Transcription
1 ปีประกันสังคมได้เงินสมทบคนละ 26,775 บาทแล้วลูกจ้างได้อะไรจากตรงนี้บ้าง? สำนักงานประกันสังคมมีการแจ้งปรับเพดานค่าจ้าง เก็บเงินสมทบผู้ประกันตนเพิ่มนะคะตั้งแต่ต้นเดือนนี้เป็นต้นไป มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ตั้งแต่ 17,500 บาทจะเริ่มเห็นตัวเลข 875 บาทถูกหักออกจากสลิปเงินเดือนทุกเดือนเพื่อส่งเข้ากองทุนประกันสังคม หากลองคำนวณตัวเลขนี้ดูนะคะ เราจะพบว่าใน 1 ปีเราจะต้องควักเงินออกจากกระเป๋าตัวเอง และเมื่อเราได้รับเงินสมทบจากนายจ้างและรัฐบาลอีก รวมแล้วก็จะเป็นเงินสมทบเดือนละ 2,231 บาท หรือคิดเป็นคนละ 26,775 บาทต่อปี แล้วลูกจ้างและพนักงานเอกชนที่เป็นเจ้าของเงิน 20,000 กว่าบาทต่อปีนี้ จะได้อะไรจากเงินสมทบประกันสังคมบ้าง? ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
>> ขอต้อนรับเข้าสู่รายการลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง >> WTEX แพลตฟอร์มการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณสร้างความมั่งคั่งได้ง่ายขึ้น ลงทุนกองทุนรวมได้ครบจบที่เดียว Wth X W for the people >>
จากข่าวหนาหูเกี่ยวกับเรื่องประกันสังคม ทั้งเรื่องปฏิทิน เรื่องซื้อตึกที่มีมูลค่าสูงกว่าความจริง และติดดอยสินทรัพย์ ทั้งหมดนี้อาจทำให้หลายคนที่เป็นพนักงาน หรือลูกจ้างบริษัทเริ่มคิดกันใช่ไหมคะว่า เงินที่ได้มาจากการทำงานทุกเดือนควรจะส่งเข้าประกันสังคมหรือไม่? ถ้าจะให้บอกในทางกฎหมายค่ะ ก็ต้องบอกว่าลูกจ้างและพนักงานบริษัททุกรายจำเป็นที่จะต้องเข้าระบบประกันสังคม ซึ่งระบบประกันสังคมนะคะ ก็คล้ายๆ กับประกันกลุ่มค่ะ แต่ผู้ที่รับประกันนะคะ ก็จะเป็นกลุ่มที่ใหญ่หน่อย นั่นก็คือกลุ่มพนักงานและลูกจ้างบริษัทเอกชนทั่วประเทศ โดยประกันสังคมนะคะ ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสวัสดิการของลูกจ้างในกรณีฉุกเฉินค่ะ ยกตัวอย่างเช่น กรณีเจ็บไข้ได้ป่วย เงินชดเชยกรณีว่างงาน สวัสดิการลาคลอดเพื่อเลี้ยงลูก รวมไปถึงเงินบำนาญหลังเกษียณ
วงเงินประกันนี้นะคะ ก็จะมีผู้ที่ต้องออกเงินลงขันหลักๆ อยู่ 3 รายด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ ลูกจ้างที่อัตรา 5% ของเงินเดือน โดยมีเพดานสูงสุดอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือน, นายจ้างที่อัตรา 5% ของเงินเดือนลูกจ้าง โดยมีเพดานสูงสุดอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือน, และรัฐบาลที่อัตรา 2.75% ของเงินเดือนลูกจ้าง โดยมีเพดานสูงสุดอยู่ที่ 481.25 บาทต่อเดือน ด้วยเหตุนี้นะคะ จึงทำให้ลูกจ้างและพนักงานบริษัทเอกชนก็จะมีเงินเข้ามาสมทบในกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 2,231.25 บาทต่อเดือนต่อคน หรือ 26,775 บาทต่อปีต่อคน
เงินก้อนนี้นะคะ จริงๆ แล้ว เราสามารถเอาไปซื้อประกันคุ้มครองโรคร้าย วงเงินหลายล้านบาทได้เลย 1 เล่ม นี่ก็เป็นการเปรียบเทียบมูลค่าของเงินนะคะ ที่ร่วมการสมทบระหว่างลูกจ้าง นายจ้าง รวมถึงรัฐบาลให้เห็นภาพกันมากขึ้น
แล้วทีนี้นะคะ ถ้าถามว่าลูกจ้างหรือพนักงานบริษัทจะได้อะไรจากประกันสังคมนี้บ้าง? หลักๆ เลยก็คือ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล การรักษาโรคทั่วไป ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน, ชดเชยกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือว่างงานไม่เกิน 8,750 บาทต่อเดือน, ชดเชยกรณีคลอดบุตร 26,500 บาทต่อครั้ง, สำหรับผู้หญิงที่ลาคลอดมาเลี้ยงลูกในช่วงเดือนที่ 3-4 จะได้รับเงินชดเชยจากประกันสังคมไม่เกิน 8,750 บาทต่อเดือน, เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 50,000 บาทต่อครั้ง, เมื่อเกษียณแล้วนะคะ ถ้าส่งเงินประกันสังคม 15 ปี จะได้เงินบำนาญ 3,500 บาทต่อเดือน, ถ้าส่งเงินประกันสังคม 25 ปี จะได้รับเงินบำนาญ 6,125 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ นะคะ ประกันสังคมก็ยังมีข้อดีค่ะ เนื่องจากมีสิทธิในการคุ้มครองพิเศษเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอีกหลายอย่างที่ประกันสุขภาพหรือประกันเหมาจ่ายหลายเจ้าอย่างไม่คุ้มครอง ที่เห็นชัดๆ นะคะ นั่นก็คือ การทำทันตกรรมในการขูดหินปูน 900 บาทต่อปีค่ะ หรือถ้าเราเป็นคนที่มีความเสี่ยงที่จะมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับนะคะ ก็สามารถนัดหมอเพื่อขอทำ sleep test ได้ ซึ่งสวัสดิการเหล่านี้นะคะ ก็เกิดจากเงินสมทบทั้งในฝั่งของลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล
จนกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ระดับล้านล้านบาท โดย ณ วันที่ 30 กันยายน ปี 2566 เงินกองทุนประกันสังคมมีมูลค่าทั้งหมด 2,826,197 ล้านบาท ซึ่งพอๆ กับงบประมาณแผ่นดินทั้งประเทศ ซึ่งเงินก้อนนี้นะคะ ก็คือเงินสมทบที่เป็นของผู้ประกันตนทั้งสิ้น 24,811,929 คน ถ้าหากคำนวณเป็นตัวเลขโดยเฉลี่ยแล้ว พนักงาน 1 คนจะมีเงินสมทบในกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 113,904 บาทเลยทีเดียว
ซึ่งสำนักงานประกันสังคมนี้ ก็จะมีหน้าที่นำเงินก้อนที่มีอยู่มากกว่า 2 ล้านล้านบาทไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 สัดส่วนเงินลงทุนในกองทุนประกันสังคมก็เป็น พันธบัตรรัฐบาล 48.9%, หุ้นต่างประเทศ 16.9%, หุ้นไทยโดยเฉพาะกลุ่ม SET 50 7.7%, หน่วยลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 17.7%, หน่วยลงทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน 4.2%, หุ้นกู้เอกชน 2.7%, และอื่นๆ อีก 1.9%
จะเห็นได้นะคะว่าเงินส่วนใหญ่ที่ประกันสังคมไปลงทุนนั้น มาจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากๆ อย่างเช่นพันธบัตรรัฐบาลที่มีมากกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง ส่วนสินทรัพย์เสี่ยงนะคะ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นต่างประเทศ หุ้นไทย รวมถึงหน่วยลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อย
ภาพใหญ่ในช่วง 10 ปีย้อนหลัง กองทุนประกันสังคมได้ผลประโยชน์จากการลงทุนจากเงินสมทบสะสมที่เฉลี่ย 3.3% ต่อปี ซึ่งเมื่อเทียบกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ซึ่งเป็นกองทุนสำหรับข้าราชการที่ข้าราชการผู้เป็นสมาชิกสามารถเลือกแผนการลงทุนใน กบข. ได้ โดยแผนหลักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 4% ต่อปี และถ้าข้าราชการเลือกแผนลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะหุ้นโลก ก็จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 7.5-8.2% ต่อปี
โดยถ้าเราไปดูงบของกองทุนประกันสังคมในปี 2566 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่ส่งงบเนี่ยนะคะ เราก็จะเห็นได้ว่ากองทุนประกันสังคมมีรายได้จากเงินสมทบและดอกเบี้ยทั้งหมด 293,176 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายในสวัสดิการต่างๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด 155,156 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเอารายได้มาหักค่าใช้จ่ายในสวัสดิการต่างๆ แล้ว กองทุนประกันสังคมก็จะมีเงินเหลืออยู่ทั้งหมด 138,020 ล้านบาท ซึ่งเงินส่วนนี้ก็จะกลายเป็นเงินสมทบสะสมในกองทุนประกันสังคม
ดังนั้นนะคะ เงินสมทบในกองทุนประกันสังคมจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงนั้น ก็ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายที่กองทุนประกันสังคมจะต้องจ่ายออกไปด้วย อย่างเงินผลประโยชน์ที่ประกันสังคมนะคะ จะต้องจ่ายให้กับผู้ประกันตนตามกฎหมาย อย่างเช่นเงินค่ารักษาพยาบาล หรือว่าเงินบำนาญเมื่อเกษียณ
ซึ่งถ้าเราไปดูเงินสมทบสะสมของกองทุนประกันสังคมเมื่อรวมกับดอกเบี้ยแล้วนะคะ เราจะเห็นได้นะคะว่า ปี 2564 มีเงินสมทบสะสม 2.2 ล้านล้านบาท, ปี 2565 2.2 ล้านล้านบาท, ปี 2566 2.4 ล้านล้านบาท, ปี 2567 2.6 ล้านล้านบาท, โดยเดือนกันยายนปี 2566 มีเงินสมทบสะสม 2.8 ล้านล้านบาท จะเห็นได้นะคะว่าเงินสมทบเมื่อรวมกับดอกเบี้ยแล้วจะเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ก็มีกรณีที่เงินสมทบสะสมลดลงบ้าง อย่างในปี 2565 ที่ลดลงจากปี 2564 เนื่องจากวิกฤตโรคระบาดที่มีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก และต้องขอรับเงินชดเชยจากประกันสังคม
ทีนี้ถ้าเราลองเอาแว่นขยายนะคะ ไปเจาะดูค่าใช้จ่ายของกองทุนประกันสังคมในปี 2566 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาเนี่ยนะคะ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 155,156 ล้านบาท แบ่งออกเป็น ค่าบริหารจัดการ 6,652 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็อย่างเช่น เงินเดือนเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ ระบบฐานข้อมูล ระบบคอมพิวเตอร์ และ cyber security การจัดซื้อของใช้ต่างๆ รวมถึงค่าเสื่อมราคาอาคารและสถานที่
ค่าใช้จ่ายแบ่งออกเป็น ผลประโยชน์ทดแทน กว่า 133,489 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น กองทุนชดเชยค่ารักษาพยาบาล 62,500 ล้านบาท, กองทุนชราภาพ 36,472 ล้านบาท, กองทุนสงเคราะห์บุตร 12,859 ล้านบาท, กองทุนชดเชยกรณีว่างงาน 9,342 ล้านบาท, กองทุนคลอดบุตร 6,765 ล้านบาท, กองทุนอื่นๆ 5,551 ล้านบาท
ถ้าเรามองจากปีก่อนๆ นะคะ เราก็จะเห็นได้ว่าเงินสมทบสะสมของกองทุนประกันสังคมนั้นก็เพิ่มขึ้นทุกๆ ปีค่ะ ซึ่งนี่เป็นเรื่องปกตินะคะ เนื่องจากว่ามีการสมทบเข้ามาจาก 3 ทาง นายจ้าง ลูกจ้าง แล้วก็รัฐบาลต่อเนื่องทุกปี แต่ก็ต้องบอกนะคะว่าในอนาคตเงินสมทบสะสมเหล่านี้ก็อาจจะไม่พอ หรือว่าลดลงเรื่อยๆ ได้ เพราะว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มรูปแบบ และหลายๆ คนนะคะ ก็เริ่มเกษียณอายุก่อน 60 ปี ซึ่งทำให้กองทุนประกันสังคมจะต้องเจียดเงินจากกองทุนเหล่านี้นะคะ ให้กลายไปเป็นเงินบำนาญมากขึ้นด้วย
ซึ่งในปี 2566 ที่ผ่านมาค่ะ กองทุนประกันสังคมจ่ายเงินบำนาญเพิ่มขึ้นจากปี 2558 เกือบ 5 เท่าเลยทีเดียว และในอนาคตเงินบำนาญและกองทุนชราภาพก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลนะคะ ว่าทำไมสำนักงานประกันสังคมจึงจำเป็นต้องปรับเพดานเงินสมทบขึ้นมา อย่างปี 2569 ปรับเป็นเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 875 บาท, ปี 2572 สูงสุดเดือนละ 1,000 บาท, ปี 2575 สูงสุดเดือนละ 1,150 บาท ซึ่งในปี 2575 นะคะ ถ้าหากใครที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 23,000 บาทเป็นต้นไป ก็จะถูกหักเงินเข้ากองทุนประกันสังคมไป 1,150 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 13,800 บาทต่อปี และถ้ารวมยอดที่นายจ้างและรัฐบาลร่วมสมทบด้วย ประกันสังคมก็จะได้เงินสมทบต่อหัวอยู่ที่ 35,190 บาทต่อปี
ซึ่งก็เป็นคำถามที่น่าคิดนะคะว่า ในอีก 6 ปีข้างหน้า การปรับเงินสมทบประกันสังคมขึ้นมาเป็น 35,190 บาทต่อปี เราจะได้อะไรจากเงินก้อนนี้บ้าง? โดยเงินสมทบจากประกันสังคมในส่วนนี้นะคะ ผู้ประกันตนจำนวนไม่น้อยหวังว่าจะถูกนำมาใช้กับค่ารักษาพยาบาลรวมถึงค่ารักษาโรค ร้ายแรง รวมถึงการใช้เป็นเงินบำนาญเมื่อเกษียณแล้ว เมื่อถึงเวลาที่เราเกษียณจากการทำงานจริงๆ เราจะหวังพึ่งเงินจากประกันสังคมได้หรือไม่?
ดังนั้น จึงเป็นการบ้านที่ผู้บริหารกองทุนประกันสังคมต้องคิดต่อให้ดีค่ะ ทั้งในเรื่องของการบริหารว่าจะทำอย่างไรให้สามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง รวมถึงในแง่ของการลงทุนนะคะ ที่ปัจจุบันผู้ประกันตนไม่มีสิทธิ์เลือก ว่าจะให้กองทุนนี้ไปลงทุนกับอะไร รวมถึงมีแผนอย่างไร แถมยังนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในสินทรัพย์ที่อาจจะไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนอีกด้วย และหลังจากนี้จะทำอย่างไรให้เงินสมทบมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของพนักงานและลูกจ้างเกือบ 25 ล้านคนทั่วประเทศไม่สูญเปล่า และไม่เป็นภาระของประเทศชาติในอนาคต
>> การลงทุนทุกวันนี้ทุกคนไม่ได้ขาดข้อมูล แต่ขาดความมั่นใจในการตัดสินใจ X แพลตฟอร์มการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณสร้างความมั่งคั่งได้ง่ายขึ้น ลงทุนกองทุนรวมได้ครบจบที่เดียว ให้บริการโดย บริษัทหลักทรัพย์ WTH X บริษัทในกลุ่ม บมจ. LTMS และลงทุนแมน ด้วยเทคโนโลยีของเราตั้งแต่การจัดพอร์ต Portex การคัดกองทุนโดดเด่น PTEX สามารถกดเปรียบเทียบกองทุนเพื่อดูผลตอบแทนกองทุนย้อนหลังเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มได้ทันที ไปจนถึงการวัดผลประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจน NAFTech พร้อมกองทุน Exclusive เพื่อโอกาสการลงทุนที่เหนือกว่า เช่น กองทุนอิงดัชนี S&P 500 ค่าจัดการต่ำที่คัดสรรมาเฉพาะผู้ใช้งาน WTX เท่านั้น เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความมั่งคั่งทางการเงินที่ยั่งยืน เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ต้องการได้ โดยที่การเงินไม่เป็นอุปสรรค สมัครบัญชีของคุณวันนี้ เพื่อมีผู้ช่วยในการลงทุน เคียงข้างทุกการตัดสินใจ WT X W for the