Transcription
บางท่านที่ฟังช่อง YouTube ของท่านโหนฟอง สนานอาจจะเคยได้ยินผ่านๆ การทำนายที่ว่า ประเทศไทยจะหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง เข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงภายในปีพ.ศ. 2572 และสำหรับท่านที่ฟังอยู่บ่อยๆ อาจจะจับประเด็นได้ว่า ท่านโหรฟองสนานท่านระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหากนับจากนี้ก็ประมาณ 3 ปีพอดี
บางท่านอาจจะยังไม่รู้เลยว่า การที่ประเทศไทยจะหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง และเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงนั้นมีความหมายอย่างไร แล้วมันจะเปลี่ยนอะไรในชีวิตของท่านได้บ้าง และที่สำคัญที่สุด ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ท่านจะต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้าง วันนี้ผมจะลองใช้หลายศาสตร์มาวิเคราะห์ให้ฟังนะครับ รวมทั้งความรู้โหราศาสตร์แบบผิวเพลินมากๆ ที่ผมแทบจะไม่มีเลย แต่ผมจะไม่ทำตัวเป็นผู้รู้ ผมจะเล่าในฐานะของคนฟังคนหนึ่งที่พยายามทำความเข้าใจให้ได้มากที่สุด
ก่อนอื่น ผมต้องออกตัวก่อนนะครับว่า ผมเป็นแฟนคลับของท่านโหนฟองสนาน และยอมรับว่าในหลายเรื่องท่านทำนายได้แม่นยำมาก ผมแทบจะไม่เคยพลาดวีดีโอหรือบทความของท่านเลยครับ ทีนี้ที่ท่านย้ำว่า กรกฎาคม พ.ศ. 2572 คือจุดเปลี่ยนสำคัญนั้น เหตุผลเชิงโหราศาสตร์ที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก ก็คือจังหวะดาวมฤตยูย้ายราศีในระบบโหราศาสตร์ไทยที่นิยมใช้กันมาก ซึ่งเรียกว่าสุริยญญาท ในระบบสุริยญญาทนี้ ดาวมฤตยูย้ายเข้าสู่ราศีพฤศพ วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566 และย้ายออกครั้งต่อไปเข้าสู่ราศีมิถุนในวันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2572 เวลา 18:18 น.
แต่ผมก็ไปสะดุดกับอีกมุมหนึ่งนะครับ มีกลุ่มผู้ศึกษาโหราศาสตร์สายพระเวทของอินเดีย หรือที่เรียกว่าสายนิรายนะ ซึ่งใช้ตำแหน่งของดาวบนท้องฟ้าจริงในการคำนวณ กลุ่มนี้ระบุว่าดาวมฤตยูเพิ่งย้ายเข้าสู่ราศีพฤศพในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 นี่เอง และจะอยู่ในราศีพฤศพถึงราวเดือนเมษายน พ.ศ. 2575 จึงจะย้ายออก มือสมัครเล่นอย่างผมเลยสรุปแบบนี้นะครับ ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของทั้ง 2 ระบบอาจจะคล้ายกัน แต่ วันเวลาที่ชัดเจนนั้นต่างกันได้หลายปี เพราะวิธีคำนวณไม่เหมือนกัน และดาวมฤตยูก็เคลื่อนช้ามาก อยู่ราศีหนึ่งนานหลายปี ความต่างของทั้ง 2 ระบบจึงออกมาเป็นเกือบ 3 ปีเลยครับ สรุปก็คือ ถ้าใช้ระบบสุริยญญ่าที่ท่านโหนฟองสนานใช้ จุดเปลี่ยนก็คือ กรกฎาคม 2572 แต่ถ้าใช้ระบบนิรายนะของอินเดีย คาบเวลาของดาวมฤตยูอยู่ ในราศีพฤศพยาวออกไปจนถึงปี 2575 โอเคครับ และนั่นก็คือความไม่รู้ของผมในเรื่องของโหราศาสตร์ครับ
ผมต้องย้ำชัดๆ ตรงนี้ด้วยนะครับว่า โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ของความเชื่อ และเป็นการตีความเชิงสัญลักษณ์ และไม่ใช่ วิทยาศาสตร์เชิงทดลองที่พิสูจน์ได้ แต่ในช่วงต่อจากนี้ทั้งหมด ผมจะพูดในฐานะของการวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยใช้ข้อมูลจริงๆ ประกอบ และไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์ใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ
แล้วคำว่าประเทศรายได้สูงมันหมายความว่าอะไร และคำถามหนึ่งที่ผมอยากจะตั้งเป็นชื่อวีดีโอนี้เลยก็คือ "อีก 3 ปี คนไทยรวยขึ้น 2 เท่าจริงหรือ?"
คำว่าประเทศรายได้สูงที่คนอ้างอิงกันมากที่สุดในระดับสากล มาจากเกณฑ์ของ World Bank หรือธนาคารโลกครับ เขาใช้ตัวเลขที่ชื่อว่า รายได้ประชาชาติต่อหัว หรือ GNI per Capita แบบ Atlas Method แล้วเอามาจัดกลุ่มประเทศต่างๆ ทั่วโลก สำหรับเกณฑ์ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของ World Bank ถ้าประเทศไหนมี GNI ต่อหัวมากกว่า 490,000 บาทต่อคนต่อปี หรือคิดเป็นรายเดือนก็ราว 41,000 บาทต่อเดือนต่อคน ธนาคารโลกจัดให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูงแล้ว
ประเทศไทยของเราอยู่ที่ไหนตอนนี้? จากข้อมูลของ World Development Indicators ปีล่าสุดก็คือ ปีพ.ศ. 2567 ประเทศไทยมี GNI ต่อหัวแบบ Atlas Method อยู่ที่ประมาณ 250,000 บาทต่อคนต่อปี หรือราว 21,000 บาทต่อเดือนต่อคน เอาล่ะครับ ถ้าจะข้ามเส้นจาก 250,000 บาทไปให้ถึง 490,000 บาท ช่องว่างนั้นคิดออกมาเท่ากับเกือบ 2 เท่าพอดี นั่นก็คือที่มาของ "รวยขึ้น 2 เท่า" ในชื่อของวีดีโอนี้ครับ
แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ ก่อนที่ท่านจะวิ่งไปบอกหัวหน้าว่า "พี่ครับ อีก 3 ปี ผมต้องขอขึ้นเงินเดือน 2 เท่านะครับ เพราะประเทศเราจะเป็นประเทศรายได้สูงแล้ว" ต้องขอหยุดตรงนี้ก่อนนะครับ รายได้ต่อหัวเป็นค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ ไม่ได้เป็นการตีว่ารายได้ของท่านแต่ละคนจะเพิ่มขึ้นเท่านั้นเท่านี้ เพราะบางท่านรายได้ขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ย บางท่านขึ้นช้ากว่าค่าเฉลี่ย และบางท่านอาจจะแทบไม่ขึ้นเลย ถ้าโครงสร้างงานและทักษะของท่านไม่เปลี่ยน ประเด็นนี้สำคัญมากครับ และผมจะกลับมาอธิบายให้ละเอียดขึ้นอีกครั้งในช่วงท้าย
ทีนี้คำถามที่สำคัญก็คือ ทำไมประเทศไทยถึงติดกับดักรายได้ปานกลางมาได้นานขนาดนี้? คำว่ากับดักรายได้ปานกลาง ถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ ประเทศที่ช่วงแรกโตเร็วมาก เพราะใช้แรงงานจำนวนมาก ค่าแรงถูก แข่งขันกันด้วยต้นทุนได้ดี ย้ายคนจากชนบทเข้าสู่เมืองและภาคอุตสาหกรรมได้สำเร็จในช่วงเวลาหนึ่ง แต่พอประเทศพัฒนาขึ้น ค่าแรงก็สูงขึ้นตาม คู่แข่งใหม่จากประเทศเพื่อนบ้านที่ต้นทุนต่ำกว่าก็เริ่มตามทัน ถ้าไม่ อัปเกรดไปสู่การผลิตที่มูลค่าสูงกว่า ไม่เพิ่มนวัตกรรม ไม่เพิ่มผลิตภาพ ประเทศก็จะโตช้าลงและค้างอยู่ตรงนี้นานเป็น 10 ปี
ไทยเข้าสู่กลุ่มรายได้ปานกลางระดับบนมาตั้งแต่ช่วงปีพ.ศ. 2554 แล้วครับ นับถึงวันนี้ก็เกือบ 15 ปีที่เราอยู่ในชั้นนี้ ยังข้ามเส้นไปสู่รายได้สูงไม่ได้ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ผมขอให้ดูภาพนี้ 2 ชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกก็คือโครงสร้าง GDP ถ้าดูตัวเลขปีพ.ศ. 2567 ภาคบริการมีสัดส่วนประมาณ 59.2% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรมราว 32.1% และภาคการเกษตรราว 8.7% ฟังดูแล้ว เหมือนกับเราเป็นประเทศบริการแล้วใช่ไหมครับ แต่ชั้นที่ 2 ซึ่งสำคัญกว่าก็คือ คนทำงานอยู่ตรงไหน ซึ่งภาพมันยังไม่ย้ายตามทันตัวเลขของ GDP เลย งานของชายไทยเรา 1 ใน 3 ยังอยู่ในภาคของการเกษตร และแรงงานหญิงก็ใกล้เคียงกัน ก็คือราว 1 ใน 3 เช่นกัน
เมื่อเอา 2 ภาพนี้มาวางคู่กัน เราจะเห็นโจทย์คลาสสิคของประเทศที่กำลังพัฒนา ภาคเกษตรใช้คนจำนวนมาก แต่สร้างมูลค่าค่าเพิ่มต่อหัวได้น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมและบริการสมัยใหม่มาก ถ้าประเทศอยากจะขยับไปสู่รายได้สูง ต้องยกระดับของผลิตภาพในภาคการเกษตรเอง และย้ายคนส่วนหนึ่งเข้าไปสู่ในงานที่ผลิตภาพสูงขึ้น นี่ก็คือหัวใจของปัญหาเลยครับ เพราะถ้าคนจำนวนมากยังอยู่ในงานที่มูลค่าเพิ่มต่อหัวต่ำ ค่าเฉลี่ยของประเทศก็จะขยับยากมาก ต่อให้มีคนกลุ่มเล็กๆ ที่ทำงานไฮเทครายได้ดีขึ้นมากก็ตามที
ทีนี้ มาพูดถึงเรื่องของรูปแบบอาชีพของคนไทยกันนะครับ เพราะนี่ก็คืออีกชิ้นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก สัดส่วนลูกจ้างเงินเดือนและค่าแรงของไทยอยู่ราวครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด ทั้งชายและหญิงใกล้เคียงกัน ก็คืออยู่ราว 48-50% แปลว่าอีกครึ่งหนึ่งของแรงงานไทยไม่ได้เป็นลูกจ้างในระบบครับ นี่ก็สำคัญมากครับ เพราะยิ่งแรงงานอยู่นอกระบบมาก โอกาสที่จะอัปสกิลหรือสกิล โอกาสที่จะเข้าถึงสวัสดิการและการคุ้มครอง โอกาสที่จะมีรายได้มั่นคงในระยะยาวก็ยิ่งน้อย ดังนั้น ถ้าประเทศจะขยับไปสู่รายได้สูงอย่างจริงจัง หนึ่งในภาพที่เราน่าจะได้เห็นก็คืองานในระบบจะต้องเพิ่มขึ้น งานนอกระบบจะต้องลดลง คนทำงานจะต้องมีความมั่นคงมากขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวเลขของ GDP ที่โตขึ้นอย่างเดียว
และช่วงนี้ผมอยากจะพูดถึงเรื่องที่หลายท่านอาจจะรู้สึก แต่ไม่ค่อยมีตัวเลขในหัว ก็คือเรื่องของทักษะและการศึกษาครับ ถ้าอยากขยับไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ต้องการแรงงานที่มีทักษะพื้นฐานดีก่อน และตัวชี้วัดที่เปรียบเทียบระหว่างประเทศได้ชัดที่สุดตัวหนึ่งก็คือ คะแนน PISA ผล PISA ของปี พ.ศ. 2565 สำหรับนักเรียนไทยอายุ 15 ปีนั้นออกมาค่อนข้างชัดเจนครับ ไทยอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ในทั้ง 3 ด้าน คณิตศาสตร์ของไทยอยู่ที่ 394 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 472 คะแนน ด้านการอ่านอยู่ที่ 379 คะแนน เทียบกับ 476 และด้านวิทยาศาสตร์อยู่ที่ 409 เทียบกับ 485 และที่หนักกว่านั้นก็คือ OECD สรุปว่าคะแนนปี พ.ศ. 2565 ของไทยลดลงจากปี พ.ศ. 2561 ทั้ง 3 ด้าน ไม่ใช่เพิ่มขึ้น
และนี่มันเกี่ยวกับรวยขึ้น 2 เท่าไง เกี่ยวโดยตรงเลยครับ เพราะการที่จะขยับขึ้นจาก GNI ต่อหัว 250,000 บาทไปสู่ 490,000 บาท ต้องการผลิตภาพแรงงานที่โตอย่างจริงจัง และผลิตภาพในระดับประเทศต้องพึ่งพาทักษะ บวกเทคโนโลยี บวกการจัดการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่แค่เพิ่มชั่วโมงทำงาน ดังนั้น ถ้าประเทศจะขึ้นชั้นรายได้สูงแบบยั่งยืน ต้องเห็นการยกระดับทักษะในวงกว้าง และไม่ใช่เฉพาะคนเก่งกลุ่มเล็กๆ และนั่นหมายความว่า ท่านแต่ละคนที่กำลังฟังอยู่นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของสมการนั้นด้วยครับ
ต่อไปจะพูดถึงเรื่องของความเหลื่อมล้ำกันบ้างนะครับ เพราะนี่ก็คือหัวใจของคำถามที่ว่า "แล้วฉันจะได้อะไร?" ต่อให้รายได้ต่อหัวเฉลี่ยของประเทศสูงขึ้นจริง แต่ถ้าการกระจายไม่เป็นธรรม คนส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นเลย World Bank มีงานวิเคราะห์เชิงนโยบายที่บอกชัดว่า แม้ประเทศไทยลดความเหลื่อมล้ำได้ในบางช่วงช่วงเวลา ความเหลื่อมล้ำก็ยังอยู่ในระดับสูง โดยยกตัวอย่างว่าในปี พ.ศ. 2564 ไทยมีดัชนี Gini ด้านรายได้อยู่ที่ราว 43.3% ซึ่งถูกระบุว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ที่อยากให้ท่านเข้าใจก็คือ ต่อให้ค่าเฉลี่ยของประเทศดีขึ้นจริง ประโยชน์ก็อาจจะกระจุกตัวอยู่ในคนบางกลุ่มบางพื้นที่ ถ้าโครงสร้างภาษี สวัสดิการ โอกาสทางการศึกษา และตลาดแรงงาน ไม่ถูกออกแบบให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์จากส่วนแบ่งของการเติบโตอย่างเป็นธรรม
ทีนี้ ผมอยากจะพาท่านมาดูว่า ถ้าคำทำนายของท่านโหรฟองสนานเกิดขึ้นจริง มันต้องเกิดผ่านกลไกอะไร เพราะผมฟังมาหลายวีดีโอแล้ว ท่านโหรฟองสนานท่านชี้จังหวะมากกว่ากลไก ดังนั้น ช่วงนี้จะเป็นการคาดคะเนของผมล้วนๆ ครับ โดยอ้างอิงจากข้อมูลเศรษฐกิจจริง ถ้าไทยจะข้ามเส้นรายได้สูงได้ในช่วงเวลาไม่กี่ปี อย่างน้อยเราน่าจะต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันในหลายมิติ
มิติแรก ภาคการเกษตรต้องเปลี่ยน ไม่ใช่หายไปนะครับ แต่ต้องเป็นเกษตรที่รายได้ต่อคนสูงขึ้น เช่น เกษตรแม่นยำที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิต การแปรรูปสินค้าเกษตรที่เพิ่มมูลค่า การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรระดับพรีเมี่ยม การรวมกลุ่มของเกษตรกรให้มีอำนาจต่อรอง และการจัดการน้ำและความเสี่ยงต่อสภาพอากาศให้ดีขึ้น เกษตรกรที่ปรับตัวได้จะมีรายได้สูงกว่าเดิมมาก
มิติที่ 2 คนส่วนหนึ่งต้องย้ายไปทำงานที่ผลิตภาพสูงขึ้น ซึ่งมักจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง และบริการสมัยใหม่ เช่น ดิจิทัล โลจิสติกส์ การแพทย์ เทคโนโลยีการเงิน วิศวกรรม งานสร้างสรรค์ และงานที่ใช้ความคิดและทักษะมากขึ้นเรื่อยๆ
มิติที่ 3 งานในระบบจะต้องเพิ่มขึ้น งานนอกระบบจะต้องลดลง เพราะแรงงานนอกระบบที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศนั้น เป็นสัญญาณว่าความมั่นคงและผลิตภาพโดยรวม ยังเป็นโจทย์ที่ยังแก้ไม่สำเร็จ
มิติที่ 4 ทักษะพื้นฐานและคุณภาพการศึกษาต้องดีขึ้นจริง ถ้า PISA และทักษะแรงงานไทยไม่ยกระดับ การกระโดดไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงจะติดเพดานเสมอ
และมิติที่ 5 การกระจุกตัวของรายได้ต้องถูกจัดการ ไม่อย่างนั้นค่าเฉลี่ยสูงขึ้น แต่คนส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น และแรงต้านในสังคมก็จะสูงตาม
ทีนี้ ถ้าไม่มีคำทำนายของท่านโหรฟองสนาน รัฐบาลไทยและนักเศรษฐศาสตร์เขาประเมินกันว่าเราจะเข้าสู่ประเทศรายได้สูงเมื่อไหร่? คำตอบที่อ้างอิงได้มากที่สุด ก็คือเป้าหมายปีพ.ศ. 2580 ครับ ซึ่งตรงกับเป้าหมายที่ระบุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2561 ว่าจะพาประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง World Bank เองก็อ้างอิงเป้าหมายนี้ในเอกสารวิเคราะห์เชิงนโยบายหลายชิ้น แปลว่าถ้าถามในโลกของวิชาการและนโยบาย คำตอบมาตรฐานก็คือ ยังอีกพักนึง และไม่ใช่ อีก 3 ปี
แต่ถามว่า เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม? ผมตอบตรงๆ ว่า เศรษฐกิจมีเซอร์ไพรส์ได้เสมอครับ มีการเปลี่ยนเกมได้ มีปัจจัยภายนอกที่พลิกสถานการณ์ได้เร็วกว่าที่ใครๆ ก็คาดได้
ก่อนจบ ผมอยากจะเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียนให้เห็นภาพที่กว้างขึ้นนะครับ สิงคโปร์ เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดในภูมิภาค GNI ต่อหัวของสิงคโปร์ในปี พ.ศ. 2567 อยู่ที่ราว 2,616,000 บาทต่อคนต่อปี ข้ามเส้นรายได้สูงไปไกลแล้ว ไม่ใช่แค่ข้ามเส้น แต่อยู่เหนือเส้นรายได้สูงไปเกือบ 5 เท่า ความสำเร็จของสิงคโปร์ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงข้ามคืน แต่ใช้เวลาหลายสิบปีในการลงทุนด้านทุนมนุษย์ สถาบัน และการออกแบบเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ
มาเลเซีย GNI ต่อหัวอยู่ที่ราว 480,000 บาทต่อคนต่อปี ใกล้กับเส้นรายได้สูงมากแล้วครับ เหลืออีกแค่ประมาณ 20% ก็จะข้ามได้ World Bank เคยประเมินไว้ว่า มาเลเซียมีแนวโน้มจะขยับสู่รายได้สูงในช่วงปี พ.ศ. 2567 ถึง พ.ศ. 2571 แม้ความจริงจะขึ้นอยู่กับการเติบโตในแต่ละปี
เวียดนาม GNI ต่อหัวอยู่ที่ราว 157,000 บาทต่อคนต่อปี ยังอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับล่าง แต่เวียดนามมีความทะเยอทะยานสูงมากครับ ตั้งเป้าจะเป็นประเทศรายได้สูงในปี พ.ศ. 2588 ซึ่ง World Bank ก็อธิบายว่าต้องการการปฏิรูปเชิงสถาบันและการยกระดับเศรษฐกิจขนานใหญ่ เห็นไหมครับว่า เส้นรายได้สูงเป็นด่านที่ต้องใช้เวลา ทางเวียดนามที่เริ่มต้นก็ตั้งเป้าถึงปี พ.ศ. 2588 มาเลเซียที่ใกล้เส้นมากกว่าก็ยังต้องใช้เวลาหลายปี แล้วที่อยู่ห่างจากเส้นอีกเกือบ 2 เท่า ข้ามได้ในเวลา 3 ปีนั้น ท้าทายมากในเชิงของเศรษฐศาสตร์มหภาคครับ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้
สุดท้ายครับ คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับท่านผู้ฟังทุกท่าน ไม่ว่าคำทำนายของท่านโหรฟองสนานจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ไม่ว่าประเทศจะข้ามเส้นรายได้สูงได้ในปี พ.ศ. 2572 หรือในปี พ.ศ. 2580 หรือปีไหนก็ตาม คำถามที่สำคัญกว่าสำหรับท่านแต่ละคนก็คือ ท่านกำลังเตรียมตัวอะไรอยู่?
ผมขอสรุปแนวทางคิดแบบจับต้องได้ ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนนะครับ แต่เป็นแนวทางคิดเชิงยุทธศาสตร์ส่วนตัว
ข้อแรก ลงทุนกับทักษะที่ตลาดต้องการ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในสายอาชีพไหน ให้เพิ่มทักษะดิจิทัล การสื่อสาร การคิดเชิงวิเคราะห์ ทักษะภาษา และการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะ เพราะ AI ให้คล่องขึ้น เพราะเศรษฐกิจมูลค่าสูงต้องการทักษะเหล่านี้ทุกรูปแบบ
ข้อ 2 ค่อยๆ ย้ายตัวเองจากงานรายได้ต่ำและไม่มั่นคง ไปสู่งานที่ผลิตภาพสูงขึ้นทีละขั้น ดูว่าทักษะที่ท่านมีอยู่ สามารถต่อยอดไปตำแหน่งไหนได้บ้างในบริษัทเดิม หรือในอุตสาหกรรมใหม่
ข้อ 3 ถ้าท่านทำอาชีพอิสระ หรือทำงานนอกระบบ ให้ค่อยๆ ทำให้ตัวเองเป็นระบบมากขึ้น เช่น ทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ชัดเจน แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินของงาน สร้างเครดิตและมาตรฐานการทำงาน เพราะโลกที่รายได้สูงขึ้น มักจะมาพร้อมกับการแข่งขันและมาตรฐานที่เข้มข้นขึ้น
ข้อ 4 อย่าพึ่งพารายได้จากทางเดียว เพราะช่วงเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจนั้น ความผันผวนจะสูง งานบางรูปแบบอาจจะถูกแทนที่เร็วกว่าที่คิด
ข้อ 5 ระวังภาพลวงตารวยขึ้นจากเงินเฟ้อและค่าครองชีพ รายได้เป็นตัวเลขอาจจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าครองชีพเพิ่มขึ้นเร็วกว่า ท่านก็จะไม่รู้สึกว่ารวยขึ้นจริง ต้องดูรายได้จริงหลังจากหักค่าครองชีพด้วยครับ
ข้อ 6 ติดตามทิศทางนโยบายและอุตสาหกรรม เพราะการขยับสู่รายได้สูงระดับประเทศ จะต้องอาศัยภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคการศึกษา และแรงงานที่เดินทางไปในทิศทางเดียวกัน ท่านที่รู้ทิศก่อนย่อมได้เปรียบกว่า
ดังนั้น ถ้าถามผมตรงๆ ว่า "อีก 3 ปี คนไทยจะรวยขึ้น 2 เท่าไหม?" คำตอบแบบตรงไปตรงมาก็คือ ในเชิงของตัวเลขเกณฑ์รายได้สูง ใช่ครับ มันต้องเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากฐานของปัจจุบัน แต่จะทันใน 3 ปีหรือไม่ เป็นเรื่องที่ท้าทายมากในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค เพราะระยะเวลาที่ประเทศอื่นใช้ข้ามเส้นนี้ มักจะเป็นทศวรรษ และไม่ใช่ 3 ปี
และต่อให้ตัวเลขเฉลี่ยของทั้งประเทศขึ้นจริง ท่านแต่ละคนจะรวยขึ้น 2 เท่าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าท่านอยู่ในงานและทักษะที่เศรษฐกิจรายได้สูงต้องการหรือเปล่า
คำถามที่สำคัญกว่า "จะรวยขึ้น 2 เท่าไหม?" ก็คือ วันนี้ท่านกำลังเตรียมตัวอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องแล้วหรือยัง? ใช้คำทำนายของท่านโหรฟองสนานเป็นแรงบันดาลใจได้ครับ แต่อย่าลืมว่าท่านชี้จังหวะ ส่วนกลไกและการเตรียมตัวเป็นเรื่องที่ท่านผู้ฟังต้องลงมือทำเองครับ
แล้วท่านคิดว่า วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2572 ประเทศไทยจะข้ามเส้นรายได้สูงจริงหรือไม่ และมีอะไรเป็นปัจจัยครับ?
และมีบางท่านที่แจ้งผมมาว่า ไม่ได้รับการแจ้งเตือนเมื่อผมออกวีดีโอใหม่ ดังนั้น หากท่านรับชมอยู่ทาง YouTube และติดตามผมอยู่แล้ว อย่าลืมกดเครื่องหมายกระดิ่งข้างชื่อของผมด้วยนะครับ สวัสดีครับ