📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

กฎหมายโบราณในประเทศไทย

Abdulthaitube - อับดุลย์เอ๊ย ถามไรตอบได้!14:28

Transcription

ประเทศไทยมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ทำให้ชาติของเรามีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมีกฎหมายที่เปรียบเสมือนเป็นกติกาสำคัญของสังคม ใช้บังคับในราชอาณาจักรของเรามาช้านานแล้ว ซึ่งกฎหมายสำคัญๆ เหล่านั้นจะมีกฎหมายฉบับใดบ้าง เช่น หาคำตอบได้ในกฎหมายโบราณในประเทศไทยครับ

[เพลง]

1. กฎหมายตราสามดวง

กฎหมายตราสามดวงถือได้ว่าเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมากสำหรับกลุ่มรัตนโกสินทร์ เนื่องจากว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการชำระกฎหมายซึ่งมีการใช้มาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาขึ้นมา เพื่อให้มีความถูกต้องและสามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับไพร่ฟ้าประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งผู้ชำระกฎหมายขึ้นมาจำนวน 11 คน เพื่อทำการตรวจสอบและจัดหมวดหมู่ของกฎหมายขึ้นมาใหม่ ซึ่งในขั้นตอนสุดท้ายของการชำระกฎหมายในครั้งนี้ ก็ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงกระทำด้วยพระองค์เองอีกด้วย

หลังจากที่การชำระกฎหมายครั้งสำคัญนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว ก็มีการประทับตราราชสีห์และบัวแก้วลงไปในเล่มของกฎหมายแต่ละเล่มที่ชำระแล้ว โดยตราราชสีห์ หมายถึงตำแหน่งสมุหนายก ซึ่งปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ ตราคชสีห์ หมายถึงตำแหน่งสมุหะกลาโหม ซึ่งปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ และตราบัวแก้ว หมายถึงตำแหน่งพระยาพระคลัง ซึ่งบังคับบัญชาหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ดังนั้นแล้ว การประทับตราประจำตำแหน่งดังกล่าวลงไปบนกฎหมายที่สำคัญเช่นนี้ ซึ่งเป็นการสื่อความหมายว่ากฎหมายฉบับนี้มีสภาพบังคับได้ทั่วราชอาณาจักร และเป็นที่มาของชื่อกฎหมายที่เรียกกันว่า กฎหมายตราสามดวง ซึ่งถือได้ว่าเป็นกระบวนกฎหมายฉบับแรกแห่งสมัยรัตนโกสินทร์

ต้นฉบับของกฎหมายตราสามดวงนั้นมีลักษณะเหมือนกันทุกเล่ม คือเป็นหนังสือสมุดไทยขาว โดยที่ปกลงรักเป็นสีดำ มีความกว้าง 11 ซม. ยาว 34.5 ซม. และหนา 3.5-7 ซม. ตามเนื้อหาของเรื่อง บนปกด้านนอกเขียนชื่อเรื่องด้วยตัวอักษรไทยย่อเป็นเส้นสีทอง ส่วนภายในเขียนด้วยตัวอักษรสีดำ เรียกว่าเส้นหมึก หน้าละ 4 บรรทัด แต่ใช้ทั้งตัวอักษรไทยและตัวอักษรขอม ส่วนอักขระวิธีการสะกดคำยังเป็นไปตามเสียงพูด และในบางคำก็เขียนแตกต่างกันไปตามแต่ที่อาจรักคนใดเป็นผู้เขียน เนื่องจากในช่วงเวลานั้นยังไม่มีการใช้พจนานุกรมที่เป็นหลักของการสะกดคำในแต่ละคำ

เนื้อหาในกฎหมายตราสามดวงนั้น ประกอบไปด้วยกฎหมายมากถึง 27 ฉบับ คือ:

* **พระธรรมนูญ:** เป็นบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวกับเขตอำนาจศาล รวมถึงอำนาจหน้าที่ของขุนนางซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา

* **พระธรรมศาสตร์:** เป็นบทบัญญัติอันเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้พิพากษาในการตัดสินคดีและการดำเนินกระบวนการพิจารณา รวมถึงบทบัญญัติอันเกี่ยวกับมูลคดี ซึ่งก็แยกย่อยไปได้อีก 2 ประเภท คือ มูลคดีแห่งผู้พิพากษาตุลาการ 10 ประการ และมูลคดีแห่งบุคคลอันเกิดพิพาทรวมกัน 29 ประการ

* **หลักอินทผาต:** เป็นหลักการในการดำรงตนและปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา ซึ่งแฝงคติความเชื่อทางลัทธิพราหมณ์ในเรื่องบาปบุญคุณโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักอินทผาต

* **วิวาทดาตรี:** เป็นบทบัญญัติทางกฎหมายอันเกี่ยวกับการกระทำผิดในเรื่องของการทะเลาะวิวาท การทำร้ายร่างกาย ทั้งการใช้แต่กำลังกายหรือใช้อาวุธร่วมกระทำผิดด้วยก็ได้ โดยมีการแบ่งความผิดออกเป็นหลายลักษณะ และมีการกำหนดโทษ รวมถึงค่าเสียหายในแต่ละฐานความผิดเอาไว้แตกต่างกันไป

* **พระอัยการลักษณะรับฟ้อง:** เป็นบทบัญญัติอันเกี่ยวกับลักษณะของผู้มีอำนาจฟ้องคดี และลักษณะต้องห้ามอันเป็นเหตุตัดฟ้อง

* **พระอัยการกู้หนี้:** เป็นบทบัญญัติอันเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินคืน

* **มรดก:** เป็นบทกฎหมายอันเกี่ยวกับการจัดการและแบ่งปันทรัพย์อันเป็นมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรม รวมถึงการทำพินัยกรรม

* **พระอัยการลักษณะอุทธรณ์:** คือบทบัญญัติอันเกี่ยวกับการอุทธรณ์คดีจากศาลชั้นต้นขึ้นไปสู่ศาลสูง

* **ลักษณะแต่ละอาการ:** คือข้อกำหนดให้ผู้พิพากษาต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงตรง รวมถึงข้อห้ามต่างๆ

* **พระอัยการลักษณะผัวเมีย:** เป็นบทบัญญัติอันเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของบุคคลในครอบครัว ได้แก่ สามีภรรยา บุตร และบิดามารดา

* **พระอัยการลักษณะพยาน:** เป็นบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับพยานหลักฐานและการสืบพยาน

* **พระอัยการลักษณะโจร 1 และ 2:** เป็นบทกฎหมายอันเกี่ยวกับการกระทำผิดทางอาญาอันเกี่ยวกับทรัพย์

* **พระอัยการลักพาลูกเมียและคน:** เป็นบทบัญญัติอันเกี่ยวกับความผิดฐานลักพาเอาค่าคน ลูกเมีย และทาสของผู้อื่นไป

* **พระอัยการธาตุ:** เป็นบทบัญญัติอันเกี่ยวกับลักษณะธาตุทั้ง 7 ประการ

* **พระอัยการกบฏศึกหนึ่งและพระอัยการกบฏศึกษา:** เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับการกระทำผิดอันมีผลต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร รวมถึงความผิดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนอย่างร้ายแรง

* **กฎพระสงฆ์หนึ่งและสอง:** คือหลักสิบประการในการปฏิบัติตัวของพระภิกษุสงฆ์ รวมถึงข้อห้ามและการกำกับดูแล

* **พระราชบัญญัติ:** มีทั้งหมด 22 ฉบับ เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยเป็นกฎเกณฑ์ในด้านการปกครอง การบริหารราชการแผ่นดิน การศาลยุติธรรม และแนวทางการวินิจฉัยคดีต่างๆ

* **นาทหารหัวเมือง:** เป็นกฎหมายที่ใช้กำหนดศักดินายศหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายทหารและหัวเมือง

* **ตำแหน่งนาพลเรือน:** เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดศักดินายศและหน้าที่ของข้าราชการฝ่ายพลเรือน

* **ลักษณะพิสูจน์ดำน้ำลุยเพลิง:** เป็นบทบัญญัติของการตัดสินคดีความโดยการใช้วิธีเหนือธรรมชาติ หลังจากที่ทำการสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว แต่ยังไม่สามารถตัดสินคดีจากพยานหลักฐานในสำนวนความได้ เช่น การลุยไฟ ดำน้ำ ล่วงตะกั่ว สาบาน เป็นต้น

* **กฎมณเฑียรบาล 1 และ 2:** เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ และเรื่องอื่นๆ อันเกี่ยวข้องกับองค์พระมหากษัตริย์

* **พระอัยการอาชญานหลวงหนึ่งและสอง:** เป็นบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการที่ขุนนางหรือราษฎรกระทำผิดต่อพระมหากษัตริย์ หรือความมั่นคงของรัฐ

* **พระอัยการเบ็ดเสร็จ:** เป็นบทบัญญัติที่ครอบคลุมเรื่องต่างๆ อันเกี่ยวกับราษฎรทั่วไป เช่น บทบัญญัติอันเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

* **กฎ 36 ข้อ:** เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนพิจารณาคดี ซึ่งเป็นกฎหมายที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา

* **พระราชกำหนดเก่า 1, 2, 3, 4 และ 5:** เป็นกฎหมายเก่าที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ยังใช้ประโยชน์ได้

* **พระราชกำหนดใหม่ 1, 2, 3, 4 และ 5:** เป็นกฎหมายฉบับใหม่ที่ตราขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

* **พระอัยการพรหมสัก:** เป็นบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดค่าตัวของบุคคลตามเพศและวัย เพื่อกำหนดค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่บุคคลนั้นไปล่วงละเมิดทางกฎหมายต่อบุคคลอื่น หรือในกรณีกลับการที่บุคคลนั้นถูกล่วงละเมิด

กฎหมายตราสามดวงได้รับการยกย่องให้เป็นหลักฐานชั้นต้นที่แสดงถึงความรุ่งเรืองทางนิติศาสตร์ของไทยในอดีตรวมถึงปรัชญาและวิวัฒนาการทางกฎหมาย ดังนั้นแล้วกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นเอกสารที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจและต้องการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกฎหมาย ประวัติศาสตร์ และสภาพสังคม ตลอดจนประเภทนี้วัฒนธรรมของไทยได้เป็นอย่างดี

[เพลง]

2. สนธิสัญญาเบาว์ริง

ก่อนที่สนธิสัญญาเบาว์ริงจะมีผลใช้บังคับในไทยนั้น ทางประเทศอังกฤษเคยมีความพยายามที่จะทำสนธิสัญญากับเรามาก่อนแล้ว โดยได้ส่ง จอห์น ครอว์เฟิร์ด เข้ามาเป็นผู้เจรจาในปีศักราช 2364 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่การเจรจาครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทางอังกฤษก็ได้ส่ง Henry Burney เข้ามาอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และมีการลงนามระหว่างอังกฤษกับไทยในส่วนที่สัญญาเบิกหนี้ แต่กระนั้นสนธิสัญญาฉบับนี้ก็ไม่ได้เป็นคุณกับฝ่ายอังกฤษมากนัก โดยเฉพาะในด้านภาษีและการพิจารณาคดีโดยใช้กฎหมายไทย รวมถึงการผูกขาดทางการค้าของฝ่ายไทย ดังนั้นแล้ว เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทางอังกฤษจึงส่งผู้เจรจาเข้ามาทำสนธิสัญญากับไทยอีกครั้งหนึ่ง

บุคคลที่ทางฝ่ายอังกฤษส่งเข้ามาในครั้งนี้ก็คือ เซอร์จอห์น เบาว์ริง ส่วนทางฝ่ายไทยนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ 5 คน เป็นผู้เจรจาด้วย ซึ่งก็คือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท, สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (หรือสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่) ดิบบุนนาค, สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาราช (หรือสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย) ทัดบุนนาค, เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วงบุนนาค) ว่าที่สมุหะพระกลาโหม, เจ้าพระยารวิวงศ์ (คำบุนนาค) เจ้าพระยาพระคลัง

เมื่อการเจรจาระหว่างฝ่ายไทยกับอังกฤษในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ จึงมีการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริงเมื่อวันที่ 18 เมษายน พฤษภาคม 2398 โดยผู้เจรจาของทั้งสองฝ่ายดังกล่าวมาแล้ว

สนธิสัญญาเบาว์ริงนี้มีลักษณะเป็นเอกสารเย็บเล่ม ปกหุ้มด้วยกำมะหยี่สีแดง ปักดิ้นโลหะลายเทาพฤกษา กำลังตกหน้าปักดิ้นโลหะตราพระราชลัญจกรของสมเด็จพระราชินีนาถ Victoria ด้านบนเป็นรูปสิงห์สวมมงกุฎยืนเหนือมงกุฎ ตรงกลางเป็นโล่ตราแผ่นดินอังกฤษ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ ด้านซ้ายเป็นรูปสิงห์ ส่วนด้านขวาเป็นรูปยูนิคอร์นยืนเหนือแถบแพร ภายในเป็นกระดาษฝรั่ง เขียนด้วยหมึกสีดำเป็นข้อความภาษาอังกฤษและไทย และมีตราประทับของผู้แทนพระองค์ด้วยหมึกสีแดง พร้อมด้วยตราประทับคลั่งของเซอร์จอห์น เบาว์ริง มีเชือก ร้อยตราพระราชดำรัสกรของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ซึ่งบรรจุในกล่องโลหะไว้กับสนธิสัญญา

เนื้อหาสำคัญของสนธิสัญญาเบาว์ริงที่ทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบอังกฤษเป็นอย่างมากก็คือ สิทธิสภาพนอกอาณาเขต กล่าวคือ หากคนในบังคับอังกฤษตกเป็นจำเลยในราชอาณาจักรไทยแล้ว ทางกงสุลก็จะลงโทษจำเลยด้วยกฎหมายอังกฤษ แต่หากคนในบังคับอังกฤษเป็นโจทก์ ส่วนจำเลยเป็นคนไทย ก็จะใช้กฎหมายไทยมาลงโทษจำเลย โดยที่กงสุลอังกฤษมีสิทธิที่จะเข้าร่วมพิจารณาและตัดสินคดีได้ด้วย ซึ่งนอกจากเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตแล้ว ไทยก็ยังเสียเปรียบในเรื่องของการเก็บภาษีทั้งสินค้าขาเข้าและออกอีกด้วย

สนธิสัญญาเบาว์ริงบังคับใช้ในประเทศไทยอยู่นานถึง 83 ปี จนกระทั่งถูกยกเลิกไปโดยเด็ดขาดในปีพุทธศักราช 2481

3. กฎหมายเกี่ยวกับการเลิกทาส

การเลิกทาสนั้นคือพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราชของคนไทย โดยพระองค์มีพระราชดำริที่จะเลิกทาสมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2417 แล้ว แต่ด้วยพระปัญญาอันเฉียบแหลมของพระองค์ พระองค์จึงทรงเล็งเห็นว่าหากการเลิกทาสนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วหรือกะทันหันแล้ว ก็อาจจะนำมาซึ่งความวุ่นวายในสังคมได้ ดังนั้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงใช้วิธีการเลิกทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้สังคมสามารถปรับตัวได้ทันต่อความเป็นแปลงอันเป็นของใหม่ในสังคมไทยตอนนั้น

โดยเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ตรง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชบัญญัติเกษียณอายุลูกทาสลูกไทยขึ้น ด้วยสาระสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือ การแก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยลดค่าตรวจธาตุลงตั้งแต่อายุ 8 ปี จนกระทั่งเมื่อถึงอายุ 20 ปี ค่าตัวของทาสคนนั้นก็หมดไป และเป็นไทยแก่ตัวเมื่ออายุครบ 21 ปี แม้ว่าพระราชบัญญัติเกษียณอายุลูกทาสลูกไทยฉบับนี้จะประกาศใช้เมื่อปีพุทธศักราช 2417 ก็ตาม แต่ก็มีผลอันเป็นคุณย้อนหลังไปถึงลูกทาสทุกคนที่เกิดตั้งแต่ปีพฤษภาคม 2411 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ

นอกจากนั้น พระองค์ก็ยังทรงยกเลิกบ่อนเบี้ยอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยต้องขายตัวลงเป็นทาสอีกด้วย พร้อมกับทรงส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษา เพื่อที่ทุกคนจะได้มีความรู้ในการประกอบสัมมาอาชีพต่อไปในอนาคต

แต่ปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงสามารถเลิกทาสได้โดยที่ไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อเลยนั้น ทำให้ทางมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางกฎหมายแด่พระองค์ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2450

กฎหมายอยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลานาน และมีพัฒนาการมาโดยตลอด เพื่อให้ก้าวทันและครอบคลุมกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังเช่นในยุคปัจจุบัน ทุกประเทศย่อมมีกฎระเบียบที่กำหนดขึ้นมาเพื่อสังคมนั้นๆ ดังนั้นแล้ว สังคมที่ปราศจากกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ก็คงเป็นสังคมแห่งอำเภอใจนั่นเองครับ

[เพลง]