Transcription
[เพลง] [เพลง] สวัสดีครับคุณผู้ฟัง ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการตื่นรู้ได้ทุกวัน รายการที่จะพาคุณกลับมาสังวดจิตใจ [เพลง] และค้นพบความสงบในชีวิตประจำวัน
คุณเคยมีความรู้สึกแบบนี้ไหมครับ ในขณะที่เรานั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย อาจจะเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ โต๊ะอาหารกับเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ในกลุ่มเครือญาติที่คุ้นเคย เรากลับรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเราเติบโตขึ้นผ่านเรื่องราวและพบเจอผู้คนมากมายเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกว่าวงสังคมของเราเล็กลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะเราเข้ากับใครไม่ได้นะครับ แต่เป็นเพราะเราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า การเอาใจใส่ความรู้สึกของทุกคนรอบตัว มันคุ้มค่ากับความสงบในใจที่เสียไปหรือเปล่า
หลายคนมักจะบอกว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราต้องอยู่ร่วมกัน ต้องพยายามเข้าใจกัน แต่ทำไมในความเป็นจริง ยิ่งเราพยายามทำความเข้าใจมนุษย์ มองเห็นถึงเบื้องลึกเบื้องหลังการกระทำของพวกเขา เรากลับยิ่งโหยหาความเงียบสงบและอยากดึงตัวเองออกมาอยู่คนเดียวมากขึ้นเท่านั้น
วันนี้เราจะมาพูดคุยกันในหัวข้อ [เพลง] ที่น่าจะตรงใจใครหลายคน นั่นคือ "ยิ่งเข้าใจคน ยิ่งอยากอยู่คนเดียว" ความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความผิดปกติ ไม่ใช่การหนีปัญหา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นรู้บางอย่าง ที่ผมอยากชวนคุณผู้ฟังมาค่อย [เพลง]ๆ แกะรอยไปด้วยกันครับ
เมื่อเรายังอยู่ในวัยหนุ่มสาว หรือในวัยที่เรากำลังสร้างเนื้อสร้างตัว พลังงานในการเข้าสังคมของเรามักจะล้นเหลือครับ เราอยากเป็นที่ยอมรับ อยากมีเพื่อนเยอะๆ อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เรามักจะทุ่มเทเวลาและความรู้สึกไปกับการพยายามทำความเข้าใจคนอื่น ทำไมเขาถึงพูดแบบนี้ ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น เราพยายามปรับตัวเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง พยายามสวมบทบาทที่ทุกคนพอใจ เป็นเพื่อนที่ดี เป็นลูกน้องที่เชื่อฟัง เป็นคนที่ใครๆ ก็รัก
แต่พอวันเวลาผ่านไป ประสบการณ์เริ่มสอนให้เรามองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มและคำพูดเหล่านั้น เราเริ่มสังเกตเห็นว่าความสัมพันธ์หลายอย่างที่เราพยายามรักษามันไว้ แท้จริงแล้วมันเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทางวัตถุ หรือผลประโยชน์ทางความรู้สึก เราเห็นคนที่น่าชื่นอกตรม [เพลง] เห็นการนินทาว่าร้ายลับหลัง เห็นการชิงดีชิงเด่นในที่ทำงาน หรือแม้แต่ความคาดหวังที่หนักอึ้งจากคนในครอบครัว
ความพยายามที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ทำให้จิตใจของเราต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้ง เราเริ่มเหนื่อยกับการต้องคอยระวังคำพูด พูดเหนื่อยกับการต้องปั้นหน้ายิ้ม ทั้งที่ในใจกำลังร้องไห้ และเหนื่อยกับการ [เพลง] การต้องทำความเข้าใจอารมณ์ที่แปรปรวนของคนอื่นตลอดเวลา
ในทางธรรมะ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง เมื่อเราเริ่มมองเห็นความเป็นจริงของมนุษย์ เห็นว่าทุกคนล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการ ความกลัว และ [เพลง] ความยึดติด ความพยายามที่จะไปเปลี่ยนแปลง หรือทำความเข้าใจทุก [เพลง] อย่าง จึงกลาย เป็นความสูญเปล่าที่บั่นทอนพลังชีวิต เราเริ่มตระหนักว่ายิ่งเราเอาใจไปผูกไว้กับคนอื่นมากเท่าไหร่ เราก็ [เพลง] ยิ่งห่างไกลจากความสงบในใจของตัวเองมากเท่านั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความรู้สึกอยากอยู่คนเดียวเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ภายในใจของเราครับ
การที่เราบอกว่ายิ่งเข้าใจคน ยิ่งอยากอยู่คนเดียว ไม่ได้หมายความว่าเรามองโลกในแง่ร้าย หรือเกลียดชังเพื่อนมนุษย์นะครับ แต่มันคือการเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงธรรมชาติของปุถุชน [เพลง] ต่างหาก เมื่อเราหันมาศึกษาธรรมะ หรือแค่ลองเฝ้าสังเกตผู้คนด้วยใจที่เป็นกลาง เราจะเริ่มเห็นวัฏจักรบางอย่างที่ซ้ำไปซ้ำมา เราเห็นว่าการ [เพลง] กระทำที่ดูเหมือนจะไร้เหตุผลของคนบางคน แท้จริงแล้วมันมีรากฐานมาจากกิเลสพื้นฐาน คือความโลภ ความโกรธ และความหลง
เราเข้าใจแล้วว่าทำไมเพื่อนร่วมงานถึงต้องแย่งชิงผลงานกัน นั่นก็เพราะความกลัวที่จะไม่ได้รับความสำคัญ เราเข้าใจว่าทำไมคนเราถึงสาดคำพูดทำร้ายกัน นั่นก็เพราะเขากำลังปกป้องตัวตนอันเปราะบางอยู่ และเราก็เข้าใจว่าทำไมคนมากมายถึงวิ่งตามกระแสสังคมอย่างไม่ลืมหูลืมตา นั่นก็เพราะความหลงใหลในภาพลวงตาที่โลกสร้างขึ้น
เมื่อเราเข้าใจกลไกเหล่านี้ เราจะเลิกโกรธแค้น เลิกตัดสิน แต่ในขณะ [เพลง] เดียวกัน เราก็หมดความรู้สึกที่จะเข้าไปคลุกคลี หรือร่วมเล่นในละครฉากนั้น [เพลง] ด้วย เหมือนคนมองดูเด็กๆ แย่งของเล่นกัน เราเข้าใจว่าทำไมเด็กถึงร้องไห้และทุบตีกันเพื่อของเล่นชิ้นเดียว แต่เราก็ไม่ได้อยากจะลงไปแย่งของเล่นนั้นด้วย
ความเข้าใจนี้เองที่เข้ามาตัดทอนความคาดหวังที่เราเคยมีต่อผู้คน เราเลิกคาดหวังว่าทุกคนจะต้องทำดีกับเรา เลิกหวังว่าเขาจะเข้าใจเรา เพราะเราตระหนักแล้วว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยัง [เพลง] ไม่เข้าใจตัวเองเลยด้วยซ้ำ เมื่อความคาดหวังลดลง ภาระในใจก็เบาลง เราเริ่มมองเห็นคุณค่าของการมีพื้นที่ว่างให้กับตัวเอง พื้นที่ที่เราไม่ต้องสวมบทบาทใดๆ ไม่ต้องคอยรับมือกับอารมณ์ของใคร เป็นพื้นที่แห่งความเงียบสงบที่เราสามารถกลับมาเยียวยาจิตใจที่บอบ [เพลง] ช้ำจากการปะทะกับโลกภายนอก การอยากอยู่คนเดียวในบริบทนี้ จึงไม่ใช่ความเหงา แต่เป็นความต้องการพักพิงในมุมสงบเพื่อรักษา สมดุลของจิตวิญญาณครับ
หลายคนอาจจะสงสัยว่าถ้าเรา [เพลง] เลือกที่จะปลีกตัวออกมาอยู่คนเดียวแล้ว ความเมตตาที่เราควรมีต่อเพื่อนมนุษย์หายไป [เพลง] ไหน การอยู่คนเดียวคือความเห็นแก่ตัวหรือไม่ ในทางกลับกันเลยครับ การถอยออกมาอยู่ในมุมที่สงบ กลับทำให้เรามีเมตตาต่อผู้คนได้มากขึ้น และบริสุทธิ์ใจยิ่งขึ้น เมื่อเราไม่ต้องทนรับแรงกระแทกจาก [เพลง] อารมณ์ของผู้อื่นโดยตรง เราจะมีสติและมีพื้นที่ในใจกว้างคอที่จะมอบความปรารถนาดีให้กับพวกเขา เราสามารถแผ่เมตตาให้กับคนที่เคยทำร้ายเราได้ง่ายกว่าตอนที่เรายังต้องเผชิญหน้าและปะทะคารมกับเขา ทุกวัน การเว้นระยะห่างที่พอดี จึงเป็นศิลปะของการใช้ชีวิตที่ผสานเอาความเข้าใจทางธรรม [เพลง] ในการปกป้องจิตใจตนเอง
พระอาจารย์หลายท่านมักจะกล่าวถึงคำว่า "วิเวก" หรือความสงัด ซึ่งแบ่งเป็นความ [เพลง] สงัดทางกายและความสงัดทางใจ เมื่อเราเลือกที่จะลบการพบปะสังสรรค์ที่ไม่จำเป็น พาตัวเองออกมาจากกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยพลังงานด้านลบ นั่นคือการสร้างความสงัดทางกาย ซึ่งจะเป็นความมั่นคงสำคัญที่นำไปสู่ความสงัด [เพลง] ทางใจ ในพื้นที่ส่วนตัวนี้เองที่เราจะได้มีเวลาทบทวนตัวเองอย่างแท้จริง เราจะได้ยินเสียงความคิดของตัวเองชัดเจนขึ้น เราจะได้เห็นกิเลสและความเศร้าหมองที่ซ่อนอยู่ในใจเรา โดยไม่มีสิ่งเร้าภายนอกมาบดบัง
การทำความเข้าใจคนอื่นเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่การทำความเข้าใจตัวเองคือเป้าหมายสูงสุดของการตื่นรู้ ยิ่งเราถอยห่างจากความวุ่นวายภายนอกมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีเวลาเดินทางเข้าไปสำรวจโลกภายในของเราได้ลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น เราจะเริ่มเห็นว่าตัวเราเองก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ต่างจากคนที่เราเคยพยายามทำความเข้าใจเลย การยอมรับความจริงข้อนี้ [เพลง] จะทำให้เราถ่อมตัวลง ปล่อยวางตัวตนได้ง่ายขึ้น และค้นพบความสุขที่ไม่ได้อิงอาศัยสิ่งใดจากภายนอก เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการมีชีวิตที่เรียบง่าย สงบ และมีอิสระอย่างแท้จริงครับ
หลายคนมักจะเอาความรู้สึกของการอยากอยู่คนเดียวไปผูกติดกับคำว่า "ความเหงา" ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ เพราะตั้งแต่เด็ก เรามักจะถูกหล่อหลอมมาเสมอว่าการอยู่ร่วมกับกลุ่มคนคือความสุข การถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพังคือความทุกข์ แต่เมื่อเราเติบโตขึ้นและผ่านการทำความเข้าใจผู้คนมาถึงจุดหนึ่ง เราจะค้นพบเส้นบางๆ ที่คั่นระหว่างความเหงากับความสันโดษ
ความเหงาคือความรู้สึกขาดแคลน คือการที่เราอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่มี โหยหาอยากให้ใครสักคนมาเติมเต็มช่องว่างในใจ แต่ความสันโดษคือความรู้สึกเต็มอิ่ม คือการที่เราอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันสมบูรณ์พร้อมในตัวของมันเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการยอมรับจากใคร
เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของคนอย่างลึกซึ้ง เราจะเลิกฝากความสุขของตัวเองไว้ในมือคนอื่น เราจะรู้ว่าความรัก ความชื่นชม หรือแม้แต่คำสัญญา >> [เพลง] >> ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ วันนี้เขาอาจจะชื่นชมเรา พรุ่งนี้เขาอาจจะตำหนิเรา หากใจเรายังวิ่งตามกระแสอารมณ์ของผู้คน เราก็จะไม่มีวันพบกับความมั่นคง ยิ่งเราตระหนักถึงความไม่แน่นอนนี้ เรายิ่งอยากดึงอำนาจในการสร้างความสุขกลับมาไว้ที่ตัวเอง
การอยู่คนเดียวจึงไม่ใช่การหนีโลก แต่เป็นการกลับมาสร้างโลกภายในให้แข็งแรง เป็นการกลับมาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของตัวเอง เพื่อนที่ไม่เคยตัดสิน ไม่เคยเรียกร้อง และพร้อมจะรับฟังทุกความรู้สึก [เพลง] โดยไม่มีข้อแม้
ในทางพุทธศาสนา ความสันโดษคือทรัพย์อันประเสริฐ [เพลง] เป็นความยินดีตามมีตามได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของวัตถุเงินทองนะครับ แต่หมายรวมถึงการยินดีในสภาวะที่ตนเองเป็นอยู่ ยินดีในความสงบเงียบที่อยู่ตรงหน้า เมื่อใจเรามีความสันโดษ เราจะพบพบว่าเราต้องการสิ่งรบกวนภายนอกน้อยลงมาก เราไม่ต้องพึ่งพางานเลี้ยงสังสรรค์ที่อึกทึก [เพลง] เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกมีชีวิตชีวา แค่การได้นั่งจิบน้ำชาเงียบๆ มองดูต้นไม้ใบหญ้า หรือการได้อ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม ก็สามารถสร้างความสุขที่ลึกซึ้งและยาวนาน กว่าความสุขฉาบฉวยในวงสนทนาที่เต็มไปด้วยการใส่หน้ากากเข้าหากันซะอีกครับ
แต่แน่นอนครับว่าการเลือกที่จะถอยห่างออกมาจากวงสังคม มักจะตามมาด้วยสายตาและคำตัดสินของคนรอบข้าง เมื่อเราเริ่มปฏิเสธคำชวนสังสรรค์บ่อยเข้า หรือเลือกที่จะนั่งกินข้าวคนเดียวในที่ทำ [เพลง] งาน แทนที่จะไปร่วมวงกับเพื่อนร่วมงาน เราอาจจะถูกมองว่า "เป็นคนแปลก" "เป็นคนมนุษยสัมพันธ์ไม่ดี" หรือหนักเข้าก็อาจถูกตีความไปว่าเรากำลังมีปัญหาชีวิต หรือกำลังจมอยู่กับความเศร้า ซึ่งแรงกดดันจากสังคมนี่แหละครับ ที่ทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะ [เพลง] เลือกเส้นทางแห่งความสงบ และจำใจต้องฝืนทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กลืนกินพลังงานชีวิตของตัวเองต่อไป เพียงเพื่อไม่ให้ดูแปลกแยก
ตรงนี้แหละครับที่ความเข้าใจโลกและเข้าใจคนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง เมื่อเราเข้าใจว่าทำไมสังคมถึงตั้งคำถามกับวิถีชีวิตของเรา เราจะรู้ว่ามันเป็นเพราะพวกเขาคุ้นเคยกับการเอาตัวเองไปผูกโยงกับความคาดหวังของกลุ่ม ความเงียบสงบมักจะเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับคนที่ยังไม่เคยเผชิญหน้ากับความจริงในใจตัวเอง พวกเขาจึงมักรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือ [เพลง] สงสัยเมื่อเห็นใครสักคนสามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่ง [เพลง] พาฝูงชน
เมื่อเรามองเห็นความไม่รู้ หรือความกลัวที่ซ่อนอยู่ในคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น เราจะสามารถวางใจให้เป็นกลาง หรือที่ในทางธรรมเรียกว่าการมี "อุเบกขา" ได้อย่างง่ายดายครับ การมีอุเบกขาไม่ได้แปลว่าเราเมินเฉย หรือเป็นคนแข็งกระด้างนะครับ แต่คือการรับรู้คำวิจารณ์ [เพลง] เหล่านั้นโดยไม่เอามาแบกไว้ในใจ เราเข้าใจสภาวะของเขาแล้ว เราก็เคารพในการตัดสินใจของเราเอง เราไม่จำเป็นต้องไปอธิบายเหตุผลให้ทุกคนฟัง ไม่ต้องไปโต้เถียงเพื่อพิสูจน์ว่าวิถีชีวิตแบบไหนดีกว่ากัน เพราะความสงบที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องเปล่าประกาศให้ใครรับรู้
เมื่อใจเรานิ่งพอและหนักแน่นพอ เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอกก็จะกลาย เป็นเพียงแค่เสียงลมที่พัดผ่านเข้ามา กระทบหูแล้วก็ผ่านไป ไม่สามารถสั่นคลอนความมั่นคงในพื้นที่ส่วน [เพลง] ตัวที่เราอุตส่าห์สร้างขึ้นมาได้เลย แม้แต่น้อยครับ
เมื่อเราสามารถก้าวข้ามคำวิจารณ์ของ [เพลง] สังคมและจัดสรรพื้นที่แห่งความสงบให้ตัวเองได้อย่างแท้จริงแล้ว ด่านต่อไปที่เราต้องเผชิญ ซึ่งมักจะเป็นด่านที่ท้าทายที่สุด ก็คือการเผชิญหน้ากับเสียงในหัวของตัวเราเองครับ หลายคนที่เพิ่งเริ่มหาเวลาปลีกวิเวก มัก [เพลง] จะตกใจเมื่อพบว่าในความเงียบสงบที่ไม่มีเสียงของคนอื่นคอยรบกวน เสียงความคิดของเรากลับดังอื้ออึงขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความทรงจำในอดีตที่ทำพลาด ความกังวลถึงอนาคตที่ยังไม่มาถึง หรือแม้แต่ความขุ่นข้องหมองใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกกลบไว้ จะผุดขึ้นมามากมายทับ [เพลง] ซ้อนกัน นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำไมผู้คนมากมายถึงกลัวการอยู่คนเดียว และต้องคอยหาความบันเทิง หรือหาคนคุยด้วยตลอดเวลา เพื่อใช้เสียงจากภายนอกมากลบเสียงที่วุ่นวายอยู่ภาย [เพลง] ใน
แต่ในวิถีของการตื่นรู้ เราจะไม่วิ่งหนีเสียงเหล่านี้ครับ การอยู่คนเดียวอย่างมีสติ คือการเปิดสนามฝึกซ้อมชั้นดีให้กับจิตใจ เมื่อความคิดหรืออารมณ์ด้านลบผุดขึ้นมา เราจะไม่เข้าไปคลุกคลี หรือพยายามต่อสู้ขับไล่มัน แต่เราจะใช้หลักการของการเฝ้าสังเกต หรือการตามดูตามรู้อย่างเงียบๆ เหมือนเรากำลังนั่งดูละครเวทีฉากหนึ่ง โดยรู้ตัวอยู่เสมอว่าเราเป็นเพียงผู้ชมบนที่นั่งแถวแรกสุด ไม่ใช่ตัวละครที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่บนเวที
ยิ่งเราฝึกเฝ้าสังเกตความคิดตัวเองมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเห็นความจริงที่น่าทึ่งครับ เราจะพบว่าความคิดและอารมณ์ทั้งหลาย มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเองตามธรรมชาติ ไม่มีสภาวะใดที่จีรังยั่งยืน ไม่มีความเศร้าใดที่อยู่ตลอดไป และไม่มีความโกรธใดที่ไม่จางหาย เมื่อเราเห็นกระบวนการนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนก็จะค่อยๆ คลายหลุดออก เราจะเริ่มเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าแม้แต่ตัวเราเองก็ยังควบคุมความคิดตัวเองไม่ได้ทั้งหมด แล้วเราจะไปคาดหวังให้คนอื่นเป็นดั่งใจเราได้อย่างไร
การอยู่คนเดียวจึงกลายเป็นช่วงเวลาอันล้ำค่าที่ช่วยขัดเกลาจิตใจให้ละเอียดอ่อน ทำให้เราเกิดปัญญาที่สว่างใส และพร้อมที่จะรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก ด้วยหัวใจที่ร่มเย็นครับ
เมื่อเราฝึกฝนจิตใจจนคุ้นชินกับความสงบในพื้นที่ [เพลง] ส่วนตัวแล้ว คำถามที่มักจะตามมาก็คือ แล้วเราจะใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนในสังคมต่อไปอย่างไร ในเมื่อความเป็นจริงคือเรายังต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ยังต้องดูแลครอบครัว และยังต้องพบปะผู้คนอยู่ทุกวัน การมีความรู้สึกอยากอยู่คนเดียวไม่ได้หมายความว่าเราต้องหนีเข้าป่า หรือหันหลังให้กับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงนะครับ แต่เคล็ดลับที่ [เพลง] สำคัญคือการเรียนรู้ที่จะสร้างสภาวะที่เรียกว่า "อยู่กับโลกแต่ไม่ติดโลก" หรือการสร้างกำแพงแก้วแห่งความสงบ ขึ้นมาภายในจิตใจของเราเอง
ไม่ว่าร่างกายของเราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คนมาก [เพลง] มาย แค่ไหนก็ตาม เมื่อเราเข้าใจคนอื่นอย่างทะลุปรุโปร่ง เห็นถึงความบกพร่องและกิเลสที่เป็นแรงขับเคลื่อนผู้คน เราจะปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เราจะยังคงพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานด้วยความหวังดี ทำหน้าที่รับผิดชอบของเราอย่างเต็มกำลัง แต่เราจะไม่เอาใจไปผูกกับผลลัพธ์ คำชื่นชม หรือคำนินทา เราสามารถนั่งอยู่ในวงสนทนา [เพลง] ฟังคนอื่นบนเรื่องดินฟ้าอากาศ บนเรื่องเจ้านาย หรือเล่าปัญหาชีวิตของเขาได้ โดยที่เราทำหน้าที่แค่รับฟังอย่างเข้าใจ แต่ไม่เอาอารมณ์ขุ่นมัวเหล่านั้น [เพลง] มาแบกไว้เป็นภาระในใจเรา
นี่คือศิลปะของการกั้นขอบเขตทางอารมณ์ ซึ่งเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีรากรากฐานของความสันโดษที่แข็งแรงพอ เปรียบเสมือนใบบัวที่ลอย [เพลง] อยู่เหนือ น้ำครับ แม้รากจะต้องหยั่งลึกลงไปในโคลนตม แม้ใบจะต้องสัมผัสกับผิวน้ำที่กระเพื่อมไหวตลอดเวลา แต่หยดน้ำก็ไม่อาจซึมพาน หรือทำให้ใบบัวเปียกชุ่มได้ จิตใจที่ผ่านการเข้าใจโลกและเลือกที่จะรักษาระยะห่างอย่างพอดี ก็จะเป็นเหมือนใบบัวที่ไม่ยอมให้กระแสอารมณ์ หรือความสับสนวุ่นวายของผู้คนซึมทรัพยเข้ามาทำลายความบริสุทธิ์ และสภาวะปกติภายในได้
การดำเนินชีวิตแบบนี้ตรง [เพลง] กับหลักธรรมเรื่อง "โลกธรรม 8" คือการรู้เท่าทันว่าการมีลาภเสื่อมลาภ มี ยศเสื่อมยศ มีคนสรรเสริญ มีคนนินทา มีความสุข มีความทุกข์ ล้วนเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เมื่อเราเข้าใจความ [เพลง] ธรรมดานี้ เราก็ไม่ต้องไปพยายามดิ้นรนแก้ไขให้เหนื่อยเปล่า เราเปลี่ยนจากการพยายามควบคุมสิ่งแวดล้อมภายนอก มาเป็นการรักษาใจตัวเองให้มั่นคงแทน เราจะยังคงยิ้มทักทาย ยังคงช่วยเหลือเกื้อกูล แต่ลึกๆ แล้วในใจของเราสงบนิ่งและเป็นอิสระ เราสามารถอยู่ท่ามกลางผู้คนนับร้อย [เพลง] แต่ภายในใจยังคงรู้สึกเหมือนนั่งอยู่คนเดียวท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบได้ นั่นคือสภาวะที่การเข้าใจคนและการอยากอยู่คนเดียวผสมผสานกันได้อย่างลงตัวที่สุดครับ
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าอัศจรรย์มากเมื่อเราเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบเว้นระยะห่างและอยู่กับตัวเองมากขึ้น ก็คือมุมมองที่เรามีต่อความทุกข์และปัญหาของผู้อื่นครับ แต่ก่อนตอนที่เรายังเอาตัวเองไปคลุกคลีกับปัญหาของทุกคนรอบตัว เรามักจะผลตัวเองเข้าไปเป็นผู้เล่นหลักในละครชีวิตของเขาด้วย เรามักจะโกรธแทนเพื่อนเมื่อเพื่อนถูกเอาเปรียบ เราเศร้าหมองดิ่งลึกไปกับคนรู้จักที่กำลังผิด [เพลง] หวัง จนหลายครั้งเราเองต่างหากที่กลายเป็นคนที่มีความทุกข์หนักกว่าเจ้าของเรื่องเสียอีก
แต่เมื่อเราถอยออกมาอยู่ในจุดที่สงบและมองทุกอย่างด้วยความเข้าใจอย่างเป็นกลาง เราจะสามารถนำเอาหลักธรรม "พรหมวิหาร 4" มาใช้ในชีวิตจริงได้อย่างสมบูรณ์ [เพลง] แบบมากขึ้น โดยเฉพาะในข้อที่มักจะทำได้ยากที่สุด นั่นก็คือ "ความวางเฉย" หรืออุเบกขา เราจะเริ่มมองเห็นตามความเป็นจริงว่าทุกความเจ็บปวด ทุกปัญหา และทุกความขัดแย้งที่ผู้คนกำลังเผชิญ ล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากความคิด คำพูด และการกระทำของเขาเองในอดีต หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าเป็นไปตามกฎแห่งกรรม
เรามีความเมตตาที่จะปรารถนาให้เขาพ้นจากความเจ็บปวด มีความกรุณาที่จะช่วยเหลือเท่าที่กำลังสติปัญญาและทรัพยาก [เพลง] ของเราจะทำได้ แต่เมื่อเราได้ช่วยเหลือจนสุดความสามารถแล้ว หรือในบางสถานการณ์ที่เรามองเห็นว่าไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้ เราก็พร้อมที่จะวางอุเบกขา คือการไม่เก็บเอาความทุกข์ของเขามาเผาผลาญจิตใจของตัว เอง
การอยู่คนเดียวอย่างมีสติช่วยสอนให้เรารู้จักขอบเขตจำกัดของความสามารถตัวเอง เราตระหนักได้อย่างซาบซึ้งว่าเราไม่สามารถเป็นผู้กอบกู้โลก หรือช่วยเหลือเหลือทุกคนให้สมดังใจหวังได้ตลอดเวลา ความเข้าใจนี้เองที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้าง กลายเป็นความสัมพันธ์ที่โปร่งเบาและไม่อึดอัด เปรียบเสมือนหมอที่ทำการรักษาคนไข้ หมอที่ดีต้องมีความเมตตา ตั้งใจรักษาอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องไม่เอาความเจ็บป่วยของคนไข้มาเป็นความเจ็บป่วยของตัวเอง
เราเลิกทำตัวเป็นฟองน้ำที่คอยซึมซับความรู้สึกด้านลบของคนอื่น แต่เรากลายเป็นกระจกใสที่สะท้อนความเป็นจริงให้เขาเห็นด้วยความปรารถนาดี หากเขาพร้อมที่จะมองเห็นและรับฟัง เราก็ยินดีที่จะเป็นเพื่อนร่วมทางคอยประคับประคอง แต่หากเขา ยังคงยึดติดหลับตาไม่ยอมรับความจริง เราก็เพียงแค่ถอยกลับมาอยู่ในพื้นที่ของเราอย่างสงบ ไม่กล่าวโทษ ไม่รังเกียจ เพียงแต่เฝ้ามองดูการเรียนรู้และการเติบโตของแต่ละชีวิตไปตามเส้นทางและจังหวะเวลาของพวกเขา
การสงวนท่าทีและถนอมพลังงานใจไว้แบบนี้ จะช่วยให้เราสามารถหยิบ [เพลง] ยื่นความช่วยเหลือที่แท้จริงให้กับคนที่พร้อมจะรับมันได้ดีกว่าการเอาตัวเข้าไปผูกติดกับทุกคนจนหมดเรี่ยวแรงครับ
เมื่อเราเดินทางมาถึงจุดที่ความสุขสามารถเกิดขึ้นได้จากภายใน และไม่ต้องคอยเรียกร้องหาการเติมเต็มจากใครภายนอก สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติก็คือการคัดกรองความสัมพันธ์ในชีวิตครับ คุณผู้ฟังอาจจะสังเกตเห็นว่าวงสังคมของเราจะเล็กลง [เพลง] อย่างเห็นได้ชัด เพื่อนฝูงที่เราเคยไปกินดื่มเฮฮาสังสรรค์กันด้วยทุกวันหยุด อาจจะค่อยๆ ห่างหายกันไป คนที่เคยเข้าหาเราเพื่อแสวงหาผลประโยชน์บางอย่าง จะเริ่มถอยห่างออกไปเอง โดยที่เราไม่ต้องขับไล่ เพราะเราไม่ได้ตอบสนองความต้องการ หรือยอมโอนอ่อนผ่อนตามเขาเหมือนในอดีต
ภาพภายนอกอาจจะดูเหมือนเรากำลังถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว หรือกลายเป็นคนไม่มีสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือ [เพลง] กระบวนการทำความสะอาดชีวิตที่ทรงคุณค่าและเป็นธรรมชาติที่สุดเลยครับ กลุ่มคนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในชีวิตของเรา หลังจากผ่านช่วงเวลาของการคัดกรองตามธรรมชาตินี้ มักจะเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมายอย่างแท้จริง หรือที่เราเรียกกันในทางธรรมว่า "กัลยาณมิตร" คือเพื่อนร่วมทางที่พร้อมจะส่งเสริมกันและกันใน [เพลง] ทางที่ดี เป็นเพื่อนเพื่อนที่คบหากันด้วยความจริงใจล้วนๆ เราไม่ต้องคอยสวมหน้ากากเข้าหากัน ไม่ต้องพยายามดัด [เพลง] แปลงตัวเองให้ดูดีตลอดเวลาเพื่อรักษาความสัมพันธ์ เป็นความสัมพันธ์ที่เราสามารถนั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆ ได้เป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกอึดอัด ต่างคนต่างเคารพในพื้นที่ส่วนตัวและขอบเขตของกัน [เพลง] และกัน และที่สำคัญคือต่างก็มีความสุขและพึ่งพาตัวเองได้ โดยไม่ต้องทำตัวเป็นภาระทางความรู้สึกของอีกฝ่าย
การมีกัลยาณมิตรที่แท้จริง แม้เพียง 1 หรือ 2 คนในชีวิต มีคุณค่าและสร้างความอุ่นใจได้มากกว่าการมีคนรู้จักนับร้อยนับพันที่พร้อมจะทอดทิ้ง หรือหันหลังให้เราทันทีเมื่อผลประโยชน์ที่มีต่อกันหมดลง ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพเหล่านี้ จะคอยเป็นเสาหลักที่ช่วยเกื้อหนุนให้เราก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความสงบและการตื่นรู้ได้มั่นคงยิ่งขึ้น เราแลกเปลี่ยนมุมมองชีวิตกันด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ความรู้สึกชั่ววูบ เราสนับสนุนกันและกันให้เติบโตในทางจิตวิญญาณ [เพลง] และถึงแม้ในบางวันเวลาเราอาจจะไม่ได้พบเจอกัน หรือไม่ได้พูดคุยกันเลย เราต่างก็รู้ดีอยู่เต็มอกว่าสายใยแห่งความปรารถนาดีและความห่วงใยนั้น ยังคงเชื่อมโยงถึงกันอยู่เสมอ
การยิ่งเข้าใจคน และยิ่งอยากอยู่คนเดียว ในท้ายที่สุดแล้ว จึงไม่ใช่การตั้งตนเป็นศัตรู หรือตัดขาดจากเพื่อนมนุษย์ แต่คือการเลือกอย่างชาญฉลาดที่จะรักษาเฉพาะความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลต่อความสงบงามในชีวิตต่างหากครับ
การเดินทางของจิตใจที่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับความวุ่นวายของผู้คน จนนำไปสู่ความต้องการที่จะปลีกตัวออกมาอยู่เพียงลำพังนั้น แท้จริงแล้วก็คือการเดินทางกลับบ้านครับ บ้านที่ไม่ได้สร้างจากไม้หรือปูน แต่เป็นบ้านแห่งความสงบภายในจิต [เพลง] ใจของเราเอง ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราอาจจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไป [เพลง] กับการเดินเร่ร่อนอยู่ในตลาดที่แสนวุ่นวาย ตลาดที่เราเรียกว่าสังคม เราพยายามต่อรองราคาความรู้สึก พยายามเรียกร้องความสนใจ พยายามตะโกนแข่งกับเสียงของผู้อื่นเพื่อให้ตัวเองมีตัวตน จนเราลืมไปเลยว่าเสียงที่แท้จริงของหัวใจเรานั้นไพเราะและสงบงันเพียงใด
เมื่อเราเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าทุกคนในตลาดแห่งนี้ ต่างก็เหน็ดเหนื่อย หวาดกลัว และหลงทาง [เพลง] ไม่ต่างจากเรา เราจึงเลิกโกรธเคือง เลิกตัดสิน และเลือกที่จะเดินแยกตัวออกมาเงียบๆ การถอยออกมาอยู่คนเดียวจึงไม่ใช่การยอมแพ้ต่อโลก หรือการปิดกั้นตัวเองด้วยความเกลียดชัง แต่มันคือความเมตตาขั้นสูงสุดที่เราสามารถมอบให้กับตัวเองได้ เป็นการอนุญาตให้ดวงจิตที่เหนื่อยล้าจากการปะทะ [เพลง] กับโลกภายนอกได้กลับมาพักพิงและเยียวยาตัวเองในพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด
เมื่อเราไม่ต้องเสียพลังงานไปกับการวิ่งตามความต้องการของคนอื่น [เพลง] เราก็จะมีพลังเหลือเฟือที่จะมาทำความเข้าใจความจริงในใจของตัวเอง ซึ่งนั่นคือเป้าหมายสูงสุดของการตื่นรู้ครับ
คุณผู้ฟังครับ หากนี้คุณกำลังรู้สึกเหนื่อยล้ากับความซับซ้อนของผู้คน รู้สึกโหยหาความเงียบสงบ และอยากจะถอยห่างออกมาอยู่กับตัวเองเพียงลำพัง ขอให้รู้ไว้นะครับว่าความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความผิดปกติ คุณไม่ได้เป็นคนเห็นแก่ตัว และคุณกำลังไม่ได้โดดเดี่ยวเลย คุณเพียงแค่กำลังเติบโตขึ้น กำลังมองเห็นความจริงของโลกได้ลึกซึ้งขึ้น และกำลังก้าวเข้าสู่ความมีวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณอีกขั้นหนึ่ง
ขอให้คุณกล้าที่จะโอบกอดความรู้สึกนี้ไว้ อนุญาตให้ตัวเองได้พักผ่อนในความสันโดษอย่างเต็มที่ ดื่มด่ำกับความว่างเปล่าที่ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไร แต่เป็นความว่างเปล่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอิสรภาพ เพราะเมื่อใจของคุณอิ่มเอม มั่นคง และมีพลังมากพอ คุณจะสามารถก้าวเดินต่อไปบนโลกใบเดิม ท่ามกลางผู้คนมากมาย [เพลง] ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนขึ้น มีเมตตาที่บริสุทธิ์ขึ้น และด้วยหัวใจที่ไม่หวั่นไหวไปกับกระแสโลกอีกต่อไป
จำไว้นะครับว่าการยิ่งเข้าใจคน จะทำให้เราเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง แต่การยิ่งเข้าใจ [เพลง] ตัวเอง จะทำให้เราค้นพบความสุขอันแท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายในตลอดกาล [เพลง] ครับ
และนี่คือทั้งหมดของรายการตื่นรู้ได้ทุกวัน หวังว่าเรื่องราวในวันนี้จะช่วยให้ธรรมะได้นำทางหัวใจของคุณผู้ฟังนะครับ และเพื่อไม่ให้พลาดเรื่องราวและหลักธรรมดีๆ ที่จะช่วยทำให้ใจของเรากลับมาตื่นรู้ อย่าลืมกดติดตามช่องของเราไว้นะครับ เรามีเรื่องเล่าธรรมะดีๆ มาแบ่งปันกันในทุกวันเวลา 18:00 น. และเวลา 18:00 น. แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า สวัสดีครับ
[เพลง] [เพลง]