Transcription
สวัสดีค่ะทุกคน อุ๊ยตายแล้ว เหมือนจัดรายการวันแรก สวัสดีค่ะ เราเข้าเร็วมากนะคะ เราเพิ่ง เราเพิ่งจะแปะ เอ่อ โปรโมทไปเมื่อสักครู่นี้เอง ประมาณสัก 10 กว่านาทีนะคะ ใน Twitter กับ Facebook จอมขวัญนะคะ แล้วก็ เข้าเลย เพราะว่าเพิ่งตัดสินใจกันก่อนหน้า ที่จะโปรโมทนาทีเดียวว่า เออ เข้าเลยเหอะ ไม่เป็นไร
จริงๆแล้วเนี่ย เรานัดแขกรับเชิญ 2 ท่าน เป็น 2 ช่วงนะคะ อย่างที่บอกไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ว่า คุณปกรวุฒิเนี่ย เรานัดเอาไว้ อ่า ที่จะมาวันนี้ คุณปกรวุฒิมา มาช่วงที่ 2 ช่วงแรกจะเป็นอาจารย์จ้อ อาจารย์จ้ กิจพัชระนะคะ ที่จะมาคุยกันกับเรา ไม่ได้เจอกันนานแล้วนะคะ อยากคุยเรื่องภาคเหนือ อยากคุยเรื่องเชียงใหม่ด้วยนะนะคะ เอ่อ แต่ว่าวันนี้ที่เราเข้าเร็ว จะบอกก่อนว่า เอา งี้นะคะ ถ้าคาดหวังว่าจะเริ่มตั้งแต่ตอน นี้เลย ไม่ใช่ แขกจะมา 19:00 น. และ 20:00 น. 2 ช่วงนะคะ แต่ว่าที่เราเข้ามา เพราะว่าเราอยากลองไล่เรียงกันดูก่อนนะคะ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไม ปปช. ถึงสามารถที่จะขึ้นมาแย่งพื้นที่ข่าว และอยู่ในความทรงจำในหัวใจของคนไทยได้ แซง กกต. แซง สตง ล่าสุดนี้
น้ำเงินสดจริงๆ พูดถึงสีอ่ะ อย่าคิดอะไรเยอะ เอ่อ จริงๆแล้วเนี่ยนะคะ ถ้าเราจะพูดถึงข่าวที่เป็นข่าว ที่ได้พื้นที่มากที่สุดในวันนี้ ถ้าเราไม่เห็นว่ามันมีการเปรียบเทียบ พยายามจะชงข่าวอื่นเข้ามาเพื่อกลบข่าวนี้เนี่ยนะ ก็คือข่าวเรื่องกรณีที่ ปปช. เขาออกเอกสารมา เพื่อจะชี้แจง เอ่อ มติที่มีต่อคุณศักดิ์ สยาม ชิดชอบ ใช่มั้ยคะ อ่ะ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านนะ ขออนุญาตใช้ภาษาชาวบ้าน เพราะว่าก็ไม่ได้มีความรู้กฎหมายมากกว่าผู้ชมนะคะ ก็คือว่า คนรอดูว่า ปปช. จะอธิบายยังไง เอ่อ ทำไมเรื่องคุณศักดิ์ สยาม มุมมองของ ปปช. มันสวนทางกันกับของ ศาลรัฐธรรมนูญ อ่ะ พูดง่ายๆนะ อ่ะ พูดง่ายๆเลยนะคะ คือ ศาลรัฐธรรมนูญน่ะ ผิด อ่า บอกเนี่ย ที่ศักดิ์ สยามทำเนี่ยผิดนะ คะ กรณีที่ถูกกล่าวหาเรื่องกรณีการซุกหุ้น แล้วก็การแจงบัญชี ใช่มั้ย อันนี้ภาษาปากนะ ในขณะที่ ปปช. เนี่ย มองว่าไม่ เอ่อ แล้ววันนี้ ปปช. ก็ออกมาชี้แจง
ในการพูดถึงข่าวนี้นะคะ มันจะมีอยู่ 2 ชื่อเด่นๆ ที่ทำหน้าที่ตั้งแต่ตอนที่คุณ ศักดิ์ สยาม เป็นรัฐมนตรีคมนาคม ใช่มั้ยคะ 2 ชุดเด่นๆ เนี่ย 1 ในนั้นคือคุณปกรวุฒิ เดี๋ยวเราจะได้คุยกับเขา อีกหนึ่งก็คือคุณ ทวี สอด 2 มีบทบาทมากนะคะ เอ่อ การอภิปรายเนี่ย เกิดขึ้นในสภาในปี 65 ตอนนั้นทุกชื่อที่พูดเมื่อสักครู่นี้ เป็นฝ่ายค้าน ใช่มั้ย เพราะว่ามันเพิ่งมามี โอกาสที่จะกลับมาเป็นการเลือกตั้งที่แบบ เออ พอจะนึกและรู้สึกว่า เออ มันแข่งกันแบบที่มันเกือบจะปกติเนี่ย ก็คือปี 66 แล้วก็เพิ่งจะเลือกตั้งไปปี 69 ใช่มั้ยคะ
ทีนี้ 2 ชื่อเนี้ย เป็น 2 ชื่อที่พูดถึง การตรวจสอบคุณศักดิ์ สยาม ยอมรับแบบตรงไปตรงมา วันนี้เราจะพา ช่วงแรกเราจะพาย้อนกลับไปในวันที่มีการอภิปรายคุณศักดิ์ สยาม ในสภาตั้งแต่ปี 65 และเราเลือกปกรณวุฒิ เพราะ ก็สถานะคุณทวีก็ไม่รู้จะเชิญคุณทวีมายังไงเนาะ เออ เวลาเราพูดถึงเขา กระโดง เวลาเราพูดถึงแบบ ฮั้ว สว. คดีอ่ะนะคะ เออ หรือแม้กระทั่งของคุณศักดิ์ สยามเนี่ย เราก็เอ๊ะ ถ้าเชิญเอ๊ มายังไงนะ เออ เอ๊ะ จะเชิญคุณทวีมายังไงน้อ ใดๆ ก็แล้วแต่ คุณปกรุเป็นหนึ่งในคนที่มีการอภิปราย เรื่องนี้เอาไว้นะคะ เพราะฉะนั้นช่วงเนี้ย เราจะย้อนกลับไปดูประมาณสักครึ่งชั่วโมง แล้วเดี๋ยวกเรากลับมาสรุปกันว่าสิ่งที่ ปปช. บอกในวันนี้มันมีความหมายว่าอะไร แล้วก็เดี๋ยวจะไล่เรียงกันเป็นอาจารย์จ้อย แล้วก็เป็นคุณปกรวุฒินะคะ เพราะฉะนั้นถ้า สมมุติใครคิดว่าเอ้ยไม่อยากดูแล้วไม่จำ ได้จำได้ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราเจอกันตอน 19:00 น. แต่ว่าถ้าใครอยากจะไล่เรียงดูอีกครั้ง เพื่อจะกลับมาพูดถึงคดีของคุณ ศักดิ์ สยามเนี่ย 1 ในคนที่อภิปรายคือคุณ ปกรวุฒิในปี 2565 ค่ะ
>> เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ครับผมปกรณวุฒิ อุดมพิพัฒกุล ผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขออภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งรัฐมนตรีที่ผมจะกล่าวถึงนี่ก็คือนาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ด้วยสาเหตุที่ว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบนั้น ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงและจงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขาดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเพื่อให้ตนเองมีส่วนได้มีส่วนเสียจากโครงการต่างๆของรัฐ
>> ท่านประธานครับ วันนี้ผมอยากให้ท่านประธานลองจินตนาการแบบนี้ครับว่า ถ้าการเลือกตั้งเนี่ยกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และตัวท่านประธานเนี่ยก็หมายมั่นปั้นมือครับว่า จะต้องได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เรียกว่าถูมือรอไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งครับท่านประธาน แต่มันบังเอิญอีกเหมือนกันครับว่าท่านประธานเนี่ย ดันเป็นเจ้าของกิจการรับเหมาก่อสร้างที่ทำมาอย่างยาวนานและสร้างรายได้ให้ท่านประธานอย่างมั่นคง ท่านประธานจะทำยังไงดีครับ ถึงตรงนี้ท่านประธานก็จะต้องเผชิญกับการตัดสินใจครั้งใหญ่คือ 1 ถ้าท่านประธานเลือกที่จะเป็นนักการเมืองที่ดี ก็ต้องขายหุ้นของบริษัทนั้นทิ้งทั้งหมด และไม่มีส่วนเป็นเจ้าของธุรกิจแห่งนี้อีกต่อไป เพื่อไม่ให้เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่นั่นก็เท่ากับเป็นการตัดช่องทางทำมาหากินของตัวเองทิ้ง กิจการที่ทั้งรักและหวงแหน เพราะว่าก่อร่างสร้างมากับมือ หรือว่า 2 ถ้าท่านประธานอยากทำธุรกิจนี้ต่อ ก็ต้องเลือกที่จะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีครับ ผมก็ไม่ถามว่าท่านประธานจะเลือกทางไหนครับ แต่สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปก็คือในกรณีของท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยาม ชิดชอบนั้น ท่านได้เลือกทางเลือกที่ 3 คือ 1 + 2 ครับ และสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีจะต้องทำเพื่อให้ภารกิจนี้ลุล่วงไปได้ ก็คือการยืมชื่อนอมินีสักคนนึงมาถือครองหุ้นส่วนกิจการนี้แทนท่าน ทำทีเป็นว่าตัวเองได้ขาดจากการเป็นเจ้าของกิจการนี้ไปแล้ว เพื่อให้สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไปพร้อมๆกับการเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งทำธุรกิจที่เข้าประมูลงานกับกระทรวงที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการปกปิดทรัพย์สิน เป็นการทรยศต่อประชาชน ขัดต่อคำปฏิญาณที่ได้ให้ไว้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้ครับ
ธุรกิจที่ว่านี้ครับท่านประธาน คือห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ชื่อว่า บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ครับ ซึ่งก็เคยปรากฏเป็นข่าวมาแล้วครับว่าท่านถือหุ้นเกือบ 100% ท่านกมลศักดิ์ก็เพิ่งบอกไปเมื่อกี้ครับ ตั้งแต่ปี 2550 58-2561 และมีการระบุไว้ในบัญชีทรัพย์สินด้วยครับว่าท่านเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจนี้ ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีเองเคยออกมาชี้แจงครับว่า หลังจากรับตำแหน่งเนี่ย ท่านก็ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาให้ธุรกิจแห่งนี้แล้ว และก็ไม่ได้มีส่วนในการเป็นเจ้าของกิจการแห่งนี้อีกต่อไป เพราะโอนหุ้นออกไปตั้งแต่ปี 2561 ครับ แต่จะเป็นอย่างนั้นจริงมั้ย ลองมาดูกันต่อครับ เราลองมาดูประวัติคร่าวๆของห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งนี้กันครับท่านประธาน
ห้างหุ้นส่วนนี้เนี่ย ถูกจดจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้น 3 คนครับ ท่านรัฐมนตรีเองถือหุ้น 40% มีคนในนามสกุลชิดชอบถือหุ้นอีก 40% อีก 1 คน และคนนอกอีก 20% ครับ โดยใช้บ้านของท่านรัฐมนตรีในขณะนั้นนะครับเป็นที่ตั้งสำนักงาน ก่อนที่ปี 2540 ครับ ในเอกสารของห้างหุ้นส่วนนี้ก็ปรากฏว่าคนในนามสกุลชิดชอบ รวมถึงท่านรัฐมนตรีเนี่ย ได้ออกจากความเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนนี้โดยสิ้นเชิง และมีการย้ายที่อยู่สำนักงานไปที่อื่นแทนครับ
จนเวลาผ่านไป 18 ปี ท่านประธาน ในเดือนมีนาคม 2558 ก็ปรากฏว่าท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยาม กลับเข้ามามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และจากทุนจดจัดตั้งที่ 1 ล้านครับ รอบนี้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็นจำนวนถึงประมาณ 25.5 ล้านบาท โดยที่ท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยามถือหุ้นเกือบ 100% มีอีกหนึ่งรายชื่อที่เป็นหุ้นส่วนแต่ถือหุ้นเพียงแค่ 1,000 บาทเท่านั้นครับ และในปี 2558 ปีเดียวกันครับ ท่านรัฐมนตรีเพิ่มทุนให้กับห้างหุ้นส่วนนี้อีก 2 ครั้ง จนทุนจดทะเบียนขึ้นไปถึงประมาณ 120 ล้าน และยังมีการย้ายที่ตั้งสำนักงานอีกครั้งไปเป็นเลขที่ 30/2 หมู่ 15 อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งตรงกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในปี 58 และจนถึงปัจจุบันนั่นเอง
และที่ผมบอกในตอนต้นครับว่า นี่เป็นกิจการที่ท่านรักและหวงแหน เพราะอะไรครับ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ท่านรัฐมนตรีเนี่ย ก่อตั้งกับมือ จดทะเบียนที่ตั้งในบ้านตัวเองเมื่อปี 40 ครับ เมื่อท่านตัดสินใจว่าจะเข้าสู่สนามการเมือง ท่านก็ถอดชื่อของตัวเองออกจากธุรกิจนี้ทั้งหมด และดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งการเป็น ส.ส. 2 สมัยในปี 44 ปี 48 และอีกหลายๆ ตำแหน่ง อย่างเช่นคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในปี 52 จนกระทั่งเข้ามา รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยในปี 255 หลังจากที่ท่านพ้นการตัดสิทธิ์ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่แล้วครับ หลังจากการรัฐประหารปี 57 ได้ไม่ถึง 1 ปีครับ เมื่อพรรคการเมืองทั้งหลายหมดบทบาทลงแล้วก็ดูท่าว่า คสช. น่าจะอยู่ยาว ท่านรัฐมนตรีก็กลับหวนเข้ามาควบคุมกิจการนี้อีกครั้ง พร้อมกับย้ายที่ตั้งกลับมาที่ที่อยู่ของตัวเองอีกรอบนึง และคราวนี้ท่านรัฐมนตรีก็จริงจังกับธุรกิจนี้มากครับ เพราะเพิ่มทุนอีกเป็นร้อยล้าน และดูเหมือนว่าท่านจะทำได้ดีด้วยครับ เพราะในปี 58 - 60 ห้างหุ้นส่วนแห่งนี้ได้งานจากกระทรวงคมนาคมในยุคของ คสช. มูลค่ารวมเนี่ยถึง 400 กว่าล้านบาท
แต่พอถึงวันที่ 26 มกราคม 61 อยู่ท่านก็โอนหุ้นบริษัทนี้ออกไปทั้งหมดครับ ซึ่งปรากฏตามเอกสารที่บ่งชี้ว่าท่านรัฐมนตรีได้ขาดจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนแห่งนี้แล้ว ก็คือเอกสารสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติมที่ปรากฏอยู่ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นสัญญาที่ทำขึ้นที่บ้าน เลขที่ 30/2 หมู่ 15 ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้างหุ้นส่วนจำกัด และเป็นที่อยู่ของท่านรัฐมนตรีตามทะเบียนราษฎร์ตามที่ผมบอกไปแล้วครับ ในเอกสารเนี่ยระบุว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ออกจากการเป็นหุ้นส่วนและผู้หุ้นส่วนผู้จัดการของกิจการจำนวน 119,499,000 บาท ซึ่งก็คือการออกจากเป็นหุ้นส่วนทั้งหมดโดยสิ้นเชิงครับ
แต่คำถามสำคัญที่ผมจะชวนท่านประธานมาร่วมหาคำตอบไปด้วยกันวันนี้ครับ ก็คือการโอนหุ้นครั้งนี้เนี่ย มันเป็นการขายกิจการออกไปจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนชื่อเพื่อหลบเลี่ยงทางกฎหมายเท่านั้น การที่เราจะรู้คำตอบได้เนี่ย มันก็จะต้องมีอีกหลายคำถามที่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายข้อครับ เช่น ขายกันที่ราคาเท่าไหร่ มีการจ่ายเงินค่าหุ้นกันจริงมั้ย และขายให้ใคร ถ้าลองไปดูตามหน้าข่าวของสำนักข่าวอิสราครับ ก็บอกไว้ว่าการซื้อขายครั้งนี้เนี่ย ไม่พบหลักฐานใดๆ ที่ระบุว่ามีการจ่ายเงินค่าหุ้นกันจริงหรือไม่ ซึ่งผมเองก็ไม่สามารถสืบหาเอกสารเหล่านี้มาได้ครับ ดังนั้นผมขอพักคำถามนี้ไว้ก่อนครับ
แต่ประเด็นที่มีคำตอบชัดเจนและน่าสนใจอย่างมากครับ คือการโอนหุ้นครั้งนี้โอนให้ใคร จะเป็นแค่โอมินีเท่านั้นหรือเปล่า และชื่อที่ปรากฏในสัญญาว่ามาเป็นผู้รับหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ ไปทั้งหมด ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ แต่คือนายเอครับ คนเดียวกับที่ท่านกมลศักดิ์บอกเมื่อกี้ครับ คนเดียวกับที่เป็นเจ้าของที่ดินในพื้นที่พิพาทที่เขา กระโดง ซึ่งซื้อต่อมาจากบิดาของท่านรัฐมนตรี ตามที่ท่านกมลศักดิ์ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้เลยครับ พอชื่อนี้มันโผล่มาอีกครั้งเนี่ย ว่าเป็นผู้ที่รับช่วงต่อจากห้างหุ้นส่วนจังหวัดบุรีเจริญ จากท่านรัฐมนตรี โดยที่ ไม่ปรากฏหลักฐานการชำระเงินใดๆเลย เนี่ย ผมก็ยิ่งสงสัยครับว่า เอ๊ะ นายเอคนนี้ เขาเป็นใครกันแน่ครับ ผมว่าคนที่มาซื้อที่ดินหลักสิบกว่าล้าน มาซื้อธุรกิจหลักร้อยล้าน น่าจะเป็นคนที่มีฐานะที่ไม่ธรรมดาครับ
ผมจึงลองไปสืบค้นดูครับว่า นายเอคนนี้เนี่ย ทำมาหาเลี้ยงชีพอะไร ถึงได้มีเงินขนาดนี้ พอไปสืบจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าครับ ก็พบว่านายเอคนนี้เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการอยู่ในธุรกิจ 4 แห่ง ครับ แต่ใน 3 แห่งเนี่ย มีสถานะที่ทิ้งร้างไปหมดแล้ว มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นครับ ที่ยังดำเนินกิจการอยู่ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีที่ตั้งกับห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ ในปัจจุบันครับ แต่บริษัทนี้ไม่มีรายได้เลยสักบาทเดียวมาอย่างน้อย 3 ปีติดต่อกันแล้วครับ และจากฐานข้อมูลของประกันสังคม และกรมสรรพากร ก็พบว่านายเอคนนี้เนี่ย ในปี 58-63 เนี่ย ทั้งเงินนำส่งประกันสังคมและแบบแสดงรายได้ต่อสรรพากร ระบุตรงกันครับว่ามีรายได้แค่ประมาณปีละ 100,000 บาทนิดๆ ครับ เดือนละประมาณ 9,000 บาทเท่านั้น
ถึงตรงนี้ผมเกิดเครื่องหมายคำถามในหัวโตครับ ว่าเอ๊ะ คุณคนนี้นี่ เขาจะมีเงินมาซื้อที่ดิน 10 กว่าล้าน ซื้อกิจการ 100 กว่าล้าน ได้จริงๆ หรอ แต่ผมไม่ด่วนตัดสินครับท่านประธาน เพราะไม่แน่ครับ เขาก็อาจจะเป็นเศรษฐีเก่า ได้เงินมรดกมา มี passive income มีเงินใช้สบายๆ ตลอดชีวิต หรืออาจจะลงทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมันไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาแต่อย่างใด ก็เป็นไปได้ครับ
แต่พอยิ่งขุดลึกลงไปเรื่อยๆครับ ก็ทำให้ผมพบเหตุการณ์แปลกประหลาดพิสดารอีกหลายอย่าง ที่บ่งชี้ได้ว่านายเอเนี่ย น่าจะเป็นเพียงแค่นอมินีในการทำธุรกรรมต่างๆ ของคนในอาณาจักรชิดชอบเท่านั้นครับ ซึ่งก็มาถึงอีกกิจการที่ผมจำเป็นต้องพูดถึงครับท่านประธาน คือบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ 1991 จำกัด ซึ่งอาจไม่ได้เป็นของท่านรัฐมนตรีโดยตรงครับ แต่ดูแล้วน่าจะเป็นธุรกิจที่อยู่ภายในครอบครัวของท่านครับ บริษัทนี้ครับ มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้ถือหุ้นเรื่อยๆ ครับ แต่ท่านรัฐมนตรีเองก็เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทนี้ตั้งแต่ครั้งที่ก่อตั้งในปี 2534 โดยที่ตอนก่อตั้งเนี่ย ประมาณ 92% นะครับ ของหุ้นทั้งหมดเนี่ย ถูกถือโดยคนนามสกุลชิดชอบ ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดและเป็นเจ้าของสถานที่ตั้งของกิจการก็คือพี่ชายของท่านรัฐมนตรีเอง และบริษัทนี้ก็ตั้งอยู่ในที่ดินตรงเขากระโดง ที่เป็นอาณาจักรของชิดชอบ เช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ นั่นเองครับ
ถึงแม้ว่าต่อมาตั้งแต่กลางปี 54 เนี่ย ผู้ถือหุ้นจะถูกเปลี่ยนทั้งหมด จนไม่มีคนในนามสกุลชิดชอบอยู่เลย แต่สถานที่ตั้งของบริษัทก็ยังไม่เคยย้ายไปไหน ยังคงใช้บ้านพี่ชายของท่านรัฐมนตรีเป็นที่ตั้งบริษัทจนถึงปัจจุบัน และสถานที่แห่งนี้ในปัจจุบันก็เป็นที่ตั้งของบริษัทของหลานท่านรัฐมนตรีเช่นกัน และประเด็นที่สำคัญก็คือตั้งแต่ปี 58 ช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่ท่านรัฐมนตรีกลับมาถือครองห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ เต็มตัวเนี่ย ท่านรัฐมนตรีก็ได้เข้ามาเป็นกรรมการของบริษัท ศิลาชัย แห่งนี้ ก่อนที่จะออกจากการเป็นกรรมการอีกทีก็หลังเลือกตั้ง 62 ผ่านไปแล้วครับ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือในปี 2558 ที่ท่านรัฐมนตรีเข้ามาเป็นกรรมการของบริษัท ศิลาชัย มีคนนึงเข้ามาเป็นลูกจ้างของบริษัทนี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน รับเงินเดือนละ 9,000 บาท และก็เป็นลูกจ้างของบริษัทแห่งนี้มาเรื่อยๆ จนหลังจากท่านรัฐมนตรีไม่ได้เป็นกรรมการแล้ว ก็ยังคงรับเงินเดือนจากบริษัทนี้อยู่ และคนๆ นั้นก็คือนายเอที่มารับโอนหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ จากท่านรัฐมนตรีไปนั่นเองครับ ปี 2554 ซื้อที่ดินต่อจากคุณพ่อของท่านรัฐมนตรี ปี 2558 เข้ามาเป็นลูกจ้างบริษัท ศิลาชัย พร้อมๆ กับที่ท่านรัฐมนตรีเข้ามาเป็นกรรมการ และปี 2561 ก็เข้ามารับซื้อกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ ทั้งหมดไปจากท่านรัฐมนตรี ดูแล้วผมว่ามันบังเอิญแบบแปลกๆครับท่านประธาน
ถึงตรงนี้ท่านรัฐมนตรีก็อาจจะบอกว่า เอ้า ก็คนมันสนิทกันน่ะครับ ทำอะไรแบบนี้มันก็ไม่ได้แปลกตรงไหน แต่ลองมาดูกันครับว่าลูกจ้างที่รับเงินเดือน 9,000 คนนี้เนี่ย มีพฤติกรรมอะไรที่มันแปลกประหลาดตลาดพิสดารเกินที่คนปกติธรรมดาจะเข้าใจได้บ้างครับ ถ้าเราลองไปดูงบการเงินย้อนหลังของบริษัท ศิลาชัย ครับ งบการเงินในปี 61-62 ครับ ในงบดุล เราจะพบว่าในปี 2561 ตัวเลขขวาสุดนะครับ บริษัท ศิลาชัย เนี่ยเป็นหนี้เงินกู้ระยะยาว 221.5 ล้านบาท และเจ้าหนี้ก็คือนายเอครับ ต่อมาใน 62 เนี่ย เงินกู้ส่วนนี้ลดลงเหลือ 143.2 ล้านบาท เท่ากับมีการใช้หนี้คืนไป 78.3 ล้าน แต่ในปี 63 ครับ นายเอ ก็ให้บริษัท ศิลาชัย กู้เพิ่มอีก 9 ล้าน รวมหนี้เป็น 152.2 ล้าน ตัวเลขขวาสุดนะครับ มาถึงปี 64 ครับ นายเอยังให้บริษัทกู้เพิ่มอีก 98 ล้าน จนถึงสิ้นปี 64 บริษัท ศิลาชัย เป็นหนี้ในเออยู่ 250.2 ล้านบาทครับ และในบัญชีเนี่ยระบุว่าเป็นการกู้ยืมเงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง ไม่มี การทำสัญญาหรือคิดดอกเบี้ยระหว่างกันใดๆ ครับ ลูกจ้างบริษัทที่รับเงินเดือนจากบริษัทเดือนละ 9,000 ไม่มีหุ้นอยู่ในบริษัทนี้แม้แต่หุ้นเดียว แต่ให้นายจ้างตัวเองกู้เงิน 200 ล้าน โดยไม่ทำสัญญา ไม่คิดดอกเบี้ย ไม่เรียก แปลกจะเรียกว่าอะไรครับ
มาถึงตรงนี้ครับท่านประธาน จะบอกว่าเฮ้ย ถ้าเป็นคนที่สนิทกันมากๆเนี่ย แล้วเค้าเป็นเศรษฐีมีกระตังค์อยู่แล้วเนี่ย การหยิบยืมมาหมุนในธุรกิจเป็นครั้งคราวมันก็ไม่น่าจะแปลกอะไรครับ ซึ่งเคสนี้เนี่ย จะมีเงินจริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ แต่ต่อให้มีเงินจริงๆ ครับ เรื่องทั้งหมดมันไม่ใช่แค่ที่ผมเล่ามาเท่านั้นครับท่านประธาน เรื่องราวนี้มันแปลกประหลาดกว่านั้นเยอะครับ คนเราครับท่านประธาน ถ้าเราจะให้ใครสักคนนึงกู้เงิน 100 ล้านเนี่ย สิ่งนึงที่ต้องพิจารณาแน่ๆ เนี่ยก็คือคนที่จะมาเป็นลูกหนี้เราเนี่ย มีพฤติกรรมเป็นอย่างไรครับ แล้วถ้าเราลองไปดูงบการเงินของบริษัท ศิลาชัย เนี่ยในปี 2560 ครับ ก่อนที่จะกู้เงินจากนายเอไปเนี่ยนะครับ พบว่าในปีนั้นเนี่ย บริษัทมีกำไรประมาณ 400,000 บาท ครับ สิ้นปี 60 บริษัทมีเงินสดอยู่ 9.9 ล้านบาทครับ ไม่ถึง 1 ล้านครับ น่าจะขาดสภาพคล่องจริงๆ ครับ ถึงได้มากู้เงิน แต่สาเหตุที่ขาดสภาพคล่องเพราะอะไร รู้มั้ยครับท่านประธาน เพราะในปี 60 บริษัท ศิลาชัย เอาเงินไปซื้อเครื่องบินเซสนา รุ่น SR22T ครับ รุ่นเดียวกับท่านอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีในครอบครัว ใช้เงินซื้อเครื่องบินลำนี้ราคา 12 ล้านบาท และถูกระบุในความเห็นของผู้สอบบัญชีครับว่า กิจการได้ซื้อเครื่องบินส่วนบุคคล 1 เครื่องเป็นเงินสด ราคาที่ซื้อเป็นราคาที่ไม่ผ่านระบบภาษีใดๆ มีการทำสัญญาซื้อขาย ผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดา ผู้ซื้อเป็นนิติบุคคล ไม่มีเอกสารของทางราชการเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์หรือการกำกับดูแลเครื่องบินส่วนบุคคลใดๆ ข้าพเจ้าได้ตรวจสอบเฉพาะเอกสารตามที่กล่าวมาแล้ว ส่วนเครื่องบินจะเก็บรักษาไว้ที่ใด มีความเป็นมาอย่างไรไม่ทราบครับ ผู้สอบบัญชีไม่รู้ว่าเครื่องบินลำนี้อยู่ไหน แต่ผมได้ยินมาแว๊บๆครับว่ามีคนเห็นเครื่องบินลำนี้ที่สนามบินบุรีรัมย์อยู่บ่อยๆ ไม่แน่ใจว่าท่านรัฐมนตรีเคยขึ้นเครื่องบินลำนี้บ้างหรือเปล่า
ยังไม่พอครับ ดูในงบการเงินปี 61 ครับ ก็พบว่าในขณะที่บริษัท ศิลาชัย กู้เงินในเอมา 221.5 ล้านเนี่ย แต่ปรากฏว่าบริษัทเนี่ย เอาเงินไปให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กู้ยืมเงินระยะสั้น 88.5 ล้าน โดยไม่คิดดอกเบี้ยครับ ยังไม่หมดเท่านั้นครับ ปี 2562 ถึงแม้ว่ามีการคืนเงินกู้บางส่วน แต่บริษัท ศิลาชัย ก็ยังเป็นหนี้นายเออยู่ 143 ล้าน ปรากฏว่าบริษัท ศิลาชัย ควักเงินตัวเอง 4.7 ล้านไปบริจาคให้พรรคภูมิใจไทย และสุดท้ายปี 62 บริษัท ศิลาชัย ขาดทุน 4.47 ล้านบาทครับ นี่นอกจากนายเอจะไม่ว่าอะไรแล้วนะครับ ยังควักกระเป๋าบริจาคให้พรรคภูมิใจไทยมูลค่า 2.77 ล้าน และยังเอาเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ ที่มีชื่อตัวเองเป็นเจ้าของอยู่นะ ไปบริจาคให้พรรคภูมิใจไทยเพิ่มอีก 4.8 ล้านครับ
แล้วปี 63-64 จัดให้แจ่มๆครับ ให้บริษัท ศิลาชัย กู้เพิ่มอีก 100 กว่าล้านครับ นี่มันอะไรกันครับท่านประธาน ท่านประธานครับ แค่รอให้เพื่อนยืมเงินสัก 10,000 นึงเนี่ย แต่เพื่อนไม่ยอมคืนสักที แต่กลับโพสต์ลงโซเชียล ใช้ชีวิตหรูหรา ซื้อโทรศัพท์ใหม่ แค่นี้เราก็โกรธแล้วครับ แต่ นี่คือการให้คนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว กู้เงิน 200 กว่าล้าน ทั้งที่ลูกหนี้คนนี้เงินหมดจนต้องมากู้เพราะเอาไปซื้อเครื่องบิน พอได้เงินกู้ไปลูกหนี้เราเอาเงินไปให้คนในครอบครัวกู้ต่อ ไม่พอเอาเงินไปบริจาคให้พรรคการเมืองของคนในครอบครัวตัวเอง ทั้งๆที่ธุรกิจตัวเองขาดทุน แต่เจ้าหนี้คนนี้กลับควักกระเป๋าตัวเองไปบริจาคให้พรรคการเมืองนั้นเพิ่มขึ้นไปอีก และทั้งหมดเป็นการกู้เงินที่ไม่มีการทำสัญญา ไม่มี การคิดดอกเบี้ยใดๆทั้งสิ้นครับ ต่อให้รวยแค่ไหน สนิทกันมากแค่ไหน ไม่มีคนสติดีๆที่ไหนเขาทำกันแบบนี้ครับ ทุกอย่างนี้มันดูไม่สมเหตุสมผลเลยแม้แต่นิดเดียวครับ
ท่านประธานครับ มีนักปรัชญาคนนึงเคยพูดเอาไว้ครับว่า คำตอบที่เรียบง่ายที่สุดเนี่ย มันมักจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องเสมอ แล้วผมคิดว่าคำตอบที่มันอยู่ตรงหน้าผมเนี่ยนะครับ มันซับซ้อนเกินกว่าที่มันจะเป็นความจริงครับ แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนนิดเดียวครับ คือเปลี่ยนชื่อพฤติการทั้งหมดเนี่ย จากนายเอเป็นนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ครับ และบริษัท ศิลาชัย เนี่ย ก็เหมือนเป็นกงสีธุรกิจในครอบครัว สร้างโดยครอบครัว ตั้งอยู่ในบ้านของครอบครัว อาจจะมีการซื้อขายทรัพย์สิน ธุรกรรมที่ล่วงรู้กันแค่ในครอบครัว ตัวเลขกำไรขาดทุนก็อาจจะไม่ได้ต้องสนใจอะไรกันมากนัก การให้กู้ยืมเงินกันเองในครอบครัว ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน เครื่องบินมาใช้ มันก็เป็นเรื่องของคนในครอบครัว ถึงแม้ว่าบริษัทจะขาดทุนแล้วเป็นหนี้อยู่ร้านในบัญชี แต่ก็เป็นหนี้คนในครอบครัวกันเอง การเอาเงินไปบริจาค อยากให้พรรคการเมืองตัวเองก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่แปลกอะไร พฤติกรรมแปลกประหลาดทั้งหมดนี้เนี่ย แค่เราเปลี่ยนชื่อจากนายเอเป็นท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยาม ทุกอย่างก็ดูเรียบง่าย เข้าใจง่ายขึ้นมาทันทีครับ
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้บ่งชี้ให้เห็นครับว่า นายเอเนี่ย ที่เหมือนจะมีความสัมพันธ์เป็นเจ้านายลูกน้อง หรืออะไรก็ไม่ทราบเนี่ย กับท่านรัฐมนตรีนะครับ มีพฤติกรรมที่เป็นเพียงแค่นอมินี เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีใช้ชื่อไปใช้ในการทำธุรกรรมทางบัญชีที่แปลกประหลาดในกงสีของตัวเองเท่านั้นครับ และเงินที่เป็นชื่อของนายเอ กับ ผจก. บุรีเจริญ ที่บริจาคให้พรรคภูมิใจไทยจริงๆ มันก็อาจจะเป็นของท่านรัฐมนตรีเองทั้งหมดก็เป็นได้ครับ แค่พฤติกรรมแวดล้อมของคนที่ท่านรัฐมนตรีโอนหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ ไปให้ทั้งหมดเนี่ย ก็ทำให้น่าสงสัยแล้วครับว่า การซื้อขายห้างหุ้นส่วนครั้งนี้ อาจจะไม่เกิดขึ้นจริงครับ
แต่ผมไม่ได้อนุมานเอาแค่เหตุผลนี้เหตุผลเดียวมาสรุปว่ามันเป็นเช่นนั้นครับ เพราะว่าการโอนหุ้นครั้งนี้เนี่ย มันยังมีข้อสงสัยอีกหลายอย่าง อย่างที่ผมเล่าไปตอนต้นครับว่า ห้างหุ้นส่วนนี้ท่านรัฐมนตรีเข้ามา ร่วมตั้งแต่ก่อตั้งแล้วก็ออกไปจากความเป็นหุ้นส่วน เพราะเริ่มเข้ามาในวงการเมือง แต่ก็หวนกลับมาทำอย่างจริงจังอีกครั้งหลังมีการรัฐประหารเกิดขึ้น แล้วก็มีการโอนออกไปอีกทีตามเอกสารในปี 2561 ที่ผมกล่าวไปแล้ว บางคนอาจจะคิดว่าการโอนเนี่ย มันเกิดขึ้นวันที่ 26 มกราคม 61 มันตั้งปีกว่าๆ ก่อนที่จะเลือกตั้ง สาเหตุในการขายออกเนี่ย มันอาจจะเป็นเรื่องอื่น ไม่ใช่เพราะเตรียมมาลงเลือกตั้งอีกครั้งก็ได้
แต่มันมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจครับ เพราะวันที่ 26 มกราคม 61 คือไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ สนช. ผ่านวาระ 3 ของ พรป. เลือกตั้ง สส. ในกลางดึกครับ 23:00 น. กว่าๆ ของคืนวันที่ 25 มกราคม และนี่ก็คือสัญญาณสำคัญว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ท่านรัฐมนตรีคงจะตื่นเต้นที่จะได้ลงสนามการเมืองอีกครั้งครับ รีบทำสัญญาโอนหุ้นออกในวันรุ่งขึ้นทันที แต่อาจจะตื่นเต้นไปหน่อยครับ เก็บทรงไม่อยู่ครับ จนลืมครับว่าที่อยู่ของห้างหุ้นส่วนนี้มันเป็นบ้านท่านเองครับ แล้วก็ปล่อยให้ห้างหุ้นส่วนแห่งนี้เนี่ย ใช้บ้านท่านเป็นที่ตั้งสำนักงานต่อ ทั้งๆที่ไม่ได้รับชื่อเป็นหุ้นส่วนแล้วอยู่ถึง 1 ปีครึ่งครับ ไปนึกเอาได้อีกทีนู้นครับ กว่าจะมีการจด ย้ายจากที่ตั้งสำนักงานครับ ปาเข้าไป 18 มิถุนายน 2562 3 สัปดาห์ก่อนที่ท่านรัฐมนตรีจะรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมครับ แล้วตามเอกสารเนี่ย ย้ายจาก 30/2 หมู่ 15 ที่เป็นบ้านของท่านเนี่ยนะครับ ย้ายเป็น 30/17 หมู่ 15 ครับ นี่ดูที่อยู่ผมไม่รู้ นี่มันพ้นรู้ว่าท่านหรือยังนะ
ประเด็นสุดท้ายครับ คือคำถามที่ว่า การโอนกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ ที่มีทุนจดทะเบียนประมาณ 12 ล้านครั้งนี้เนี่ย การซื้อขายมันอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ อย่างที่ผมบอกไปตอนต้นครับว่า ไม่พบหลักฐานใดๆ ว่ามีการจ่ายเงินกันหรือไม่ ซึ่งผมต้องบอกตามตรงครับว่า ในโลกนี้เนี่ย อาจจะมีคนที่รู้คำตอบนี้อยู่แค่ 3 คนเท่านั้นนะครับ คือท่านรัฐมนตรี นายเอ และผู้สอบบัญชีของห้างหุ้นส่วนที่ถือสิ่งที่เรียกว่ากระดาษทำการของห้างหุ้นส่วนอยู่กับตัวเองแล้ว สุดท้ายหนังสือทำการที่เป็นเอกสารภายในแบบนี้เนี่ย ท่านรัฐมนตรีจะให้ใครทำขึ้นใหม่ หรือจะพูดยังไงก็พูดได้ครับ ผมก็คิดว่าตรงนี้ก็คงสืบต่อแล้วไม่มีประโยชน์ละ ผมก็เลยลองไปเชื่อมโยงเหตุการณ์กับเอกสารทางการของราชการเท่าที่พอจะสืบหาได้ทั้งหมดแล้วลองวิเคราะห์ดูครับว่า ไอ้เอกสารราคาซื้อขายกิจการที่ทำน่ะเนี่ย ที่ไม่มีใครเห็นเลยเนี่ย มันน่าจะระบุราคากันอยู่ที่เท่าไหร่ครับท่านประธาน
ราคาของกิจการที่ถูกระบุอยู่ในเอกสารการโอนหุ้นครั้งนี้จริงๆ มันมีความเป็นไปได้อยู่ไม่กี่อย่างอ่ะครับ ผมจะแบ่งเป็นแค่ 3 กรณีใหญ่ๆ เท่านั้นครับท่านประธาน คือ 1 ครับ เป็นการให้เปล่ากันที่ราคา 0 บาท ถ้าเป็นกรณีนี้ครับ ตามกฎหมายนายเอจะต้องยื่นส่วนที่ต่ำกว่าทุนก็คือจำนวน 120 ล้านเนี่ยนะ ครับ ซึ่งทุนจดทะเบียนเนี่ยเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี เพราะว่าตามกฎหมายแล้วเนี่ย ถือว่าหุ้นนี้เนี่ยเป็นของมูลค่า 120 ล้านที่ได้มาฟรีๆ ก็จะต้องสำแดงเป็นรายได้ แต่จากฐานข้อมูลของกรมสรรพากรก็ไม่ปรากฏว่านายเอมีการยื่นรายได้ส่วนนี้เพื่อเสียภาษีแต่อย่างใด เพราะนายเอยื่นต่อสรรพากรว่ามีรายได้ทางเดียวครับ คือเงินเดือนจากบริษัท ศิลาชัย ที่สำคัญครับ ถ้าการโอนครั้งนี้เป็นการให้ฟรี ก็ชัดเจนครับเกือบ 100% ครับว่านายเอคนนี้เป็นแค่นอมินีแน่นอนครับ เป็นแค่เจ้าของในเอกสารเท่านั้น ทำเอกสารกันแบบนี้ผมว่ามันโจ่งครึ่มกันไปครับ ไม่น่าเป็นไปได้ครับ
ความเป็นไปได้ที่ 2 ครับ คือขายเกินราคาทุนสูงกว่า 120 ล้านบาทครับ ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ผมสมมุติครับ สมมุติว่าถ้าซื้อขายกันที่ 130 ล้านบาท มันจะทำให้ส่วนที่เกินทุนเนี่ยเท่ากับ 10 ล้านบาท คือ 130 - 120 และท่านรัฐมนตรีเนี่ย ก็จะต้องยื่น 10 ล้านบาทเนี่ย เป็นรายได้เพื่อเสียภาษีบุคคลธรรมดา แต่ผมไปดูในข้อมูลเอกสารจาก ปปช. ครับ ก็ไม่พบว่าท่านรัฐมนตรียื่นรายได้ส่วนนี้เพื่อเสียภาษี และถ้าเป็นเคสนี้จริงๆ เนี่ยแปลว่าท่านรัฐมนตรีเนี่ย สำแดงรายได้เป็นเท็จ และหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งก็คงเป็นไปไม่ได้ครับ คนระดับท่านไม่น่าจะตายน้ำตื้นแบบนี้ครับ มันดูสาพร่าเกินไป ดังนั้นผมคิดว่าเหลืออยู่กรณีเดียวก็คือ ในเอกสารเนี่ย การซื้อขายครั้งนี้เนี่ย น่าจะทำกันที่ราคาทุนก็คือ 120 ล้านบาท ซึ่งมันจะทำให้ทั้งผู้ซื้อผู้ขายนะ ไม่ต้องเสียภาษีใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ข้อที่น่าสงสัยก็คือ 120 ล้านบาทกับธุรกิจนี้นั้นเนี่ย มันสมเหตุสมผลหรือเปล่าครับ ถ้าเราไปดูงบการเงินครับ งวดสิ้นปี 2560 ก่อนที่การขายกิจการครั้งนี้จะเกิดขึ้นครับ ห้างหุ้นส่วน บุรีเจริญ มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 205 ล้านบาทครับ เฉพาะสินทรัพย์สภาพคล่องสูง เงินสด เงินฝาก ลูกหนี้การค้าก็เกือบๆ 100 ล้านครับ และรายได้ 2 ปีล่าสุดของห้างหุ้นส่วนมีรายได้รวมเกือบๆ 600 ล้านบาทครับท่านประธาน และอย่างที่บอกครับ หุ้นส่วนนี้ได้งานของกระทรวงคมนาคมในยุคของ คสช. ในปีงบประมาณเฉพาะ 58-60 เนี่ยก็ 400 กว่าล้านแล้วครับ และก่อนการซื้อขายครั้งนี้แค่ไม่กี่เดือนครับ ตุลาคมถึงธันวาคม 60 ครับ 3 เดือนเท่านั้น เซ็นสัญญางานกับกระทรวงคมนาคมมูลค่ารวม 95 ล้านบาทครับ การจ่ายเงินซื้อกิจการราคา 120 ล้าน แต่ได้ทรัพย์สินที่ 5 หุ้น 100 กว่าล้าน และนี่ไม่ใช่ธุรกิจกระจอกกระจอกครับ ธุรกิจที่ได้รับงานจากรัฐหลายร้อยล้านครับ โปรไฟล์แบบนี้ เอาไปต่อยอดธุรกิจได้อีกมหาศาลครับ ราคา นี้ต้องบอกว่าระดับซุปเปอร์ครับท่านประธาน โคตรคุ้มครับ การที่ท่านรัฐมนตรีจะยอมขายธุรกิจที่เพิ่มทุนมาเป็นร้อยล้าน จากรัฐจนทำรายได้เป็นเกาะเป็นกำในราคาทุนแค่ 120 ล้าน มันก็แปลกมาก และดูมันไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ครับ
และนอกจากนั้นเนี่ย มันยังมีอะไรบางอย่างที่มันดูไม่ค่อยสอดคล้องนะครับ ประธานท่านประธานครับ สมมุติว่าวันนั้นเนี่ย 26 มกราคมเนี่ย มีการซื้อขายกันที่ 120 ล้านบาทจริง แปลว่าท่านรัฐมนตรีจะต้องได้เงินสด เงินโอน หรือสัญญากู้เงินจากนายเออย่างใดอย่างหนึ่งครับ 120 ล้านบาทในวันนั้นครับ และเงินก้อนนี้เนี่ย สุดท้ายมันต้องถูกนำไปแสดงในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ปปช. ในปี 62 ครับ แต่ปรากฏว่าในปี 62 เนี่ย ท่านยื่นทรัพย์สินในการเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. เมื่อ 25 พฤษภาคม 62 ว่ามีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 115 ล้านบาท ไม่มีหนี้สินเลยครับ มีเงินสดบวกกับเงินฝากอยู่ประมาณ 76 ล้านบาทครับ ทรัพย์สินอื่นๆ เกือบทั้งหมดเนี่ย 40 กว่าล้าน 50 ล้านเนี่ยนะครับ ก็ระบุว่าได้มาก่อนปี 2561 เกือบทั้งหมดครับ คำถามคือไอ้ 120 ล้านที่ขายหุ้นนี่มันหายไปไหนครับ ผมมานั่งคิดเลขดูครับ ถ้าท่านได้ 120 ล้านในต้นปี 61 และแสดงทรัพย์สินว่ามีเงินฝาก 76 ล้าน แต่ว่าใน 16 เดือนเนี่ย ท่านรัฐมนตรีใช้จ่ายเงินไปอย่างน้อย 40 ล้านครับ ที่ผมบอกว่าอย่างน้อยนะครับ เพราะว่าถ้าท่านใช้ประมาณ 40 ล้านเนี่ย แปลว่าก่อนปี 61 เนี่ย ท่านไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียวครับ
นอกจากราคาซื้อขายธุรกิจที่มันไม่สมเหตุสมผลแล้ว จำนวนเงินที่ควรจะได้กับบัญชีทรัพย์สินก็ยังไม่สอดคล้องกันอีกครับ ผมก็มานั่งนึกว่าเอ๊ะ หรือว่าท่านอาจจะเอาเงิน 120 ล้านนี้เนี่ย ไปใช้ในการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยหมดแล้ว ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะ 2 ปีท่านบริจาคได้อย่างมากก็ 20 ล้านบาท ถ้าใช้เป็น 100 ล้านแบบลับๆ ไม่ผ่านบัญชีพรรค ผิดกฎหมายถึงขั้นยุบพรรคครับ เป็นไปไม่ได้ครับท่านประธาน คนดีๆไม่ทำแบบนี้กันครับ หรืออีกกรณีครับ ท่านรัฐมนตรีเนี่ย อาจจะมีเงินก้อนนี้เก็บอยู่ในบ้านนั่นแหละครับ แต่ยื่นทรัพย์สินเป็นเท็จต่อ ปปช. ท่านก็ไม่น่าจะตายน้ำตื้นขนาดนี้ครับ
กรณีเดียวที่เป็นไปได้ที่สุดครับ ก็คือการโอนครั้งนี้เนี่ย มันไม่มีการจ่ายเงินใดๆ ทั้งสิ้นครับ ไม่มี การซื้อขายใดๆ เกิดขึ้น เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนชื่อในเอกสารเท่านั้น และท่านรัฐมนตรีก็ลืม นึกไปครับว่าถ้าการซื้อขายมันเกิดขึ้นจริงเนี่ย ท่านต้องมีเงิน 120 ล้านบาทอยู่ในมือ เพราะลำพังไอ้การยักย้ายถ่ายเทกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวาในธุรกิจครอบครัวมันก็งงไปหมดแล้วครับ ท่านถึงได้ยื่นทรัพย์สินไปตามที่ปรากฏ มันถึงไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ควรจะเป็นอย่างที่เราเห็นนี่แหละครับ นั่นก็แปลว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ ยังคงเป็นกิจการของท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยพฤตินัยมาตลอดตั้งแต่ดำรงตำแหน่งจนถึงปัจจุบันแล้ว เป็นแบบนี้ก็คือขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีครับ ยื่นทรัพย์สินไม่เท็จต่อ ปปช. ครับ
และยังไม่พอครับ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเนี่ย ห้างหุ้นส่วนแห่งนี้ได้งานจากกระทรวงของท่านมูลค่าเป็นพันล้านนะครับ และงานที่ห้างหุ้นส่วน บุรีเจริญ ได้เนี่ย ก็มีหลายอย่างที่มันดูผิดปกติมากๆ ครับ ผมยกตัวอย่างนิดเดียวครับ เฉพาะของปี 63 ครับ ปี 63 นี่เฉพาะที่เซ็นสัญญาในเดือนเมษายนถึงมิถุนายนนะครับ 3 เดือนนะครับ ห้างหุ้นส่วนแห่งนี้ได้เงิน ได้งานเฉพาะจากแขวงทางหลวงชนบทบุรีรัมย์ มูลค่าประมาณ 260 ล้านบาทใน 3 เดือน ครับ
แล้วถ้าเราลองดูครับ ราคาที่ชนะประมูลเนี่ยครับ แต่ละงานนี่เกือบจะเท่ากลางอยู่แล้วครับ ต่างกันแค่ 0.1 0.2% 2% เท่านั้นครับ ลองดู 2 ตัวอย่างตรงที่ผมทำเป็นสีเหลือง Yellow เนี่ยแะครับ ลองดูครับ ราคากลาง 10 ล้านครับ ชนะประมูลที่ 9,990,000 บาท อีกงานนึงราคากลาง 6.88 ล้านครับ ชนะประมูลที่ราคา 6,794,000 บาท ผมดูแล้วมันเริ่มได้กลิ่นแปลกๆครับ ท่านประธาน
แล้วก็ปรากฏว่าเกือบทุกงานที่ท่านประธานเห็นอยู่เนี่ยนะครับ มีคู่เทียบอยู่รายเดียวครับ ราคากลาง 10 ล้าน ชนะประมูล 9.99 ล้าน คู่เทียบรายนี้เสนอมาให้ 9.997 ล้าน ครับ อีกงานเนี่ย 6.88 ล้าน ชนะประมูล 6.794 ล้าน คู่เทียบรายนี้จัดมาให้ 6.798 798 ล้านครับ สุดยอดจริงๆครับ และที่สุดยอดกว่านั้นครับ คือคู่เทียบรายนี้คือบริษัทที่บริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย 5 ล้านบาทในเดือนมกราคม 62 เดือนเดียวกับที่นายเอบริจาคให้พรรคภูมิใจไทยนั่นแหละครับ ไอ้แบบนี้เอาไปให้ใครดูเค้าก็ว่า ฮั้วครับ ชัดขนาดนี้ครับท่านประธาน
เอาธุรกิจตัวเองเข้ามารับงานกระทรวงที่ตัวเองเป็นรัฐมนตรีก็ว่าผิดแล้วครับ ไม่พอครับ ยังมีพฤติกรรมที่เป็นการฮั้วประมูลอย่างชัดเจนครับ และที่ผมยกมานี่แค่น้ำจิ้มเท่านั้นครับ ท่านประธาน ซีรียส์นี้ยังไม่จบครับ ท่านรัฐมนตรีไม่ต้องรีบชี้แจงครับ เดี๋ยว ยังมีฟินาเล่ห์ซีซั่นครับ จากเพื่อนสมาชิกท่านทวี สอดส่อง จะมาลงรายละเอียดเรื่องนี้ในเชิงลึกอีกครับ ว่าการจัดซื้อจัดจ้างและผู้ชนะประมูลในช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งเนี่ย มันผิดปกติงามไส้ขนาดไหนครับ
ทั้งหมดนี้นะครับ สรุปได้ว่าท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยาม ชิดชอบ มีพฤติกรรมในการใช้ชื่อของนอมินีมาใส่เป็นเอกสารว่าเป็นเจ้าของธุรกิจตัวเอง แต่ในความเป็นจริงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงเป็นเจ้าของธุรกิจแห่งนี้มาตลอด ซึ่งก็ถือเป็นการปกปิดทรัพย์สิน เท่านั้นไม่พอครับ เอาธุรกิจที่ตัวเองเป็นเจ้าของนี้เข้ามาเป็นคู่สัญญากับรัฐ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เพื่อให้ตนเองมีส่วนได้มีส่วนเสียจากโครงการต่างๆของรัฐ และยังมีพฤติกรรมที่เป็นการฮั้วประมูล และนี่ก็ทำให้เห็นว่างบประมาณของกระทรวงที่ท่านเอาไปเทลงในให้พื้นที่ของตัวเองเนี่ย ทำเป็นอ้างกับประชาชนว่านำความเจริญมาให้คนในพื้นที่เนี่ย จริงๆมันก็แค่การหลอกลวงประชาชน เพื่อให้เลือกพวกพ้องของตัวเองกลับเข้ามาสู่อำนาจในครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อที่จะกลับเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ให้กับครอบครัว ให้กับตัวเอง ให้กับพวกพ้องสูบกินภาษีที่มาจากหยาดเหงื่อของประชาชน เข้าไปเป็นความมั่งคั่งของตัวเอง ผมจึงไม่สามารถที่จะไว้วางใจนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้อีกต่อไปครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
>> ขอบคุณครับ
ได้ยินนะคะ ก็คือว่าจริงๆแล้วอย่างที่บอกไปต้นรายการ สำหรับใครที่เพิ่งเข้ามานะคะ จริงๆต้นรายการเนี่ย มีนอกเหนือจากคุณปกรวุฒิ มีท่านอื่นด้วยนะคะ ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจคุณศักดิ์สยาม อีกหนึ่งชื่อที่สำคัญคือคุณทวี สอดส่องนะคะ แต่เธอ ลองคิดดูสิ ถ้าฉันจะขอสัมภาษณ์คุณทวี กรณีคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ ตอนนี้เนี่ย เธอว่าฉันจะได้คุณทวีมั้ย อ่ะ ไม่เป็นไร ถือว่าไม่เป็นไร ก็ก็ร่วมกัน ไม่ลืมชื่อคุณทวี สอดส่องนะคะ ไม่ได้ลืม เออ ไม่ได้ลืมชื่อคุณทวี แต่ว่าจากกรณีที่คุณปกรวุฒิ และคุณทวี และก็เข้าใจว่ามีคุณกมลศักดิ์ด้วยนะ ถ้าจำไม่ผิดนะคะ เอ่อ อภิปรายไปในกรณีของคุณศักดิ์สยามเนี่ยนะคะ จากตอนนั้นถึงตอนนี้เนี่ย ก็คือ ถ้าวันนี้คุณตามข่าว เอ่อ การชี้แจงของ ปปช. คณะกรรมการปรับปอะไรนะ อะไรสักอย่างอ่ะ เนี่ย ปปช. อ่ะ เออ นะคะ แล้วคุณอุทานกับตัวเองว่าอะไรวะ ก็คือไม่โดดเดี่ยวแล้วนะ เออ เธอ ฉันอ่าน ฉันอ่าน แล้วฉันก็แบบ ตั้งใจชี้แจงเนาะ แต่ที่ชี้แจงเนี่ย ตั้งใจให้เข้าใจมั้ย เออ ก็คือ ดิฉันก็จะโทษเอาก็ไม่ได้เรียนมา ความรู้ก็้น้อย สติปัญญาเท่านี้ อ่าน 2-3 รอบแล้วก็ยังแบบ สรุปยังไงได้บ้างวะ รู้แต่ว่าแย้งกับ เอ่อ ศาลรัฐธรรมนูญแน่ๆ เราไม่ได้บอกว่าอันไหนใหญ่กว่ากันนะคะ ที่พูดแบบนี้แล้วเราไม่ได้บอกว่าอันไหนถูกกว่ากัน แต่ถ้าคุณฟังเนื้อความแล้วเนี่ย คือ ปปช. แบบมันอธิบายอะไรอยู่วะ คือเราอ่านของ ปปช. เราก็อธิบายอะไรวะ เค้าก็เค้าก็โยงเนาะ เค้าก็โยงสิ่งที่เกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ใช่มั้ยคะ คือศาลรัฐธรรมนูญ พูดง่ายๆ คือก็สรุปความจากที่จากที่ไปอ่านในข่าว ถ้าสรุปความเอาภาษาชาวบ้านเรานะคะ ก็คือว่า มีคนถือหุ้นแทนคุณศักดิ์ สยามอ่ะ ซึ่งถ้าเป็นภาษาข่าวมันก็จะเรียกว่าซุกหุ้น ใช่มั้ยคะ พอมีพฤติการแบบนี้เสร็จแล้ว ก็คือ ก็เป็นพฤติการที่จงใจปกปิดบัญชี ไม่แสดงทรัพย์สิน ใช่มั้ย มันก็ขาดความเป็นรัฐมนตรี อันนี้สรุปแบบภาษาชาวบ้านสุดขีดเลยนะคะ ถ้าใครมีความรู้มากกว่าช่วยช่วยอธิบายเพิ่มเติมกับเพื่อนๆ ในช่องแชทได้นะ
คะ แล้วเดี๋ยวจะคุยกับอาจารย์จ้ แล้วก็คุยกับคุณปกรุฒิด้วย แต่ทีนี้กลับมาที่หนังสือของ ปปช. ค่ะ หนังสือ ปปช. ทั้งหมดกี่หน้าคะ พี่เบล 5 เนาะ อ่า พี่เบล พี่เบล และดิฉันก็ได้พยายาม แบบ มึง เราอาจจะแปลความไม่ได้ ขโมยความไม่ได้ แต่เราขีดเส้น หรือเราไฮไลท์สีตรงไหนดีวะ ที่มันจะเข้าใจ ก็คือไม่แน่ใจว่าเขาอยากให้เข้าใจมอ่ะ พี่เบล ลองเอาหน้าแรกมาก่อนนะคะ เอาหรือว่าพี่เบล ขึ้นทีละ 5 เลย โอเค มึงมานั่งนี้ได้มกูต้องหันไปพูดกับคนจริงซะ อ่า โอเค คืออันเนี้ยค่ะ ที่คุณเห็นไฮไลท์เนี่ยนะคะ หน้าสุดท้าย อันนี้คือหน้าสุดท้าย ต้นสุดท้าย ก็บอกพี่เบลว่ามึงเอาตรงนี้เลยก็ได้ เพราะว่าคือกูไม่รู้จะขมวดยังไงของ ปปช. ว่าไอ้ 3-4 หน้าแรก คือสุดท้ายแล้วเค้าก็พยายามจะบอกว่า พยานหลักฐานในกรณีที่เค้าอธิบายคดีของคุณศักดิ์ สยามมาทั้งหมดเนี่ยนะคะ เอ่อ ไม่มีมูลให้ฟังว่าคุณศักดิ์ สยามเนี่ย ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซง มีพฤติการฝ่าฝืนกฎหมาย แล้วดิฉันก็ไปพยายามดูสำนักข่าวว่า เออ เค้าสรุปเป็นยังไง เออ เวลามาสรุปมันก็สรุปยากเหมือนกันเนาะ คำอ่ะ คำกฎหมายอ่ะ กับเนื้อความที่ ปปช. อยากจะสื่อคืออะไรวะ เพราะว่าถ้าคุณตามข่าวเนี่ย มันก็สรุปง่ายๆ ใช่มั้ยคะ ว่าศาลรัฐธรรมนูญก็คือสรุป วินิจฉัยอ่ะคุณศักดิ์ สยามว่ามันมีนอมินี ภาษาเราเข้าใจคือซุกหุ้นใช่ป่ะ แล้วไอ้ที่มันมาเกี่ยวกับ ปปช. ก็คือการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ใช่มั้ย เออ แต่ ปปช. บอกว่าก็คือ แบบ เหมือน ปปช. อธิบายแทนคุณศักดิ์ สยามอ่ะ ใช้คำนี้เกินไปมั้ย แบบ ฟังอะไรอยู่อ่ะ นี่ฟังนี่ฟังอะไรอยู่ อธิบายวิธีคิดของ ปปช. หรือ ปปช. ทำหน้าที่เป็นพศักดิ์สยามนี่ตั้งคำถามนะคะ เออ ก็เลยอ้า โอเค ได้ นี่แปลว่า เออ ก็แล้วแต่อ่ะ จะอธิบายยังไงก็แล้วแต่นะคะ 5 หน้าของ ปปช. เนี่ย คือพยายามจะรวบรวมทุกสิ่งอย่าง พูดถึงลำดับการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินของคุณ ศักดิ์ สยามมา แล้วก็พูดถึงเรื่องของ เอ่อ การสู้คดี ของคุณศักดิ์ สยามที่ไปร้องกับศาลรัฐธรรมนูญอีกอันนึงอ่ะ ซึ่งจริงๆแล้วในข่าวมันมีชื่อนะ เออ แบบว่าแบบมันเป็นเรื่องของทรัพย์สินที่ แบบ คู่นี้คู่นี้ก็คือนอมินีนะ คนที่ถูกกล่าวว่าเป็นนอมินีนะ คือเค้าก็มีคดีสู้กันอยู่ ซึ่งแบบ เราก็แบบ เราฟังอะไรอยู่ กูฟังอะไรอยู่นี่ กูอ่านอะไรนี่ กูอ่านเข้าใจมั้ย ดิฉันโทษความไม่เข้าใจของตัวเองนะคะ แต่ใดๆ ก็แล้วแต่ เอาอย่างงี้นะคะ ถ้าเอาเป็นความง่ายๆ ก็คือเราฟังจาก ปปช. ก็คือคุณ ศักดิ์ สยามไม่จงใจปกปิดบัญชีอ่ะ แค่นั้น เออ เราฟังแบบนั้นน่ะ แต่ว่า ปปช. พยายามจะบอกว่า เอ่อ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเนี่ย มันไม่ใช่ว่าแย้งกัน แต่ว่า เดี๋ยวนะคะ จะใช้คำว่าไม่ คือไม่ได้ตัดสินแย้งกันน่ะ แต่ว่าก็แบบ ใช้คนละ ใช้มองคนละมิติเหรอ ใช้คนละพันดามเหรอ หรืออะไรวะ ไม่รู้ไม่รู้จะสรุปว่าอะไรเอาจริงๆ เออ แล้วก็ในส่วนของ เอ่อ เรื่องนี้ที่ออกมาเนี่ยนะคะ มันก็จะเป็นจังหวะเดี๋ยวที่ พรุ่งนี้เดี๋ยวนะคะ คุณจะจะรอฟังใช่มั้ย กรณีที่ ปปช. ชงเรื่องไปให้ศาลว่า 44 สส. จะเป็นยังไง แต่โอเค อันนั้นมันเป็นขั้นตอน คุณคะ เออ คือมันเป็นขั้นตอนที่ ปปช. คือมันมันผ่านจากมือ ปปช. ไปแล้วอ่ะ เออ แต่สุดท้ายแล้ว คนมันโกรธเปรียบเทียบไม่ได้อ่ะว่า การทำงานในขั้นตอน ปปช. ระหว่างคดีพรรคส้ม กับคดีของคุณศักดิ์ สยามเนี่ย มันมันช่าง มันช่างมองได้ว่าแตกต่างกันนะ ไม่รู้ฟังอะไรอยู่ โทษจริงๆ ตอนนี้โทษสติปัญญาตัวเองนะ จริงๆไม่มุกเลย เออ กูคงไม่เข้าใจแหละ เพราะกูไม่ได้เรียนมา แล้วกูก็ไม่เก่งด้วยอ่ะ เออ กู ก็เข้าใจยาก แต่ใดๆ ก็แล้วแต่นะคะ ขั้นตอนวันนี้มีการจิ้มไมค์นะ ก็มีคุณปกรวุฒิ กับคุณพฤธนะ ให้สัมภาษณ์เป็นหลัก คุณปกรวุฒิก็เดี๋ยวฟังเค้าเอง แต่ว่าที่แน่ๆ เนี่ย เค้ามีแผนนะคะ ที่จะมีการเข้าชื่อ สส. 140 คน อ่า ตามรัฐธรรมนูญนะคะ 1 ใน 5 แล้วก็จะเสนอประธานสภาเพื่อไปส่งให้ประธานศาลฎีกา ประธานสภาชื่อ โสพล สารัช ทีนี้เอกสาร ปปช. พูดเลยสรุปไม่ได้ งง อ่านไม่เข้าใจ แต่รู้แต่ว่าไม่ผิด อ่า แต่ทีนี้เราก็ไปดู influencer นี่เราไปดู influencer นะคะ หลายๆ ท่านก็จะมีความเห็นเช่น พี่ตุ้ม ซึ่งวันนี้พี่ตุ้มไม่ว่าง เราได้ติดต่อพี่ตุ้มไว้แล้ว แต่พี่ตุ้มไม่ว่างนะคะ เพราะพี่ตุ้มงานเยอะ อ่านี่ก็คืออ่านที่อ่านมาทั้งหมด พี่ตุ้มบอกว่า ลองอ่านรายละเอียดคำชี้แจงของ ปปช. ดูนะครับ คุณคิดว่าคนที่เชื่อเรื่องแบบนี้ต้องมีไอคิวเท่าไหร่ รูเล็กๆ ที่เขื่อนยักษ์ เกิดขึ้นแล้วครับ พี่ตุ้มด่ากูป่าวะ พี่ตุ้มถามเรื่องไอคิว กูป่าวะ เออ อันนี้พี่ตุ้มค่ะ อ่ะต่อไปมีใครคะ อ่า อันนี้พี่พี่ต๋อย พี่ต๋อยก็คือโอ้ พี่ต๋อยก็คือจบตั้งแต่ 2 บรรทัดแรกป่ะ ปปช. เลือกปฏิบัติกับพรรคส้ม ด้วยข้อหาเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ คือ ซอกล่อนบ่อนทำลาย เขียนอะไรอ่ะ ต่อเอง แต่กับศักดิ์สยาม บอกว่าข้อเท็จจริงที่ใช้ไปคนละประเด็นกับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพบว่าศักดิ์สยามไม่ได้จงใจซุกหุ้น อืม อ่า เนี่ย engagement นะว่ารู้สึกกันยังไง อ่ะ ส่วนคนนี้ ติ่งขาว Workpoint นะคะ อันนี้เป็นเพจทางการนะ เอ่อ ปปช. อ้างศาลและรัฐธรรมนูญ กับ ปปช. ทำงานคนละแบบกัน ศาลเน้นคุณสมบัติ ปปช. มาเน้นดูว่าจงใจหรือไม่เจตนาค่ะ ก็นั่นแหละ ก็เหมือนแบบ เออ เหมือนเขียนแล้วแบบ เออ อาจจะกรองสติปัญญาคนแล้วมั้ง ฉันไม่เข้าใจเองก็ได้ เออ นะคะ ซึ่งเดี๋ยวเราจะให้ 1 ท่านได้อธิบายกับเรามาแล้วใช่ไหมคะ พร้อมไม่ได้เจอกันนานไม่รู้เป็นยังไงบ้าง เค้าคืออาจารย์กฤตพัชระ แต่ทุกคนรู้จักเค้าว่าอาจารย์จ้ พ่ออาจารย์เก๊าค่ะ
>> หวัดดีครับ สวัสดีครับคุณจอมขวัญ
>> สวัส สวัสดีครับ สวัสดีค่ะอาจารย์
>> สวัสดีครับ
>> อาจารย์ไม่หวีผม อาจารย์ไม่หวีผมซะหน่อยหรอ
>> อ่ะๆ หวีๆๆ มันดูเหมือนไม่หวีหรอ เออไม่รู้
>> ล้อเล่น ล้อเล่น บอกก่อนเลย อุ๊ย หรือยังไม่บอกดีนะ คือตามปกติแล้วเวลาอาจารย์จ้ายมา ควรจะถามหาอาจารย์เก๊า แล้วเรตติ้งเราก็จะดี โดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับอาจารย์จ้ และจอมขวัญเนาะ วันนี้ วันนี้อาจารย์เก๊าไม่อยู่เนาะ ติดสอน
>> อ วันนี้เก๊าติดสอน
>> ได้
>> อื แล้วมีข่าวจะบอกด้วยว่าเก๊าทอ่ะมีลูกแล้วด้วย
>> เก๊ามีลูก 1 ตัว ลูกสาว
>> เหรอ
>> เออ เดี๋ยวผมจะเอามาอวดวันหลัง
>> อ่ะๆ กลับมาคุยเรื่องนี้ก่อน
>> อ่ะ แต่คุยเรื่องเก๊าก่อนก็ได้นะ ประเทศเราไม่ได้รีบไปไหนอยู่ละ
>> โอเค อยากอัปเดตเฉยๆ ว่าตอนนี้เก๊ามีลูกแล้ว โตแล้ว 4-5 เดือนแล้ว เก๊านี่กี่ขวบแล้วนะคะอาจารย์
>> เก๊า 3 เก๊า 4 ขวบครับ อาจารย์เก๊า 4 ขวบ ลูก
>> ลูก 4-5 เดือน
>> ลูกจัดเก๋า 4 เดือนครับ
>> อ อาจารย์ต้องก็ต้องมีแฟนให้เค้าแล้วสิ เท่ากับมีทั้งหมด 3 เดือนด้วยกันเหรอ
>> ใช่ ไม่แฟนเค้า ผมแฟนเค้าอยู่กรุงเทพฯ
>> แฟนเชื่อฟูจิ
>> ครับ
>> อ๋อ รักทางไกล
>> ก็แยกกันอยู่ รักทางไกล
>> อ๋อ โอเค โอเคค่ะ
>> อ
>> เอ่อ โอเคเนาะ เรื่องอาจารย์เก๊าท ส่วนเรื่องส่วนชีวิตพวกเราบ้างค่ะอาจารย์จ้
>> ครับ
>> อันในฐานะที่อาจารย์มีสติปัญญาสูงกว่าดิฉันค่ะ อาจารย์ช่วยสรุปสิ่งที่ ปปช. ต้องการสื่อสารให้ฟังหน่อย อะไรอธิบายอะไร
>> อื คืออย่างงี้ ผมเริ่มจากการพูดภาพรวมก่อนแล้วกันว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงเนาะ เผื่อใครไม่ได้ตามมาแต่ต้น
>> เรื่องราวคือ
>> เมื่อปี 67 เนี่ย ต้นปีนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 1/267
>> วินิจฉัยว่าคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ เนี่ย
>> ซุกหุ้นอย่างที่คุณจอมหวานบอกนะครับ ด้วยการที่ด้วยความที่เค้าถ่ายเททรัพย์สินของเค้าไปให้คนที่เค้ารู้จักนะครับ คนที่เขารู้จัก โดยที่โดยที่ก็ทำเป็นเหมือนกับว่ามีสัญญาซื้อขายกัน แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายตรงนั้นน่ะ หุ้นพวกนั้นน่ะ มันเป็นนิติกรรมลวง มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ แล้วศักดิ์สยามยังคงถือหุ้น พอถือหุ้นก็มีผลประโยชน์ทับซ้อน พอมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็ไม่มีคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี ก็เลยพ้นออกจากตำแหน่งวันนั้น อื
>> หลังจากวัน นะครับ ศักคุณศักดิ์สยามทำอะไรบ้าง หลังจากโดนคำพิพากษานั้นไป ก็พ้นจากตำแหน่ง ถูกมั้ยครับ พอพ้นจากตำแหน่ง สิ่งที่คุณศักดิ์สยามทำก็คือ พยายามต่อไป หลังจากนั้นเนี่ย คุณศักดิ์สยามก็พยายามที่จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
>> อื
>> ด้วยการด้วยการพยายามจะให้ เอ่อ คุณสศศาลา เนี่ยนะครับ คุณศาลาเนี่ย
>> เออ โอนนะครับ โอนหุ้นเหล่านั้นกลับคืนมั้ย ให้คุณศักดิ์สยามตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
>> อื
>> ถ้าเราฟังคุณปกรุธเมื่อสักครู่นะครับ เราก็จะเห็นว่าจริงๆ แล้ว 2 คนเนี่ย ไว้ใจกันมากนะ ไว้ใจกันมากถึงขั้นที่เค้าให้ยืมเงินกัน 100 ล้านได้แบบที่แบบสบายๆ ชิลๆ เนาะ
>> เออ
>> ขวัญผมยืมสัก 300 ได้มั้ย
>> ไม่ให้ แต่คำว่ายืมนะ
>> ไม่ให้ คำว่ายืมละถูกมั้ย อ่ะ ประเด็นมันคืออย่างงี้ พอพอ 2 คนนี้เค้าสนิทกันมาก ยืมเงินไม่ต้องมีสัญญา ใช่มั้ยฮะ พอนี้คุณศักดิ์สยามก็เลยทวงเอาหุ้นพวกนั้นเนี่ย คืน คุณศาลาเนี่ย ก็บอกว่าไม่ให้ ของฉันของกู ไม่ให้ อะไรแบบเนี้ย
>> สู้กันด้วยนะ สู้กันด้วยนะ เออ
>> เออ สู้ ซึ่งผมก็สงสัยว่าเอ๊ะ ทำไมเพิ่งมาดื้อตอนนี้วะ ทำไมที่ผ่านมาไม่เห็นดื้อเลย เออ คือนี่คืออันเนี้ย ผมพูดนี้ไปเนี่ย ผมสรุปไอ้ ปปช. 5 หน้าไปพร้อมกันก็ 2 หน้าแรกเล่าเรื่องนี้
>> เออ 2 หน้าแรกเล่าว่าหลังจากวันที่ หลัง จากไอ้วันที่ 17 มกราคมเนี่ย คุณนักสยามเนี่ย ก็ไปทวงคืน พอไปทวงคืน คุณศาลาเนี่ยก็ไม่ให้ พออย่างนั้นปุ๊บ ยังไงต่อฮะ คุณศักดิ์สยามแบบทวงไปทวงมาไม่ได้ ก็เลยไปฟ้องสางแพ่ง พอไปฟ้องสางแพ่ง
>> เอ่อ คือ คือก็ก็ไม่รู้ศาลแพ่งเกี่ยวด้วยหรือเปล่านะ แต่ว่ามันดูเซตมาแบบ อันนี้อะไรคือตุ คือยังไงอ่ะ นิติสงครามนิติอธรรมเนี่ย มันจะไปทุกศาลเลยเหรอ ไปถึงศาลแพ่งเลยเหรอ พอ มันไปถึงศาลแพ่งปุ๊บ ศาลแพ่งก็เห็นว่าเฮ้ย ไอ้ 2 คนนี้มันทะเลาะกัน พอมันทะเลาะกันปุ๊บ ก็ก็ไม่รู้จะทะเลาะกันยังไง สุดท้าย 2 คนเนี่ย ที่เคยทวงทวงหุ้นกันและไม่ได้เนี่ย อยู่ดีๆ ก็มาประณีประนอมยอมความกัน
>> อยู่ดีๆ ก็คุยกันรู้เรื่องเฉยเลย
>> นะครับ คุยกันรู้เรื่องเฉยเลยนะครับว่า อ่ะ ไม่ต้องคืนแล้ว เดี๋ยวเอาที่ดินไปให้ อ่า แล้วก็เจ๊ากันไป พอศาลเห็นอย่างนั้นปุ๊บ ศาลก็บอกว่าโอเค
>> นะครับ อ่า หุ้นตัวนี้ตอนนี้ตัดสินละว่า อ่า เป็นของใคร ของใคร นะครับ ผมสรุปให้ฟังนะ ครับ เรื่องที่พูดมาคืออะไร
>> คุณศักดิ์สยามพยายามจะสร้างสถานการณ์ว่า ความเป็นเจ้าของไม่รู้สร้างมั้ย เอาเป็นว่าผมพูดเองนะครับ เอ่อ มันเหมือนมันดูเหมือนจะเป็น มันดูเหมือนจะมีการสร้างสถานการณ์
>> นะครับว่าอ
>> มันดูเหมือนจะมีการสร้างสถานการณ์ว่า เฮ้ย ความชัดเจนของทรัพย์สิทธิ์ตัวเนี้ย ของไอ้สิทธิเหนือหุ้นตัวเนี้ย มันยังไม่ชัด ไม่รู้มันเป็นของใคร คุณศักดิ์สยามก็เข้าใจว่าโอนไปเรียบร้อยแล้ว ถูกแล้วอย่างงี้นะครับ ขณะที่คุณศาลาเนี่ยก็บอก เฮ้ย มันเป็นของฉัน คือมันมันเป็นความพยายามทำให้เรื่องนี้ มันมันไม่ชัดเจนว่ามันเป็นของใครกันแน่ จนต้องไปพิพาทแก้ไขกันใน 3 แพ่ง
>> พอ มันไปแก้ไข 3 แพ่ง 3 แพ่งก็พิพากษาออกมา พอพิพากษาออกมาเป็นไปตามสัญญาประณีประนอมยอมความ ก็เท่ากับว่าอ่ะ มันเพิ่งมีความชัดเจนตรงนี้แหละว่าหุ้นมันเป็นของใคร
>> อื
>> คือทั้งหมดที่พยายามจะพูดมาตรงเนี้ย เพื่อที่จะบอกว่าตอนที่โอนไปอ่ะ ตั้งใจจะโอนไปจริงๆ นะ
>> อืม ใช่
>> แต่ว่าใน 5 หน้าของ ปปช. เนี่ย แทบไม่มีการพูดถึงประเด็นที่มีการกล่าวอ่ะ ที่ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวฮะ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการใช้เงินของอุตสักดิ์สยามไปซื้อหุ้นตัวเอง พอมันไม่มีการ พอ มันไม่มีการเนชั่นเรื่องอย่างเงี้ย มันก็เลย มันก็เลยผิดฝาผิดตัวและสัพิฉัยออกมามันก็เลยไม่เหมือนกันไปซะทีเดียว มันก็เลยงงอย่างที่คุณจอมขวัญเห็น
>> แต่ยังไงก็ตามก็ต้องทำความเข้าใจเพิ่มถึงในแง่ของระบบนิดนึง ในแง่ของระบบเนี่ย ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างที่คุณปิงข่าวบอกนะครับ คือวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติของการเป็นรัฐมนตรี
>> อื
>> ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนมั้ย ถ้ามีก็ไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่ง ก็พ้นจากตำแหน่งไป
>> แต่ ปปช. นะครับ มีอำนาจในการพิจารณาว่าในการสวนสอบสวนว่า โทษทีไม่ใช่พิจารณาในการสืบสวนสอบสวนว่ามีการกระทำความผิดอาญาไหม มีการทุจริตไหม
>> อื
>> เพราะฉะนั้น 2 เรื่องเนี้ย มันจริงๆ แล้ว มันเป็นคำถามคนละข้อกัน
>> อื
>> อ่า คำถามข้อคำถามของศาลรัฐธรรมนูญคือมันมีผลประโยชน์ทับซ้อนไหม
>> อื
>> คำถามของ ปปช. ก็คือมันมีการโกงไหม
>> มันมีการเจตนาที่จะทุจริตประทึบๆๆไม่ชอบ หรือเปล่า
>> ซึ่ง
>> ถ้าพูดในทางกฎหมายเนี่ย มาตรฐานในการพิจารณา 2 เรื่องเนี่ย มันไม่เหมือนกันซะทีเดียว ในทางกฎหมายกันเราจะเรียนจนว่ากฎหมายอาญาเนี่ย จะมีมาตรฐานในการในการพิจารณานะครับที่เคร่งครัดที่สุด หมายถึงว่าต้องแน่ใจว่าเขาผิดนะ ถึงจะลงโทษเขา เพราะฉะนั้นถ้าถาม ปปช. ปปช. เราก็ต้องบอกว่า ก็มันเป็นกฎหมายอาญาไง ถ้ามันมีข้อสงสัยอยู่สักนิดนึง ถ้ามันมีเหตุผลในข้อสงสัยนี้แล้วมันก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย
>> อื สงสัย
>> อ่า อันนี้คืออันนี้คือกระบวนการคิด อันนี้คือกระบวนการคิดของ ปปช. ปปช. เราก็บอกว่าเหตุ สิ่งที่เขาสงสัยว่าคุณศักดิ์สยามจะไม่มีเจตนาทุจริต เป็นเพราะว่าหลังจากหลังจากวันที่ 17 มกราคม ตอนนั้นมีความพยายามจะแก้ไขสถานการณ์นี้ มีมีความขัดแย้งที่แสดงให้เห็นว่ามันมีมันมีการโต้แย้งกันอยู่ ว่าหุ้นนี้มันของใครกันแน่
>> อ่า ผมไม่รู้ว่าผมไม่รู้ว่ามันทะเลาะกันจริงหรือทำเป็นแกล้งจะเป็นทวงกันไปทวงกันมาแล้วไปฟ้องศาลแล้วผมก็สงสัยว่าถ้าสมมุติแกล้งกันเป็น
>> แกล้งกันเป็นว่ามีเรื่องมีราวแล้วไปฟ้องศาลเนี่ย มันมันถูกต้องมั้ย มันจะไปคิดอย่างอื่นอีกมั้ย ซึ่งอันนี้เราไม่ว่ากัน ค่อยว่ากันทีหลังนะครับ
>> ประเด็นคือประเด็นที่สำคัญคือยกแรกประมาณนี้ คุณจอมขวัญ สรุปก็คือว่า ปปช. บอกว่าเ้ย มันไม่ตั้งใจจะทุจริต ที่มันไม่ตั้งใจทุจริตเพราะมันแก้ไข เพราะว่าเรื่องนี้ยังมี disbild ยังมีความไม่ลงรอย ยังมีความงงกันอยู่ และที่สำคัญอีกอย่างที่ ปปช. ใช้มาอ้างว่าใช้มาวินิจฉัยมามาพิจารณาว่าคุณศักดิ์สยามเนี่ยไม่ได้มีเจตนาที่เนี่ย คือการดูว่าตลอดเวลาที่คุณศักดิ์สยามอยู่ในตำแหน่งเนี่ย ซึ่งมาไม่นานเนี่ยนะครับ รายได้ของบริษัทมันไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะฉะนั้นเพราะฉะนั้น ปปช. เราก็เลยเห็นว่า เออ ก็ไม่เห็นได้ผลประโยชน์อะไรมากไปมาก
>> อื
>> เออ ก็เลยมองว่ามันยังไม่ถึงขั้นทุจริต
>> อื
>> อ่า อันนี้คืออันนี้คืออันนี้คือเล่าตามตามสิที่ ปปช. เล่า
>> ปปช. อ่า
>> อ่า อ่า ประมาณนี้ สรุปประมาณนี้ มีตรงไหนที่ยังงงอยู่มั้ยครับพี่จอมขวัญ ยังไม่เคลียร์
>> งงที่ตัดสินอย่างงี้ค่ะ งงที่ตัดสินค่ะ
>> โอเค
>> ไม่ที่อาจารย์เล่ามาก็คือเป็นสิ่งที่ ปปช. พยายามสื่อสาร เพราะว่าเขาพยายามพูดถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาด้วยใช่ไหม คือเพราะว่าเขารู้ประเด็นว่าคนกำลังจับจ้องว่าเฮ้ย ทำไมถึงแบบสวนทางกับศาลรัฐธรรมนูญวะ คือภาษาชาวบ้านนะคะ คือศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิด
>> แต่ ปปช. ตัดสินว่าไม่ผิด อันนี้ภาษาชาวบ้านมากเลย เขาก็จะพยายามอธิบายว่าไอ้คำว่าผิด กับไม่ผิดมันคนละโจทย์กัน
>> เพราะโจทย์คนละอย่าง มันไม่สามารถบอกว่าผิดต้องผิดเหมือนกัน ถูกต้องถูกเหมือนกัน มันคนละโจทย์ มันถามคนละแบบ
>> อันเนี้ย ที่ชาวบ้านเข้าใจ เขยิบขึ้นมาอีกนิดนึง แต่ประเด็นก็คือ
>> แต่สิ่งที่ ปปช. อธิบายตลอดทั้งหมดใน 5 หน้า อาจารย์มันก็คือว่า
>> มันหลุดหมดเลยได้ไงวะ คือมันแหมจะบอกว่ามันชัดมาก เดี๋ยวก็จะหาว่าเอ๊ะ แหม คิดตามศาลรัฐธรรมนูญ หรือแหมแบบอคติกับเค้า แต่แบบ มันไม่ชัดหรอคะ คือว่าเราไม่ได้เพิ่งได้ยินไอ้ลักษณะของการถือหุ้น มีคนถือหุ้น มีคนนั้นคนนี้มาแทนเนาะ คือของคุณศักดิ์สยามมันก็มีความชัดของมันตรงที่อะไร คนที่คนที่ซื้อขายหุ้นกัน คือเค้าก็ไปย้อนดูบัญชี เค้าก็ไปย้อนดูการเสียภาษีกันเนาะ เอ่อ เค้าก็ไปย้อนดูว่าพี่คนนี้เป็นใครในบริษัทเนาะ อยู่กับคุณศักดิ์สยามมากขนาดไหนเน แล้วก็นอกเหนือจากนี้เนี่ย ไอ้ที่ ปปช. พยายามจะใส่มาว่าเอ้ย แต่เค้าเนี่ย ขัดแย้งกันถึงขนาดไปแบบ ต้องแบบมีประณีประนอมผ่านชั้นศาลกันเลยนะ คืออาจารย์เราแบบ เราแบ๊วแค่ไหน เราก็แบบ อะไรอ่ะ เธออธิบายอะไรให้ กับสยามอยู่ ปปช. มันเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่มีเหตุผล คือหมายความว่าถ้าเค้าไว้ใจกันมากขนาดนั้น ทำไมตอนกูศักดิ์สยามทวง ไอ้สศาลาไม่ให้ใช่มั้ย และถ้าเกิดมันจะทะเลาะกันขนาดนั้น ทำไมพอไปสำนีปประนอมกันแป๊บเดียว เค้าคุยรู้เรื่องแล้วเอาที่ดินไป 50 ไร่ 100 ไร่ จำไม่ได้กี่ไร่ไม่รู้จบเลย คือมัน เรื่องมันเรื่องมันไม่สมเหตุสมผล
>> เออ
>> เลยตั้งแต่ต้นอย่างเงี้ยครับพี่จอมขวัญ ครับ
>> เวลาเวลาพูดไม่เข้าใจอ่ะ อาจารย์ คือก็เข้าใจภาษาคนอยู่นะ อ่านภาษาไทยก็ใช้ได้อยู่ แต่ไม่เข้าใจ คือเอ๊กูอ่านอะไรอยู่วะ อะไรมาต่อกันวะ มึง คือประโยคมันต่อกันยังไงวะ
>> ใช่ๆ มันเป็นมันเป็นมันเป็นมีมีเขียนผิดด้วย ตกคำว่าไหม้ไป ผมนั่งอ่านตั้งนานแล้ว แบบแปลว่าอะไรวะ เพราะมันเพราะมันตกคำว่าไหม้ไปคำนึง จ้งงไปหมดเลย เออ วอนวอปปช. เอาไป
ช่วยตรวจด้วยว่ามันถูกจริงๆ เหรอเออว่าไอ้ที่พิมพ์ออกมาเนี่ยเนี่ย
>> วอปปช.ตรวจปู๊บ
>> เออตรวจปู๊บนะผมรู้สึกว่าเอ้ยมันมันน่าจะผิดสักสักที่นึงอ่ะเงี้ยคือคือผิดแบบสาระสำคัญเลยนะคือคือพิมพ์ผิดอ่ะอะไรแบบเนี้ยฮะครับผม
>> อาจารย์แต่ว่าไม่ได้มุกนะไม่ได้ถ่อมตัวนะอันนี้โทษสติปัญญาตัวเอง 1 คือไม่ได้เรียน 2 เออกูกูน่าจะไอคิวต่ำมากๆเลยกูอ่านแล้วกูแบบ
>> อือ
>> มันภาษากฎหมายด้วยเนาะอย่างนึงส่วนใหญ่ที่แบบเอ่อทางทางเรามักจะคอมเมนต์ก็คือว่าเออหน่วยงานที่เขาใช้บังคับใช้กฎหมายหรือแบบเขียนคำวินิจฉัยเขียนคำตัดสินเขียนคำพิพากษาภาษาเหมือนกับแบบเออเค้าคงเขียนภาษาคนที่เขาเรียนกันน่ะคงสื่อสารกับคนที่เรียนมาแต่ไม่ใช่ว่าพวกเราต้องเข้าใจด้วยหรอวะ
>> คุณตอบของชันอันนี้หนักมากเลย 5 หน้านี้หนักมากเลยอาจารย์จ้อย
>> 5 หน้านี้อ่านดูแล้วอ่านดูแล้วรู้สึกว่าโดยเฉพาะถ้าอ่านคู่กับคำวินิจฉัยรัฐธรรมนูญก็จะรู้สึกว่าเอ้ยเป็นเรื่องเดียวกันเปล่าวะใช่มั้ยฮะมันดูเป็นผมผมให้กำลังใจคุณจอมขวัญแล้วก็ท่านผู้ชมอย่างงี้ว่าสมมุติว่าอ่านใน 5 หน้านี้เราไม่เข้าใจนะมันมันอาจจะไม่ใช่เป็นเพราะว่าเราไม่รู้เรื่องหรอกอะไรอย่างเงี้ยเออมันจงใจเขียนให้งงหรือเปล่า
>> แล้วกือกฎหมายจะเข้าใจมั้ยหึ
>> ก็ไม่ได้เข้าก็ไม่ได้เข้าใจได้โดยง่ายคุณจอมขวัญก็ไม่ได้เข้าใจได้โดยง่ายคือไอ้ 5 หน้านี้มันที่เหตุผลที่มันเข้าใจไม่ได้เนี่ยไม่ใช่เพราะว่าไม่ใช่เพราะว่าเราไม่มีสติปัญญาอะไรแต่เพราะมันไม่เป็นเหตุเป็นผล
>> เออแล้วเราคือเราเรากำลังงงว่าการวางมาตรฐานของปปช.ในการแบบว่าตัดสินว่าใครที่มันแบบนอกกรอบนอกกรอบและต้องผิดเนี่ยมันแบบมันอะไรวะอันนี้ไม่ได้แซวกันเล่นนะอันนี้มันเหมือนเปรียบเทียบภาพเลยว่าเหมือนปปช.เป็น PR คุณศักดิ์สยามนะนี่อดคิดไม่ได้นึกคำอื่นไม่ออกเหมือนแบบ
>> อื
>> ไม่ทำ PR พรรคศักดิ์สยามอยู่ป่าววะเออเหมือนไม่ได้อธิบายผักของตัวเองอ่ะแต่โอเคอันนี้เป็นคำพูดให้เห็นภาพเฉยๆแต่ว่า
>> เออแต่ก็คิดอย่างงั้นน่ะก็รู้สึกอย่างงั้นน่ะ
>> อืออืผมก็เห็นด้วยกับคุณจอมขวัญเลพิแต่ผมพยายามจะเมื่อกี้เมื่อสักครู่ผมพยายามจะอธิบายว่าถ้าเขาจะแก้ตัวนะในแบบนักกฎหมายจะแก้ตัวว่าอะไรเต้องบอกคนละโจทย์มันเป็นอาญามันต้องมีมาตรฐานการตีความการพิจารณาหลักฐานที่เคร่งครัดกว่าแล้วมันไม่เข้าองค์ประกอบ
>> ก็เลยชี้ว่ามีมูล
>> มันก็เลยเนี่ยมันเป็นเทคนิคของมันแบบนี้เพียงแต่ว่าใครๆก็ดูรู้ว่ามันเป็นปลาอ่ะมันเป็นการเล่นตลกกันน่ะเออ
>> ใช่มใช่มั้ยมันคือไม่มีอะไรสมเหตุสมผลเลยตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย
>> ค่ะ
>> อื
>> สบายใจขอบคุณนะคะอาจารย์ที่มาปลอบใจ
>> ครับเออมาตั้งใจว่าปลอบใจแหละอืเหมือนด่ากูเหมือนกันนะ
>> อาจารย์ทีเนี้ยอย่างงี้นะคะเอาเอาเฉพาะเรื่องของอันนี้ก่อนยังยังไม่ไปเทียบกับเอ่อคดี 44 ส.ส.นะเอาเฉพาะกรณีนี้ก่อน
>> คือถ้ามองในมุมของคนที่เรียนกฎหมายสอนกฎหมายเลยนะอาจารย์จ้
>> แล้วเราต้องเข้าใจกรณีคุณศักดิ์สยามว่าอะไรอ่ะอ้าแล้วตกลงเค้าผิดไม่ผิดวะเอ๊ะตก ลงเค้าทำได้ไม่ได้วะตกลงเค้าซุกไม่ซุกวะตกลงเค้าขาดคุณสมบัติมั้ยหรือตกลงเดี๋ยวเขาจะได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีไม่มีปัญหาคือเราต้องเข้าใจเรื่องนี้ว่ายังไงคะกับสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นน่ะระหว่างปปช.รัฐธรรมนูญ
>> เราเราจะเข้าใจได้ว่าพอไม่ถูกชี้มูลอย่างงี้ละพอถูกพอว่าไม่ถูกส่งเรื่องฟ้องศาลไอ้ตัวเนี้ยนะครับก็จะก็จะมีความชัดเจนก็ก็จะมีมันก็จะโปร่งเคลียร์ขึ้นว่าจะทำให้คุณศักดิ์สยามเนี่ยอาจจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้
>> แต่ยังไงก็ตามปปช.เคก็บอกไว้เองในเอกสารของเค้าว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้คิดถึงมาตรฐานทางจริยธรรมนะครับไอ้ตัวมาตรฐานทางจริยธรรมเนี่ยนะครับมันก็คือปปช.บอกว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้คิดเดี๋ยวว่ากันอีกรอบเพราะฉะนั้นผมก็จะได้บอกท่านผู้ชมแล้วก็คุณจอมขวัญว่ามันก็ยังไม่จบซะทีเดียวหรอกเออเพราะว่ามันก็ยังต้องวินิจฉัยเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมอีกอย่างเงี้ยฮะซึ่งแนวโน้มจะเป็นยังไงแนวโน้มหนูก็จะคิดว่ามันก็น่าจะมันก็น่าจะผิดอะไรแบบเนี้ยครับเรื่องของมาตรฐานทางจริยธรรมด้วยเช่นกัน
>> อาจารย์อันเนี้ยมันตัดสินจากสิ่งที่มันเห็นแบบว่าเส้นบัญชีใช่มั้คะโอนไม่โอนมาเส้นเงินจริงว่าความเป็นเจ้าของใครคุณเข้าคุณออกบริษัทคุณเข้าคุณออกรายชื่อคณะกรรมการคืออันเนี้ยยังออกมาเป็นอย่างงี้แล้วถ้าเป็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมโอ้โห
>> ตีความยังไงก็ได้เลยคือตามใจตามใจศาลฎีกาเลยอะไรอย่างงี้เพราะว่าพูดยังไงมันก็ไม่ได้
>> สุริยะเลยนะ
>> ใช่ซึ่งเรื่องเนี่ยเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับไอ้คำวินิจฉัยของปปช.ตรงนี้ไอ้ๆไอ้การตีความปปช.ตรงเนี้ยเพราะมันทำให้กฎหมายไม่เป็นหลักเป็นฐานมันทำให้เราคาดหมายคาดคาดเดาผลของคำวินิจฉัยต่างๆได้ยากมาก
>> อ
>> เพราะมันไม่ได้มีมาตรฐานเดียวกันในแต่ละเรื่องศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเรื่องแบบนี้ น่าจะเป็นโอมินีน่าจะมีน่าจะผลประโยชน์ทับซ้อนแน่ๆพอผลประโยชน์ทับซ้อนก็เสี่ยงที่จะทุจริตปปช.บอกว่าไม่เพราะฉะนั้นเนี่ยพอมันมีความคาดหมายไม่ได้อย่างเงี้ยสุดท้ายมันจะไปให้อำนาจกับคนที่ใช้ดุลพินิจให้สามารถกำหนดทิศทางของประเทศได้และตอนนีมันเป็นอย่างงี้เกือบทุกเรื่องเลยพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนผมก็จะบอกว่าประเทศเราเนี่ยแบบมีปัญหาเรื่องนี้มากตั้งแต่คุณคุณรัฐมนตรีน้ำมันน่ะเอ่อคุณรัฐมนตรีเออคุณรัฐมนตรีน้ำมันที่บอกว่าเออเออจะลาออกแล้วคุณอนุทินบอกคำเดียวว่าเฮ้ยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนถามว่าอนุทินเป็นใครคืออนุทินบอกไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทำไมเราต้องเชื่ออนุทินมองออกนะครับการที่การที่กฎหมายวางระบบไว้เยอะแยะตรงเนี้ยก็เพื่อที่จะป้องกันการมีผลประโยชน์ทับซ้อนนะครับแล้วก็พอปปช.พิจารณากฎหมายแบบเนี้ยมันทำให้เรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนเงื่อนไขในการเข้ามาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเนี่ยมันเป๋ไปหมดเลยคราวนี้ไม่มีแล้ว the rule of law ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนของใครละมันมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นอย่างนั้นครับ
>> เอ่ออาจารย์จ้ยเอ่อถ้าให้เอาเฉพาะของคุณศักดิ์สยามก่อนนะคะคือถ้าหลังจากนี้ถามถามว่าแล้วตกลงเรื่องคุณศักดิ์สยามจะจบแบบไหนเมื่อกี้อาจารย์จ้เหมือนตอบไปทางการเมืองแล้วเนว่าจริงๆเราอาจจะเดี๋ยวอาจจะเห็นคุณศักดิ์สยามเข้ามาเป็นรัฐมนตรีก็ได้แต่ทีนี้แต่ถ้า
>> ถ้าเอาทางกฎหมายเอ๊ะมันมันควรตั้งคำถามมั้ยว่าใครใหญ่กว่ากันเพราะว่าเขาพยายามจะบอกแล้วนี่ว่าปปช.พอพิจารณาด้วยโจทย์คนละแบบกับศาลรัฐธรรมนูญน่ะใช่ป่ะครับ
>> แต่ว่า
>> ครับ
>> อ้าแล้วอ่ะแล้วเค้าไม่เค้าไม่ได้ต่อกันด้วยถูกมั้ย 2 องค์กรนี้เค้าไม่ได้ทำงานต่อกันด้วยถูกมั้ยไม่ใช่ถามถามว่าใคร
>> เออ
>> ถามว่าใครใหญ่สุดถ้าถาม
>> ถ้าถามผมตอนนี้ผมจะบอกว่าคุณอนุทินใหญ่สุด
>> ไม่ได้กูไม่ได้
>> เพราะว่าเพราะว่าถ้าศาลและปปช.วินิจฉัยอย่างเงี้ย
>> มันจะทำให้สาธารณชนเข้าใจไปว่าอ
>> ทุกคนตัดสินคดีเพื่อประโยชน์ของพรรคภูมิใจไทย
>> อืมจะถูกเข้าใจแบบนั้น
>> ใช่มันมันก็เหมือนจะเป็นแบบนั้นมองออกใช่มั้ครับพี่จอมขวัญคือพอถ้ามันถ้าเกิดประชาชนไปเข้าใจอย่างนั้นปุ๊บเนี่ยมันจะส่งผลต่อความเชื่อหน้าน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมทั้งหมดแล้วเราจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ดังนั้นถ้าถามว่าตอนนี้ถ้าให้พี่จอมขวัญให้ผมวิเคราะห์ว่าใครใหญ่สุดในประเทศไทยผมต้องบอกว่าไม่ใช่ทั้งปปช.ไม่ใช่ทั้งศาลรัฐธรรมนูญทั้งปปช.และนูญเนี่ยต้องไปต้องไปไหว้คุณอนุทินอันนั้นน่ะบอสใหญ่ถ้าเกิดศาลและปปช.ยังทำตัวอย่างงี้อยู่นะครับมันจะเสี่ยงมั้เนี่ยตบเดี๋ยวหมิ่น 3 นูนอีกครับ
>> เดี๋ยวจะใช่มั้ยเดี๋ยวจะ
>> เดี๋ยวจะเออ
>> เออ
>> ด้วยความห่วงใยเออด้วยความห่วงใยครับผม
>> เออ ออ
>> อย่างงี้นี่เอง
>> อื
>> อาจารย์จ้เอ่อพี่เบลตอนที่พี่เบลโทรไปแล้วอาจารย์จ้ได้พี่เบลได้บอกอาจารย์จ้แล้วนะว่าจอมขวัญกับพี่ติ่งเอ่อธรรมนัสเพิ่มถอนคดีไปเนาะ
>> ครับผมคือบอกแล้วผมก็ผมก็ปากมันไปเออโทษขอโทษด้วยไม่ได้ตั้งใจให้มันบานปลายขนาดนี้หยอกหยอกเล่นหยอกเล่นหยอกเล่น
>> คือไม่แต่ว่าแต่ว่าถ้าถ้าฟ้องกันในกรุงเทพฯอีกอ่ะคือพี่กับพี่กับพี่ติ่งก็คือไม่ลำบากแล้วจะเป็นอาจารย์จ้อ่ะเดินทางมาเนาะ
>> อ๋อเออได้ๆชอบอยู่แล้วไปกรุงเทพฯ
>> แซวเล่นแซวเล่นเขยิบมาที่เขยิบมาค่ะเชิญอาจารย์จ้าค่ะเชิญก่อนค่ะ
>> เอ่อก็คิดว่าแล้วมันก็ยังไม่จบนะครับอย่างที่พรรคประชาชนเก็พยายามจะทำคือการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 236
>> อ
>> นะครับที่พยายามจะเสนอว่าสส. 1 ใน 5 สส. หรือสว.หรือทั้ง 2 รวมกัน 1 ใน 5 นะครับคือ 140 กว่าคนที่พี่จอมขวัญคำนวณไปเมื่อสักครู่นะครับหรือประชาชน 20,000 ชื่อนะครับถ้าเกิดเข้าชื่อกันก็กล่าวหาปปช.ได้แต่วิธีการกลไกของ 2 236 คืออย่างงี้ฮะพอเราไปกล่าวหาใช่มั้เราไปเข้าชื่อกล่าวหาไปแล้วก็ไปยื่นเรื่องต่อประธานสภาซึ่งก็คือคุณโสพลสลัำซึ่งก็ดูมีความใกล้ชิดไม่รู้อ่ะรู้สึกว่าเอ้ยเขาชอบใส่เสื้อสีน้ำเงินเหมือนกันน่ะอย่างเงี้ยฮะแล้วก็อยู่พรรคเดียวกันอย่างเงี้ยครับพอมันเป็นอย่างเงี้ยก็จะเห็นได้ว่ามันก็จะเห็นมันก็จะทำให้คนรู้สึกว่าผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างองค์กรอิสระกับรัฐบาลกับรัฐรัฐสภาสวมันเต็มไปหมดเลยพอมันเต็มไปหมดอย่าง เงี้ยนะครับมันทำให้มันทำให้กฎหมายมันขาดความน่าเชื่อถือ
>> นะครับผมจะสรุปก็คือ 236 ที่จะใช้เนี่ยมันก็ยังมีข้อจำกัดพอสมควรอยู่ดีถ้าเกิดพิจารณาในทางปฏิบัติครับ
>> เพราะว่าเอ่อออันนี้ถ้าอ่านตามข่าวก็คือว่ายังไงส.ส.รวมยังไงมันก็ต้องผ่านประธานสภาถูกมั้คะเพราะมันรวมโดยนิติบัญญัติใช่ มั้ยมันก็ต้องผ่านประธานสภาผ่านมือเค้า
>> ซึ่ง
>> อย่างประธานสภาก็
>> กูอ้างเลย
>> ประาสภาก็จะ
>> ก็จะยื่นต่อศาประธานศาฎีกา
>> ครับประธานศาฎีกาก็จะตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาต่อประมาณกลไกจะเป็นประมาณนี้ไว้ตรวจสอบปปช.อีกรอบซึ่งก็อยากจะคอมเมนต์ว่ามันน่าจะตรวจสอบไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในในรัฐบาลชุดนี้ที่มันมีคนค่อนข้างชัดเจนเงี้ยครับ
>> อื
>> อาจารย์ถ้าสมมุติให้เปรียบเทียบคดีคุณศักดิ์สยามกับคดี 44 สส.เพราะว่าส่วนใหญ่คนจะต้องจับตาดูอันนี้เนาะเพราะว่าของ 44 สส.ของพวกนี้เก็จะรู้แล้วว่าตกลงศาลจะว่ายังไงในในกรณีการพิจารณารับอ่ะนะคะแล้วก็จะมีผลต่อการหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือเปล่าทีนี้ให้อาจารย์จ้ในมุมของนักกฎหมาย 2 คดีนี้เป็นไงปปช.หรือว่าเป็นยังไงคดีการเมืองหรือนักการเมืองที่อยู่คนละฝั่ง
>> คือไอ้ไอ้คดีไอ้คดีเนี้ยที่ที่เค้าแถลงเนี่ยนะครับคดีคุณศักดิ์สยามเนี่ยมันเป็นคดีที่แสดงให้เห็นว่าปปช.เนี่ยอาจจะไม่ต้องรับลูกหรือคิดหรือวินิจฉัยหรือคิดไปตามศาลรัฐธรรมนูญเสมอไปก็ได้เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราเทียบในมาตรฐานเดียวกันตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญนะครับบอกว่าวันที่ 7 สิงหาคมเนี่ยบอกว่าพรรคก้าวไกลนะครับเอ่อล้มล้างการปกครองมันก็ไม่เป็นแปลว่าไอ้ส.ส. 14 คนที่ไปเสนอแก้ 112 มันจะต้องขัดมาตรฐานทางจริยธรรมไปด้วยเพราะฉะนั้นปปช.ไม่จำเป็นต้อง follow หรือรับลูกศาลรัฐธรรมนูญเสมอไปอันนี้เป็นสัญญาณนึงที่เราอาจจะคิดกันไปได้แต่ว่ามันก็แสดงให้เห็นในกรณีของ 44 สส.ว่าในกรณี 44 สส.พอเป็นเรื่อง 112 เนี่ยนะครับเาใส่เต็มเลยเออเค้าเหมือนมันมีองคปยพเป็นองคปยกเดียวอะไรอย่างเงี้ยทั้งปปช.พอทั้งศาลแล้วก็ผลักดันไปในทิศทางเดียวกันว่าเอ่อเรื่องแบบนี้เป็นเป็นมเป็นเป็นการผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงเพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราเห็นเราเทียบ 2 คดีนี้เนี่ยเราจะเห็นเราจะเห็นความแตกต่างกันในการทำงานมาตรฐานการทำงานของปปช.ซึ่งเรื่องนี้พรรคประชาชนเขาก็เลสขึ้นมาเขาก็ถามว่าทำไมทีเรื่องทำไมคดีคุณศักดิ์สยามเนี่ยเอ่อฟังข้อเท็จจริงคุณศักดิ์สยามตั้งเยอะไปฟังว่าเา้าแบบไปทะเลาะกันเองทวงนู่นทวงนี่ไปศาลแพ่งเอาที่ดินมาชำระหนี้เนี่ยฟังตั้งเยอะตั้งแยะแต่ขณะที่ในกรณีของคดีพรรคไอ้พรรคประชาชนเนี่ย 44 สส.เนี่ยนะครับสส.ก้าวไกลเนี่ยเอ่อปปช.กลับไม่กลับไม่ฟังข้อเท็จจริงที่ประชาชนนำเสนอสักเท่าไหร่เพราะเห็นว่าข้อเท็จจริงมันชัดเจนแล้วซึ่งเรื่องนี้ผมก็จะได้มองว่าอันเนี้ยมันแสดงให้เห็นว่าระบบกฎหมายของไทยอ่ะนะครับมันค่อนข้างจะขยับนะครับไปในทางของอนุรักษ์นิยมมากขึ้นกว่าเดิมอำนาจนิยมมากขึ้นกว่าเดิมมีการตีความกฎหมายเอ่ออย่างเป็นทางการไปในทางที่ให้กฎหมายมันมีความศักดิ์สิทธิ์แบบอนุรักษ์นิยมไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์แบบประชาธิปไตย
>> อืครับ
>> อื
>> อาจารย์อย่างที่อาจารย์บอกนะคะก็คือว่าถ้าสมมุติเราพยายามจะเปรียบเทียบ 2 อันนี้ก็คือแบบอ้าถ้างั้นสิ่งที่ปปช.ทำเนี่ยคือคุณไม่จำเป็นต้องเป็นไปทางเดียวกันก็ได้คือเราเราเดาทางคุณไม่ออกก็ได้แต่ส่วนใหญ่ที่ผ่านมามักจะเดาเอากันออกใช่มั้ย
>> อ่า
>> แล้วก็แต่ว่ากรณี 44 ส.ส.คือถ้าเราพูดถึง ณวันนี้เนี่ยขั้นตอนปปช.มันไม่ใช่เค้าแล้วอ่ะพูดไปก็คือแค่วิจารณ์เค้าถูกมั้ยเพราะมันก็อยู่กับว่าศาลจะรับไม่รับแล้วแล้วจะส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือว่าหยุดปฏิบัติหน้าที่ทีนี้ถามอาจารย์จ้เผื่อไว้นะคะว่าแล้วคดีนี้อ๋อมันมีอันนึงขอแทรกก่อนเรามักจะพูดกันว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแบบไหนผูกพันทุกองค์กรซึ่งจริงๆแล้วเป็นคำที่ต้องพูดกันให้เข้าใจว่าไอ้คำว่าผูกพันทุกองค์กรแปลว่าอะไรไม่ได้แปลว่ามีอำนาจเหนือหรือสั่งยังไงอย่างนั้นถูกป่ะและนี่ก็เป็นข้อพิสูจน์อย่างนึงด้วยซ้ำไปใช่มั้ยอาจารย์คือจริงๆคำพูดนี้ถ้าคุณถ้าคุณจะอ้างศาลรัฐธรรมนูญว่าว่าในความเข้าใจด้านนึงว่าผูกพันธุองค์กร
>> แล้วทำไมปปช.ไม่ทำตาใจเย็นๆอย่าอ้างคำนี้คำนี้อันตรายมาก
>> ถูกมั้ยอาจารย์ทีนี้เพราะฉุนล่ะ
>> อ่ะเชิญอาจารย์ค่ะเชิญอาจารย์จ้ค่ะ
>> เปล่าๆแค่แคจะตอบว่าครับแค่จะแค่จะพูดว่าครับ
>> อเพราะว่าคืออยากเห็นว่าเป็นคดีศักดิ์สยามแล้วก็คิดว่าเฮ้ยสายรัฐมุองค์กรจริงๆมันไม่ใช่ตั้งแต่เป็นคดีส้มแล้วคือจริงๆไม่ควรใช้คำนี้ถูกมั้ยคะขวขวัญฟังนักกฎหมายพูดว่าบางคนที่แบบเขาละเอียดมากๆเจะเตือนว่าเฮ้ยคุณอย่าพูดแบบนี้คือคุณระวังนะคุณอันนี้คือการ
>> อันนี้คือสิ่งน่ากลัวนะเออเหมือนยื่นอำนาจที่แบบอาจจะเกินกว่าที่ที่เป็นของศาลรัฐธรรมนูญทีนี้ถามอาจารย์จ้แบบนี้ค่ะแต่พอถึงณจุดนี้แล้วอ่ะอาจารย์จ้คิดว่าหลังจากนี้นะอ่าคดี 44 สส.กับคดีศักดิ์สยามปลายทางเป็นยังไง
>> ปลายทางคดี 44 ส.ส.นะครับเอ่อคือคืออย่างงี้ 2 เรื่องนี้มันไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียวนะครับมันเหมือนกันเพียงแต่ว่ามันอันนึงมันเป็นเรื่องของอันนึงมันเป็นเรื่องปปช.มีอำนาจเหมือนกันนะครับแต่ว่าเรื่องของ 44 สส.แล้วเนี่ยถ้าผมอธิบายในทางวิชาการเนี่ยมันเป็นเรื่องที่ไปผูกพันกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยเพราะฉะนั้นมันมีแนวโน้มนะครับที่จะมีการใช้อำนาจพิเศษใช้อำนาจแบบข้ามหลักการทั่วไปอย่างเงี้ยครับแล้วมันน่าจะเป็นอย่างนั้นพอมันไปเป็นเรื่องที่ไปแตะรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมปุ๊บมันจะมีข้อจำกัดอะไรทางกฎหมายก็แล้วแต่แหละมันไม่มีผลมันข้ามได้ทุกเรื่องมันเป็นข้อจบเว้นของทุกเรื่องได้ในระบบกฎหมายไทย
>> นี่เราใช้รัฐธรรมนูญอยู่กี่ฉบับนะ
>> ผมว่าผมว่าจริงๆแล้วอาจจะไม่เคยแก้เลยก็ได้เราอาจจะใช้แบบเดียวกันมาตลอดเพียงแต่ว่ากฎหมายมันก็ทำไปเปลี่ยนไปอะไรอย่างงั้นฮะ
>> คือคนมักจะวิเคราะห์กันอย่างที่อาจารย์จ้าบอกเมื่อสักครู่นี้นะคะว่าคือพอปปช.ออกมาแบบนี้จริงๆเราไม่ต้องฟังวันนี้ของปปช.ก็ได้นะวันนี้เหมือนเค้าออกมาอธิบายเฉยๆมันไม่ได้เปลี่ยนอะไรกับก่อนหน้านี้ที่เค้า
>> เอ่อได้เอ่อชี้ไปแล้วถูกมั้ยคะแต่ว่าเราอาจจะเห็นคุณศักดิ์สยามกลับมาอยู่ในรัฐบาลอนุทินซึ่งก็คือต้องประเมินการทาง
>> ทางการเมืองเองในขณะที่ 44 สส.ส่วนใหญ่คนก็มักจะบอกว่าวงเล็บนะคะเราไม่ได้ทำให้เป็นเรื่องปกตินะอ่าแต่คนมักจะวิเคราะห์ว่ามันก็เหมือนกับทุกครั้งที่ทายแล้วถูกตลอดเลยถ้ามันเป็นส้ม
>> อื
>> อาจารย์แจ้ก็เป็นหนึ่งในที่ในในหนึ่งในคน ที่มองไปทางนั้นเหมือนกันมั้คะ
>> ใช่ช่วงเนี้ยช่วงเนี้ยเริ่มเออเริ่มมองโลกแบบตามความเป็นจริงมากขึ้นน่ะรู้สึกว่าอย่างงั้นแบบเออมันเริ่มแบบเจอเราซ้ำๆซๆๆซๆแล้วก็แบบ
>> เออจนสักพักก็เริ่มคิดว่าเออๆเชื่อแบบที่มึงเชื่อก็ได้อะไรอย่างเงี้ยเหนื่อยเหมือนกันอะไรอย่างเงี้ยคุณจอมขวัญว่าไงคือ
>> ใช่มั้ย
>> คือ
>> แต่เราก็ต้องยืนยันที่จะพูดสิ่งเหล่านี้ต่อไปเพราะว่า
>> เพราะว่าวิธีวินิจฉัยแบบเนี้ยมันสร้างปัญหาให้กับสังคมมันไม่ใช่แค่ไม่มันไม่ใช่มันไม่ถูกใจผม
>> อ
>> มันไม่ใช่ไม่ใช่แค่มันไม่ถูกใจพรรคส้มหรือพรรคอะไรก็แล้วแต่อย่างเงี้ยครับแต่มันทำให้ระบบกฎหมายอ่อนแอลง
>> อืออื
>> มันทำให้ระบบกฎหมายได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนน้อยลง Rue of Law Index จะแย่ลง
>> อื
>> นะครับพอ Rue of Law Index แย่ลงนะครับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในการดึงดูดนักลงทุนที่มีคุณภาพมีจริยธรรมแคร์เรื่องสิทธิมุิสชนก็จะทำได้น้อยลง
>> แล้วเราก็จะดึงดูดสแกมเมอร์ดึงดูดอาชยากรต่างๆเข้ามาอันเนี้ยเป็นผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นต่อระบบกฎหมายและสังคมไทยและเศรษฐกิจไทยในระยะยาวเราเพราะว่ายิ่งเราใช้กฎหมายแบบนี้มันยิ่งทำให้ความชัดเจนของกฎหมายน้อยลงไปเรื่อยๆ
>> อื
>> มันจะทำให้กฎหมายเป็นการเมืองอย่างเงี้ยฮะ
>> แล้วพอกฎหมายเป็นการเมืองมันก็
>> มันก็สูญเสียความน่าเชื่อถือของกฎหมายไป
>> ครับ
>> ใช่คือกำลังจะบอกว่าแบบเออมันเหมือนกับแบบตอนนี้เวลาวิเคราะห์เอาจริงๆนะอันนี้พูดมากี่ปีเราไม่รู้อ่ะจริงจริงๆรู้จักกับอาจารย์จ้อยแรกๆก็ก็น่าจะได้พูดนะคะบอกว่าคือเวลาเชิญนักกฎหมายนักวิชาการที่สอนด้านนิติศาสตร์มา
>> อ
>> คือบางทีก็เห็นใจอ่ะคือคำถามเราต้องการคำอธิบายทางกฎหมายแต่แบบกูก็เห็นใจว่าแล้วเค้าจะอธิบายกูยังไงวะ
>> คือผมก็เออผมก็อีเหยียบเรือของแคมอยู่ตรงนี้เพราะว่าแนวทางวิชาการของผมเนี่ยผมก็มองกฎหมายเป็นการเมือง
>> คือผมเห็นกฎหมายมันเป็นเรื่องการเมืองเพื่อจะทำความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆในสังคมแต่อีกค้าอีกข้างนึงก็ตระหนักดีว่า
>> ถ้าเกิดเราคิดว่ากฎหมายเป็นการเมืองไปซะทั้งหมดเนี่ยมันจะไม่สามารถใช้จัดระเบียบสังคม
>> อื
>> อะไรได้เลย
>> และตรงเนี้ยมันจะสร้างปัญหาในระยะยาว
>> อืตรงนี้เป็นเรื่องที่ผมห่วงใยเป็นเรื่องที่ผมกังวลอย่างเงี้ยครับว่าเออมันมันไม่ใช่มันไม่ใช่แค่ชนชั้นนำเล่นการเมืองกันนะการเล่นการเมืองของชนชั้นนำเนี่ยมันกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศมันกระทบต่อความเชื่อถือที่ประชาชนจะมีต่อสถาบันยุติธรรมและนั่นกู้คืนยากที่สุดเหมือนแบบแฟนเราแบบนอกใจเราอะไรแบบเนี้ยคือเราจะเราจะกลับมาไว้ใจเข้าใหม่ง่ายๆมันก็ไม่ ง่ายถูกมยเหมือนกันศาลเนี่ยศาลหรือปปช.ก็ดีเนี่ยทำแบบนี้ซ้ำๆเนี่ยทำจนคนรู้สึกว่าจนพี่จอมขวัญบอกว่าเดี๋มันมาอีหลอบนี้อีกแล้วเนี่ยมัน มันสร้างความเสียหายมากครับ
>> อือฮืออาจารย์ถ้าสมมุติเราอเราเราดูจากปรากฏการณ์ทุกๆอันนะคะถึงแม้ว่ามันจะไม่ ได้ใช้กฎหมายตัวเดียวกันหมดนะแล้วก็องค์ กรแต่ละองค์กรทำหน้าที่ต่างกันต่างกันน่ะอาจารย์คิดว่าตอนนี้องค์กรไหนมีปัญหาสุด คะแบบย่อยก็ได้แบบปัจจกย่อยก็ได้เช่นอาจ จะไม่ได้ใช้แบบเอ๊ะนิติบัญญัติบริหารตุลาการแบบย่อยเช่นอย่างเอ่ออย่างพี่ตอนเปิดรายการพี่ก็รู้สึกว่าเออปปช.ก็คือปาดหน้าขึ้นมาตอนนี้เนอะหายหายไปก่อนหน้านี้ เนาะอ่าล่าสุดคือกกต.เนาะสตง.ก็คือมีตั้งแต่ปีที่แล้วมาใช่มั้คะแล้วก็ปปช.คือเวลาเราอ
>> แม้กระทั่งเวลาจะตรวจสอบกกต.ช่องทางที่มันต้องไปผ่านปปช.เรายังแบบมึงมีช่องทางอื่นให้กูมั้ยคือเหรอปปช.ถ้าเราจำกันได้ปปช.ก็มีคำอธิบายแบบนี้ออกมาตอนที่มีการตัดสินกรณีแหวนกับนาฬิกาของพลเอกประวิตรซึ่งดิฉัน
>> เนี่ยก็เตรียมไว้แล้วก็กลับไปอ่านก็แบบ
>> อ๋อเออว่ะอ๋อเราสามารถอธิบายอย่างงี้ก็ได้ด้วยแล้วก็มีคนไปยื่นขอแบบความชัดเจนเนาะซึ่งแบบเออเรื่องเงียบไปอย่างงี้ก็ได้ด้วยแบบเออว่ะอาจารย์แต่ละองค์กรที่อ่ะอันนี้คือพูดถึง 2-3 องค์กรแต่ถ้าในมุมนักกฎหมายเฝ้ามองประสบเอ่อปรากฏการณ์ที่ผ่านมาองค์กรไหนหรือการใช้กฎหมายในลักษณะแบบไหนที่มีปัญหาที่สุดตอนนี้ค่ะมันมีปัญหาหมดแหละเข้าใจแต่ถ้าแบบให้ลำดับอ่ะค่ะ
>> ถ้าจะให้ลำดับนะครับโดยเฉพาะไอ้ตัวองค์กรที่มีผลต่อการเมืองในระบบเนี่ยผมคิดว่าองค์กรที่สร้างความเสียหายในระยะยาวให้กับระบบกฎหมายไทยมากที่สุดคือศาสตร์รัฐธรรมนูญ
>> อืออื
>> ครับศาลรัฐธรรมนูญเนี่ยนะครับเอ่อจริงๆแล้วเป็นต้นเหตุของหลายๆเรื่องนะครับไม่ว่าเราจะเป็นตอนที่เราพูดถึงปปช.ถามว่าเรามาคุยกับปปช.วันนี้เพราะอะไรเพราะมันมี 1/2567
>> อื
>> เอ่อคำวินิจฉัยนั้นนะครับที่
>> เออแล้วก็มีคำวินิจฉัยอีกหลายๆคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้นตามมาแล้วมันทำให้เราเชื่อมโยงกับแผว่าให้เหตุผลแบบนี้มันไม่เวิร์คให้เหตุผลแบบนี้มันใครจะไปเชื่ออะไรแบบเนี้ยนะครับอืมเพราะฉะนั้นผมคิดว่าต้นตอของหลายๆเรื่องมันมาจากศาลรัฐธรรมนูญ
>> อืส่วนองค์กรต่างๆที่ที่ผ่านมานะไม่ว่าจะ เป็นสตง.ที่เขาพยายามจะรีแบรนด์หรือพกู้กู้ภาพลักษณ์อย่างเงี้ยนะคะหรือว่าปปช.ล่าสุดแล้วก็กกต.ในช่วงการเลือกตั้งอาจารย์ว่ามันยังพอไปไหวมั้ยคำอธิบายของแต่ละองค์กรในแต่ละครั้งในแต่ละช่วง
>> คือความเสื่อมถอยขององค์กรตามกฎหมายในประเทศไทยเนี่ยมันเชื่อมโยงถึงกันหมดเลยปปช.สตง.กกต.ศาลรัฐธรรมนูญศาลยุติธรรมศาลปกครองมันเชื่อมกันหมดเอ่อถ้าถามถ้าเกิดให้ผมถ้าผมสรุปผมคิดว่าเริ่มจากตรงไหนอย่างงี้นะ
>> เราจะเริ่มจากปฏิรูปที่ไหนดีเงี้ยฮะ
>> ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องเริ่มจากการปต้องเริ่มปฏิรูปที่ไหนเี่ผมคิดว่าคือศาลฎีกา
>> อ๋อ
>> ดูไม่เกี่ยวใช่มั้ย
>> เออแต่ผมคิดว่าเหรอ
>> อ๋อ
>> ครับผมคิดว่าผมคิดว่าศาลยุติธรรมเนี่ยเป็นองค์กรที่ควรปฏิรูปเพราะว่าจริงๆแล้วศาลรัฐธรรมนูญคุณเนี่ยมันก็มันก็มีความเชื่อมโยงกับศาลยุติธรรมศาลศาลฎีกาในหลาย ๆเรื่องนะครับดังนั้นถ้าเราปฏิรูปตัวหัวของศาลฎีกาได้ซึ่งมันก็จะนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นๆด้วยนะครับอ่ะยังไงนะครับผมก็จะบอกว่าเอ่อศาลครับผมว่าไงครับพี่จอม
>> โดยที่โดยคือเวลาอาจารย์พูดถึงว่าเราต้องเริ่มที่ศาลฎีกาเนี่ยหมายถึงไม่ต้องแบ่งว่าเป็นแผนกคดีการเมืองอะไรไม่ต้องใช่มั้คะคือศาลฎีกาคือศาลฎีกาเลย
>> ผมเห็นว่าอย่างงั้นในความเห็นของผมเพราะผมคิดว่าสถาบันศาล 4 ประเภทที่มันอยู่ในรัฐธรรมนูญเนี่ยศาลยุติธรรมศาลรัฐธรรมนูญศาลปกครองศาลทหารเนี่ยบอสของมันคือศาลศาลยุติธรรม
>> อื
>> ที่เป็นที่เป็นตัวครอบศาลอื่นๆไว้ถามว่าศาลอื่นๆเนี่ยเอาแบบแผนประเพณีแนวปฏิบัติอุดมการณ์วิธีการใช้กฎหมายมาจากไหนก็เอามาจากแนวทางของศาลฎีกานั่นแหละเพราะฉะนั้นนะครับถ้าเราถ้าเราค่อยๆปรับศาลฎีกาทีละเล็กทีละน้อยเปลี่ยนอุดมการณ์ของเขาให้มีความเป็นอนุรักษ์นิยมน้อยลงมีความเป็นเสรีนิยมมากขึ้นยึดมั่นในหลักกฎหมายที่เคร่งครัดมาก กว่าเดิมเนี่ยนะครับมันจะเกิดeffectเฟectมันจะเกิดผลกระทบที่กระจายจะกระจายไปสู่องค์กรอื่นๆในทางกฎหมายด้วยอ่ะผมมองไว้ยังงี้นะครับอ่ะอ่ะคือถ้าเกิดจะให้ผมเล่ามันก็จะมีงานอยู่ชิ้นนึงนะครับคืองานของอาจารย์เดวิดองเกนะครับงานของอาจารย์เดavิด Angel นี้จะบอกว่าเวลาที่การเวลาที่มันมีการลึกพัฒนาสิทธิ์ของประชาชนขึ้นมาผ่านองค์กรใดองค์กรหนึ่งเนี่ยบางทีมันไม่ได้เกิดจากการเข้าไปแก้ไขที่องค์กรนั้นโดยตรงเช่นเราเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหาแต่การบางทีการไปแก้ที่ศาลรัฐธรรมนูญทำไม่ได้เราอ้อมไปแก้ที่ศาลฎีกกาแทนพอเราอ้อมไปแก้ที่ศาลฎีกามันก็จะนำไปสู่นำไปสู่การแข่งขันกันการเปรียบเทียบกันระหว่างศาลฎีกาศาลรัฐธรรมนูญสุดท้ายนะครับผมเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะปรับตัวไปตามวิถีของศาลฎีกาและผมเชื่อมั่นในนักกฎหมายของศาลฎีกาว่ายังเป็นนักกฎหมายที่มีความซื่อสัตย์สุจริตนะครับยังเป็นนักกฎหมายที่สนใจประชาชนเป็นที่พึ่งของประชาจนอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่หลายสิบปีที่ผ่านมาครับคือสรุปก็คือผมเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นปัญหา
>> แต่ผมไม่คิดและผมสิ้นหวังที่จะแก้ที่ศาลรัฐธรรมนูญเว้นจะยกเลิกจะยุบมันซึ่งผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นไปได้อีกเหมือนกันเพราะฉะนั้นผมคาดหวัง legal consciousness คาดหวังความสำนึกความยุติธรรมที่มันมีอยู่ในผู้พิพากษาศาลฎีกาศาลยุติธรรมเนี่ยที่จะมาออกมาสร้างบรรทัฐานหรือทำให้ศาลรัฐธรรมนูญศาลอื่นๆปปช.ปปง.โทษปปง.ไม่เกี่ยวกับตอนนี้ตไอ้สตง.ต้องมา รู้สึกว่าอ
>> เราใช้กฎหมายแบบนี้ไม่ได้
>> อื
>> อย่างเงี้ยครับ
>> อื
>> เอ่อ
>> คือคืออย่างงี้
>> อื
>> ถ้าเกิดถ้าเกิดผมย้อนกลับไปตอนช่วงปลายทศวรรษ 40 ผมก็ต้องบอกว่าสมัยก่อนเราเชื่อว่าศาลยุติธรรมเป็นพวกเดียวที่อยู่ห่างไกลจากผลประโยชน์ทางการเมืองมากที่สุดจึงควรเข้ามาปฏิรูปการเมืองวันนี้ก็อาจจะยังเป็นอย่างนั้นอยู่
>> อื
>> อืแล้วผมก็มีความหวังจากศาลฎีกาว่าเอ่อเขาจะทำให้บรรทัฐานทางกฎหมายมันชัดเจนกว่านี้มันมีรมันมีรอยที่สอดคล้องกับเสรีประชาธิปไตยมากกว่านี้ครับ
>> อืมแต่ใดๆก็แล้วแต่ที่อาจารย์ใจ้พูดมามันก็ไม่ได้ง่ายเลยสักอย่างเนาะไม่ว่าจะตรงไหนก็แล้วแต่เนาะใช่มั้ยคะแล้วก็เอาจริงๆแล้วองค์กรต่างๆที่มาตามรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นสังกัดอะไรแล้วแต่รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับนะอาจารย์ดิฉันเคยท่องได้แล้วดิฉันก็งงค่ะบางทีก็องค์กรตามรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระอะไรเงี้ยก็เรียกยากแล้วบางทีก็อยู่ในหมวดแล้วก็บางบางองค์กรย้ายมาอยู่ในหมวดศาลอย่างเช่นศาลรัฐธรรมนูญในฉบับล่าสุดใช่มั้คะ
>> ก็แบบยิ่งยิ่งไม่ได้เรียนกฎหมายมากูงงไปหมดแล้วตกลงใครเป็นใครวะแต่ใดๆก็แล้วแต่คือองค์กรที่มันเป็นองค์กรที่มาตามแบบการเขียนในรัฐธรรมนูญนะค่ะที่เราไม่ได้คุยว่าแบบเขาเป็นของเดิมอยู่แล้วอ่ะเหมือนมันแบบมันท้อแท้มากที่จะแบบที่จะจัดการอ่ะเพราะมันต้องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญหมดเลยเนาะอาจารย์โดยเฉพาะสว.ก็เก็มีบทเรียนกันมาแล้วว่าแบบมันเป็นไปแทบไม่ได้แล้วก็เอ่อ 21 ล้านเสียงการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่ก็ก็เหมือนจะก็เมินได้เหมือนกันเนาะเออ
>> อือ
>> ก็เลยดูเหมือนจะถูกเมินได้เหมือนกัน
>> ครับผมอ่ะก็อยากรู้ว่าพอหน่วยงานของรัฐอย่างเงี้ยให้ความเห็นทางกฎหมายให้เหตุผลทางกฎหมายแบบเนี้ยองค์กรอย่างองค์กรวิชาชีพเค้ารู้สึกยังไงมันจะทำให้มันเข้าใจได้จริงๆเหรออย่างเงี้ยถ้าผมเป็นทนายความถ้าผมเป็นศาฎีกาผมก็คงรู้สึกว่าผมคงอยู่เฉยไม่ได้ผมคงต้องออกมาบอกผมคงต้องออกมาแสดงความเห็นว่าการใช้กฎหมายแบบนี้มันจะสร้างผลกระทบในวงกว้างนะนะครับ
>> เนี่ยค่ะก็มีเอ่อสมาคมทนายความแห่งประเทศ ไทยแต่เวลาเราพูดถึงองค์กรวิชาชีพเนอะอย่างอันเนี้ยมันจะเป็นของสมาเอ่อสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยแต่ที่เราคุ้นอีกองค์กรนึงก็คืออะไรสภาทนายความคือ
>> อืเจอคนละอันกันสมาคมก็เป็นตามกฎหมายไปแพ่งประมวลแพ่งก็รวมกันเป็นสมาคมธรรมดา สภาก็จะมีสถานะอย่างเงี้ยครับ
>> เอ่อแต่อย่าอย่าอย่าไปพูดถึงตรงนั้นเลยเอาแค่นักวิชาการนิติศาสตร์ก่อน
>> อ
>> กิจ
>> จ้าๆก็เนี่ยก็พูดอยู่ไงศาจร
>> เออ
>> เอานิติศาสตร์แต่ละมหาวิทยาลัยแต่ละคนในคณะนั้นของแต่ละพี่ก่อน
>> เออๆเออจริงจริงๆจริ
>> ไม่รู้แต่ว่าผมคุยกันหลายคนหมดเลยครับ
>> อื
>> ซึ่งเอ่อที่อาจารย์ที่อาจารย์จ้บอกมาคืออันนี้ประเมินแบบคนแก่เนาะแล้วไม่ได้เรียนนะไม่ได้เรียนแค่แบบสังเกตสังคมก็คือแบบยากมากเลยค่ะอาจารย์ยากมากๆเลยเรางงมากเลยว่าเรา
>> แล้วเราแล้วพูดเรื่องนี้แบบบ่อยขนาดนี้ได้ไงวะคดีพวกเนี้ยพูดบ่อยขนาดนี้ได้ไงวะไอ้ความงงแบบเนี้ยมันรายงานบ่อยมากเลยค่ะอาจารย์มันถูกทำเป็นข่าวบ่อยมากเลยใช่ค่ะ
>> ใช่ค่ะโดยเฉพาะในช่วงหลังปี 57 เป็นต้นไม้หลังปีหรือว่าหรือว่านานกว่านั้นอีกสำหรับพี่จอมขวัญตั้งแต่ปีไหนแล้วเนี่ย 50 แล้วมั้งจริงๆมันมีจริงๆใช่เอาจริงๆแล้วก็ในยุคที่คุณทักษิณโดนไล่ล่า
>> เราก็เห็นแล้วว่าแบบหูหูหูอะไรวะเนี่ยคือจากที่ไม่เข้าใจก็คือต้องแบบซึมซับเข้าไปแล้วแบบไม่ได้เรียนที่แบบอ๋อมันเหมือนมันมีแพทเทิร์นของมันเนาะใช่มั้คะเพียงแต่ว่ายุคเนี้ยค่ะอาจารย์อาจจะ
>> อ
>> ใช้คำว่าอะไรดีวะยุคนี้มันเหมือนกับแบบอ๋อไม่ต้องอายกันแล้วอะไรเงี้ยเออ
>> เออนั่นแหละนี่เป็นปัญหามากเลยไอ้ หีโอตัปปะเนี่ยความละอายต่อบาปเนี่ยอ่ะมา เป็นพระแล้วทีนี้ดื่มน้ำก่อนนะแป๊บนึง
>> ได้พระเข้าวัดเนาะเอ่ออาจารย์ขาในระหว่างที่เราคุยกับอาจารย์ไปก็บอกพี่เบลว่าเบลมึงลองไปหารูปลูกของอาจารย์เก๊าทดิวะยังไม่ยังไม่แกรนดโอเหรอว่าเก๊าทมีลูก
>> ยังอืมเดี๋ยวอืยังก็เออไม่ค่อยได้เล่นช่วงเนี้ยอเดี๋ยวๆๆเดี๋ยวส่งให้ดู
>> ได้
>> ทีนี้ถามถามเรื่องใกล้ตัวอาจารย์จ้าอาจารย์อาจารย์ตอนนี้ที่อาจารย์ไลฟ์อยู่ อาจารย์อยู่เชียงใหม่ถูกมั้ยคะ
>> เอ่ออยู่ต่างจังหวัดครับ
>> อ๋อโอเคจะเหนือมั้ยจะถามว่าที่เหนือเป็นยังไงบ้างช่วงเดือนที่ผ่านมากับ PM 2.5 อ่า
>> อ๋อผมหนีฝุ่นอยู่ภาคใต้ครับมันอยู่ไม่ได้ครับ
>> อ๋อ
>> แต่ว่าแต่ว่ามันปิดเทอมมันปิดเทอม
>> ออ
>> อืครับ
>> แล้วสภาพสภาพเพื่อนๆที่เช็คข่าวกันที่อยู่เหนือตอนนี้เป็นไงคะอาจารย์
>> คือหลายคนที่เค้ามีความสามารถเค้ามีเค้ามี
>> ทางเลือก
>> เค้ามีทางเลือกอย่างเงี้ยฮะ
>> อ
>> เค้าก็เค้าก็จะย้ายไปที่อื่นกันเพื่อนผมจำนวนมากเค้าก็ย้ายไปพักย้ายไปอยู่ที่อื่นในช่วงนี้อะไรแบบเนี้ยครับแล้วก็
>> อื
>> มันสร้างความเดือดร้อนมากนะเพราะว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่ทุกคนที่มีทางเลือกคนส่วนใหญ่ด้วยคนส่วนน้อยน้อยๆ 2-3% เท่านั้นแหละที่อาจจะมีทางเลือกในการย้ายที่อยู่ชั่วคราวได้อะไรแบบเนี้ย
>> เออนะครับเหมือนที่คุณสุพจีพูดอ่ะคือถ้ามันอยู่ไม่ได้ก็ไปเที่ยวที่อื่นก่อนอะไรแบบเนี้ยแต่ผมก็พยายามทำตัวอย่างนั้นเชื่อเชื่อคำแนะนำของทั้งรองนายกรัฐมนตรีนะครับอ้าวยิ้มยิ้มซะยิ้มแล้วสวยเชอ
>> อื
>> อาจารย์แต่ว่าทางครับ
>> ทางเหนืออ่ะค่ะพี่อ่ะจะเวลาพูดจะพูดอยู่ 2 เรื่องว่าเหนือนี่แบบช้ำมากเลยจริงๆเป็นไม่มันไม่ใช่ 2 เรื่องหรอกนะแต่ว่ามันเป็น 2 เรื่องที่แบบจะหนีไปไหนวะมันพังทั้งระบบอ่ะก็คือเรื่องของอากาศแล้วก็เรื่องของน้ำแม่น้ำ
>> ครับใช่ 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องเป็นเรื่องที่เค้าทำกันคือเค้าเถียงกันเค้าบ่นกันนักศึกษาเวลาทำกิจกรรมเนี่ยเค้าก็จะทำกัน 2 เรื่องเนี้ยครับเรื่องฝุ่นกับเรื่องแม่น้ำกกแม่น้ำโขงแม่น้ำสายอะไรเงี้ยฮะแต่ตอนนี้มีสารวินเพิ่มเข้ามาด้วยละ
>> มันมีปัญหาที่มากขึ้นแล้วก็เป็นปัญหาที่ เราแก้ด้วยกำลังของเราไม่ได้
>> อื
>> ยกตัวอย่างเช่นฝุ่นอย่างเงี้ยฮะเรื่องฝุ่นเนี่ย
>> มันมีฝุ่นมาจากหลายที่มากมันไม่ได้อยู่ ที่เชียงใหม่ลำพูนหรือเชียงรายมันมาจากรอบรอบภูมิภาคไปหมดไม่รู้มันมาจากไหนอะไรแบบเนี้ยมันมาทั้งจากนายทุนมันมาทั้งจากชาวบ้านมันมีความสับสนเต็มไปหมดในบรรดาคน ที่เขาต่อสู้หรือเคลื่อนไหวเรื่องเนี้ยก็ไม่วายจะมาทะเลาะกันนะครับเค้าทะเลาะกันอยู่จอกันนะเทะเลาะกันว่าทะเลาะกันเรื่องอะไรวะเรื่องคนอยู่กับป่าได้มั้ยพวกไหนพวกไหนเงี้แล้วผมก็ต้องแบบเดี๋ยวกลับๆเดี๋ยวใจเย็นใจเย็นคือไม่ใช่ไม่ใช่เวลามาเถียงกันว่าใครเก่งที่สุดในโลกแต่ว่าเราต้องมาดูกันว่าเออผมผมซัฟเฟอร์ในฐานะคนอยู่อาศัยแล้วผมก็แล้วผมก็รู้สึกว่าผมเหนื่อยหน่อยกับการที่
>> เราต้องมานั่งเถียงกันเองอย่างเงี้ยฮะการเถียงกันเองการมาโทษว่าชาวบ้านผิด
>> หรือเปล่าหรือนายทุนผิดอยู่ฝ่ายเดียวหรือเปล่ามันไม่นำมาสู่แกนแก้ปัญหาอะไร
>> อื
>> เออแล้วแล้วก็แล้วก็เนี่ยถ้าดูเนี่ยบ่นเรื่องฝุ่นหน่อยพอดูเรื่องกรรมาธิการฝุ่นใช่มั้ยที่เเลือกกันไปเมื่อวานหรือเมื่อ 2 วันก่อนประมาณเนี้ยนะครับ
>> เป็นไงคะ
>> เออเป็นไงก็คืออย่างงี้คนที่ได้เนี่ยคืออดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมใช่มั้ฮะก็อาจจะมี ความเกี่ยวข้องกับเรื่องมลพิษเรื่องอะไรบ้างแต่ว่าไม่ได้โดยตรงเท่าที่ผมไปดูผลงานของท่านมาก็จะเห็นว่าท่านทำเรื่องสิ่งแวดล้อมชายทะเลเรื่องอะไรต่างๆเงี้ยคือ
>> อือ
>> มันเห็นอยู่ชัดๆว่าระหว่างคุณภัทรพล ลีลาภัฒน์กับเอ่อกับท่านประธานกรรมการฝุ่นเนี่ยนะครับมีประสบการณ์ในการจัดการเรื่องฝุดคุกคลีกับปัญหานี้ไม่เหมือนกันแต่พรรคภูมิไปใช้ก็ไม่วายใจแคบ
>> ที่จะเล่นการเมืองในประเด็นนี้ซึ่งผมอยากจะตำหนินะว่าแบบนี้มันแบบนี้มันใจแคบไปหน่อยใจแคบในความหมายว่าคุณพยายามจะกินรวบเหรอคุณพยายามที่จะไม่อยากให้คนอื่นที่เขาที่เขาไม่อยากให้คนอื่นมีพื้นที่ในการสร้างผลงานทางการเมืองเลยหรือไงทั้งๆที่ตัวเองไม่มีความพร้อมที่ผมบอกว่าไม่มีความพร้อมเพราะว่าผมไม่เคยเห็นว่าจะมีการ take action อะไรในเรื่องนี้ขณะที่ไอ้ สส.ตี๋เนี่ยเค้าเผมก็เห็นเค้าก็วุ่นกับเรื่องนี้มาสัก 4-5 ปีแล้วอ่ะอย่างเงี้ยมาตั้งแต่มาสักพักเพราะฉะนั้น
>> มันเห็นชัดเจนว่าใคร take แtionกับเรื่อง นี้มาตลอด
>> แต่พรรคภูมิใจไทยก็ไม่วายที่จะเล่นการเมืองทั้งๆที่ตัวเองก็
>> คุมอำนาจจำนวนมากอยู่ตรงนี้และมีเสถรภาพมากพอสมควรอยู่แล้วทำแบบเนี้ยมันเท่ากับว่าพรรคภูมิใจไทยเห็นประโยชน์ทางการเมืองสำคัญกว่าการแก้ไขปัญหาของพี่น้องชาวเหนือซึ่งมันถูกต้องเหรอ มันไม่ถูกมันใช้ไม่ได้มันวันก่อนยัง คือมันตลกดีนะครับเพราะว่าพรรคภูมิใจไทยเนี่ก็จะบอกพรรคทั้งเพื่อไทยทั้งภูมิใจไทยก็จะบอกพรรคประชาชนว่าเฮ้ยอย่ามาเล่นการเมืองแบบเก่าอย่ามาใช้การเมืองในการหาแสงในการทำนู่นทำนี่โฟกัสที่การแก้ปัญหาแต่พอมันไปที่เรื่องฝุ่นภาคเหนือก็ใช้กระบวนการใช้เสียงข้างมากของตัวเองในทางการเมืองในการที่จะเข้ามาแย่งซีนคือผมเห็นว่ามันเป็นการต้องการจะแย่งซีนอย่างเดียวเลยเออคือคือทำไปทำไมทำเหมือนแบบเออแบบเด็กกลัวเพื่อนได้เกรดดีกว่าอะไรแบบเนี้ยซึ่งมันไม่น่ารักอ่ะนะครับประมาณนี้พี่จ
>> ไม่รู้ไม่รู้จะเริ่มจากอะไรใช่ผมผมก็เหมือนไม่มีพี่จะพูดว่าอะไรกับสิ่งนี้ว่ามันเหมือนกับบาปเรื่องฝุ่นมัน คือจะพูดอะไรดีวะมันคือความชิบหายของศิษย์ของเรามากๆเลยมันเป็นความพิ้นหน้าของแบบสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่แบบจะหายใจอ่ะอาจารย์มันแย่ได้ขนาดนั้น
>> ใช่ๆแล้วมันกระทบต่อทุกคนแต่ผมจะบอกต่อไปว่าฝุ่นเนี่ยคิดว่าแย่แล้วแต่ฝุ่นเนี่ยมันยังเป็นปัญหาที่มันกระทบต่อคนไปวงก้านกระทบกับคนในเมืองกระทบกับคนชั้นกลางชนคนทุกกลุ่มมันเลยพอมีพื้นที่ในสื่อพรรคภูมิใจไทยไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็พยายามที่จะเข้าไปแก้ปัญหามันผมถามแบบเดียวกันกับกรณีแม่น้ำกบแม่น้ำสายแม่น้ำสารวินแม่น้ำโขงว่ากล้าที่จะไปทำอะไรแบบนี้มั้ยกล้าเสนอหน้าไปแก้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นมั้ยพอมันเป็นเรื่องที่ใหญ่ขึ้นเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ เราต้องการให้รัฐบาลต้องเป็นรัฐบาลในการจัดการ เออไม่ทำอ่ะกลับมาแย่งซีนในเรื่องเพิ่งเห็นแกอยู่ตรงๆว่าเป็นการแบบเป็นการเล่นการเมืองอย่างเงี้ยฮะ
>> อืออันนี้พี่สังเกตจากในฐานะคนทำเอ่อคนอยู่นอกพื้นที่อ่ะค่ะก็คือว่าเรื่องฝุ่นเนี่ยจริงๆแล้วเอ่อมันเป็นอย่างงี้ทุกปี เนาะทั้งๆที่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ปัญหาใหม่เลยแล้วก็จริงๆแล้วสาเหตุมันคงพอสรุปกันได้ระดับนึงล่ะค่ะมันคงไม่ใช่แบบ
>> อื
>> จำเลยคงไม่ได้มีคนเดียวแล้วจริงๆคุณจะเรียกว่าจำเลยมันก็แบบมันก็เป็นสถานะที่แบบบางทีก็รู้สึกว่าอาจจะอาจจะยัดเยียดเกินไปแต่ว่าเมื่อมันเกิดปัญหาขึ้นแล้วอ่ะอาจารย์พี่กำลังรู้สึกว่าเพยายามเค้าพยายามตัดปัญหาให้เร็วที่สุดโดยการหาว่าใครคือจำเลยคือต้องนิยามให้ได้ว่าใครคือจำเลยแล้วส่วนใหญ่มันจะมาลงที่คนเล็กคนน้อยเนาะอย่างตอนที่น้ำมันมันขาดทั้งๆที่รัฐมนตรีเอ่อแม้กระทั่งนายกเองบอกว่ามันมันพอแล้วมันหายไปไหนแล้วที่คำตอบที่มันเป็นข่าวก็คือว่าเออก็ประชาชนแบบได้ข่าวแล้วก็เหมือน
>> กองทัพมด
>> เอ่อกักกุลอะไรเงี้ยอ่ะความหมายคือแบบนั้นอ้าอ๋อสรุปพวกกูหรอแต่หลายสิบล้านลิตรมากเลยนะอ๋อพวกกูเหรอเออแล้วแล้วสุด ท้ายก็ต้องยอมรับว่าจริงๆแล้วมันก็มีคน ที่มันทำทุจริตจริงๆแล้วก็เงียบไปอาจารย์ในขณะอ้าแล้วพวกกูที่โดนด่าไปแล้วอ่ะแล้วคนที่ลำบากก็พวกกูด้วยนะเราโดนด่าด้วยนะเรื่องนึง
>> เออส่วนอีกเรื่องนึงคือเรื่องป่า
>> เราไม่ได้บอกว่ามันไม่มีการเผาจากเวลาเราเรียกเราเรียกรวมว่าชาวบ้านแต่มันใช่สาเหตุเดียวป่ะเออแล้วแล้วคือทิศทางมันเป็นเหมือนตอนน้ำมันเลยอาจารย์ก็คือต้องจับให้ได้จับให้ได้คนเผาป่ากูนี่เอ๊ะมึงมันไม่ใช่ปัญหาแบบมันไม่ใช่ปัญหาใหม่ที่แบบไม่รู้นะเว้ยว่ามันเชื่อมโยงอะไรบ้างอาจารย์พี่งงมากเลยว่าแบบเออเว้ย
>> แบบแล้วคนในพื้นที่เขาจะไม่ช้ำเลยเหรอวะคือสูตรกูก็ต้องสูตรโดนก็ต้องโดนด้วยนะเป็นจำเลยด้วยนะเราไม่ได้บอกว่ามันไม่มีกรณีแบบเผาป่าโดยชาวบ้านเนาะ
>> แต่มันใช่สาเหตุเดียวมั้ย
>> อาจารย์อยู่ในพื้นที่อาจารย์รู้เหมือนกับที่ เราเคยคุยกันมาอย่างที่อาจารย์พูดอ่ะค่ะมันเป็นแพทเทิร์นการพูดถึงเรื่องของ การใช้ประโยชน์ที่ดินน่ะ
>> ที่คุณบอกว่าเออคุณประกาศเขตป่าสงวนคุณประกาศพื้นที่อุทยานแล้วมันก็สู้กันตั้งแต่ตอนนู้นนะอาจารย์ที่ไปหาครม.ที่แบบตกลงใครอยู่ก่อนวะในป่าแล้วคนที่เขาอยู่ ในป่าเทำลายจริงเปล่าหรือเขาอยู่แล้วเ ต้องทำให้ป่ามันรอดไปกับเาคืออาจารย์เถียงมาจนแบบพี่แบบโห
>> โหเรื่องนี้คุยตั้งแต่ 2530 แล้วมั้งหรือเกินหรือก่อนนั่นเองก็ไม่รู้เออ
>> ไม่ไปไหนเลยอ่ะอาจารย์เหมือนเดิมเลยแล้วแพทเทิร์นคือแบบ
>> เอาคนเล็กคนน้อยก่อนง่าย
>> แบบจับได้แล้วแบบนี่ไงผลงานอะไรเงี้ย
>> เออือเออแต่ขอแวะไปแม่
>> ขอแวะไปแม่น้ำหน่อย เออคือแม่น้ำเนี่ยมันแย่มาก
>> คนที่ได้รับผล
>> เออมันแย่มากเพราะคนที่ได้รับผลกระทบเนี่ยเค้าเป็นคนที่เค้าอยู่ชายแดนน่ะเค้าอยู่ชายขอบอ่ะเค้าไม่ได้อยู่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ที่แบบมีมหาวิทยาลัยมีอาจารย์มาโวยวายมาประท้วงว่าเอ้ยกูอยู่ไม่ได้แล้วฝุ่นมันเยอะอย่างเงี้ยเ้าอยู่ที่แม่น้ำที่ชายแดนได้รับผลกระทบที่เขาไม่สามารถใช้เครื่องมือกลไกอะไรของเขาในการแก้ไขได้เลยและเสียงของเขาก็ไม่ถูกได้ยินปัญหาปัญหาของเค้าถูกมองถูกทำถูกปิดเทรนน่ะถูกทำให้มันเหมือนเป็นเรื่องเล็กอ่ะ
>> อื
>> และเป็นเรื่องที่รอแก้ไขได้ทั้งๆที่ผมคิดว่าถ้าเทียบกันนะความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในกรณีของไอ้สารปนเปื้อนในแม่น้ำเนี่ยผมว่าเสียหายเผลอๆมากยิ่งกว่าฝุ่นเองนะ
>> ใช่
>> ไม่รู้จะแก้ยังไงเออแล้วก็
>> ไปแล้วไปเลย
>> ไปแล้วไปเลยแล้วก็แล้วก็แล้วก็มันไม่ได้มันไม่ได้อยู่เฉพาะฤดูร้อนอย่างงี้
>> มันอยู่ตลอดเวลา
>> มันเปลี่ยนวิถีชีวิตจะบอกวิถีชีวิตก็เรียบง่ายไปมันเปลี่ยนแบบมันเปลี่ยนความ เป็นอยู่ของเค้าอ่ะให้ยุ่งยากขึ้นมันเปลี่ยนบ้านริมน้ำจากที่เคยเป็นที่ดินริมน้ำจากที่เคยเป็นที่ดินราคาสูงกลายเป็นแบบโหยที่ไม่น่าอยู่อะไรเงี้ย
>> อืมอ
>> เออแล้วแล้วจนถึงตอนนี้เนี่ยไม่มีแนวโน้มว่าเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้ยังไงนักกฎหมายก็โจทย์ปัญญาเพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องเออมันไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในประเทศที่เราจะใช้กลไกอะไรจัดการได้อย่างเดียวเรื่องนี้เราต้องการให้รัฐบาล take action อืมแล้วเค้าเออแล้วผมว่าเรื่องนี้เออถ้าเกิดให้ผมถ้าเกิดถ้าเกิดถามผมนะแก้ฝุ่นกับแก้น้ำแก้อะไรก่อนผมบอกว่าเออเออแก้ น้ำก่อนเถอะถ้าทำได้นะ
>> อือ
>> ฝุ่นๆก็ใส่เครื่องฟอกไปเออก่อนคืออย่างงี้ไม่ได้บอกว่ามันก็ไม่ใช่บอกมันไม่ไม่ไม่ได้บอกว่ามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่ว่า
>> เข้าใจที่อาจารย์บอกอืเข้าใจที่อาจารย์บอกคือน้ำมันมันเปลี่ยนน้ำมันเปลี่ยนระบบไปเลยนะคะน้ำมันเปลี่ยนระบบเวลาพูดคำนี้มันมันเหมือนเป็นคำใหญ่ไกลตัวพวกคนในเมืองคนกรุงเทพฯอาจจะรู้สึกว่าไม่ถึงตัวเองกูว่าถึงว่ะกูว่าไม่แบบใดแบบหนึ่งถึงอ่ะคือแบบมันเป็นไปได้ไงวะถ้าแบบโลกตรงไหนมันเปลี่ยนแล้วโลกอีกฝั่งนึงมันจะ ไม่เปลี่ยนเลยได้หรอคืออย่างสมมุติว่าคุณ มีประเทศนึงที่แบบเอ้ยคุณแบบคุณช่วยในการ รักษาแบบไม่เพิ่มก๊าซินกระจกแต่สุดท้าย แล้วถ้าตัวอื่นมันไม่เปลี่ยนเนี่ยเนี่ยก็เดือดเหมือนกันทั้งโลกอ่ะเพียงแต่ว่ามันจะมาถึงตัวเรา
>> เมื่อไหร่เท่านั้นเองคือแม่น้ำที่อาจารย์บอกค่ะอาจฟังสส.ตีส่วนนึงแต่ว่าพี่มีเพื่อนอยู่ที่นั่นด้วยใช่มั้คะแล้วก็อ่านข่าวอ่านข่าวในพื้นที่ด้วยใช่มั้คะคือ
>> ง่ายที่สุดก็คือปลากินไม่ได้อ่ะง่ายที่สุดง่ายมากคำถามคือแล้วซื้อปลากินแล้วคือเราแทกได้หรอว่ามันจะ
>> มันจะมาจากไหนมากไหนอือ
>> เออแล้วรวมไปถึงคืออ๋อแล้วน้ำมันหยุดอยู่แค่แบบพอพ้นเขตจังหวัดนี้แล้วมันไม่ไปไหนหรอคือ
>> มันก็เชื่อมไปหมดถูกมั้ย
>> มันไปหมดนะเว้ยเออแล้วคุณคิดว่ามันได้ว่ะ
>> มันก็จะไปปนเปื้อนในดินริมน้ำแล้วไอ้พอมันปนเปื้อนในดินเนี่ยเอาออกยังไงคือไอ้ปัญหาสิ่งแวดล้อมใช่ที่จริงเนี่ยถ้าเกิดย้อนอดีตหน่อยไปดูห้วยคิตตี้อย่างเงี้ย
>> ผ่านมา 30 ปียังแก้มันยังยังฟื้นฟูสภาพแวดล้อมไม่ได้เลย
>> อื
>> แล้วผมก็คิดว่าไอ้แม่น้ำพวกเนี้ยถ้าทำงานกันบนมาตรฐานเดียวกับคิตี้นะก็คืออีก 30 ปีจะบ้าเหรอ
>> หรือว่าคนที่หน้าตาก็คิดว่าตอนกูก็ตายแล้วไงลูกหลานก็จัดการกันเองแล้วกันป่ะคงงั้นน่ะนะเออๆๆพี่ชองขวัญตะโกนเรื่องนี้หน่อยนะตะโกนเรื่องนี้ให้หน่อยนะเออผมรู้สึกว่าเรื่องแม่น้ำเนี่ยพูดพูดเหมือนติดตลกนี่แต่แบบจริงนะหรือแบบเออหรือเขาคิดว่าเดี๋ยวกูก็ตายแล้วลูกหลานก็จัดการกันเองดีวะมึงก็พัฒนาเทคโนโลยีก็จัดการกันเองดีวะป่าวะ
>> อื
>> คือแบบหลงวะ
>> เออ
>> คือไม่รู้ทำไมเค้าถึงไม่เดือดร้อนเหมือนกันจริง
>> อื
>> คือดิฉันพูดบ่อยค่ะแต่ดิฉันก็ทศราไปเรื่องที่แบบมันก็ไม่สนุกเนาะเรื่องพี่ก็จะได้สนใจเรื่องขยะเรื่องน้ำเรื่องอากาศอะไร เงี้ยค่ะครับ
>> แต่มันเป็นเรื่องมันเป็นเรื่องไม่เซ็กซี่เท่าไหร่ไงอาจารย์แต่แบบ
>> อ
>> ดิฉันเปิดสเก่าเปิดเซ็กซี่เหรอ
>> เหรอ
>> อ๋อเปิดสเก่าไม่เซ็กซี่หรอไม่รู้เลยพื้น ที่พื้นที่อ่านอ่ะแบบ ไอ้ห่าเลยแบบเฮ้ยคือไงวะคือตรงนั้นไม่ใช่ประเทศไทยหรอวะแบบไม่มีใครไปสนใจเลยหรอวะ
>> อืเออแล้วแล้วพวกพวกนักวิชาการที่มองแม่ฟ้าหลวงเก็ตะโกนเปลาๆอาจารย์สืบสกุลอะไร เงี้ยฮะเก็ตะโกนกันเปล่าๆพวกนี้มีก็อย่างที่เห็นอย่างเงี้ยครับแล้วคนที่ท่านก็ซัฟเฟอร์ไปเมื่อเช้าดูข่าวปลาแบบ
>> ปลาแบบมีหงอนไก่ขึ้นมาอะไรเงี้ยมัน
>> อืออื
>> ตายแล้วตายไม่
>> ใช่แค่ปลาเพราะว่าเออน้ำมันก็ไปทุกอย่างนะไปดินใช่มั้ยคะสัตว์น้ำสัตว์น้ำห่วงโซ่สัตว์น้ำ
>> พืชคือแบบ
>> อื
>> ฉันรอเลยฉันรอแล้วว่าเดี๋ยวถึงคนกรุงเทพฯแน่นอนไม่ต้องห่วงจ้ะนึกว่านึกว่ารอดเหรอเป็นใครจะรอดในประเทศนี้ใช่ป่ะ
>> เออเออแต่พี่อันนี้พูดแล้วก็แบบก็แปลกใจมากนะคะเพราะว่าอ่ะอย่างเช่นอย่างเรื่องฝุ่นเราก็จะเห็นวิธีการมองของรัฐบาลหรือแต่ละคนโดยเฉพาะสุชาติชมกิ่นที่นั่งสเอ่อ นั่งทรัพย์อ่ะเนาะเออ
>> แล้วก็เราก็รู้สึกว่าเออเราไม่ค่อยได้ยินที่เขาจะพูดถึงเรื่องน้ำเลยด้วยซ้ำมั้ย
>> คือมันเหมือนกับแบบนานๆมาทีจริงๆอยากให้คุณศิศักดิ์พูดเรื่องแม่น้ำที่มันต่อ เนื่องกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยเพราะว่าเพิ่งเจอรู้สึกจะได้เจอ หนึ่งในผู้นำจีนอ่ะเออที่มา
>> อืครับ
>> เออ ก็คือบ่นกัน
>> บ่นกันบ่นกันซะยาวเลยอือ ทำไมทำไมค้างป่าเนี่ยไม่ค้างใช่มั้โอเค
>> ไม่ได้ค้างแต่ว่ามันอึดอัดใจอาจารย์อึดอัดใจจริงๆ
>> ไอ้หากู อยู่ในประเทศที่แบบรัฐไม่สนใจคน ขนาดนี้ได้เลยหรอวะได้เลยหรอวะเออว่ะได้
>> แต่เราก็อยู่กันมาสักพักแล้วเนาะพี่จองก่อนเนาะ
>> เออคำตอบคือได้อ่ะเอออาจารย์ขาเอางี้ค่ะตกลงอาจารย์จะเปิดตัวลูกเก๊าเมื่อไหร่คะมีชื่อยัง
>> กิโกะชื่อกิโกะ
>> คิ
>> กิโกะิรอร
>> กิกิโกะกิกไก
>> กิโกะ
>> อ๋อชิโกะ
>> คิโกะ
>> ใช่ๆ
>> แปลว่าอะไรคะอาจารย์
>> ไม่รู้เก๊าก็ไม่มีความหมายถูกมั้
>> ขอโทษค่ะแล้วแฟนเก๊าชื่ออะไรคะ
>> แฟนเก๊าชื่อฟูจิ
>> เออโอ๊ยบอกไปแล้วแก่แล้วขอโทษเก๊าฟูจิลูกชื่อกิโกะ
>> เอใช่แล้วก็มีพี่น้องของกิโกะอีกชื่อบากิแต่ว่าไม่ได้อยู่กับผม
>> อื
>> เอาตลงพ่อกี่ตัว
>> คอก 3 ตัว
>> อ๋อคอก 3 ตัว
>> อืมเป็นพ่อแล้ว
>> เอ่อเก๊าเป็นพ่อลูก 3 เหรอ
>> ใช่ๆพ่อลูก 3
>> อ๋ออาจารย์อาจารย์เป็นคุณปู่ 3 ตัวเลย มั้ย
>> ปู่สเอปู่ตัวเดียว
>> ตัวเดียวแบ่งๆกันไปเออแบ่งกันดีซะด้วย
>> ใช่จะมาจะมารับอุปถัมภ์หมดก็ยังไงอยู่ อะไรอย่างเงี้ยฮะ
>> อออาจารย์ขาเดี๋ยวคงได้รบกวนกันอีกขอบคุณที่มาอธิบายวิเคราะห์แล้วก็ระบายให้ฟังไม่ต้องห่วงว่าจะลืมค่ะดิฉันเหมือนแม่น้ำกกอยู่ข้างบ้านเลยแหละความเครียดอ่ะระดับนั้นน่ะแบบ
>> ค่ะอาจารย์อาจารย์จ้อยขอบคุณมากฝากสวัสดีอาจารย์เกาด้วยค่ะ
>> ครับเดี๋ยวไว้เจอกันนะขอบคุณครับ
>> ครับสวัสดีครับครับ
>> สวัสดีค่ะโอเคหลายเรื่องเนาะประเทศนี้ประเทศกูมันว่างล่ะมั้งเออเชิญเชิญคุณปกรวุฒิค่ะ
>> สวัสดีค่ะ
>> สวัสดีครับสวัสดีคุณตองขวัญครับ
>> ค่ะตอนนี้คุณปกรวุฒินั่งอยู่ที่ไหนของโลกคะ
>> อยู่บ้านครับอยู่บ้าน
>> อ๋อค่ะอยู่บ้านพูดดังไม่ได้ใช่มั้ยคะ
>> อ่าอันมีเสียงเบาเหรอครับ
>> อ๋อไม่ๆดูดูเหมือนแบบต้องแบบห้ามเกินขอบนี้
>> อ่าผมกลัวผมกลัวไมค์มันแตกครั้งที่แล้วที่เข้าล่าสุดคุณจอมขวัญบอกว่ากล้องผมไม่ชัดผมเลยยอมไม่ได้ผมก็เลยต้องทั้งกล้องทั้งไมค์ครับ
>> อออวยปุ๊ก
>> วันนี้ที่คุยกันเมื่อสักครู่นี้อาจารย์ กฤตพัชระค่ะอาจารย์จ้จากมช.ค่ะนิติมช.ก็คุยกันแล้วก็ให้อาจารย์จ้ายมาแบบว่าไหนช่วยแปลภาษาของปปช.ให้ฟังหน่อยคุณปกรวุฒิคุณอ่านเอกสารปปช.ขอแล้วคุณเข้าใจมั้ยหาพวก
>> ผมอยากเชิญคนที่เข้าใจเออผมผมอยากเชิญคน ที่เข้าใจมาเหมือนกันผมผมคุยกับวาโยแล้ว วาโยยังไม่เข้าใจเลยผมคงไม่เข้าใจอ่ะครับ
>> เอ้าสมัยใจละฉันอ่าน 2 รอบ 3 รอบฉันก็อะไรวะเออกูโง่ก็ได้เป็นที่กูแหละแต่ทีนี้เราสรุปความได้มั้คะเราสรุปความในฐานะหนึ่งในคนที่เป็นคนร่วมประเด็นกับการตรวจสอบคุณศักดิสยามได้มว่าตลงปปช.กำลังต้องการสื่อสารอะไรจะบอกอะไรเรา
>> เอโอเคผมว่าไอ้เค้าเมีเค้าน่าจะมี 3 ข้อเนอะอ
>> ข้อ 2 ข้อ 3 เนี่ยผมข้ามไปแล้วกันข้อ 2 ข้อ 3 เนี่ยเค้าเพูดถึงเค้าพูดถึงการอะไรนะเข้าไปแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้างอะไรพวกเนี้ยอ่าผมว่าอันนั้นข้ามไปแล้วกัน
>> ก็เพราะมันงงมากเพราะมันงงมากไม่รู้จะอธิบายยังไงนะครับอ่าผมว่าเพราะว่าศาลตั้งต้นของเรื่องเนี้ยมันมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนะอ่าว่าพูดผมว่าพูดง่าย ๆว่ามันมีการสุขหุ้นน่ะอ่าสุขหุ้นนะสุขหุ้นแล้วก็คือศาลรัฐธรรมนูญเนี่ยได้วินิจฉัยแล้วว่าเอ่อเป็นการใช้นอมินีในการถือหุ้นจริงๆนะครับแล้วก็แล้วก็พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีอ่าในตามมาตราอะไรเนี่ยก็ว่ากันไปคือคือผมต้องเริ่มอธิบายแบบนี้ก่อน
>> จริงๆผมอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างจากอ่านักวิชาการบางท่านหรือว่าหลายๆท่านที่ให้ความเห็นว่า
>> เอ่อคำวิชัยของศารัฐธรรมนูญเนี่ยมันผูกพันทุกองค์กรหมดเลยนะทุกบรรทัดทุกตัวอักษรเนี่ยมันต้องผูกพันหมดเลยนะผมไม่เห็นแบบนั้นนะผมเห็นตามนะอ่าผมคิดว่าในคำวิฉัยสังรัฐธรรมนูญเนี่ยเดี๋ยวผมเปิดอ่านนะสิ่งที่ผูกพันทุกองค์กรนะครับคือท้ายคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคือเเรียกว่าผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอันเนี้ยผูกพันทุกองค์กร
>> อ่าเช่นในกรณีคุณศักดิ์สยามเนี่ยผลของคำวินิจฉัยคือเอ่อสั่งให้ผู้ร้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีนะนับตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่แปลว่านับตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่เนี่ยคุณศักดิ์สยามไม่มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี
>> สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีต้องยึดตามนั้นจะไม่มีการจ่ายเงินเดินให้คุณศักดิ์สยามหลังจากวันนั้นนะ
>> แล้วก็ความสิ้นสุดลงเนี้ยมันไปผูกพันกับรัฐธรรมนูญอีกมาตรานึงซึ่งห้ามไม่ให้คุณศักดิ์สยาม
>> ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีก 2 ปีสิ่งนี้ก็ต้องผูกพันต่อไปว่า
>> นายกรัฐมนตรีคนไหนก็ตามไม่สามารถแต่งตั้งหุ้นศาสยามรัฐมนตรีได้อีก 2 ปี
>> นะอ่ะทีนี้เรามาดูว่า
>> อ
>> ศาลธรรมนูญเนี่ยวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 ครับ
>> อืรัฐมนตรีเอ่อรัฐธรรมนูญมาตรา 170 เนี่ยพูดถึงพูดถึงมาตราอื่นนะพูดถึงมาตราสิ้นสุดลงหากมีความผิดตามมาตรา 186 187 186 ผมไม่อ่านผมมีเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับสิ้นสุดลงเพราะว่าทำผิดตามมาตรา 187 คือรัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไปตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัตินะ
>> อืออื
>> แปลว่าศาลรัฐธรรมนูญสิ่งที่ผูกพันก็คือคุณศักดิ์สยามเนี่ยถือหุ้นหจก.แห่งนี้แน่นอน
>> อื
>> นะฮะอ่าอันนี้อันนี้คือสิ่งที่ผูกพันตามเอ่อผูกพันทุกองค์กรตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญส่วนไอ้อรรถาธิบายประมาณ 50 หน้าเนี่ยจริงๆไม่ผูกพันผมยกตัวอย่างได้อันนึงก็คือคดีหุ้นสื่ออ่ารัฐมนูญฉบับนี้เนี่ยบอกว่าส.ส.ผู้สมัครสส.เนี่ยห้ามถือหุ้นสื่อนะปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญเนี่ยก็เคยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีหุ้นสื่อตั้งแต่คุณธนาธรตั้งแต่สส.ฝ่ายค้านสสฝ่ายรัฐบาลประมาณ 30 กว่าคนแล้วก็มาถึงคุณพิธานะหุ้นสื่อเมีเคสอยู่ประมาณเ 40 เคสได้โดยประมาณนะครับก็ปรากฏว่าคำตัดสินของศาลยุติธรรมในกรณีที่กกต.เนี่ยยื่นว่าผู้สมัครนะตอนนั้นยังไม่ได้เป็นสส.ผู้สมัครมีหุ้นสื่อแล้วส่งฟ้องศาล
>> อื
>> ศาลยกฟ้องหลายคดีโดยที่ไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกับอ่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอันนี้เป็นข้อพิสูจน์ได้นะครับว่าอรรถาธิบายเหตุผลทั้งหลายไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะบอกว่าคุณพิธาถือ 1 หุ้นเนี่ยก็ถือว่าถือแล้วแต่ศาลยุติธรรมไม่ได้ตัดสินแบบนั้น
>> อื
>> แปลว่าไอ้อรรถาธิบายไม่ว่าจะกี่สิกี่ร้อยหน้าก็ตามเนี่ยมันไม่ได้ผูกพันทุกองค์ก่อนแต่ผลของคำวินิจฉัยมันผูกพันทุกองค์กรนะครับซึ่งอ
>> ผมคิดว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วนะครับไม่ถ้าไม่เช่นนั้นเนี่ยประเทศเรามันจะแปลกมากนะครับที่เราให้คน 9 คนเนี่ยมาเขียน
>> ใหญ่ที่สุด
>> มาเขียนอะไรก็ไม่มาเขียนตัวหนังสือ 100 หน้าขึ้นมาแล้วบอกว่า 100 หน้านิตัวอักษรเนี่ยคือสัธรรมของประเทศนี้
>> อื
>> อ่าผมว่าประเทศแบบนี้มันอยู่ไม่ได้นะซึ่งผมคิดว่าศาลยุติธรรมที่เอ่อตัดสินเกี่ยวกับคดีหุ้นสื่อเนี่ยก็ทำถูกต้องแล้วเพราะว่าผลของคำวินิจฉัยไอ้อรรถาธิบายของคำวินิจฉัยมันไม่เกี่ยวนะทีนี้พอย้อนกลับมาในกรณีคุณศักดิ์สยามอันแน่นอนว่าไอ้ อรรถาธิบายทั้งหมดเนี่ยมันไม่ได้ผูกพันไปถึงปปช.ว่าจะต้องเป็นตามนั้นปปช.จำเป็นจะ
ต้องไต่สวนใหม่ทั้งหมดนะครับ
แต่ประเด็นก็คือตอนที่ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจเนี่ย เอกสารผมอ่ะมันเป็นเอกสารที่หาได้ตามสาธารณะทั้งหมดเลยนะฮะ เป็นงบการเงิน เป็นพวก บอจ. ที่อ่าใช่มันมันคัดมันไปคัดที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้หมดนะฮะ
อาจจะมีบ้างบางอันที่ได้มาในทางลับนะ ผมไม่บอกแล้วกัน
อาจจะมีบ้าง มันเป็นสาธารณะนะครับ ก็มีบ้างบางเราเราก็มีแหล่งข่าวอยู่บ้างนะ ที่อ่าได้เอกสารอย่างอื่นมาในทางลับ
แต่ปรากฏว่าในศาลรัฐธรรมนูญเนี่ยครับ ผมเป็นคนนึงที่ได้เข้าไปนั่งฟังการไต่สวน อยู่ในห้องของศาลรัฐธรรมนูญเลยเอ่อ แล้วก็ได้ฟังการเอ่อซักถามของทนาย แล้วก็ได้ฟัง อ่าเอกสารหลักฐานของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ
ซึ่งอ่ะ ผมตั้งคำถามในการในการอภิปรายไม่วางใจว่า เพราะผมไม่สามารถไปเดินไปที่ธนาคารแล้วขอได้นะว่า เฮ้ยมีการโอนกันจริงหรือเปล่านะ เขาไม่มีทางให้ผมอยู่แล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญเนี่ยขอไปว่ามีการโอนจริงไหม อ่า แล้วโอนกันเมื่อไหร่ อย่างไร
ผมก็นั่งฟังศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็อ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย อ่า มีการอ้างว่ามีการโอน 3 ครั้งนะครับ ก็อาจจะแบ่งเนี่ยประมาณเนี้ย 40 ล้าน 30 กว่าล้านเนี่ยแถวๆนั่นแหละ 3 เป็น 3 รอบนะครับ รวมทั้งหมดเกือบ 120 ล้าน
มันมีอยู่ครั้งนึง ที่เอ่อปรากฏว่าพอศาลรัฐธรรมนูญขอเอกสารจากสถาบันการเงินเนี่ย มันพบว่าประมาณ 15:36 มีเงิน 40 ล้านโอนออกจากบัญชีคุณศักดิ์สยาม โอนไปที่ไหน โอนไปที่บริษัทศิลาชัย ซึ่งอยู่ในการอภิปรายให้แจของผมด้วย
อ่า ครั้งนั้นผมถึงบอกว่าผมจำเป็นต้องพูดถึงอีกบริษัทนึงด้วย ซึ่งมันเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของคุณศักดิ์สยามนะครับ
อ่า หลังจากนั้นนะครับ อ่า เข้าบัญชีศิลาชัยตอน 15:40 นะ ใช้เวลา 4 นาที 15:42 นะครับ ศิลาชัยโอนเงินออก โอนไปไหนครับ โอนไปที่คุณศุภวัฒน์ ผู้ถือหุ้นคนใหม่ และคุณศุภวัฒน์เนี่ย ก็มีการเอาเงินไปซื้อกองทุน เอาเงินไปซื้อกองทุนเสร็จแล้วขายกองทุนออกมา แล้วก็เอาไปจ่ายให้คุณศักดิ์สยามเป็นค่าหุ้น แปลว่าทั้งหมดมันวนเป็นวงกลมนะ
อ่า มันวนเป็นวงกลมนะ เส้นเงินมันบอกโดยตัวมันเองอยู่แล้วเนาะ ใช่มั้ยคะ
ที่เอิร์ด อ่า คำถามคำถามของผมก็คือ ปปช.เนี่ย ต่อให้คุณบอกว่าอรรถาธิบายของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ผูกพันองค์กร
คุณต้องมีหลักฐานชิ้นนี้อยู่แล้ว แล้วคุณไต่สวนหลักฐานชิ้นเนี้ยว่าอย่างไร ว่ามีเจตนาในการซุกหุ้นโดยการใช้นอมินีเป็นคนอื่นหรือไม่
ผมถามแบบ ผมไม่ใช่นักกฎหมายอ่ะ สามัญสำนึกคนทั่วไปอ่ะ ถ้าเราเอาเงินตัวเองไปให้คนอื่นมาซื้อบริษัทตัวเอง แล้วให้บริษัทนั้นกับเค้าไปเลยอ่ะ มันมีคนสติดีๆที่ไหนทำบ้าง ถ้าเรายังไม่ได้เป็นเจ้าของโดยพฤตินัย
เออ มันคนมีสติเขาไม่ทำกัน
ผมอยากรู้ว่า ปปช.เนี่ย เค้าไต่สวนกรณีแบบเนี้ยยังไง
แล้วในในการชี้แจงเนี่ย ก็ไปพูดถึง เอ่อ คุณศักดิ์สยามบอกว่าอะไรนะ มีการไปฟ้องคดี ใช่มั้ยครับ
หลังจากที่มีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ไปฟ้องคุณศุภวัฒน์
อ่า อ่า อ่า ไปฟ้องว่า เฮ้ย คุณต้องเอาหุ้นมาให้ผม เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วไม่ยอม ยอมคุณศุภวัฒน์ไม่ยอมทำไง ประนีประนอมยอมความโดยที่คุณศักดิ์สยามไม่ติดใจครับ ไม่ติดใจอ่ะ ไม่ติดใจไม่เอาก็ได้ พูด น่ะ เออไม่เอาและเอางี้แล้วกัน คุณมาถือ เออ คุณมาขายที่ดินให้ผมแล้วกัน เอ้ย คุณมาซื้อที่ดินผมแล้วกัน
แทนที่จะคืนหุ้นนะ คุณมาซื้อที่ดินผม 51 ล้าน ให้ที่ดินไปด้วยนะ 323 ไร่ นะครับ ได้เงินมา 51 ล้าน ซึ่งไม่ถึงครึ่งของจำนวนหุ้น ไม่ถึงมูลค่าหุ้น
ได้เงินมา 50 ล้านแล้วเสียที่ดินไป 323 ไร่แล้วอ่ะ เอาหุ้นไปเลย อะไรนะนะ ผมอ่านอะไรอะไรนะ
คือเท่าเนี้ย เอาเท่านี้ก่อนนะ ไอ้ตอนที่เขาไปประนีประนอมยอมกันเนี่ย มันเกิดขึ้นทำไมวะ
โอเค ผมอ่ะ วิเคราะห์กันแบบนี้ว่ามันคือการบอกว่า นี่ไง ฉันน่ะปฏิบัติตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
แล้วพยายามจะบอกว่า ไอ้ที่ฉันผมไปฟ้องเนี่ย เพราะว่าผมไม่รู้ไง
ว่าตอนนั้นผมมีหุ้นอยู่ พอรู้แล้วอ่ะ ผมก็รีบไปฟ้องเลย เพราะศาลบอกแล้วว่ามันเป็นของผม ผมผมก็พยายามไปฟ้องเพื่อที่จะเอามาใส่ในบัญชีทรัพย์สิน แต่ผมโดนโต้แย้ง อ่า พอโดนโต้แย้ง ผมก็เลยต้องไปฟ้อง เสร็จแล้วก็ไปประนีประนอมยอมความกัน โดยการให้ที่ดินเข้าไปอีก แล้วเอาเงินมาแค่ 51 ล้าน
แต่อ้า ผมไม่รู้อ่ะ แต่ต้องไปดูอ่ะ ว่าแล้วราคาประเมินจริงๆของไอ้ 300 กว่าไร่นี่มันเท่าไหร่ ถ้าราคาประเมินมา 70 ล้านนี่ตลกเลยนะครับ
คุณต้องห่วงเรื่องตลกมั้ย คุณต้องห่วงว่าอันไหนตลกมั้ย ปกวุฒถึงตรงนี้แล้ว
คือไอ้เหตุการณ์ทั้งหมดนี่นอกจากมันงงแล้วเนาะ นอกจากมันงงแล้วเนี่ย ประเด็นก็คือไอ้การฟ้องหลังจากที่ศาลวินิจฉัยไปแล้วเนี่ย
ไอ้ไอ้คดีที่เราร้องไปเนี่ย มันคือการอ่า ยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 62 ถูกมั้ยครับ เราพยายามจะบอกว่า
ปี 62 เนี่ย คุณพยายามซุกหุ้น
ในเมื่อคุณซุกหุ้นแล้วเนี่ย ไอ้ไอ้ไอ้หุ้นส่วนเนี้ย มันคุณจำเป็นต้องอ่าเปต้องต่อ ปปช.แต่คุณไม่ดีแปลว่าคุณจงใจปกปิด
ไอ้การฟ้องหลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย มันไปเกี่ยวกับเจตนาตอนปี 62 ตรงไหนนะครับ
ใช่ เพราะนั้นมันจบไปแล้ว
ใช่ แล้วมันไปลบเจตนาตอนปี 62 ยังไงนะครับ การพิสูจน์เจตนาตอนปี 62 เนี่ย มันต้องดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนปี 62
ซึ่งก็คือไอ้การโอนเงินทั้งหลายเนี่ย ว่ามันเป็นเงินของใคร เงินของใครคนนั้นก็เป็นเจ้าของนั่นแหละ
ก็คือที่คุณเออพูดมาอันนี้ขอแทรกนิดเดียว ที่คุณเออพูดมาก็คือตอนที่อ่านเอกสาร ปปช. คือแล้วทำไมกูต้องรู้ท่อนนี้นะ
คือคือผมงงมากว่าใครเป็นคนคิดกลยุทธ์นี้ นะ ใครเป็นคนจินตนาการแทคติกนี้ขึ้นมาว่า เฮ้ยไปฟ้องศาลสิเนี่ย ฟ้องศาลแล้วก็อ่ะเอาคืนมาบอกว่าเราทำตาม เออเออทำทำไมทำทำไม
เอ่อ มีทีมที่วันนี้คุยกันเป็นนักกฎหมายนะ บอกว่า กรณีเนี้ยมันคือการฟ้องศาลโดยไอ้ใช้ศาลไปลงละคร และใช้ผู้พิพากษาเป็นตัวประกอบ
อยากรู้ตัวผู้กำกับอ่ะ พอรู้มั้ย
เออ ผมงงมาก โอ้โห บทนี้นี่คือแบบ experimental มากเลยครับ
เป็นหนังแนวทดลองอ่ะ
เออ ได้ทุนจากไหนวะ
เออ ผมว่าเก็ยาก
เก็ยากกว่าหนังพี่เจ้ยเหรออันเนี้ย
เออ ถูกๆ ไม่แต่ว่าตอนที่อ่านนะค่ะ คุณคุณ ปกรวุฒิ ดิฉันก็งงว่าแบบ เอ๊ะไอ้นี้มันมาเพื่ออะไร คือโอเคมันมาอยู่ใน ปปช.ว่างงแล้ว แต่มันเกิดขึ้นเพื่อการนี้หรอวะ หรือมันเกิดขึ้นเพื่ออะไรวะตอนนู้นน่ะ ใช่มั้ยคะ คือมันเอางี้้นะคะ คือต่อให้มีความรู้ น้อยไม่เข้าใจทั้งหมดแต่คือเราก็ไม่รู้ ว่าไอ้ชิ้นเนี้ยมันมาเพื่ออะไร แล้วก็พูด เหมือนแบบพูดเหมือนติดตลกแต่จริงๆแล้ว เข้าใจรู้สึกอย่างงั้นจริงๆคือว่าคือ ปปช. อธิบายแทนศักดิ์สยามแล้วไปดึงไอ้อันเนี้ยมา อธิบายอย่างเงี้ยเหรอ จริงๆ ปปช. มาตรฐาน ปปช. ไม่ใช่แบบนี้นะ ถูกป่ะ คือแบบ อะไรวะ แต่โอเคมันเกิดขึ้นแล้วอ่ะ แล้วยังไงต่อ คุณ ปกรวุฒิ
อ่านั่นแหละครับ สิ่งที่ผมสงสัยก็คือ พฤติการก่อนปี 62 ฮะ ปปช. ได้ดำเนินการไต่สวนเรื่องอะไรบ้าง ได้ดำเนินการไต่สวนเส้นเงินหรือเปล่า แล้วคุณศักดิ์สยามตอบคำปัญหาว่ายังไงว่า ตกลงไอ้ 40 ล้านที่มันปรากฏอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้วอ่ะ ปปช. ก็มีสิทธิ์ไปขอจากธนาคารเหมือนกันนะ ขอหรือเปล่า
ขอมา
เออ แล้วถ้าขอมาแล้ว แล้วเห็นแล้วคุณถามมั้ย แล้วตกลงเงินเนี้ย คุณคุณใช้ท่ายายซื้อขนม ยายแล้วเอาขนมไปให้เพื่อนเนี่ย มันคืออะไร เออ คุณได้ถามหรือเปล่า
เพราะฉะนั้น ถ้าในแง่ของคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบต้นเลือด เอาจริงๆต้องให้เครดิตท่านอื่นด้วยนะ ไม่ใช่แค่คุณปกรวุฒิเนาะ อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นรายการว่ายังจะ อภิปรายกันหลายคนอีก 1 คนที่สำคัญ คุณทวี สอดส่องเนาะ เออ วันนี้ได้เจอคุณทวีมั้ย
เจอครับ เจอๆ
อ้า เป็นไง ได้คุยกันเรื่องนี้มั้ยคะ เมาส์ เมาส์กันมั้ย
ก็มีคุยกันนิดหน่อยครับ พี่ทวีก็งงๆ คล้ายๆ
อ๋อ แต่ว่าดิฉันก็ดิฉันก็เอ๊ะ ถ้าสมมุติ เชิญคุณทวีสถานะคุณทวีตอนนี้มาคุยเรื่อง นี้ ก็
ไม่รู้แกจะสะดวกพุเนาะ
แปลกๆหน่อย แปลกหน่อย
ไม่รู้สะดวกมั้ยอ่ะ แต่ทีนี้ใดๆก็แล้วแต่ จะบอกว่าไม่ใช่เฉพาะคุณปกรณวุฒิอีกหน ท่านที่สำคัญก็คือคุณทวีสอดส่อง ณ วันนั้น เพราะตอนนั้นก็เป็นฝ่ายคาร่วมกันนะคะ แต่ที เนี้ยพอมันมาเกิดตรงนี้เสร็จแล้วเนี่ย เอาจริงๆ ถ้าให้คุณปกรวุฒิประเมินน่ะ นี่คือการพาคุณสัตสยามเข้าไปนั่งเป็น ครม. หรือเปล่า อย่างที่เค้าวิเคราะห์กันนะ อย่างที่เค้าวิเคราะห์กัน
อืๆ จริงๆแล้วก็ผมว่าใครอภิปรายนะ พรรคร่วมฝ่ายค้านเนี่ยครับ จริงๆรัฐมนตรีในชุดนี้หลายคนเนี่ย ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนขององค์กรต่างๆ เหมือนกันนะ
อื ดังนั้นเนี่ยผมผมคิดว่าเอ่อลำพังแค่คดีใน ปปช.ยังไม่จบเนี่ยก็ก็อาจจะตั้งได้นะ หลายๆคนในรัฐบาลตอนนี้ก็ยังมีคดีที่อยู่ใน องค์กรต่างๆแล้วก็อ่ะท้ายแนบแนบแนบท้ายของ ปปช.เนี่ย ขอบอกว่าอย่างงี้ อ่าสำคัญสำหรับ คดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทาง จริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้นเป็นการร้องเรียน เข้ามาในประเด็นเดียวกันซึ่งปัจจุบันอยู่ ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น
อื แปลว่ายังไม่จบป่ะ
ใช่สิ
แปลว่าก็ยังมีคดีอ่ะ แปลว่าก็ยังมีคดีอยู่ ใน ปปช.ป่ะ
มีสิ
อ่ะ ถ้างั้น โอ้โห ก็คิดว่าการยกคำร้องอัน นี้มันไม่ได้อ่ะ บางคนอาจจะเรียกว่าการฟอกขาวเนาะ แต่มันยังไม่จบไง เพราะมันยังมีรอยเปื้อนอื่นอยู่ จะตั้งตั้งก่อนที่จะหลุดคดีนี้ก็ได้ ใช่มั้ย
คำถามที่สำคัญ
คำถามที่สำคัญกว่าครับ
ท่านนายกกล้าตั้งหรือเปล่า ทำไมอ่ะ
เออนี่แค่นี่แค่ ปปช. พอออกมายกคำร้องแล้วออกคำเอ่ออธิบายมาแบบนี้เนี่ย
สังคมตั้งคำถามแบบ โอ้โห ดังลั่นเลยนะ ผมเห็นแบบนี่ผมโดนเชิญไปออกหลายรายการมากนะ แล้วก็เห็นอาจารย์ต่างๆก็รัวๆเลย 2-3 วันเนี้ย โดยเฉพาะวันนี้นะ
อื แล้วพอมันถูกตั้งคำถามขนาดนี้เนี่ย กล้าตั้งหรือเปล่า
ทำไมอ่ะ เอ่ออ่ะโอเครอบรอบนี้ก็ก็อย่างแต่ว่าตอน ที่เขา 2 เดือนนั้นเก็กล้าตั้งอยู่หลายคน
อ่ะ เออจะเอาอีกคนมั้ล่ะ
แต่จริงๆแล้วประเมินมั้ยคุณปกวุฒิประเกิ เอ่อประเมินมั้ยคะว่าคุณจากสยามจะได้นั่ง ครม. ก็มีความเป็นไปได้ครับ ผมผมว่าก็มีความเป็นไปได้นะ แต่คำถาม อืมในใจผมก็เนี่ยแหละ ถ้าเอาจริงเหรอกล้าจริงๆเหรอ สังคมนี้ยังตั้งคำถามกับรัฐบาลนี้ไม่พอ เรา
อื อ่ะอย่างเคสเคสตอน
เคสตอนอ่ะ เคสตอนน้ำมันนะ ตอนวิกฤตน้ำมันนะ เออ
เปลี่ยนตัวนะ เปลี่ยนตัวท่านนายกเปลี่ยน ตัวสปก.นะใช่มั้ยแต่
แต่ยังผมเป็นรัฐมนตรีอยู่ แต่ยังเป็นรัฐมนตรีอยู่อ่ะ ให้ความเป็นให้ความเป็นธรรมนะ ให้ความเป็นธรรมคือ มี conflict of interest ที่สังคมตั้งคำถาม แต่ว่ายังไม่ได้พิสูจน์ได้ว่าทุจริตอะไร นึกออกป่ะ แต่โอเค ไอ้การตั้งตอนนั้นน่ะ มันถูกสังคมตั้งคำถามอยู่แล้วว่าท่าน พิพัฒน์ครอบครัวท่านพี่พัฒนเนี่ย
ประกอบธุรกิจในซันี้นะ มันมี conflict of อ่ะ ในที่สุดสังคมวิพากษ์วิจารณ์แล้วพอ วิกฤตมันหนักเข้าก็เปลี่ยนนะ
อื อ่า แต่ถ้าถูกพิสูจน์ว่าไอ้โม่งตัวจริง เกี่ยวข้อง กับรัฐมนตรีอันนี้อีกเรื่องแล้วนะ อันนี้ผมว่าไปอีกระดับะว่าต้องปลดนะ ตามมาตรฐาน
ใครจะพิสูจน์ปกรวุฒิ มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ พิสูจน์ไอ้โม่งเนี่ย
อ่า มันก็มันก็ อ่ะ ผมพูดผมพูดถึงอนาคตแล้วกัน ผมพูดถึงแค่ว่าตอนเนี้ยมันเป็นแบบนี้ อันนี้ให้ให้ความเป็นธรรมกัน อ่า อันนี้ให้ความเป็นธรรมกันแน่นอน ผมตั้งคำถาม พรรคผมก็ตั้งคำถามนะ แต่จะบอกว่าไปพูดว่าคุณพิพัฒน์เป็นคน ทุจริตไปในโม่งผมว่ามันยังไม่ได้
อ่า ก็พูดไม่ได้ค่ะ พูดไม่ได้ อ่า แต่ว่าตั้งคำถามได้ว่ามันเหมาะเอาเปล่า ทำไมต้องให้สังคมคหามันจะเป็นมั้ให้คุณมีคนแค่นี้หรอ ใช่มั้ย
ถูกต้อง ถูกต้อง
ออ อ่า ซึ่งท้ายที่สุดนายนายกก็ถอยม
ออ แล้วแล้วจะกล้าจะกล้ามั้ยในเมื่อเนี่ยตอน เนี้ยสังคมตั้งคำถามแล้วสังคมตั้งคำถามแล้ว
อ เออ
แต่รู้ใช่มั้ยว่าศักดิ์สยามเป็นใคร
รู้มั้ยว่าอนุทินมีใครบ้าง
รู้ๆ รู้
ทุกคนรู้ ปกรุฒรู้ จอมขวัญรู้ ทุกคนรู้
ก็เลยแบบ มันเป็นมันไม่ได้เป็นไปได้ยาก เท่าไหร่นะคะ
ใช่มั้ย
อ ก็ไม่ยากครับ อื ก็ไม่ยาก
เพราะว่าก็จริงๆแล้วเราก็ถูกเทรนให้แบบ เห็นว่าเออเค้า อ๋อ กล้าทำว่ะ อ๋อ กล้าพูดว่ะ อ๋อ กล้า 9 อ่ะ อยู่แล้วนะ เอิร์ทใช่มั้ย
อื ซึ่งซึ่งสังคมก็ควรจะเชฟให้นักการเมือง หน้าบางกว่านี้นะเออไม่ใช่ดีแล้วอ่ะโดนไป 1 คีดนะเธอ
ไม่ใช่แบบ อ๋อ ก็อย่างงี้ก็อย่างงี้แหละ ก็อย่างงี้แหละ ไม่เห็นเป็นไร เออ แบบแบบนี้ เค้าก็ลูบปากยิ้มเลย
อื คือเราคือคือจริงๆมันอาจจะไปออกผลที่นัก การเมืองเนาะ แต่ว่าสิ่งที่น่ากังวลมาก กว่าอันนี้ถามคนซึ่งอยู่ในการเมืองด้วยนะ คะว่าคือองค์กรต่างๆมันเริ่มจะแบบไม่ได้ ไม่ได้แคร์เรื่องศรัทธาเน่งเรื่องศรัทธา หรือเรื่องให้เกียรติตัวเองแล้วมั้ง เออ คือแบบ กกต. อย่างเงี้ย เออโดนวิจารณ์จนแบบ คือแล้วมันมีผลต่อชีวิตพวกเราเนาะ เออ สตง. ก่อนหน้านี้ นะว่าแบบ เอ้ยมาตรฐานแบบนี้มันโอเคหรอวะ มีคนตายนะเว้ย หรือล่าสุด ปปช. มาปาดกลับเงี้ย เออ คือเหมือนกับ เาแย่งตำแหน่งกันอยู่เนาะ คือคือตอนที่แต่ละองค์ กรมันเหมือนกับแบบ เออไม่ซีเรียสเรื่องให้ เกียรติตัวเองไม่แคร์เรื่องศรัทธาที่บ้าน ไม่เคร่งอะไรอย่างเงี้ย คือแบบมันแทบจะหมดหนทางหมดแล้วนะคะ คุณปกรวุฒิในแง่ของคนใน อ่ะคิดว่านี่นี่เป็นความตั้งใจป่ะ แล้วมัน แทบจะหมดมือแล้วนะ สว. ก็คือก็ค่อนข้างชัด เจนว่าเค้ามีการแพ็คกันถูกป่ะในขณะที่ ฝ่ายค้านต้องยอมรับว่าในรอบนี้ในสมัยนี้ เนี่ยไม่ได้เข้มแข็งเหมือนก่อนหน้านี้ถ้า เทียบกันถ้าเทียบกันถูกป่ะ คือตอนนี้พี่ใน ฐานะชาวบ้านน่ะค่ะ คือมันเรามองไม่เห็นเลย ว่าเออเราเห็นความผิดปกติเราส่งเสียงแต่ ว่าแล้วไงต่อวะ คุณเนิประเมินให้หน่อยสิคะ
อื คือผมพูดถึงสาเหตุแล้วกัน มันง่ายมากเลย อืม ผมเคยพูดเอาไว้นะว่า ผมผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า มนุษย์ทุกคนน่ะมันเห็นแก่ตัวหมด
อื อ้า เราเราถึงเราถึงมีสังคมที่จำเป็นต้อง มีกฎหมายนะ
เพราะว่าแต่ผมผมตั้งสผมผมตั้งสมมุติฐาน ว่ามนุษย์ทุกคนเห็นแก่ตัวแล้วทำเพื่อผล ประโยชน์ของสูงสุดของตัวเองนะ มีคนที่เขา เคยทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีนี้น่ะนะ ว่าว่า ถ้าคุณโกงได้โดยไม่มีใครรู้อ่ะ คุณจะโกงมั้ย
อืม อ่าอ่า เอาแบบให้เข้าไปในห้องอ่ะ แล้วก็เอาเงินออกมาโดยที่อ่ามีกล่องวางอยู่ แล้วก็บอกหมดเลยนะว่ามันจะมีคนเข้ามาประมาณ 10 คนอะไรเงี้ย แล้วก็บอกว่าออกไปเนี่ย คุณเอาเงินเนี้ยคืนในกล่องนะ ระหว่างติดกล้องกับไม่ติดกล้อง อ่า คือมันเห็นชัดเจนเลยว่าพอไม่ติดกล้องอ่ะ เงินที่คืนเนี่ยมันน้อยกว่า โดยที่เราไม่มีใครรู้ว่าใครเอาไป มันก็พิสูจน์ได้ว่าในเมื่อเราไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ
ต่อการทุจริตหรือการอ่า ทำไม่ดีเนี่ย มนุษย์มักจะทำเพื่อประโยชน์ของตัวเองนะ อ่า ผมว่ามันย้อนกลับมาที่องค์ กรอิสระเหล่านี้ เค้าไม่มีความรับผิดรับ ชอบใดๆต่อประชาชนเลย
อื ก็ฉันจะทำแบบเนี้ย คุณจะทำอะไร ปปช. ทำแบบนี้ ช่องทางคืออะไร ช่องทางคือ สส. สว. เข้าชื่อกัน 1 ใน 5 ส่งให้ประธานสภา ประธานสภาใช้ดุลพินิจ ว่าจะส่งต่อมั้ย ถ้าส่งต่อให้ศาลฎีกาตั้ง องค์คณะขึ้นมาเนาะ ซึ่งอ่าครั้งที่แล้วเราก็ทำแล้วนะ กรณีนี้มีคลิปหลุดซึ่งปรากฏว่า วันที่ 11 ธันวาคมก็คือวันที่พูดง่ายๆว่า วันยุคสภาและครับ วันยุธสภาจริงๆคือ 12 นะ แต่จริงๆมันมีการยื่นยุคตั้งแต่วันที่ 11 แล้วนะ
วันที่ 11 นั่นแหละครับที่ประธานวันนปัด เรื่องนี้ตกแล้วบอกว่าไม่มีเหตุอันควร เชื่อได้ว่ามีการกระทำผิด อืม เค้าจำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรต่อประชาชน ไม่มีเลย ไม่เหมือน สส. นะ สส. เนี่ยถูกทุกองค์กรตรวจสอบทุกเมื่อ ไม่ต้องทุกองค์กรก็ได้ครับ ก็คือใครให้คุณได้โทษกับคุณน่ะ คุณทำงานไม่ดี คุณทำงานห่วย ประชาชนไม่เลือกคุณ ก็ไม่มีทางได้กลับมาเป็น
อื นะ มันมีความรับผิดรับชอบต่อประชาชนโดยตรง นะ มันมีการตรวจสอบจากองค์กรต่างๆโดยตรง และรับผิดรับชอบต่อต่อประชาชนโดยตรง ถ้าเราไม่มีกฎหมายให้องค์กรเหล่าเนี้ย มีความรับผิดรับชอบโดยตรง มีความยึดโยงกับประชา ชน ถ้าคุณทำผิดอ่ะ ประชาชนยื่นร้องถอดถอนได้ อ่า เขาก็จะไม่กล้าทำแบบนี้ แต่ในเมื่อ กฎหมายรัฐธรรมนูญที่บอกว่าปราบโกงเนี่ย
มันเขียนมาว่าประชาชนไปแตะต้องอะไรองค์กร เหล่านี้ไม่ได้เลย แล้วเค้าจะแคร์เราทำไม
มันเอ่อเอ่อ มาคดีคุณเลยดีกว่า คือคิดว่าคุณปกวุฒก็น่าจะเป็นคนนึงที่ถูก ถามเยอะเนาะ โดยเฉพาะเอ่อพอเราคือหนึ่งใน คนที่อภิปรายเป็นต้นทางของศักดิ์สยามซึ่ง มันมาถูกเทียบกับสิ่งที่ ปปช. ชี้ซึ่งคุณเอิร์เป็นหนึ่งใน 44 สส. ที่เรียกกันชื่อ คดีนี้คือถ้าถ้าเป็นความรู้สึกเฉพาะแบบ ประเจกล่ะเฉพาะเราคนเดียวเราเห็นอะไร มากกว่าที่แบบเราพูดเรื่องของคดีหรือสถานะ ส.ส. มั้คะคือเพราะเรามีความทับซ้อนของแบบ ความร่วมอยู่ใน 2 คดีนี้เนาะ
อืม ก็คดีคดีของ 44 ส.ส. วาโยน่าจะเคยมาบอก ไปแล้วนะว่าศาลไม่ไอ้ ปปช. ไม่อนุญาตให้พยานบุคคลพยานเอกสารเบิกความ อะไรเลยเนอะ ปฏิเสธหมดเลย อ่าอ่ะผมเทียบคดี คุณสัตสยามเนี่ยจริงๆอ่ะพออ่านดีๆเนี่ย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย มัดเจตนา คุณศักดิ์สยามนะครับ แล้วก็คำวิจัยของศาล รัฐธรรมนูญเนี่ย ชี้ไปที่คุณศักดิ์สยามโดย ตรงนะ คนเดียวนะ 1 ผู้ถูกร้องคือหนึ่งเดียวคือคุณศักดิ์สยามนะครับ แล้วก็นำมา สู่ที่ ปปช. นำมาสู่ที่ ปปช. ของพวกผมเนี่ย ตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญเนี่ยเป็นการชี้ไปที่ องค์กรนะ แต่ ปปช. เนี่ยพยายามจะหยิบทุกบรรทัดของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย กปี้แล้วก็เอามาวางแล้วก็เอามาเรียบเรียงใหม่ โดยที่ ไม่ให้เราแก้ไขแก้แก้ต่าง เอ่อแก้ข้อกล่าวหา เรียกพยานก็ไม่ให้ สิ่งที่ ปปช. ทำก็คือไป เรียกพยานฝ่ายตัวเองที่จะมาสนับสนุนคำ ร้องว่าเราผิดเข้ามา 10 กว่าปากมั้ง ผมไม่แน่ใจก็
อื ก็อดีตเพื่อนผมหลายๆคนนะ เออแล้วก็เข้าไป ซึ่ง พูดอะไรก็ได้อ่ะ นึกออกป่ะ พูดอะไรก็ได้อ่ะ เอ่อ แล้ว ปปช. รู้ได้ไงว่าสิ่งที่เขาพูดมันเป็นความจริง โดยที่ไม่ฟังความด้านผมเลย ผมถึงอยากรู้นะครับว่า คี คุณศักดิ์สยามเนี่ย คุณศักดิสยามมีโอกาส ได้ชี้แจงและโต้แย้งข้อกล่าวหาตัวเองมาก แค่ไหน มีโอกาสได้เบิก
ได้เบิกความได้เบิกพยานมาให้การมาก แค่ไหน และ ปปช. เองเนี่ย ได้เรียกหลักฐานที่ สนับสนุนคำร้องเนี่ยมากแค่ไหน อื เอ่อของคุณปกรณวุฒเนี่ย มันมีความทับซ้อนกันนะว่าโอเค เอ่อแต่ละคนจะชอบไม่ชอบ ภูมิใจไทยหรือตัวคุณศักดิ์สยามยังไงก็ แล้วแต่ ชอบไม่ชอบคุณเอิร์ดหรือพรรคคุณเอิร์ดยังไง ก็แล้วแต่นะ แต่ว่ามันก็มันก็ถูกเปรียบเทียบเนาะ เอออันนี้ถ้าเรายันตามคำนิสัยของศาล รัฐธรรมนูญนะ อ่าก็คือว่าคุณ ศักดิ์สยามสุหุ้นใช่มั้ยคะ อันนี้แปลภาษา ง่าย
คุณเอิร์ทเป็นหนึ่งในคนที่อภิปรายแล้วก็ นำไปสู่เส้นทางนี้เพื่อพิสูจน์ตัดสินว่า เขาต้องออกจากตำแหน่งในขณะที่คุณซึ่งเป็น คนตรวจสอบแบบนี้ทำงานในสภาคุณกำลังจะเดิน หน้าสู่การแทบจะหนักกว่าศักดิ์สยามด้วยซ้ำ เอาเอาบทวิเคราะห์กันนะคะ เอ่อคือแทบจะ หนักกว่าคุณศักดิ์สยามด้วยซ้ำนะ เอาจริงๆ ตอนนี้ความรู้สึกคุณปกรพุทธเป็นยังไงบ้าง
อืม ความรู้สึก
คุณคนเดียว คุณคนเดียวไม่ใช่ ไม่ได้ไม่ได้แบกพรรคมาตอบใช่
อ่า ผมคนเดียวเนาะ ผมเอาผมคนเดียวก็แน่นอน แน่นอนว่ารู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม ไม่ไม่ ได้ คือผมว่าไม่ได้เปรียบเทียบกับคดี กุศักดิ์สยามด้วยซ้ำนะ
อ่า ไม่ได้เปรียบเทียบ เอ่อ ก็ก็รู้สึกถึง ความไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่แล้วเน พอ ยิ่งมาเห็นเนี่ยก็คือผมรู้สึกต่อ ปปช. แล้วกันว่าผมอ่ะไม่ได้รับความเป็นธรรม
อ่า
อื ปปช. พอจะตัดสินคุณสัสยามมันถูกมันผิดอีก เรื่องนึง
อาจจะผมตั้งคำถามว่าเนี่ย แล้วสิ่งที่
ผมและพวกเพื่อนๆผมเนี่ย ได้ขอเบิกความเพื่อที่จะแก้ต่างให้ตัวเอง คุณไม่เปิดโอกาสอะไรให้เราเลย
เอ่อ แต่คุณชี้แจงในการยกคำร้องของอีกคดี นึง โดยที่คนทั้งประเทศงงว่าคุณยกคำร้อง ด้วยเหตุผลนี้จริงๆหรือ อ่า แต่กับคดีเนี้ย คุณคุณชี้มูลความผิดนะ ที่เป็นนามธรรมมากๆ อ่ะ ด้วยการไม่รับฟังความของฝ่ายผู้ถูก ร้องเลยนะ มันก็รู้สึกได้อยู่แล้วถึงถึง ความไม่เป็นธรรม
อื มันมันมีผลต่อการทำงานการเมืองในระหว่าง ที่รอแค่ไหนคะ อ่ะอย่างน้อยเราคุยกัน วันนี้พรุ่งนี้มันจะรู้และใช่มั้ยคะ แต่ว่าจริงๆแล้วอ่ะ นับตั้งแต่ที่เรารู้ว่าเฮ้ย มันขยับคดี 44 ส.ส. ว่าคุณปกรวุฒิมันมีผล ต่อกำลังใจหรือแบบความรู้สึกต่อการแบบ เข้าสภาทำงานพักอ่า แค่ไหนคะ
อืม ผมผมยอมรับนะ ผมมนุษย์คนนึง เป็นมนุษย์ปกติเนาะ เอ่อ วันที่ 9 แน่นอน วันที่ 8 มีนาคมมันก็เป็น เอ้ย วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ขอโทษครับ มันก็เป็นความรู้สึกผิดหวังในระดับนึงนะ แต่ อย่างน้อยๆแล้วก็ อ่า 120 ที่นั่งมันก็ไม่ ใช่ไม่ใช่น้อยเนาะ แต่แน่นอนมันก็มีความ ผิดหวัง เพราะความคาดหวังของประชาชนมันสูง พอวันที่ 9 เนี่ย ก็รู้ข่าวว่ามีการชี้มูลนะ ปปช. ก็มาประกาศหลานเลือกตั้ง 1 วัน ก็แน่นอนผมว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนั้น เนี่ยก็รู้สึกแย่เนาะ แล้วก็
อื อื เสียสมาธิมั้ย
ผมว่าก็เสียสมาธิไปสักประมาณอาทิตย์นึงแล้วกัน อ่า ว่าแบบ โอ้โห ทำกันขนาดนี้เลยเหรอ แบบ
อือ รออีกหน่อยก็ได้มั้ง เออ เลือดเออ เลือดตั้งเสร็จทุกวัน ลุกขึ้น เอาเลยเหรอ เอาเลยเหรอ เออ
กลัวน่าเกลียด กลัวน่าเกลียด
แต่ก็น่าเกลียดนิดนึงนะ จังหวะ
เออ มันก็แบบ เอ้ย อะไรกันนักกันหนา อะไรเงี้ย เออ มันมันคนที่ผิดหวังในวันอาทิตย์ แล้ววันจันทร์มาแบบเจอความรู้สึกที่ไม่ เป็นธรรมอีกเงี้ย มันแน่นอนมันรู้สึก รู้สึกแย่มากอยู่แล้ว แต่มีว่าอาทิตย์เดียวเท่านั้น ผมว่าผมประมาณสัปดาห์นึงที่ก็ลุก ขึ้นมาแล้วก็ทำงานเหมือนเดิม แต่แน่นอนว่า สิ่งที่ต้องทำก็คือเตรียมนะ ไม่ว่าจะเกิด อะไรขึ้น เพราะผมคิดไว้ก่อนเลยว่า ไม่ได้บอกว่าตัวเองโดนแน่ๆนะ แต่มันต้อง คิดไว้ก่อนเลยว่าถ้าโดนแล้วอ่ะ
ใช่ค่ะ มันจะทำยังไงให้พักนี้มันเดินต่อไป ข้างหน้าได้เหมือนเดิม
อื ดังนั้นเนี่ยเรา
เรานั่งเศร้าซึมเหมือนเดิมไม่ได้
อื มันก็ต้องลึกขึ้นมาทำ
เอ่อ เอาเอาท่อนที่ยังเกี่ยวกับคดีก่อนนะ คะ คุณปกรวุฒิ เอ่อจริงๆแล้วคุณมีบทบาทมาก ในงานสภามากๆเลย ดิฉันไม่รู้ว่าในในพรรค ของคุณมากน้อยแค่ไหนแต่โอเคถ้าตามตำแหน่ง ก็เป็นตำแหน่งที่ก็มีความรับผิดชอบอยู่ มากนะคะแต่ว่าจากเห็นที่บทบาทในสภาว่ามัน มันมีงานของมันอยู่เยอะ เอ่อถ้าถามเฉพาะ ตัวบุคคลนะคือคุณคิดว่าคือ คดีเนี้ยถ้าเทียบกับเส้นทางที่คุณเริ่ม เดินในสายการเมืองมา เอ่อคุณยังเหลืออะไรที่ยังอยากทำอีกเยอะ แค่ไหนหรือใส่ผมใส่สุดหมดแล้วพี่ ผมไม่ เสียดายเวลาหรือยังเหลืออีกเยอะเลยในงาน เฉพาะตัวของเรา
คืองานเฉพาะตัวผมคิดว่าผมเป็นผมเป็นสาย ตั้งแต่ตั้งแต่ก่อนมาเป็น สส. อ่ะผมเป็นคน พวกเป็นพวกเป็ดอ่ะ แล้วเป็นคนที่ชอบรับหน้าที่งานแบบ งานแบบป๊อปอัพขึ้นมาเอองานแบบอยู่ๆก็โผล่ขึ้นมา เป็นอย่างงี้ประจำเอองานแบบอะไรก็ไม่รู้ อ่ะแบบมันป๊อปอัพขึ้นมาเราต้องทำมันป๊อป อัพขึ้นมาเราต้องทำ เออ
อ่าแน่นอนตอนตอนเข้ามาเราเรามีความฝันของ เรามีเอ่อเรามีประเด็นของเราที่เราอยาก ผลักดันแต่โอเคแหละมันต้องมันก็ต้องผลัก ดันผ่าน การเป็นรัฐบาลด้วยนะอาจจะในส่วนตัวสิ่ง ที่ผมภาคภูมิใจเนี่ย ทั้งหมดที่ทำให้เกิดขึ้นนะเอ่อ
มันมีความภาคภูมิใจอยู่ก็อ่ะระบบเcสเชื่อ ว่าผมเป็นคนแรกๆที่ผมพูดเรื่องนี้นาตกร การกินโคราช
และในท้ายที่สุดมันเกิดขึ้นได้จริงใน ประเทศนี้ อันนี้เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจ ว่าผมเป็นส่วนเล็กๆที่จุดประกายเรื่องนี้ ในสภาขึ้นมาส่วนแน่นอนตอน
อ่า ส่วนในเรื่องไอ้เทคโนโลยีดิจิตอลทั้งหลาย ส่วนเรื่องการสนับสนุนสตาร์ทอัทั้งหลายเนี่ย ผมคิดว่าพวกนี้มันเป็นงานระยะยาว ทำยังไงก็ไม่จบ
อื อ่า ทำยังไงไม่จบ เป็นจากวันที่ 62 ที่ผม เข้ามาจนถึงวันนี้ที่เรามีแชท GPT มีคอส มีอะไรทั้งหลายเนี่ย มันโหมันเหมือนโลกคนละใบเลยนะเอ่อ ดังนั้นเนี่ย ไอ้ไอ้ความฝันที่ผมเข้ามาตอนแรกเนี่ย
ผมต้องยอมรับว่ามันมีงานที่ผมไม่จบแล้ว ถ้าผมบอกว่ายังมีอะไรที่ต้องทำอ่ะ ผมจะไม่ มีวันเดินออกจากการเมืองได้เลยนึกออกมั้
อ่า ดังนั้นมันต้องมีคนอื่น อ่า คนอื่นมาแทน คนอื่นที่อาจจะอ่อใกล้ชิดแล้วก็เชี่ยวชาญ แล้วก็ติดตามเทคโนโลยีเหล่าเนี้ยมากกว่า
อ่า แล้วก็เข้ามาทำแล้วก็เข้ามาสานต่อนะ ดังนั้นผมคิดว่ามันไม่ได้จำเป็น
ที่จะต้องเป็นผมขนาดนั้น อ่า ผมคิดว่าที่ ผ่านมาผมก็มีมีความภาคภูมิใจอยู่หลายๆ อย่างแล้วก็ไอ้งานสภาเนี่ยนะ ผมมีบทบาทเยอะเนี่ยทั้งหมดเนี่ย
มันคือด้วยความเป็นประธานวิปเนาะ อย่างที่ บอกก็เหมือนเหมือนเมื่อก่อนเลย งานป๊อปอัพอ่ะอ่ะมันงานแบบ เฮ้ยต้องทำอ่ะ มันตอนเนี้ย จังหวะนี้มันต้องลุกอ่ะ จังหวะนี้มันต้องเอาอ่ะ เออ จังหวะนี้มันต้องพูดอ่า มันมันก็จะเป็นงานแบบนั้นมากกว่าว่า
อื สำหรับผมงานการเมืองมันเป็นงานที่ โดยเฉพาะกับประเทศไทยในช่วง 10 ปี 12 ปี ที่ผ่านมานะ มันเป็นงานที่คุณทำยังไงก็ไม่ จบหรอก
อื อื แต่ผมถือว่า ผมถือว่าการปักธงทางความคิด การเอ่อเซต Standard ดบางอย่างไม่ว่าจะในสภาหรือนอก สภาของการเมืองเอง หรืออ่าสภาสภาการเมืองนอกสภา หรือการเมืองในสภาเองเนี่ย ผมคิดว่าทั้งพรรคทำได้แบบ ทำได้อย่างดีมากแล้วผมก็ต้องทำยังไงก็ได้ ให้มันมีคนรุ่นใหม่ๆขึ้นมาเพื่อทำสิ่งนี้
ไปต่อให้ได้
ถามคุณประกเอ่อเอางี้คือพี่เข้าใจว่าถ้า ถามเรื่องพรรคเนี่ยอาจจะก็ไม่แน่ใจว่าจะ ตอบได้มากน้อยแค่ไหนเพราะว่าก็เตรียมจะมี การแถลงกันใช่มั้ยคะไหนจะเรื่องรอดูคดีไหน จะประชุมพรรคอีกนะแต่ว่าถ้าถามเฉพาะคุณ เอิร์ทปกรก็แล้วกันแลกเปลี่ยนเอ่อพี่คิด ว่าน่าจะมีคนอยากฟังแบบลำลองก็ได้ค่ะ ไม่ต้องพูดในหมวกทางการก็ได้เอ่อมันมีความ แกว่งๆในพรรคจริงมั้ยตอนนี้คำนี้กว้างนะ เช่นแบบเออจุดยืนต่างไปมั้ยหรือเราได้บท เรียนเราก็เลย
จุดยืนอาจจะไม่เปลี่ยนหรอกพี่ แต่วิธีการต้องเปลี่ยนว่ะ วิธีการวิธีการเปลี่ยน จริงหรือมันกำลังเกิดการเขย่าอะไรขึ้นที่ มันเห็นในจังหวะที่อาจารย์ปิยบุตรออกมา พูดแล้วคนก็จะเริ่มออกมาทั้งๆที่เราก็ เห็นหลายคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ก็น่าจะ เป็นคนที่เอาให้กำลังใจแล้วก็เชียร์ส้ม อยู่แหละไม่ว่าเขาจะผิดหวังจากตอนที่คุณ โหวตอทินมาหรือไม่คือแต่ว่าเสียงที่มัน ขึ้นมามันมันพุ่งไปที่เรื่องภายในพรรค ค่อนข้างมากจุดยืนการเลือกว่าจะยืนตรงไหน หลักจะปักลึกแค่ไหนเนี่ยมันจะเป็นเรื่อง มวลแบบเนี้ยค่ะคุณปกรวุฒิอยากสื่อสารอะไร บ้างที่ที่พอจะเล่าเล่าให้ฟังได้
เอ่อ ผมผมว่าอย่างงี้ จุดยืนเนี่ยผมว่าไม่เปลี่ยน
อือ ผมผมว่าไม่มีแกว่งนะ เราไม่เคยมีการบอก เราไม่เคยมีการพูดคุยกันภายในพรรคว่าเรา จะต้องเปลี่ยนจุดยืน เราพูดคุยกันเรื่อง วิธีการมากกว่าที่จะไปสู่เป้าหมายนะ
เอ่อ ต้องยอมรับว่าผมคิดว่าเอาแค่ตอนพรรค ประชาชนเนี่ย พรรคก้าวไกลกับพรรคประชาชนเนี่ย เราคิดถึง Real Poic มากขึ้นแล้วนะ อ่า ผมผมรู้สึกว่าตอนอนาคตใหม่เป็นอีกแบบนึงนะ แต่พอมันก้าผ่านมาเป็นก้าวไกลแล้ว ก้าวไกลช่วงเอ่อช่วงการเลือกตั้งหลังจาก ชนะเลือกตั้งแล้วก็เปลี่ยนเป็นพรรคประชาชน เนี่ยผมคิดว่าเราเข้าใจ Real Politic มากเรื่อยๆมากขึ้นเรื่อยๆนะ แต่เราจะอยู่ บน Real Politic อย่างไรให้หลักยืนเนี่ย จุดยืนเราเนี่ยมันยังแน่นเหมือนเดิม อืม ผมคิดว่าจุดยืนจุดยืนเนี่ยไม่มีเปลี่ยนแน่ นอน
อื แต่วิธีการที่ที่เราบอกว่าเราอยากจะ เปลี่ยนประเทศด้วยการเข้าไปมีอำนาจรัฐ เนี่ยเราจะยืนแข็งแค่ไหนเราคิดว่าเราจะ ต้องทำมันด้วยตัวเองคนเดียวมั้ยคิดแตก ต่างจากเราสักหน่อยนึงร่วมกันได้หรือ เปล่าอ่ามันมันมันจะเป็นผมว่ามันจะเป็น เรื่องพวกแบบนี้มากกว่าความว่าความเป็นไป ได้เนี่ยเราจะต้องเอ่อโอนอ่อนกับอะไรบ้าง ที่ทำให้เราไม่เสียจุดยืน
อื จุดยืนไม่เปลี่ยน เพดานเปลี่ยนมั้ยคะ
เพดาน เพดานผมว่าผมว่าเพดานมันเท่าเดิมอ่ะ เค้าเรียกว่าอะไรอ่ะ เราเราดันเพดานกันไปเยอะมากแล้วนะ เราดันเพดานเอ่อกันไปเยอะมากแล้วแล้วก็ ผมคิดว่าไม่ใช่พวกเราด้วยซ้ำที่ดันเพดาน ผมคิดว่า เป็นประชาชนที่ดันเพดานนั้นขึ้นไปให้เอ่อ มาตรฐานการเอ่อการสนทนาในสังคมเนี่ย มันมันเปลี่ยนไปแล้วให้แล้วเพดานมันสูง ขึ้น
อื แน่นอนว่าด้วยข้อจำกัดบางอย่าง อืม ถามว่า การพูดเรายืนยันเสรีภาพในการพูดการอะไร เหมือนเดิมมั้ยมันแน่นอนครับ แต่แน่นอนว่า ถ้าเราจะเสนอบางอย่างเนี่ย มันก็มีสิ่งที่ เราถูกกดลงมานะให้ทำไม่ได้นะอืแต่ถามถาม ว่าผมว่าเพดานเหมือนเดิมว่าจุดยืนก็เหมือนเดิม
อื อ่าทางการเมืองนะผมว่าทางการเมืองนะ อย่าง อย่างอื่นเนี่ยผมว่าจุดยืนทางเศรษฐกิจทาง นโยบายเนี่ยมันมันไดนามิคไปตามกาลเวลา อยู่แล้ว
อื แล้วที่มีคำวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่เฉพาะ จากคนใดคนหนึ่งนะคะดิฉันลองลองแบบแคะมานะ มันก็จะมีการพูดถึงว่าเออแบบเราไม่ค่อย เห็นความแหลมคมความแบบไต่เส้นน่ะคุณ ปกรวุฒิเหมือนตอนที่แบบเราคุ้นกับอนาคต ใหม่เลยเออคุณปกรอยู่มาทุกใช้คำว่าอะไร เอิร์ททุกยุคเอิร์ทอยู่มาทุกยุค
อยู่มาทุกส้ม
เออ ไม่มีใครส้มกว่ากูแล้ว เออคุณปกรุเห็นความความต่างของมันมั้ยคะ
ผมคิดว่าทุกครั้งที่ที่ สังคมมองว่าเราอ่ะมีความแหลมคมทางจุดยืน เนอะเพราะว่ามันมีเหตุการณ์บางอย่างเกิด ขึ้นนึกออกมั้ย
อื คืออ่ะอ่ะคือนักการเมืองเนี่ยมันคือการ สะท้อนเสียงสะท้อนเสียงของประชาชนในเมื่อ มันมีเหตุการณ์ข้างนอกข้างนอกสภาที่ประชา ชนประสบพบเจอแล้วเราจำเป็นต้องแหลมคม เราก็จำเป็นต้องแหลมคมอ
อ่า แต่ถ้ามันจังหวะที่
มันไม่มันไม่มีอะไรนึกออกผมก็ไม่ได้แหลม คมนะ แต่ผมเห็นการทุจริตผมก็ตรวจสอบไงไอซ์ อย่างเงี้ยนะ
อื ก็ก็ตรวจสอบประเด็นประเด็นที่อยู่ข้างนอก มันคืออะไรมันคือประกันสังคม มันคืออสตง ไอซ์ก็ตรวจสอบไง แต่พอเพราะประเด็นข้างนอก มันเป็นประเด็นที่เราจำเป็นที่จะต้องแหลม คมในสภาผมคิดว่าเราก็ยังยืนในความแหลมคม เหมือนเดิมอ
อื อื ถ้าเอ่ออันนี้พยายามจะพยายามจะลองเกลี่ย สเปคตรัมของคำที่คนวิพากษ์วิจารณ์พักส้ม นะคะว่าเช่นเอ่อดิฉันไม่แน่ใจว่าแต่ละคน วิจารณ์โดยใช้นิยามเดียวกันหรือเปล่า อย่างถ้าสมมุติเราพูดว่าแหลมคมสมมุตินะ ถ้าสมมุติในช่วงก่อนหน้านี้ใหม่ๆเลยอาจจะ รู้สึกว่าการพูด 112 ในสภาการพูด 112 จาก พรรคการเมืองหรือนักการเมืองเนี่ยเป็น เรื่องที่แบบเรียกว่าแหลมคมและอ่าในช่วง นึงถูกป่ะเพราะว่าเราเราไม่ได้เราไม่ได้ เห็นการพูดนะถูกมั้คะเอ่อเท่าที่จำได้ เนี่ย 112 เนี่ยนะคะจะเป็นการลงกลุ่มของ นักวิชาการนักคิดนักเขียนต่างๆในช่วงยุค ที่พรรคคุณยังไม่เกิดถ้าคุณเออจำได้อยู่ แล้วอ่านะคะแต่ว่าโอเคแล้วก็อาจจะพูดถึง เรื่องกองทัพงบกองทัพการวิพากษวิจารณ์การ จัดใส่งบประมาณ ที่ทางของสถาบันองค์กรต่างๆในระบอบ ประชาธิปไตยของไทยเอ่อบางคนอาจจะรู้สึก ว่าเฮ้ยทำไมเรื่องพวกนี้มันไม่ถูกพูดอีก วะทำไมมันหายไปวะทำไมเงียบทำไมไปทางเงิน เทาตรวจสอบทุจริตซึ่งนักการเมืองพวกฝ่าย โค้งฝ่ายค้านยังไงอ่ะไม่ว่าเป็นพรรคไหนก็ พูดแล้วส้มมันจะต่างอะไรกับอีกแบบก็มีคน พยายามจะช่วยอธิบายแต่ไม่แน่ใจว่า เอ่อมัน ตรงกันหรือเปล่ากับคนกลุ่มแรกนะเช่นแบบ เอ้าก็ 112 ไอ้ส้มมันก็พูดจนมันแบบชินกัน แล้วไงมันก็เลยไม่ใหม่แล้วอ่าเหมือนกับ แบบมันไม่มีเรื่องอะไรใหม่แล้วเพราะว่า คุณได้ขยายออกไปหมดแล้วไงคุณไปตั้งแนวรบ ของคุณล้อมไว้อยู่แล้วดิฉันก็เลยไม่แน่ใจ ว่าตอนเนี้ยสิ่งที่ถ้าให้คุณเอิร์ทเป็นคน มองเนี่ยคือพยายามจะแบบอ่านแล้วก็ฟังคน นู้นคนนี้เวิพากษ์วิจารณ์พักส้มอ่ะคือไอ้ ความแหลมคมณตอนเนี้ยถ้าสมมุติคนถามทุบ กำปั้นแล้วนะทำไมเดี๋ยวนี้คุณไม่แหลมคม คุณเข้าใจว่าคำว่าแหลมคมของคนที่หวังดี ต่อพรรคหรือวิภพรรควิจารณ์พรรคส้มคืออะไร ถ้านี่คือโจทย์ของพรรคคุณน่ะดิฉันเห็น หลายlยอรมากเลยเออ
ผมผมเข้าใจแล้วผมเข้าใจว่าแน่นอนว่าพอพอ เราพยายามจะเป็นพรรคมวลชนอ
ก็อย่าอย่างที่บอกว่าประชาชนก็มีหลาย สเปกตรัมแต่ละคนก็มองคำว่าแหลมแหลมคมแตก ต่างกันไปนะ
ค่ะ เอ่อ คือผมงี้ผมว่าอ่ะโอเค 112 เราเราก็ยังยืน ยันเนว่ามันควรมีการแก้ไข
อื เราก็ยืนยันมาตลอดด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย เรายังไม่ยังไม่สามารถยื่นแก้ไขได้นะ
อืม ถ้าย้อนกลับไปลองไปฟัง ในตอนที่ผมคิดว่าตอนนั้นเป็นพรรคประชาชน แล้วนะทนายแจม
อื ก็อภิปรายครั้งหนึ่งที่พูดถึงอ
อานนท์นำภาพูดถึงอีกหลายๆคนนักโทษทางการ เมืองอีกหลายๆคนที่ถูกเอ่อจองจำอยู่ใน เรือนจำเอไม่มีโอกาสได้พบหน้าลูกตัวเอง ไม่มีโอกาสได้พบครอบครัวตัวเองนะผมฟัง วันนี้ผมเกือบร้องไห้นะผมเอ่อนึกยังนึก ย้อนกลับไปถึงวันนั้นที่ทนายแจมพูดได้ก็ อ่ะเนี่ยผมไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่าแหลม คมหรือเปล่า สิ่งนี้สังคมเรียกว่าแหลมคมมั้ย หรือว่า
อื หรือว่าไม่พอบางคนอาจจะมองว่าไม่พอบางคน ก็จะบอกว่า
เกินไปแล้วมั้ง ลงๆหน่อยก็ได้ อ่า มันมีหลายเฉดใช่มั้ย บางคนก็บอกว่าอุ้ยเพเรื่องนี้หน่อย เออเราไปพูดเรื่องอื่นไปแก้เศรษฐกิจ พูดเรื่องปากท้องมั้ย อ่าปากคอร์รัปชั่น อุยบางคนก็ชื่นชอบไอซ์มากเพราะว่าการตรวจ สอบคอร์รัปชันะเราก็พยายามจะทำเอ่อในทุก ในทุกความต้องการเท่าที่เป็นไปได้นะอ่าใน โอกาสที่จำเป็นอย่างที่ผมบอกว่าในโอกาส ที่มันจำเป็นต้องแหลมคมเราก็จำเป็นที่จะ ต้องยืนยันจุดยืนของตัวเองให้มั่นอื
อื อื คุณท้อบ้างมั้อ่ะเออแต่ดิฉันมาถามสาธารณะ จะบอกว่าท้อก็ไม่ไม่ควรพูดแม้ต่อให้ท้อ จริง ผมควรพูดเหรอวะพี่
ผมใช้คำว่าผมใช้ผมใช้ข้องี้กว่าในในฐานะ มนุษย์คนนึงเหมือนเดิม
ค่ะ เอ่อ มันมีวันที่เหนื่อย
อื มันมันมีวันที่เหนื่อยอ่าแต่มันมีวันที่ รู้สึกว่า มันต้องสู้ อืมมันแบบถ้าเราทำมาขนาดนี้นะ ต่อให้ต่อ ให้เราเค้าไม่ให้เราเป็นส.ส.แล้วอ่ะ แต่เราแบบเราทำมาขนาดเนี้ยเราจะปล่อยให้สิ่ง ที่เราทำสำเร็จมาเนี่ยคือผมว่า
บางคนอาจจะมองไม่เห็นว่าสำเร็จอะไรอ่ะ แต่ผมมองว่าสังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว ผมมองว่า การเมืองมันเปลี่ยนไปมากๆแล้วอ่ะเออผมยัง รู้สึกว่าประเทศนี้ยังจำเป็นต้องมีพรรค แบบนี้ไม่ว่าผมหรือเพื่อนอีก 44 คนจะเป็น ตัวละครในนี้หรือไม่ก็ตามแต่ผมรู้สึกว่า ประเทศนี้
มันยังจำเป็นต้องมีพรรคแบบนี้
อื แล้วมันจะไม่มีพรรคแบบนี้ครับถ้าประชาชน ไม่เห็นสมควรว่าจะต้องมีพรรคแบบนี้
อื เอ่อในเมื่อในเมื่อผมมองแบบนี้ผมก็คิดว่า ต้องทำยังไงก็ได้ให้ประชาชนน่ะเห็นตรงกับ แนวทางของพรรคเนี้ยจนวันที่เราได้รับชัย ชนะแล้ว ได้เข้าไปบริหารประเทศแล้วลองทำให้ดูว่า สิ่งที่เราคิดมาตลอดสิ่งที่เขาบอกว่าเรา เป็นพรรคเด็กน้อยเป็นพรรคพรรคอะไรก็ตาม เป็นพรรคที่ทำงานไม่เป็นอะไรก็ตามเนี่ย ก็พิสูจน์ให้ดูว่าไอ้สิ่งที่เราคิดมันเป็น ไปได้
อื ประเทศที่มันดีกว่าเนี้ยมันเป็นไปได้
อื คุณยังมีคนอีกเยอะมั้ยที่จะเตรียมไว้ เพื่อยังคงอยากให้มีพรรคแบบนี้ในการเมือง ไทยอ่ะคุณว่าคุณจะเตรียมคนกันทันมั้ย เพราะว่าโหน่วมนะนี่สั้นมากเลยนะโห
อ่ะ สั้นสั้นมอ่ะ สั้นมอ่ะถ้าตอนถ้าถ้านับตอนนี้นับชุดนี้ นับชุดนี้คือมี 100 119 คน 120 -1 นะครับ
เอ่อ ถ้าพวกผมไปก็จะเหลือถ้าพวกผมถูกหยุด ปฏิบัติหน้าที่นะก็จะเหลือ 109 คนนะ อ่า จริงๆตอนนี้ไม่ต้องหาใหม่เพราะมีอยู่แล้ว มันมีอยู่เท่านี้แหละ
อ่า มีมีอยู่
เออนอกจากนอกจากมีเลือกตั้งซ่อมอ่าอาจจะ มีเพิ่มได้อ่า
แต่ในสภาชุดเนี้ยเนี่ยไม่รู้จะอยู่ไม่รู้ จะอยู่กี่ปีก็ตามอ่ะ 2 ปี 3 ปี 4 ปีก็ตาม ก็จะต้องใช้ 109 คนนี้ไปก่อนนะอ่า
แสดงว่าเรามีเวลา 3 ปีนะ 2 หรือ 3 ปี
แหมคนมองโลมในแง่ดีเลย
ในในการหาคนคุณจอมขวานจอมขวาต้องมองอย่าง งี้ว่า
พรรคอนาคตใหม่เนี่ยมีเวลาหาคน 3 เดือนนะ ครับ
หนักกว่านี้อีกนะ ใช่
เออ คุณได้สิริกัญญาได้รังสิมโรมได้ อาจารย์สุรเชษฐได้พี่วิโรธได้กายได้ โอ้โห ได้อะไรมาเยอะแยะเต็มไปหมดเลยอ่ะ
เนี่ยที่ไล่มาเนี่ยโดนมาะอ่ะอเข้าใจ ใช่ๆถูกแต่มาถึงในวันที่มาถึงในวันที่เรา อยู่ในเราเป็นพรรคตอนนั้นเป็นพรรคเกิด ใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักด้วยซ้ำนะ
ธนาธรไปเดินตลาดไม่มีคนรู้จักอ่ะแต่มี เวลา 3 เดือนแล้วคุณหาคนได้อ่ะ
โอเคแหละงูเห่าเยอะหน่อย
ไม่ว่ากันนะเออมันมีเวลาน้อยมากจริงๆเอ่อ จนเราเข้ามาสู่ก้าวไกลซึ่งก็ พัฒนาพยายามพัฒนาระบบในการคัดเลือกคนขึ้น มาเรื่อยๆจนมาถึงพรรคประชาชนก็พยายาม พัฒนาขึ้นมาอีกระดับขั้นนึงนะจนเรายืน เป็นพรรคที่ 2 ครั้งะที่เราได้เกิน 10 ล้านเสียงนะ จากพรรคที่ธนาธรเดินตลาดไม่มีคนรู้จักยัง แล้วมีเวลา 3 เดือนยังหาคนได้ขนาดนั้นผม คิดว่าถ้าทำงานกันอย่างหนักเนี่ย
มันหาได้อยู่แล้วครับ
แต่ว่า
หาได้อยู่แล้ว
แทรกคุณเอิร์ดแต่ไฟตอนเริ่มอนาคตใหม่กับ ไฟตอนที่โดนทุบมาแล้ว 2 รอบระดับพรรคไม่ รวมระดับบุคคลเออมันไฟมันเปลวมันไม่เหมือนกันป่า ความแบบฮึบมันไม่เหมือนกันมั้ยคะ
ผมถามแบบนี้ผมต้องถามว่า
ไอ้สิ่งที่เขาเทลงมาใส่เราอ่ะ มันคือน้ำ หรือน้ำมัน
อือ น
โอเคมันมันอ่ามันอาจจะทำให้มันอาจจะทำให้ ถ่านในกองไฟเนี่ยมันมอดไหม้ไปเนอะ
อื แต่เปลวไฟอ่ะมันอาจจะมากขึ้นก็ได้นะครับ
อ มันมันยังมีคนคนแบบผมเนี่ยคนแบบผมที่เข้า มาตอนอนาคตใหม่เนี่ยคือมันเข้ามาด้วยความ โกรธนะ อ่ามันมันเข้ามาได้ 2 อย่างมันเข้ามาด้วย ความโกรธแต่ด้วยความหวังมันเข้ามาด้วย ความโกรธในระยะเวลาเกือบ 5 ปีที่เราอยู่ ภายใต้ระบอบเผด็จการนะมันเข้ามาด้วยความ หวังที่เราเห็นคนกลุ่มนึงกลุ่มเล็กๆเนี่ย ที่เรารู้สึกว่าเค้าคิดเหมือนเราเหลือ เกินเนี่ยพยายามจะสร้างพรรคขึ้นมาผมถึง เดินเข้ามานะ
อื ถึงวันเนี้ยผมก็คิดว่ามีคนที่มีทั้ง ความโกรธและความหวังอยู่อีกเยอะ ที่เ้ารู้สึกว่าความโกรธมันอาจจะมากกว่า ตอนนั้นด้วยซ้ำอ่ะนึกออกป่ะ เราโดนยุบมา 2 ครั้งแล้วแล้วถ้าพวกผมโดน อีกเนี่ย
มันอาจจะโกรธยิ่งกว่าตอนเราอยู่กับระบอบ เผด็จการ 5 ปีก็ได้นะ
อื แล้วเราจะดึงคนที่ที่โกรธและมีความหวัง และมีความรู้ความสามารถด้วยออาจจะได้ เพิ่มก็ได้ผมมองในแง่ดีไม่รู้แง่ดีเกินไป หรือเปล่าแต่ผมเอาตัวเองไปที่ตั้งแล้วก็ เรียกว่าการคุยกับเพื่อนรุ่นแรกๆอ่ะรุ่น แรกที่ยังอยู่กันจนถึงทุกวันเนี้ยว่าใน วันนั้นเนี่ยเราก้าวเข้ามาพออะไรอ่ะ
อื แล้วผมก็รู้สึกว่าทั้งความโกรธและความ หวังนั้นเนี่ย
ความหวังนั้นน่ะยังอยู่แล้วความหวังมัน อาจจะมากขึ้นด้วยคะแนนเสียแน่นอนครั้งนี้ มันลดลงเนาะแต่ว่าเราก็กลายเป็นพรรคพรรค ที่พรรคใช้คำว่าพรรคใหญ่อ่ะใช้คำว่าพรรค ที่ใหญ่ประมาณนึงแล้วนะ
แล้วก็เราถูกกระทำและสร้างความโกรธให้กับ ผู้คนมากซ้ำแล้วซ้ำเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วอาจจะมีคนอีกหลายคนที่เค้ารู้สึกว่า เค้าจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสัก อย่าง
อื เพิ่มขึ้นก็ได้อืผมไม่ผมไม่รู้สึกว่า
ผมเก่งอะไรอ่ะเออเอาจริงๆคือผมก็คือก่อน มาเป็นสส.ผมก็คือนักดนตรีกับคนทำสตาร์ทคน นึงอ่ะนึกออกป่ะมัน เออมันฝึกกันได้อ่ะถ้าคนอย่างผมอยู่ สภามา 5 ปีแล้วแล้วการยอมรับอ่ะนะ
อื โอคนอื่นก็ทำได้อื
อื เอ่อช่วงช่วงนี้ช่วงเอางี้หลังเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งหลังเห็นผลการเลือกตั้ง เอ่อคนชอบทวงถามเนาะว่าแบบเอ้ยเหมือนแบบ ไฟมันแผ่วว่ะเออทำไมเงียบแบบทำไมยังไงวะ ยังไม่หายเสียใจกันอีกหรอยังลุกขึ้นมาไม่ ไหวอีกหรออะไรอย่างเงี้ยโดนแซวเยอะใช่มั้ คะ
เดี๋ยวๆๆ
ดิฉันนี่ฉันคำน่ารักโดนแซวจริงๆโดนด่า เยอะใช่มั้ มันยังไงเรารู้สึกมั้เราคนในเราเห็น ความลุกโชนตั้งแต่อนาคตใหม่ที่เราเดินเข้ามา ใช่มั้ยเราจะยอมรับมั้ยประกวุฒิว่าครับ พี่
คือจะบอกว่าผมไปบอกอย่างงี้ผมจะบอกว่า จริงๆผมงานยุ่งมากนะแล้วผมก็รู้สึก ทีมบริหารก็งานยุ่งมากนะคือมันมีเรื่อง ต้องจัดการอะไร
หลายอย่างในการในการสร้างพรรคนะ
เอ่อ คำว่าเงียบในที่นี่ผมไม่ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไรนะเอ่อ ผมก็คือผมพยายามประมูลผลอยู่คือผมอยู่ใน ในกลุ่มในกลุ่มแชทที่คุยกันเรื่องพยายาม จะสื่อสารเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้มอบหมาย ว่าเฮ้ยเรื่องนี้ ส.ส. เองนี่ก็แคทีมากนะ ว่าอยากให้สื่อสารเรื่องนั้นเรื่องนี้อ่า เรื่องนี้มันสำคัญมากนะประชาชนเดือดร้อน อะไรอย่างเงี้ยแต่
เออ พอสิ่งที่
สิ่งที่สิ่งที่ปรากฏตามสื่อก็คือส้มเลือด ไหล
อื อ่านึกออกมั้ย เออผมคือผมโดนจนชินแล้วแหละ คือแน่นอนผมเข้าใจผมเข้าใจว่าสื่อก็ต้อง ก็ต้องขายข่าวที่รู้สึกว่าขายได้นะอ่าคือ
ดีนะกูเป็นเน็ตไอดอลแล้ว
ผมเข้าใจผมเข้าใจแต่ผมจะบอกว่าคือผมจะบอก ว่าความแคทีของส.ส. ทั้งสส. สมัย 2 แล้วก็ สส. สมัยแรกเนี่ยมีเยอะมากนะครับในพรรค เนี่ยเพียงแต่โอเคแหละมันยังต้องอ
มันยังต้องปั้นกันต่อไปนะผมผมจะบอกอย่าง งี้ว่าอย่างตอนอนาคตใหม่อ่ะ
โห ถามว่าทำไมตอนนั้นดูแบบว่าพูดกันคึกคักกันจังเลยไปดูการอภิปรายแรกของผมเนี่ย ผมย้อนกลับไปดูผมยังเขินตัวเองเลย พูดอะไรวะ ยืนแข็งเป็นหุ่นยนต์เลย เออแต่ทุกแต่อ่าทุกคนมีความรู้สึกว่ามัน เฟรชใช่มั้ยทุกคนมีความรู้สึกใช่
โอหพักนี้มาได้ยังไงตั้ง 80 คน
อ่าโออภิปรายอ่ะเนื้อหาดีโอเคผมยอมรับว่า ผมเตรียมเนื้อหาแบบเข้มข้นนะแต่แบบโอกย ยืนเป็นหุ่นยนต์เลยทำอะไรวะเนี่ย
อื มาผมมาเทียบกับเนี่ยมันผมเห็นตอนอภิปราย นโยบายเนี่ยผมว่าสส.ไม่เกือบทุกคนเลย อภิปรายดีกว่าผมครั้งแรกแน่นอน แน่นอน 100% แบบครั้งแรกผมไม่มีทางทำแบบ นี้ได้ นี่ถ้าถ้าเป็นเพื่อนการจะแซวขอบคุณมากพี่ เอิร์ที่ทำไว้ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่ เอมันมันมี Learning Curve อ่ะแต่บางคน น่ะผมผมถึงรู้สึกไงว่าเฮ้ยเราได้คนที่แบบ มาครั้งแรกก็แบบ perf แล้วนะประมาณนึง แล้วนะโอเคอาจจะแบบสื่ออาจจะไม่ได้มองว่า โดดเด่นขนาดรังสิมันโลมมันมีตัวเทียบ เนี่ยโอ้โหคือรังสิมันโลมพี่วิโรธแก แบบโอห
ณัฐรังสีมันรัชนกวิร
เออ ณัฐณัฐนี่ไม่นาพนี้ณัฐชาเนี่ยเก่งตั้ง แต่ก่อนเข้าสภาแล้วผมไปดูเปราศรัยก่อน 62
คนนี้นี่สุดยอดเออ
อย่าเอาอย่าเอามาอย่ามารวม
ไอ้เดี๋พี่วิโรจเนี้ยโอโหแก
ออ ใช่
กี่ปีอ่ะเออแกคมขึ้นเรื่อยๆอ่ะนึกออกมั้ เออแล้วผมก็คิดว่าถ้าเริ่มต้นกันแบบนี้ เนี่ยผ่านไป 3 ปี 4 ปีคมคมกันยิ่งกว่านี้อีก
อือื อื
ก็คืองานยุ่งเฉยๆไม่ใช่เงียบเนาะ
อื งานยุ่งตั้งพรรคใหม่ใช่มั้ยงานยุ่งตั้ง พรรคใหม่รอใช่มั้ย
ยังๆ ตั้งทำไมไม่มี
ยังๆ
อื ไม่ใช่ทำไมเค้าถึงแซวเรื่องนี้กันเยอะ ทำไมพรรคคุณเรื่องเยอะจังวะนี่ชื่อเขาไม่ ได้ทำข่าวพรรครัฐบาลเลยนะเนี่ย ดิฉันงงมากมันเป็นพักใส่ค้านอะไรของมันวะ ลุงรังจิเป๋งเลขข่าว ไม่โดนยุบไม่โดนยุบอยู่อยู่พักเดิมอยู่ พักเดิม
อ่าอ
แต่ว่ามันมันมีแต่ว่ามันจะต้องเตรียมแบบ คือรับแบบหอกดาบแบบที่เข้ามารอบทิศมาก ขึ้นกว่าเดิมมั้คะมันได้เรียนรู้มากขึ้น ว่าแบบเออ กูโดนได้ขนาดนี้เออเค้าทำกันได้ ขนาดนี้มันต้องเตรียมไว้มั้ยคุณเอิร์ท
อืม ถ้าถ้ามันมีเค้ารางวค่อยว่ากันแล้วเรื่อง นั้น
อื อื จนถึงณตอนนี้ดิฉันเห็นหมายข่าวของพรรคคุณ พวกนี้มีแถลงใช่มั้ย
ใช่ครับ
เออ เตรียมไว้ 2 อันหรือเตรียมไว้อันเดียว เตรียมไว้ 2 แบบหรือแบบเดียว
เตรียมไว้ ผมว่าคล้ายๆกันมั่ง คือก็ทำงานเหมือนเดิมอ่ะ เพียงแต่ว่าอ่า เข้าสภาหรือว่าทำงานอยู่นอกสภาแค่นั้นเอง
อ่า แต่จริงๆเราพอจะทราบอยู่แล้วมคุณ เอิร์ท
อ่ะ ผมบอกตรงๆ ผมถามไวโยไวโยยังคอนเฟิร์ม ไม่ได้เลย
อื อ่าวโยก็ยังบอกว่าก็ออกได้หลายหน้า
ถ้าวโยไม่โกหกผมนะ
แล้วโยเป็นคนขี้โกหกมั้ย
ไม่ๆๆ ไม่รู้
อาจจะอาจจะกวนๆบ้าง แต่แต่อันนี้เ จริงจังอันนี้เจริงจังเบอกว่าเขาเประเมิน ไม่ถูกจริงๆว่าเบอกว่าเคิดว่ามันออกได้หลายหน้า
อื เอ่อของพรรคส้มเนี่ยนะคะจะจัดการเสร็จก็ คือวันพรุ่งนี้เหมือนกันถูกมั้ย การประชุมการอะไรต่างๆของพรรค
อืม ก็จริงเราเราประชุม 3 วัน 3 ไม่ไม่ใช่ ประชุม 3 วันการประชุมใหญ่จริงๆเนี่ยจะ เกิดขึ้นวันอาทิตย์
อ อ่า แต่ของวันพรุ่งนี้กับของวันเสาร์เนี่ยมัน จะเป็นการอ่าเหมือนสัมมนามาเจอกับเครือ ข่ายจังหวัดทีมงานจังหวัดต่างอื
อ่า ก็เดินทางเข้ามาพูดคุยกันเรื่องการ สร้างพรรคด้วย
อื เพราะฉะนั้นคือถ้าสมมุติวันพรุ่งนี้ที่ จะมีแถลงมันจะแถลงเรื่องคดีเนาะไม่ว่าจะ ทางใดทางหนึ่งก็จะจะมีแถลงอยู่แล้วถูก มั้ยคะในขณะที่เรื่องของพรรคก็คือจะเอ่อ จะไปเป็นสัปดาห์หน้าเลยเนาะคุณเอิร์ทใช่ มั้ยคะ
หึ หมายถึงว่า
ที่จะที่จะแถลงแบบเออตกลงแล้วคเฟิร์ว่า โครงสร้างเป็นยังไงเดินหน้ายังไงแต่มีการ ตอบคำถามแบบตอนนี้ซึ่งมันกระจุกตัวอยู่ ตลอดสัปดาห์นี้
อ่า
เลยใช่มั้ย แบบรอบเดียวจบถูกมั้ยอื ก็คงชัด เจนวันอาทิตย์นี้แหละครับที่ประชุมพรรค
อื อื
แต่โผลโผลออกมาแล้วเนาะเหมือนครม.ป่ะ
พะ ช่วยทำตัวให้เป็นพรรคฝ่ายคานด้วยอย่าชิง พี่ข่าวขนาดนี้เอาจริงๆคือแบบอะไรมีโผล่ ด้วย
ตลงพรรคผมเงียบเงียบจริงมั้เนี่ยเร็ว
อุ้ยไม่รู้แบบเอออะไรอ่ะ พี่แต่คือขึ้นอยู่กับว่าคุณคุยกับใครนะ เหมือนที่บอกว่าเวลาเราพูดว่าเออพักส้ม มันยังแหลมคมอยู่มั้มันไม่แหลมคมแล้วเนื มาแล้วแต่ว่าแต่ละคนนิยามแหลมคมเส้นแต่ละ คนมันอยู่ไหนใช่มั้ยคะเหมือนเช่นเดียวกัน บางคนบอกว่าเงียบ
ส่วนตัวไม่เงียบเนาะก็คือตบตบกันตลอด เหมือนกันนะเออ
เออ ก็มีแรงตบอยู่แต่ว่าก็นั่นแหละค่ะไม่ ว่าจะใดๆรู้สึกว่าพักส้มจะถูกวิจารณ์เยอะ เนาะแต่ไหนแต่ไรเอางี้คุณจริงๆแล้วเกิน เวลาแต่ขอปิดท้ายคุณเอิร์ดก็คือ เมื่อกี้คุณเอิร์ดหยงเวลามันมีบางคำถาม 2 คำถามมั้งคุณเอิร์จะบอกว่าอืผมก็ผมก็ มนุษย์เนาะอ่ะผมขอพูดแบบนี้แล้วกันอ่ะได้ ยินมั้ย
ขอโทษครับขอโทษครับ
หูฟังไม่ไหวหรอนอกจากไมค์ไมค์เน็ตกล้อง ไม่ไหวแล้วหูฟังไม่ไหว
น่าจะน่าจะเน็ตครับมันมันเอาใหม่
อ่า แต่บอกว่าเมื่อกี้เอ่อมันจะมีบางคำถาม ที่คุณเออบอกว่าโอเคผมก็เป็นมนุษย์เนาะ อ่าคุณก็จะอีกมิตินึงในการพูดใช่มั้คะไม่ ได้พูดในฐานะที่แบบทำงานบริหารพรรคหรือ เป็นนักการเมือง คุณเล่นคุณเล่นดนตรีครั้งสุดท้ายเมื่อ ไหร่
เอ่อ ซ้อมกับเพื่อนตอนปีที่แล้วในพรรคเราตั้ง เราตั้ง People แบรนด์ไง
ไม่ๆและเล่นคนเดียวอ่ะ คนเดียวแบบเซ็งๆ ปล่อยอารมณ์หรือพักผ่อนเออ
อ เล่นไม่นานนี้ครับไม่มีไม่ไม่นานนี้บาง ทีก็หยิบกีต้าโป่งมานั่ง
เออ กำลังจะถามว่าเล่นได้กี่เครื่องนะคะ เล่นได้กี่ชิ้นผมถ้าเล่นถ้าเล่นก็คือ กีตาร์โฟก กีตาร์ไฟฟ้า เบสครับ เปียโนก็
งอกแงงแงงพอได้อื
ออ หนุมาลีเนาะ
เออๆๆ ไฮ้ waiting้เอเล่นได้
อะไรประมาณนั้น
โห กูรู้เล่น
เธอฉันเคยฉันเคยเล่นอิเล็กโทรนอยู่นะพ่อ ส่งเรียน
แล้วฉันก็ฉันก็จบที่เล่มแรกครึ่งเล่มแล้ว ก็จำได้แต่เพลงหนุมาลีว่ะ เออคุณเอิร์ใช้เวลากับการเล่นดนตรีแบบ เพื่อผ่อนคลายหรืออาจจะแบบอยากเล่นแบบ มีความสุขอะไรบ่อยมั้คะสัปดาห์นึงได้กี่ ครั้งหรือก็เล่นได้ทุกคืนแหละอก็ผมว่าถ้า มานั่งเล่นจริงๆเนี่ยก็อาจจะสักสัปดาห์ละ ครั้งนะครับนั่ง เปิด
อ เออนั่งหยิบกีตาร์มานั่งเกลาๆเล่นๆอะไร เงี้ยก็มีก็มีบ้าง
อื แต่ว่าตอน
ตอนที่ซ้อมพร้อมกับเพื่อนแล้วตั้งวงกันใน ในพักผมสนุกมากเลยนะ
อยู่ในห้องซ้อมผมสนุกมากเลยเออผมโยกผม อยู่ในคอนเสิร์ตเลยจริงๆ
ออ คิดถึงอ่ะดิ
เพื่อน
เพื่อนแซวเลยบอกว่าพี่พี่เอิร์ทโองลงแล้ว
เออ ส่วนใหญ่ส่วนใหญ่ถ้าเล่นคนเดียวจะอยู่ ในอารมณ์ไหนคะคือผ่อนคลายก่อนนอนหรือ แบบเซ็งหรือยังไงคะ
อ ผมว่าผ่อนคลายมากกว่า บ่ายๆสมมุติว่าบ่ายๆวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ได้อยู่บ้านอะไรอย่างเงี้ยอ่านั่งดูทีวีดูอะไร แล้วก็เอ๊ะ นั่งหยิบกีตาร์ผมจะแขวนกีตาร์ไว้ในห้อง อยู่แล้ว
อื แต่ว่าตอน
ตอนที่ซ้อมพร้อมกับเพื่อนแล้วตั้งวงกันใน ในพักผมสนุกมากเลยนะ
อยู่ในห้องซ้อมผมสนุกมากเลยเออผมโยกผม อยู่ในคอนเสิร์ตเลยจริงๆ
ออ คิดถึงอ่ะดิ
เพื่อน
เพื่อนแซวเลยบอกว่าพี่พี่เอิร์ทโองลงแล้ว
เออ ส่วนใหญ่ส่วนใหญ่ถ้าเล่นคนเดียวจะอยู่ ในอารมณ์ไหนคะคือผ่อนคลายก่อนนอนหรือ แบบเซ็งหรือยังไงคะ
อ ผมว่าผ่อนคลายมากกว่า บ่ายๆสมมุติว่าบ่ายๆวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ได้อยู่บ้านอะไรอย่างเงี้ยอ่านั่งดูทีวีดูอะไร แล้วก็เอ๊ะ นั่งหยิบกีตาร์ผมจะแขวนกีตาร์ไว้ในห้อง อยู่แล้ว
อื
แล้วก็หยิบมาเอ่อเล่นๆอะไร?
อื ในในพรรคในพรรคคุณเอิร์ทนี่ใครต้องเทียบใครที่จะเล่นดนตรีแบบเก่งประมาณ แบบประมาณคุณบ้าง? ใช้คำว่าเก่งนะ ไม่ได้รวมว่า "เป็นนี่ไง ผมทำวง" ไม่ใช่นะ เก่งประมาณคุณ มีใครบ้าง?
เอ้าวาโย The Star เขาเล่นเป็นโนเก่งนะ ครับอ่ะ ตอนที่ซ้อมกันวาโยเป็นโน.
อ่า. อ่า. แล้วมี สส. กิจระยอง สส. กิจระยองเนี่ย เป็นครูสอนกีตาร์.
ก่อนที่จะมาเป็น ส.ส. อ๋อ ใช่ เขาเล่นกีตาร์ไฟฟ้า. โอโห ผมเคยไปดูคลิปเก่าๆ ใน Facebook เค้า โอโห.
อ๋อ. ล็อก ล็อกเกอร์ครับ.
อ๋อหรอ. ออ ร็อกเกอร์ผู้สอน ออ.
อ่า แม็กกี้ แม็กกี้ แม็กกี้ เจ้าพ่อละครแนวตั้ง.
อ่า. โคราชก็เป็นมือกอง อ่า.
อื เป็นมือกอง แล้วก็รอบที่แล้วเนี่ย นักร้องก็จะเป็นแจมเนาะ กับ เอ่อ ไก่ ศุภพร พิษณุโลก. อะไก่ไม่ได้เข้าสภา.
แต่ว่าก็ยังคุยกันอยู่ว่าจะจะยังทำวงกันอยู่. แล้วก็เราได้ระยอง ระยอง. อะไก่ พิษณุโลกเนี่ย ก็เคยเป็นนักร้องกลางคืน. ระยองอีกคนนึง. ครั้งนี้ ป๊าโคชรพงษ์ The Voice นะครับ.
The Voice The Voice ใช่อออ.
อ่า ตอนนี้ฟูแล้ว. งานสภาตอน เอ่อ จะเอานักร้องรับเชิญอีกคนด้วยมั้ย? คนที่คุณก็รู้ว่าใคร. คนที่คุณก็รู้ว่าต้องห้าม. คนที่คุณก็รู้ว่าคุณต้องอุดหู. ออ. ก็เพราะฉะนั้นก็ในพรรคก็ยังโอเคเนาะ ใช่ไหม?
อื ผมว่ากำลัง กำลังใจดี. กำลังใจดี.
กำลังใจดี.
อ่ะ แน่นอน แน่นอนว่าเพื่อน.
ผมว่าเพื่อนเพื่อนเค้าก็มีแบบกังวลแหละ. เออ เพื่อนก็กังวลแหละว่าถ้าว่าถ้าเราติด คนไม่อยู่แล้วเขาจะยังไงต่อ. เขาอาจจะ อ่า รู้สึกว่า เอ้ย แล้วใครจะแทน ใครจะงานสภามันจะเป็นยังไง อะไรอย่างเงี้ย.
อือื. อื. แต่แต่ว่าผมเนี่ย ก็พยายามพยายามที่จะถอยออกมานิดนึงนะ อ่า แล้วก็ให้คนอื่นได้มีบท ในการแก้เกมในสภาบ้าง. แล้วผมก็เห็นว่าหลายคนก็.
ก็มีศักยภาพนะ.
อือื. คือผมบอกพวกเค้าทุกคนน่ะ ผมบอกเค้าทุกคน แบบอยากให้มันทำงานสภาอย่างเงี้ย. เค้าบอกว่าผมไม่รู้ทำได้เปล่าพี่. แบบเนี่ย ทำไม่เป็นเลย. ผมก็บอกไปทุกครั้งเลยครับว่า วันที่ผมรู้ว่าผมเป็นประธานวิปอ่ะ คุณคิดว่าผมเคยยกมือประท้วงกี่ครั้งวะ?
เออ ผมคิด คุณคิดว่าผมรู้ข้อบังคับกี่ข้อ วันนั้นน่ะ?
เอออื. เออ. ขออย่างงี้ มันเรียนรู้กันได้. อื.
อื. อื. ก็คืองานการเมืองมันคือถ้ามันถ้าใจมันยังอยู่เนาะ ใจมันยังอยู่ มันมันก็จะไปต่อได้. เออมันเป็นงานที่มันใช้พลังเยอะเนาะ พี่ดูจากในฐานะที่เป็นคนนอกอ่ะนะคะ มันก็ใช้พลังอยู่เยอะ. แล้วก็อย่างที่คุณเอิร์ทบอกจริงๆ ล่ะ หลายคนก็นิยามให้ฟังว่า เอ่อ เอ่อ พรรคส้มมันเป็นพรรคมวลชน. เพราะฉะนั้นคือการลับ เอ่อ หลายๆ มิติมันอาจจะใช้พลังเยอะเพิ่มขึ้นไปอีก. แต่ว่าในขณะเดียวกันก็เพราะมวลชนมที่ทำให้พรรคคุณโตได้เร็วขนาดนี้ใช่มั้คะ? เพราะฉะนั้นคือการที่เขารู้สึกเป็นเจ้าของแบบตบซ้ายตบขวาอะไรอย่างเงี้ย หรือแบบเขาส่งเสียงก็แปลว่ามันยัง มันยังเชื่อมกันได้อยู่เนาะ. ดีกว่าไม่ได้เคยไม่ได้ยินเสียงจากเขาเลย. แม้กระทั่งเสียงด่าเสียงบ่น. อันนี้น่ากลัวกว่า. อันนี้น่ากลัวกว่า.
แปลว่าเขายังหวัง แปลว่าเขายังหวังกับเราอยู่.
ใช่ๆ. คือถ้าไม่สื่อสารเลยก็คือ.
จบ. เออ.
เออ. ซึ่งขอปิดท้ายที่ ขอปิดท้ายที่พรุ่งนี้ การแถลงหลังจากที่จะรู้ว่าศาลไปยังไง เนี่ยนะคะ ก็เรื่องนึง เดี๋ยวจะแถลง. ส่วนเรื่องของศักดิ์สยามเนี่ย ถ้าตามข่าวคือ คุณเอิร์ทเนี่ยจะรวมชื่อกันแล้วก็ส่งให้ประธานสภา. อ่า ถามปิดท้ายแบบนี้ ส่งมั้ย? ไม่ใช่คุณส่งมั้ย? ประธานส่งมั้ย? พูดพูดเหมือนแหย่เล่นแต่ต้องการคำตอบนะ.
อ่ะ อ้าว ให้ผมตอบ ผมก็ตอบว่าส่ง. ผมเชื่อมั่นท่านโสพลสารัม.
เออ ถ้าท่านโสพลสารัมไม่ส่ง ผมเสนอให้ 20,000 รายชื่อจากประชาชนครับ. ส่งให้ท่านโสภลอีกทีว่าท่านโสพลจะปฏิเสธมั้ย?
โอ๊ย มันเป็นยุคที่แบบเนาะ ไม่เคร่งเรื่องเกียรติศักดิ์ศรีเท่าไหร่. ฉันก็ต้องถามแบบนี้ละเธอ. คุณเอิร์ท ขอบคุณมากเลยค่ะ. เพราะว่า เอ่อ ตอนนี้กว่าจะเลิกงานเนาะ กว่าจะเลิกงานหมายถึงกว่าจะเลิกเป็นแขกให้ดิฉัน. แล้วคุณผู้นี้คงต้องเตรียมอยู่เยอะนะคะ. ยังไงก็ขอบคุณ. ฝากเล่นเพลงหนูมาลีลงโซเชียลสักเพลงนะ.
ได้ครับ.
โคตรยาก. ปากรวุฒิ ขอบคุณมากเลยค่ะ. ขอบคุณมากนะคะ.
สวัสดีครับคุณจอง.
สวัสดีค่ะ.
สวัสดีค่ะ.
คุณเอิร์ท ปกรวุฒินะคะ. ออกเป็นมั้ยน่ะ เอ่อ ที่พูดนี่คือเชี่ยวชาญเปล่า? น้องทำให้ไม่ได้อยากรู้เรื่องอยู่แล้ว. ทุกคนคะ วันนี้ที่เราคุยมันก็เป็นเรื่องส่วนใหญ่ เรื่องหลักมันก็จะเป็นเรื่องของ ปปช. นะคะ. แต่มันก็คงคาบเกี่ยวอ่ะ มันคาบเกี่ยว. มันไม่ใช่ ปปช. เรื่องศักดิ์สยามเท่านั้น. แต่มันเป็น ปปช. บทบาทหน้าที่ขององค์กรในลักษณะเดียวกับ ปปช. บทบาทหน้าที่ของแต่ละองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเมือง อะไรเงี้นะคะ. แต่มันก็ประเมินได้แหละ ว่ามันส่วนใหญ่มันไม่ค่อยผิดจากการที่คาดการณ์. คำว่าการคาดการณ์ไม่ได้อยากให้เกิดขึ้น. ก็ด้วยบางอย่าง. อยากให้เกิดขึ้นก็ด้วยนะ. เออ ซึ่งส่วนใหญ่มันไม่ค่อยมันไม่ค่อยต่าง. คนไทยที่ตามข่าวการเมืองสังคมก็จะพอรู้ว่าอะไรจะเป็นยังไงนะคะ. แล้วก็ในเข้าใจว่ามีคนถามอยู่หลายหลายท่านจะได้เห็นเ คร่าวๆ แว้บๆ พรุ่งนี้. อ่ะ พรุ่งนี้ก่อน. พรุ่งนี้เราไม่มีไลฟ์นะคะ. พรุ่งนี้เราไม่มีไลฟ์เพราะว่า เอ่อ มันยังไม่ได้แบบเป็นจุดแบบจบของคดีอะไรอ่ะนะคะ. ก็แต่ว่าก็มาผนวดกันกับว่ามีตารางเรื่องสุขภาพเล็กน้อย. ถึงบอกว่าต้องมันต้องเลื่อนพี่ติ่งในสัปดาห์หน้าไปเป็นวันพุธก่อนกุ๊กไก่. นะคะ ก็เลยพรุ่งนี้ไม่ได้ไลฟ์นะ. ไม่ต้องรีบหรอก. ไม่ต้องรีบได้ฟังได้ฟังค่ะ. หมายถึงเล่นเปียโนป่ะ? ไม่ใช่เนาะ. เออ. พรุ่งนี้ก็ไม่ได้ไลฟ์นะคะ. แล้วก็ในขออภัยค่ะ. ในสัปดาห์หน้าเผื่อใครไม่ได้ฟังเมื่อวานนี้นะคะ. ในสัปดาห์หน้าเรา เอ่อ ปกติวันอังคารเราจะเริ่มจากพี่ติ่งดาวอังคารใช่ไหมคะ. แต่ว่าสัปดาห์หน้าเจ๋เจ้มีเอ่อ ตารางเรื่องสุขภาพนะคะ. ต้องเลื่อนพี่ติ่งไปเป็น. เลื่อนพี่ติ่งไปเป็นวันพุธนะคะ. พี่ติ่งมาวันพุธ 18:30 น. มาก่อนอาจารย์กุ๊กไก่ขอไว้ 1 ชม. ก็อาจารย์กุ๊กไก่ก็จะเข้าประมาณ 19:30 น. เดี๋ยวจะลองถามเค้าดูว่าเค้าอยากจะจอยกันสักแฟบมั้ย. นะคะ แบบนั้นไปแบบนั้นเลยเนาะ. หมอก็จะด่าล่ะ. อื. หมอก็จะด่าล่ะสู. เออ ค่ะ. จะบอกว่าเป็นคือถึงวัยนึงแล้วเนี่ยนะ คะมันก็จะต้องจัดการสุขภาพแบบจริงจังนะคะ. ก็การดูแลสุขภาพมันก็สำคัญแหละสำหรับทุกคนด้วยนะคะ. สำหรับทุกคนด้วยเพราะว่า เอ่อ มันต้องใช้งานกันอีกยาวเนาะ ในการที่จะต่อสู้หลายเรื่อง. เพราะฉะนั้นคือสุขภาพมันต้องมาก่อนอย่างอื่นค่ะ. เพราะว่าถ้าแบบเราไม่ไหวไม่ได้แล้วไม่อยู่แล้วมันก็คือแบบ เอาแล้วจะสู้กันยังไง. เพราะฉะนั้นคือก็ต้องจัดการ. อุ้ย ฉันเห็นแวบๆ เข้าสู่วัยทอง. เกลียดมาก. ทำไมแบบป๊าบ ทำไมเห็นคำว่าวัยทองขึ้นมาเลย. ก็ไม่ต้องปฏิเสธอะไร. 48 แล้วนะ ต้องดูแลสุขภาพ. เอ่อ เรื่องของการที่ให้อาจารย์กุ๊กกุ๊ไก่ขออนุญาตอาจารย์กุ๊กไก่เปลี่ยนไปเป็นเอ่อ มาออนไลน์เนี่ย มันเป็นการจัดการเพื่อให้ทีมงานนะคะ เอ่อ สามารถจะใช้ไงดีวะ. ก็ช่วยทีมงานในช่วงเศรษฐกิจแย่อ่ะ พูดง่ายๆ. เออ คือมันก็จะทำให้ทุกคนลำบากน้อยลง. ในสภาพที่แบบ เหมือนรัฐไม่ช่วยอะไรเราเลยป่ะ. เค้าช่วยอยู่. เค้ามีตั้งหลายโครงการหลายโปรเจคหลายงบหลายตัวที่จะช่วยอยู่. แต่ว่ามัน ขอบคุณมากค่ะทุกคนก็เช่นกันนะคะ. อ่ะ อ่า ไม่ได้เป็นอะไร รุนแรง แต่ว่ามันก็ต้องจัดการจริงจังอยู่หลายเรื่องนะคะ. มันก็เป็นตารางที่มันตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว. แต่พอมันมีคดีหาเหวขึ้นมาเนี่ยค่ะ มันก็เลยทำให้แบบมันก็ เออ สลับตารางชีวิตนิดหน่อยนะคะ. แล้วก็ เอ่อ ส่วนเรื่องของการที่เมื่อสักครู่นี้จะบอกว่าที่อาจารย์ุไก่เป็นออนไลน์เนี่ย เพราะว่า เอ่อ เราจัดการเพื่อให้พนักงานค่ะ น้องๆ เนี่ยเค้าอยู่กับเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ได้ง่ายขึ้นนะคะ. แต่ว่าจะรักษาคุณภาพนะ อ่า จะรักษาคุณภาพค่ะ. ท่านประธานบริษัททุกท่าน อ่า แล้วก็เราก็คุยกันในทีมตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วนะคะว่า เออเราจะจัดการยังไง. การการ Work from home ก็ช่วยได้ระดับนึงเลยแหละ เอ่อ กับทีมงานเรานะคะ. ไม่มีไม่มีอะไรแล้วเนาะ. พรุ่งนี้ไม่ไลฟ์นะ. คะวันอังคารขอเลื่อนเป็นวันพุธนะคะ. จริงๆ แล้วนะ อันนี้แอบบอกสำหรับคนที่เหลืออยู่ นิดหน่อย. เฮ้ย มึงอย่าเพิ่งขึ้นไล่กูแป๊บ นึง แป๊บ นึง แป๊บ นึง. กูขอโทษ กูขอโทษ. พูดเหมือนแรนดing. คืองี้ ยังกลัวอยู่เลยว่า เอ่อ วันพุธจะไหวมั้ย. นี่เอาจริงๆ นะคะ. น้องๆ ก็บอกว่าพี่มึงไหวหรอ. เป็นคำถามด้วยความห่วงใย มั้ง. พี่มึงไหวหรอ. เออ เพราะตอ อื้ม คิดเราคิดว่าไหวค่ะ. แต่ถ้าไม่ไหว ไหวก็ดูแลสุขภาพด้วยนะจ๊ะ สาราวุฒิ. ก็นั่นแหละ ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวจะมาบอก. แต่ว่าเบื้องต้นอยากจะฮึบขึ้นมานะคะ. ขอบคุณค่ะ. ทุกท่านก็ต้องดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองนะ. คะเพราะว่า จะมาบอกว่ามีคนมารายงานฉันตลอดเลยว่าป๋า ต่อยยุ่งกับกูจังเลย. ช่วยบอกช่วยไปบอกปา นนตด้วยได้มั้คะว่าเค้าลาออกมา 5 ปีแล้วเนาะ. เค้าลาออก 5 ปีแล้ว. และบอกปนรถให้หน่อย. เออ ขอบคุณทุกท่านค่ะ. เอ่อ ห่วงแหละ. มันจะเป็น มันจะเป็นความรู้สึกอื่นได้ไง. ประโยคแบบเนี้ยก็คือคนเค้าห่วงใยกัน. ไหวอ่ะ ไหวถ้าดูแลสุขภาพ. แต่ว่ามันจะเป็นปีของการจัดการเรื่องสุขภาพค่ะทุกคน. มันขยับตารางมันมานิดหน่อยนะคะ. เอาล่ะ ชี้แจงว่าไม่ได้ทิ้งกันไปไหน. เอาจริงๆ นะ เวลาทำงานทำ YouTube เนี่ย ฉันห่วงประธานบริษัทฉันมากเลยว่ามึงกูว่ากูไหว. น้องก็บอกว่าอย่าฝืนเนาะ. สังขารเธอก็ เออ. แต่ดิฉันเป็นคนดูหน้าตาแบบแข็งแกร่งใช่มั้ยคะ. อืม แต่พอมันเลย 45 มันก็ใช้ได้อยู่ค่ะทุกคน. ใช้ได้อยู่. แต่ว่าเราจะสู้ด้วยกันต่อไปค่ะ. โอ๊ย วันนี้ต้องขอบคุณทุกท่านมากเลยนะคะ. ขอบคุณแขกรับเชิญนะ อาจารย์จ้อ อาจารย์เก๊า ไม่ได้มา. เดี๋ยวรอดู. ลูกอาจารย์เก๊าด้วยเนาะ. อ่า แล้วก็ขอบคุณคุณปกรวุฒิ คุณเอิร์ท ปกรวุฒินะคะ. ส่วนตัวชอบบทบาทของเขาในฐานะ. เออ คิดว่าแต่พอมาคุยก็ เอ่อ ก็จริงว่ะ เออ ใช่. ปกรวุฒิเนี่ย เราเพิ่ง เพิ่งมาแบบจดจำบทบาทเขาในช่วงหลังเนาะ. เพราะแรกๆ ก็อย่างที่เขาบอกมั้งว่า เออ เราก็ไม่ได้จำเขาช่วงแรกๆ เหมือนกันนะคะ. อ๋อ อย่าลืมกด subscribe ค่ะ. กดไลก์. กูและกูขอโทษขี้คุยอ่ะ. ลงยากจังเลย. กดซ อย่าเพิ่งสิ แป๊บหนึ่ง ขออีกหน่อย ขออีกหน่อย. ช่วยกด subscribe ด้วยเถอะค่ะ. หนืดเหลือเกิน. หนืดเหลือเกินไป. ถามเพื่อนๆ ที่ทำ YouTube หนืดทุกคน. หนืดกันหมด. เหมือนเค้าไปไหนกันหมดนะ YouTube เนี่ย. เค้าไปไหนกันหมดนะ. เออนะคะ กด subscribe ให้ด้วยนะคะทุกคน. และถ้าทุกคนสะดวกไม่ลำบาก. มีส่วนเหลือสำหรับการสนับสนุนผ่านเมเบอร์ สมาชิกมี 2 ราคา 35 บาทต่อเดือนหรือ 65 บาทต่อเดือน. ยัง 2 ราคาเหมือนเดิม. ไม่สะดวก ไม่ต้องต่อ. ไม่สะดวกไม่ต้องเป็นเมเบอร์ค่ะ. ไม่โกรธกัน. เข้าเศรษฐกิจมันไววอดทีเดียวแหละ. เดี๋ยวหลังจากเราจะเจอของจริงกันนะ. คะแต่ถ้าใครสะดวกมี 2 ราคาเหมือนเดิม. หรือจะเป็นราย Super Chat Super Sticker. ซเปอแตงได้เหมือนเดิมผ่านระบบ YouTube นะคะ. แล้ววันนี้สวัสดีก่อน. สัปดาห์หน้าคิดว่าไหว. ในวันพุธเจอกัน 2 รายการซ้อน. ดาวอังคารและพรรคการเมือง. ถ้าไม่ไหวค่อยมาบอกอีกที. แต่คิดว่าไหว. ไม่ไหวบอกไหวจ้ะ. สวัสดีค่ะ. เฮ.