Transcription
ครับอาจารย์แทนสวัสดีครับผม
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ เอาจริงๆ อาจารย์ครับ ผมต้องบอกก่อนคือเรานั่งคุยกันมาสักพักนึงแล้วนะครับ ผมเองลดความตื่นเต้นของผมยังลงไม่ได้
โอ้ เราเป็นกันเองคุยกันยังไงก็ได้ สบาย
[เสียงหัวเราะ]
เองโอเคครับอาจารย์ จริงๆ แล้วเนี่ย เรามาเจอกันครั้งเนี้ย อันนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราที่เราพบกัน
อือ
ถูกมั้ยครับ รอบแรกเนี่ย ถ้าเอาเป็นแบบ physical meeting คือตอนนั้นอาจารย์ไปที่ขอนแก่น
ขอนแก่น
ผมเองก็แบบ อ่ะ วันนั้นผมอยู่คนนอกคณะ ไม่ได้เข้าไปอะไรอย่างงี้ ส่งเมลไป เอ้ย ส่ง ส่ง Messenger ไปแล้วผมก็เราลองจิ้มๆ ถามอาจารย์ดูว่าอาจารย์ว่างมั้ย ปรากฏว่าตารางอาจารย์แน่นมาก
เต็มเลย
อาจารย์ อาจารย์ตารางอาจารย์แน่นมากแล้วก็
เราก็พยายามหาเวลากันเนาะ แล้วก็วันนั้นสุดท้ายได้ข้อความนึงเข้ามาว่า ไปเล่นฟิตเนสด้วยกันมั้ย
เออ
ไปเล่นฟิตเนสด้วยกันมั้ย ผมอ่านแล้วแบบ หึหึ
แปลกใจ
แปลกใจมากๆ เพราะว่าอะไร รู้มั้ยอาจารย์ครับ ถ้าหากว่าไปฟิตเนี่ย ผมนึกถึงคลิปนี้ออกมา ก่อนเลยก็คือว่า อาจารย์จำสิ่งนี้ได้มั้ยครับ
อ่า จำได้
อันนี้คือเป็นคลิปที่เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว
ใช่
อาจารย์ยกตัวเองขึ้นทั้งตัวได้ แขนข้างเดียว
ใช่ ตอนนั้นฝึกฝึกทำอย่างเงี้ย เป็น one-arm pull-up ทำได้ตอนอายุ 41 ปี
แล้วอาจารย์ก็คือเล่น วันนั้นผมเหมือนไม่ได้ไปดูฟิตเนสอาจารย์ ผมเหมือนไปดูกายกรรมอะไรสักอย่างที่
[เสียงหัวเราะ]
แบบอาจารย์ยกตัวเองขึ้นทั้งตัวแล้วก็อะไรมี
อ๋อ กลับหัว
กลับหัว
แต่วันนั้นน่ะ วันเดียวกันครับอาจารย์ คือเราได้ไปทานข้าวกันแล้วก็ได้คุยอยู่หลายเรื่อง แต่ 1 เรื่องที่อาจารย์พูดออกมา แล้วคำนึงที่เข้ามาแล้วผมชอบมากคือคำว่า "ไปสัมผัสขอบโลก"
อื
อาจารย์จำตรงนั้นได้ใช่มั้ยฮะ
ใช่ จำได้เลย
อาจารย์ฮะ เซน โดมินิก เปรียบ
อื
ใช่มั้ยครับ แพทย์จุฬาเสร็จปุ๊บ ไปที่ Albert Einstein, Emory, Duke
อือ
Harvard Medical School คือแต่ละที่ที่อาจารย์ไปสัมผัสเนี่ย ดวงตาคู่นี้ของอาจารย์น่ะ อาจารย์ได้เห็นคนมาเยอะมาก หลายแบบมาก
อื
ในเส้นทางที่อาจารย์เดินไป ผมเชื่อว่าอาจารย์จะได้เจอกับคนที่ในวงการนั้นน่ะ น่าจะเป็นท็อป 1% ท็อป 0.5% หรือบางครั้งอย่างเช่น เอ่อ Brigham and Women's เนี่ย มีท็อป 0.1 ของวงการในบางเรื่องอยู่ ในนั้นด้วย
สิ่งใดเป็นสิ่งที่ท็อป 0.5% มี แต่ท็อป 1% ยังไม่มี หรืออะไรที่ทำให้ท็อป 0.1% น่ะมี แต่ 0.5% 5% ยังขาดอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ 3 คนนี้แตกต่างกันครับอาจารย์
คือคนที่เก่งที่สุดอ่ะ เขาจะเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนที่สุด เพราะว่าเขาจะรู้ว่ามันมีอีกหลายอย่างที่เขาไม่รู้ อันนี้คือของจริงเลย เราจะสังเกตได้ว่าคนเราพอเริ่มเก่งเข้าไปจุดนึง มันจะเริ่มมีความมั่นใจ จะเริ่มมีความรู้สึกว่าเราเข้าใกล้กับความเป็น World Authority ด้านใดด้านหนึ่ง เราก็จะแบบโอ้โห อย่างเท่ ขึ้นเวทีนี้คือข้าพเจ้ายืน 1 แน่นอน แต่ว่าถ้าไปไกลกว่านั้น มันจะเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เรารู้อ่ะ มันเป็นเพียงแค่จิ๊กซอว์อันนึง แต่ว่าถ้าเรามองทั้งโลก มันจะเริ่มเห็นภาพที่มันใหญ่ขึ้น แล้วเราจะรู้สึกว่า อ่า มีอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ แล้วนอกเหนือจากนั้นคือเราไม่มีทางรู้แน่ๆ เราก็เลยจำเป็นจะต้องทำงานคู่กับคนอื่น หรือ collaboration
เพื่อที่จะได้ผลที่มันเป็นผลรวมของทั้ง 2 คนแล้วดีกว่า
อื
เขาก็จะมีเรื่องตรงนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วเขาก็เป็นคนที่ยอมรับฟังไอเดียของคนทั่วไป แล้วคนพวกเนี้ย เขาก็จะคอยถามคำถามเด็กหลายๆคน
เพื่อที่จะหาไอไอเดียใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะเขาเชื่อว่าคนที่ทำงานสายนั้นมานานๆ ไอเดียมันตันแล้ว
มันก็จะพูดกันภาษาเดิมเหมือนเดิม ต้องหาไอเดียใหม่ๆเข้ามา
ครับ
แล้วคนพวกเนี้ยที่จะเป็นคนที่อยู่ท็อป เพราะฉะนั้นเขาจะยิ่งแบบ ยิ่งโตยิ่งกลายกลายเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้นเยอะเลย
นี่คือ experience ที่อาจารย์ได้สะสมมา และได้เห็นจากการเจอคนมาเยอะ ผมอยากพาอาจารย์ย้อนเวลากลับไปแป๊บนึงฮะ ลองนึกถึงแบบเด็กที่เพิ่งกำลังเริ่ม 18 19 21 22 เนี่ย ผมรู้สึกว่าจุดเริ่มต้นในการทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่ หรือทำอะไรที่มันสมมุติบางคนอยากจะไปแบบ ผมอยากจะไปที่สุดของวงการเลยครับ
อือฮึ
ผมรู้สึกว่าหลายคนจุดเริ่มต้นคืออีโก้ จะเป็นอีโก้บ้างเป็น confidence บ้าง แต่สิ่งที่ผมเห็นอาจารย์พูดออกมาเนี่ย ก็คือตอนไปถึงจุดคนที่ไปถึงจุดท้ายๆจริงๆเนี่ย มันคือคำว่า humble มั้ฮะ มันคือ
มัน humble จริงๆ
ถ้าหากว่าเราย้อนกลับไปดูเด็กกลุ่มเนี้ย หรือแม้กระทั่งตัวผมเองในเมื่อสมัยผมเป็นเด็กโอลิมปิกอยู่เนี่ย เราเริ่มจากคำว่า confidence หรือบางครั้งก็อีโก้ผสมกันไป
อือ
ผมรู้สึกว่า 2 คำเนี้ยเป็นคำที่สตาร์ทให้เราทำอะไรบางอย่าง แต่เมื่อไหร่เมื่อไหร่กันครับที่ 2 คำเนี้ยควรจะเปลี่ยนเป็น humbleness หรือจะเปลี่ยนตั้งแต่แรก เออ อันนี้อันในมุมมองของอาจารย์
ส่วนตัวคิดว่ามันจะเป็นอะไรที่เราเรียนรู้ไปเอง ยิ่งเราโตขึ้น ยิ่งได้ศึกษาเพิ่มมากขึ้น มันก็จะเข้าใจ
อือ
ยิ่งเห็นโลกกว้างขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะเป็นคนที่ humble เพิ่มมากขึ้นน่ะ มันจะมาเองเลย
อื
เพราะว่าส่วนใหญ่อ่ะ คนเรามันเหมือนกบในกะลา แล้วเก่งที่สุดในบ้านเราแล้วอ่ะ เก่งที่สุดในโรงเรียน แต่พอเราเปลี่ยนโรงเรียนไปเป็นโรงเรียนที่แบบมีแต่อัจฉริยะ เราจะเริ่มรู้สึกว่าทำไมเพื่อนมันเก่งจัง แล้วพอเจออันนั้น โอลิมปิก เอ้ย เฮ้ย ทำไมมันเก่งขึ้นอีก เสร็จปุ๊บ ไอ้เนี่ย ถึงแม้ว่าเราจะเก่งที่สุด ได้เหรียญทองโอลิมปิกมาแล้ว แต่โลกใบเนี้ย ในขณะที่เขาทำงานวิจัยเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง
สิ่งที่เขาทำ
มันเกินเลยโอลิมปิกเหรียญทองไปแบบฟ้าเหวเลยอ่ะ เพราะฉะนั้นยิ่งเห็นโลกพวกเนี้ยเร็วเท่าไหร่อ่ะ มันยังมีโอกาสเปลี่ยนเร็วขึ้นเท่านั้น
อื
การสอบ USMLE ซึ่งอันนี้ถ้าหากว่าคนดูอยู่ ในวงการแพทย์ก็จะรู้ดีว่า USMLE เนี่ย มันคือการสอบเข้าที่สหรัฐอเมริกา การจะเป็นแพทย์ที่นั่นใช่มั้ยครับ ต้องสอบ 3 สเต็ปเนาะ
ใช่ ก็เหมือน ECFMG บ้านเรานี่แหละ
อ่ะ เหมือนกันใช่มั้ยครับ ผมก็นั่งคิดว่าโอเค อาจารย์จบไปปุ๊บ อาจารย์เข้าไปที่อเมริกา คะแนนตอนนั้นผมก็ไปนั่งดูเนาะ สเต็ป 1 260 สเต็ป 2 269
เออ
สเต็ป 3 250
ประมาณนั้น
ท้าย 99 ทุกอัน อันนี้ผมจำได้
[เสียงหัวเราะ]
ผมนั่งทำการบ้านมา
ออฮะ
ที่ USA อ่ะ Neurosurgery Average Score ที่เขาเริ่มรับเข้าไปอยู่ที่ประมาณ 250 บวกๆ ขึ้นไป 252 โดยเฉลี่ย หรือถ้าหากว่าเป็นแบบ Plastic Surgery อย่างเงี้ย จะเป็น 257 258
อื
ในปีของ ECFMG อาจารย์กดไป 269 mentality อะไรที่ทำให้อาจารย์ขวนขวายตัวเองจนทำได้ ใน performance ตรงนั้นนะครับตอนไปที่ US
มันมีข้อจำกัดของ USMLE ก่อนก็คือเขาจะไม่ค่อยรับคนต่างชาติ
อื
ถูกมั้ย เขาไม่รู้จักเรา ไม่รู้จักมหาวิทยาลัยเราด้วยซ้ำไปว่ามันดีไม่ดี
ดังนั้นสิ่งแรกที่เราจะทำได้ก็คือคะแนนก่อนเลย
อือ
แล้วปัญหาคือคะแนนเนี่ย ถ้าเราสมมุติว่าเราสอบแล้วผ่าน
มันจะเอาคะแนนสอบผ่านครั้งแรกของเราติดตัวเราไปตลอดชีวิตในช่วงนั้น หมายความว่าถ้าสมมุติคะแนนผ่านเนี่ยคือ 75 แล้วเราได้ 76
อือ
ต่อให้ครั้งต่อไปเราไปตอบได้ 100 เต็มอ่ะ
มันก็เอาคะแนน 76 เรายื่น
อ
ฉะนั้นหมายความว่าถ้าสอบผ่านก็ต้องผ่านครั้งแรกเลย แล้วก็คะแนนสูงด้วย เพราะฉะนั้นก็เลยต้องพยายามเต็มที่ในการอ่านมันเข้าไปอย่างเงี้ย
มันคือการ one shot only
อื ใช่ ประมาณนั้น
มันจึงเป็นการเรียกเรียก the best of the best ของเราออกมา
แบบนั้นมั้ยครับ
ใช่ ใช่ แต่ตอนนั้นจริงๆ ก็ต้องบอกว่ายังอ่านหนังสือไม่ถูกด้วยมั้ง แต่ว่าเอาถึกเข้าว่า
20 ชั่วโมงต่อวันนะอาจารย์ใช่มั้ยฮะ ถ้าผมจำเลขไม่ผิด
ใช่ คืออ่านตลอดทั้งวัน แล้วก็มีช่วงพักก็คือกินข้าว กลับไปวิ่งแค่นั้นเอง
อาจารย์คิดว่าหนักไปมั้ย หรือว่า หรือว่ารู้สึกว่า optimal นะเวลานั้น
ในเวลานั้นน่ะ คิดว่ามันดีแล้ว
อื
เพราะในเวลานั้นสมองก็คือไหว ดิ
ไหว มันต้องได้ มันต้องอัดลุยเข้าไปอย่างเงี้ย อื แต่ถ้าให้ตอนเนี้ย มันมีวิธีอื่นที่ดีกว่าเยอะ ผมเลยอยากพาอาจารย์แทนที่มาถึงวันนี้แล้ว ถ้าหากว่าย้อนกลับไปบอกตัวเองได้นะเวลานั้นน่ะ ถ้าจะรู้สึกว่าตอนนั้น ตอนนั้นเราเข้าใจว่า optimal เด็กหลายๆคน ณเวลาเนี้ยก็เข้าใจว่าการเตรียมตัวแบบสุดโต่งของชีวิตแบบเคือ optimal เหมือนกัน
อ ใช่
ถ้าจะ take it take อะไรบางอย่างจากรุ่นพี่ที่เคยเดินเส้นนี้มาก่อน ถ้าอาจารย์กลับไปย้อนบอกตัวเองได้ หรือกลับไปบอกน้องรุ่นใหม่ได้ อาจารย์อยากจะบอกอะไรครับ
ตั้งคำถามก่อนว่าเราจะอ่านยังไงให้ได้ประสิทธิภาพสูงที่สุด ทุกๆอย่างมันไม่ใช่ one size fit all
อื
คือเราไม่สามารถใช้วิธีของคนอื่นที่มัน เหมาะกับเราได้ ดังนั้นเราต้องหาวิธีที่ได้ผลดีที่สุดและเหมาะกับเรา
สำหรับพี่ที่ทดลองมาหมดแล้วเนี่ย
ก็รู้ว่าโชคดีที่ตอนนั้นเราออกกำลังกาย
อื
มันเลยทำให้ความฟิตของเราในการสู้กับอะไรที่เป็นหนังสือเยอะๆเนี่ย มันสูงกว่าคนทั่วไปโดยที่เราไม่ล้า
อื
อันนี้คือโดยบังเอิญที่เราทำมาอยู่แล้ว
มันเป็น มันคือความแข็งแกร่งทางร่างกาย Physical Strength
ใช่ คือ Physical Strength เนี่ย มันจะมีอย่างนึงซึ่งทำให้จิตใจเราแข็งแกร่งก็คือ เวลาที่เราออกกำลังกายเต็มที่อ่ะ มันจะมีจุดที่เราอยากจะเลิกแล้วไม่ไหวเหนื่อยแล้ว
อืๆ
เช่นถ้าเราวิ่ง มันจะมีจุดนึง โอ้โห ไม่ไหวแล้ว แต่ถ้าเราสามารถ push
อื
ไปต่อได้อีกอ่ะ เราไม่ยอมหยุดอ่ะ ไอ้นั่นแหละที่จะทำให้จิตใจเราแข็งแกร่งแบบมหาศาลมากเลย
อาจารย์เป็นคนเล่นเกมสั้นหรือเป็นคนเล่นเกมยาวครับ
เกมพวกเกมคอมเกมอะไร
อ๋อ หมายถึงว่าสมมุติสมมุติเอ่อ สมมุติมี task นึงที่ต้องทำการทำให้เสร็จ
อย่างเงี้ยครับ เช่นการสอบ หรือทำอะไรสักอย่างก็ได้ครับ
ที่ผ่านมาถ้ามองสิ่งนี้เป็นเกมอ่ะ อาจารย์จะเล่นแบบเป็นเป็นเกมสั้นๆ เกมสั้นๆ เช่น แบบว่าป่ะวันนี้ อ่า ใส่เต็มกำลัง 1 สัปดาห์ เอาให้มันเสร็จไปเลย หรือว่าอ่านแบบผ่อนๆนิดนึงแล้วก็แบบเน้นให้ได้ในระยะยาวเล่นแบบไหน
มันต้องมองที่เป้าหมายเราจะเอาอะไร
อื
คือสมมุติว่าเราต้องการจะเดินจากตรงเนี้ย ไปที่ภูเขา Fuji
ครับ
แล้วทางมันก็คดเคี้ยวเลี้ยวลดมากมายเลย ถ้าเราเล่นเกมสั้นหมายความว่าเราแบบทำเต็มที่ แต่เรามองแต่พื้นอ่ะ
อื
แล้วก็ไม่รู้เรา เราเงยหน้าบางที อ้าว ผิดทาง
ครับ
มันอยู่ทางโน้น อะไรเงี้ย แล้วเราต้องเปลี่ยนบ่อยๆ แต่ว่า
ถ้าเราแบบหันมามองเป้าหมายเราที่มันอยู่ไกลๆอยู่เรื่อยๆได้ มันจะทำให้เราแบบใช้แรงได้อย่างมีประโยชน์แล้วมันไปตรงทางได้อ่ะ
อื
อย่างเงี้ย ก็เลยคิดว่ามันต้องมันต้องทั้ง 2 อย่าง อาจารย์พอจะมีทริกในการดูมั้ยครับ ว่าจังหวะเนี้ยควรเล่นเกมสั้น จังหวะเนี้ย ฉันควรขยับเป็นเกมยาว เพราะว่าในวัยสมมุติ นะครับคนดูของผมเนี่ย ก็จะเป็นเด็กมหาลัย จนถึงมัธยม มัธยมปลายแบบเนี้ยครับ ผมเห็นน้องๆ ถามเข้ามาเยอะมากแบบ พี่ครับอย่างงี้ ผมควรจะแบบอัดสุดกำลังแล้วก็แบบ ช่างมัน Burn out ไปเลยมั้ย หรือว่าผมควรจะผ่อนๆ ผมไม่รู้ว่าผมต้องหนักยังไงแล้วผมต้องผ่อนยังไง ผมไม่รู้ว่าอันนี้คือเกมสั้น หรือเกมยาว ถ้าอาจารย์แนะนำตรงนี้ได้อ่ะครับ เพราะว่าเป้าหมายแต่ละอย่างที่อาจารย์ทำมาเนี่ย ผมเชื่อว่ามันต้องรู้จากการแบ่ง รู้จากการผ่อนแน่นอนใช่
ใช่มั้ยครับ
อาจารย์รู้ได้ยังไงครับว่าอันนี้คือเกมสั้น หรือเกมยาว ต้องหนักหรือต้องเบา
ตอนแรกอ่ะ เราจะไม่มีทางรู้หรอกว่าความสามารถเรามีแค่ไหน
เพราะฉะนั้นต้องอัดเข้าไปก่อน
อื
แล้วอัดจนถึงจุดนึงอ่ะ มันจะรู้ลิมิตตัวเองว่า เนี่ยมันได้แค่นี้แหละ
อื
แล้วพยายาม push ให้มันเกินนั้นไปอีกนิดนึง
แล้วพอทำอย่างงี้อยู่เรื่อยๆ แล้ววันนึงมันจะได้นานขึ้นเอง เหมือนการออกกำลังกาย วันแรกเราอาจจะวิ่งแบบกิโลนึงแล้วก็โอ้โห แทบไม่ไหวอ่ะ แต่เราแบบลุยไปอีกอ่ะ ได้สัก 1 กิโลกับ 100 เมตร แล้วเรา push อย่างงี้ทุกวัน กิโลกับ 100 เมตรไปเรื่อยๆ มันจะมีสักวันนึงอ่ะ ได้แบบ 1,500
อื
ขึ้นมาเฉยๆ แต่ว่าจะต้องรู้ว่าเรา Burn out หรืออย่างคำว่า Burn out อ่ะ ถ้าในทางการอ่านหนังสืออ่ะ มันจะมีเหมือนเดิมแหละ เราอ่านมาชั่วโมงนึง ปกติเราก็อ่านได้ชั่วโมง เรา push ได้ชั่วโมงนึง
แต่วันเนี้ย คือ 40 นาทีมันแทบตายแล้วอ่ะ มันเริ่มไม่ไหวแล้วอ่ะ
ทั้งที่แต่ก่อนแบบกว่าเราจะล้าก็แบบ อ่า 50 นาที ชั่วโมงนึง
ครับ
ถ้าเราเริ่มมีอาการอย่างนี้เกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ อ่ะ มันแปลว่าอย่าอ่านต่อ เพราะยิ่งอ่านต่อนอกเหนือจากจำไม่ได้แล้วอ่ะ มันยิ่งจำอะไรผิดๆเข้าไปอีก
อื
ยิ่งไม่เก่งแล้ว ต้องโอเค วันนี้เป็นวันพักผ่อนของเรา
ครับ
ไปทำอะไรก็ได้ อย่าอ่าน
อื
แล้วหนังสือที่อาจารย์รู้สึกว่าทำให้ อาจารย์มองมี perspective ที่เจ๋งขึ้นมากที่สุดที่อาจารย์เคยอ่านมาชื่อว่าอะไรครับ
ไม่มี
ไม่มีเลย
ไม่มีเลย แต่ว่าถ้าถามว่าหนังสืออะไรที่ทำ ให้เราเอ่อเป็นตัวตนในปัจจุบันนี้ได้ การ์ตูนล้วนๆนะฮะ
การ์ตูนล้วนๆ
ใช่
โอเค อาจารย์ อนิเมะหรือเปล่า
โดเรมอนอะไรเงี้ย
โดะ ทำไมฮะ โดโดโดเรมอนสร้างอาจารย์แพทย์ได้ยังไงครับ
มันเป็นเรื่องของจินตนาการ โดเรมอนเนี่ย ของวิเศษแต่ละอย่างมันแบบ เอ้ย ใครคิดวะเนี่ย
อืๆ
ทำไมแบบประตูไปที่ไหนก็ได้แล้วแล้วทำไมต้องมีประตูอันนี้ออกมา คือคือมันใครคิดว่ามันต้องมีประตูนี้ได้ไง อย่างเงี้ย แล้วของแต่ละอย่างของมัน เออ มาประหลาดทั้งนั้นเลย คือมันมีจินตนาการที่เขาคิด คืออ่านแค่นี้มันจินตนาการยังมีความเป็นเด็ก แล้วมันสดใสตลอดเวลา ส่วนตัวคิดว่าคนเรายิ่งโตขึ้นไปเรื่อยๆอ่ะ จินตนาการมันจะหายไปเรื่อยๆอ่ะ มันจะยิ่งทำให้เราตัน แต่ถ้าเรายังคงความจินตนาการแบบเด็กได้อ่ะ
อือื
มันจะดีมากเลย เพราะว่าต่อไปจะไม่มีกรอบอะไรมาคอยจำกัดเราอยู่แล้ว และที่สำคัญที่สุดคือตอนที่เราไปถึงจุดสูงสุด หรือใกล้ๆจุดสูงสุดเนี่ย การที่จะไปไกลกว่านั้นน่ะ มันต้องอาศัยจินตนาการ และเพราะมันไม่มีตัวอย่างอะไรให้เราดูสักอย่างเลย คนที่เก่งระดับท็อปของโลกอ่ะ มันต้องมีคือ จินตนาการที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะไตัว เองให้ไปข้างหน้าต่อโดยที่ไม่หยุดอยู่กับ ที่ว่าตัวเองเจ๋งสุดในโลกแล้ว อะไรเป็นประโยคที่ ดร. เมื่อ 17 ปีที่แล้วน่าจะอยากได้ยินมากที่สุด ประโยคที่ ดร. แทนที่ ณ ปัจจุบันเนี้ยรู้ แต่ 17 ปีที่แล้วไม่รู้
คิดว่า "You do great things" แค่นั้นเลย สมัยนั้นน่ะ เราไม่คิดว่าเราจะไปได้ไกลขนาดไหน
อื
เรารู้แค่ว่าเรามีความมั่นใจ เราอยากจะไปต่างประเทศ เราจะไม่รู้หรอกว่าวันนึงเราได้ไปแบบ Harvard
อื
มันเป็นไปได้ด้วยเหรอวะเนี่ย ใช่มั้ย
เราก็คิดแต่ว่าแบบ โอ้ เขาคงไม่รับเราหรอก Harvard เนี่ย มันเป็นไปไม่ได้ใช่มั้ย เราก็จะคิด เออมันเพ้อฝันละ
อือๆ
แต่ว่าถ้าเรา persevere ทำไปเรื่อยๆในสิ่งที่เราตั้งใจมันสักวันนึงมันจะถึง แล้วบังเอิญเป็นคนที่โชคดีหลายๆอย่างก็คือไฟในตัวเองอ่ะ มันสูงอยู่แล้ว
อื
แล้วจินตนาการตัวเองให้ไตัว เองไปสุดเนี่ย มันมีอยู่แล้ว มันจะไม่เหมือนคนอื่นที่เออ เดินช้าๆก็ได้ หรือแบบแค่นี้มันก็เร็วแล้วนะ
[เสียงหัวเราะ]
อะไรอย่างเงี้ย แต่คือเราไม่มี เราจะแบบว่า มันต้องดีกว่าเมื่อวานแน่ๆ ด้วยอะไรก็ไม่รู้แหละ ต้องพัฒนาทุกวัน
ครับ
อื
ผมว่าอาจารย์คือ one of a kind ผมชอบคำนี้มาก เป็น one of a kind person
แล้ว expertise หรือความเก่งสิ่งของอาจารย์เนี่ย มันมันเป็นรูปแบบที่จำเพาะ จริงๆแล้วเนี่ยเรารู้โปรไฟล์อาจารย์มา คราวเนี้ยอาจารย์ไม่ใช่เด็กโอลิมปิก
อือหือ
นี่เลยผมต้องถามเลยว่า ณวันนั้น ทำไมอาจารย์ถึงไม่เข้าโอลิมปิก หรือทำไมถึงไม่สนใจโอลิมปิก
ส่วนนึงมันอาจจะเป็นเพราะว่าการเตรียมตัว ที่ไม่ดี เอ่อ ไม่รู้ว่าจะต้องอ่านอะไรด้วยซ้ำไป ตอนนั้นน่ะ สำหรับเด็กโอลิมปิกนะ
อื
ไม่รู้ว่าจะเข้าไปตรงนั้นได้ยังไง เราเห็นโจทย์มัน เราก็ทำไม่ได้แล้ว แม่ทำไมมันยากอย่างนี้วะเนี่ย ทำไมเพื่อนเราทำได้ แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันอ่านอะไรมา มันมีการไปเรียนพิเศษข้างนอกอ่ะ พ่อแม่มันแบบเตรียมมาตั้งแต่อายุ้น้อยๆแล้ว
อื
ซึ่งเราก็ไม่ได้เตรียมมา แต่พอผ่านไปสักพัก เราก็รู้สึกว่า แล้วไง
อื
มันมีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องไปโอลิมปิก
คือโอลิมปิกมันทำให้เราสำเร็จอะไรขนาดนั้นเลยเหรอ
อื
แล้วก็ No I'll do it my way
อื
คือเรามีต้นทุนอะไรอยู่ เราก็เล่นต้นทุนที่มันมีอยู่ในมือเรา เขา มีต้นทุนอย่างนั้น เขาก็เล่นแบบนั้น เราไม่ใช่เขา จะเล่นเหมือนกันได้ยังไง ก็เลยไม่ได้สนใจในเรื่องของโอลิมปิกขนาดนั้นตอนนั้น
อื
อาจารย์เล่าให้ฟังว่าอาจารย์เลือกที่จะ สอบเข้าแพทย์
อื
กับวิศวะเนี่ย เลือกไม่ออก ส่วนอาจารย์ตัดสถาปัตย์ทิ้ง เพราะว่าจริงๆทั้งแพทย์ วิศวะ และสถาปัตย์เนี่ย 3 อันนี้คะแนนอาจารย์ดีทั้งคู่
อาจารย์ตัดสถาปัตทิ้งเพราะว่าจริงๆแล้ว ไม่ได้ชอบทำตาม
preference ของคนอื่น
เหลือแพทย์กับวิศวะ เลือกไม่ออกเลย เลยเลยทอยเรียน
ผมรู้สึกว่างั้นเอางี้ โยนหัวก้อยเลย
เหรอฮะ
ถ้าหัวผมเข้าวิศวะ ถ้าก้อยผมเข้าหมอ
หมอกับวิศวะนี่แค่โยนหัวก้อยจริงๆเลยเหรอครับ
จริงๆเลยครับ แล้วก็ออกมาก้อย ผมก็หมอเลย
เด็กๆควรทอยเหรียญมั้ยครับอาจารย์ เวลาเจอสถานการณ์แบบนี้
ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรจะเริ่มจากการทอยเหรียญก่อน สิ่งที่เราควรจะทำ ถ้าเราเลือกไม่ถูกเนี่ย ควรจะเขียนเปลี่ยนลิสต์ข้อดีข้อเสียของตัวเลือกของเราออกมาให้หมดเท่าที่เราคิดได้ก่อน
อื
แล้วก็เปรียบเทียบกันเลย แต่ถ้าเกิดว่าเปรียบเทียบกันแล้วมันไม่ได้อ่ะครับ
มันเหมือนกันหมด เออ คิดไม่ออกแล้ว ตอนนั้นน่ะ ที่ดวงจะเข้ามามีส่วนก็อาจจะโยนเรียนหัวก้อยเรากำหนดไปเลยว่า อ่า อ่า ตัวเลือก A อ่ะเป็นหัว ตัวเลือก B เป็นก้อย แล้วก็โยนขึ้นมา แล้วก็ดูว่าเราได้อะไรขึ้นมา แต่ถ้าเกิดว่าเราได้ออกมา สมมุติว่าเราได้ตัวเลือก A เป็นหัวใช่มั้ย
แต่เรามีแวบนึงคือ เออ แต่ B ก็ดีนะ แปลว่าใจเราไป B ให้เลือก B
ออออ ไม่ต้องทำตามหัวที่มันออกมาแล้วไป B ซะ
ณวันนั้นเนี่ย อาจารย์ตัดสินใจเข้าแพทย์ ด้วยข้อมูลกี่เปอร์เซ็นต์ดีกว่า เพราะว่าบางคนบอกว่าการจะตัดตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะเป็นเรื่องที่ใหญ่แบบเนี้ย
อื
ผมต้องการข้อมูลให้ครบ หรือใกล้เคียง 100% ให้ได้มากสุด ให้รู้ครบทุกมิติ ให้มั่นใจจะได้ตัดสินใจถูก
อื
ตอนที่อาจารย์คุยกับญาติๆเนี่ย อาจารย์คิดว่าอาจารย์คุยไปถึงกี่เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลทั้งหมด
โอ้ ไม่ถึง 5% ด้วยซ้ำไป
ะ
คือคนเราไม่มีทางรู้หรอกว่า 100% น่ะ มันแค่ไหน
อื
ไม่มีทางรู้เลย
ครับ จนกว่าเราจะไปทำอันนั้นซะเอง แล้วอย่างตอนนั้นน่ะ คนที่คุยด้วยก็ อ่า ก็หมอที่รู้จักกันน่ะ ญาติอย่างเงี้ย หรือเพื่อนของเขาอย่างเงี้ย ที่เรารู้จักเราก็คุยได้แค่นั้น ซึ่ง
มันก็เป็นตัวอย่างแบบจำนวนน้อยมากถูกป่ะ
ในทางปฏิบัติแล้วไม่มีทางที่จะตัดสินใจได้ที่ข้อมูล
ตอนเนี้ย ถ้าถามว่ามีวิธีมอมี
อื คืออะไรครับ
คือการไปทำ Shadow Shadow ก็คือการไปทำงานกับเขาเลย แล้วเดี๋ยวนี้มันขอได้ด้วย
คือสมมุติว่าเรา เรา อ่า อยากจะไปดูงานของหมอกระดูก อ่า เราก็ติดต่อไป เราขอไปแปะอยู่ด้วยสักอาทิตย์นึง เพื่อศึกษาอะไรอย่างเงี้ย เซว่า Shadow เป็นจนครบแล้ว อาจารย์คิดว่าตัวเลขที่ใกล้ 100% ที่สุดที่เป็นไปได้
ต่อให้ผมทำหมดทุกอย่างแล้ว ผมเป็นเด็ก ม.6 อ่ะ
อื
มันจะอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ครับ จาก 100%
ถ้าให้ดูจริงๆ มันน่าจะประมาณ 20-30% เอง มันเป็นไปได้ยากที่เราจะรู้ได้เยอะขนาดนั้น แล้วก็ยังมีเรื่องของปัญหาต่างๆที่ เราจะต้องเจอระหว่างทาง ซึ่งของพวกนั้นน่ะ ถ้าเราไม่ไปเจอเองอ่ะ มันไม่รู้
แสดงว่าจริงๆแล้วอ่ะ ต่อให้ทำทั้งหมดทั้งมวลที่ทำได้ ณ ณที่มันเป็นไปได้ในของ ม.6 แล้วอ่ะ ข้อมูลก็อาจอยู่ที่ประมาณ 20-30% เท่านั้นเอง
น้อย แต่มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็กวัยนั้นที่จะทำได้
ไม่ผิดอะไรแล้ว การตัดสินใจด้วยข้อมูลที่จำกัดเนี่ย เป็นสิ่งที่ปกติ เราควรต้องเข้าใจว่าไม่มีทางที่เราจะมีข้อมูลครบทุกอย่าง
อื
เวลาที่เราเรียนหมอขึ้นมาจนถึงสูงๆเนี่ย เราต้องอยู่กับข้อมูลที่มีจำกัด แล้วต้องตัดสินใจให้ถูกต้องบนข้อมูลจำกัด นี่คือทักษะอย่างหนึ่งที่ต้องเรียนเลย
ผมอยากให้น้องๆได้ยินสิ่งนี้แหละครับ
เพราะว่าน้องๆ เอ่อ หลายคนพยายามมากเลย ทำยังไงผมถึงจะรู้จริงๆว่าผมเป็นแพทย์ได้ ทำยังไงผมถึงจะแบบมั่นใจจริงๆว่านี่คือทางของผม ผมบอกน้องไปว่าน้อง
ไม่มีทาง
ไม่มีทาง
ถ้าผมพาเด็ก 3 คนมาหาอาจารย์ ณเวลานี้ คนนึงเป็นเด็ก ม.ปลายที่กำลังจะเข้า อยากจะเข้าแพทย์
อื
อีกคนนึงเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 1 และอีกคนนึงเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 4 อาจารย์อยากจะบอกอะไรกับเด็กแต่ละคนครับ
ถ้าเป็นคนที่ยังไม่เข้านะ ยังเป็นเด็ก ม.ปลาย บอกว่าลองไปใช้ชีวิตให้มันคุ้มๆก่อน ไปดูให้ครบเลยว่าคนที่เขาทำอาชีพนั้นจริงๆอ่ะ มันเป็นยังไง เดี๋ยวนี้ถ้าเกิดว่าไม่สามารถไปสัมผัสของจริงได้ AI ช่วย
อื
สอบถาม วีดีโอคลิปมีเยอะแยะ แล้วก็ดูมันสิ แค่นั้นแล้วก็พอจะเข้าใจไอเดียแล้วว่าคนเขาทำอะไรกันบ้างในอาชีพนั้น ถ้าจินตนาการแล้วเราเหมาะกับมันหรือเปล่า ถ้าเราเหมาะ แล้วเราสุกรู้สึกชอบ ลุยไปเลยไม่ต้องสนใจปัญหาอะไรที่จะมี คือคนเราไม่ควรจะมองที่ปัญหา เราควรจะมองที่ของที่เราต้องการ ปัญหามันต้องมีแน่ๆอยู่แล้วแหละ แต่เราต้องเอาชนะมันไปเท่านั้นเอง ส่วนเด็กปี 1 ที่เข้ามาแล้ว หวังว่าจะผ่านการตัดสินใจด้วยตรรกะเต็มที่ของตัวเองแล้วนะ คือถ้าเกิดว่าใครที่ปี 1 เนี่ย เข้ามาเพราะว่า งงๆ พ่อบอกให้เข้ามา เอ่อ ตามเพื่อน เราเรียนเก่งเราก็เข้าหมอ น้องคิดดีๆอ่ะ
เพราะว่ามันจะต้องเจออะไรที่อาจจะไม่ชอบ ไม่ใช่ไปตลอดด้วย
อื
ยัง มีเวลาที่จะถอนตัวทันในปี 1 แต่ถ้ามั่นใจว่าเราเข้ามาด้วยความอยากจะเป็นจริงๆ ปี 1 เป็นปีที่ควรใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยให้คุ้ม
อือๆ
ไม่ควรจะไปแบบซีเรียสว่าแบบจะต้องอ่านให้หมดทุกอย่าง เพราะว่าส่วนตัวนะ คือเป็นเด็กบ้ากิจกรรม
มีอะไรให้ทำทำมันให้หมดเลย แข่งกีฬา เอา วาดรูป เอา แสดงชั้นปี ไปเต้นเอา รำกระบองไฟ เอา มันให้หมดเลย
ทำงานวิจัยไปแข่งเอาเหมือนกัน เรารู้สึกว่าอย่างเงี้ย มันได้ใช้ชีวิตจริงๆ เพราะว่า
จบมาแล้วเนี่ย ต้องบอกว่าการเรียนหมอมันมี อันนึงซึ่งแบบติดอยู่ในหัวจนปัจจุบันนี้ แล้วไม่อยากด่าใครนะ แต่มันต้องพูดก็คือว่า เรียนหมอทำให้เป็นคนโง่ลง
น่าสนใจ
เคยเจอคำนี้มั้ย
ผมมีคำตอบอยู่ในหัว แต่ว่าเดี๋ยวอยากฟังเหตุผลของอาจารย์ก่อน
คิดว่าคงคำตอบเดียวกันนั่นแหละ เพราะว่าเวลาที่เราเรียนมาเนี่ย มันเหมือนมีการให้คนเรียนพิเศษสอนๆต่อๆกันมา แต่ตอนเข้าหมอเนี่ย ถ้าเกิดคนไหนที่ชินกับวิธีนั้นน่ะ มันจะไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองได้
แล้วมันก็จะเรียนด้วยวิธีแบบไม่รู้จะทำยังไงก็แพนิค แล้วพอเจอข้อมูลที่ต้องอ่าน ต้องจำเยอะๆมากๆเนี่ย มันก็เลยคิดวิธีการเรียนไม่ออกเลย มันก็เลยต้องท่องดะอย่างงี้ไปเรื่อยๆ
อ
สุดท้ายก็จะไม่เข้าใจว่าท่องไปทำไม ท่องแล้วมันใช้อะไร ความรู้นี้มันจะมีประโยชน์ยังไง ไม่สามารถประยุกต์ได้ พอไปเจอเคสจริง ๆเข้าก็เอ๋อ
อื
แล้วอาจารย์ก็จะด่าเราว่า ตกลงคนเรียนผ่านชั้น Pre-clinic มาจริงหรือเปล่า
อื
ใช่มั้ย ความรู้ที่คุณเรียนมามันไปอยู่ไหนหมด
อ
อย่างเงี้ย ซึ่งอันเนี้จะเกิดขึ้นในคนที่สมัยเรียน ม.ปลายเก่งมากเลย ได้ 4 ตลอดเวลา แล้วทำไมตอนนี้มันกลายเป็นอย่างงี้อ่ะ
อื
ตอบอะไรก็ไม่ค่อยได้เนี่ย คือการที่แบบ มันเป็นเหตุเป็นผลกันน่ะ ตั้งแต่แรกคือคุณไม่รู้วิธีในการเรียน
อื
เพราะฉะนั้นอันเนี้คือปัญหาใหญ่เลยแหละ
อื
แล้วที่สำคัญคือเด็กพวกเนี้ยนะ เวลาที่เราเรียนจบมาแล้วอ่ะ มันไม่ได้มีแค่เรื่องแพทย์อย่างเดียว วิชาการอย่างเดียว ถ้ามีอย่างนั้นน่ะ มันจะอยู่รอดในโลกเนี้ยไม่ได้ มันมีเรื่องอื่นอีกอ่ะ หาเงินยังไง
อื
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ แล้วเราอาจจะแบบ อ่า เดี๋ยวนี้มีคนอยากจะเป็น influencer เราจะโฆษณาครีมตัวนึงมันไม่ได้ไง
อืๆ
ใช่มั้ย หรือจะทำยังไงให้มันถูกต้องอ่ะ ฟ้องร้องกับคนไข้ ปัญหามันอยู่ตรงไหน วิธีการคุยกับคนมันต้องคุยยังไง คือของพวกเนี้ย การฝึกการคุยกับคนเนี่ย มันไม่สามารถฝึกในวิชาการเรียนได้
อื
มันต้องฝึกผ่านกิจกรรมที่เราต้องทำงานร่วมกับเพื่อนๆหลายๆคน หรือไปเจอคนอื่นเขาคุยอะไรกันอย่างเงี้ย
อื
การที่ทำให้เราเป็นคนเป็นหมอที่สมบูรณ์เนี่ย คือการที่เรารู้ที่นอกเหนือจากวิชาการทั้งหมดด้วย ซึ่งไอ้ปี 1 เนี่ย มันจะมีเวลาทำอย่างเงี้ยมากที่สุด
อื
ก็จะบอกมันว่าน้องเต็มที่เลย ไหนๆตอนนี้ ไม่ใช่ม.ปลายที่มีรั้วมากั้นแล้ว อยากโดดเรียนใช่มั้ย
[เสียงหัวเราะ]
จนลองดู เด็ก 4
เด็กปี 4
เด็กปี 4 เนี่ยเป็นปีที่ต้องให้กำลังใจ มันเหมือนกับว่าเพื่อนๆเขาที่อยู่คณะอื่น ปี 4 มันจะจบและ
เป็นผู้ใหญ่และ แต่เด็กปี 4 ของคณะแพทย์เนี่ย มันเหมือนเด็กอนุบาลน่ะ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วเพิ่งขึ้นมาเจอคนไข้จริงๆเป็นครั้งแรก แล้วก็มักจะแบบ ความรู้มันกว้างมาก จนกระทั่งเวลาเราเข้าไปเจอคนไข้ทีมเราไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไร อาจารย์ถามแล้วก็จะตอบไม่ได้ รุ่นพี่เรามาคุยก็แบบ น้องทำไม น้องไม่ค่อยรู้อะไรเลย อะไรเงี้ย เราจะเจอไอ้เรื่องอย่างเงี้ยบ่อยมาก
อื
แต่ต้องบอกว่ามันคือเรื่องปกติ รุ่นพี่ที่ว่าน้อง อาจารย์ที่เคยด่าน้องก็เป็นอย่างงี้ทั้งนั้นน่ะแหละ ที่เขาเก่งขนาดเนี้ย เพราะว่าเขาแก่กว่าเท่านั้นเอง มันผ่าน มาเยอะแล้ว
อื
เพราะฉะนั้นเนี่ย ต้องให้กำลังใจเด็กปี 4 มากๆเลย ไม่ต้องสนใจนะว่าใครจะว่ายังไง เดี๋ยวเราค่อยๆทำไปอ่ะ มันเก่งเอง แต่ว่าปี 4 เนี่ย เอ่อ อดทนหน่อย อดทนล้วนๆเลยแหละ คือหัดดูสุขภาพจิตตัวเองให้ดี เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้วอ่ะ ขอความช่วยเหลือ อย่าคิดว่าฉันจะทน เขา ยังทนได้เลย ทำไมฉันจะทนไม่ได้ อย่าทน
ขอความช่วยเหลือด่วน รุ่นพี่ อาจารย์ อะไร พร้อมที่จะช่วย ขอให้ยกมือแบบ เออ ผมไม่ไหวแล้ว อะไรเงี้ย แค่นั้นเลยจริงๆ ปี 4 นี่คือเน้นเรื่องเนี้ยเต็มที่ ส่วนความรู้อ่ะ เดี๋ยวเดี๋ยวมันก็มาเอง ไม่ได้มีอะไรที่ลำบากหรอก
ก๊อกๆๆๆ อะไรนะ อะไรนะ อาจารย์ครับ มีเด็กปี 6 อยากฟังด้วยครับอาจารย์
เดี๋ ปี 6
เด็กปี 6
ปี 6 ก็เป็นปีที่ต้องเตรียมพร้อมแล้วเนาะ ไปเจอของจริงละ
ตอนจบไป อ่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับน้องต้องการอะไรเหมือนกัน บางคนบอกว่าอยากจะไปอเมริกาเลย จะไปเลยตั้งแต่แรก ไม่ใช้ทุน อ่า นั่นก็อีก mindset ส่วนอีก mindset ที่เหลือ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ คือมันต้องไปใช้ทุนถูกมั้ย ปี 6 เนี่ยเป็นปีที่ควรจะทดลองวิธีในการรักษาคนไข้ ถามว่าทำไมต้องควรทดลอง แล้วทำไมต้องทดลองด้วย ไม่ใช่รักษาจริงๆเหรอ คือปี 6 เนี่ยเป็นปีที่เราสามารถใช้ความรู้ทั้งหมดที่เรามีเรียนรู้มาในการลองดูซิว่าเราวิเคราะห์คนไข้ถูกหรือเปล่า แล้วทำจริงๆเลย โดยปรึกษารุ่นพี่ แล้วตอนนี้มีอาจารย์ มีรุ่นพี่คอยคุ้มหัวเราแล้ว ผิดไม่เป็นไร
ลองได้ลองมันให้หมดเลย เพราะว่าตอนจบไปแล้วเนี่ย เรามีใบประกอบโรคศิลป์เป็นของตัวเองแล้ว เรานั่นแหละเป็นคนตัดสินใจเอง ถ้าเราไม่เคยหัดมาก่อน เละ ซึ่งปี 6 ควรควร ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะว่าจบไปแล้วต้องรับผิดชอบจริงๆ
ผมรู้สึกอบอุ่นน่ะ ไม่รู้ทำไม อาจจะเป็นเพราะว่าผมเพิ่งผ่านโรงเรียนแพทย์มามั้ง ผ่านมาตั้ง 6 ชั้นปี เพิ่งสดๆร้อนๆเนี่ย แต่ละประโยคที่อาจารย์พูดออกมาคือตัวเองรู้สึกหมดเลย
รู้สึกหมดเลย
รู้สึกหมดเลย
ในชีวิตการเป็นแพทย์เนี่ย โอเคแหละ ผมคิดว่าอาจารย์ได้พูดออกไปได้ในหลายๆช่องหลายๆ platform เยอะละนะครับ แต่ว่าผมอยากพาอาจารย์ย้อนกลับมาในโรงเรียนแพทย์อีกรอบนึง ความสุขที่สุดในโรงเรียนแพทย์ของอาจารย์คืออะไร และมันสอนอะไรอาจารย์อีกคำถามนึงคือ ความทุกข์ที่สุดในโรงเรียนแพทย์คืออะไร และมันสอนอะไรอาจารย์ครับ
ความสุขก็คือการได้ทำในสิ่งที่มันสนุก
อื
คือความรู้ทางการแพทย์ทุกอย่างที่เราเรียนมา มันได้เอาไปใช้จริงๆ มันได้เห็นจริงๆว่ามันเอาไว้ทำอะไรได้
อื
แล้วก็ความคิดที่เรามีตรรกะในการวิเคราะห์อะไรต่างๆจากพื้นฐานที่เราสะสมมา เห็นผลจริงๆ
อื
ว่าได้ใช้มัน ก็เลยรู้สึกว่าไอ้เนี่ย มาถูกทาง
เจ๋งว่ะ มีความสุข ทำต่อไป
อื
มันไม่ได้สอนอะไรเราขนาดนั้น แต่มันทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าของที่เราได้เรียนรู้ วิธีการคิดเนี่ย มันมีประโยชน์จริงๆนะ
อื สมัยสมัยก่อนน่ะ ที่เวลาเราอ่านหนังสือ มันเพื่อนอ่านแบบ อ่า สักแต่ว่าอ่านไปแล้ว 3-4 รอบ จำได้ ไอ้เนี่ยคือแบบ อ่านได้แค่รอบเดียว
อื
อ่านช้า แต่จะอ่านแล้วพยายามทำความเข้าใจ
ให้มากที่สุด แล้วก็ตั้งคำถามสร้างแบบ เฮ้ย ถ้ามันเป็นฉากเคสแบบนี้ มันจะเกิดอะไรขึ้น
อื
แล้วก็ลองคิดไปว่า ถ้าสมมุติมีอย่างนั้นล่ะ คือมันมีความคิดยังหัวอย่างเงี้ย เรื่อยๆ ซึ่งมันทำให้การอ่านหนังสืออ่ะ มันช้ามาก
อื แต่ว่ามันมีประโยชน์มาก พอเราขึ้นมาชั้นคลินิกปุ๊บ ปี 4 5 6 เนี่ย มันเห็นเลยว่าไอ้ของที่เราทำในหัวเล่นเนี่ย มันมันได้ของจริง
อื
แสดงว่าช้าแต่เจ๋งว่ะ
อื
เออ ส่วนเรื่องที่แบบว่าเป็นความทุกข์ ความทุกข์จริงๆมันเป็นเรื่องของการที่เราไม่มีชีวิตเหมือนกับคณะอื่น คณะแพทย์ทุกคนก็คงเรารู้ว่ามันทุกข์ที่อ่ะ มันแยกตัวไปอยู่ ที่ก้อนเดียวอ่ะ อยู่ของเค้าคนเดียวไม่ยุ่งกับใครเลยอ่ะ แล้วก็มีกันอยู่แค่นั้นน่ะ มันทำให้แบบหัวของเราอ่ะแคบมาก แคบมากๆก็คือ mindset เราเนี่ย จะมีอยู่เฉพาะหมอ หมอ แล้วก็หมอ ซึ่งชีวิตคนเรามันไม่เป็นแบบนั้นไง
แล้วมันยิ่งทำให้เราไม่เห็นโรคอะไรเข้าไปใหญ่ เคยคิดว่าถ้าตัวเองไม่ทำกิจกรรมเป็นเด็กแบบไม่ทำอะไรสักอย่างเลย มันจะเกิดอะไรขึ้นมาวะเนี่ย
อื
อาจจะเป็นเด็กบ้าเรียนคนนึง ซึ่งแบบ อาจจะเรียนเก่งกว่านี้อีก แต่คงจะแบบไม่เป็น ไม่เป็นมนุษย์ที่ดี
อื
กว่าจะเป็นมนุษย์ที่ดี คงจะต้องออกมาทำงานไปสักพักนึงแล้วอ่ะ กว่าจะเข้าใจโลกใบเนี้ย เนี่ย คงจะช้ามากอ่ะ อันเนี้คือสิ่ง ที่ความทุกข์อย่างนึงมันสอน แล้วมันก็ดัน เป็นความโชคดีที่ความทุกข์อันนั้นน่ะ ถึงแม้ว่าเราจะอิจฉาว่าคณะอื่นมันได้เป็นผู้ใหญ่มากกว่าเรา แต่อย่างน้อยเรามีการทำกิจกรรม มันทำให้ความทุกข์เนี้ย มันเบาบางลงไปได้บ้าง
อื
อื
อาจารย์เคยเสียน้ำตาในโรงเรียนแพทย์มั้ยฮะ
น่าจะมี กับที่คนไข้บางคนเสียแค่นั้นเลย
แต่ไม่ได้เสียเพราะว่า อ่า โดยอาจารย์ด่า ร้องไห้ไม่มีนะ
อื
แล้วอาจารย์ด่าเลย แบบ มันด่าเราเพราะอะไรนะ
[เสียงหัวเราะ]
เดี๋ยวเราต้องเอาคืนบ้าง รอให้เราเก่งก่อนเถอะ อะไร อย่าเงี้ย ก็จะมีความมุ่งมั่นอย่างนึง ซึ่งแบบ พูดตรงๆนะ กูจะต้องเก่งกว่าอาจารย์ให้ได้ แล้วเราก็จะไปอ่านทุกอย่างเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขาถาม แบบอ่านลึกๆ แล้วก็ไปค้นหางานวิจัยทุกๆอย่างที่เกี่ยวข้องเรื่องนั้น แล้วคิดวนไปวนมา ว่าอ๋อ ถ้าเราตอบอย่างนี้ไป เขาจะถามอะไรเรามาได้อีก คือคิดแบบดักทางไปทุกทาง แล้ววันต่อไปก็จะไปพูดกับเขาในเรื่องที่เราอ่านไป ตอนแรกๆมันก็มีแพ้บ้าง เพราะเราไม่รอบคอบ เราไม่รู้เรื่องตรงนั้น ไม่รู้ตรงนี้ อื
แต่หลังๆมันไม่แพ้แล้ว
อื
คือสิ่งที่เราอ่านมามันเจ๋งไง ถ้าเรามุ่งมั่นจะอ่านเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบลึกจริงๆเนี่ย
อาจารย์ก็ไม่มีทางสู้เราได้
อื
เพราะว่าเขาต้องยุ่งวุ่นวายกับคนไข้กี่คน ก็ไม่รู้
อื
จุดเด่นของพี่บังเอิญเป็นเรื่องเนี้ย ในการที่ต่อสู้แล้วไม่ยอมแพ้มันจะมีจุดนึง ว่าเรารู้แล้วแหละว่าอ่านแค่เนี้ยชนะและ
อื
ตอบอาจารย์ได้ แล้วก็ไปอีกนิดนึง เรียบร้อย เราสามารถชนะเขาได้แล้ว แต่ถ้าเราไปไกลกว่านั้นน่ะ มันจะเริ่มกลายไปเป็นความสุขมากๆอย่างนึง ซึ่งแบบ เฮ้ย มันมีเรื่องแบบนี้ให้เราเรียนรู้ด้วยเหรอ นี่ดีนะเนี่ย ถ้าอาจารย์ไม่ด่าเรานะ เราคงไม่มารู้เรื่องพวกนี้หรอก
แล้วตอนเราแล้วเรารู้เยอะกว่าเดิมอีก แบบมันเปิดประตู กว้างซึ่งแบบ
ก็ต้องไปขอบคุณนะ ที่เขาด่าเรา เพราะไม่ งั้นเนี่ย เราคงไม่มาถึงตรงเนี้ย ชีวิตเขา มีออก OPD ทำวิจัย สอนโน่นอันนี้ ทำงานหลักสูตร มันไม่มีทางมุ่งมั่นเท่ากับเรา ที่หาเรื่องอะไรเรื่องหนึ่งแบบเจาะลึกได้ แน่ๆอยู่แล้ว คนจะยอมรับว่าอีกคนนึงเก่งได้อ่ะ อีกคนนึงมันต้องพูดดี
มารยาทดี ไม่ใช่แบบมาฮึ้มๆใส่ แบบนั้นยิ่งดูไม่เคารพ ยิ่งแบบมีปัญหาใหญ่ เพราะฉะนั้นเนี่ย เราจะให้อีกฝ่ายหนึ่งเขาเคารพ นอกเหนือจากเรามีความรู้แล้ว เรายังต้องพูด ทั้งภาษากาย ภาษาพูดเนี่ย ต้องดีให้เขายอมรับเราให้ได้ แล้วถ้าเกิดว่าเราจะชนะอย่างสมบูรณ์เนี่ย
ความรู้เราต้องแบบเกินที่เขาคิดว่าเด็กคนนึงมันจะหาได้ แล้วเรายังมีท่าทีที่อ่อนน้อมถ่อมตนอีก อันนี้คือเอาชนะทั้งกายทั้งใจ อาจารย์จะแบบ ยูนี่เป็นเด็กที่ดีมาก หลังจากนั้นมันจะดีเลย
ผมเชื่อว่านี่ไม่ได้ใช้แค่ได้ในแค่เรื่องของนักศึกษาแพทย์ หรือเด็กมัธยม ผมเชื่อว่าน่าจะ approach หลักการได้กับอีกหลายๆอย่างในชีวิต อาจารย์ฮะ วันนี้ผม ขอบคุณมาก อาจารย์อยู่กับผมมา ผมไม่รู้ว่าคลิปนี้ตัดเหลือเท่าไหร่ แต่ว่าเราเราคุยกันมานานพอสมควรเหมือนกันครับ ขอบคุณสำหรับข้อมูล แล้วก็ขอบคุณที่ให้โอกาสผม ได้นำความสงสัยที่ผมอยากถามมานำเสนอต่อผู้คน ผมอยากถามอะไรพวกนี้กับอาจารย์ ตั้งแต่ตอนที่กินข้าวอยู่บนโต๊ะแล้ว
ออฮะ
อยากถามมาก แต่พอจะถามก็คิดว่า เอ๊ เฮ้ย เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งถาม ถามตรงนี้ดีกว่า ความรู้จะเข้ามาหาเรา ทำไมต้องเก็บไว้คนเดียวเลย ถือโอกาสขออาจารย์เชิญมา ซึ่งอาจารย์ก็จัดเวลามาให้วันนี้ ขอบคุณมากจริงๆนะครับ
ยินดีครับ อันนี้รู้สึกว่าดีมาก เพราะว่าอย่างพี่เองเนี่ย ก็จะห่างกับเด็กมัธยมมากเลย เราอาจจะไม่เข้าใจเขามากขนาดนี้แล้ว แต่ว่าก็อยากจะแบ่งเป็นประสบการณ์ที่มันหายากอ่ะ
อ
กว่าจะได้มานี่มันไม่ง่ายนะ ต้องผ่านชีวิตอะไรมามากมาย แต่เราถ้าเราย้อนกลับไปได้ แล้วเรามีประสบการณ์เนี้ย มันจะทำให้ชีวิตเราก้าวหน้า แล้วก็สมบูรณ์ได้เร็วมาก แล้ววันนี้ เอมก็เหมือนเป็นสะพานคอยเชื่อม ใช่ป่ะ มันเจ๋งมากจริงๆ คือเราสามารถถ่ายทอดไอ้ความรู้สึก แล้วก็ประสบการณ์ต่างๆเราได้ให้คนรุ่นเนี้ย มันเข้าใจได้ นี่คือแบบ สุดยอดแหละ
ก็ถ้ามีโอกาส ยังไงไม่รู้จะไปโผล่กันยังไงต่อ นะครับ อ่ะ
เพราะว่าเจอกันอีก
เพราะว่าเพราะว่านั่งคุยไปเนี่ย เอ่อ ไม่รู้คนดูเปล่า แต่ว่าเรายิ่งคุยไปรู้สึกว่า เฮ้ยๆ ไอ้ไอประเด็นเนี้ย อยากเอามาขยายต่อ
ไอ้ประเด็นนั้น อันนี้ก็เป็นอีกอีกอันนึง แบบ อ่า เดี๋ยว ยังไงก็ตาม วันนี้อาจารย์ขอบคุณมากนะครับ
ครับ ยินดีครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ สวัสดีครับ ขอบคุณ
[เพลง]