📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

จิตวิทยาพัฒนาตัวเอง ศาสตร์แห่งการปล่อยมือ เลิกแบกโลกและเลิกบงการคนอื่น

อาหารสมอง The Podcast13:39

Transcription

เราทุกคนกำลังใช้ชีวิตเหมือนแบกหินก้อนใหญ่ไว้บนหลัง แต่ที่ตลกคือหินก้อนนั้นไม่ใช่ของเราด้วยซ้ำครับ เราพยายามจะไปสั่งให้ฝนหยุดตก สั่งให้รถไม่ติด หรือที่แย่ที่สุดคือพยายามไปเปลี่ยนนิสัยคนอื่นเพื่อให้เรามีความสุข เชื่อว่านั่นคือสูตรสำเร็จของการพังทลายทางจิตใจเลยล่ะ

วันนี้เราจะมาคุยกันว่าทำไมเราถึงต้องเลิกทำตัวเป็นผู้จัดการจักรวาล แล้วหันมาเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองจริงๆ ซะที เตรียมตัวรับความจริงที่อาจจะเจ็บปวด แต่มันจะทำให้คุณเบาตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รู้อะไรไหมครับ ความลับของการมีความสุขไม่ใช่การมีอำนาจเหนือทุกอย่าง แต่มันคือการรู้ว่าเราไม่มีอำนาจเหนืออะไรเลยต่างหาก ยกเว้นใจตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

อืม จริงๆ แล้วมันมีเหตุผลทางจิตวิทยาที่น่าสนใจมากครับ คือสมองของเราเนี่ย มันเกลียดความไม่แน่นอนที่สุดเลย เมื่อเราเห็นเพื่อนทำตัวแย่ หรือเห็นแฟนทำอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจ เราจะรู้สึกว่าโลกของเรากำลังสั่นคลอน เราเลยพยายามเข้าไปจัดการหรือแก้ไขพวกเขา เพื่อให้เรากลับมารู้สึกปลอดภัยอีกครั้ง แต่นี่แหละครับคือกับดักที่ร้ายแรงที่สุด เพราะยิ่งคุณพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้มากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งสูญเสียการควบคุมเหนือตัวเองไปมากเท่านั้น

ลองคิดดูสิครับว่าใน 1 วัน คุณเสียเวลาไปกี่ชั่วโมงกับการนั่งนั่งบ่นเรื่องนิสัยของคนในออฟฟิศ หรือพยายามจะสอนคนที่เขาไม่อยากเรียนรู้ เฮ้อ มันเหนื่อยเปล่าจริงๆ นะครับ

ลองนึกถึงวงกลม 2 วงนะครับ วงแรกคือสิ่งที่เราควบคุมได้จริงๆ ซึ่งมันเล็กมากครับ มีแค่ความคิด การกระทำ และคำพูดของตัวเราเองเท่านั้น ส่วนวงที่ 2 คือทุกอย่างที่เหลือในจักรวาลนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ลมฟ้าอากาศ หรือแม้แต่ความคิดที่คนอื่นมีต่อคุณ ปัญหาคือเรามักจะใช้พลังงาน 90% ไปกับวงกลมวงที่ 2 ครับ เราพยายามจะไปเปลี่ยนสีหน้าของคนอื่น พยายามจะไปเปลี่ยนทัศนคติของคนที่โตมาคนละแบบกับเรา ถามจริงเถอะครับ มันเคยได้ผลจริงๆ สักกี่ครั้งเชียว หรือสุดท้ายมันจบลงที่คุณเครียดอยู่คนเดียว ส่วนคนอื่นเขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม

การพยายามเปลี่ยนคนอื่นคือการประกาศสงครามกับความจริง และคุณไม่มีทางชนะสงครามนี้ได้เลย อืม เพราะเราเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้กับผลลัพธ์ของคนอื่นไงครับ เราคิดว่าถ้าลูกฉันเรียนเก่ง ฉันคือแม่ที่ดี หรือถ้าลูกน้องทำงานพลาด แปลว่าฉันเป็นหัวหน้าที่แย่ นี่คือความเข้าใจผิดอย่างแรงครับ คุณสามารถเป็นพ่อแม่ที่ยอดเยี่ยมได้ แม้ลูกจะเลือกทางเดินที่ผิด และคุณสามารถเป็นหัวหน้าที่เก่งได้ แม้ทีมจะล้มเหลว ตราบใดที่คุณทำหน้าที่ในส่วนของคุณอย่างเต็มที่แล้ว

การปล่อยวางไม่ใช่การไม่ใส่ใจนะครับ แต่มันคือการเลือกคาดหวังว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามบทที่เราเขียนไว้ในหัว เฮ้อ เมื่อคุณเลิกจัดการชีวิตคนอื่น คุณจะพบว่ามีเวลาและพลังงานเหลือเฟือที่จะเอามาจัดการชีวิตตัวเองที่มันยังรุงรังอยู่ตอนนี้

เคยเจอมั้ยครับ คนประเภทที่ชอบบอกว่า "ฉันหวังดีนะ ถึงพูด" รู้อะไรไหม ความหวังดีที่ไม่ได้ถูกร้องขอมันคือการก้าวก่ายในคราบนักบุญครับ เมื่อคุณพยายามเข้าไปแก้ปัญหาให้คนอื่น โดยที่เขาไม่ได้ขอ คุณกำลังส่งข้อความทางอ้อมไปหาเขาว่า "นายมันไม่ได้เรื่อง นายจัดการตัวเองไม่ได้หรอก ต้องให้ฉันจัดการให้" นอกจากมันจะทำให้คุณเหนื่อยแล้ว มันยังเป็นการทำลายความมั่นใจของอีกฝ่ายด้วยครับ ลองเปลี่ยนไปเป็นการอยู่ข้างๆ คอยสนับสนุน แต่ให้เขาเป็นคนขับรถเองดีกว่าไหม

การเห็นคนที่เรา รักทำผิดพลาดมันเจ็บปวดครับ แต่นั่นคือการเรียนรู้ของเขา ไม่ใช่ภาระของคุณที่จะต้องไปแบกรับความผิดพลาดนั้นแทนเขา

มาพูดถึงเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ที่ใหญ่ที่สุดกันดีกว่า นั่นคืออดีตและความคิดของคนอื่นครับ 2 อย่างนี้คือหลุมดำที่ดูดพลังงานชีวิตคนไปมหาศาล คุณไม่สามารถย้อนเวลาไปแก้ไขคำพูดที่โง่ๆ มา 5 ปีก่อนได้ และคุณก็ไม่มีวันห้ามไม่ให้ใครนินทาคุณได้ การนั่งกังวลว่า "เขาจะคิดยังไงกับเรานะ" คือการมอบกุญแจความสุขของคุณให้คนอื่นถือไว้ครับ แล้วคุณจะแปลกใจไหมถ้าสุดท้ายเค้าทำมันหาย หรือทำมันพัง

เลิกพยายามเป็นคนที่ทุกคนรักเถอะครับ เพราะแม้แต่น้ำเปล่าที่ไม่มีสีไม่มีรสก็ยังมีคนไม่ชอบกินเลย จริงมั้ยครับ หันมาแคร์แค่ว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการของเราหรือยัง นั่นต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

มีประโยคนึงที่ผมชอบมากครับ เขาบอกว่า "เราต้องเรียนรู้ที่จะนิ่งสงบ ท่ามกลางความวุ่นวายที่เราไม่ได้เป็นคนก่อ" สมมุติว่าบริษัทคุณมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่ที่คุณไม่ชอบเลย แทนที่จะนั่งก่นด่าผู้บริหารทั้งวัน ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาหรอก แถมยังชวนให้เพื่อนร่วมงานนำค้านอีก ลองหันมาถามตัวเองว่า "ในสถานการณ์ที่แย่แบบนี้ ฉันจะแสดงศักยภาพอะไรออกมาได้บ้าง หรือฉันจะรักษาสุขภาพจิตของตัวเองได้อย่างไร" โลกภายนอกอาจจะเป็นพายุครับ แต่คุณสามารถสร้างบ้านที่แข็งแรงในใจคุณได้ ความวุ่นวายข้างนอกไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำให้ใจคุณวุ่นวายตามไปด้วย

การเลิกจัดการชีวิตคนอื่นไม่ได้แปลว่าคนเห็นแก่ตัวนะครับ แต่มันคือการเคารพในความเป็นมนุษย์ของเขา ทุกคนมีสิทธิที่จะผิดพลาด ทุกคนมีสิทธิที่จะล้มเหลว และทุกคนมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตในแบบที่เขาเลือกเอง แม้ว่าคุณจะมองว่ามันเป็นทางที่ผิดก็ตาม การที่คุณพยายามไปบงการเค้า มันคือการดูถูกสติปัญญาของเค้าครับ

ลองเปลี่ยนพลังงานจากการสั่งสอนมาเป็นการเป็นแบบอย่างดูสิครับ ถ้าคุณอยากให้คนรอบข้างมีระเบียบ คุณก็แค่มีระเบียบให้เขาเห็น ถ้าคุณอยากให้เขาใจเย็น คุณก็แค่แสดงความใจเย็นให้ดู การกระทำเสียงดังกว่าคำพูดเสมอ และที่สำคัญมันประหยัดน้ำลายกว่าเยอะเลยครับ

มาลองใช้เทคนิคมีกันดูครับ เรียกว่า "กด 5 นาที" เวลาที่มีเรื่องไม่ดั่งใจเกิดขึ้น หรือมีคนมาทำให้คุณหงุดหงิด ให้ถามตัวเองว่า "เรื่องนี้จะยังสำคัญอยู่ไหมในอีก 5 ปีข้างหน้า" ถ้าคำตอบคือไม่ ก็อย่าไปเสียเวลาโมโหกับมันเกิน 5 นาทีครับ คนที่ปาดหน้าคุณบนถนนน่ะ เขาหายไปจากชีวิตคุณตั้งแต่ 10 วินาทีแรกแล้ว แต่คุณกลับเก็บเขามาด่าอยู่ในใจเป็นชั่วโมง

ใครกันแน่ที่กำลังทำร้ายคุณ? ไม่ใช่เขาหรอกครับ แต่เป็นตัวคุณเองที่ยอมให้สิ่งที่ควบคุมไม่ได้เข้ามาเช่าพื้นที่ในหัวแบบฟรีๆ ขับไล่พวกมันออกไปเถอะครับ พื้นที่ในหัวคุณมันแพงเกินกว่าจะให้เรื่องไร้สาระมาอยู่

นิสัยอย่างหนึ่งที่แก้ยากที่สุดคือความคาดหวังครับ เราคาดหวังว่าแฟนต้องล้างจาน คาดหวังว่าเพื่อนต้องคืนเงินตรงเวลา คาดหวังว่าเจ้านายต้องเห็นความดี เมื่อมันไม่เป็นไปตามนั้น เราก็เป็นทุกข์ วิธีแก้ที่ได้ผลที่สุดคือลดความคาดหวังลงให้เหลือ 0 แล้วหันมาเพิ่มความรับผิดชอบต่อความรู้สึกตัวเองให้เต็มร้อย ฟังดูโหดร้ายใช่มั้ยครับ แต่มันคืออิสรภาพที่แท้จริง ถ้าเขาทำดีด้วยก็ถือเป็นกำไร ถ้าเขาทำไม่ดีก็แค่ความจริงข้อหนึ่งของโลกที่คุณต้องรับมือ คุณไม่ได้มีหน้าที่เปลี่ยนโลกให้เป็นสวรรค์ แต่คุณมีหน้าที่ทำให้ใจคุณไม่ตกนรกไปตามสภาพโลกครับ

เรามักจะสับสนระหว่างความห่วงใยกับการควบคุม ลองเช็คตัวเองดูหน่อยครับ ว่าที่คุณกำลังพยายามเซ้าซี้ให้คนอื่นเปลี่ยนเนี่ย เป็นเพราะคุณอยากให้เขาดีขึ้นจริงๆ หรือเป็นเพราะคุณรำคาญที่เขาไม่เป็นอย่างที่คนต้องการ ถ้ามันเป็นอย่างหลัง นั่นคืออัตตาของคนล้วนๆเลยครับ

การปล่อยให้คนอื่นใช้ชีวิตของตัวเองคือการฝึกฝนจิตใจที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่ง มันคือการยอมรับว่าเราไม่ใช่พระเจ้า เราไม่มีสิทธิ์ไปขีดเส้น ความรักที่แท้จริงคือการปล่อยให้คนรักได้เติบโตในแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่ในแบบที่เราอยากให้เขาเป็น แม้ว่าการเติบโตนั้นจะหมายถึงการเดินห่างจากเราไปก็ตาม

ในทางกลับกันนะครับ เมื่อคุณเลิกจัดการชีวิตคนอื่น คุณจะเริ่มเห็นความงามในความแตกต่าง โลกมันน่าเบื่อตายเลยถ้าทุกคนคิดเหมือนคุณ ทำตัวเหมือนคุณ และเชื่อเหมือนคุณ ความวุ่นวายของมนุษย์นี่แหละคือรสชาติของชีวิต

เมื่อคุณวางบทบาทผู้ตรวจการลง คุณจะเริ่มฟังคนอื่นมากขึ้น และตัดสินน้อยลง คุณจะพบว่าความสัมพันธ์รอบๆ ตัวมันดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะไม่มีใครชอบอยู่ใกล้คนที่คอยจ้องจะจับผิดหรือสั่งสอนตลอดเวลาหรอกครับ คนจะเริ่มเข้าหาคุณ เพราะเขารู้สึกว่าอยู่ด้วยแล้วปลอดภัย ไม่ต้องระวังตัวว่าจะโดนตัดสิน เมื่อไหร่นั่นแหละครับ คือเสน่ห์ของคนที่ปล่อยวางเป็น

รักษาสิ่งที่คุณมีอำนาจจริงๆ ไว้ให้ดีที่สุดครับ นั่นคือการตอบสนองของคุณเอง เหตุการณ์ข้างนอกมันเป็น 0 ครับ แต่วิธีที่คุณตอบโต้กับมันคือ 100 ถ้ามีคนมาด่าคุณ คุณมี 2 ทางเลือก 1 คือลงไปเกลือกกลั้วกับเขาด้วยการด่ากลับ คุณก็จะกลายเป็นแบบเดียวกับเขา 2 คือมองเขาด้วยความเข้าใจว่า "อ๋อ วันนี้เขาคงเจอเรื่องแย่ๆ มา" แล้วก็เดินจากไป การไม่ตอบโต้ไม่ได้แปลว่าแพ้ แต่มันแปลว่าคุณฉลาดพอที่จะไม่เอาทองไปลอกกับกระเบื้อง

คุณคือคนเดียวที่อนุญาตได้ว่าใครหรืออะไรจะมีสิทธิ์เข้ามาทำให้คุณอารมณ์เสีย อย่าให้สิทธิ์นั้นกับใครง่ายๆ สิครับ

การตั้งขอบเขตหรือ Bodyguard ก็เป็นเรื่องสำคัญครับ หลายคนเข้าใจผิดว่าการปล่อยวางคือการยอมให้คนอื่นมารังแก ไม่ใช่เลยครับ การปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ไม่ได้แปลว่าคุณต้องทนกับพฤติกรรมแย่ๆ ของคนอื่น คุณควบคุมเขาไม่ได้ แต่คุณเลือกที่จะไม่อยู่ตรงนั้นได้ครับ ถ้าเพื่อนชอบยืมเงินแล้วไม่คืน คุณเปลี่ยนนิสัยเขาไม่ได้ แต่คุณเลือกที่จะไม่ให้ยืมครั้งต่อไปได้ นี่คือการจัดการในส่วนของคุณ เลิกบ่นว่าทำไมเขาทำแบบนั้น แล้วเริ่มถามตัวเองว่า "ทำไมฉันถึงยังอนุญาตให้เขาทำแบบนั้นกับฉันอยู่" นั่นคือคำถามที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงๆ

วันนี้ลองทำแบบฝึกหัดเล็กๆ ดูนะครับ เวลาเจอเรื่องหงุดหงิด ให้ลองสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดในใจว่า "สิ่งนี้อยู่เหนือการควบคุมของฉันแล้ว" ลองสังเกตดูครับว่าน้ำหนักที่กดทับบนไหล่มันเบาลงไหม มันอาจจะฟังดูง่ายจนดูเหมือนไม่ได้ผล แต่ความจริงคือเราลืมทำมันครับ เรามักจะกระโจนเข้าไปในกองไฟก่อนที่จะทันคิด การฝึกรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองแบบนี้บ่อยๆ จะทำให้คนกลายเป็นคนที่มีวุฒิภาวะสูงขึ้นอย่างมาก คุณจะเริ่มมองโลกด้วยสายตาของคนที่เข้าใจความจริง ไม่ใช่สายตาของเด็กที่ดื้อรั้นอยากจะเอาชนะธรรมชาติ

แล้วเชื่อไหมครับว่าเมื่อคุณเลิกพยายามควบคุมทุกอย่าง สิ่งดีๆ จะเริ่มเกิดขึ้นเองแบบที่คุณคาดไม่ถึง เพราะตอนที่คุณพยายามควบคุม คุณกำลังปิดกั้นความเป็นไปได้อื่นๆ ทั้งหมด คุณกำลังบังคับให้โลกหมุนไปตามความแคบของความคิดคุณ แต่เมื่อคุณเปิดใจและยอมรับตามที่มันเป็น คุณจะเริ่มเห็นโอกาสใหม่ๆ เห็นวิธีแก้ปัญหาที่คุณไม่เคยนึกถึงมาก่อน มันเหมือนกับการว่ายน้ำตามน้ำครับ คุณจะไปได้ไกลกว่าและเหนื่อยน้อยกว่าการว่ายทวนน้ำ เพื่อจะกลับไปหาจุดเดิมที่คุณพอใจ ปล่อยให้กระแสชีวิตพาคุณไปบ้างเถอะครับ มันอาจจะพาคุณไปเจอเกาะที่สวยกว่าที่คุณตั้งใจจะไปก็ได้

สรุปแล้วนะครับ พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ไม่ใช่การมีเงินทอง หรืออำนาจเหนือใคร แต่มันคืออำนาจในการเลือกที่จะสงบครับ โลกจะวุ่นวายแค่ไหนก็ได้ คนจะใจร้ายกับคุณยังไงก็ได้ แต่ไม่มีใครสามารถพรากความสงบในใจไปจากคุณได้ ตราบใดที่คุณไม่ยินยอม

เลิกเสียเวลาอันมีค่าของคุณไปกับการพยายามเขียนสคริปต์ชีวิตคนอื่น แล้วเอาเวลานั้นมาเขียนตอนต่อไปของชีวิตตัวเองให้ยอดเยี่ยมที่สุดดีกว่า ชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะไปใช้เป็นตัวประกอบในดราม่าของคนอื่นนะครับ คุณคือพระเอกในเรื่องของคุณเอง ทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุดก็พอ

แล้วขอบคุณที่ฟังมาถึงตรงนี้นะครับ ผมหวังว่าเรื่องราวนี้จะช่วยให้ไหล่ของคุณเบาลงบ้างสักนิด ลองถามตัวเองคืนนี้ก่อนนอนนะครับว่า "วันนี้มีหินก้อนไหนบ้างที่ฉันควรจะวางลงได้แล้ว"

ถ้าคุณชอบเนื้อหาแบบนี้ อย่าลืมกดแชร์ไปให้คนที่คุณรัก แต่อย่าไปบังคับให้เขาฟังนะ และกดติดตามไว้ เพื่อที่เราจะได้เติบโตไปด้วยกันในตอนหน้า

จำไว้นะครับ ความสุขเริ่มขึ้นตั้งแต่ วินาทีที่คุณเลิกจัดการโลกและเริ่มจัดการใจตัวเองแล้ว เจอกันใหม่ครับ สวัสดีครับ