่ติดตามรับชมรายการเศรษฐกิจ Inside นะครับ ฝากคุณผู้ชมกด Subscribe กดกระดิ่ง กดไลค์ กดแชร์ ทุกช่องทางออนไลน์ของ TNN ช่อง 16 ด้วยนะครับ เพียงเท่านี้คุณผู้ชม จะไม่พลาดกับรายการสดและคอนเทนต์ดีๆ ที่เรามีเสิร์ฟให้คุณผู้ชมตลอดวัน