Transcription
คุณผู้ฟังเคยสงสัยไหมครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเม็ดเงินครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นทั่วโลกถูกควบคุมโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่เอาแต่กดปุ่มซื้อโดยกระจุกตัวอยู่แค่ในหุ้นไม่กี่ตัว หลายคนเริ่มกังวลว่าพฤติกรรมนี้กำลังสร้างความผิดปกติบางอย่าง และเรียกมันว่าทฤษฎีฟองสบู่กองทุนดัชนี หรือ Index Fund Bubble ครับ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่ากองทุนขวัญใจมหาชนอย่าง S&P 500 กำลังซ่อนความเสี่ยงอะไรเอาไว้ และเราควรจะต้องเตรียมรับมือกับมันยังไงบ้าง
สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่อง Coy Investor ช่องที่จะเปลี่ยนเรื่องการลงทุนที่ดูซับซ้อนปวดหัวให้กลายเป็นเรื่องสบายๆ เข้าใจง่ายเหมือนเราได้มานั่งจิบกาแฟพูดคุยกัน วันนี้อยู่กับผม ซี นะครับ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าเนื้อหาในวันนี้เป็นการให้ความรู้และเล่ามุมมองทางการเงินเท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวน หรือแนะนำให้ซื้อขายสินทรัพย์ใดๆ นะครับ
เอาล่ะครับ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ผมอยากจะเริ่มแบบนี้ครับ ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่ากองทุนดัชนี หรือ Index Fund เป็นผู้ร้ายนะครับ ในทางกลับกัน มันคือสุดยอดนวัตกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนชีวิตนักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเราไปตลอดกาลเลยล่ะครับ ลองย้อนกลับไปในอดีตสมัยก่อน ถ้าเราอยากลงทุน เราต้องไปพึ่งพาผู้จัดการกองทุนสาย active จ่ายค่าธรรมเนียมแพงๆ ปีละ 1-2% เพื่อให้เขาไปช่วยเลือกหุ้นให้ ซึ่งผลลัพธ์ส่วนใหญ่ก็ดันออกมาแย่กว่าค่าเฉลี่ยของตลาดซะอีก จนกระทั่งคุณจอห์น โบเกิ้ล ผู้ก่อตั้ง Vanguard ได้สร้างกองทุนดัชนีขึ้นมา ด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก นั่นคือ ในเมื่อเราเอาชนะตลาดไม่ได้ ก็ซื้อสัดส่วนของตลาดมันซะทั้งหมดเลยสิ ไม่ต้องจ้างคนมานั่งวิเคราะห์หุ้นให้เปลืองเงิน ใช้แค่ระบบคอมพิวเตอร์ซื้อหุ้นล้อตามสัดส่วนดัชนีไปเรื่อยๆ ทำให้ค่าธรรมเนียมมันถูกแสนถูก แถมผลตอบแทนในระยะยาวก็ยังเอาชนะผู้จัดการกองทุนที่คิดค่าตัวแพงได้สบายๆ ครับ
กองทุนดัชนีมันเลยกลายเป็นเหมือนฮีโร่ของนักลงทุนรายย่อยครับ คนทั่วโลกแห่กันเอาเงินมาใส่ในกองทุน Passive พวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของมนุษย์เงินเดือน เงินเกษียณ หรือเงินเก็บของคนทั่วไป เม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าสู่กองทุนดัชนีอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีมานี้ ซึ่งตัวผมเองก็เป็นคนนึงที่ลงทุนในกองทุนดัชนีอยู่เช่นกันครับ ถึงแม้พอร์ตของผมจะไม่ได้ถือตัว S&P 500 โดยตรง แต่ผมก็เชื่อมั่นในแนวทางนี้และจะถือลงทุนต่อไปครับ
แต่คุณผู้ฟังครับ ปัญหา ปัญหามันเริ่มเกิดขึ้นตรงนี้แหละครับ อะไรที่ดีมากๆ พอมีคนแห่เข้าไปทำกันเยอะๆ จนถึงจุดที่มันมากเกินไป มันก็มักจะสร้างผลกระทบข้างเคียงที่เราคาดไม่ถึงเสมอครับ เรื่องของเรื่องก็คือกองทุนดัชนีอย่าง S&P 500 เนี่ย มันใช้ระบบที่เรียกว่า Cap Weighted หรือการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดครับ อธิบายให้แฟร์ก่อนนะครับว่าดัชนี S&P 500 ไม่ใช่ว่าใครใหญ่แล้วจะเข้ามาได้เลย เขามีคณะกรรมการและเกณฑ์การคัดเลือกที่เข้มงวดพอสมควรครับ เช่น ต้องเป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในอเมริกา มีสภาพคล่องสูง และที่สำคัญคือต้องมีกำไรสุทธิบวกต่อเนื่อง 4 ไตรมาสล่าสุด ถึงจะผ่านเกณฑ์เข้ามาอยู่ใน 500 ตัวนี้ได้ครับ
แต่ประเด็นที่นักวิเคราะห์เขา กังวลกันมันอยู่ตรงนี้ครับ พอหุ้นสอบผ่านเข้ามาอยู่ในดัชนีแล้ว กฎการแบ่งเงินลงทุนของกองทุนดัชนีจะไม่ได้มานั่งชั่งน้ำหนักว่าบริษัท A กำไรดีกว่าบริษัท B เลยต้องซื้อเยอะกว่า แต่มันถูกโปรแกรมมาให้จัดสรรเงินตามขนาดมูลค่าตลาดครับ หมายความว่าบริษัทไหนใหญ่ที่สุดในดัชนี กองทุนก็จะ ต้องเอาเงินไปซื้อหุ้นบริษัทนั้นในสัดส่วนที่เยอะที่สุดตามไปด้วย ลองนึกภาพตามนะครับ เวลาที่คุณโอนเงิน 10,000 บาทไปซื้อกองทุน S&P 500 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกองทุนไม่ได้มีหน้าที่มานั่งวิเคราะห์ต่อว่าตอนนี้หุ้นท็อปราคามันพุ่งสูงปรี๊ดจนแพงเกิน PE เฉลี่ยไปแล้วหรือยัง สิ่งเดียวที่มันทำตอนกระจายเงินก็คือดูขนาดของบริษัทครับ สมมุติว่าตอนนี้ Apple เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุด คอมพิวเตอร์ก็จะกันเงินของคุณไปซื้อหุ้น Apple เยอะที่สุด รองลงมาคือ Microsoft, Netflix, Nvidia ก็ซื้อไล่สัดส่วนลงมาเรื่อยๆ วิธีการแบบนี้แหละครับ ที่ในวงการเงินเขาเรียกว่าการซื้อแบบไม่สนใจราคา หรือ Price Insensitive Buying ครับ
ตรงนี้แหละครับ ที่ทำให้เกิดข้อกังวลว่ามันกำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่าวงจรอุบาทว์ หรือ Feedback loop ขึ้นมาในตลาดหุ้นครับ ลองคิดตามตรรกะนี้นะครับ เมื่อมีเงินไหลเข้ากองทุนดัชนีทุกเดือน กองทุนก็ถูกบังคับให้เอาเงินไปซื้อหุ้นบริษัทยักษ์ใหญ่ พอกองทุนแห่กันไปกระจุกซื้อหุ้นกลุ่มนี้เยอะๆ ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านั้นก็พุ่งสูงขึ้นตาม พอมูลค่าบริษัทมันสูงขึ้นและเติบโตเร็วกว่าเพื่อน สัดส่วนความใหญ่ของมันในดัชนีก็ถูกปรับให้ขยายตัวตามไปด้วยครับ แล้วพอเดือนถัดไปมีคนเอาเงินมาซื้อกองทุนเพิ่มอีก อัลกอริธึมก็เห็นว่าอ๋อ ตอนนี้สัดส่วนของหุ้นท็อปมันใหญ่ขึ้นแล้วนะ กองทุนก็ยิ่งถูกบังคับให้ต้องเอาเงินไปทุ่มซื้อหุ้นบริษัทเดิมในสัดส่วนที่มากกว่าเดิมเข้าไปอีกครับ มันวนลูปดันราคากันไปแบบนี้เรื่อยๆครับ
ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว การทำแบบนี้มันกำลังฝืนกฎพื้นฐานของธรรมชาติเรื่องอุปสงค์อุปทานครับ ปกติเวลาของมันแพงขึ้น คนเราควรจะซื้อของสิ่งนั้นน้อยลง ใช่มั้ยครับ แต่ในโลกของกองทุนดัชนี ยิ่งหุ้นบริษัทใหญ่มีราคาแพงขึ้นเท่าไหร่ อัลกอริธึมกลับยิ่งทุ่มเงินซื้อมากขึ้นเท่านั้น มันเหมือนการเติมเชื้อเพลิงให้บริษัทใหญ่โตขึ้นไปอีกครับ ด้วยกระแสเงินที่ไหลเข้าแบบอัตโนมัติไม่หยุดนี่เอง ทำให้หลายคนมองว่าราคาของหุ้นท็อปในตลาดมันอาจจะหลุดลอยออกจากการเติบโตที่แท้จริงของธุรกิจไปแล้ว และนี่คือที่มาของคำว่าฟองสบู่กองทุนดัชนีครับ เพราะเงินมันไม่มีที่ไป มันถูกบังคับให้ต้องเข้าไปดันราคาหุ้นใหญ่ๆ เหมือนเราสูบลมเข้าลูกโป่งครับ
แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ ผมขอเบรคความกังวลตรงนี้ไว้ก่อน ก่อนที่คุณผู้ฟังจะตกใจจนรีบกดขายกองทุน S&P 500 ทิ้งทั้งหมด เราต้องมามองในมุมของความจริงและเหตุผลที่คานอำนาจกันอยู่ด้วยครับ คำถามคือทฤษฎีฟองสบู่ลูกนี้มันจะแตกทำลายล้างตลาดหุ้นเหมือนตอนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์หรือเปล่า คำตอบคือโอกาสเป็นไปได้น้อยมากๆครับ เพราะอะไรนั่นแหละครับ เพราะในความเป็นจริงแล้ว กองทุนดัชนีไม่ใช่คนกำหนดราคาหุ้นในกระดานครับ คุณอาจจะงงว่าอ้าวกองทุนดัชนีมีเงินเป็นล้านๆดอลลาร์ ถือหุ้นตั้ง 20-30% ของตลาด จะไม่ได้เป็นคนกำหนดราคาได้ยังไง
หลักเศรษฐศาสตร์มันมีเรื่องนึงที่เรียกว่าการซื้อขายส่วนเพิ่ม หรือ Marginal Trade ครับ ผมอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆแบบนี้ สมมุติว่าในหมู่บ้านที่คุณอยู่มีบ้านอยู่ 100 หลัง คน 99 บ้านเขาแค่ซื้อบ้านแล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ข้างใน ไม่ได้คิดจะประกาศขายบ้านในวันพรุ่งนี้ คนกลุ่มนี้แหละครับ เปรียบเหมือนกองทุนดัชนีที่ซื้อหุ้นแล้วก็ถือเอาไว้นิ่งๆยาวๆ ทีนี้คำถามคือ ราคาประเมินบ้านของคุณในวันนี้มันถูกกำหนดจากใครครับ มันไม่ได้ถูกกำหนดโดยคน 99 บ้านที่อยู่เฉยๆนะครับ แต่มันถูกกำหนดโดยเพื่อนบ้านหนึ่งหลังที่อยู่ท้ายซอยที่บังเอิญตกลงทำสัญญาซื้อขายบ้านกันในวันนี้ต่างหาก ถ้าบ้านหลังท้ายซอยขายได้ 10 ล้านบาท บ้านของคุณที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะก็จะมีราคาประเมินอยู่ที่ 10 ล้านบาทไปด้วย
ตลาดหุ้นก็ทำงานแบบนั้นเลยครับ แม้กองทุนดัชนีจะถือหุ้นไว้เยอะมาก แต่พวกเขาแทบไม่ได้เคาะซื้อขายเลย คนที่เคาะซื้อเคาะขายและทำให้ราคาหุ้นขยับขึ้นลงในทุกวินาทีคือกลุ่มนักลงทุนแบบ Active อย่างพวกกองทุน Hedge Fund ระดับโลก หรือพวกนักเทรดความเร็วสูง ต่างหากครับ มีแนวคิดนึงที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีมากชื่อว่า ปฏิทัศน์ของ Grossman and Stiglitz ฟังดูวิชาการนิดนึงนะครับ แต่เปรียบเทียบง่ายๆแบบนี้ครับ สมมุติคุณไปซูเปอร์มาร์เก็ต ลูกค้า 95% คือคนทั่วไปแบบพวกเราที่ไม่รู้หรอกว่าต้นทุนของนมสดมันควรจะเป็นเท่าไหร่ เราแค่หยิบใส่ตะกร้าแล้วไปจ่ายเงิน นี่คือพวกกองทุนดัชนีครับ แต่ถ้าวันนึงซูเปอร์มาร์เก็ตเกิดหน้าเลือดขึ้นราคานมสดเป็นขวดละ 500 บาท มันจะมีลูกค้าอีก 5% ที่เป็นคุณแม่บ้านสายประหยัด เป็นนักจดบัญชี เป็นคนชอบเทียบราคา คนกลุ่ม 5% นี้จะรู้ทันทีว่านี่มันบ้าไปแล้ว พวกเขาจะปฏิเสธการซื้อทันที และเดินไปซื้อร้านคู่แข่งแทน การที่คนแค่ 5% นี้หยุดซื้อหรือเทขายมันจะสร้างแรงกดดันมหาศาล บีบให้ร้านค้าต้องลดราคานมลงสู่ความเป็นจริงครับ
ในตลาดหุ้น นักลงทุนสาย Active ก็คือคุณแม่บ้าน 5% นั่นแหละครับ ถ้ากระแสเงินจากกองทุนดัชนีดันราคาหุ้น Apple หรือ Nvidia ให้แพงอยู่จนเกินเหตุ นักลงทุนสาย Active ที่จ้องตาเป็นมันอยู่แล้วจะทำการยืมหุ้นมาช็อตเซลล์ หรือเทขายหุ้นตัวนั้นทิ้งทันทีเพื่อทำกำไรครับ แรงเทขายของเขาจะบังคับให้ราคาหุ้นร่วงลงมาสู่จุดที่สมเหตุสมผลเองครับ ตราบใดที่ยังมีเงินในฝั่ง Active มากพอที่คอยหาช่องโหว่ทำกำไร กลไกการตั้งราคาของตลาดหุ้นก็จะยังคงทำงานได้ตามปกติครับ นี่คือเหตุผลที่ John โบเกิ้ลเคยบอกไว้ว่าการซื้อกองทุนดัชนีมันก็เหมือนการนั่งรถฟรีครับ คุณแค่ปล่อยให้พวกนักลงทุนสายวิเคราะห์ หรือเฟื่องๆ เขาถลึงตาอ่านงบการเงินตอนตี 3 ไป ปล่อยให้พวกเขาสู้กันเรื่องราคาไป ส่วนเราแค่นั่งกระดิกเท้ายอมรับราคาที่พวกเขาต่อรองกันเสร็จแล้วแค่นั้นเองครับ
ถ้าทฤษฎีฟองสบู่มันทำให้หุ้นราคาเพี้ยนไปไกลจริงๆ ป่านนี้พวกผู้จัดการกองทุนสาย Active คงทำกำไรเอาชนะตลาดกันเป็นว่าเล่นแล้วล่ะครับ แต่สถิติในโลกความเป็นจริงก็ยังฟ้องอยู่ว่าผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ก็ยังคงทำผลตอบแทนแพ้กองทุนดัชนีแบบธรรมดาๆดาอยู่ดี นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่าราคาหุ้นในตลาดมันยังไม่ได้บิดเบี้ยวจนเกินเยียวยาครับ
อ่ะอ้าว ฟังมาถึงตรงนี้ คุณผู้ฟังอาจจะถอนหายใจโล่งอกว่าโอเค รอดตัวไป กองทุนดัชนีฉันไม่ได้เป็นฟองสบู่หลอกลวงสินะ ใช่ครับ มันอาจจะไม่ได้เป็นฟองสบู่ที่รอวันแตกแบบไร้เหตุผล แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะหลับตาลงทุนได้อย่างสบายใจ 100% นะครับ เพราะว่าการที่คนทั้งโลกแห่มาใช้วิธีการลงทุนแบบเดียวกันพร้อมๆกัน มันได้สร้างความเปราะบางเชิงโครงสร้างขึ้นมา 2 อย่าง ซึ่งเป็นความเสี่ยงของจริงที่คนถือ S&P 500 ต้องระวังให้ดีครับ
ความเสี่ยงข้อแรกคือความเสี่ยงจากการกระจุกตัว หรือ Concentration Risk เวลาคุณซื้อ S&P 500 คุณอาจจะคิดว่าฉันลงทุนตั้ง 500 บริษัท ฉันกระจายความเสี่ยงได้ดีสุดๆ แต่เดี๋ยวก่อนครับ อย่างที่ผมบอกไปตอนต้นว่าดัชนีมันใช้วิธีให้น้ำหนักตามมูลค่าตลาด หรือ Cap Weighted คุณรู้มั้ยครับว่าในปัจจุบันนี้ เงิน 100 บาทที่คุณซื้อกองทุน S&P 500 เกือบๆแบบ 30 บาทมันพุ่งตรงไปที่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Microsoft, Nvidia, Google, Amazon แค่ไม่กี่บริษัทนี้เท่านั้นครับ ความจริงที่น่าตกใจก็คือ คุณไม่ได้กำลังกระจายความเสี่ยงซื้อเศรษฐกิจของประเทศอเมริกา นะครับ แต่คุณกำลังซื้อกองทุนหุ้นเทคโนโลยีที่มีบริษัทอุตสาหกรรมอื่นๆ เป็นแค่ของแถมต่างหากครับ ถ้าวันนึงเทรนด์ AI มันไม่ได้เติบโตเร็วอย่างที่คิด หรือรัฐบาลอเมริกาออกกฎหมายมาทุบเพื่อควบคุมการผูกขาดของบริษัทเทคเหล่านี้ พอร์ต S&P 500 ที่คุณคิดว่าปลอดภัย มันจะร่วงหนักมากนะครับ นี่แหละครับคืออันตรายของการกระจุกตัวที่กองทุนดัชนีแอบซ่อนเอาไว้ใต้พรม
ความเสี่ยงข้อที่ 2 คือความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง Liquidity Risk กองทุนที่เป็นระบบอัตโนมัติแบบนี้ มันจะทำผลงานได้สวยหรูมากในยุคที่ตลาดเป็นกระทิง มีเงินใหม่ๆไหลเข้ามาตลอดเวลา แต่อัลกอริธึมพวกนี้มันไม่มีความรู้สึกครับ มันไม่รู้ว่าบริษัทไหนควรถือ บริษัทไหนควรขาย ลองจินตนาการถึงสถานการณ์ฝันร้ายดูนะครับ สมมุติว่าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ คนตกงานเยอะมาก หรือกลุ่มคนวัยเกษียณรุ่น Baby Boomer พร้อมใจกันกดปุ่มขายกองทุนดัชนีของตัวเอง เพื่อเอาเงินสดมาประทังชีวิต พร้อมๆกัน เมื่อคำสั่งขายหลั่งไหลเข้ามามหาศาล อัลกอริธึมก็ต้องทำตามคำสั่งครับ มันจะเทขายหุ้นทุกตัวในพอร์ตทิ้งตามสัดส่วน โดยไม่สนเลยว่าหุ้นตัวนั้นจะงบการเงินดีแค่ไหน หรือจ่ายปันผลเยอะเท่าไหร่ มันแค่มีหน้าที่สาดหุ้นทิ้งให้เร็วที่สุด ปัญหาคือ ถ้าทุกคนแห่วิ่งหนีไปที่ประตูทางออกพร้อมๆกัน แล้วบังเอิญในจังหวะนั้นนักลงทุนสาย Active ไม่มีเงินสดมากพอที่จะมารอซื้อ มันอาจจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Flash Crash หรือสภาวะราคาหุ้นดิ่งเหวแบบไร้เหตุผลชั่วคราวได้เลยครับ ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่จิตใจไม่นิ่งพอ แล้วเผลอไปกดขายทิ้งในจังหวะนั้นพอดี คุณอาจจะขาดทุนย่อยยับแบบกู่ไม่กลับเลยก็ได้ครับ
พอมาถึงจุดนี้ หลายคนคงเริ่มคิดว่าถ้ากองทุนดัชนีมันน่ากลัวขนาดนี้ งั้นผมเปลี่ยนไปจ้างผู้จัดการกองทุนสาย Active ให้มาดูแลพอร์ตให้ดีกว่า จ่ายแพงหน่อยแต่สบายใจ ผมต้องขอเตือนเลยครับ วันนั้นอาจจะเป็นกับดักได้ครับ จากข้อมูลสถิติที่ผ่านมา ทุกวิกฤตพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเวลาที่ตลาดหุ้นพังทลาย ผู้จัดการกองทุนสาย Active ส่วนใหญ่ก็เอาตัวไม่รอดเหมือนกันครับ เพราะอะไร เพราะเขา ก็เป็นมนุษย์ไงครับ เวลาลูกค้าตื่นตระหนกแห่มาถอนเงินคืน ผู้จัดการกองทุนก็ต้องจำใจเทขายหุ้นออกมาในราคาขาดทุนเหมือนกัน แถมที่ร้ายกว่านั้น ผู้จัดการกองทุน Active จำนวนมากชอบทำตัวเป็นพวก ลอกการบ้าน หรือ Closet Indexers ครับ คือพวกเขาจะแอบไปถือหุ้นตัวใหญ่ๆ หน้าตาเหมือนใน S&P 500 เป๊ะๆ เพราะกลัวว่าถ้าจัดพอร์ตแปลกไปแล้วผลงานแพ้ดัชนีตัวเองจะโดนไล่ออก ผลก็คือ คุณต้องยอมจ่ายค่าธรรมเนียมแพงๆระดับ 1-2% เพื่อจ้างคนไปถือหุ้นตัวเดียวกับกองทุนดัชนีรายถูกที่คุณเพิ่งขายทิ้งไปนั่นแหละครับ การพยายามเก็งจังหวะตลาดเพื่อหนีความเสี่ยง บางครั้งมันกลับสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้พอร์ตเราหนักกว่าเดิมเสียอีก
เอาล่ะครับ กองทุนดัชนีก็มีการกระจุกตัว ไปพึ่งกองทุน Active ก็ค่าธรรมเนียมแพง แถมลอกการบ้าน ฟังดูเหมือนไม่มีทางออกเลยใช่มั้ยครับ อย่าเพิ่งหมดหวังครับ ความจริงก็คือคุณสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยตัวเอง โดยที่คุณยังเป็นนักลงทุนสาย Passive ที่ประหยัดค่าธรรมเนียมได้เหมือนเดิม สิ่งที่คุณต้องทำมีแค่อย่างเดียวครับ คือการจัดสรรสินทรัพย์ หรือ Asset Allocation ให้ชาญฉลาดขึ้นเท่านั้นเองครับ ผมมี 3 วิธีปรับพอร์ตง่ายๆที่จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสิ่งนี้ได้ครับ
วิธีที่ 1 คือเลิกเสพติด S&P 500 เพียงอย่างเดียว ปัญหาที่เราคุยกันมาทั้งหมดเนี่ย มันเป็นปัญหาของตลาดหุ้นอเมริกา ครับ ถ้าคุณลองมองค่ามหาสมุทรไปดูตลาดหุ้นในยุโรป ญี่ปุ่น หรือตลาดเกิดใหม่ คุณจะพบว่าหุ้นพวกนั้นราคายังถูกกว่ามาก และไม่ได้พึ่งพาแต่หุ้นเทคโนโลยีด้วยครับ วิธีแก้ ง่ายนิดเดียวครับ แค่คุณแบ่งเงินบางส่วนจาก S&P 500 ไปซื้อกองทุนหุ้นทั่วโลก หรือ Total World Stock Fund คุณก็ยังได้เป็นเจ้าของ Apple และ Nvidia อยู่ นะครับ แต่มันจะอยู่ในสัดส่วนที่ปลอดภัยขึ้น การทำแบบนี้คือการกระจายความเสี่ยงที่คุ้มค่าที่สุด คุณยังได้ประโยชน์จากค่าธรรมเนียมที่ต่ำ แต่คุณไม่ได้ฝากอนาคตทางการเงินทั้งหมดไว้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเพียงไม่กี่แห่งครับ
วิธีที่ 2 สำหรับสายลุยที่อยากอุดรอยรั่วคือการทำ Tilt หรือการเอียงพอร์ต ถ้าคุณรู้สึกว่าหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ตอนนี้ราคามันแพงเกินพื้นฐานไปไกลแล้ว คุณสามารถเอียงน้ำหนักพอร์ตของคุณไปเพิ่มในส่วนของกองทุนหุ้นคุณภาพ หรือ Value หรือกองทุนหุ้นขนาดเล็ก หรือ Small Cap เลือกบริษัทจากคุณภาพจริงๆ เช่น กำไรเติบโตดี หนี้สินน้อย PE ไม่แพง ไม่ได้เลือกซื้อเพียงเพราะว่าบริษัทมันใหญ่ครับ ถ้าวันนึงเกิดวิกฤตหุ้น Big Tech โดนเทขาย หุ้นคุณภาพ หรือหุ้นขนาดเล็กเหล่านี้อาจจะเป็นหลุมหลบภัยที่ช่วยพยุงพอร์ตของคุณเอาไว้ หรืออาจจะทำกำไรให้คุณได้ด้วยครับ แต่ข้อควรระวังคือวิธีนี้ต้องใช้ความอดทนสูงมากนะครับ เพราะบางช่วงหุ้นคุณภาพก็อาจจะผลงานแป๊กไปหลายปีเลยก็ได้ครับ
และวิธีที่ 3 วิธีที่คลาสสิกและทรงพลังที่สุดนั่นก็คือ การถือสินทรัพย์ปลอดภัยติดพอร์ตไว้เสมอ ครับ ถ้าคุณกลัวว่าตลาดหุ้นมันจะกำลังจะพัง คำตอบไม่ใช่การไปวิ่งหาหุ้นตัวใหม่ที่เก่งกว่าเดิมครับ แต่คำตอบคือการเป็นเจ้าของหุ้นให้น้อยลงต่างหากครับ การที่คุณมีเงินสด พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ที่มีคุณภาพ แบ่งเก็บไว้ในพอร์ตบ้าง มันคือการสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตวิทยาให้กับตัวคุณเองครับ ลองคิดดูสิครับ ถ้าตลาดหุ้นร่วงหนัก 30% แต่คุณรู้ตัวว่าคุณมีเงินสดสำรองและพันธบัตรที่ปลอดภัยนอนนิ่งๆอยู่ คุณจะไม่สติแตก คุณจะไม่ถูกบีบให้ต้องขายหุ้นทิ้งในจังหวะที่แย่ที่สุดเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย เผลอๆถ้าคุณใจนิ่งพอ คุณอาจจะยิ้มมุมปากแล้วเอาเงินก้อนนั้นเข้าไปช้อนซื้อหุ้นดีๆที่กำลังลดราคา กระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ด้วยสิครับ
จำไว้นะครับ ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ตลาดหุ้นหรอกครับ แต่เป็นความตื่นตระหนกของตัวนักลงทุนเองต่างหากครับ เมื่อเกิดความตื่นตระหนก สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำคือการพยายามหาทางหนีตาย หรือพยายามไปเอาชนะตลาดด้วยการจับจังหวะซื้อขาย ซึ่งตรงนี้แหละครับ ที่เป็นจุดตาย
ก่อนจะลากันไป ผมขอปิดท้ายด้วยปรัชญาอมตะของจอห์น โบเกิ้ล เพื่อดึงสปิริตพวกเราในเรื่องนี้กันอีกครั้งครับ หลายคนอาจจะได้ยินโบเกิ้ลเตือนไว้ว่าการพยายามเอาชนะตลาดมันคือ Zero-Sum Game แล้วก็เกิดความสงสัยว่า เอ๊ะ โบเกิ้ลพูดแบบนั้นมันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อบริษัทขายของได้กำไร เศรษฐกิจโต หุ้นก็โต ทุกคนก็น่าจะได้กำไรไปด้วยกันสิ ถูกต้องเลยครับ การลงทุนระยะยาวเพื่อให้เงินเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจและเศรษฐกิจ มันคือ Positive-Sum Game หรือเกมที่ทุกคนสามารถรวยไปด้วยกันได้ แต่สิ่งที่สื่อถึงคือเกมที่ชื่อว่าการพยายามทำผลตอบแทนให้ชนะค่าเฉลี่ยของตลาดต่างหากครับ ที่เป็น Zero-Sum Game หรือเกมที่ผลรวมเป็น 0 ความหมายก็คือ สมมุติว่าตลาดหุ้นปีนี้โตเฉลี่ย 10% ก่อนหักค่าธรรมเนียม ถ้ามีใครสักคนเก่งมากทำกำไรได้ 12% ชนะตลาดไป 2% มันแปลว่าในระบบจะต้องมีใครอีกคน ที่ทำกำไรได้แค่ 8% แพ้ตลาดไป 2% เสมอ ครับ เพื่อให้ค่าเฉลี่ยของทั้งตลาดมันออกมาเท่ากับ 10% พอดีเป๊ะ
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเถียงในใจว่า เอ๊ะ ไม่จริงมั้ง ผมเลือกหุ้นเอง พอร์ตผมโตตั้ง 20% ชนะตลาดตั้งเยอะ ไม่เห็นมีใครต้องมาเสียเงินให้ผมเลย บริษัทเขาทำกำไรได้ ผมก็ได้กำไรของผม ความจริงก็คือมีคนเสียครับ แต่เขาไม่ได้ควักเงินต้นมาจ่ายให้คุณ เขาเสียโอกาส หรือที่เรียกว่าผลตอบแทนสัมพัทธ์ครับ ลองคิดตามหลักความเป็นจริงสิครับ หุ้นบริษัทชั้นยอดที่คุณถืออยู่แล้วราคามันโตเอาๆ เอาเนี่ย ตอนที่คุณซื้อ คุณซื้อมาจากใครครับ คุณก็ต้องซื้อมาจากนักลงทุนอีกคนหนึ่ง หรืออาจจะเป็นผู้จัดการกองทุนสักกองนึงที่วิเคราะห์พลาด ตื่นตระหนก แล้วตัดสินใจขายหุ้นตัวนั้นออกมาให้คุณในราคาถูกไงครับ การที่คุณทำกำไรได้ทะลุเป้า แปลว่าคนที่ขายหุ้นให้คุณ หรือคนที่ดันไปถือหุ้นตัวอื่นที่ห่วยกว่า เขาคือคนที่สูญเสียโอกาส และต้องรับผลตอบแทนที่แพ้ตลาดไปแทนครับ เพื่อให้สมการของทั้งตลาดมันสมดุลกัน
อย่างกรณีของคุณปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ทำผลตอบแทนชนะตลาดมาอย่างยาวนานและรวยมหาศาล ในทางคณิตศาสตร์ก็แปลว่าจะต้องมีนักลงทุน หรือกองทุนอื่นๆ จำนวนมหาศาลที่เป็นคนขายหุ้นดีๆ ราคาถูกให้ปู่ และต้องทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดไปแทนครับ นี่แหละครับคือภาพของ Zero-Sum Game ก่อนหักค่าใช้จ่าย
แต่จุด climax ที่ทำให้ John โบเกิ้ลบอกว่าคนธรรมดาอย่างเราไม่ควรไปเล่นเกมนี้ มันอยู่ที่ความจริงที่ว่า การซื้อขายหุ้นในโลกแห่งความเป็นจริงมันมีต้นทุนครับ หลังจากที่เราต้องหักค่าธรรมเนียมให้กับผู้จัดการกองทุนสาย Active หรือจ่ายค่าคอมมิชชั่นในการเทรดหุ้นไปแล้ว สมการที่เคย balance กันพอดี มันจะติดลบทัน ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของนักลงทุน Active ทั้งหมดจะต้องต่ำกว่าผลตอบแทนของดัชนีตลาดเสมอครับ
แต่มันแปลว่าเราควรจะเลิกลงทุนในกองทุนดัชนีแล้วหันไปนั่งเจาะงบการเงิน วิเคราะห์กราฟ เพื่อพยายามเอาชนะตลาดด้วยตัวเองทั้งหมดเลยหรือเปล่า คำตอบคือไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นครับ การวิเคราะห์และเลือกหุ้นรายตัวเป็นศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ และมีนักลงทุนหลายคน ที่ทำผลงานได้ดีเยี่ยมจริงๆ แต่มันเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ความรู้ และความทุ่มเทมหาศาล ซึ่งในทางสถิติแล้ว สำหรับนักลงทุนทั่วไปอย่างเรา การพยายามเทรดเอาชนะตลาดให้ได้ทุกปี เป็นเกมที่เหนื่อยและมีความท้าทายสูงมากครับ
สิ่งที่เราควรทำในฐานะนักลงทุนที่อยากใช้ชีวิตชิลๆ คือการจัดสรรพอร์ตให้มีการกระจายความเสี่ยงที่สมดุล มีสินทรัพย์ปลอดภัยไว้เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกไว้ แล้วปล่อยให้เวลาและระบบทุนนิยมมันทำหน้าที่สร้างความมั่งคั่งให้เราผ่านกองทุนดัชนีต่อไปครับ
สำหรับเนื้อหาในวันนี้ ผมหวังว่าเรื่องกองทุนดัชนีที่เราหยิบมาพูดคุยกัน จะช่วยเปิดมุมมองและคลายความกังวลให้คุณผู้ฟังได้บ้างนะครับ ถ้า Podcast EP นี้มีประโยชน์ ผมรบกวนช่วยกดไลค์ กดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผม แล้วอย่าลืมกดติดตามช่อง Coy Investor เอาไว้ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดเนื้อหาการเงินแบบฟังสบายๆ แต่ได้สาระแบบนี้
สุดท้ายนี้ คุณผู้ฟังคอมเมนต์บอกผมหน่อยได้ไหมครับว่าตอนนี้พอร์ตของคุณยังคงเน้นหนักไปที่ S&P 500 อย่างเดียวอยู่หรือเปล่า หรือว่าเริ่มปรับตัวกระจายไปลงทุนในตลาดทั่วโลก หรือเพิ่มหุ้นคุณค่ากันบ้างแล้ว มาคอมเมนต์แชร์ไอเดียกันได้เลยครับ ผมรออ่านทุกคอมเมนต์แน่นอน อ้อ แล้วถ้าอยากให้ผมทำเรื่องไหน เล่าหัวข้ออะไรให้ฟังอีก พิมพ์บอกกันมาได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจะไปทำการบ้านแล้วมาเล่าให้ฟังแบบจัดเต็มแน่นอน
สำหรับวันนี้ ผมซี ต้องขอตัวลาไปก่อน ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการลงทุน แล้วพบกันใหม่ใน EP หน้า สวัสดีครับ