Transcription
ท่านเคยเป็นแบบนี้ไหมครับ ตั้งใจอยากจะทำ ให้ชีวิตดีขึ้น แล้วในใจก็คิดว่า ถ้าได้ สิ่งที่ต้องการเมื่อไหร่ ใจของเราก็คงที่ จะสงบเสียที อยากแข็งแรงก็ออกกำลังกาย อยาก เรียนเก่งก็อ่านหนังสือ อยากจะประสบความ สำเร็จก็ทุ่มเททำงาน อยากจะร่ำรวยก็รีบหา เงิน ฟังดูแล้วถูกต้องทั้งหมดใช่ไหมครับ แล้วมันก็ไม่ผิดเลยด้วยซ้ำ เพราะการพัฒนา ตัวเองก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ขอถามตรงๆนะ ครับ ท่านที่ฟังอยู่ตรงนี้ เมื่อได้สิ่งที่ ต้องการมาแล้ว ใจของเราสงบจริงหรือไม่ หรือหลังจากที่ได้มาสักพักหนึ่ง ก็เริ่มรู้สึก ว่าเท่านี้ก็ยังไม่พอใช่ไหมมครับ นั่นแหละ ครับ ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะคุยกับท่านในวัน นี้ เพราะนั่นไม่ใช่ความอ่อนแอของท่าน และไม่ใช่ความบกพร่องของท่าน แต่มันคือกลไก ของจิตใจมนุษย์ที่ลึกซึ้งกว่าที่เราคิด และลึกกว่าที่ระบบต่างๆ จะบอกเราตรงๆ ในวัน นี้ ผมอยากจะชวนทุกท่านมองชีวิตของตัวเรา เองมาอีกครั้ง และไม่ใช่การบอกว่าหยุด พัฒนาตัวเอง และไม่ใช่การบอกว่าเงินหรือ ความสำเร็จไม่สำคัญ แต่คือการชวนกลับมาถาม ว่าเราเล่นเกมถูกอยู่ไหม เราใช้ชีวิตแบบ ที่ทำให้ใจเหนื่อยขึ้นเรื่อยๆ หรือแข็งแรง ขึ้นเรื่อยๆ กันแน่ และเรากำลังไล่ตามสิ่ง ที่จะทำให้สงบได้จริง หรือไล่ตามสิ่งที่ ยิ่งไล่ยิ่งหนี เพราะถ้าชีวิตยังคือสนาม แข่ง ในใจของท่านก็จะไม่มีวันชนะ ไม่มีวัน เพราะกติกาของสนามแข่งไม่มีวันจบ เส้นชัย ก็เลื่อนออกไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ท่านเข้า ไกล แต่ถ้าท่านเริ่มมองชีวิตเป็นสนามฝึก ทุกวัน ทุกสถานการณ์ ทั้งที่ดีและที่เจ็บ ปวด ก็จะกลายเป็นครูที่มีค่าที่สุดในชีวิต ของท่าน แต่เราต้องเข้าใจกลไกก่อนนะครับ เพราะถ้าไม่เข้าใจว่าทำไมใจถึงไม่เคยพอ เราก็จะสู้กับอะไรที่มองไม่เห็นนัก จิตวิทยามีคำตอบสำหรับสิ่งนี้ครับ เรียก ว่า Hedonic adaptation หรือที่บางคน เปรียบเปยว่าสายพานแห่งความสุข ความหมายก็ คือมนุษย์มีแนวโน้มที่จะชินกับสิ่งที่ได้ มา ทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี ความสุข จากของใหม่ ความสำเร็จใหม่ เงินเพิ่มขึ้น ตำแหน่งใหม่ มันพุ่งขึ้นช่วงหนึ่ง แล้วก็ ค่อยๆ กลับสู่ระดับเดิม ลองนึกถึงตอนที่ ท่านซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ครับ วันแรกๆ ก็ตื่นเต้นมาก เปิดดูทุกฟีเจอร์ ถ่ายภาพทุก มุม แล้วก็รู้สึกดีมาก แต่พอมันผ่านไปแค่ 2-3 เดือน มันก็กลายเป็นแค่โทรศัพท์ที่ ใช้งานอยู่ทุกวัน แล้วก็เริ่มมองว่ารุ่น ถัดไปน่าจะดีกว่านี้ ลองนึกถึงงานใหม่ที่ ตื่นเต้นมากตอนที่ได้รับการคัดเลือก ซักพัก ก็กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน แล้วก็เริ่มมองหาตำแหน่งใหม่ที่สูงกว่า แล้วก็ลองนึกถึงความสัมพันธ์ใหม่ที่ตอนแรกก็นึกว่า สมบูรณ์แบบ พอเวลาผ่านไป ใจก็เริ่มเห็นช่อง ว่างที่อยากจะเติม นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ ครับ แต่คือกลไกที่ฝังอยู่ในธรรมชาติของ มนุษย์มาตั้งแต่ต้น พอชินแล้วใจก็ไม่หยุด ใจบอกว่างั้นเอาอีก เหมือนกับเราวิ่งอยู่ บนสายพาน วิ่งเท่าไหร่ก็เหมือนอยู่ที่เดิม เพราะมาตรฐานของใจเลื่อนขึ้นเรื่อยๆ พร้อม กับสิ่งที่ได้มา และนี่แหละครับ ก็คือเส้น ทางของชีวิตที่ไม่มีวันพอ และมันก็คือระบบ ที่เราไม่มีวันจะชนะ และถ้ายังเล่นเกมเดิม ก็คือให้ใจฝากความสงบไว้กับของที่ต้องได้ เพิ่ม แต่ก็ยังมีอีกชั้นหนึ่งที่ทำให้หนัก ขึ้นครับ นั่นก็คือการเปรียบเทียบ มนุษย์ เราประเมินตัวเองโดยธรรมชาติ ด้วยการเปรียบเทียบกับคนรอบข้าง เทียบเพื่อดูว่า เราทำได้ดีแค่ไหน เราอยู่ตรงไหนในสายตาของ สังคม กระบวนการนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องตั้งใจ ในยุคที่ข้อมูลจากชีวิตคน อื่นไหลเข้ามาหาเราตลอดเวลา การเปรียบ เทียบจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันละครั้ง แต่ เกิดขึ้นทุกครั้งที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ทุกครั้งที่เห็นภาพชีวิตคนอื่นบนหน้าจอ เราเห็นคนอื่นสำเร็จ เราเห็นคนอื่นรวย เราเห็นคนอื่นท่องเที่ยว เราเห็นคนอื่นมีความ สุข แล้วใจก็ส่งสัญญาณว่าของเรายังไม่พอ ยังไม่ถึง ยังไม่ทัน และเมื่อการเปรียบ เทียบทำงานร่วมกับความคาดหวังที่เลื่อน ขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะพบกับสภาพที่ว่า ต่อให้ ชีวิตดีในทางสมบูรณ์ แต่ถ้ารู้สึกว่าตัว เองยังน้อยกว่าคนอื่น ใจก็ยังทุกข์อยู่ นั่นเอง ท่านก็จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองยัง ขาดยังดีไม่พอยังไม่เร็วพอยังไม่ทันคน อื่น ทั้งที่ความจริงแล้ว บางครั้งท่านอาจ จะเดินมาไกลมากแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยได้หยุด มองย้อนกลับไปเลย และนี่แหละครับ คือกับดัก ที่ลึกที่สุด เราไม่ทุกข์เพราะชีวิตแย่ แต่ เราทุกข์เพราะชีวิตของคนอื่นที่เราเห็น อยู่บนหน้าจอดูดีกว่า ทั้งที่เราไม่รู้เลย ว่าด้านในของชีวิตนั้น เขากำลังเผชิญกับ อะไรอยู่ ความทุกข์ชนิดนี้เป็นความทุกข์ ที่ไม่มีเหตุจากความเป็นจริง แต่เกิดจาก ภาพที่ถูกเลือกขึ้นมาแสดง และถ้าเราไม่ฝึก ให้รู้ทันกลไกนี้ ใจก็จะถูกมันชี้นำตลอด เวลา โดยไม่รู้ตัว และก็ยังมีอีกเรื่อง หนึ่งครับ ที่ต้องพูดตรงๆ ในโลกที่ข้อมูล ล้นหลาม มีสิ่งหนึ่งที่ท้าทายและมีมูลค่า มาก ไม่ใช่เงินอย่างเดียว แต่คือความสนใจ ของท่าน ยิ่งข้อมูลเยอะ ความสนใจก็ยิ่งกลาย เป็นของหายาก และเมื่อมันหายาก มันก็ถูก แย่ง ถูกซื้อ ถูกออกแบบให้เรามอบให้โดยไม่ รู้ตัว ระบบไม่ได้ต้องการให้ท่านรู้สึกว่า พอแล้ว เพราะถ้าท่านพอ ท่านก็จะไม่ซื้อ ไม่คลิก ไม่วิ่งตาม ระบบจึงต้องการให้ท่านรู้ สึกว่าตัวเองยังขาดยังไม่ดีพอยังไม่ทันคน อื่น ยังต้องเพิ่มอีก และมันก็ไม่ใช่ว่ามี ใครที่ชั่วร้ายเป็นพิเศษที่อยู่เบื้องหลัง ครับ แต่เป็นแรงจูงใจเชิงระบบที่ผลัก ดันให้ทุกส่วนของโลกพยายามออกแบบสิ่ง เขา ที่ให้เราอยากต่อ กลัวพลาด และเปรียบเทียบ ไม่หยุด ระบบไม่ได้สอนให้ท่านพอ แต่สอนให้ รู้สึกว่าตัวเองยังขาด ระบบไม่ได้สอนให้ท่านเข้าใจชีวิต แต่สอนให้กลัวว่าจะไม่ทัน คนอื่น และคำถามก็คือ ท่านจะยอมให้ระบบนั้น เป็นผู้กำหนดว่าชีวิตของท่านมีคุณค่าแค่ ไหน จริงหรือ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต การ ก่อตัวของสังคม เศรษฐกิจ องค์กร ล้วนใช้กลไก ความต้องการเป็นพลังงานขับเคลื่อน รวมทั้ง สัตว์โลกทั้งหลาย รวมถึงมนุษย์ ต่างถูกออก แบบมาให้หิวอยู่เสมอ เพราะถ้าอิ่มแล้วหยุด ชีวิตก็จะไม่มีแข่งขัน ไม่พัฒนา ไม่เอา ชีวิตรอด แต่ปัญหาก็คือกลไกที่การ วิวัฒนาการออกแบบมาเพื่อให้ชีวิตรอดในป่า กลับทำให้เราทุกข์อย่างไม่จำเป็นในโลก สมัยใหม่ เพราะศัตรูไม่ได้อยู่ในป่าแล้ว แต่ศัตรูอยู่ในรูปแบบของความรู้สึกว่าตัว เองยังไม่พอ ที่ออกแบบมาให้กระตุ้นซ้ำๆ ทุกวัน เราแข็งแรงขึ้น แต่ไม่เคยพอ เรียนเก่ง ขึ้น แต่ไม่เคยพอ สำเร็จมากขึ้น แต่ไม่เคยพอ รวยขึ้น แต่ก็ไม่เคยพอ เราได้ทุกอย่างมาก ขึ้น แต่ใจกลับเหนื่อยกว่าเดิม เพราะชีวิต กลายเป็นการวิ่งไม่หยุด เพื่อรักษาสิ่งที่ ไม่มีวันอยู่กับเราได้ตลอดไป การวิจัยใน สายที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่านิยม ชีวิตกับความเป็นอยู่ที่ดี พบซ้ำๆ ว่ายิ่ง คนยึดเป้าหมายแบบภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเงิน ภาพลักษณ์ หรือสถานะทางสังคม เป็นหัวใจหลัก ของชีวิต ความพึงพอใจในชีวิตโดยรวมมักต่ำ ลงในหลายมิติ ไม่ใช่เพราะเงินหรือความ สำเร็จไม่ดีครับ แต่เพราะการผูกใจทั้งดวง ไว้กับสิ่งที่ไม่มั่นคง แล้วหวังว่ามันจะ ให้ความสงบถาวร นั่นเองที่เป็นแหล่งของ ความทุกข์ที่ลึกที่สุด และคนจำนวนมากก็ใช้ ทั้งชีวิตไล่ตามสิ่งที่ระบบบอกว่าสำคัญ ก่อนที่จะมารู้ตัวในวันที่ใจหมดแรงว่า ที่ผ่านมาตัวเองอาจจะไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่าง แท้จริงเลย แล้วก็ลืมคำถามที่สำคัญที่สุด ไปว่า สุดท้ายแล้ว เราเกิดมาเพื่ออะไร เรา เป็นใคร และนี่ก็คือความจริงที่หลายคนไม่ อยากยอมรับครับ ในที่สุด เราก็จะแก่ชรา ร่างกายก็ต้องอ่อนแอลง ในที่สุด ก็จะมีคนรุ่น ใหม่ที่เก่งกว่าเรา ทำงานได้เร็วกว่าเรา ปรับตัวได้เก่งกว่าเรา ความสำเร็จก็ไม่ สามารถครองได้ตลอดกาล และเมื่อยุคสมัย เปลี่ยน ก็จะต้องมีคนที่รวยกว่าเราเสมอ ไม่ มีวันหมดสิ้น สุขภาพเปลี่ยน เงินเปลี่ยน ตำแหน่งเปลี่ยน ความสัมพันธ์เปลี่ยน ชื่อ เสียงเปลี่ยน แม้กระทั่งตัวเราวันนี้ ก็ไม่ ใช่คนเดิมจากเมื่อวานนี้ ทั้งหมดแล้ว เราจะ ฝากใจทั้งชีวิตไว้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ตลอดเวลาได้อย่างไร แม้แต่สิ่งที่คนส่วน ใหญ่เรียกว่าความสำเร็จ มักซ่อนความทุกข์ เอาไว้ข้างใน ยิ่งยึดก็ยิ่งกลัวเสีย ยิ่งมี ก็ยิ่งกังวล ยิ่งขึ้นสูงก็ยิ่งกลัวว่าจะตก ท่านเคยสังเกตมั้ครับ ว่าหลายคนที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จจากภายนอก กลับนอน ไม่หลับ กลัวคนอื่นแซง กลัวเสียชื่อเสียง กลัวสูญเสียสิ่งที่มี เพราะการมีมากขึ้น ย่อมหมายถึงการสูญเสียที่เจ็บมากขึ้นด้วย ถ้าใจไม่ได้รับการฝึก และโลกภายนอกไม่เคย ให้ความมั่นคง คงที่แท้จริงกับใคร เพราะโลกภายนอกทำหน้าที่เพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ เปลี่ยน ถ้าเราเอาใจไปผูกความมั่นคงจาก สิ่งที่ไม่มั่นคง เราก็จะแพ้ตั้งแต่ยังไม่ เริ่มครับ มีเงินแต่ไม่มีความสงบ มีคนยอม รับแต่ไม่มีความสุข มีความสำเร็จแต่ไม่มี อิสระ เพราะใจยังถูกตัณหาบงการอยู่ ยังต้อง เติมอยู่ตลอดเวลา และระวังให้ดีนะครับ ชีวิตไม่ได้อันตรายแค่ตอนล้มเหลว บางครั้ง ชีวิตอันตรายที่สุดตอนที่ทุกอย่างกำลังไป ได้ด้วยดี ตอนที่ท่านเริ่มหลงว่าทุกอย่าง จะอยู่กับท่านตลอดไป ตอนที่ท่านเริ่มคิด ว่าความสำเร็จคือคำตอบสุดท้าย ตอนที่ท่าน เริ่มยึดกับสิ่งที่พร้อมจะหายไปทุกเมื่อ ตอนนั้นเอง ความประมาทจะค่อยๆ กินใจอย่างเงียบๆ และเมื่อวันหนึ่งชีวิตพรากบางอย่าง ไป ท่านจะไม่ได้เจ็บ เพราะการสูญเสียอย่าง เดียว แต่จะเจ็บเพราะเพิ่งรู้ว่าท่านได้ เอาใจไปผูกไว้กับสิ่งนั้นหมดแล้ว โดยไม่ เคยได้ฝึกรับมือเลย และตรงนี้เองครับ ที่ผมอยากจะชวนท่านเปลี่ยนกรอบคิดครั้งใหญ่ ชีวิตไม่ได้เป็นสนามแข่ง แต่ชีวิตคือสนาม ฝึก และนี่ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ นะครับ มันคือ การเปลี่ยนจุดยืนของใจทั้งหมด สนามแข่งบอก ว่าคุณค่าของท่านวัดจากผล จากตำแหน่ง จากการเอาชนะคนอื่น สนามฝึกบอก ว่าคุณค่าของท่านอยู่ที่การฝึก ไม่ใช่แค่ตอนชนะ สนามแข่งบอก ว่าถ้าแพ้ แสดงว่าล้มเหลว สนามฝึกบอก ว่าถ้าล้มลง แสดงว่ากำลังเรียนรู้อะไร บางอย่างที่สำคัญ สนามแข่งทำให้เราต้องการ ผลลัพธ์เพื่อรู้สึกมีคุณค่า สนามฝึกทำให้ เราพบความหมายในกระบวนการของการดำเนิน ชีวิตเอง ในสนามแข่งมีคนเดียวเท่านั้นที่ ชนะ และทุกคนอื่นแพ้ แต่ในสนามฝึก ทุกคนที่ฝึกอยู่ กำลังชนะในแบบของตัวเอง และในคำสอน ของศาสนาพุทธ มีคำที่เข้ากับธีมนี้อย่าง ลึกซึ้งครับ คำว่าอนิจจัง ซึ่งแปลว่าไม่ เที่ยง สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้ว ดับไป ทั้งกายและใจ ทั้งสุขและทุกข์ ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ถ้าเราไม่ฝึก เห็นความจริงข้อนี้ เราจะเจ็บหนักทุกครั้ง ที่โลกทำหน้าที่ของมัน ก็คือเปลี่ยน แต่ถ้าเราฝึก เห็นจนชินแล้ว ความเปลี่ยนแปลงก็จะ ไม่ใช่ศัตรู แต่จะกลายเป็นสิ่งที่เราอยู่ ร่วมได้โดยไม่พัง และก็มีคำหนึ่งที่แทงใจ คนยุคนี้มาก ก็คือตัณหา ความกระหาย ความอยาก ความหิวที่ไม่จบ ในกรอบของอริยสัจ เหตุแห่งทุกข์ ผูกอยู่กับตัณหาอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพราะอยากแล้วผิด แต่เพราะไม่รู้เท่าทัน อยากแล้วปล่อยให้มันพาไปทั้งชีวิต ความ อยากไม่ผิดครับ ท่านอยากพัฒนาตัวเองได้ อยากมีชีวิตที่ดีได้ แต่ถ้าไม่รู้เท่าทัน มันก็จะลากท่านไปแบบนี้ วันหนึ่งอยากจะ สำเร็จ พอสำเร็จก็จะอยากยิ่งกว่าเดิม ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันพอ บางทีเราไม่ได้ทุกข์ เพราะไม่มี แต่ทุกข์เพราะไม่ยอมพอ ทั้งที่ ชีวิตดีพอแล้วในขณะนั้น ฝึกอะไร ฝึกให้เห็น ความไม่เที่ยงก่อนที่ความไม่เที่ยงจะ กระชากทุกอย่างไปจากมือของเรา ฝึกให้รู้ ว่าไม่มีอะไรที่เป็นของเราถาวร ไม่ใช่ร่าง ร่างกายนี้ไม่ใช่ความสัมพันธ์ ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ชื่อเสียง ไม่ใช่แม้กระทั่งวัน ที่เราคิดว่ายังมีเวลาอีกเยอะ ฝึกให้ใจมั่นคง ท่าม กลางโลกที่ไม่มีอะไรมั่นคง นี่คือการฝึก ที่ยากที่สุดและสำคัญที่สุด เพราะคนที่ชนะ โลกภายนอก อาจจะยังแพ้ใจตัวเองอยู่ทุกวัน นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ ไม่ใช่การหนีจากชีวิต แต่คือการสร้างทักษะที่ทำให้อยู่กับชีวิต ได้อย่างไม่พัง และที่สำคัญก็คือ ต้องฝึก อย่างสม่ำเสมอ เหมือนกับการออกกำลังกาย ครับ ทำครั้งเดียวก็ไม่พอแล้ว สนามน้ำฝึก ของท่านอยู่ที่ไหน ในชีวิตประจำวัน คำตอบก็ คืออยู่ทุกที่ที่มีสิ่งที่ไม่กระทบใจครับ ทุกครั้งที่ได้ยินคำวิจารณ์ ทุกครั้งที่ ท่านเห็นคนอื่นดีกว่า ทุกครั้งที่แผนไม่ เป็นตามที่หวัง ทุกครั้งที่ความสุขค่อยๆ จางหายไป หลังจากที่ได้สิ่งที่ต้องการมา นั่นแหละครับ คือสนามฝึก ไม่ใช่เฉพาะที่วัด หรือห้องนั่งสมาธิ แต่คือกลางชีวิตประจำ วันของท่านเอง และท่านเลือกได้ตลอดเวลา ว่าจะถูกลาก หรือจะรู้ทัน อย่างแรกก็คือฝึก หยุดให้เป็นหยุดก่อนตอบโต้ หยุดก่อนตัดสิน ตัวเอง หยุดก่อนรีบวิ่งตามความอยากครั้ง ใหม่ แค่หยุดได้ ใจก็เริ่มกลับมาอยู่กับเรา การหยุดไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการเปิด พื้นที่ให้ปัญญาได้ทำงาน เพราะในขณะที่ใจ กำลังถูกตัณหาลาก พื้นที่นั้นไม่มีครับ มี แต่แรงกระตุ้นให้กระทำให้ตอบโต้ให้วิ่ง ต่อ ลองแค่ 3 ลมหายใจ ก่อนที่จะตัดสินใจใน สถานการณ์ที่ใจเดือด แค่ลองสังเกตว่าตอน นี้ใจกำลังอยาก ก่อนที่จะตอบสนอง มันแค่ นั้นก็คือการฝึกเราครับ อย่างที่ 2 ก็คือ ฝึกเห็นให้เป็น เห็นว่าตอนนี้ใจอยากอะไร อยากเพราะอะไร อยากเพราะขาดจริงหรือ อยากเพราะไปเปรียบเทียบกับคนอื่น อยากเพราะ เป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิตจริงหรือ อยากเพราะ กลัวว่าตัวเองจะไม่ทัน เห็นตรงๆ แบบไม่ต้อง ด่าตัวเอง ไม่ต้องตัดสินว่าดีหรือไม่ดี เพราะการเห็นไม่ใช่การตัดสินครับ การเห็น คือจุดเริ่มต้นของอิสรภาพ เมื่อเราเห็น ความอยากโดยที่ไม่ถูกมันลาก เราก็เริ่มมี ทางเลือก และนั่นก็คือการเปลี่ยนจากผู้ที่ ถูกกระตุ้นมาเป็นผู้ที่เลือกได้ อย่างที่ 3 ก็คือฝึกอุเบกขา อุเบกขาไม่ใช่เฉยชา ครับ ไม่ใช่ไม่รู้สึก ไม่ใช่ปิดหัวใจ และไม่ใช่ ไม่สนใจใคร แต่คือการไม่ปล่อยให้ใจตกเป็น ทาสของสิ่งที่มากระทบ ก็คือการไม่ยินดียิน ร้ายจนเกินเหตุ ได้ก็ไม่หลง เสียก็ไม่พัง ถูกชมก็ไม่ลอย ถูกตำหนิก็ไม่จม นี่ไม่ใช่ ความเย็นชา ครับ แต่คือความเข้มแข็งขั้นสูง ของจิตใจ คือความสามารถที่จะอยู่กับสิ่ง ที่เกิดขึ้นโดยไม่ถูกมันลากจนหลงทิศ ในภาษาสมัยใหม่อาจจะเรียกได้ว่า คือความมั่นคงทางอารมณ์ ความสามารถที่อยู่กับ สถานการณ์ที่ยากโดยไม่พัง และไม่ทำร้ายตัว เองหรือคนอื่น และนี่ก็คือสิ่งที่ทุกคนฝึก ได้ครับ ไม่ใช่บุญวาสนา และไม่ใช่สิ่งที่มี แต่กำเนิด แต่เป็นทักษะที่สร้างขึ้นได้ ผ่านการฝึกซ้ำในชีวิตประจำวัน ผ่านทุก ครั้งที่มีสิ่งมากระทบ แล้วเลือกที่จะรู้ ทันแทนที่จะตอบโต้ อย่างที่ 4 คือฝึกทน กระแสในโลกที่ระบบพยายามลากให้เราไหลไป เหมือนกันหมด ใจที่ตื่นแล้วจะรู้ว่าไม่ใช่ ทุกสนามที่ต้องลง โลกบอกให้เราแข่ง แต่ใจที่ตื่นแล้วจะรู้ว่าไม่ใช่ทุกการแข่งขัน ที่เพิ่มคุณค่าให้กับชีวิต บางครั้งการถอย ออกมาจากสนามที่ไม่ใช่ของเรา คือความฉลาด อันสูงสุด โลกบอกให้เราอยากเอาชนะ แต่ใจที่ลึกพอจะรู้ว่าการชนะคนอื่น ไม่ได้แปลว่าเราชนะความโลภ ความกลัว และความหลงในใจของ ตัวเองแล้ว โลกบอกให้เราอยากมีมากที่สุด แต่ความจริงก็คือ บางคนมีทุกอย่าง ยกเว้น ความสงบ ทวนกระแสในที่นี้ไม่ใช่การปฏิเสธ โลกครับ แต่คือการเลือกด้วยตัวเองว่าอะไร สำคัญสำหรับชีวิตของเรา และไม่ใช่ทำตามที่ ระบบออกแบบมาให้เราทำ ฟังให้ดีนะครับ ชีวิตไม่เคยสัญญาว่าจะให้ทุกอย่างตามที่เรา ต้องการ แต่ชีวิตกำลังเป็นสนามฝึกให้กับ ท่านทุกวัน วันที่สมหวังก็คือสนามฝึกให้ ไม่หลง วันที่ผิดหวังก็คือสนามฝึกให้ไม่ พัง วันที่ถูกยกย่องก็คือสนามฝึกให้ไม่ลืม ตัว วันที่ถูกมองข้ามก็คือสนามฝึกให้ไม่ หมดคุณค่าในสายตาตัวเอง วันที่มีก็คือสนาม ฝึกให้รู้จักใช้โดยไม่ยึด วันที่เสียก็คือ สนามฝึกให้รู้จักปล่อยโดยไม่แตกสลาย วันที่ร่างกายแข็งแรงก็คือสนามฝึกให้รู้จัก ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท วันที่ร่างกายเจ็บ ป่วยก็คือสนามฝึกให้เห็นว่าเราพึ่งพิง สิ่งที่ไม่คงทนอยู่มากเพียงอย่างไร วันที่ประสบความสำเร็จก็คือสนามฝึกให้รู้ว่า ความสำเร็จไม่ใช่จุดหมาย แต่คือส่วนหนึ่ง ของการเดินทาง วันที่ล้มเหลวก็คือสนามฝึก ให้รู้ว่าการล้มลงไม่ได้ลบคุณค่าของคนนึง ออกไปจากโลก ทุกวันคือสนามฝึก ถ้าท่านพร้อม ที่จะฝึก และทุกขณะคือโอกาสที่จะฝึก ถ้าท่านเลือกที่จะเห็น และนี่คือคำเตือนที่ สำคัญที่สุดครับ อย่าใช้ทั้งชีวิตฝึกร่าง กายจนแข็งแรง ฝึกสมองจนเฉียบคม ฝึกตัวเองจน ประสบความสำเร็จ ฝึกวิธีหาเงินจนร่ำรวย แต่ไม่เคยฝึกใจให้รับมือกับความไม่เที่ยงเลย เพราะต่อให้ท่านใต้มาทั้งโลก ถ้าใจยัง หวั่นไหวง่าย ยังหิวไม่เลิก ยังยึดไม่ปล่อย ท่านก็ยังหนีทุกข์ไม่พ้นครับ ลองถามตัวเอง ตรงๆ ครับว่าถ้าวันหนึ่ง สิ่งที่ท่านยึดถือ อยู่หายไป ท่านจะเหลืออะไรอยู่ ถ้าความ สำเร็จหายไป ท่านจะยังเป็นท่านอยู่ไหม ถ้าเงินหายไป ท่านจะมีศูนย์กลางของตัวเอง อยู่ไหม ถ้าคนรอบข้างไม่ยอมรับ ท่านยังยืน อยู่ได้ด้วยตัวเองไหม คำถามเหล่านี้ไม่ได้ ถามถามเพื่อให้ท่านกลัวครับ แต่ถามเพื่อ ให้เห็นว่าสิ่งที่ควรฝึกให้มั่นคงที่สุด ก็คือสิ่งที่อยู่ข้างใน และไม่ใช่ข้างนอก ในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยน เศรษฐกิจเปลี่ยน โลกของการทำงานเปลี่ยน สิ่งที่มั่นคงที่สุดไม่ใช่ทักษะ ไม่ใช่ เงิน ไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือใจที่ฝึกมาดี ใจที่พร้อมจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่พัง ใจที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แม้ เมื่อโลกพยายามบอกว่าให้เป็นคนอื่น แต่ถ้า ท่านฝึกใจเป็น ต่อให้โลกเปลี่ยน ท่านก็จะ ไม่พังง่าย ต่อให้ชีวิตไม่เป็นอย่างหวัง ท่านก็จะไม่แตกสลาย ต่อให้บางอย่างหลุดมือ ไป ท่านก็จะยังเหลือศูนย์กลางของตัวเองที่ ไม่มีใครพรากได้ เพราะมันไม่ได้อยู่ข้าง นอก เพราะในที่สุดแล้ว ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ เราเสพอย่างเดียว ชีวิตมีไว้ให้เราฝึก และมีไว้ให้เราตื่น ตื่นจากความหลงที่ว่าสิ่ง ภายนอกจะให้ความสงบถาวร ตื่นจากรูปของความ ต้องการที่ไม่มีวันจบ ตื่นขึ้นมาเป็นผู้ ที่เลือกได้ว่าจะอยู่กับชีวิตอย่างไร ฝึก สติให้รู้ทันสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ ก่อนที่ มันจะลากเราไป ฝึกปัญญาให้เห็นความจริงของ การเปลี่ยนแปลง ก่อนที่มันจะทำให้เราเจ็บ ที่สุด ฝึกเมตตาไม่ทำร้ายตัวเองและคนอื่น ด้วยการเปรียบเทียบที่ไม่มีวันจบ ฝึก อุเบกขาไม่เป็นทาตุของแรงกระแทก ทั้งที่ ดึงดูดและที่ผลักใส ฝึกการวาง ฝึกการไม่หลง ฝึกการไม่ประมาท ฝึกการอยู่กับโลกที่ เปลี่ยนแปลงโดยไม่ปล่อยให้ใจพังไปตามมัน และเมื่อถึงวันนั้น ท่านจะเข้าใจด้วยตัว เองว่าชีวิตไม่ใช่สนามของการครอบครองทุก อย่าง แต่คือสนามของการตื่นรู้ ตื่นรู้ว่า ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้อยู่กับสิ่ง ที่มีอยู่ในมือ แต่อยู่ที่ความสามารถของ จิตใจที่จะอยู่ได้ แม้เมื่อมือว่างเปล่า ตื่นรู้ว่าชีวิตที่ดีไม่ได้วัดจากสิ่งที่ ได้มา แต่วัดจากคุณภาพของใจที่ใช้รับมือ กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ตื่นรู้ว่าทุกคน เกิดขึ้นมาพร้อมกับสนามฝึกของตัวเอง และไม่มีใครที่ชีวิตง่ายทั้งหมด แต่ทุกคน เลือกได้ว่าจะฝึกกับมันอย่างไร ตื่นรู้ที่ จะชนะตัวเอง ไม่ใช่ชนะคนอื่น เพราะคนที่ชนะ ตัวเองได้ ชนะโลกได้ทั้งใบครับ โดยที่ไม่ ต้องทำให้ใจเหนื่อยไปตลอดชีวิต พวกเรา กัลยาณมิตรทั้งหลาย ถ้าท่านฟังมาถึงตรงนี้ ผมขอขอบคุณท่านจากใจครับ เพราะความตั้งใจ ที่จะฟัง นั่นเองก็คือจุดเริ่มต้นของการ ฝึกเราครับ เพราะการที่ท่านยังอยู่ที่นี่ ยังฟังอยู่จนถึงตรงนี้ บอกว่าท่านไม่ได้ ต้องการแค่ความบันเทิง ท่านต้องการบาง อย่างที่ลึกกว่านั้น และนั่นคือจุดเริ่ม ต้นที่มีค่าที่สุดครับ ผมอยากชวนท่านจับ มือกับตัวเองก่อน ไม่ต้องรอให้ทุกอย่าง พร้อม ไม่ต้องรอให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ เริ่ม จากวันนี้ เริ่มจากขณะนี้ เริ่มจากลมหายใจ ที่กำลังหายใจอยู่วันนี้ เมื่อมีสิ่งมา กระทบใจ ลองหยุดสักครู่ ก่อนที่จะตอบสนอง วันนี้ เมื่อใจเริ่มเปรียบเทียบลองถามว่า เปรียบเทียบเพื่ออะไร เพิ่มอะไรให้ชีวิต ได้จริงหรือ วันนี้ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ มาลองสังเกสังเกตดูว่าความสุขนั้นอยู่ได้ นานแค่ไหน ไม่ใช่เพื่อสิ้นหวัง แต่เพื่อ เห็นความจริง การฝึกแบบนี้ไม่ต้องการเวลา มาก ไม่ต้องการสถานที่พิเศษ แค่ต้องการการ ตั้งใจที่จะฝึกในแต่ละวันที่ชีวิตมอบ โอกาสให้ และชีวิตมอบโอกาสให้ทุกวัน ทุกสถานการณ์ ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น เพราะการเห็นความจริงของใจ โดยที่ไม่ต้องหลอก ตัวเอง นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการหลุด พ้นจากหลูกที่วนซ้ำครับ แล้วค่อยจับมือกัน กับคนอื่น เรามาร่วมมือกันกัณมิต เอาชนะตัว เองด้วยกันครับ ชีวิตคือสนามฝึก ฝึกทุกวัน ฝึกทุกขณะ ไม่มีวันที่ไม่ใช่การฝึก และทุก ก้าวที่ท่านฝึกอยู่นี้ ไม่เคยสูญเปล่าครับ ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมครับ สาธุ Yeah.