Transcription
ดร.เกรงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้แสดงทัศนคติที่ผมคิดว่าสะท้อนมุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์หลายคนนะครับ ที่เป็นห่วงระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทย
สำหรับผม ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าตกลงแล้วหนี้สาธารณะมันจะชนหรือไม่ชนเพดาน หรือเราจะขยับขึ้นไปให้มันเป็น 75% ต่อ GDP ได้หรือไม่อย่างไร ประเด็นก็คือว่า ปัญหาเนี้ยมันคาราคาซังแล้วมันก็พอกพูน แล้วมันก็เพิ่มมาเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าในรอบล่าสุดเรายังไม่ได้ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือแต่อย่างใดเนี่ยนะฮะ เสถียรภาพยังมีอยู่ แต่ว่าในอนาคตมันมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ ถ้าเกิดระดับหนี้สาธารณะมันบานขึ้นมาแบบนี้ เมื่อเทียบต่อ GDP ในเวลาที่เศรษฐกิจมันฝืดเคืองแล้วก็ไม่เติบโต และในเวลาที่ราคาน้ำมันก็สูงขึ้นแล้ว รัฐบาลก็พยายามที่จะแก้ไขเยียวยาด้วยการออกมาตรการต่างๆ นานา ซึ่งใช้เงินทองทั้งนั้นนะฮะ
เพราะฉะนั้น มุมมองของ ดร.เกรงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผมคิดว่าสรุปออกมาเป็นตัวเลขในแบบที่นักวิชาการหลายคนก็คงจะอยากโพสต์ อยากแสดงความคิดออกมาแนวนี้ ผมไม่ใช่แค่เห็นด้วยแหละ ผมจะยืมที่แกโพสต์ที่แกแสดงความคิดเห็นมาอ่านเลย เพราะผมคิดว่าค่อนข้างโดดเด่นแล้วก็เคลียร์ดี เพราะว่าเราอยู่ในช่วงซึ่งดูเหมือนว่ามันก็มีแรงกดดันทางการเมืองให้ทั้งกู้เพิ่มแล้วก็ขยายเพดานนะครับ
อย่างไรก็ดี ก็ต้องบอกว่าการสะสมหนี้มาเป็นเรื่อยๆ และความที่ GDP มันโตช้ามาก มันทำให้ปริมาณหนี้สาธารณะต่อ GDP เนี่ย มันก็สูงขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไรเนี่ย ยังไงตัวเลขนี้มันสูงขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอนนะฮะ
แต่ประเด็นนี้ ดร.เกรงศักดิ์ จรวงศ์ศักดิ์ เนี่ยบอกว่า 20 ปีที่ผ่านมา หนี้สาธารณะของไทยสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระยะการฟื้นฟูหลังวิกฤต มาสู่ช่วงการใช้จ่ายเพื่อรับมือกับวิกฤต และลงทุนสาธารณะขนาดใหญ่ ในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลก รอบปี 52 หนี้สาธารณะต่อ GDP ในไทยเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับร้อยละ 42 ถึงร้อยละ 45 (42-45%) นะครับ คราวนี้ในระยะหลังปี 2514 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ในเวลาต่อมา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วง COVID-19 เมื่อสัดส่วนหนี้พุ่งจากร้อยละ 41 มาสู่ร้อยละ 60
จังศักดิ์ เชื่อมประเด็นของการเพิ่มหนี้ในช่วงโควิด ไปที่โควิด เหมือนกับในวันนี้ สมมุติว่าคุณจะเชื่อมประเด็นการเพิ่มหนี้ในช่วงที่มีวิกฤตในอิหร่าน ไปที่วิกฤตในอิหร่าน แต่ในที่นี้ผมจะไม่โทษเชื้อโรคแล้ว ผมจะไม่โทษวิกฤตในอิหร่าน ผมกลับมองว่าจริงๆ แล้วการเพิ่มหนี้มันเกิดขึ้นจากผู้ซึ่งถืออำนาจรัฐเอง ซึ่งปล่อยปละละเลยให้เป็นเช่นนั้น ใครเป็นผู้นำรัฐบาลในเวลานั้น ท่านผู้ชมก็ไปดูเองได้ แต่ประเด็นก็คือว่าสำหรับผมเนี่ย ไอ้ในแรงกดดันประเภทเกิดวิกฤตในโลก แล้วหนี้ในประเทศต้องเพิ่มสูงขึ้น มันไม่ใช่ มันเป็น call out ทางการเมือง
ดร.เกรสเ เขียนว่าอย่างงี้ ในช่วงนั้นเนี่ย หลังจากวิกฤต COVID-19 สัดส่วนหนี้พุ่งจากร้อยละ 41 มาสู่ร้อยละ 60.6 ของ GDP แล้ว ตอนนั้นใช้เงินเยอะนะฮะ กล่าวโทษโควิดก็ไม่ได้ ผมพูดตามตรงนะ ก็รัฐบาลเลือกที่จะใช้เยอะเองนะ คราวนี้พอปี 65 เนี่ย ตัวเลขมันอยู่ที่ 60.6% 6% ต่อ GDP ภายใต้การกู้เงินจำนวนมากเพื่อพยุงเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งมีการปรับเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 ของ GDP ในปี 64 โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 69 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ ที่ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท หรือ 66.09% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานหนี้ที่ร้อยละ 70 อย่างมีนัยยะสำคัญแล้ว หากมีการกู้เงินเพิ่มขึ้นอีก 500,000 ล้านบาท หนี้สาธารณะจะขยับเป็นประมาณ 13.11 ล้านล้านบาท และสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นให้เป็นในระดับอยู่ที่ร้อยละ 68.6 หรือร้อยละ 69.1 ทำให้พื้นที่ทางการคลัง หรือ Fiscal Space เหลือต่ำกว่าร้อยละ 1 หรือประมาณ 1.5-200 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งในกรณีที่เศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาด เช่น เติบโตได้เพียงร้อยละ 1.3 หนี้สาธารณะก็จะมีโอกาสทะลุร้อยละ 70 ได้ทันที โดยที่ไม่ต้องรอปีงบประมาณถัดไป
ดร.เกรงศักดิ์ จมวงศ์ศักดิ์ บอกว่าแผนการคลังระยะปานกลางยังสะท้อนว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ไม่ยกเพดานหนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 67.34 ในปี 69, ร้อยละ 68.52 ในปี 70 และร้อยละ 69.25 ในปี 71 อยู่ดี และร้อยละ 69.32 ในปี 72 อยู่ดี ขณะที่งบชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายประจำปีมีแนวโน้มเพิ่มจากร้อยละ 9.61 เป็นร้อยละ 15.23 ในช่วงเวลาเดียวกัน
สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าไทยกำลังเข้าใกล้ขอบของกรอบเพดานหนี้เดิมอยู่แล้ว จึงไม่อาจมองการขยับเพดานเป็นเรื่องปกติหรือปราศจากต้นทุนได้ โดยมองว่าการกำหนดเพดานหนี้เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง และการกำหนดเพดานหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญของวินัยการคลัง เพราะไม่ใช่เพียงเครื่องมือกำกับการก่อหนี้ของภาครัฐ แต่ยังเป็นหลักยึดความน่าเชื่อถือของนโยบายการคลังในสายตาของตลาดและสาธารณะด้วย
ในกรณีของไทย การขยับเพดานหนี้จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 ในปี 64 เกิดขึ้นภายใต้บริบท COVID-19 ซึ่งเป็นสถานการณ์พิเศษ ที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุข เมื่อเวลาผ่านมา หนี้สาธารณะยังคงไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศไทยควรขยับเพดานหนี้ขึ้นไปอีกเป็นร้อยละ 75 หรือไม่ เพราะการขยับเพดานหนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขทั้งหมด หากเป็นเรื่องของทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ และการบริหารความเสี่ยง ความเชื่อมั่นของตลาด และโครงสร้างความยั่งยืนของภาครัฐในระยะยาว
ผมเสริมอาจารย์เกรงศักดิ์นิดนึง เอาจริงๆ แล้วในช่วงโควิดก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกู้ขนาดนั้น ในช่วงโควิดนั่นแหละ รัฐเนี่ยใช้เงินสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น และโทษเชื้อโรคไม่ได้ ถ้าผมเป็นนายก มันไม่ใช่แค่ตอนนี้ผมไม่กู้ไม่เพิ่มเพดาน ตอนสมัยปีที่เกิด COVID-19 ผมก็ไม่กู้ เยียวยาก็เยียวยาเท่าที่มี แต่ผมไม่สร้างหนี้แบบนี้ทิ้งไว้ คุณต้องมีคนซึ่งเลือดเย็นแล้วก็ไม่สนเวลาคนด่าที่จะทำภารกิจต่างๆ เหล่านี้ ไม่ใช่ดูเหมือนเลือดเย็นและดูเหมือนว่าไม่สนใจว่าคนจะด่า แต่ถึงเวลาเนี่ยประชานิยมหมดในประเทศนี้นะ ปัญหาฐานหนี้เรามี เพราะว่ามันไม่ใช่เพราะเราจ่ายภาษีน้อยนะฮะ บริษัทน้ำมันเนี่ยนะฮะ จ่ายภาษีปาเข้าไปเกือบแสนล้าน ปัญหาคือเงินเข้าไปใช้ แต่ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายและกระจายไปทั่วถึงทุกบรซี เสร็จแล้วถึงเวลาพอมีวิกฤตซึ่งไม่ใช่ วิกฤตวิกฤต กู้อีกเพิ่มอีก ไม่ใช่แค่ตอนนี้ ไอ้ COVID-19 ก็ด้วย นั่นก็ไม่ต้องเพิ่ม นั่นก็แจกเยอะเกิน แจกเยอะ โอ้โหหักลดหย่อนเยอะ ผมนั่งกรอกภาษีผมจะบ้าตาย คุณให้หักลดหย่อนเยอะขนาดนี้ได้ไงวะ แล้วถึงเวลาคุณก็เก็บไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ตอนนั้นก็ไม่ต้องเพิ่ม ไอ้ที่เพิ่มมา 70 รอบนั้นก็ผิด กู๊กก็ผิดแล้ว ตอนนั้นผมก็ด่า ขี้เกียจด่ามาก รำคาญเบื่อ ผมสามารถด่าย้อนกลับไปได้ นายกรัฐมนตรีกี่คนแล้ว คุณไม่ต้องกังวล ผมด่าไปอีก 20 ปีแน่แล้ว ผมด่าย้อนหลังถึงทุกยุคทุกสมัย ในเวลาที่คุณไม่อยู่ ผมจะด่าย้อนกลับมา ในเวลาที่คุณไม่อยู่ คุณไม่ต้องกังวล Real Record ว่าใครเป็นนายกที่ดี และไม่ดี ผมเนี่ยแหละจะ define ให้เยาวชนชาวไทยเข้าใจว่าใครมันบริหารประเทศได้ดี และไม่ดี แล้วผมจะมองย้อนกลับมาย้อนกลับไปถึงสมัยนู่น 2520 ดีมั้ย เริ่มต้นปีนั้นมั้ย ลากมาจนถึงปัจจุบัน ผมจะเล่าหมดให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานเข้าใจว่าใครทำอะไรดีๆ ไว้ ใครทำอะไรไม่ได้เรื่องไว้ I will define it for the next generation
ดร. เมื่อกิงศักดิ์ จรวงศ์ศักดิ์ บอกว่าเหตุผลที่ยังไม่ควรยกระดับเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 หากพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลยังไม่ควรที่จะยกระดับเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 75 ในเวลานี้ ด้วยหลายประการ หนี้โตเร็วกว่ารายได้และการเติบโต ปัญหาของไทยไม่ใช่เพียงระดับหนี้ แต่คือพลวัตของหนี้ หนี้กำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการสร้างรายได้ การเติบโตของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยยังโตในอัตราที่ต่ำ มีการประเมินจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่า GDP ปี 69 จะอยู่ได้ที่ร้อยละ 1.9 หรือราวละร้อยละ 1.66 นะ โอเคโอเค ภายใต้กรอบ debt sustainability analysis ระบุว่าหากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยชำระหนี้กับอัตราเติบโตแย่ลงเพียง 1. ร้อยละ ไทยอาจจะต้องปรับดุลปฐมภูมิ หรือดุลรายได้กับรายจ่ายของรัฐบาลราวร้อยละ 0.6-0.7 ของ GDP เพียงเพื่อตรึงหนี้ไม่ให้สูงขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่าสำหรับเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้า การกล่าวอ้างว่าหนี้ที่ระดับร้อยละ 66 ยังต่ำกว่าร้อยละ 75 เป็นการมองแบบตื้นเกินไป เพราะหัวใจอยู่ที่ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของเส้นทางหนี้ ไม่ใช่เพียงแต่การมีช่องว่างเชิงตัวเลขภายใต้เพดานใหม่
การลดแรงจูงใจการลงทุนของภาคเอกชนก็ได้อีกเหตุผลนึง ซึ่งรัฐบาลยังไม่ควรดันเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ได้แก่ผลของ crowding out effect หรือการเบียดเบียนทางการเงิน กล่าวคือ เมื่อภาครัฐกู้เงินในตลาดมากขึ้น ย่อมแข่งขันกับเอกชนในการเข้าถึงทุน ทำให้เพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรืออย่างน้อยต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในบริบทที่เอกชนซึ่งตึงตัวอยู่แล้ว ธุรกิจซึ่งเปราะบางหรือมีต้นทุนทางการเงินสูงจะยิ่งลงทุนยากขึ้น รัฐบาลจะเหลือเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจน้อยลงมาก
เพดานหนี้สาธารณะมิได้มีหน้าที่เพียงจำกัดการก่อหนี้ของรัฐบาลเท่านั้น หากยังเป็นกลไกสำคัญในการรักษาพื้นที่การคลังเชิงยั่งยืนสำหรับการรับมือความเสี่ยงในอนาคตด้วย เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย สงคราม โรคระบาด หรือแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงาน แม้การยกเพดานหนี้ร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 75 ของ GDP จะทำให้รัฐบาลมีช่องทางกู้เงินเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าขีดความสามารถทางการคลังของรัฐจะเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนเสมอไป เนื่องจากหนี้ใหม่ย่อมนำมาซึ่งภาระดอกเบี้ยและภาระชำระหนี้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้สัดส่วนงบประมาณที่ต้องการไว้เผื่อการชำระหนี้เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ทรัพยากรสำหรับรายจ่ายลงทุน รายจ่ายสวัสดิการ และมาตรการรับมือ
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงแต่ว่าขยับเพดานหนี้ให้กู้ได้มากขึ้นหรือไม่ แต่คือการกู้เพิ่มในวันนี้จะบั่นทอนความยืดหยุ่นทางการคลังและความสามารถในการรับมือวิกฤตรอบต่อไปมากเพียงใด หากการขยายเพดานเกิดขึ้นในช่วงที่ระดับหนี้เข้าใกล้กรอบเดิมอยู่แล้ว และหนี้ใหม่ไม่ได้ถูกใช้กับโครงการซึ่งสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงเพียงพอ การยกเพดานหนี้ก็อาจจะมีลักษณะเป็นการใช้ทรัพยากรทางการคลังล่วงหน้า มากกว่าการสร้างกันชนทางนโยบายเพื่ออนาคตอย่างแท้จริง
รายจ่ายสวัสดิการมีแนวโน้มเพิ่ม ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับที่ลึกขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างการคลังในระยะยาว กล่าวคือ รายจ่ายด้านสวัสดิการสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานภาษีในอนาคตมีแนวโน้มหดตัว หากรัฐเพิ่มหนี้ในช่วงที่รายได้ระยะยาวยังโตไม่ทันการกระจายภาระรายจ่ายดังกล่าว หนี้สาธารณะจะเป็นแรงกดดันต่อการจัดสรรงบประมาณในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ในเชิงปริมาณของหนี้ แต่รวมถึงการที่โครงสร้างประชากรสูงอายุทำให้ความสามารถในการแบกหนี้ของรัฐอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ อันนี้ถูกต้องอย่างมาก
ความน่าเชื่อถือของประเทศอาจจะลดลง เหตุผลประการสุดท้ายคือผลกระทบต่อเครดิตเรตติ้ง หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ แม้ไทยยังไม่เผชิญภาวะวิกฤตระดมทุน แต่ตัวชี้วัดภาระหนี้บางตัวเริ่มตึงแล้ว ภาระหนี้รัฐบาลต่อรายได้อยู่ที่ 35.14% สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 35 เล็กน้อย ขณะที่ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 9.59% ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ซึ่งแตะเกณฑ์ภายในร้อยละ 10 อย่างมากนะฮะ หากยกเพดานหนี้โดยที่ไม่มีแผนฟื้นฟูฐานะทางการคลังที่ชัดเจน ตลาดอาจจะตีความว่าไทยลดทอนวินัยการคลัง ผลที่ตามมาคือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้เงินทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมแรงกดดันต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะถัดไปนะฮะ
ทางออกทางนโยบาย ข้อสรุปเบื้องต้น อาจารย์กรศักดิ์ก็บอกอย่างงี้ ประเทศไทยยังไม่ควรดันเพดานหนี้เป็นร้อยละ 75 ทางออกที่เหมาะสมมากกว่าจึงไม่ใช่การปฏิเสธเศษการกู้เงินทุกกรณี แต่คือการยกระดับคุณภาพของนโยบายการคลังภายใต้เพดานหนี้เดิมก่อน ไทยคงเพดานหนี้ไว้ที่ร้อยละ 70 ก่อน เป็นเหมือนสมอเรือหลักของระดับหนี้ อย่างน้อยในช่วงปี 69 ถึงปี 70 นะฮะ รัฐบาลควรพิจารณาแหล่งที่มาของเงินที่สามารถนำมาใช้ได้โดยที่ไม่ต้องกู้ เพื่อไม่ต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะ การจัดสรรงบประมาณใหม่ ใช้เงินเดิมให้คุ้มก่อน กู้เงินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการตัดหรือการชะลอโครงการที่ยังไม่พร้อมหรือซับซ้อน ดึงศักยภาพรัฐวิสาหกิจ หมุนทรัพย์สินให้เป็นเงินโดยที่ไม่ต้องขายสมบัติชาติให้เอกชน ร่วมลงทุน ลดภาระงบประมาณนะฮะ ออกพันธบัตร ตุ๊ดๆๆ รัฐบาลคุณกำหนดรายจ่าย หรือตุ๊ดๆ เอ่อ อันนี้ผมเห็นด้วยหมดะ แต่ว่าไม่ต้องอ่านแล้ว คือประเด็นคือว่าของพวกนี้อะไรที่ดีๆ มันไม่มีใครทำอยู่แล้วนะฮะ ปฏิรูปเรื่องรายได้ ทบทวนมาตรการลดหย่อนนู่นนี่นะฮะ ไอ้สิ่งที่เค้าไม่ทำเท่านั้นแหละ โอเค คือมันไม่มีอะไรมากฮะ ก็คือว่าเรามีพาหนะซึ่งชอบใช้เงิน แต่ปัญหาคือ debt sustainability analysis เนี่ย ที่อาจารย์เกรงศักดิ์ได้พูดเนี่ย ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยชำระหนี้กับอัตราเติบโตแย่ลงเพียง 1. ร้อยละเนี่ย ไทยอาจจะต้องปรับดุลปฐมภูมิ หรือดุลรายได้กับรายจ่ายของรัฐบาลประมาณ 0.6-0.7% ต่อ GDP เพื่อตรึงหนี้ไม่ให้สูงขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่าสำหรับเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้า การกล่าวอ้างว่าหนี้ระดับร้อยละ 66 ยังต่ำกว่าร้อยละ 75 เป็นการมองแบบตื้นเกินไป เพราะหัวใจอยู่ที่ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของเส้นทางหนี้ คืออย่างงี้ฮะ ปัญหาของประเทศไทยคือเรามีพาหนะ พาหนะ คือ vehicle ที่สร้างปัญหาและสร้างหนี้คือภาครัฐเนี่ย พาหนะเนี่ย inefficient freaking inefficient ใช้เงินมหาศาลในการแจกจ่าย inefficiently เสร็จแล้วถึงเวลาพอมีปัญหาซึ่งเกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับอะไรจากภาครัฐเลยเนี่ย ก็ต้องมีหน้าที่ในการเยียวยาแก้ไขปัญหาซึ่งเป็นไปเป็นมา ส่วนใหญ่สร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมาเยอะแยะมากมาย วิกฤตซึ่งไม่เกี่ยวกับอะไรเลยกับประเทศไทยอย่างเช่นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เนี่ย ถึงเวลาภาครัฐก็ต้องสร้างหนี้ด้วยการแจกเงินสร้างปัญหาอีก วิกฤต COVID-19 เนี่ย ตูมตามโรคระบาด ภาครัฐต้องล็อกดาวน์ แล้วก็กู้ กู้แล้วแจก ถึงเวลาสร้างหนี้บานทิ้งไว้ นี่ก็เหมือนกัน ไม่ได้เกี่ยวกับอะไรเลยกับประเทศเรา วิกฤตมาจากช่องแค่บอมูส เดี๋ยวกู้อีก แจกอีก กดอีก รีดเงินอีกจากเอกชน ปัญหาของประเทศไทยคือมีพาหนะซึ่งสร้างหนี้และใช้เงินของคนซึ่งเป็นเจ้าของเงินในแบบที่ไม่สร้างสรรค์และสิ้นเปลือง เก็บได้ทุกวี่ทุกวัน เดี๋ยวเก็บอีก รีดอีก องค์กรซึ่ง efficient มีเงินกดราคาอีก รีดอีก ทั้งๆที่ภาษีเงินปันผลรับอยู่แล้ว พอหมดมุกไม่รู้จะทำอะไร ก็ต้อง sustain ความสำคัญของตนเองด้วยการกู้เพิ่ม
ผมเคยมีดีเบตนี้ในรายการนะฮะ กับพิธีกรท่านนึง แล้วพิธีกรอีกท่านนึงก็บอกผมว่า คุณปลื้ม แล้วคุณจะให้มีรัฐบาลไปเพื่ออะไร ผมก็คิดว่าก็ไม่ต้องมีมันก็ได้ รัฐบาลไม่ต้องมีเลยก็ได้ รัฐเนี่ยมีไปเพื่อ debt creating vehicle เยียวยา nothing กฎผู้ประกอบการ เอาเงินประชาชนไปใช้ เอาเงินประชาชนไปตัดสิทธิ์ผู้แทนด้วยนะฮะ เอาเงินประชาชนไปยุบองค์กรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนด้วยนะฮะ ผมยังไม่ได้พูดถึงตรงนั้นนะ debt creating vehicle collect money and create debt ผมคิดว่าผมอ่านเยอะเยอะไป รำลึกถึง spirit ของอดีตประธานสภาสหรัฐสุดหล่อ Paul Rันแต่ผมจะย้ำในประโยคนี้ เพราะว่าจริงๆ แล้วเนี่ย แผนการคลังระยะปานกลางสะท้อนว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ไม่ยกเพดานหนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 67.34 ในปี 69, ร้อยละ 68.52 ในปี 70, ร้อยละ 69.25 ในปี 71, ร้อยละ 69.32 ในปี 72 และงบชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายประจำปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.61 เป็นร้อยละ 15.23 ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็คือว่าไม่ต้องกู้เพิ่มแล้วฮะ แค่ที่มีอยู่ตอนนี้หนี้ก็บานแล้ว
สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่วิกฤตที่ต้องกู้เพิ่มเลย เอาจริงๆ ยังไม่ได้เป็นวิกฤตในระดับซึ่งจับต้องได้ ในระดับซึ่งถือว่าเป็นวิกฤตซึ่งจำเป็นต้องเยียวยาระดับนี้ แม้กระทั่ง COVID-19 ก็ไม่ต้องขยับไปที่ใช้เงินตอนนั้นก็เกินไป สร้างหนี้ทิ้งไว้เยอะแยะมากมาย รัฐบาลมีไว้ใช้เงินของประชาชนให้น้อยๆ ทำน้อยๆ แล้วถ้าคุณมีองค์กรเยอะมากที่พึ่งพาเงินภาษีประชาชนนะ คุณก็ยุบองค์กรต่างๆ เหล่านั้นไป มันมีกี่องค์กรที่ใช้เงินอย่าง inefficient น่ะ กี่องค์กรนะ คุณดูต้นฉบับของรัฐวิสาหกิจที่อุตส่าห์แปรรูปออกมาดิ แล้วทุกวันนี้จ่ายเงินเข้าคลังมหาศาลปีละแสนล้านน่ะ นั่นคือตัวอย่างของสิ่งที่จะเป็น รัฐต้องเล็กลง กฎประชาชนน้อยลง และเอาเงินจากประชาชนน้อยลง ยุ่งน้อยๆ ทำน้อยๆ เก็บน้อยๆ เยียวยาน้อยๆ จ่ายน้อยๆ มีบทบาทน้อยๆ นักการเมืองต้องมีน้อยลงด้วย ผมไม่ถือสาที่เค้ากินข้าวกลางวันฟรี เพราะส่วนใหญ่เขายากจน ผมไม่ถือสา แต่สำหรับผมอ่ะ มันไม่ต้องมีไอ้ cafe เลย แต่ถ้าคุณให้เค้าเข้าไปเป็นน่ะ คุณต้องมีอาหารเลี้ยงดูเค้า เพราะเค้าหาเสียงจนเค้าไม่มีตังค์ยืมคนนู้นยืมคนนี่